FTA Watch กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาค? กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน

 #8กุมภากาเห็นชอบ เพื่อทิ้งสิ่งเก่าๆ ที่เคยผิดพลาดตลอดเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา และเป็นทางเลือกเดียวในวันนี้เพื่อเปิดประตูสู่...
01/01/2026

#8กุมภากาเห็นชอบ เพื่อทิ้งสิ่งเก่าๆ ที่เคยผิดพลาดตลอดเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา และเป็นทางเลือกเดียวในวันนี้เพื่อเปิดประตูสู่อนาคตที่ทุกความฝันเป็นไปได้

#สวัสดีปีใหม่2569

ภารกิจเมื่อเปิดปีนี้ขึ้นมา ไม่มีอะไรมากนอกจากมุ่งหน้าสู่การทำประชามติ เพื่อรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เท่านั้น

#8กุมภากาเห็นชอบ เพื่อทิ้งสิ่งเก่าๆ ที่เคยผิดพลาดตลอดเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา และเป็นทางเลือกเดียวในวันนี้เพื่อเปิดประตูสู่อนาคตที่ทุกความฝันเป็นไปได้

เหลืออีก 39 วันที่จะไปสู่เป้าหมายนี้ ต้องขอให้ทุกคนมาลงมือลงแรงด้วยกัน
ใคร #เห็นชอบ ด้วย ช่วยกันคนละแชร์

https://www.facebook.com/share/1BUyCN1wqU/
31/12/2025

https://www.facebook.com/share/1BUyCN1wqU/

“ไม่เอาเรื่องสิทธิบัตรยาขึ้นโต๊ะเจรจาได้ไหม เพราะมันมีผลกระทบต่อประชาชนจำนวนมาก ในมุมคนที่เจรจาอาจจะอยากให้เศรษฐกิจดีขึ้น แต่ต้องมาแลกกับการมีชีวิตอยู่ของผู้ป่วย ไม่อยากให้เอาเรื่องความเป็นความตายของผู้ป่วยไปแลกบนโต๊ะเจรจา อย่าเพิ่งเร่งเจรจาถ้าผู้ป่วยได้รับผลกระทบ” ยุพา ผู้ติดเชื้อเอชไอวีกล่าว
“โรคซึมเศร้าเป็นโรคทางอารมณ์ แต่มันมีผลต่อคุณภาพชีวิต พอมันไม่มีเลือด ไม่มีแผล ไม่เจ็บช้ำให้ใครเห็น คุณก็ไม่รู้ว่าเราป่วย มันประเมินยาก โรคทางจิตถูกพัฒนาช้ากว่าโรคทางกาย เราก็ต้องเรียกร้องให้คุณสนใจ ต่อไปในอนาคตโรคสุขภาพทางใจจะกลายมาเป็นโรคอันดับต้นๆ ที่มีผลกระทบต่อประชากร คุณอาจจะรอดจากโรคมะเร็ง โรค HIV แต่คุณมาเสียชีวิตด้วยโรคซึมเศร้า มันเป็นวิกฤตเงียบของสังคมไทยที่คนประเมินมันต่ำ” ฐิตินบ ผู้ป่วยซึมเศร้า
“ทุกวันนี้ขนาดเรากินยา เรายังรู้สึกหดหู่เลยว่าทำไมเราต้องป่วย เรารู้สึกว่าเราเป็นภาระของครอบครัวมากเลยตอนนี้ ถ้าไปถึงจุดที่ยาแพงกว่านี้แล้วเราสู้ไม่ไหว เราไม่อยากเป็นภาระ” เสียงของเธอสั่นเครือ.. จนเราไม่ต้องใช้ความพยายามในการสังเกต “อยากฝากถึงทีมเจรจา เวลาที่คุณเจรจาคุณอาจจะมีแค่เอกสาร มีแค่ตัวเลขที่อยู่บนโต๊ะ แต่ว่าทุกตัวเลขมันคือชีวิตคน” ฐิตินบพยายามส่งเสียงให้สังคมตระหนักถึงภัยเงียบและชีวิตของผู้ป่วยซึมเศร้าที่ต้องต่อสู้
อ่านต่อที่นี่
https://prachatai.com/journal/2025/12/115731

หรือชมคลิป https://www.youtube.com/watch?v=c4EpBouPEE4

27/12/2025

🔵อีกหนึ่งบทเรียนสำคัญกับบทบาทของภาคประชาสังคมในการเข้าถึง #ยาเบดาควิไลน์ ในระบบหลักประกันสุขภาพของไทย
'ยาเบดาควิไลน์' (Bedaquiline) เป็นยารักษา #วัณโรค ที่ดื้อยาหลายขนาน (MDR-TB) องค์การอนามัยโลกใช้เป็นยาแนะนำ และได้รับการบรรจุอยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติตั้งแต่ปี 2562 แต่การผูกขาดด้วยสิทธิบัตรทำให้ยามีราคาแพงและเข้าถึงได้จำกัด เช่น เมื่อปี 2563–2565 สปสช. จัดซื้อยาต้นแบบในราคาเฉลี่ย 35,672 บาทต่อราย รักษาผู้ป่วยได้เพียง 700 รายต่อปี
อุปสรรคที่สำคัญคือ “การจดสิทธิบัตรแบบไม่มีวันสิ้นสุด หรือ Ever-greening Patent” โดยที่บริษัทยาต้นแบบจดสิทธิบัตรหลายฉบับสำหรับยาชนิดเดียว เพื่อยืดการผูกขาดตลาดนานกว่า 20 ปี (ทำในหลายประเทศ)
ภาคประชาสังคมในระดับสากลร่วมกันรณรงค์ยื่นคำคัดค้านสิทธิบัตรในหลายประเทศ กดดันให้บริษัทลดราคาและให้มีการผลิตยาชื่อสามัญ
ในส่วนของไทย #เครือข่ายผู้ติดเชื้อฯ และมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ ยื่นคำคัดค้านคำขอสิทธิบัตรที่ไม่ชอบธรรม (ทำมาตั้งแต่ปี 2552)
ผลจากการร่วมกันรณรงค์ทั่วโลก ทำให้คำขอสิทธิบัตรแบบ Ever-greening หลายฉบับของยาเบดาควิไลน์ถูกปฏิเสธหรือเพิกถอนในหลายประเทศ (รวมถึงไทยด้วย) และทำให้มียาชื่อสามัญผลิตออกมาแข่งขันได้
ส่งผลให้ราคายาเบดาควิไลน์ลดลงทั่วโลก ในไทยสามารถลดราคายาได้เหลือ 5,347 บาทต่อคน ประหยัดงบประมาณไปได้มากกว่า 20 ล้านบาทและให้การรักษาเพิ่มขึ้นโดยประมาณจากปีละ 700 คนเป็น 1,000 คน
🔵บทเรียนสำคัญจากการต่อสู้ในครั้งนี้: ภาคประชาสังคมมีบทบาทสำคัญในการท้าทายการจดสิทธิบัตรที่ไม่ชอบธรรม เพื่อส่งเสริมให้เกิดการเข้าถึงยาจำเป็นในราคาที่เข้าถึงได้ การที่ผู้ป่วยวัณโรคเชื้อดื้อยาในไทยเข้าถึงยาเบดาควิไลน์ภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพได้ เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของการต่อสู้ของภาคประชาสังคม แต่ยังมียาจำเป็นราคาแพงอีกมากที่ผู้ป่วยเข้าไม่ถึงเพราะการผูกขาดด้วยระบบสิทธิบัตร
เอกสารอ้างอิง:
1. งานวิจัย “สิทธิบัตรยาที่จัดเป็น evergreening patent ในประเทศไทย และการคาดประมาณผลกระทบที่เกิดขึ้น” ที่สนับสนุนโดย สวรส. https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/ 11228/ 3750?locale-attribute=th
2. ข้อมูลการจัดซื้อยาเบดาควิไลน์ของ สปสช.
3. ฐานข้อมูลสิทธิบัตรของกรมทรัพย์สินทางปัญญา
4. ฐานข้อมูลการคัดค้านสิทธิบัตรยาเบดาคลิไลน์ของกลุ่ม Make Medicines Affordable (MMA) และเว็บไซด์ข้อมูลของภาคประชาสังคม www.patentoppositions.com
5. ข่าวสารบน Social media ของภาคประชาสังคมที่ติดตามเรื่องยาเบดาควิไลน์ของ MSF, MMA และ TAG
6. แนวทางการควบคุมวัณโรคประเทศไทย พ.ศ. 2564 กองวัณโรค
ที่มา: มีการนำเสนอบทเรียนดังกล่าวในงานประชุมวิชาการระดับชาติด้านหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า พ.ศ. 2568 เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 โดยเฉลิมศักดิ์ กิตติตระกูล ผู้จัดการโครงการส่งเสริมการเข้าถึงยา เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย

27/12/2025

ประชาไทพูดคุยกับ ดร.ภญ.พรทิพย์ วิรัชวงศ์ (รองผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม) เฉลิมศักดิ์ กิตติตระกูล (ผู้จัดการโครงการการเข้าถึงยา เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย) และฐิตินบ โกมลนิมิ (ตัวแทนกลุ่มเพื่อนผู้ป่วยซึมเศร้า) ถึงข้อวิตกกังวลในการเจรจาการค้า FTA ไทย–อียู ที่กำลังจะมีขึ้นในรอบที่ 8 และประเด็นที่น่าจับตา

https://www.facebook.com/share/v/1EyGQKokDU/

จะเกิดอะไรขึ้นกับผู้อยู่ร่วมกับเชืัอ HIV หากการเจรจา FTA สำเร็จรับชม กมล อุปแก้ว 30 ปีกับเชื้อ HIV มีเมีย มีลูก และมีชีว...
23/12/2025

จะเกิดอะไรขึ้นกับผู้อยู่ร่วมกับเชืัอ HIV หากการเจรจา FTA สำเร็จ
รับชม กมล อุปแก้ว 30 ปีกับเชื้อ HIV มีเมีย มีลูก และมีชีวิต ฉบับเต็มได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=4MO_naEdL2o

https://www.facebook.com/share/1BvCfS3TjM/
19/12/2025

https://www.facebook.com/share/1BvCfS3TjM/

ปัจจุบันประเทศไทยมีการเข้าร่วมการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) หลายฉบับ มีเงื่อนไขมากมายที่เกี่ยวข้องกับการค้าและชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะเงื่อนไขด้านทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งมีประเด็น ‘สิทธิบัตรยา’ อยู่ในนั้น เมื่อย้อนกลับไปจะพบว่า USA และ EU เป็น 2 คู่เจรจาที่มีความพยายามในการขอขยายระยะเวลาสิทธิบัตรผ่านการเจรจาการค้า ซึ่งล่าสุดมีรายงานว่า Thailand - EU FTA มีความพยายามที่จะสรุปการเจรจาและได้ข้อตกลงภายในสิ้นปีนี้

เมื่อมีการขยายระยะเวลาของสิทธิบัตรยา บริษัทยาอื่นก็จะไม่สามารถผลิตยาได้ตามระยะเวลาที่สิทธิบัตรยากำหนด การผูกขาดจึงเกิดขึ้น และนำไปสู่ปัญหาราคายาที่สูงขึ้นเช่นกัน นั่นจึงไม่เพียงแค่รัฐที่ต้องเป็นผู้แบกรับค่าใช้จ่ายทั้งหมด ประชาชนอาจจะต้องจ่ายภาษีที่แพงขึ้น

เราคุยกับ รศ.ดร.ภญ.นุศราพร เกษสมบูรณ์ อาจารย์ประจำภาควิชาเภสัชศาสตร์สังคมและการบริหาร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น อาจารย์และนักวิจัยผู้ศึกษาประเด็นความตกลงทางการค้าระหว่างประเทศกับระบบยา เพื่อไขคำตอบต่อเรื่องนี้ ว่าท้ายที่สุดหากเรายอมลงนามใน FTA ตามเงื่อนไขที่สหภาพยุโรปเรียกร้อง ประเทศไทยจะเกิดอะไรขึ้น

อ่าน: ในเงามืดของสิทธิบัตรยา ผลกระทบจาก Thailand – EU FTA เมื่อราคายาสูงลิ่ว ใครคือผู้ได้รับผลกระทบ https://theisaanrecord.co/2025/12/19/impact-of-the-thailand-eu-fta-on-pharmaceutical-patents/

---

เรื่อง: ธีรศักดิ์ มณีวงษ์
ภาพ: ธนภัทร สิงห์โท

แม้กมลจะวางมือจากการเป็นแนวหน้าผู้ขับเคลื่อนสิทธิการเข้าถึงยา แต่เขายังคงรับยาตามที่แพทย์จ่าย และติดตามสถานการณ์การเคลื่...
18/12/2025

แม้กมลจะวางมือจากการเป็นแนวหน้าผู้ขับเคลื่อนสิทธิการเข้าถึงยา แต่เขายังคงรับยาตามที่แพทย์จ่าย และติดตามสถานการณ์การเคลื่อนไหวของเครือข่ายอยู่ตลอด ซึ่งกมลย้ำว่าเครือข่ายสามารถรวมตัวกันได้ทุกเมื่อ หากมีประเด็นที่อ่อนไหวและสร้างผลกระทบ อย่างการเจรจาความตกลงการค้าเสรี Thailand – EU FTA ที่ดำเนินมาถึงรอบที่ 7 เครือข่ายผู้ติดเชื้อยังคงมีข้อกังวลและติดตามต่อโดยเฉพาะเรื่อง ‘ยา’ และ ‘ราคายา’

“ข้อตกลง FTA มีความพยายามที่จะห้ามไม่ให้บริษัทยาชื่อสามัญนำข้อมูลของยาออริจินอลไปเปรียบเทียบ ซึ่งเท่ากับเป็นการผูกขาดราคายาให้ยาวนานขึ้น ทำให้ยาเข้าตลาดช้าและราคาสูง การผูกขาดนี้ทำให้บริษัทยาเหล่านี้รวยมาก และหาเงินจากความเจ็บป่วยของผู้อื่น บางครั้งถึงกับมีอิทธิพลเหนือนโยบายรัฐบาล”

อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่ https://theisaanrecord.co/2025/12/15/thailand-eu-fta-impacts-on-people-living-with-hiv-access-to-medication-and-challenges-for-the-thai-healthcare-system/?fbclid=IwY2xjawOwSQtleHRuA2FlbQIxMABicmlkETFzaVc0N0pPRVViOTFPWTE0c3J0YwZhcHBfaWQQMjIyMDM5MTc4ODIwMDg5MgABHgFaMN9zQzVwn6XD-qTUymyOoQwM0H2toEYMb1741ZsZarZFO510Vy-TEPcv_aem_btwdTiJ7tfVQJiiFG7masA&brid=CusUyopBpcf2U5INVUWhVw

“ไม่ว่าจะเป็น Thai-US FTA , ข้อตกลง CPTPP (การค้าเสรีระหว่าง 11 ประเทศสมาชิกในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก), หรือ Thai-EU FTA ล่...
17/12/2025

“ไม่ว่าจะเป็น Thai-US FTA , ข้อตกลง CPTPP (การค้าเสรีระหว่าง 11 ประเทศสมาชิกในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก), หรือ Thai-EU FTA ล่าสุด จะเห็นความพยายามในการขอขยายระยะเวลาสิทธิบัตรผ่านการเจรจาการค้า และถูกทำมาอย่างต่อเนื่อง”

รศ.ดร.ภญ.นุศราพร บอกกับเราว่ามีข้อกังวลมากมายที่จะเกิดขึ้นตามมาภายหลังจากจบการเจรจาความตกลงการค้าเสรีในแต่ละรอบ โดยเฉพาะเรื่องการขอขยายระยะเวลาสิทธิบัตร

อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่: https://theisaanrecord.co/2025/12/15/thailand-eu-fta-impacts-on-people-living-with-hiv-access-to-medication-and-challenges-for-the-thai-healthcare-system/?fbclid=IwY2xjawOvJmticmlkETFpYko0U2ZRbGxBUUdPeGxjc3J0YwZhcHBfaWQQMjIyMDM5MTc4ODIwMDg5MgABHtFpJ_dlBhUKwinpF7t3T7pd3bOhFahslTyRVzeTDKx-O0exhK8SzTAOmtDn&brid=CusUyopBpcf2U5INVUWhVw

ภาคประชาชนหวั่น FTA ไทย-อียู บิดเบือนเจตนารมณ์ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพิ่มอุบัติเหตุ เด็กเยาวชนตกเป็นเหยื่อธุ...
16/12/2025

ภาคประชาชนหวั่น FTA ไทย-อียู บิดเบือนเจตนารมณ์ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพิ่มอุบัติเหตุ เด็กเยาวชนตกเป็นเหยื่อธุรกิจแอลกอฮอล์ เสนอรัฐพิจารณารอบคอบ เปิดเผยข้อมูลโปร่งใส สื่อสารให้ประชาชนเข้าใจ สร้างมาตรการป้องกันและกลไกติดตามผลกระทบ

การพยายามเดินหน้าทำ FTA ไทย-อียู ของรัฐบาลโดยขาดการประเมินและป้องกันผลกระทบเช่นหลายครั้งที่ผ่านมา กำลังนำพาสังคมไทยไปสู่ความสุ่มเสี่ยงด้านสุขภาพอีกครั้ง เมื่อข้อเรียกร้องหนึ่งของอียูมหาอำนาจในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์คือการลดภาษีศุลกากรเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ลงเหลือศูนย์ ซึ่งจะตามมาด้วยการไหลทะลักเข้ามาของ ‘เหล้านอก’

บทเรียนจากหลายประเทศแสดงให้เห็นว่า ปริมาณการนำเข้าเพิ่มขึ้น ปริมาณการดื่มต่อคนเพิ่มขึ้น เกิดนักดื่มหน้าใหม่เพิ่มขึ้นโดยเฉพาะกลุ่มผู้หญิง หากนับรวมรายได้ทางภาษีที่ต้องสูญเสียกับค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่จะเพิ่มขึ้น การเดินหน้าต่อไปตามแรงกดดันของอียู การมุ่งเป้าหมายเฉพาะด้านเศรษฐกิจ (และอาจเป็นเพียงกลุ่มทุนใหญ่ในไทยไม่มีกี่กลุ่ม) ละเลยผลกระทบในมิติอื่นๆ และการขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริง จะคุ้มกันหรือไม่กับราคาที่สังคมไทยต้องจ่ายไป

ภาคประชาชนหวั่น FTA ไทย-อียู บิดเบือนเจตนารมณ์ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพิ่มอุบัติเหตุ เด็กเยาวชนตกเป็นเหยื่อธุรกิจแอลกอฮอล์ เสนอรัฐพิจารณารอบคอบ เปิดเผยข้อมูลโปร่งใส สื่อสารให้ประชาชนเข้าใจ สร้างมาตรการป้องกันและกลไกติดตามผลกระทบ

การพยายามเดินหน้าทำ FTA ไทย-อียู ของรัฐบาลโดยขาดการประเมินและป้องกันผลกระทบเช่นหลายครั้งที่ผ่านมา กำลังนำพาสังคมไทยไปสู่ความสุ่มเสี่ยงด้านสุขภาพอีกครั้ง เมื่อข้อเรียกร้องหนึ่งของอียูมหาอำนาจในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์คือการลดภาษีศุลกากรเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ลงเหลือศูนย์ ซึ่งจะตามมาด้วยการไหลทะลักเข้ามาของ ‘เหล้านอก’

บทเรียนจากหลายประเทศแสดงให้เห็นว่า ปริมาณการนำเข้าเพิ่มขึ้น ปริมาณการดื่มต่อคนเพิ่มขึ้น เกิดนักดื่มหน้าใหม่เพิ่มขึ้นโดยเฉพาะกลุ่มผู้หญิง หากนับรวมรายได้ทางภาษีที่ต้องสูญเสียกับค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่จะเพิ่มขึ้น การเดินหน้าต่อไปตามแรงกดดันของอียู การมุ่งเป้าหมายเฉพาะด้านเศรษฐกิจ (และอาจเป็นเพียงกลุ่มทุนใหญ่ในไทยไม่มีกี่กลุ่ม) ละเลยผลกระทบในมิติอื่นๆ และการขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริง จะคุ้มกันหรือไม่กับราคาที่สังคมไทยต้องจ่ายไป

พัฒนากลไกติดตามผลกระทบจาก FTA
วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ เลขาธิการมูลนิธิชีววิถี กล่าวว่าขณะที่รายได้จากภาษีหายไปประมาณหมื่นล้านบาทต่อปี แต่ปัญหาสุขภาพเพิ่มขึ้น งบประมาณสำหรับจัดการปัญหาสุขภาพลดลง ประเทศไทยจะตกอยู่ในสภาวะ double losses หรือ physical health paradox ดังนั้น เขาจึงเสนอว่าทางที่ดีที่สุดคือไม่รับเอฟทีเอ ทางเลือกรองลงมาคือรัฐบาลไทยต้องต่อรองระยะเวลาในการลดภาษีให้นานที่สุดเพื่อให้เกิดการปรับตัว สร้างกลไกรองรับ และพร้อมรับมือผลกระทบ โดยวิฑูรย์เสนอตัวเลขที่ 10 ปีเป็นอย่างน้อย

รวมถึงการใช้บทเรียนจากเวียดนามที่เพิ่มภาษีสรรพสามิตในอัตราสูง เพื่อชะลอการนำเข้า ลดการดื่ม และคงระดับรายได้ของรัฐเอาไว้ แล้วนำรายได้ไปดำเนินการด้านสุขภาพ พร้อมกับการรณรงค์อย่างเข้มข้น

ขณะที่ กมลพัฒน์ มากแจ้ง มูลนิธิเพื่อการพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ (IHPP) ก็ชี้ให้เห็นว่า หากสถานการณ์ยังเดินไปตามความต้องการของอียู ผลกระทบด้านสุขภาพจะตามมาอย่างเลี่ยงไม่ได้และพฤติกรรมการดื่มจะเปลี่ยนแน่นอน

ในความเห็นของเขาจึงไม่ต่างกับวิฑูรย์ที่ว่าต้องการให้นำประเด็นนี้ออกจากการเจรจา หรือถ้าทำไม่ได้ก็ต้องขยายการบังคับใช้ออกให้มากที่สุด รวมถึงสงวนการเปิดเสรีการลงทุนจากต่างชาติไม่ให้เกินร้อยละ 49

“อยากจะให้มีการพัฒนากรอบการติดตามเฝ้าระวังผลกระทบจากเอฟทีเอต่อการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างครอบคลุม ในทุกมิติ ทั้งระยะสั้น ระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นมิติของผู้ดื่ม การเปลี่ยนแปลงของสินค้า อุตสาหกรรม ธุรกิจ นโยบายต่างๆ แล้วก็ผลกระทบต่อสังคมและชุมชนในระยะยาว สุดท้ายก็คืออยากให้มีกลไกในการวิเคราะห์หรือพิจารณาความสอดคล้องระหว่างนโยบายทางด้านเศรษฐกิจกับนโยบายสุขภาพให้มีความไปด้วยกัน บนหลักฐานทางวิชาการและการมีส่วนร่วมของประชาชน” กมลพัฒน์ กล่าว

อุบัติเหตุเพิ่ม-พฤติกรรมการดื่มเปลี่ยน
อีกประเด็นที่หลายฝ่ายกังวลคืออุบัติเหตุจากการดื่มแล้วขับ เพราะสถานการณ์ปัจจุบันก็เห็นอยู่ว่ายังคงเกิดอุบัติเหตุจากการดื่มอยู่เสมอ การบังคับใช้กฎหมายหละหลวม นอกจากนั้นการเปลี่ยนแปลงด้านนโยบายและกฎหมายของไทยก็เริ่มผ่อนคลายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเปิดให้ชุมชนสามารถผลิตเหล้าได้ การอนุญาตให้มีการประชาสัมพันธ์

สถานการณ์เหล่านี้ทำให้สุรสิทธิ์ ศิลปะงาม ผู้จัดการมูลนิธิเมาไม่ขับ เป็นห่วงว่าผลตอบแทนที่ได้มาจะไม่คุ้มกับการสูญเสียที่รออยู่ข้างหน้า เขาจึงเรียกร้องให้รัฐบาลต้องรับฟังเสียงจากประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างจริงจัง เพื่อสะท้อนออกมาเป็นแนวทางการเจรจาและกลไกการลดผลกระทบ

ด้าน นพ.นิพนธ์ ชินานนท์เวช ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ก็มองเห็นสถานการณ์ท้าทายเช่นเดียวกัน จากการที่มาตรการกำกับดูแลเริ่มผ่อนคลายลงเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว ซึ่งจะส่งผลต่อพฤติกรรมการดื่มของคนไทยตามมา เขาให้ข้อสังเกตว่า

“คนไทยกินเบียร์ประมาณ 58 เปอร์เซ็นต์ แต่เนื่องจากเปอร์เซ็นต์แอลกอฮอล์ของเบียร์มัน 5 เปอร์เซ็นต์ ทำให้สัดส่วนแอลกอฮอล์เหลือประมาณสัก 20 เปอร์เซ็นต์ที่เป็นอัตราการบริโภคแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ แต่ในสัดส่วนจำนวนลิตรจริงๆ แล้วคนไทยกินเบียร์เป็นประมาณ 50-60 เปอร์เซ็นต์ของการบริโภคแอลกอฮอล์ทั้งหมด เพราะฉะนั้นเมื่อมีเอฟทีเอมาเกี่ยวข้อง มันอาจจะต้องดูทั้งสองสามด้านที่เกี่ยวข้อง” นพ.นิพนธ์ กล่าว

ประเด็นที่ นพ.นิพนธ์ เป็นห่วงคือพฤติกรรมการบริโภค การดื่มแล้วขับ และการเพิ่มขึ้นของนักดื่มหน้าใหม่ที่เป็นเยาวชน ซึ่งรัฐต้องหามาตรการลดการนำเข้าและลดแรงจูงใจด้านราคาไม่ให้เข้าถึงได้ง่าย

“ที่เราต้องช่วยกันคือพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนไปของคนในประเทศ แต่ก่อนไม่ได้ดื่มไวน์ แต่พอรู้สึกกินไวน์แล้วมันหรู ดูดี คนก็รู้สึกไป แล้วยิ่งพอไวน์ถูก คนก็เปลี่ยนพฤติกรรม” นพ.นิพนธ์ กล่าว

สงครามแอลกอฮอล์
ขณะที่ สุวรรณกิจ บุญแท้ สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า มีมุมมองว่าไทยกำลังเผชิญสถานการณ์สงครามแอลกอฮอล์จากภายนอกที่พร้อมเข้ามาตักตวงผลประโยชน์ เขาตั้งคำถามไปยังกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ว่าจะนโยบายปกป้องคนในชาติอย่างไร และจะสร้างความเป็นธรรมให้แก่ผู้ผลิตรายย่อยภายในประเทศอย่างไร

สุวรรณกิจกล่าวว่า ก่อนหน้านี้รัฐผ่อนคลายนโยบายการควบคุมแอลกอฮอล์โดยอ้างผู้ผลิตรายย่อย แต่ตอนนี้กลับจะให้เหล้านอกเข้ามาตีตลาดไทย

“ตอนนี้กรมเจรจาการค้ายังมีมาตรการอะไรที่จะทำให้ตัวนี้ไม่ใช่สินค้าธรรมดา มองว่าแอลกอฮอล์มันเท่ากับยางพาราไหม เห็นบอกว่ามันจะทำให้เป็น Sensitive List หรือเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย หรือสินค้าพิเศษอะไร ที่ไม่ใช่มองว่ายางพาราเท่ากับแอลกอฮอล์ มันต้องมีมาตรการอะไรมาควบคุมมากกว่า” สุวรรณกิจ กล่าว

เขาจึงสนับสนุนให้รัฐแสดงความกล้าหาญลุกขึ้นสู้กับสถานการณ์นี้เช่นเดียวกับเวียดนาม เกาหลี และญี่ปุ่นที่ออกมาตรการกลไกต่างๆ เพื่อปกป้องคนในประเทศ ให้กำลังใจกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศและเชิญชวนเครือข่ายช่วยกันสื่อสารถึงภัยที่กำลังมาเยือน

หวั่นทำ พ.ร.บ.ควบคุมแอลกอฮอล์หละหลวม-ทำลายผู้ผลิตรายย่อยไทย
นพ.อุดมศักดิ์ แซ่โง้ว สำนักวิชาแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ก็มีความเห็นต่อผลกระทบที่จะเกิดขึ้นไปในทิศทางเดียวกัน อาทิ การบริโภคแอลกอฮอล์เพิ่มขึ้น การที่รัฐเพิ่งผ่อนคลายให้รายย่อยแต่กลับจะเปิดให้ผลิตภัณฑ์จากอียูเข้ามาตีตลาดซึ่งสวนทางกันอย่างสิ้นเชิง คำถามคือแล้วรัฐจะปกป้องรายย่อยอย่างไร

นอกจากนี้ นพ.อุดมศักดิ์ยังต้องการให้เฝ้าระวังอีก 2 ประเด็น ประการแรก เอฟทีเอไทย-อียูอาจส่งผลให้ไทยเป็นแหล่งทดลองตลาดของผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ และเกิดคลื่นกิจกรรมส่งเสริมการตลาดขนาดใหญ่เพื่อดึงดูดนักดื่มหน้าใหม่ดังที่หลายคนกังวล

ประการที่ 2 อำนาจต่อรองของอียูและข้อผูกมัดจากเอฟทีเออาจทำให้กฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่เริ่มมีการผ่อนคลายลงถูกลดมาตรการควบคุมลงไปอีก

“ผมเองก็กังวลว่ารัฐบาลเขาอยู่กันคนละปีสองปี โอกาสที่รัฐบาลจะนึกถึงนโยบายระยะยาวมันน้อย คือรัฐบาลอยู่ 4 เดือนใช่ไหม ผมเชื่อว่าประเด็นอย่างถ้านั่งกินเหล้าอยู่แล้วหมดเวลาขาย ห้ามดื่มต่อ ที่เขาจะเร่งให้แก้ ถ้ารัฐบาลไม่ได้อยู่ 4 เดือนอาจจะไม่ได้เร็วขนาดนี้ พอเป็นรัฐบาล 4 เดือนก็พยายามต้องสร้างผลงาน อันนี้คือความกังวล" นพ.อุดมศักดิ์ กล่าว

“ตัวอย่างอย่างเวียดนามที่รัฐบาลออกภาษีเฉพาะขึ้นมาเพื่อจัดการ มันต้องมีฐานจากรัฐบาลที่มีความมั่นคงด้วยตัวเองพอสมควร ถ้ารัฐบาลแบบเราที่อยู่กันคนละปีสองปีหรือสามสี่เดือน โอกาสที่รัฐบาลจะมีรากฐานที่มั่นคงขนาดนั้นมันไม่เยอะ ยังไงก็ตาม ในเชิงสุขภาพผมก็คิดว่ารัฐบาล ซึ่งคนที่ทำข้อมูลก็คงเป็นกระทรวงสาธารณสุขจะต้องยืนยันว่า พ.ร.บ. หรือมาตรการที่อยู่ใน พ.ร.บ. มันมีความสำคัญและจำเป็นจะต้องคงอยู่ไว้” นพ.อุดมศักดิ์ กล่าว

จับจังหวะใกล้เลือกตั้งยื่นข้อเสนอพรรคการเมือง
วิเชษฐ์ พิชัยรัตน์ ผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านสื่อสารมวลชนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ประเมินสถานการณ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจประกอบว่า เนื่องจากตอนนี้เศรษฐกิจค่อนข้างซบเซาและรัฐบาลประสบปัญหาด้านงบประมาณ นี่จึงอาจเป็นสาเหตุให้ต้องเร่งการเจรจา อีกทั้งรัฐบาลชุดปัจจุบันน่าจะคาดหวังว่าตนจะได้เป็นรัฐบาลต่ออีกในสมัยหน้า ดังนั้น เอฟทีเอไทย-อียูย่อมถูกผลักดันต่ออีกอย่างแน่นอน

เท่าที่ผ่านมาการเจรจาเอฟทีเอ รัฐบาลไทยอาจจะมีการปกปิดข้อมูลไม่ให้ประชาชนรับรู้หรือไม่บอกความจริง เหตุนี้งานสำคัญที่ภาคประชาชนต้องร่วมกันขับเคลื่อนคือการเปิดเผยข้อมูล ย่อยข้อมูลให้เข้าใจง่าย และสื่อสารให้ถึงประชาชนทั่วไป

“ผมคิดว่าสิ่งที่ภาคสังคมเองจะต้องทำก็คืออย่างน้อยต้องให้ข้อมูล ทำให้เห็นว่าหลายสิ่งหลายอย่างที่อยู่ในการเปิดเสรีทางการค้ากับทางยุโรป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเปิดตลาดสินค้า การเปิดเสรีการค้าบริการ หรือการเปิดเสรีการลงทุน เรื่องแอลกอฮอล์ มันเป็นสิ่งที่มีผลกระทบต่อเราอย่างแน่นอน” วิเชษฐ์ กล่าว

เมื่อพิจารณาจากกระแสการเลือกตั้งที่ใกล้เข้ามา วิเชษฐ์เสนอว่าควรจัดเวทีให้แต่ละพรรคการเมืองนำเสนอจุดยืนเกี่ยวกับนโยบายนี้และกลไกต่างๆ เพื่อให้รับมือ พร้อมกับที่ภาคประชาชนยื่นข้อเสนอและข้อมูลผลกระทบให้แก่พรรคการเมือง

มีข้อเสนออะไรบ้าง ผมคิดว่าพรรคการเมืองต่างๆ เหล่านี้จะต้องหาเสียง จะต้องมีการพยายามจะผลักดันนโยบาย เพื่อเข้ามามีอำนาจรัฐ เราก็ใช้เวทีตรงนี้แหละ ผมคิดว่าให้ข้อมูลด้วย ขณะเดียวกันก็ให้แสดงจุดยืนว่า ถ้าคุณเข้ามาบริหารประเทศแล้ว คุณจะจัดการยังไงกับปัญหานี้ คุณจะแก้ปัญหาที่มันมีผลกระทบต่อประเทศไทยอย่างไร แต่เราก็ต้องเตรียมข้อมูลให้เพียงพอ

จากข้อมูลปี 2567 มูลค่าการค้าระหว่างไทยกับยุโรปของสมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรปหรือ เอฟตา (European Free Trade Association: EFTA) อยู่ที่ 11,467.03 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยเป็นฝ่ายส่งออก 4,121.84 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่นำเข้าสูงถึง 7,345.20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ วิเชษฐ์แสดงความเห็นว่าจุดนี้อาจใช้เป็นประเด็นในการต่อรอง เนื่องจากไทยขาดดุลการค้าอียูจำนวนมากอยู่แล้ว เพื่อให้เกิดข้อตกลงที่ไม่ทำให้ไทยตกเป็นเบี้ยล่าง

ด้าน ชูวิทย์ จันทรส เลขาธิการมูลนิธิเด็กเยาวชนและครอบครัว อธิบายว่าปัจจุบันเด็กและเยาวชนซึมซับค่านิยมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากภาพยนตร์และซีรีส์เกาหลี ทำให้เกิดการจดจำสินค้า ถ้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากอียูทะลักเข้ามาในไทยและมีราคาถูกลงย่อมจูงใจให้เข้าถึงได้ง่าย เขาจึงเรียกร้องกับรัฐบาลว่าควรคิดถึงสมองของลูกหลานของเราที่กำลังเจริญเติบโต

ในส่วนของ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 ที่มีการปรับปรุง แม้ว่าส่วนหนึ่งจะมีความก้าวหน้า เช่น การเพิ่มโทษการขายให้เด็กอายุต่ำกว่า 20 ปี เป็นต้น แต่สิ่งที่กำลังตามมาจากเอฟทีเอไทย-อียูจะส่งผลกระทบต่อมาตรการควบคุม

“อยากให้รัฐบาลมาฟังตัวจริงเสียงจริงจากลูกหลานของเรา แต่เราไม่เคยได้รับโอกาสนั้น พวกเราเต็มที่ก็อยู่ที่หน้าทำเนียบ อยู่นอกประตู ไม่มีโอกาสเข้าไปฟังเหมือนธุรกิจ วันนี้เขาไปแล้ว รัฐเองก็เปิดรับฟัง รับข้อเสนอ แต่พวกเราเขาฟังไหมฮะ แต่ไม่เป็นไร เราก็พูดจนกว่าเราจะไม่มีเสียง” ชูวิทย์ กล่าว

ชูวิทย์ย้ำว่า การปกป้องเด็กและเยาวชนถือเป็นความรับผิดชอบทางการเมือง รัฐบาลต้องคำนึงถึงเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ นั่นก็คือการป้องกันนักดื่มหน้าใหม่ ปกป้องเด็กและเยาวชน ก่อนที่จะตัดสินใจในเชิงนโยบายใดๆ

ขณะที่ มลชัย มลปก ตัวแทนเครือข่ายเยาวชนลดปัจจัยเสี่ยง แสดงความคิดเห็นว่าตนยังไม่เห็นข้อดีของเอฟทีเอไทย-อียู และจากการคลุกคลีกับเครือข่ายเหยื่อ หากปริมาณการดื่มเพิ่มขึ้นจะเกิดผลกระทบต่อทุกฝ่ายในสังคมไทย ทั้งตัวผู้ดื่ม ครอบครัว และคนที่อาจตกเป็นเหยื่อจากความมึนเมา เช่น ความรุนแรง อุบัติเหตุบนท้องถนน นอกจากนี้ จุดมุ่งหมายของธุรกิจแอลกอฮอล์ก็คือเยาวชน เพราะเป็นเป้าหมายหลักระยะยาวที่ธุรกิจต้องการ

“ก็อยากฝากถึงรัฐบาลว่าให้ช่วยคิดวิเคราะห์อย่างถี่ถ้วนชัดเจนกว่านี้ เพราะมันเป็นการสร้างปัญหาให้กับสังคม ให้กับตัวเยาวชนเอง" มลชัย กล่าว

ยาพิษที่ซุกมากับ FTA ไทย-อียู
FTA Watch สรุปข้อมูลเพิ่มเติม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะถูกเจรจาภายใต้ FTA ไทย-อียู อย่างไร? อุตสาหกรรมของอียูต้องการอะไรใน FTA?

เว็บไซด์ของกลุ่มผู้ผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในอียู (Spirits Europe) ระบุว่า “ประเทศไทยมีอัตราภาษีศุลภากรสูงมาก 54-60% ตามมูลค่าของประเภทสินค้า แถมยังมีการกีดกันทางภาษีให้กับเหล้าขาวพื้นบ้าน และมีกฎระเบียบ ที่ซับซ้อนอีก ทำให้อุตสาหกรรมแอลกอฮอล์ของสหภาพยุโรปประสบปัญหาในการเข้าสู่ตลาดในไทย อันที่จริงกลุ่มผู้ผลิตของสหภาพยุโรปไม่ได้มองที่ไทยประเทศเดียว แต่มองอาเซียนทั้งภูมิภาคเป็น “ตลาดที่น่าสนใจซึ่งยังไม่ได้เข้ามาตักตวงผลประโยชน์” การขยายตลาดใหม่สู่อาเซียนจะตอบสนองต่อกลยุทธ์การกระจายความหลากหลายของอุตสาหกรรม เพราะที่ผ่านมาการส่งออกกระจุกตัวอยู่แค่ในสหรัฐ จีน และอังกฤษ บางประเทศในอาเซียน ได้แก่ ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ มีอัตราภาษีต่ำอยู่แล้ว แต่อีกหลายประเทศ รวมถึงไทย มีอัตราภาษีที่สูงมาก และมีนโยบายที่เข้มงวด ดังนั้น อุตสาหกรรมจึงเห็นด้วยที่จะเจรจาเอฟทีเอกับไทยและประเทศอื่นๆต่อ “เพราะข้อตกลงทางการค้าเป็นเครื่องมือมีประสิทธิภาพที่สุดในการเปิดตลาดใหม่และทำให้เกิดการกระจายการค้า”

สิ่งที่อุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต้องการใน FTA คือ การลดภาษีนำเข้า การคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ การแก้ไขปัญหาการค้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ผิดกฎหมาย และการขจัดข้อกีดดันทางการค้าและระเบียบต่างๆ ในรายละเอียด เช่น ข้อกำหนดในไทยที่ไม่ให้ผู้ผลิตระบุสินค้าว่าเป็น “พรีเมียม” เพราะไม่ต้องการเน้นให้ผู้บริโภคเห็นคุณค่าของสินค้า แต่ทำให้ผู้ผลิตไม่สามารถโฆษณาคุณภาพของสินค้าได้เต็มที่ และยังเกิดต้นทุนเพิ่มที่ต้องเสาะหาช่องทางอื่นสื่อสารกับผู้บริโภคอีก เป็นต้น

จากการคาดการณ์ผลกระทบของ FTA Watch ในประเทศที่มีการเปิดเสรีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์กับสหภาพยุโรป เช่น เกาหลีใต้ ชิลี เอกวาดอร์ โคลัมเบียร์ และเปรู พบว่าการเปิดเสรีทำให้เครื่องดื่มนำเข้ามาขายในตลาดภายในประเทศมากขึ้น ราคาที่ถูกลงจูงใจให้เกิดนักดื่มหน้าใหม่ โดยเฉพาะเยาวชนคนหนุ่มสาว และนำไปสู่การดื่มที่เพิ่มขึ้น ในแง่ของการผลิต ผู้ผลิตรายย่อยในประเทศได้รับผลกระทบมาก เพราะไม่สามารถแข่งขันได้ ขณะที่ผู้ผลิตรายใหญ่ในประเทศมีทางเลือกมากกว่า เช่น ย้ายฐานการผลิตไปลงทุนในต่างประเทศ การนำเข้าสินค้าแล้วมาใส่แบรนด์ของตนเอง เป็นต้น

การเพิ่มขึ้นของนักดื่มหน้าใหม่และการดื่มที่เพิ่มขึ้นจะทำให้เกิดต้นทุนภายนอกในแง่ของผลกระทบต่อสุขภาพ และสังคมเพิ่มขึ้นอีกจำนวนมาก ซึ่งไม่ได้ถูกนำมาคำนวณในราคาสินค้า แต่เป็นภาระต้นทุนทางสังคมที่ผู้บริโภค และสังคมจะต้องแบกรับ รายงานวิจัยของมูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ในปี 2567 ระบุว่า ต้นทุนผลกระทบของการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของไทยในปี พ.ศ. 2564 ประกอบด้วยผลกระทบต่อสุขภาพ ปัญหาอาชญากรรม อุบัติเหตุทางถนน และการบาดเจ็บต่างๆ รวมเป็นเงินกว่า 165,000 ล้านบาท

ถ้าจะพิจารณาให้ครอบคลุม ผลกระทบของการดื่มแอลกอฮอล์ในประเทศสหภาพยุโรปเองก็หนักหนาเช่นกัน เว็บไซด์ขององค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า ประเทศ 7 ใน 10 ประเทศที่มีอัตราการดื่มต่อหัวประชากรมากที่สุดในโลกอยู่ในสหภาพยุโรป และ 1 ใน 11 คนที่เสียชีวิตมีสาเหตุเนื่องมาจากการดื่มแอลกอฮอล์ โดยมะเร็งเป็นสาเหตุลำดับต้นๆ องค์การอนามัยโลกได้มีแผนปฏิบัติงานระหว่างปี พ.ศ. 2565-2568 ที่ได้รับการยอมรับจากรัฐสมาชิก 53 ประเทศมุ่ง “ลด” การเข้าถึง การยอมรับ และการมีของเครื่องดื่มประเภทนี้ในตลาด เพื่อลดผลกระทบที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ยังมีความริเริ่มที่เกิดขึ้นในปี 2561 (SAFER Initiative) ที่สนับสนุนให้เพิ่มระดับราคาผ่านภาษี การควบคุมโฆษณา การจำกัดการมีอยู่ในตลาด ฯลฯ ของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ไทยมีมาตรการมากมายที่สอดคล้องกับองค์การอนามัยโลก และไม่ขัดกับองค์การการค้าโลก (WTO) ได้แก่ มาตรการเกี่ยวกับใบอนุญาตขาย การจำกัดอายุ และการเข้าถึง เวลาในการขายและสถานที่ดื่ม ควบคุมการส่งเสริมการขายและการโฆษณา เป็นต้น ทั้งนี้ การทำเอฟทีเอและยอมรับข้อตกลงด้านการลงทุนที่ให้นักลงทุนเอกชนสามารถฟ้องร้องนโยบายหรือมาตรการของรัฐได้หากส่งผลเสียต่อกำไรของพวกเขา ทำให้ความเสี่ยงที่มาตรการที่เหมาะสมกลายเป็นประเด็นขัดต่อผลประโยชน์ของนักลงทุนไป

FTA Watch เสนอว่า ในเมื่อผลกระทบชัดเจนเช่นนี้ ท่าทีการเจรจา FTA ไทย-อียู ก็ควรจะชัดเจนด้วย ไทยต้องไม่เปิดเสรีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และต้องไม่มีข้อตกลงส่วนอื่นๆ ที่จะส่งผลกระทบจำกัดการออกนโยบายหรือมาตรการของไทยในการคุ้มครองสุขภาพของประชาชนจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

https://prachatai.com/journal/2025/12/115935

ปัจจุบันประเทศไทยได้มีการเข้าร่วมการเจรจาการค้าเสรี (FTA) หลายฉบับ มีเงื่อนไขมากมายที่เกี่ยวข้องกับการค้าและชีวิตของประช...
15/12/2025

ปัจจุบันประเทศไทยได้มีการเข้าร่วมการเจรจาการค้าเสรี (FTA) หลายฉบับ มีเงื่อนไขมากมายที่เกี่ยวข้องกับการค้าและชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะเงื่อนไขด้านทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งมีประเด็น ‘สิทธิบัตรยา’ อยู่ในนั้น ราคายาสูงขึ้น ทำให้ประชาชนโดยเฉพาะเครือข่ายผู้อยู่ร่วมกับเชื้อ HIV มีความกังวล และร่วมกันจับตาการเจรจาที่เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง

อ่าน: ‘กมล อุปแก้ว’ Thailand – EU FTA ผลกระทบต่อการเข้าถึงยา และความท้าทายของระบบสุขภาพไทย https://theisaanrecord.co/2025/12/15/thailand-eu-fta-impacts-on-people-living-with-hiv-access-to-medication-and-challenges-for-the-thai-healthcare-system/

“เรายังอยากมีชีวิตอยู่ เลยลุกขึ้นมาเคลื่อนไหว บางครั้งอาจจะมีกระแสสังคมท้วงถามว่าเรียกร้องมากเกินไปหรือเปล่า เราคิดว่าการเรียกร้องก็เพื่อให้เราและผู้ติดเชื้อรุ่นหลังๆ ได้ใช้ยาต้านเพียงเท่านั้น เพราะเมื่อก่อนบางคนต้องเสียดวงตา มีโรคแทรกซ้อน และต้องเสียชีวิตเพราะไม่ได้รับยาต้าน”

HIV เป็นประเด็นที่สังคมสนใจมาอย่างยาวนาน และดูเหมือนว่าเรื่องนี้จะกลายเป็นแง่ร้ายไปเสียทั้งหมดในยุคหนึ่ง อย่างคำพูดข้างต้นจากปากของชายธรรมดาผู้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับเชื้อมากว่า 30 ปี ชายผู้เป็นพ่อของลูกและสามีของภรรยาที่ทำมาหากินด้วยความสุจริต ในสังคมที่โอบรับและมองข้ามสิ่งอื่นที่อยู่นอกเหนือจากความเป็นคนของเขา

นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ แต่ ‘กมล อุปแก้ว’ อดีตแนวหน้าผู้ขับเคลื่อนสิทธิการเข้าถึงยาของผู้อยู่ร่วมกับเชื้อ HIV บอกกับเราว่า หลายปีก่อนการใช้ชีวิตในฐานะผู้อยู่ร่วมกับเชื้อไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นคือ ‘สังคม’ ไม่เข้าใจ และ ‘ยา’ เข้าไม่ถึง

ปัจจุบันประเทศไทยได้มีการเข้าร่วมการเจรจาการค้าเสรี (FTA) หลายฉบับ มีเงื่อนไขมากมายที่เกี่ยวข้องกับการค้าและชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะเงื่อนไขด้านทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งมีประเด็น ‘สิทธิบัตรยา’ อยู่ในนั้น ราคายาสูงขึ้น ทำให้ประชาชนโดยเฉพาะเครือข่ายผู้อยู่ร่วมกับเชื้อ HIV มีความกังวล และร่วมกันจับตาการเจรจาที่เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง

อ่าน: ‘กมล อุปแก้ว’ Thailand – EU FTA ผลกระทบต่อการเข้าถึงยา และความท้าทายของระบบสุขภาพไทย https://theisaanrecord.co/2025/12/15/thailand-eu-fta-impacts-on-people-living-with-hiv-access-to-medication-and-challenges-for-the-thai-healthcare-system/

---

เรื่อง: ธีรศักดิ์ มณีวงษ์
ภาพ: ธนภัทร สิงห์โท

15/12/2025

ภาคประชาชนหวั่น FTA ไทย-อียู บิดเบือนเจตนารมณ์ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพิ่มอุบัติเหตุ เด็กเยาวชนตกเป็นเหยื่อธุรกิจแอลกอฮอล์ เสนอรัฐพิจารณารอบคอบ เปิดเผยข้อมูลโปร่งใส สื่อสารให้ประชาชนเข้าใจ สร้างมาตรการป้องกันและกลไกติดตามผลกระทบ
การพยายามเดินหน้าทำ FTA ไทย-อียู ของรัฐบาลโดยขาดการประเมินและป้องกันผลกระทบเช่นหลายครั้งที่ผ่านมา กำลังนำพาสังคมไทยไปสู่ความสุ่มเสี่ยงด้านสุขภาพอีกครั้ง เมื่อข้อเรียกร้องหนึ่งของอียูมหาอำนาจในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์คือการลดภาษีศุลกากรเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ลงเหลือศูนย์ ซึ่งจะตามมาด้วยการไหลทะลักเข้ามาของ ‘เหล้านอก’
บทเรียนจากหลายประเทศแสดงให้เห็นว่า ปริมาณการนำเข้าเพิ่มขึ้น ปริมาณการดื่มต่อคนเพิ่มขึ้น เกิดนักดื่มหน้าใหม่เพิ่มขึ้นโดยเฉพาะกลุ่มผู้หญิง หากนับรวมรายได้ทางภาษีที่ต้องสูญเสียกับค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่จะเพิ่มขึ้น การเดินหน้าต่อไปตามแรงกดดันของอียู การมุ่งเป้าหมายเฉพาะด้านเศรษฐกิจ (และอาจเป็นเพียงกลุ่มทุนใหญ่ในไทยไม่มีกี่กลุ่ม) ละเลยผลกระทบในมิติอื่นๆ และการขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริง จะคุ้มกันหรือไม่กับราคาที่สังคมไทยต้องจ่ายไป
อ่านต่อที่ลิงก์ในคอมเมนต์

ที่อยู่

ไทย
11000

เบอร์โทรศัพท์

029853838

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ FTA Watchผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์

Share on Facebook Share on Twitter Share on LinkedIn
Share on Pinterest Share on Reddit Share via Email
Share on WhatsApp Share on Instagram Share on Telegram