เสริมแคลเซียมธรรมชาติด้วยJoyfu

เสริมแคลเซียมธรรมชาติด้วยJoyfu แคลเชียมธรรมชาติ เสริมสร้างความแข็งแกร่งกระดูกและข้อ ซ่อมแซมเนื้อเยื่อกระดูกอ่อน
ด้วย นวัตกรรมFIR

โรคเกาต์ เป็นกลุ่มอาการที่เกิดจากภาวะกรดยูริกในเลือดสูง ร่วมกับมีอาการที่เกิดจากการตกผลึกของกรดยูริก ในรูปแบบผลึกยูเรตใน...
14/12/2023

โรคเกาต์ เป็นกลุ่มอาการที่เกิดจากภาวะกรดยูริกในเลือดสูง ร่วมกับมีอาการที่เกิดจากการตกผลึกของกรดยูริก ในรูปแบบผลึกยูเรตในข้อหรือเนื้อเยื่อรอบๆ ข้อ

ทำให้เกิดการอักเสบเฉียบพลันของข้อหรือเนื้อเยื่อรอบข้อ หรือเกิดปุ่มก้อนของผลึกยูเรตภายในข้อและใต้ชั้นผิวหนังรอบๆ ข้อ ถ้าเป็นมากทำให้เกิดนิ่วในไตร่วมด้วย

สาเหตุ
โรคเกาฑ์ มีสาเหตุมาจากความผิดปกติของการสะสมกรดยูริค (Uric acid) ในร่างกาย กรดยูริคได้จากการเผาผลาญสารพิวรีน ซึ่งเป็นธาตุอาหารที่ร่างกายสังเคราะห์เองได้และ พบได้ทั่วไปในอาหารหลายชนิด โดยปกติพิวรีนที่ร่างกายได้รับจะถูกย่อย และกลายเป็นกรดยูริค ในคนปกติไตจะทำหน้าที่ขับกรดยูริคออกให้ทันต่อการสร้างใหม่ การสะสมของกรดยูริคทำให้เกิด อาการปวดรุนแรง ในกระดูกและรอบๆ ข้อกระดูก

ในผู้ชาย Uric ไม่ควรที่จะเกิน 8 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร
ในผู้หญิงยูริค ไม่ควรเกิน 6 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร โรคนี้สามารถติดต่อได้ทางกรรมพันธุ์

อาการของโรคเกาต์
ปวด บวม แดง ร้อน โดยเฉพาะบริเวณนิ้วหัวแม่เท้า ซึ่งเป็นข้อที่พบบ่อยสุด โดยมากปวดข้อเดียวแต่ก็ปวดหลายข้อได้
อาการของเกาต์ปวดเป็นๆ หายๆ หรือเรื้อรัง
ข้อที่ปวดเกาต์พบได้ทุกข้อ แต่พบมากข้อนิ้วหัวแม่เท้า ข้อเท้า ข้อเข่า ข้อมือ ข้อนิ้ว และข้อศอก
พบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง
ในรายที่เป็นเกาต์มานานอาจพบนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ
มักปวดตอนกลางคืน อาการปวดจะเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ มักจะมีปัจจัยกระตุ้นได้แก่ การรับประทานอาหารที่มียูริกสูง ดื่มสุรา หรือความเครียด
** ข้อที่พบการอักเสบของเกาต์ได้บ่อย ได้แก่ ข้อนิ้วหัวแม่เท้า ข้อเท้า ข้อเข่า ข้อมือ และข้อศอกเรียงตามลำดับ พบว่าข้อที่เป็นจะบวม แดง กดเจ็บ ในรายที่เป็นเรื้อรังจะมีการรวมตัวของกรดยูริกเกิดเป็นก้อนที่ข้อ

อาหารสำหรับผู้ป่วยโรคเกาต์
อาหารที่รับประทานสามารถแบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม ตามปริมาณของสารพิวรีนในอาหาร

1. อาหารที่มีสารพิวรีนมากมากกว่า 150 มิลลิกรัม ผู้ป่วยโรคเกาต์ควรงดเว้นหรือหลีกเลี่ยง

ตับ น้ำต้มเนื้อ น้ำเกาเหลา ไต น้ำสกัดจากเนื้อเข้มข้น ปลาไส้ตัน น้ำปลาและกะปิจากปลาไส้ตัน ปลาซาร์ดีน ยีสต์และอาหารหมักจากยีสต์ เช่น เบียร์ หอยเซลล์ ปลาทู ปลารัง เนื้อไก่ เป็ด นก ไข่ปลา

ควรงดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เด็ดขาด เช่น เบียร์ , เหล้า เพราะแอลกอฮอล์ทำให้ยูริคสูงขึ้น

2. อาหารที่มีสารพิวรีนปานกลาง (พิวรีนอยู่ 50-150 มก.) ผู้ป่วยโรคเกาต์ทานได้ในปริมาณจำกัด

เนื้อวัว กระเพาะ ผ้าขี้ริ้ว เอ็น เนื้อหมู เนื้อปลา ปู กุ้ง หอย ถั่วเหลือง ถั่วดำ ถั่วแดง ถั่วเขียว ผัก หน่อไม้ฝรั่ง ผักขม เห็ด ดอกกะหล่ำ ชะอม กระถิน

3. อาหารที่มีสารพิวรีนน้อย หรือเกือบไม่มีเลย (0-50 มิลลิกรัม) ผู้ป่วยโรคเกาต์ทานได้โดยไม่แสลง

ข้าว ขนมจีน เส้นก๋วยเตี๋ยวทุกชนิด วุ้นเส้น บะหมี่ เส้นหมี่ ขนมปังปอนด์ มักกะโรนี ข้าวโพด แคร็กเกอร์สีขาว ไข่ นมและผลิตผลจากนม (เนยแข็ง ไอศกรีม) น้ำมันพืช กะทิ เนย น้ำมันหมู ผัก ผลไม้ทุกชนิด เกาลัด เม็ดมะม่วงหิมพานต์

ข้อเข่าเสื่อม ไม่ต้องรอแก่ก็เป็นได้ลือกกินอย่างไร ? ให้ข้อเข่าแข็งแรง เพื่อที่จะช่วยบำรุงกระดูกและข้อให้เสื่อมช้าลงได้กั...
08/11/2023

ข้อเข่าเสื่อม ไม่ต้องรอแก่ก็เป็นได้
ลือกกินอย่างไร ? ให้ข้อเข่าแข็งแรง เพื่อที่จะช่วยบำรุงกระดูกและข้อให้เสื่อมช้าลงได้กับ 7 อาหารกินบ่อยๆ ช่วยบำรุงข้อเข่าให้เสื่อมช้าลง

น้ำเต้าหู้ : ในถั่วเหลืองก็เป็นอีกแหล่งคอลลาเจนชั้นดี ช่วยให้ผู้ป่วยโรคเกี่ยวกับข้อต่ออย่างโรคข้อเสื่อมมีอาการดีขึ้น ดื่มประจำในปริมาณที่พอเหมาะ ก็ช่วยเพิ่มคอลลาเจนให้ร่างกายได้ Cr,ข้อมูลศิครินทร์
ขิง : ขิงถูกยกให้เป็นสมุนไพรที่ช่วยลดอาการปวดเข่าได้ เพราะนอกจากจะมีฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบตามข้อแล้ว ความร้อนจากขิงยังช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือด แถมในขิงมีสารแอนติออกซิแดนท์
ปลาแซลมอน : หนึ่งในแหล่งแคลเซียมชั้นยอด ด้วยความกระดูกของปลาแซลมอนช่วยเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง และยังช่วยรักษามวลกระดูกอีกด้วย
ฝรั่ง : วิตามินคือสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยบำรุงข้อต่อต่างๆ ได้โดยตรง และยังมีฤทธิ์แก้อักเสบได้ด้วย ในผู้ป่วยโรคข้ออักเสบ แพทย์แนะนำให้บริโภควิตามินซีอย่างน้อยวันละ 90 มิลลิกรัม ฝรั่งคือผลไม้ที่วิตามินซีสูงและหาทานง่ายที่สุด
งาดำ : งาอุดมไปด้วยสารอาหารที่สำคัญอุดม มีทั้งแคลเซียมช่วยเสริมกระดูกแข็งแรง และยังมีแร่ธาตุทองแดงที่ช่วยส่งเสริมให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนเพิ่มมากขึ้น มีแร่สังกะสีที่ช่วยเพิ่มมวลกระดูกได้อีกด้วย
มะเขือเทศ : มะเขือเทศคือแหล่งของคอลลาเจน นอกจากช่วยบำรุงผิวแล้ว คอลลาเจนยังช่วยซ่อมแซมข้อต่อกระดูกอ่อนต่างๆ ได้อีกด้วย

เบต้ากลูแคน มีประโยชน์ต่อระบบภูมิคุ้มกันอย่างไร ?จริง ๆ แล้ว เบต้ากลูแคนเป็นสารอาหารที่พบได้ในธรรมชาติ โดยเฉพาะในอาหารที...
04/11/2023

เบต้ากลูแคน มีประโยชน์ต่อระบบภูมิคุ้มกันอย่างไร ?
จริง ๆ แล้ว เบต้ากลูแคนเป็นสารอาหารที่พบได้ในธรรมชาติ โดยเฉพาะในอาหารที่เรารับประทานกันในแต่ละมื้อ ไม่ว่าจะเป็นธัญพืช ข้าวโอ๊ต รำข้าว ข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์ รวมไปถึงเห็ดรับประทานได้บางชนิด หากผู้บริโภคไม่ได้รับประทานอาหารเหล่านี้เป็นประจำ ไม่มีเวลามากพอในการประกอบอาหาร หรือด้วยไลฟ์สไตล์ที่เร่งรีบ สามารถเลือกรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากเบต้ากลูแคนได้ แต่ควรเลือกยี่ห้อที่มีความน่าเชื่อถือและผ่านมาตรฐานรับรองความปลอดภัยเสมอ

ในการดูแลสุขภาพและระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงจะพึ่งพาเพียงเบต้ากลูแคนก็คงไม่ได้ แต่ควรรับประทานสารอาหารและวิตามินอื่น ๆ ที่ดีต่อภูมิคุ้มกันร่วมด้วย เพราะจะช่วยให้ระบบอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ อาทิ

วิตามินซี (Vitamin C) หรือกรดแอสคอร์บิก (Ascorbic Acid) เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยในการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาวและกระบวนการกำจัดเชื้อโรค มีส่วนช่วยในการพัฒนาและการเจริญเติบโตของร่างกาย บำรุงผิวหนังและกระดูก และช่วยในการสมานแผล
วิตามินดี (Vitamin D) จะช่วยในการดูดซึมแคลเซียมซึ่งเป็นแร่ธาตุที่จำเป็นในกระบวนการสร้างกระดูก ฟัน และกล้ามเนื้อ รวมทั้งมีส่วนช่วยเสริมการทำงานของเซลล์ต่าง ๆ ในระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งการขาดวิตามินดีพบว่ามีความเสี่ยงต่อโรคภูมิต้านทานตนเองและไวต่อการติดเชื้อได้ง่ายขึ้น
วิตามินอี (Vitamin E) มีส่วนสำคัญในการกระตุ้นการทำงานของเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกัน ป้องกันการติดเชื้อและการเจ็บป่วย บำรุงผิวพรรณและดวงตา อีกทั้งยังเป็นสารต้านอนุมูลอิสระเช่นเดียวกันกับวิตามินซี
น้ำมันปลา เป็นไขมันหรือน้ำมันที่สกัดมาจากปลาอย่างปลาทูน่าหรือปลาแมคเคอเรล อุดมไปด้วยโอเมก้า 3 ซึ่งเป็นกรดไขมันดีที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น ลดการอักเสบของร่างกาย ช่วยบำรุงสายตา ลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ และอาจใช้เป็นส่วนหนึ่งในการป้องกันโรคมะเร็ง
สารอาหารที่กล่าวมาข้างต้นล้วนให้ผลดีต่อภูมิต้านทานและระบบการทำงานอื่น ๆ ที่สำคัญกับผู้ใหญ่วัยทำงานไม่แพ้กัน การรับประทานผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเบต้ากลูแคนควบคู่กับวิตามินที่มีส่วนช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกัน อย่างวิตามินซี วิตามินดี หรือวิตามินอี และน้ำมันปลา จึงน่าจะเป็นทางเลือกในการสร้างเสริมภูมิต้านทานที่ดีกว่าการรับประทานสารอาหารเพียงชนิดเดียว

ด้วยเหตุนี้ ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมบางยี่ห้อจึงได้นำเบต้ากลูแคนและวิตามินต่าง ๆ รวมไว้ด้วยกัน เพราะบางคนอาจไม่สะดวกในการซื้ออาหารเสริมหลายกระปุกในครั้งเดียว อีกทั้งยังช่วยให้รับประทานได้อย่างครบถ้วนและต่อเนื่อง โดยปริมาณที่ทดสอบและแนะนำให้รับประทานเบต้ากลูแคนในแต่ละวัน เพื่อเสริมระบบภูมิคุ้มกันอยู่ที่ 100–500 มิลลิกรัม แตกต่างกันไปตามชนิดของเบต้ากลูแคน

แคลเซียมกับภาวะกระดูกพรุนในวัยทองวัยทองนั้นเป็นช่วงเวลาที่ระบบฮอร์โมนเพศในร่างกายลดลงหรือหมดไป โดยผู้ชายในวัยทองระดับฮอร...
03/11/2023

แคลเซียมกับภาวะกระดูกพรุนในวัยทอง
วัยทองนั้นเป็นช่วงเวลาที่ระบบฮอร์โมนเพศในร่างกายลดลงหรือหมดไป โดยผู้ชายในวัยทองระดับฮอร์โมนเพศชายจะมีระดับลดลงอย่างช้าๆ แต่ในฝ่ายหญิงแล้วเมื่อรังไข่หยุดทำงานระดับฮอร์โมนเพศหญิงจะลดลงอย่างรวดเร็วจนถึงระดับต่ำกว่าค่ามาตรฐานที่จำเป็นในการมีสรีระวิทยาการทำงานของระบบอวัยวะต่างๆ ที่เป็นปกติ
การเปลี่ยนแปลงในวัยนี้ที่สำคัญนั้นเกิดขึ้นได้ในทุกระบบของร่างกายทั้งคุณผู้ชายและคุณผู้หญิง แต่โดยทั่วๆ ไปแล้วทางฝ่ายหญิงจะได้รับผลกระทบจากการขาดฮอร์โมนเพศหญิงมากกว่า โดยเฉพาะเมื่อร่างกายขาดฮอร์โมนเพศไปเป็นเวลานานๆ แล้วสิ่งที่จะเกิดขึ้น ก็คือ ภาวะกระดูกพรุน ซึ่งบางคนอาจเรียกว่า โรคกระดูกบางก็ได้

การเปลี่ยนแปลงของกระดูกที่ทำให้เกิดภาวะกระดูกพรุนก็คือ เนื้อกระดูกจะบางลง การทำลายเซลล์กระดูกจะเพิ่มขึ้นในขณะที่การสร้างเซลล์กระดูกจะลดลง จากการศึกษาวิจัยพบว่ากระดูกจะเริ่มบางลงตั้งแต่อายุ 35 ปี โดยเมื่ออายุ 45 – 50 ปี กระดูกจะบางลงประมาณ 3 – 8% หลังจากเริ่มหมดประจำเดือนในระยะเวลา 5 ปีแรก กระดูกจะบางลงปีละ 5% จากนั้นในปีต่อๆไป กระดูกจะบางลง 1 – 2% ต่อปี ถ้าลองคำนวณดูจะพบว่า เมื่อผู้หญิงอายุประมาณ 55 ปี กระดูกจะบางลงไป 20 – 30% และเมื่ออายุถึง 65 – 70 ปี กระดูกอาจจะบางถึง 30 – 50% ซึ่งหมายความว่าอยู่ในระยะอันตรายที่จะทำให้กระดูกพรุน หรือ เกิดกระดูกหักได้ง่ายๆ ถ้าไม่มีการเตรียมตัวกันแต่เนิ่นๆ Cr.ข้อมูล Praram9 Hospital

ผู้ที่เป็น ‘โรคข้อเข่าเสื่อม’ หรือมีอาการปวดหัวเข่าจากสาเหตุอื่นๆ การมีน้ำหนักตัวที่มากเกินไปจะยิ่งทำให้อาการลุกลามหรือห...
19/09/2023

ผู้ที่เป็น ‘โรคข้อเข่าเสื่อม’ หรือมีอาการปวดหัวเข่าจากสาเหตุอื่นๆ การมีน้ำหนักตัวที่มากเกินไปจะยิ่งทำให้อาการลุกลามหรือหายช้า จึงควรปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต ซึ่งส่วนหนึ่งก็คือการปรับการกินอาหาร แม้ว่าอาหารที่กินนั้นจะไม่ได้ช่วยในการรักษาโรคโดยตรง แต่หากผู้ป่วยได้รับสารอาหารที่เหมาะสมก็จะลดปัญหาเรื่องน้ำหนักตัว และลดโอกาสการเกิดการอักเสบ อีกทั้งยังช่วยเสริมสร้างข้อกระดูกรวมถึงกล้ามเนื้อให้แข็งแรงได้อีกทางหนึ่ง

อาหารที่ผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมควรรับประทาน
อาหารมีกรดไขมันโอเมก้า-3 สูง โดยเฉพาะอาหารทะเล เช่น ปลาทะเล ปลาแซลมอน หรือแม้แต่ปลาน้ำจืดประเภทปลาเนื้อขาว จะช่วยบำรุงข้อต่อกระดูกให้แข็งแรง และลดอาการปวดหรืออักเสบในผู้ป่วยที่มีข้อเข่าอักเสบ และลดอาการติดแข็งบริเวณข้อต่างๆ
อาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระหรือเบต้าแคโรทีนสูง โดยเฉพาะผักต่างๆ อย่างใบยอ ยอดแค ผักโขม ผักคะน้า บรอกโคลี ผักกระเฉด ถั่วงอก อีกทั้งยังควรกินผักให้หลากสี เช่น มะเขือเทศสีแดง แครอทสีส้ม กะหล่ำปลีสีม่วง ข้าวโพดและฟักทองสีเหลือง เพราะจะได้วิตามินที่หลากหลาย โดยเฉพาะผักใบเขียวต่างๆ จะมีวิตามินเคที่มีส่วนช่วยในการบำรุงกระดูกค่อนข้างสูง
อาหารที่มีแคลเซียมสูง เช่น อัลมอนด์อบ งาดำ นมและผลิตภัณฑ์จากนม ถั่วเหลืองและผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง เช่น น้ำเต้าหู้ เต้าหู้หลอด แม้แต่การกินปลาตัวเล็กตัวน้อยก็จะช่วยเพิ่มแคลเซียมให้กระดูกแข็งแรง ทั้งนี้ควรจะกินอาหารที่มีวิตามินดีสูง จำพวก นม ไข่ ปลาซาดีน ควบคู่กันไปได้ด้วย เพราะวิตามินดีจะช่วยเรื่องการดูดซึมแคลเซียมเข้าสู่ร่างกายได้ดีขึ้น
อาหารที่อุดมด้วยวิตามินซี โดยเฉพาะผลไม้ต่างๆ เช่น ฝรั่ง ส้ม สับปะรด มะละกอสุก เพราะวิตามินซีจะช่วยต้านการเกิดอนุมูลอิสระอีกทางหนึ่ง
อาหารที่มีสารกลุ่มไบโอฟลาโวนอยด์ เช่น เชอร์รี่ บลูเบอร์รี่ แอปเปิ้ล ชาเขียว หัวหอม และมะเขือเทศ จะมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ เพิ่มประสิทธิภาพการดูดซึมวิตามินซี สร้างความแข็งแรงให้กับเนื้อเยื่อ ทำให้ผนังหลอดเลือดและเส้นเลือดฝอยแข็งแรง ลดโอกาสเกิดการฟกช้ำ บวม
รับประทานอาหารประเภทอบ ต้ม ตุ๋น นึ่ง ย่าง แทนประเภทผัด ทอด หรือแกงกะทิ เพื่อควบคุมน้ำหนักตัว
อาหารที่ผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมควรหลีกเลี่ยง
อาหารเสริมและวิตามินสำเร็จรูป หากต้องการกินควรปรึกษาแพทย์ก่อน แพทย์จะเป็นผู้วินิจฉัยว่าผู้ป่วยขาดวิตามินชนิดใดหรือไม่ และจะกำหนดให้กินในปริมาณที่เหมาะสม เพราะอาหารเสริมหรือวิตามินบางอย่างก็ไม่มีความจำเป็น มีราคาสูง และหากได้รับมากเกินไปกลับจะเป็นโทษมากกว่ามีประโยชน์
อาหารเค็มหรืออาหารที่มีโซเดียมสูง หลีกเลี่ยงการปรุงอาหารด้วยเกลือ ซีอิ้ว น้ำปลา ซอสปรุงรส และการกินอาหารเค็ม อาหารแปรรูป หมัก ดอง รวมถึงขนมถุงกรุงกรอบ เพราะอาหารที่มีโซเดียมสูงอาจส่งผลให้เซลล์เก็บน้ำไว้มากเกินไปจนร่างกายบวมน้ำ
อาหารหวานหรืออาหารที่มีน้ำตาลมาก เพราะอาจกระทบต่อการตอบสนองของภูมิคุ้มกันในร่างกาย ทำให้แผลหรือกล้ามเนื้อบริเวณหัวเข่าเกิดอักเสบได้ง่ายขึ้น
แป้งขัดขาว เช่น ขนมปังข้าว พาสต้า ซีเรียล ธัญพืชขัดขาว อาจกระตุ้นการอักเสบของข้อต่อกระดูก
อาหารทอด หรืออาหารที่มีไขมันอิ่มตัวมากนอกจากทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มแล้ว อาจเพิ่มการอักเสบได้ จึงควรหลีกเลี่ยง เช่น หมูทอด ไก่ทอด ทอดมัน ลูกชิ้นทอด กล้วยแขก เฟรนซ์ฟราย เค้ก ไอศกรีม
เนื้อสัตว์ที่ปรุงด้วยอุณหภูมิสูงนานๆ นอกจากเสียคุณค่าทางอาหารแล้ว จะทำให้เกิดสาร AGEs (Advanced Glycation End Products) ที่อาจทำให้เกิดการอักเสบของข้อต่อต่างๆ
เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อาจกระตุ้นอาการต่างๆ ให้รุนแรงขึ้น และอาจเกิดปฏิกิริยากับยาที่กินอยู่ ทำให้ยาออกฤทธิ์ไม่ได้ผลเท่าที่ควร และส่งผลกระทบอื่นๆ ตามมา
กาแฟหรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เพราะคาเฟอีนจะทําให้ร่างกายขับแคลเซียมออกมาทางปัสสาวะ จนอาจทำให้แคลเซียมในร่างกายเสียสมดุล หากได้รับในปริมาณมากๆ เป็นประจำอาจทำให้มวลกระดูกบางลงด้วย
Cr.ข้อมูล พญาไท

03/09/2023

ปวดหลังร้าว ลงขา อย่างรุนแรง จนต้องลงไปนอน เนื่องจากกระดูกทับเส้นประสาท เปิดใจทาน1อาทิตย์ ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ไม่ปวดอีกเลย
อย่ารอช้า อย่ารอให้เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต🛀♿

➡️สายด่วนผู้เชี่ยวชาญ 093-3642656

ร่างกายควรได้รับแคลเซียมมากเพียงใด ?ปริมาณแคลเซียมโดยเฉลี่ยที่ร่างกายควรได้รับในแต่ละวันขึ้นอยู่กับอายุและสุขภาพของผู้บร...
03/09/2023

ร่างกายควรได้รับแคลเซียมมากเพียงใด ?

ปริมาณแคลเซียมโดยเฉลี่ยที่ร่างกายควรได้รับในแต่ละวันขึ้นอยู่กับอายุและสุขภาพของผู้บริโภคด้วย ดังนี้

เด็กอายุไม่เกิน 3 ปี: 400-800 มิลลิกรัมต่อวัน
เด็กอายุ 3-10 ปี: 800 มิลลิกรัมต่อวัน
วัยรุ่นและผู้ใหญ่: 800-1,000 มิลลิกรัมต่อวัน
หญิงตั้งครรภ์หรืออยู่ในช่วงให้นมบุตร: 1,200 มิลลิกรัมต่อวัน
หญิงวัยหมดประจำเดือน: 1,200 มิลลิกรัมต่อวัน
ผู้ใหญ่ที่เป็นโรคกระดูกพรุน: 1,000-1,200 มิลลิกรัมต่อวัน
ผู้ใหญ่ที่เป็นโรคแพ้กลูเตน: อย่างน้อย 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน
ผู้ที่เป็นโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง เพศชายอายุตั้งแต่ 55 ปีขึ้นไปหรือหญิงวัยหมดประจำเดือน: 1,200 มิลลิกรัมต่อวัน
ปัจจัยที่มีผลต่อการดูดซึมแคลเซียมในร่างกาย

ปริมาณแคลเซียมที่สะสมในร่างกายจะขึ้นอยู่กับความสามารถในกระบวนการขับสารออกและการดูดซึมสาร ซึ่งปัจจัยที่ช่วยส่งเสริมการดูดซึมแคลเซียมในร่างกาย ได้แก่

ปริมาณวิตามินดีที่ร่างกายได้รับ ทั้งจากแสงแดด และอาหารประเภทปลา ไข่แดง ตับ หรือเนย
ความเป็นกรดในอาหาร แคลเซียมจะละลายได้ดีในสภาวะที่มีความเป็นกรด
แลคโตสจากนมสด ซึ่งช่วยให้ดูดซึมแคลเซียมได้ดีขึ้น 15-50 เปอร์เซ็นต์
อัตราส่วนของแคลเซียมต่อฟอสฟอรัส โดยควรเป็น 1:1 สำหรับผู้ใหญ่ และ 2:1 สำหรับทารก
ความต้องการแคลเซียมของร่างกายในขณะนั้น ซึ่งร่างกายของวัยรุ่นและหญิงที่อยู่ในช่วงให้นมบุตรอาจดูดซึมแคลเซียมได้ถึง 50 เปอร์เซ็นต์
นอกจากนี้ มีบางปัจจัยที่อาจยับยั้งการดูดซึมแคลเซียม ได้แก่ ปริมาณสารออกซาลิกแอซิดที่พบในผักโขม ใบชะพลู หรือผักปวยเล้ง ปริมาณไฟติกแอซิดที่พบในเปลือกนอกของธัญพืช รวมถึงการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วของระบบทางเดินอาหาร ซึ่งจะลดระยะเวลาที่อาหารสัมผัสกับลำไส้ จนทำให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมได้น้อยลง

หากรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมไม่เพียงพอหรือมากเกินไปจะมีผลอย่างไร ?

การรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมไม่เพียงพออาจยังไม่ก่อให้เกิดความผิดปกติใด ๆ เพราะร่างกายยังสามารถรักษาระดับแคลเซียมในเลือดไว้ได้โดยอาศัยแคลเซียมจากกระดูก แต่เมื่อเวลาผ่านไปอาจทำให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพตามมาได้ เช่น ความหนาแน่นของกระดูกลดลงจนทำให้กระดูกบางและแตกหักได้ง่าย เสี่ยงต่อการเกิดโรคกระดูกพรุน ภาวะพร่องแคลเซียมอย่างรุนแรง และอาจเกิดอาการชาปลายนิ้ว หัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือชัก เป็นต้น ซึ่งบางอาการจะเกิดขึ้นกับผู้ที่มีปัญหาสุขภาพอย่างรุนแรง หรือผู้ที่อยู่ในระหว่างรักษาตัวจากโรคอื่น ๆ ทั้งนี้ ผู้ที่มีภาวะพร่องแคลเซียมอาจเสี่ยงเป็นอันตรายถึงชีวิตหากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม

ส่วนการได้รับแคลเซียมในปริมาณที่มากเกินไปอาจเป็นสาเหตุของอาการท้องผูก ส่งผลต่อการดูดซึมธาตุเหล็กและสังกะสีในร่างกาย และอาจเสี่ยงต่อการเกิดนิ่วในไต มะเร็งต่อมลูกหมาก และโรคหัวใจได้

อาหารที่มีแคลเซียมสูงมีอะไรบ้าง ?

กลุ่มวิเคราะห์คุณค่าทางโภชนาการ กระทรวงสาธารณสุข ได้ศึกษาและรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับปริมาณแคลเซียมในอาหารไทย พบว่าอาหารแต่ละชนิดมีแคลเซียมในปริมาณที่แตกต่างกัน ดังนี้

ธัญพืช ที่ประกอบด้วยแคลเซียมมากที่สุด 5 อันดับแรกจากปริมาณ 100 กรัม ได้แก่

สาคูเม็ดเล็ก มีแคลเซียม 130 มิลลิกรัม
บะหมี่สด มีแคลเซียม 78 มิลลิกรัม
ปลายข้าวเจ้า มีแคลเซียม 55 มิลลิกรัม
จมูกข้าวสาลีอบ มีแคลเซียม 54 มิลลิกรัม
ข้าวโอ๊ต มีแคลเซียม 43 มิลลิกรัม
รากและหัวของพืช ที่ประกอบด้วยแคลเซียมมากที่สุด 5 อันดับแรกจากปริมาณ 100 กรัม ได้แก่

หัวผักกาดแห้งชนิดเค็ม มีแคลเซียม 118 มิลลิกรัม
มันเทศสีเหลือง มีแคลเซียม 98 มิลลิกรัม
เผือกและแป้งมันสำปะหลัง มีแคลเซียม 84 มิลลิกรัม
หัวผักกาดแห้งชนิดหวาน มีแคลเซียม 81 มิลลิกรัม
หัวผักกาดและหัวไชเท้าสด มีแคลเซียม 43 มิลลิกรัม
ถั่ว เมล็ดพืช และผลไม้เปลือกแข็ง ที่ประกอบด้วยแคลเซียมมากที่สุด 5 อันดับแรกจากปริมาณ 100 กรัม ได้แก่

งาดำอบ มีแคลเซียม 1,469 มิลลิกรัม
งาดำดิบ มีแคลเซียม 1,228 มิลลิกรัม
งาขี้ม้อนดิบ มีแคลเซียม 442 มิลลิกรัม
ถั่วเน่าแห้ง มีแคลเซียม 292 มิลลิกรัม
ถั่วเหลืองดิบ มีแคลเซียม 245 มิลลิกรัม
ผัก ที่ประกอบด้วยแคลเซียมมากที่สุด 5 อันดับแรกจากปริมาณ 100 กรัม ได้แก่

ใบชะพลู มีแคลเซียม 601 มิลลิกรัม
ผักแพว มีแคลเซียม 573 มิลลิกรัม
ใบยอ มีแคลเซียม 469 มิลลิกรัม
มะขามฝักอ่อน มีแคลเซียม 429 มิลลิกรัม
ผักกะเฉด มีแคลเซียม 387 มิลลิกรัม
ผลไม้ ที่ประกอบด้วยแคลเซียมมากที่สุด 5 อันดับแรกจากปริมาณ 100 กรัม ได้แก่

มะขามหวาน มีแคลเซียม 141 มิลลิกรัม
ทุเรียนกวนพันธุ์ก้านยาว มีแคลเซียม 93 มิลลิกรัม
มะขามเทศชนิดมัน มีแคลเซียม 53 มิลลิกรัม
เสาวรส มีแคลเซียม 45 มิลลิกรัม
ลูกหว้า มีแคลเซียม 41 มิลลิกรัม
#จอยฟู #นวัตกรรม #กระดูกและข้อ

JOYFU สินค้านวัตกรรม✅แคลเซียมธรรมชาติ ปลอดภัยต่อร่างกาย✅ลดอาการอักเสบ✅เสริมสร้างคอลลาเจน✅ป้องกันโรคกระดูกพรุน✅ดูแลกระดูก...
02/09/2023

JOYFU สินค้านวัตกรรม
✅แคลเซียมธรรมชาติ ปลอดภัยต่อร่างกาย
✅ลดอาการอักเสบ
✅เสริมสร้างคอลลาเจน
✅ป้องกันโรคกระดูกพรุน
✅ดูแลกระดูกทับเส้น

⬆️♻️ส่วนประกอบสำคัญ💓💓

✅แคลเซียมธรรมชาติ จากสาหร่ายทะเลน้ำลึก ประเทศไอร์แลนด์
✅สีบรัคธอร์น จากธิเบต
✅แครนเบอร์รี่
✅สารสกัดจากขมิ้นชัน
✅วิตามินดีสารสกัดจากเห็ดแชมปิญอง
#กระดูก #ข้อต่อ

ปวดเข่าเราช่วยได้ ปัญหา🦵ข้อเคล็ด กระดูกพรุน กระดูกบาง ในผู้สูงวัย อาการปวดจากความเสื่อม อย่ารอ จนต้องนั่งรถเข็น ไม่อยากใ...
02/09/2023

ปวดเข่าเราช่วยได้ ปัญหา🦵ข้อเคล็ด กระดูกพรุน กระดูกบาง ในผู้สูงวัย อาการปวดจากความเสื่อม อย่ารอ จนต้องนั่งรถเข็น ไม่อยากให้ลูกหลานต้องลำบาก เปิดใจสักครั้ง
☎️โทร: 093-3642656

ปวดเข่าเรื้อรัง กระดูกพรุนขึ้นลงบันได ใช้ชีวิตลำบาก หายปวดเข่า ไม่ต้องพักฟื้น ไม่ต้องผ่าตัด  กระดูกพรุน เข่าเสื่อม 🚶🚶‍♀️...
02/09/2023

ปวดเข่าเรื้อรัง กระดูกพรุน
ขึ้นลงบันได ใช้ชีวิตลำบาก หายปวดเข่า ไม่ต้องพักฟื้น ไม่ต้องผ่าตัด กระดูกพรุน เข่าเสื่อม 🚶🚶‍♀️
มาเป็นหนึ่ง เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่ดีที่สุด เพื่อให้หายจากโรคนี้ และไม่มีความเจ็บปวด ความทรมาน ที่ค้างคาไว้ หากสนใจJoyfu สามารถรับมือได้🏃🏽‍♀️
โทร: 093-3642656

อาหารบำรุงกระดูกข้อต่อและกล้ามเนื้อ นอกจากการออกกำลังกายที่ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กระดูก ข้อต่อและกล้ามเนื้อ อาหารก็เป็น...
01/09/2023

อาหารบำรุงกระดูกข้อต่อและกล้ามเนื้อ

นอกจากการออกกำลังกายที่ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กระดูก ข้อต่อและกล้ามเนื้อ อาหารก็เป็นสิ่งเติมเต็มและเสริมสร้างให้แข็งแรงยิ่งขึ้น

กระดูก : ออกกำลังกายเป็นประจำร่วมกับการกินอาหารที่มีแคลเซียม เช่น นมวัว โยเกิร์ตธรรมชาติ ชีส เต้าหู้ถั่วเหลืองชนิดแข็ง งาดำและผักต่าง ๆ เช่น ผักแพว สะเดา ใบขี้เหล็ก คะน้า

ข้อต่อ : ควรควบคุมน้ำหนักไม่ให้เกินเกณฑ์ ออกกำลังกายตามความเหมาะสมของตัวเอง (ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ) กินอาหารที่มีวิตามินและโปรตีนเป็นประจำ

กล้ามเนื้อ : โปรตีน เช่น เนื้อสัตว์ทุกชนิด นม ไข่ ถั่ว เต้าหู้ อาหารมื้อหลักควรมีเมนูเนื้อสัตว์ ไข่ หรือเต้าหู้ ไม่ควรปรุงอาหารด้วยน้ำมันมากเกินไป

วิตามินบี เช่น ข้าวกล้อง ธัญพืชต่าง ๆ เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ขาไก่ ผักสีเขียวเข้ม

ธาตุเหล็ก เช่น เนื้อหมู วัว เครื่องในสัตว์ เลือดสัตว์ (ควรทำให้สุก) ผักบางชนิด เช่น ผักแว่น ผักกูด ใบขี้เหล็ก มะเขือเปาะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ #กระดูกและข้อต่อ

ที่อยู่

อำเภอบ้านนา
Amphoe Ban Na
26110

เบอร์โทรศัพท์

+66933642656

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ เสริมแคลเซียมธรรมชาติด้วยJoyfuผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ การปฏิบัติ

ส่งข้อความของคุณถึง เสริมแคลเซียมธรรมชาติด้วยJoyfu:

แชร์

ประเภท