ศูนย์บำบัดสุขภาพ มะเร็ง หัวใจ ตับ ไต เบาหวาน ความดัน ลำไส้

ศูนย์บำบัดสุขภาพ มะเร็ง หัวใจ ตับ ไต เบาหวาน ความดัน ลำไส้ ตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ POLLITIN
สารสกัด ละอองเกสรดอกไม้ อันดับ 1 ที่จำหน่ายมามากกว่า 20 ปี

สวัสดีกรกฎาคม เริ่มเดือนใหม่แล้ว ขอให้เดือนนี้มีแต่รอยยิ้มและความสุข ขอให้เป็นการเริ่มต้นที่ดี ขอให้ทุกท่านมีแต่ความสุข ...
02/07/2023

สวัสดีกรกฎาคม เริ่มเดือนใหม่แล้ว ขอให้เดือนนี้มีแต่รอยยิ้มและความสุข ขอให้เป็นการเริ่มต้นที่ดี ขอให้ทุกท่านมีแต่ความสุข ร่างกายและจิตใจแข็งแกร่ง ไม่ต้องพบกับอะไรที่ทำให้ทุกข์ใจอีก ปราศจากโรคภัย เดือนที่แล้วจะแย่แค่ไหนไม่เป็นไร เดือนนี้เริ่มต้นใหม่กันนะ ขอให้มีเรื่องดีๆเกิดขึ้นในเดือนนี้กับทุกๆ ท่านนะครับ
💞เราพร้อมดูแลและยินดีให้คำปรึกษาทุกท่านนะคะ
ปรึกษา คลิก >> m.me/cancerchoice
☎️โทร. 080-331-6273
#สารสกัดจากธรรมชาติ #ต้านอนุมูลอิสระ #เกสรดอกไม้สกัด #พอลลิติน #มะเร็ง #คีโม #เซอร์นิติน #มะเร็งตับ #มะเร็งปอด #มะเร็งลำไส้ #มะเร็งระยะสุดท้าย #ก้อนเนื้อ #เนื้องอก #ซีสต์

29/06/2023

สิ่งที่ควรปฎิบัติ
"เมื่อมีเนื้องอก"
ใต้โพสต์นี้ครับ

“ ซีสต์ ” กับ “ เนื้องอก ” ต่างกันตรงไหน ?ชีสต์ คือก้อนเนื้อหรือตุ่มที่เจริญเติบโตบนร่างกาย โดยภายในชีสต์มีลักษณะเป็นถุง...
27/03/2023

“ ซีสต์ ” กับ “ เนื้องอก ” ต่างกันตรงไหน ?
ชีสต์ คือก้อนเนื้อหรือตุ่มที่เจริญเติบโตบนร่างกาย โดยภายในชีสต์มีลักษณะเป็นถุงบรรจุอากาศ ของเหลว ไขมัน น้ำ แต่อาจจะมีเนื้อเยื่อผสมอยู่ด้วย ซึ่งชีสต์สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัยเมื่อเกิดแล้วจะมีอาการเจ็บปวดไม่อันตรายถ้าหากไม่มีเนื้อเยื่อผสมอยู่ แต่หากเนื้อเยื่อผสมอยู่ในถุงชีสต์อาการอาจพัฒนากลายเป็นมะเร็งได้
เนื้องอก คือเนื้อเยื่อที่มีการแบ่งตัว และเจริญเติบโตผิดปกติจนเกิดก้อนเนื้อที่งอกเพิ่มขึ้นมาในบริเวณร่างกายโดยเนื้องอกมีหลายประเภท มีทั้งแบบที่อันตราย และไม่อันตรายต่อร่างกาย ซึ่งเนื้องอกที่เป็นอันตรายคือก้อนเนื้อร้ายที่มีโอกาสจะพัฒนาเป็นมะเร็งละลุกลามไปส่วนอื่นของร่างกาย
เปรียบเทียบความอันตรายของ “ ซีสต์ ” กับ “ เนื้องอก ”
เนื้องอก เป็นโรคที่สามารถรักษาให้หายได้ด้วยการผ่าตัด ซึ่งถ้าเนื้องอกมีขนาดเล็กและไม่ได้อยู่บริเวณจุดสำคัญก็ไม่มีความจำเป็นต้องผ่าตัด แต่ข้อควรระวังคือเนื้องอกที่เป็นเนื้อร้ายอาจพัฒนากลายเป็นมะเร็งได้หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที
ชีสต์ เป็นโรคที่ไม่อันตรายมากสามารถทำการักษาได้ด้วยวิธีการผ่าตัดน้ำถุงชีสต์ออก ซึ่งชีสต์ขนาดเล็กจะไม่ส่งผลร่างกาย ไม่ทำให้ร่างกายเจ็บปวด แต่หากมีขนาดใหญ่มากขึ้นอาจทำให้ถุงชีสต์เกิดการบิด จนเลือดไม่ไหลเวียน หรือไปเบียดเบียนอวัยวะส่วนอื่น ๆ ถุงชีสต์อาจแตก เน่า และนำมาสู่อันตรายในที่สุด
💞เราพร้อมดูแลและยินดีให้คำปรึกษาทุกท่านนะคะ
ปรึกษา คลิก >> m.me/cancerchoice
☎️โทร. 080-331-6273
#สารสกัดจากธรรมชาติ #ต้านอนุมูลอิสระ #เกสรดอกไม้สกัด #พอลลิติน #มะเร็ง #คีโม #เซอร์นิติน #มะเร็งตับ #มะเร็งปอด #มะเร็งลำไส้ #มะเร็งระยะสุดท้าย #ก้อนเนื้อ #เนื้องอก #ซีสต์

โรคความดันโลหิตสูงมักไม่แสดงอาการ แต่สร้างความเสียหายต่อหลอดเลือดและหัวใจ ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพเรื้อรัง เช่น...
16/03/2023

โรคความดันโลหิตสูงมักไม่แสดงอาการ แต่สร้างความเสียหายต่อหลอดเลือดและหัวใจ ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด ผู้ป่วยมากกว่า 90-95 เปอร์เซ็นต์ ไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจนของโรคได้ พบเพียงปัจจัยเสี่ยง เช่น อายุที่มากขึ้น น้ำหนักที่เกินเกณฑ์มาตรฐาน อาหารที่รับประทาน หรือพันธุกรรม
การตรวจสุขภาพอยู่เสมอ เพื่อป้องกันและรู้เท่าทันโรคร้าย รวมถึงการดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่อง รับประทานอาหารที่ดีมีประโยชน์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ นอนหลับดี มีสุขภาพจิตที่ดี ถือเป็นหัวใจหลักของการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม
การตรวจร่างกายโดยที่ยังไม่มีความผิดปกติใดๆ หรืออาจมีอาการเพียงเล็กน้อย ถือเป็นการค้นหาโรคที่อาจแฝงอยู่โดยยังไม่ปรากฎอาการผิดปกติ ช่วยให้ตรวจพบแนวโน้มการเกิดโรคหรือโรคในระยะเริ่มต้น ส่งผลให้สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อป้องกันโรค รวมถึงช่วยลดความรุนแรง และภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้หากพบโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ทั้งนี้ การดูแลร่างกายทั้งการรับประทานอาหารและการออกกำลังกายเป็นประจำอย่างถูกต้องเหมาะสม รวมไปถึงการดูแลทางด้านจิตใจและการนอนหลับพักผ่อนที่เพียงพอ ก็ถือเป็นสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้เช่นกัน
จะเห็นได้ว่า การดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ถือเป็นกุญแจสำคัญสู่การมีสุขภาพที่สมบูรณ์แบบ ส่งเสริมการมีสุขภาพที่ดีทั้งกายและใจ ครบทั้งการป้องกันและดูแลรักษา เป็นประโยขน์ต่อตัวคุณและครอบครัวอย่างมาก
👉โรคเบาหวาน
ปัจจุบันคนไทยเป็นโรคเบาหวานกันมากขึ้น และพบว่าผู้ป่วยเบาหวานมีอายุน้อยลง โดยผลการสำรวจข้อมูลคนไทยที่มีอายุตั้งแต่ 35 ปี ขึ้นไป ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคเบาหวานมากถึง 9.5% โดย 2 ใน 3 ของผู้ป่วยเท่านั้นที่ทราบว่าตนเองเป็นโรคเบาหวาน ส่วนที่เหลือ 1 ใน 3 นั้นไม่ได้รับการตรวจและรักษาอย่างถูกวิธี
โรคเบาหวานถือว่าเป็นภัยเงียบที่เกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย เป็นโรคที่อาจไม่แสดงอาการใดๆ ต้องทำการวินิจฉัยด้วยการตรวจเลือดเพื่อวัดระดับน้ำตาลในเลือดจึงจะทราบว่าเป็นโรคเบาหวาน ทั้งนี้ ผู้ป่วยส่วนใหญ่นั้นมักตรวจพบว่าเป็นโรคเบาหวานจากการตรวจสุขภาพประจำปี
เกณฑ์การวินิจฉัยเบาหวานมีหลายวิธี เช่น การวัดระดับน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหารอย่างน้อย 8 ชั่วโมง ซึ่งค่าปกติของระดับน้ำตาลควรน้อยกว่า 100 มก./ดล. หากมากกว่า 126 มก./ดล. ถือว่าเป็นเบาหวาน อย่างไรก็ตาม หากระดับน้ำตาลในเลือดอยู่ระหว่าง 100-125 มก./ดล. ถือว่ามีความเสี่ยง หรือเรียกว่าเป็นภาวะเบาหวานแฝงเท่านั้น
นอกจากนี้ สามารถตรวจฮีโมโกลบิน เอ วัน ซี (Hemoglobin A1C - HbA1C) ซึ่งเป็นการตรวจระดับน้ำตาลสะสมในเลือดตลอดระยะเวลา 2-3 เดือนที่ผ่านมาได้เช่นกัน โดยค่าปกติ HbA1C น้อยกว่า 6.0 mg% หากพบค่า HbA1C อยู่ในช่วง 6.0 mg% ถึง 6.4 mg% ถือว่าเสี่ยงเป็นเบาหวาน และเป็นผู้ป่วยเบาหวานเมื่อมีค่า HbA1C มากกว่าหรือเท่ากับ 6.5 mg%
👉โรคความดันโลหิตสูง
โรคนี้เป็นโรคที่ต้องได้รับการดูแลและใส่ใจอย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากสามารถส่งผลให้เกิดโรคร้ายแรงอื่นๆ ตามมาได้ เช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง เป็นต้น ทั้งนี้ ค่าความดันโลหิตของคนปกตินั้นอยู่ที่ 120/80 มิลลิเมตรปรอท แต่ในปัจจุบัน สมาคมโรคหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกาได้ประกาศให้มีการเปลี่ยนแปลงค่าความดันโลหิตที่เป็นตัวแปรวินิจฉัยว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูงค่าใหม่ คือ 130/80 มิลลิเมตรปรอทขึ้นไป
ความน่ากลัวของโรคความดันโลหิตสูง คือ ผู้ป่วยมากกว่า 90-95 เปอร์เซ็นต์ ไม่สามารถตรวจหาสาเหตุที่ชัดเจนของโรคได้ พบเพียงปัจจัยเสี่ยง เช่น อายุที่มากขึ้น การมีน้ำหนักเกินเกณฑ์มาตรฐาน อาหารที่รับประทานเป็นประจำ หรือแม้แต่พันธุกรรม นอกจากนี้ ยังมักไม่แสดงอาการ แต่เบื้องหลังนั้นได้สร้างความเสียหายต่อหลอดเลือดและหัวใจอย่างมาก ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพเรื้อรังอื่นๆ ที่อาจตามมาได้ เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด เป็นต้น
👉โรคไขมันในเลือดสูง
ระดับไขมันในเลือดมีความสำคัญต่อการเกิดภาวะหลอดเลือดแข็ง ตีบ และอุดตัน ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ทำให้เกิดโรคหัวใจโดยเฉพาะโรคหลอดเลือดหัวใจ ดังนั้น ผู้ที่มีภาวะไขมันในเลือดสูงจึงมีโอกาสเป็นโรคหัวใจขาดเลือด สมองขาดเลือด ส่งผลให้เกิดอัมพฤกษ์ อัมพาตตามมา หรือเสียชีวิตก่อนวัยอันควรได้ โดยระดับคอเลสเตอรอลปกติที่ยอมรับได้ คือ ไม่เกิน 200 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ส่วนไตรกลีเซอไรด์ ควรน้อยกว่า 170 มก./ดล. รวมถึงไขมันชนิดดี (HDL) ควรมีค่ามากกว่า 60 มก./ดล. และไขมันชนิดไม่ดี (LDL) ควรมีค่าน้อยกว่า 130 มก./ดล.
👉โรคหัวใจ
โรคหัวใจนั้น เป็นโรคที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อการทำงานของหัวใจ อาจเป็นในส่วนของหลอดเลือดหัวใจ ลิ้นหัวใจ โรคหัวใจแต่กำเนิด หรือโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ เป็นต้น มีปัจจัยเสี่ยงมาจากอายุที่มากขึ้น เพศ พันธุกรรม โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดสูง มีภาวะอ้วน หรือชอบรับประทานอาหารไขมันสูง ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ และไม่ค่อยออกกำลังกาย ทำให้มีอาการเจ็บแน่นหน้าอก หัวใจเต้นเร็ว หายใจไม่เต็มอิ่ม เหนื่อยง่าย คลื่นไส้
ทั้งนี้ เนื่องจากโรคหัวใจเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของทั้งเพศชายและเพศหญิง การตรวจหัวใจในรูปแบบต่างๆ ตามคำแนะนำของแพทย์ผู้ชำนาญการด้านหัวใจ จะช่วยทำนายความเสี่ยงของโอกาสเกิดโรคหัวใจ เพื่อรู้เท่าทันและป้องกันโรคหัวใจได้ตั้งแต่เริ่มต้น เช่น การตรวจแคลเซียมในหลอดเลือดหัวใจ หากได้ค่าการตรวจตั้งแต่ 400 ขึ้นไป ก็บ่งบอกว่าอาจมีภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบแฝงอยู่ เสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจขาดเลือดได้ รวมไปถึงการดูแลทางด้านต่างๆ เช่น อาหาร การออกกำลังกาย ก็มีผลต่อสุขภาพและมีข้อห้าม/ข้อควรระวังสำหรับผู้ที่เป็นโรคหัวใจด้วยเช่นกัน
👉โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke)
ค่าความดันโลหิตสูง เป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมองมากที่สุด การตรวจระดับน้ำตาลในเลือด ความดันโลหิต และไขมันในเลือด เป็นการตรวจเบื้องต้นเพื่อประกอบการวินิจฉัยโรคหลอดเลือดสมอง หากพบข้อบ่งชี้ภาวะหลอดเลือดสมอง อาจต้องมีการตรวจอื่นๆ เพิ่มเติม เช่น ตรวจค่าการอักเสบของหลอดเลือด ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (Electrocardiogram) ว่ามีจังหวะการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติหรือไม่ ตรวจการไหลเวียนเลือดของหลอดเลือดแดงในสมอง (Transcranial Doppler Ultrasound) และตรวจหลอดเลือดแดงบริเวณคอที่ไปเลี้ยงสมองด้วยคลื่นความถี่สูง (Carotid Duplex Ultrasound) ทั้งนี้ การตรวจวินิจฉัยโรคหลอดเลือดสมองด้วยวิธีต่างๆ จะช่วยชี้ตำแหน่งหลอดเลือดสมองผิดปกติได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงหาความเสี่ยงเป็นโรคหลอดเลือดสมองได้ก่อนเกิดอาการ
แม้การตรวจสุขภาพ จะไม่ได้เป็นการรับประกันว่าผู้ตรวจจะปลอดจากโรคต่างๆ แต่การตรวจสุขภาพในกรณีที่ยังไม่มีอาการ จะช่วยให้ค้นพบโรคตั้งแต่ระยะเริ่มแรก อีกทั้งหากเสริมด้วยการดูแลสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ ด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ หลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูงและอาหารรสจัด ออกกำลังกายเป็นประจำ ลดความเครียด นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และหมั่นสังเกตอาการผิดปกติที่เกิดขึ้น รวมถึงพบแพทย์เพื่อปรึกษาการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมที่สามารถทำได้ก่อนป่วย ก็สามารถส่งเสริมให้มีสุขภาพที่ดีแบบ 360 องศาได้
ขอขอบคุณแหล่งที่มาข้อมูล โรงพยาบาลศิครินทร์ กรุงเทพ/samitivejhospitals
💞เราพร้อมดูแลและยินดีให้คำปรึกษาทุกท่านนะคะ
ปรึกษา คลิก >> m.me/cancerchoice
☎️โทร. 080-331-6273
#สารสกัดจากธรรมชาติ #ต้านอนุมูลอิสระ #เกสรดอกไม้สกัด #พอลลิติน #มะเร็ง #คีโม #เซอร์นิติน #มะเร็งตับ #มะเร็งปอด #มะเร็งลำไส้ #มะเร็งระยะสุดท้าย #ก้อนเนื้อ #เนื้องอก #ซีสต์

➕ การเกิดมะเร็งกับผู้ที่มีสุขภาพดีนั้นมีโอกาสเป็นได้หากละเลยหรือไม่รู้มาก่อนกับสิ่งที่เป็นตัวกระตุ้นที่ก่อให้เกิดมะเร็ง ...
13/03/2023

➕ การเกิดมะเร็งกับผู้ที่มีสุขภาพดีนั้นมีโอกาสเป็นได้หากละเลยหรือไม่รู้มาก่อนกับสิ่งที่เป็นตัวกระตุ้นที่ก่อให้เกิดมะเร็ง โดยหากคุณรู้ว่าอะไรเป็นแหล่งที่ทำให้เกิดความเสี่ยงที่จะทำให้คุณเป็นมะเร็ง และพร้อมที่จะระวังไม่พาตนเองไปอยู่ในความเสี่ยงนั้น ก็จะทำให้คุณลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งได้
➕ สิ่งที่กระตุ้นการเกิดมะเร็งโดยที่คุณอาจไม่รู้ตัวและคาดไม่ถึง เช่น รังสีเรดอนที่อยู่ในพื้นดิน ก้อนหิน และอิฐบล็อกในโครงสร้างอาคารภัยเงียบการอักเสบเรื้อรังภายในร่างกาย ภูมิคุ้มกันโรคที่ทำงานผิดปกติ การติดเชื้อโรค สารเคมีก่อมะเร็งในอากาศและสิ่งแวดล้อม
➕ การดูแลสุขภาพเพื่อลดความเสี่ยงจากการเป็นมะเร็ง นั้นอาจทำได้โดย
✅ การสังเกตอาการผิดปกติในร่างกายตนเอง การตรวจสุขภาพประจำปี
✅ หมั่นฉีดวัคซีนป้องกันการติดเชื้อโรคประจำปีที่จำเป็นต่างๆ
✅ ประกอบอาหารให้สุก สะอาด เป็นอาหารจากธรรมชาติที่ไม่ผ่านการแปรรูป สารเคมีปรุงแต่งหรืออาหารที่มีสัดส่วนการผสมน้ำตาลที่ค่อนข้างสูงต่อปริมาณน้ำตาลที่ควรได้รับต่อวัน
✅ ฝึกการกินอาหารเป็นช่วงๆ (IF) และ Prolonged Fasting อย่างเข้าใจและถูกวิธี เพื่อทำให้ร่างกายเกิดกระบวนการ Autophagy หรือกระบวนการทำความสะอาดระบบภายในร่างกาย เพื่อให้ร่างกายสามารถกำจัดและควบคุมเซลล์ที่ผิดปกติ รวมถึงสารพิษและสิ่งแปลกปลอมในร่างกายที่จะอาจจะมีโอกาสกลายพันธุ์เป็นเซลล์มะเร็งได้
✅ หมั่นติดตามสภาพอากาศโดยเฉพาะการเกิดมลพิษทางอากาศ เช่น ปัญหาฝุ่น PM 2.5 การรั่วไหลของสารพิษในที่ต่างๆ เพื่อสามารถวางแผนการเดินทางให้หลีกเลี่ยงความเสี่ยงนั้น หากจำเป็นต้องไปควรสวมหน้ากากอนามัยที่สามารถป้องกันฝุ่นอนุภาคขนาดเล็กนาโนได้
✅ หมั่นอัพเดตองค์ความรู้ทางด้านสุขภาพใหม่ๆ ที่อาจช่วยให้คุณปลอดภัยจากการเกิดโรคมะเร็ง
➕ มะเร็งเป็นสาเหตุสําคัญของการเสียชีวิตทั่วโลก โดยมีผู้เสียชีวิตเกือบ 10 ล้านคนในปี 2020 หรือเกือบ 1 ใน 6 ของผู้เสียชีวิต
➕ โรคมะเร็งที่พบมากที่สุด คือ มะเร็งเต้านม มะเร็งปอด มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งลําไส้ใหญ่และทวารหนัก
➕ ประมาณ 1 ใน 3 ของการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งเกิดจากการใช้ยาสูบ ดัชนีมวลกายสูง การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การบริโภคผักและผลไม้ไม่เพียงพอ และการขาดการออกกําลังกาย
➕ การติดเชื้อที่ก่อให้เกิดมะเร็งเช่น Human Papillomavirus (HPV) และไวรัสตับอักเสบบี ซึ่งเป็นสาเหตุของผู้ป่วยมะเร็งประมาณ 30% พบในประเทศที่มีรายได้ต่ำและรายได้ปานกลาง
➕ โรคมะเร็งหลายชนิดสามารถรักษาให้หายขาดได้หากตรวจพบตั้งแต่เนิ่นๆ และรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
มะเร็งเป็นคําทั่วไปสําหรับกลุ่มโรคขนาดใหญ่ที่สามารถส่งผลกระทบต่อส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย คําอื่น ๆ ที่ใช้คือเนื้องอกมะเร็งและเนื้องอก คุณลักษณะหนึ่งที่กําหนดของโรคมะเร็งคือการสร้างเซลล์ที่ผิดปกติอย่างรวดเร็วซึ่งเติบโตเกินขอบเขตปกติและสามารถบุกรุกส่วนที่อยู่ติดกันของร่างกายและแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นๆ กระบวนการหลังเรียกว่าการแพร่กระจาย การแพร่กระจายอย่างกว้างขวางเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตจากโรคมะเร็ง ผู้ที่เป็นมะเร็งจะเสียชีวิตเมื่อเนื้องอกหรือเซลล์มะเร็งทำให้อวัยวะร่างกายทำงานบกพร่องจนถึงจุดที่ไม่สามารถดำเนินกระบวนการที่สำคัญของร่างกายได้จึงเป็นการหยุดการมีชีวิตไปในที่สุด
โดยส่วนใหญ่ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่คุณจะได้ยินที่มีส่วนเกี่ยวข้องที่จะทำให้เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง ได้แก่
🔹 อายุที่มากขึ้น
🔹 มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็ง
🔹 โรคอ้วน
🔹 การกินอาหารสำเร็จรูปหรือผ่านกระบวนการแปรรูป รวมถึงอาหาร Junk Food เป็นประจำ
🔹 การสูบบุหรี่
🔹 แอลกอฮอล์
🔹 สภาพอากาศเป็นพิษ เช่น ฝุ่น PM 2.5 ควันดำจากการเผาไหม้รถยนต์บนท้องถนน โรงงาน
🔹 การติดเชื้อไวรัสบางชนิด เช่น เชื้อ Human Papillomavirus (HPV)
➕ดูสุขภาพดีมากแต่เป็นมะเร็ง แบบไม่รู้ตัวได้ไง?
① รังสีเรดอนที่อยู่ในพื้นดิน ก้อนหิน และอิฐบล็อกตามโครงสร้างอาคาร
อาจจะฟังดูเป็นเรื่องเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ที่ไกลตัวแต่นี่มันอาจอยู่ใกล้ตัวคุณหรืออาจอยู่ในตัวคุณได้เลย รังสีเรดอนคือก๊าซกัมมันตภาพรังสีที่ปล่อยออกมาจากหินและดิน เมื่อก๊าซแตกตัว จะทำให้เกิดเกิดปฏิกิริยาเกิด
กัมมันตภาพรังสียูเรเนียมและทอเรียมสลายตัว ผู้ที่สัมผัสกับเรดอนในระดับสูงมีความเสี่ยงต่อมะเร็งปอดเพิ่มขึ้น
ข้อมูลสถิติการเกิดมะเร็งจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติในปี 2021 และจากการศึกษาวิจัยในไทยในปี 2018 พบความเสี่ยงโดยรวมของการเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งปอดสูงที่สุดในภาคเหนือของประเทศไทยโดยเฉพาะในเขตหางดงดอยหล่อและสันป่าตองมีความเสี่ยงของการเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งปอด บ่งชี้ว่ามีความเสี่ยงสูงในส่วนภูมิภาคตะวันตกของภาคเหนือในประเทศไทย เนื่องจากการศึกษาวิจัยได้พบสาเหตุสำคัญ คือ รังสีเรดอนในพื้นดินที่จะเป็นสิ่งกระตุ้นการเกิดมะเร็งปอดได้ และอีกทั้งความเสี่ยงจากฝุ่นละออง PM 2.5 ที่มักจะเกิดขึ้นในภาคเหนือมาโดยตลอด ยิ่งหากผู้ที่อาศัยภูมิภาคนั้นมีมีประวิติทางครอบครัวเป็นมะเร็งและสูบบุหรี่ก็จะยิ่งจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูง และคุณไม่ควรวิตกกังวลหากคุณอยู่ในภูมิภาคดังกล่าวนี้ ขอเพียงท่านไม่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็ง คุณไม่สูบบุหรี่หรือสัมผัสกับมลพิษทางอากาศเป็นประจำ ก็จะไม่เสี่ยงต่อรังสีที่จะมาเป็นปัจจัยกระตุ้นทำให้คุณเกิดมะเร็งปอดได้ และการตรวจสุขภาพเป็นประจำจะช่วยให้คุณลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งได้ทันท่วงที
② ภัยเงียบการอักเสบเรื้อรังภายในร่างกาย
การอักเสบเป็นการตอบสนองทางสรีรวิทยาที่ทําให้เนื้อเยื่อที่ได้รับบาดเจ็บหายเป็นปกติ กระบวนการอักเสบเริ่มต้นเมื่อสารอนุมูลอิสระ หรือให้เข้าใจง่ายก็คือ “สารมลพิษตกค้างในเซลล์” ถูกปล่อยออกมาจากเนื้อเยื่อที่เสียหาย ในการตอบสนองเซลล์เม็ดเลือดขาวสร้างสารที่ทําให้เซลล์แบ่งตัวและเติบโตเพื่อสร้างเนื้อเยื่อใหม่เพื่อช่วยซ่อมแซมอาการบาดเจ็บ เมื่อแผลหายดีแล้วกระบวนการอักเสบจะสิ้นสุดลง หากมีสิ่งที่สังเกตจากการอักเสบภายในร่างกายโดยทั่วไป เช่น สิวอักเสบหรือฝีเรื้อรัง อาการร้อนใน ภูมิแพ้หรืออาการเจ็บป่วยเรื้อรังต่างๆ
สิ่งที่จะสร้างสารอนุมูลอิสระ และกระตุ้นการอักเสบเรื้อรังภายในร่างกายที่อาจคาดไม่ถึง ได้แก่
🔹 น้ำตาลและสารให้ความหวาน
🔹 แป้งขัดขาว เช่น ขนมปัง ข้าวขาว เส้นบะหมี่หรือเส้นประกอบอาหารต่างๆ แป้งมัน แป้งแปรรูปต่างๆ เป็นต้น
🔹 อาหารแปรรูปและผ่านกระบวนการทางเคมีและความร้อนสูง เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารกึ่งสำเร็จรูปต่างๆ น้ำมันประกอบอาหารที่ผ่านกระบวนผลิตที่มีความร้อนสูง
🔹 อาหารและเครื่องดื่มที่มีการผสมน้ำตาลหรือให้สารให้ความหวานที่สูง รวมถึงสารชูรส สารกันเสียกันบูด เช่น อาหารกึ่งสำเร็จรูป ซอสปรุงรสต่างๆ ผลไม้รสหวาน น้ำผลไม้ น้ำอัดลม เครื่อง
🔹 ดื่มชูกำลัง ชานมชาปรุงแต่ง ไอศกรีม ขนมหวานต่างๆ เป็นต้น
🔹 อาหารประเภท Junk Food เช่น พิซซ่า โดนัท แฮมเบอร์เกอร์ เฟรนฟรายด์ ไก่หรือเนื้อทอด เป็นต้น
🔹 ยารักษาโรคบางชนิด
🔹 การได้รับควันสูบบุหรี่ และดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
🔹 สารที่เป็นมลพิษปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม เช่น สารเคมีจากกระบวนการผลิต ควันพิษโลหะหนัก รังสียูวี ก๊าซโอโซน คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าพลังงานสูง
🔹 ความเครียด
🔹 การพักผ่อนไม่เพียงพอ
ซึ่งจะขึ้นอยู่กับความถี่ ปริมาณ และอายุของคุณว่าจะมีความเสี่ยงต่อการพัฒนานาของการอักเสบเรื้อรังภายในร่างกายที่นำไปสู่การเป็นโรคเรื้อรังหรือโรคประจำตัวได้มากน้อยแค่ไหน และในทางกลับกันก็มีสารต้านอนุมูลอิสระที่จะสามารถช่วยสุขภาพคุณได้เช่นกัน ซึ่งสารต้านอนุมูอิสระนั้นมีแหล่งที่มาจาก
สารต้านอนุมูลอิสระมีมากในผัก ผลไม้ ข้าวไม่ขัดสี พืชตระกูลถั่ว เนื้อสัตว์บางประเภท เช่น เป็ด ไก่ ปลา
🔹 เบต้าแครอทีน (Beta-carotene) พบมากตามธรรมชาติในผักและผลไม้ที่มีสีส้ม เช่น มะเขือเทศ แครอท น้ำเต้า แคนตาลูป ฟักทอง มะม่วงนอกจากนี้ยังพบได้ในผักใบสีเขียวบางประเภท เช่น ผักขม กะหล่ำปลี เป็นต้น
🔹 สารลูทีน (Lutein) และ ซีแซนทีน (Zeaxanthin) หรือสารสารกลุ่มแคโรทีนอยด์ และมีประโยชน์ช่วยในการมองเห็น พบมากตามธรรมชาติในไข่แดงและผักใบสีเขียว เช่น ฝักคะน้า ปวยเล้ง ผักขม กะหล่ำปลี บรอคโคลี เป็นต้น
🔹 ไลโคพีน (Lycopene ) พบมากตามธรรมชาติในผัก ผลไม้ ที่มีสีแดงหรือสีชมพู เช่น เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่พบมากในมะเขือเทศ แตงโม มะละกอสุก องุ่น ส้ม ฝรั่งไส้แดง เกรพฟรุตสีชมพู เป็นต้น
🔹 ซีลีเนียม (Selenuim) ไม่ได้เป็นสารต้านอนุมูลอิสระโดยตรง แต่มีส่วนช่วยสนับสนุนในการทำงานของสารต้านอนุมูลอิสระอื่นๆ พบมากตามธรรมชาติ เช่น ข้าวไม่ขัดสี เนื้อสัตว์ เป็นต้น
🔹 วิตามินเอ (Vitamin A) พบมากตามธรรมชาติในมะเขือเทศ แครอท ตับ เครื่องในสัตว์ นม ไข่แดง เนยแข็ง เป็นต้น
🔹 วิตามินซี (Vitamin C) พบมากตามธรรมชาติผักผลไม้หลายประเภทที่มีสีส้ม สีแดง หรือมีรสเปรี้ยว เนื้อสัตว์บางประเภท เช่น เนื้อวัว เป็ด ไก่ และปลา เป็นต้น
🔹 วิตามินอี (Vitamin E) พบมากตามธรรมชาติในถั่วอัลมอนต์ ข้าวโพด ข้าวสาลี ถั่วเหลือง มะม่วง ผักบล็อกโคลี น้ำมันมะกอกบริสุทธ์ (Extra Virgin Olive Oil) เป็นต้น
ทั้งนี้คุณอาจจะต้องนำเข้าสารต้านอนุมูลอิสระจากอาหารอย่างสมดุล คุณควรได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพของคุณเพื่อหาระดับสารอาหารดังกล่าวที่เหมาะสมกับร่างกายคุณ
การอักเสบเรื้อรังภายในร่างกายระยะเริ่มต้นอาจจะไม่แสดงการบาดเจ็บและเจ็บป่วย แต่หากถึงจุดหนึ่งที่เกิดการอักเสบที่รุนแรงมากขึ้นก็จะส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกันโรคที่อ่อนแอลง ทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนหลายอย่าง เช่น โรคมะเร็งตามจุดต่างๆ ในร่างกาย โรคเบาหวาน แผลติดเชื้อเบาหวาน โรคไตวาย โรคตับแข็ง ร่างกายเสื่อมหรือแก่ก่อนวัย เป็นต้น
③ ภูมิคุ้มกันโรคที่ทำงานผิดปกติ
สืบเนื่องมาจากการอักเสบเรื้อรังภายในร่างกาย การที่ร่างกายจะรักษาการอักเสบเรื้อรังในบริเวณเซลล์ที่เสียหายนั้น หากในสถานการณ์ที่ปกติและไม่เรื้อรังก็จะไม่แสดงอาการ แต่หากภูมิคุ้มกันทำงานกับการติดเชื้อจากการอักเสบเรื้อรังที่รุนแรงในจุดเดิมเป็นระยะเวลานานก็จะหมายถึงการอักเสบที่ติดเชื้อและรุนแรงขึ้นเพื่อที่จะสามารถต่อต้านระบบภูมิคุ้มกันในระดับเดิมได้ ร่างกายจึงต้องผลิตเซลล์เม็ดเลือดขาวในปริมาณที่มากขึ้น ซึ่งในจุดนี้เองที่จะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายทำลายทั้งเชื้อโรคและเนื้อเยื่อไปพร้อมกัน ที่ก่อให้เกิดการเจ็บป่วย และโรคเรื้อรังอื่นๆ ตามมา และหากรุนแรงจนเกิดภาวะ “พายุไซโตไคน์” Cytokine Storm ที่จะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันโรคเกิดความผิดปกติที่ทำลายเชื้อโรคและเนื้อเยื่ออย่างรุนแรงที่ส่งผลถึงชีวิตได้
④ การติดเชื้อโรค
🔹 เชื้อ Human Papillomavirus (HPV) เป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูก ทวารหนัก ช่องปาก เป็นต้น
🔹 เชื้อไวรัสตับอักเสบบี (HBV) และไวรัสตับอักเสบซี (HCV) เป็นสาเหตุของโรคมะเร็งตับ
🔹 เชื้อ Human Herpesvirus 8 (HHV-8) เป็นสาเหตุของโรค Kaposi Sarcoma หรือโรคมะเร็งผิวหนังติดเชื้อและเยื่อบุผิวต่าง ๆ และตามเนื้อเยื่อหลายแห่ง เช่น ที่ช่องปาก กระเพาะอาหาร
ปอด ต่อมน้ำเหลือง และที่กระดูก เป็นต้น
🔹 เชื้อ Helicobacter Pylori (H. Pylori) เป็นสาเหตุของมะเร็งกระเพาะอาหารและมะเร็งต่อมน้ำเหลืองในกระเพาะอาหาร
พยาธิตัวตืด พยาธิใบไม้ ก่อให้เกิดมะเร็งท่อน้ำดี มะเร็งตับ และมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ
🔹 ผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวี (เชื้อ HIV; โรคเอดส์) หรือผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันโรคบกพร่องจะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นของโรคมะเร็งที่เกิดจากการติดเชื้อโรคแทรกซ้อน
⑤ สารเคมีก่อมะเร็งในอากาศและสิ่งแวดล้อม
โรคมะเร็งเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของยีนบางตัวที่สามารถเปลี่ยนแปลงวิธีการทํางานและควบคุมการผลิตเซลล์ของเราให้เกิดความผิดปกติ ไม่ว่าจะเกิดจากสาเหตุทางพันธุกรรมบางอย่างหรือพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่เสี่ยงต่อการเกิดมะเร็ง แต่สำหรับบางคนเป็นผลมาจากการสัมผัสหรืออยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีสารเคมีปนเปื้อนที่จะสร้างมลพิษทางสภาพแวดล้อมเป็นประจำ สามารถทําลายเนื้อเยื่อและดีเอ็นเอให้ผิดปกติจนกลายพันธุ์เป็นเชื้อมะเร็งได้ในที่สุดอย่างไม่รู้ตัว การได้สารปนเปื้อนเหล่านี้อาจจะมาจากอาหาร น้ำดื่ม อากาศที่หายใจ หรือสิ่งของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน รวมถึงสารเคมีในควันบุหรี่ ฝุ่น PM 2.5 หรือฝุ่นแร่ เป็นต้น ซึ่งความเสี่ยงของสารเคมีที่จะก่อมมะเร็งที่มีโอกาสได้รับในชีวิตประจำวันสามารถจำแนกได้ดังนี้
⚠ ทางอาหารและเครื่องดื่ม
○ สารพิษจากเชื้อราในอาหารแห้งมีหลายชนิด ได้แก่ อะฟลาทอกซิน (Aflatoxin) สเตอริกมาโตซีสติน (Sterigmatocystin) โอคราทอกซิน เอ (Achratoxin A) รูกูโลทอกซิน (Rugutotoxin) และ ลูติโอสกัยริน (Luteoskyrin) ทำให้เกิดโรคมะเร็งตับ สารเหล่านี้ พบได้ใน ข้าวสาร ข้าวโพด ถั่วลิสง อาหารที่ถนอมโดยการตากแห้งที่ไม่ได้เก็บรักษาอย่างถูกต้องมักจะมีเชื้อราที่จะสร้างสารพิษดังกล่าวได้
○ สารเจือปนในอาหารและน้ำดื่ม ได้แก่ สีผสมอาหาร ที่ไม่ถูกต้องตามาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุขและองค์การอาหารและยา เช่น การลักลอบใช้สีผสมอาหารมีส่วนผสมโลหะหนักหรือสารที่ต้องห้าม สีอนินทรีย์ที่ใช้กับการย้อมผ้า กระดาษและวัสดุต่างๆ ที่จะมีส่วนของสารเคมีประกอบด้วยสารตะกั่ว แคดเมี่ยมและปรอท สารชูรสต่างๆ เช่น ขันฑสกรหรือซัคคาริน (Saccharin) ไซคลาเมท (Cyclamate) สารเคมีที่เป็นองค์ประกอบของภาชนะอาหาร เช่น สารโลหะหนักต่างๆ สารไวนิลคลอไรด์โมโนเมอร์ (Vinyl Chloride Monomer) สารโลหะหนัก เช่น ปรอท ตะกั่ว แคดเมียม สารหนู เป็นต้น
○ สารที่เกิดจากการประกอบอาหาร ได้แก่ สารจำพวกโพลีไซคลิกอะโรมาติก ไฮโดรคาร์บอน (PAH หรือ Polycyclic Aromatic Hydrocarbons) พบในอาหารประเภทปิ้ง ย่าง ด้วยฟืนหรือถ่านไฟ และอาหารประเภทปลาหรือเนื้อรมควัน มักจะมีสารก่อมะเร็งตับ มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งปอด
○ อาหารดิบที่อาจมีพยาธิ เช่น ปลาดิบ ปลาร้า ปลาจ่อม ปูเค็ม ซึ่งอาจมีพยาธิใบไม้หรือไข่พยาธิปนเปื้อนในอาหารดังกล่าว พยาธิชนิดนี้จะจะทนต่อการหมัก/ดอง และเป็นสาเหตุให้เกิดมะเร็งตับ และมะเร็งท่อน้ำดี ในประชาชนทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งรับประทานอาหารที่ทำจากสัตว์น้ำและไม่ถูกทำให้สุก การประกอบอาหารจึงควรใช้ความร้อนในการปรุงสุกจึงจะสามารถทำลายพยาธิ ไข่ หรือปรสิตอื่น ทั้งแบคทีเรีย เชื้อราได้
○ กาแฟหรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนในปริมาณที่สูงเกิดไปจนเกิดผลข้างเคียง เช่น หัวใจสั่นหรือเต้นผิดจังหวะ ปวดหัว นอนไม่หลับ เหล่านี้คือสัญญาณเตือน โดยสารคาเฟอีนที่มีปริมาณที่สูงเกินไปในร่างกายจะมีฤทธิ์ยับยังการช่วยซ่อมแซมโมเลกุลดีเอ็นเอ (DNA Repair) จึงทำเกิดการกลายพันธุ์ในเซลล์และอาจก่อมะเร็งในตับอ่อนได้ รวมถึงกาแฟหรือเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมน้ำตาลและครีมเทียมในปริมาณที่เข้มข้น
○ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เหล้า และเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมเอทิลแอลกอฮอล์ เป็นปัจจัยสำคัญทีทำให้เกิดโรคมะเร็งหลายชนิด เช่น มะเร็งตับ มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งทางเดินอาหาร มะเร็งช่องปาก มะเร็งคอหอย และมะเร็งกล่องเสียง
○ ยาสมุนไพรที่มีสารหนู (Arsenic) สารหนูทำให้เกิดมะเร็งผิวหนัง จากอาหาร น้ำดื่มที่มีการปนเปื้อนสารหนู ยาแผนโบราณ และอาหารเสริมเพื่อสุขภาพที่ใช้เป็นส่วนผสม เพื่อรักษาโรคข้ออักเสบ โรคเกาต์ และการอักเสบเรื้อรังต่างๆ
○ สารที่เกิดจากของกระบวนการหมักดองอาหาร ระหว่างเกลือไนไตรท์ คือ สารเอ็นไนโตรโป (N-nitroso compounds) และสารจำพวกเอมีนที่มาจากอาหารหรือยาหรือสารปราบศัตรูพืช สารพวกนี้ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งที่ตับ, หลอดอาหาร, ระบบทางเดินหายใจ, ไต, ทางเดินอาหารและกระเพาะปัสสาวะ
มะเร็งเป็นคําทั่วไปสําหรับกลุ่มโรคขนาดใหญ่ที่สามารถส่งผลกระทบต่อส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย คําอื่น ๆ ที่ใช้คือเนื้องอกมะเร็งและเนื้องอก คุณลักษณะหนึ่งที่กําหนดของโรคมะเร็งคือการสร้างเซลล์ที่ผิดปกติอย่างรวดเร็วซึ่งเติบโตเกินขอบเขตปกติและสามารถบุกรุกส่วนที่อยู่ติดกันของร่างกายและแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นๆ กระบวนการหลังเรียกว่าการแพร่กระจาย การแพร่กระจายอย่างกว้างขวางเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตจากโรคมะเร็ง ผู้ที่เป็นมะเร็งจะเสียชีวิตเมื่อเนื้องอกหรือเซลล์มะเร็งทำให้อวัยวะร่างกายทำงานบกพร่องจนถึงจุดที่ไม่สามารถดำเนินกระบวนการที่สำคัญของร่างกายได้จึงเป็นการหยุดการมีชีวิตไปในที่สุด
โดยส่วนใหญ่ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่คุณจะได้ยินที่มีส่วนเกี่ยวข้องที่จะทำให้เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง ได้แก่
🔹 อายุที่มากขึ้น
🔹 มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็ง
🔹 โรคอ้วน
🔹 การกินอาหารสำเร็จรูปหรือผ่านกระบวนการแปรรูป รวมถึงอาหาร Junk Food เป็นประจำ
🔹 การสูบบุหรี่
🔹 แอลกอฮอล์
🔹 สภาพอากาศเป็นพิษ เช่น ฝุ่น PM 2.5 ควันดำจากการเผาไหม้รถยนต์บนท้องถนน โรงงาน
🔹 การติดเชื้อไวรัสบางชนิด เช่น เชื้อ Human Papillomavirus (HPV)
ถ้าไม่นับเรื่องอายุที่มากขึ้น และประวัติครอบครัวเป็นมะเร็ง และคุณก็กำลังมีคำถามว่า ถ้าออกกำลังกายเป็นประจำ กินอาหารคลีนและกินตามหลักโภชนาการที่แนะนำ ไม่สูบบุหรี่หรือดื่มเครื่องดื่มแอลกฮอล์ ใส่แมสก์หรือหน้ากากอนามัยไปทำธุระข้างนอกตลอด และก็หมั่นฉีดรับวัคซีนและตรวจโรคประจำปี ก็จะไม่เสี่ยงเป็นมะเร็งแล้วใช่ไหม? นี่จะเป็นคำถามที่ดี ที่พาธแล็บจะนำเสนอข้อมูลที่มีโอกาสเป็นต้นเหตุที่จะก่อเชื้อมะเร็งต่อคุณที่คุณอาจไม่เคยรู้หรือมองข้ามไป

ดูสุขภาพดีมากแต่เป็นมะเร็ง แบบไม่รู้ตัวได้ไง?
① รังสีเรดอนที่อยู่ในพื้นดิน ก้อนหิน และอิฐบล็อกตามโครงสร้างอาคาร
อาจจะฟังดูเป็นเรื่องเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ที่ไกลตัวแต่นี่มันอาจอยู่ใกล้ตัวคุณหรืออาจอยู่ในตัวคุณได้เลย รังสีเรดอนคือก๊าซกัมมันตภาพรังสีที่ปล่อยออกมาจากหินและดิน เมื่อก๊าซแตกตัว จะทำให้เกิดเกิดปฏิกิริยาเกิดกัมมันตภาพรังสียูเรเนียมและทอเรียมสลายตัว ผู้ที่สัมผัสกับเรดอนในระดับสูงมีความเสี่ยงต่อมะเร็งปอดเพิ่มขึ้น

ข้อมูลสถิติการเกิดมะเร็งจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติในปี 2021 และจากการศึกษาวิจัยในไทยในปี 2018 พบความเสี่ยงโดยรวมของการเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งปอดสูงที่สุดในภาคเหนือของประเทศไทยโดยเฉพาะในเขตหางดงดอยหล่อและสันป่าตองมีความเสี่ยงของการเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งปอด บ่งชี้ว่ามีความเสี่ยงสูงในส่วนภูมิภาคตะวันตกของภาคเหนือในประเทศไทย เนื่องจากการศึกษาวิจัยได้พบสาเหตุสำคัญ คือ รังสีเรดอนในพื้นดินที่จะเป็นสิ่งกระตุ้นการเกิดมะเร็งปอดได้ และอีกทั้งความเสี่ยงจากฝุ่นละออง PM 2.5 ที่มักจะเกิดขึ้นในภาคเหนือมาโดยตลอด ยิ่งหากผู้ที่อาศัยภูมิภาคนั้นมีมีประวิติทางครอบครัวเป็นมะเร็งและสูบบุหรี่ก็จะยิ่งจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูง และคุณไม่ควรวิตกกังวลหากคุณอยู่ในภูมิภาคดังกล่าวนี้ ขอเพียงท่านไม่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็ง คุณไม่สูบบุหรี่หรือสัมผัสกับมลพิษทางอากาศเป็นประจำ ก็จะไม่เสี่ยงต่อรังสีที่จะมาเป็นปัจจัยกระตุ้นทำให้คุณเกิดมะเร็งปอดได้ และการตรวจสุขภาพเป็นประจำจะช่วยให้คุณลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งได้ทันท่วงที
หากคุณอาศัยอยู่ในพื้นที่ของประเทศที่มีเรดอนในระดับสูงหรืออาจต้องการให้แน่ใจว่าสถานที่ตั้งบ้านหรือที่พักอาศัยของคุณจะไม่มีรังสีเรดอนเจอปน คุณสามารถทำการทดสอบบ้านของคุณเพื่อหาก๊าซนี้ การทดสอบเรดอนที่บ้านอาจจะใช้อุปกรณ์ประเภท Radon Detector ที่ได้รับรองมาตรฐานสากล
นอกจากรังสีเรดอนแล้ว การแผ่รังสีพลังงานสูง เช่น รังสีเอกซ์ รังสีแกมมา อนุภาคอัลฟา อนุภาคเบต้า และนิวตรอนสามารถทําลายดีเอ็นเอและก่อให้เกิดมะเร็งได้ รูปแบบของรังสีเหล่านี้สามารถปล่อยออกมาได้จากแสงแดด การเกิดอุบัติเหตุที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ และเมื่อมีการสร้างทดสอบหรือใช้อาวุธปรมาณูในสงคราม
② ภัยเงียบการอักเสบเรื้อรังภายในร่างกาย
การอักเสบเป็นการตอบสนองทางสรีรวิทยาที่ทําให้เนื้อเยื่อที่ได้รับบาดเจ็บหายเป็นปกติ กระบวนการอักเสบเริ่มต้นเมื่อสารอนุมูลอิสระ หรือให้เข้าใจง่ายก็คือ “สารมลพิษตกค้างในเซลล์” ถูกปล่อยออกมาจากเนื้อเยื่อที่เสียหาย ในการตอบสนองเซลล์เม็ดเลือดขาวสร้างสารที่ทําให้เซลล์แบ่งตัวและเติบโตเพื่อสร้างเนื้อเยื่อใหม่เพื่อช่วยซ่อมแซมอาการบาดเจ็บ เมื่อแผลหายดีแล้วกระบวนการอักเสบจะสิ้นสุดลง หากมีสิ่งที่สังเกตจากการอักเสบภายในร่างกายโดยทั่วไป เช่น สิวอักเสบหรือฝีเรื้อรัง อาการร้อนใน ภูมิแพ้หรืออาการเจ็บป่วยเรื้อรังต่างๆ
แต่การอักเสบเรื้อรังอาจเกิดจากการติดเชื้อเรื้อรังที่กระตุ้นปฏิกิริยาต่อต้านภูมิคุ้มกันให้ทำงานผิดปกติต่อเนื้อเยื่อได้ในที่สุด โดยมีสาเหตุสำคัญ เช่น ภาวะเสพติดน้ำตาล การกินอาหารแปรรูปหรือสารเคมีปรุงแต่งอาหาร โรคเบาหวาน โรคอ้วน ความเครียด การสูบบุหรี่ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เป็นต้น เมื่อเวลาผ่านไปการอักเสบเรื้อรังอาจทําให้เกิดความเสียหายในระดับรหัสพันธุกรรมในเซลล์ (DNA) และนําไปสู่โรคมะเร็ง ตัวอย่าง เช่น ผู้ที่มีภาวะดื้ออินซูลิน (Insulin Resistance) ที่มีความอยากน้ำตาลหรือความหวาน ซึ่งน้ำตาลนี้เองที่หลังจากการเผาผลาญเป็นพลังงานแล้วจะทำให้เกิดสารอนุมูลอิสระ หรือให้เข้าใจง่ายก็คือ “สารมลพิษตกค้างในเซลล์” ก็จะทำให้เซลล์ต่างๆ นั้นเกิดความเสียหายและเกิดการติดเชื้อในที่สุด และผู้ที่เป็นโรคลําไส้อักเสบเรื้อรัง ลําไส้จะอักเสบบวมเป็นแผลติดเชื้อและโรคโครห์น (Crohn’s Disease) มีความเสี่ยงที่พัฒนาไปเป็นโรคมะเร็งลําไส้ใหญ่ได้ ร่างกายเสื่อมหรือแก่ก่อนวัย เป็นต้น
สิ่งที่จะสร้างสารอนุมูลอิสระ และกระตุ้นการอักเสบเรื้อรังภายในร่างกายที่อาจคาดไม่ถึง ได้แก่
🔹 น้ำตาลและสารให้ความหวาน
🔹 แป้งขัดขาว เช่น ขนมปัง ข้าวขาว เส้นบะหมี่หรือเส้นประกอบอาหารต่างๆ แป้งมัน แป้งแปรรูปต่างๆ เป็นต้น
🔹 อาหารแปรรูปและผ่านกระบวนการทางเคมีและความร้อนสูง เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารกึ่งสำเร็จรูปต่างๆ น้ำมันประกอบอาหารที่ผ่านกระบวนผลิตที่มีความร้อนสูง
🔹 อาหารและเครื่องดื่มที่มีการผสมน้ำตาลหรือให้สารให้ความหวานที่สูง รวมถึงสารชูรส สารกันเสียกันบูด เช่น อาหารกึ่งสำเร็จรูป ซอสปรุงรสต่างๆ ผลไม้รสหวาน น้ำผลไม้ น้ำอัดลม
🔹 เครื่องดื่มชูกำลัง ชานมชาปรุงแต่ง ไอศกรีม ขนมหวานต่างๆ เป็นต้น
🔹 อาหารประเภท Junk Food เช่น พิซซ่า โดนัท แฮมเบอร์เกอร์ เฟรนฟรายด์ ไก่หรือเนื้อทอด เป็นต้น
🔹 ยารักษาโรคบางชนิด
🔹 การได้รับควันสูบบุหรี่ และดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
🔹 สารที่เป็นมลพิษปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม เช่น สารเคมีจากกระบวนการผลิต ควันพิษโลหะหนัก รังสียูวี ก๊าซโอโซน คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าพลังงานสูง
🔹 ความเครียด
🔹 การพักผ่อนไม่เพียงพอ
ซึ่งจะขึ้นอยู่กับความถี่ ปริมาณ และอายุของคุณว่าจะมีความเสี่ยงต่อการพัฒนานาของการอักเสบเรื้อรังภายในร่างกายที่นำไปสู่การเป็นโรคเรื้อรังหรือโรคประจำตัวได้มากน้อยแค่ไหน และในทางกลับกันก็มีสารต้านอนุมูลอิสระที่จะสามารถช่วยสุขภาพคุณได้เช่นกัน ซึ่งสารต้านอนุมูอิสระนั้นมีแหล่งที่มาจาก
สารต้านอนุมูลอิสระมีมากในผัก ผลไม้ ข้าวไม่ขัดสี พืชตระกูลถั่ว เนื้อสัตว์บางประเภท เช่น เป็ด ไก่ ปลา
🔹 เบต้าแครอทีน (Beta-carotene) พบมากตามธรรมชาติในผักและผลไม้ที่มีสีส้ม เช่น มะเขือเทศ แครอท น้ำเต้า แคนตาลูป ฟักทอง มะม่วงนอกจากนี้ยังพบได้ในผักใบสีเขียวบางประเภท เช่น ผักขม กะหล่ำปลี เป็นต้น
🔹 สารลูทีน (Lutein) และ ซีแซนทีน (Zeaxanthin) หรือสารสารกลุ่มแคโรทีนอยด์ และมีประโยชน์ช่วยในการมองเห็น พบมากตามธรรมชาติในไข่แดงและผักใบสีเขียว เช่น ฝักคะน้า ปวยเล้ง ผักขม กะหล่ำปลี บรอคโคลี เป็นต้น
🔹 ไลโคพีน (Lycopene ) พบมากตามธรรมชาติในผัก ผลไม้ ที่มีสีแดงหรือสีชมพู เช่น เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่พบมากในมะเขือเทศ แตงโม มะละกอสุก องุ่น ส้ม ฝรั่งไส้แดง เกรพฟรุตสีชมพู เป็นต้น
🔹 ซีลีเนียม (Selenuim) ไม่ได้เป็นสารต้านอนุมูลอิสระโดยตรง แต่มีส่วนช่วยสนับสนุนในการทำงานของสารต้านอนุมูลอิสระอื่นๆ พบมากตามธรรมชาติ เช่น ข้าวไม่ขัดสี เนื้อสัตว์ เป็นต้น
🔹 วิตามินเอ (Vitamin A) พบมากตามธรรมชาติในมะเขือเทศ แครอท ตับ เครื่องในสัตว์ นม ไข่แดง เนยแข็ง เป็นต้น
🔹 วิตามินซี (Vitamin C) พบมากตามธรรมชาติผักผลไม้หลายประเภทที่มีสีส้ม สีแดง หรือมีรสเปรี้ยว เนื้อสัตว์บางประเภท เช่น เนื้อวัว เป็ด ไก่ และปลา เป็นต้น
🔹 วิตามินอี (Vitamin E) พบมากตามธรรมชาติในถั่วอัลมอนต์ ข้าวโพด ข้าวสาลี ถั่วเหลือง มะม่วง ผักบล็อกโคลี น้ำมันมะกอกบริสุทธ์ (Extra Virgin Olive Oil) เป็นต้น
③ ภูมิคุ้มกันโรคที่ทำงานผิดปกติ
สืบเนื่องมาจากการอักเสบเรื้อรังภายในร่างกาย การที่ร่างกายจะรักษาการอักเสบเรื้อรังในบริเวณเซลล์ที่เสียหายนั้น หากในสถานการณ์ที่ปกติและไม่เรื้อรังก็จะไม่แสดงอาการ แต่หากภูมิคุ้มกันทำงานกับการติดเชื้อจากการอักเสบเรื้อรังที่รุนแรงในจุดเดิมเป็นระยะเวลานานก็จะหมายถึงการอักเสบที่ติดเชื้อและรุนแรงขึ้นเพื่อที่จะสามารถต่อต้านระบบภูมิคุ้มกันในระดับเดิมได้ ร่างกายจึงต้องผลิตเซลล์เม็ดเลือดขาวในปริมาณที่มากขึ้น ซึ่งในจุดนี้เองที่จะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายทำลายทั้งเชื้อโรคและเนื้อเยื่อไปพร้อมกัน ที่ก่อให้เกิดการเจ็บป่วย และโรคเรื้อรังอื่นๆ ตามมา และหากรุนแรงจนเกิดภาวะ “พายุไซโตไคน์” Cytokine Storm ที่จะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันโรคเกิดความผิดปกติที่ทำลายเชื้อโรคและเนื้อเยื่ออย่างรุนแรงที่ส่งผลถึงชีวิตได้

④ การติดเชื้อโรค
เชื้อ Human Papillomavirus (HPV) เป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูก ทวารหนัก ช่องปาก เป็นต้น
เชื้อไวรัสตับอักเสบบี (HBV) และไวรัสตับอักเสบซี (HCV) เป็นสาเหตุของโรคมะเร็งตับ
เชื้อ Human Herpesvirus 8 (HHV-8) เป็นสาเหตุของโรค Kaposi Sarcoma หรือโรคมะเร็งผิวหนังติดเชื้อและเยื่อบุผิวต่าง ๆ และตามเนื้อเยื่อหลายแห่ง เช่น ที่ช่องปาก กระเพาะอาหาร
ปอด ต่อมน้ำเหลือง และที่กระดูก เป็นต้น
เชื้อ Helicobacter Pylori (H. Pylori) เป็นสาเหตุของมะเร็งกระเพาะอาหารและมะเร็งต่อมน้ำเหลืองในกระเพาะอาหาร
พยาธิตัวตืด พยาธิใบไม้ ก่อให้เกิดมะเร็งท่อน้ำดี มะเร็งตับ และมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ
ผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวี (เชื้อ HIV; โรคเอดส์) หรือผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันโรคบกพร่องจะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นของโรคมะเร็งที่เกิดจากการติดเชื้อโรคแทรกซ้อน
⑤ สารเคมีก่อมะเร็งในอากาศและสิ่งแวดล้อม
โรคมะเร็งเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของยีนบางตัวที่สามารถเปลี่ยนแปลงวิธีการทํางานและควบคุมการผลิตเซลล์ของเราให้เกิดความผิดปกติ ไม่ว่าจะเกิดจากสาเหตุทางพันธุกรรมบางอย่างหรือพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่เสี่ยงต่อการเกิดมะเร็ง แต่สำหรับบางคนเป็นผลมาจากการสัมผัสหรืออยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีสารเคมีปนเปื้อนที่จะสร้างมลพิษทางสภาพแวดล้อมเป็นประจำ สามารถทําลายเนื้อเยื่อและดีเอ็นเอให้ผิดปกติจนกลายพันธุ์เป็นเชื้อมะเร็งได้ในที่สุดอย่างไม่รู้ตัว การได้สารปนเปื้อนเหล่านี้อาจจะมาจากอาหาร น้ำดื่ม อากาศที่หายใจ หรือสิ่งของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน รวมถึงสารเคมีในควันบุหรี่ ฝุ่น PM 2.5 หรือฝุ่นแร่ เป็นต้น
💞เราพร้อมดูแลและยินดีให้คำปรึกษาทุกท่านนะคะ
ปรึกษา คลิก >> m.me/cancerchoice
☎️โทร. 080-331-6273
#สารสกัดจากธรรมชาติ #ต้านอนุมูลอิสระ #เกสรดอกไม้สกัด #พอลลิติน #มะเร็ง #คีโม #เซอร์นิติน #มะเร็งตับ #มะเร็งปอด #มะเร็งลำไส้ #มะเร็งระยะสุดท้าย #ก้อนเนื้อ #เนื้องอก #ซีสต์

ที่อยู่

พญาไท
Bangkok
10400

เบอร์โทรศัพท์

+66803316273

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ศูนย์บำบัดสุขภาพ มะเร็ง หัวใจ ตับ ไต เบาหวาน ความดัน ลำไส้ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์