16/12/2025
ภาคประชาชนหวั่น FTA ไทย-อียู บิดเบือนเจตนารมณ์ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพิ่มอุบัติเหตุ เด็กเยาวชนตกเป็นเหยื่อธุรกิจแอลกอฮอล์ เสนอรัฐพิจารณารอบคอบ เปิดเผยข้อมูลโปร่งใส สื่อสารให้ประชาชนเข้าใจ สร้างมาตรการป้องกันและกลไกติดตามผลกระทบ
การพยายามเดินหน้าทำ FTA ไทย-อียู ของรัฐบาลโดยขาดการประเมินและป้องกันผลกระทบเช่นหลายครั้งที่ผ่านมา กำลังนำพาสังคมไทยไปสู่ความสุ่มเสี่ยงด้านสุขภาพอีกครั้ง เมื่อข้อเรียกร้องหนึ่งของอียูมหาอำนาจในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์คือการลดภาษีศุลกากรเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ลงเหลือศูนย์ ซึ่งจะตามมาด้วยการไหลทะลักเข้ามาของ ‘เหล้านอก’
บทเรียนจากหลายประเทศแสดงให้เห็นว่า ปริมาณการนำเข้าเพิ่มขึ้น ปริมาณการดื่มต่อคนเพิ่มขึ้น เกิดนักดื่มหน้าใหม่เพิ่มขึ้นโดยเฉพาะกลุ่มผู้หญิง หากนับรวมรายได้ทางภาษีที่ต้องสูญเสียกับค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่จะเพิ่มขึ้น การเดินหน้าต่อไปตามแรงกดดันของอียู การมุ่งเป้าหมายเฉพาะด้านเศรษฐกิจ (และอาจเป็นเพียงกลุ่มทุนใหญ่ในไทยไม่มีกี่กลุ่ม) ละเลยผลกระทบในมิติอื่นๆ และการขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริง จะคุ้มกันหรือไม่กับราคาที่สังคมไทยต้องจ่ายไป
ภาคประชาชนหวั่น FTA ไทย-อียู บิดเบือนเจตนารมณ์ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพิ่มอุบัติเหตุ เด็กเยาวชนตกเป็นเหยื่อธุรกิจแอลกอฮอล์ เสนอรัฐพิจารณารอบคอบ เปิดเผยข้อมูลโปร่งใส สื่อสารให้ประชาชนเข้าใจ สร้างมาตรการป้องกันและกลไกติดตามผลกระทบ
การพยายามเดินหน้าทำ FTA ไทย-อียู ของรัฐบาลโดยขาดการประเมินและป้องกันผลกระทบเช่นหลายครั้งที่ผ่านมา กำลังนำพาสังคมไทยไปสู่ความสุ่มเสี่ยงด้านสุขภาพอีกครั้ง เมื่อข้อเรียกร้องหนึ่งของอียูมหาอำนาจในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์คือการลดภาษีศุลกากรเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ลงเหลือศูนย์ ซึ่งจะตามมาด้วยการไหลทะลักเข้ามาของ ‘เหล้านอก’
บทเรียนจากหลายประเทศแสดงให้เห็นว่า ปริมาณการนำเข้าเพิ่มขึ้น ปริมาณการดื่มต่อคนเพิ่มขึ้น เกิดนักดื่มหน้าใหม่เพิ่มขึ้นโดยเฉพาะกลุ่มผู้หญิง หากนับรวมรายได้ทางภาษีที่ต้องสูญเสียกับค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่จะเพิ่มขึ้น การเดินหน้าต่อไปตามแรงกดดันของอียู การมุ่งเป้าหมายเฉพาะด้านเศรษฐกิจ (และอาจเป็นเพียงกลุ่มทุนใหญ่ในไทยไม่มีกี่กลุ่ม) ละเลยผลกระทบในมิติอื่นๆ และการขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริง จะคุ้มกันหรือไม่กับราคาที่สังคมไทยต้องจ่ายไป
พัฒนากลไกติดตามผลกระทบจาก FTA
วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ เลขาธิการมูลนิธิชีววิถี กล่าวว่าขณะที่รายได้จากภาษีหายไปประมาณหมื่นล้านบาทต่อปี แต่ปัญหาสุขภาพเพิ่มขึ้น งบประมาณสำหรับจัดการปัญหาสุขภาพลดลง ประเทศไทยจะตกอยู่ในสภาวะ double losses หรือ physical health paradox ดังนั้น เขาจึงเสนอว่าทางที่ดีที่สุดคือไม่รับเอฟทีเอ ทางเลือกรองลงมาคือรัฐบาลไทยต้องต่อรองระยะเวลาในการลดภาษีให้นานที่สุดเพื่อให้เกิดการปรับตัว สร้างกลไกรองรับ และพร้อมรับมือผลกระทบ โดยวิฑูรย์เสนอตัวเลขที่ 10 ปีเป็นอย่างน้อย
รวมถึงการใช้บทเรียนจากเวียดนามที่เพิ่มภาษีสรรพสามิตในอัตราสูง เพื่อชะลอการนำเข้า ลดการดื่ม และคงระดับรายได้ของรัฐเอาไว้ แล้วนำรายได้ไปดำเนินการด้านสุขภาพ พร้อมกับการรณรงค์อย่างเข้มข้น
ขณะที่ กมลพัฒน์ มากแจ้ง มูลนิธิเพื่อการพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ (IHPP) ก็ชี้ให้เห็นว่า หากสถานการณ์ยังเดินไปตามความต้องการของอียู ผลกระทบด้านสุขภาพจะตามมาอย่างเลี่ยงไม่ได้และพฤติกรรมการดื่มจะเปลี่ยนแน่นอน
ในความเห็นของเขาจึงไม่ต่างกับวิฑูรย์ที่ว่าต้องการให้นำประเด็นนี้ออกจากการเจรจา หรือถ้าทำไม่ได้ก็ต้องขยายการบังคับใช้ออกให้มากที่สุด รวมถึงสงวนการเปิดเสรีการลงทุนจากต่างชาติไม่ให้เกินร้อยละ 49
“อยากจะให้มีการพัฒนากรอบการติดตามเฝ้าระวังผลกระทบจากเอฟทีเอต่อการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างครอบคลุม ในทุกมิติ ทั้งระยะสั้น ระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นมิติของผู้ดื่ม การเปลี่ยนแปลงของสินค้า อุตสาหกรรม ธุรกิจ นโยบายต่างๆ แล้วก็ผลกระทบต่อสังคมและชุมชนในระยะยาว สุดท้ายก็คืออยากให้มีกลไกในการวิเคราะห์หรือพิจารณาความสอดคล้องระหว่างนโยบายทางด้านเศรษฐกิจกับนโยบายสุขภาพให้มีความไปด้วยกัน บนหลักฐานทางวิชาการและการมีส่วนร่วมของประชาชน” กมลพัฒน์ กล่าว
อุบัติเหตุเพิ่ม-พฤติกรรมการดื่มเปลี่ยน
อีกประเด็นที่หลายฝ่ายกังวลคืออุบัติเหตุจากการดื่มแล้วขับ เพราะสถานการณ์ปัจจุบันก็เห็นอยู่ว่ายังคงเกิดอุบัติเหตุจากการดื่มอยู่เสมอ การบังคับใช้กฎหมายหละหลวม นอกจากนั้นการเปลี่ยนแปลงด้านนโยบายและกฎหมายของไทยก็เริ่มผ่อนคลายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเปิดให้ชุมชนสามารถผลิตเหล้าได้ การอนุญาตให้มีการประชาสัมพันธ์
สถานการณ์เหล่านี้ทำให้สุรสิทธิ์ ศิลปะงาม ผู้จัดการมูลนิธิเมาไม่ขับ เป็นห่วงว่าผลตอบแทนที่ได้มาจะไม่คุ้มกับการสูญเสียที่รออยู่ข้างหน้า เขาจึงเรียกร้องให้รัฐบาลต้องรับฟังเสียงจากประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างจริงจัง เพื่อสะท้อนออกมาเป็นแนวทางการเจรจาและกลไกการลดผลกระทบ
ด้าน นพ.นิพนธ์ ชินานนท์เวช ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ก็มองเห็นสถานการณ์ท้าทายเช่นเดียวกัน จากการที่มาตรการกำกับดูแลเริ่มผ่อนคลายลงเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว ซึ่งจะส่งผลต่อพฤติกรรมการดื่มของคนไทยตามมา เขาให้ข้อสังเกตว่า
“คนไทยกินเบียร์ประมาณ 58 เปอร์เซ็นต์ แต่เนื่องจากเปอร์เซ็นต์แอลกอฮอล์ของเบียร์มัน 5 เปอร์เซ็นต์ ทำให้สัดส่วนแอลกอฮอล์เหลือประมาณสัก 20 เปอร์เซ็นต์ที่เป็นอัตราการบริโภคแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ แต่ในสัดส่วนจำนวนลิตรจริงๆ แล้วคนไทยกินเบียร์เป็นประมาณ 50-60 เปอร์เซ็นต์ของการบริโภคแอลกอฮอล์ทั้งหมด เพราะฉะนั้นเมื่อมีเอฟทีเอมาเกี่ยวข้อง มันอาจจะต้องดูทั้งสองสามด้านที่เกี่ยวข้อง” นพ.นิพนธ์ กล่าว
ประเด็นที่ นพ.นิพนธ์ เป็นห่วงคือพฤติกรรมการบริโภค การดื่มแล้วขับ และการเพิ่มขึ้นของนักดื่มหน้าใหม่ที่เป็นเยาวชน ซึ่งรัฐต้องหามาตรการลดการนำเข้าและลดแรงจูงใจด้านราคาไม่ให้เข้าถึงได้ง่าย
“ที่เราต้องช่วยกันคือพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนไปของคนในประเทศ แต่ก่อนไม่ได้ดื่มไวน์ แต่พอรู้สึกกินไวน์แล้วมันหรู ดูดี คนก็รู้สึกไป แล้วยิ่งพอไวน์ถูก คนก็เปลี่ยนพฤติกรรม” นพ.นิพนธ์ กล่าว
สงครามแอลกอฮอล์
ขณะที่ สุวรรณกิจ บุญแท้ สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า มีมุมมองว่าไทยกำลังเผชิญสถานการณ์สงครามแอลกอฮอล์จากภายนอกที่พร้อมเข้ามาตักตวงผลประโยชน์ เขาตั้งคำถามไปยังกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ว่าจะนโยบายปกป้องคนในชาติอย่างไร และจะสร้างความเป็นธรรมให้แก่ผู้ผลิตรายย่อยภายในประเทศอย่างไร
สุวรรณกิจกล่าวว่า ก่อนหน้านี้รัฐผ่อนคลายนโยบายการควบคุมแอลกอฮอล์โดยอ้างผู้ผลิตรายย่อย แต่ตอนนี้กลับจะให้เหล้านอกเข้ามาตีตลาดไทย
“ตอนนี้กรมเจรจาการค้ายังมีมาตรการอะไรที่จะทำให้ตัวนี้ไม่ใช่สินค้าธรรมดา มองว่าแอลกอฮอล์มันเท่ากับยางพาราไหม เห็นบอกว่ามันจะทำให้เป็น Sensitive List หรือเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย หรือสินค้าพิเศษอะไร ที่ไม่ใช่มองว่ายางพาราเท่ากับแอลกอฮอล์ มันต้องมีมาตรการอะไรมาควบคุมมากกว่า” สุวรรณกิจ กล่าว
เขาจึงสนับสนุนให้รัฐแสดงความกล้าหาญลุกขึ้นสู้กับสถานการณ์นี้เช่นเดียวกับเวียดนาม เกาหลี และญี่ปุ่นที่ออกมาตรการกลไกต่างๆ เพื่อปกป้องคนในประเทศ ให้กำลังใจกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศและเชิญชวนเครือข่ายช่วยกันสื่อสารถึงภัยที่กำลังมาเยือน
หวั่นทำ พ.ร.บ.ควบคุมแอลกอฮอล์หละหลวม-ทำลายผู้ผลิตรายย่อยไทย
นพ.อุดมศักดิ์ แซ่โง้ว สำนักวิชาแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ก็มีความเห็นต่อผลกระทบที่จะเกิดขึ้นไปในทิศทางเดียวกัน อาทิ การบริโภคแอลกอฮอล์เพิ่มขึ้น การที่รัฐเพิ่งผ่อนคลายให้รายย่อยแต่กลับจะเปิดให้ผลิตภัณฑ์จากอียูเข้ามาตีตลาดซึ่งสวนทางกันอย่างสิ้นเชิง คำถามคือแล้วรัฐจะปกป้องรายย่อยอย่างไร
นอกจากนี้ นพ.อุดมศักดิ์ยังต้องการให้เฝ้าระวังอีก 2 ประเด็น ประการแรก เอฟทีเอไทย-อียูอาจส่งผลให้ไทยเป็นแหล่งทดลองตลาดของผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ และเกิดคลื่นกิจกรรมส่งเสริมการตลาดขนาดใหญ่เพื่อดึงดูดนักดื่มหน้าใหม่ดังที่หลายคนกังวล
ประการที่ 2 อำนาจต่อรองของอียูและข้อผูกมัดจากเอฟทีเออาจทำให้กฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่เริ่มมีการผ่อนคลายลงถูกลดมาตรการควบคุมลงไปอีก
“ผมเองก็กังวลว่ารัฐบาลเขาอยู่กันคนละปีสองปี โอกาสที่รัฐบาลจะนึกถึงนโยบายระยะยาวมันน้อย คือรัฐบาลอยู่ 4 เดือนใช่ไหม ผมเชื่อว่าประเด็นอย่างถ้านั่งกินเหล้าอยู่แล้วหมดเวลาขาย ห้ามดื่มต่อ ที่เขาจะเร่งให้แก้ ถ้ารัฐบาลไม่ได้อยู่ 4 เดือนอาจจะไม่ได้เร็วขนาดนี้ พอเป็นรัฐบาล 4 เดือนก็พยายามต้องสร้างผลงาน อันนี้คือความกังวล" นพ.อุดมศักดิ์ กล่าว
“ตัวอย่างอย่างเวียดนามที่รัฐบาลออกภาษีเฉพาะขึ้นมาเพื่อจัดการ มันต้องมีฐานจากรัฐบาลที่มีความมั่นคงด้วยตัวเองพอสมควร ถ้ารัฐบาลแบบเราที่อยู่กันคนละปีสองปีหรือสามสี่เดือน โอกาสที่รัฐบาลจะมีรากฐานที่มั่นคงขนาดนั้นมันไม่เยอะ ยังไงก็ตาม ในเชิงสุขภาพผมก็คิดว่ารัฐบาล ซึ่งคนที่ทำข้อมูลก็คงเป็นกระทรวงสาธารณสุขจะต้องยืนยันว่า พ.ร.บ. หรือมาตรการที่อยู่ใน พ.ร.บ. มันมีความสำคัญและจำเป็นจะต้องคงอยู่ไว้” นพ.อุดมศักดิ์ กล่าว
จับจังหวะใกล้เลือกตั้งยื่นข้อเสนอพรรคการเมือง
วิเชษฐ์ พิชัยรัตน์ ผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านสื่อสารมวลชนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ประเมินสถานการณ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจประกอบว่า เนื่องจากตอนนี้เศรษฐกิจค่อนข้างซบเซาและรัฐบาลประสบปัญหาด้านงบประมาณ นี่จึงอาจเป็นสาเหตุให้ต้องเร่งการเจรจา อีกทั้งรัฐบาลชุดปัจจุบันน่าจะคาดหวังว่าตนจะได้เป็นรัฐบาลต่ออีกในสมัยหน้า ดังนั้น เอฟทีเอไทย-อียูย่อมถูกผลักดันต่ออีกอย่างแน่นอน
เท่าที่ผ่านมาการเจรจาเอฟทีเอ รัฐบาลไทยอาจจะมีการปกปิดข้อมูลไม่ให้ประชาชนรับรู้หรือไม่บอกความจริง เหตุนี้งานสำคัญที่ภาคประชาชนต้องร่วมกันขับเคลื่อนคือการเปิดเผยข้อมูล ย่อยข้อมูลให้เข้าใจง่าย และสื่อสารให้ถึงประชาชนทั่วไป
“ผมคิดว่าสิ่งที่ภาคสังคมเองจะต้องทำก็คืออย่างน้อยต้องให้ข้อมูล ทำให้เห็นว่าหลายสิ่งหลายอย่างที่อยู่ในการเปิดเสรีทางการค้ากับทางยุโรป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเปิดตลาดสินค้า การเปิดเสรีการค้าบริการ หรือการเปิดเสรีการลงทุน เรื่องแอลกอฮอล์ มันเป็นสิ่งที่มีผลกระทบต่อเราอย่างแน่นอน” วิเชษฐ์ กล่าว
เมื่อพิจารณาจากกระแสการเลือกตั้งที่ใกล้เข้ามา วิเชษฐ์เสนอว่าควรจัดเวทีให้แต่ละพรรคการเมืองนำเสนอจุดยืนเกี่ยวกับนโยบายนี้และกลไกต่างๆ เพื่อให้รับมือ พร้อมกับที่ภาคประชาชนยื่นข้อเสนอและข้อมูลผลกระทบให้แก่พรรคการเมือง
มีข้อเสนออะไรบ้าง ผมคิดว่าพรรคการเมืองต่างๆ เหล่านี้จะต้องหาเสียง จะต้องมีการพยายามจะผลักดันนโยบาย เพื่อเข้ามามีอำนาจรัฐ เราก็ใช้เวทีตรงนี้แหละ ผมคิดว่าให้ข้อมูลด้วย ขณะเดียวกันก็ให้แสดงจุดยืนว่า ถ้าคุณเข้ามาบริหารประเทศแล้ว คุณจะจัดการยังไงกับปัญหานี้ คุณจะแก้ปัญหาที่มันมีผลกระทบต่อประเทศไทยอย่างไร แต่เราก็ต้องเตรียมข้อมูลให้เพียงพอ
จากข้อมูลปี 2567 มูลค่าการค้าระหว่างไทยกับยุโรปของสมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรปหรือ เอฟตา (European Free Trade Association: EFTA) อยู่ที่ 11,467.03 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยเป็นฝ่ายส่งออก 4,121.84 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่นำเข้าสูงถึง 7,345.20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ วิเชษฐ์แสดงความเห็นว่าจุดนี้อาจใช้เป็นประเด็นในการต่อรอง เนื่องจากไทยขาดดุลการค้าอียูจำนวนมากอยู่แล้ว เพื่อให้เกิดข้อตกลงที่ไม่ทำให้ไทยตกเป็นเบี้ยล่าง
ด้าน ชูวิทย์ จันทรส เลขาธิการมูลนิธิเด็กเยาวชนและครอบครัว อธิบายว่าปัจจุบันเด็กและเยาวชนซึมซับค่านิยมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากภาพยนตร์และซีรีส์เกาหลี ทำให้เกิดการจดจำสินค้า ถ้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากอียูทะลักเข้ามาในไทยและมีราคาถูกลงย่อมจูงใจให้เข้าถึงได้ง่าย เขาจึงเรียกร้องกับรัฐบาลว่าควรคิดถึงสมองของลูกหลานของเราที่กำลังเจริญเติบโต
ในส่วนของ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 ที่มีการปรับปรุง แม้ว่าส่วนหนึ่งจะมีความก้าวหน้า เช่น การเพิ่มโทษการขายให้เด็กอายุต่ำกว่า 20 ปี เป็นต้น แต่สิ่งที่กำลังตามมาจากเอฟทีเอไทย-อียูจะส่งผลกระทบต่อมาตรการควบคุม
“อยากให้รัฐบาลมาฟังตัวจริงเสียงจริงจากลูกหลานของเรา แต่เราไม่เคยได้รับโอกาสนั้น พวกเราเต็มที่ก็อยู่ที่หน้าทำเนียบ อยู่นอกประตู ไม่มีโอกาสเข้าไปฟังเหมือนธุรกิจ วันนี้เขาไปแล้ว รัฐเองก็เปิดรับฟัง รับข้อเสนอ แต่พวกเราเขาฟังไหมฮะ แต่ไม่เป็นไร เราก็พูดจนกว่าเราจะไม่มีเสียง” ชูวิทย์ กล่าว
ชูวิทย์ย้ำว่า การปกป้องเด็กและเยาวชนถือเป็นความรับผิดชอบทางการเมือง รัฐบาลต้องคำนึงถึงเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ นั่นก็คือการป้องกันนักดื่มหน้าใหม่ ปกป้องเด็กและเยาวชน ก่อนที่จะตัดสินใจในเชิงนโยบายใดๆ
ขณะที่ มลชัย มลปก ตัวแทนเครือข่ายเยาวชนลดปัจจัยเสี่ยง แสดงความคิดเห็นว่าตนยังไม่เห็นข้อดีของเอฟทีเอไทย-อียู และจากการคลุกคลีกับเครือข่ายเหยื่อ หากปริมาณการดื่มเพิ่มขึ้นจะเกิดผลกระทบต่อทุกฝ่ายในสังคมไทย ทั้งตัวผู้ดื่ม ครอบครัว และคนที่อาจตกเป็นเหยื่อจากความมึนเมา เช่น ความรุนแรง อุบัติเหตุบนท้องถนน นอกจากนี้ จุดมุ่งหมายของธุรกิจแอลกอฮอล์ก็คือเยาวชน เพราะเป็นเป้าหมายหลักระยะยาวที่ธุรกิจต้องการ
“ก็อยากฝากถึงรัฐบาลว่าให้ช่วยคิดวิเคราะห์อย่างถี่ถ้วนชัดเจนกว่านี้ เพราะมันเป็นการสร้างปัญหาให้กับสังคม ให้กับตัวเยาวชนเอง" มลชัย กล่าว
ยาพิษที่ซุกมากับ FTA ไทย-อียู
FTA Watch สรุปข้อมูลเพิ่มเติม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะถูกเจรจาภายใต้ FTA ไทย-อียู อย่างไร? อุตสาหกรรมของอียูต้องการอะไรใน FTA?
เว็บไซด์ของกลุ่มผู้ผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในอียู (Spirits Europe) ระบุว่า “ประเทศไทยมีอัตราภาษีศุลภากรสูงมาก 54-60% ตามมูลค่าของประเภทสินค้า แถมยังมีการกีดกันทางภาษีให้กับเหล้าขาวพื้นบ้าน และมีกฎระเบียบ ที่ซับซ้อนอีก ทำให้อุตสาหกรรมแอลกอฮอล์ของสหภาพยุโรปประสบปัญหาในการเข้าสู่ตลาดในไทย อันที่จริงกลุ่มผู้ผลิตของสหภาพยุโรปไม่ได้มองที่ไทยประเทศเดียว แต่มองอาเซียนทั้งภูมิภาคเป็น “ตลาดที่น่าสนใจซึ่งยังไม่ได้เข้ามาตักตวงผลประโยชน์” การขยายตลาดใหม่สู่อาเซียนจะตอบสนองต่อกลยุทธ์การกระจายความหลากหลายของอุตสาหกรรม เพราะที่ผ่านมาการส่งออกกระจุกตัวอยู่แค่ในสหรัฐ จีน และอังกฤษ บางประเทศในอาเซียน ได้แก่ ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ มีอัตราภาษีต่ำอยู่แล้ว แต่อีกหลายประเทศ รวมถึงไทย มีอัตราภาษีที่สูงมาก และมีนโยบายที่เข้มงวด ดังนั้น อุตสาหกรรมจึงเห็นด้วยที่จะเจรจาเอฟทีเอกับไทยและประเทศอื่นๆต่อ “เพราะข้อตกลงทางการค้าเป็นเครื่องมือมีประสิทธิภาพที่สุดในการเปิดตลาดใหม่และทำให้เกิดการกระจายการค้า”
สิ่งที่อุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต้องการใน FTA คือ การลดภาษีนำเข้า การคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ การแก้ไขปัญหาการค้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ผิดกฎหมาย และการขจัดข้อกีดดันทางการค้าและระเบียบต่างๆ ในรายละเอียด เช่น ข้อกำหนดในไทยที่ไม่ให้ผู้ผลิตระบุสินค้าว่าเป็น “พรีเมียม” เพราะไม่ต้องการเน้นให้ผู้บริโภคเห็นคุณค่าของสินค้า แต่ทำให้ผู้ผลิตไม่สามารถโฆษณาคุณภาพของสินค้าได้เต็มที่ และยังเกิดต้นทุนเพิ่มที่ต้องเสาะหาช่องทางอื่นสื่อสารกับผู้บริโภคอีก เป็นต้น
จากการคาดการณ์ผลกระทบของ FTA Watch ในประเทศที่มีการเปิดเสรีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์กับสหภาพยุโรป เช่น เกาหลีใต้ ชิลี เอกวาดอร์ โคลัมเบียร์ และเปรู พบว่าการเปิดเสรีทำให้เครื่องดื่มนำเข้ามาขายในตลาดภายในประเทศมากขึ้น ราคาที่ถูกลงจูงใจให้เกิดนักดื่มหน้าใหม่ โดยเฉพาะเยาวชนคนหนุ่มสาว และนำไปสู่การดื่มที่เพิ่มขึ้น ในแง่ของการผลิต ผู้ผลิตรายย่อยในประเทศได้รับผลกระทบมาก เพราะไม่สามารถแข่งขันได้ ขณะที่ผู้ผลิตรายใหญ่ในประเทศมีทางเลือกมากกว่า เช่น ย้ายฐานการผลิตไปลงทุนในต่างประเทศ การนำเข้าสินค้าแล้วมาใส่แบรนด์ของตนเอง เป็นต้น
การเพิ่มขึ้นของนักดื่มหน้าใหม่และการดื่มที่เพิ่มขึ้นจะทำให้เกิดต้นทุนภายนอกในแง่ของผลกระทบต่อสุขภาพ และสังคมเพิ่มขึ้นอีกจำนวนมาก ซึ่งไม่ได้ถูกนำมาคำนวณในราคาสินค้า แต่เป็นภาระต้นทุนทางสังคมที่ผู้บริโภค และสังคมจะต้องแบกรับ รายงานวิจัยของมูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ในปี 2567 ระบุว่า ต้นทุนผลกระทบของการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของไทยในปี พ.ศ. 2564 ประกอบด้วยผลกระทบต่อสุขภาพ ปัญหาอาชญากรรม อุบัติเหตุทางถนน และการบาดเจ็บต่างๆ รวมเป็นเงินกว่า 165,000 ล้านบาท
ถ้าจะพิจารณาให้ครอบคลุม ผลกระทบของการดื่มแอลกอฮอล์ในประเทศสหภาพยุโรปเองก็หนักหนาเช่นกัน เว็บไซด์ขององค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า ประเทศ 7 ใน 10 ประเทศที่มีอัตราการดื่มต่อหัวประชากรมากที่สุดในโลกอยู่ในสหภาพยุโรป และ 1 ใน 11 คนที่เสียชีวิตมีสาเหตุเนื่องมาจากการดื่มแอลกอฮอล์ โดยมะเร็งเป็นสาเหตุลำดับต้นๆ องค์การอนามัยโลกได้มีแผนปฏิบัติงานระหว่างปี พ.ศ. 2565-2568 ที่ได้รับการยอมรับจากรัฐสมาชิก 53 ประเทศมุ่ง “ลด” การเข้าถึง การยอมรับ และการมีของเครื่องดื่มประเภทนี้ในตลาด เพื่อลดผลกระทบที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ยังมีความริเริ่มที่เกิดขึ้นในปี 2561 (SAFER Initiative) ที่สนับสนุนให้เพิ่มระดับราคาผ่านภาษี การควบคุมโฆษณา การจำกัดการมีอยู่ในตลาด ฯลฯ ของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
ไทยมีมาตรการมากมายที่สอดคล้องกับองค์การอนามัยโลก และไม่ขัดกับองค์การการค้าโลก (WTO) ได้แก่ มาตรการเกี่ยวกับใบอนุญาตขาย การจำกัดอายุ และการเข้าถึง เวลาในการขายและสถานที่ดื่ม ควบคุมการส่งเสริมการขายและการโฆษณา เป็นต้น ทั้งนี้ การทำเอฟทีเอและยอมรับข้อตกลงด้านการลงทุนที่ให้นักลงทุนเอกชนสามารถฟ้องร้องนโยบายหรือมาตรการของรัฐได้หากส่งผลเสียต่อกำไรของพวกเขา ทำให้ความเสี่ยงที่มาตรการที่เหมาะสมกลายเป็นประเด็นขัดต่อผลประโยชน์ของนักลงทุนไป
FTA Watch เสนอว่า ในเมื่อผลกระทบชัดเจนเช่นนี้ ท่าทีการเจรจา FTA ไทย-อียู ก็ควรจะชัดเจนด้วย ไทยต้องไม่เปิดเสรีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และต้องไม่มีข้อตกลงส่วนอื่นๆ ที่จะส่งผลกระทบจำกัดการออกนโยบายหรือมาตรการของไทยในการคุ้มครองสุขภาพของประชาชนจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
https://prachatai.com/journal/2025/12/115935