09/11/2025
การตื่นรู้โดยบริบูรณ์แท้จริง ซึ่งพ้นไปจากสังสารวัฏ นั่นแล คือที่พึ่งอันสูงสุดสำหรับผู้ที่ต้องการเป็นอิสระ ดังนั้น สิ่งใดๆ ก็ตามที่สามารถนำพาที่พึ่งซึ่งพ้นจากสังสารวัฏมาให้ได้ สิ่งนั้นแล เรียกว่า ‘เทวะ’ ส่วน เทวะอื่นๆ ทางโลก เทวะอื่นๆ แห่งสังสารวัฏ ล้วนแล้วแต่ไม่อาจให้ที่พึ่งซึ่งพ้นจากสังสารวัฏได้ ด้วยเหตุนี้ เทวะเหล่านั้นจึงไม่ใช่มูลเหตุแห่งที่พึ่งอันสูงสุด แม้ว่าพวกเขาอาจอำนวยประโยชน์บางอย่างได้เล็กน้อยตามโอกาส แต่เพราะไม่สูงสุด พวกเขาจึงไม่อาจนับเป็นเทวะสูงสุด
ปีศาจอันสูงสุดก็คือ สถานที่แห่งสังสารวัฏ โดยเฉพาะภูมิเบื้องต่ำทั้งสาม (นรก, เปรต, เดรัจฉาน) ซึ่งไม่มีที่สิ้นสุดแห่งความทุกข์ และไม่มีโอกาสที่จะหนีพ้นจากการทรมานทั้งทางใจและทางกาย ปีศาจที่เป็นเหตุแห่งความทุกข์นี้ ก็คือภูมิเบืัองต่ำทั้งสาม ในการที่จะถือเอาที่พึ่งซึ่งพ้นไปจากสังสารวัฏโดยทั่วไป และโดยเฉพาะจากภูมิเบื้องต่ำเหล่านี้ เธอพึงถือที่พึ่งในพระรัตนตรัย ซึ่งคือ เทวะอันแท้จริง คือที่พึ่งอันสูงสุด
อมนุษย์ทั้งหลาย เช่น เหล่าทั้งแปด(*๑) เป็นต้น ถึงแม้ว่าพวกเขาจะเป็นเหตุแห่งอันตราย แต่ก็ไม่มีความสามารถทำให้เราเข้าไปอยู่ในภูมิเบื้องต่ำทั้งสามได้ ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงไม่ใช่ปีศาจอันสูงสุด ทว่าปีศาจแห่งภูมิเบื้องต่ำทั้งสามโดยเฉพาะ และแห่งสังสารวัฏโดยทั่วไป นี้แล เรียกขานว่าปีศาจอันสูงสุด เพราะมันคงอยู่อย่างยาวนานและยากที่จะหลีกหนี เธอพึงเข้าใจในความหมายของเทวะและปีศาจอันสูงสุดแท้จริงดังเช่นนี้
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เพราะทั้งเทวะและปีศาจเกิดขึ้นจากการกระทำกรรม เทวะและปีศาจแห่งกรรมจึงนับเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกอย่างแน่ชัด การกระทำกรรมฝ่ายกุศลอันดี คือ เทวะ ในขณะที่การกระทำกรรมฝ่ายอกุศลอันชั่ว คือ ปีศาจ และเพราะเทวะและปีศาจทั้งสองเหล่าแห่งความดีและความชั่วนี้ คือเทวะและปีศาจที่มีหน้าที่ไม่แปรเปลี่ยน เธอจำต้องปฏิบัติต่อพวกเขาโดยให้ความสำคัญเป็นลำดับแรกอย่างชัดเจน โอ้ ลูกเอ๋ย อีกทั้งเธอจงเข้าใจว่า ใครก็ตามที่ประพฤติกุศล นั่นแล คือเทวะ และใครก็ตามที่ประพฤติอกุศล นั่นแล คือปีศาจ ดังนั้น เทวะและปีศาจแห่งกรรม กับเทวะและปีศาจอันสูงสุดจึงไม่อาจแบ่งแยกและไม่แตกต่างกัน เธอต้องรู้ว่านี่คือสิ่งอันชัดเจนยิ่ง ว่าเทวะและปีศาจคือสิ่งที่ต้องยอมรับหรือละทิ้ง ก็ทั้งเทวะอันสูงสุดและเทวะแห่งกรรมล้วนคือเทวะอันแน่ชัดในการถือปฏิบัติ การไม่ถือเอาเทวะทั้งสองนี้ไว้ในการปฏิบัติย่อมขัดกับหลักธรรมของฉัน ส่วนปีศาจอันสูงสุดและปีศาจแห่งกรรมล้วนคือปีศาจอันแน่ชัดในการละทิ้ง การไม่ละทิ้งปีศาจทั้งสองย่อมขัดกับหลักธรรมของฉัน ลูกเอ๋ย ก็เทวะและปีศาจอื่นๆ นอกจากเทวะและปีศาจแห่งกรรม กับเทวะและปีศาจอันสูงสุดนี้ เช่นที่ได้อธิบายมาแล้วนั้น ถึงแม้จะเรียกว่าเทวะและปีศาจ แต่ล้วนไม่ใช่โดยแท้จริงเลย เธอจงดำรงอยู่ในอุเบกขาอันปราศจากความแบ่งแยกต่อเทวะและปีศาจเหล่านั้น ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นเทวะหรือปีศาจ จงรู้เถิดว่าพวกเขาคือบิดามารดาของเธอ (ในอดีตชาติ) จงยกพวกเขาไว้ด้วยตะขอแห่งความรักและความกรุณา และเลี้ยงดูพวกเขาด้วยเนื้อและเลือดแห่งร่างกายของเธอ(*๒)
/โยคินี มาชิค ลับเดริน (ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๖) ผู้สถาปนาคำสอนสาย เชอด (གཅོད /Chöd) แห่งพุทธศาสนาฝ่ายวัชรยานในทิเบต
(๑)* คืออมุษย์แปดจำพวก มีการจำแนกไว้หลายแบบ
เช่น ; เทวะ, นาค, ยักษ์, คนธรรพ์, อสูร, ครุฑ, กินนร, มโหราค
หรือ ; มาร, มาตฤก, นาค, กินนร, ราหู, ทเซน(ไม่ปรากฏชื่อสันสกฤต?), รากษส, ยักษ์
(๒*) การให้เนื้อและเลือดของตนเองแก่ปีศาจหรือภูติผี ตลอดจนผู้ที่มุ่งร้ายหมายปองชีวิตเรา คือหลักปฏิบัติอย่างยิ่งยวดในคำสอนของโยคินีมาชิค ลับเดริน กล่าวคือการละความยึดติดทั้งปวงต่อชีวิตนี้ และพร้อมมอบให้แก่สรรพสัตว์, อนึ่ง การปฏิบัติของโยคินีหรือโยคีฝ่ายพุทธในอินเดียและทิเบตนั้น ถือเอาป่าช้าเป็นที่พำนักและฝึกฝน ในสภาพแวดล้อมเช่นนั้นเอง ซึ่งเต็มไปด้วยสิ่งอันน่าขนพองสยองเกล้า อีกทั้งภูติผี ปีศาจต่างๆ กระนั้น แทนที่จะกำราบสิ่งเหล่านี้ ท่านมาชิค ลับเดริน กลับสอนให้ระลึกเห็นว่า ทั้งหมดล้วนคือบิดามารดาผู้มีพระคุณของเรามาก่อน แต่ด้วยอกุศลกรรมต่างๆ ทำให้ท่านหลงลืมเรา หากภูติผีปีศาจเหล่านี้ปรารถนาชีวิตเรา เราจงพึงสละแม้แต่ชีวิตนี้มอบให้ท่านด้วยความขอบคุณในพระคุณ ด้วยความสงสารและกรุณาต่อของท่าน
ภาพพระโยคินี มาชิค ลับเดริน จิตรกรรมสีฝุ่นบนผ้าแบบประเพณีทิเบต (ถังกะ) ราวต้น พศต.๒๕, Copyright © 2025 Himalayan Art Resources Inc. Photographed Image Copyright © 2004 Rubin Museum of Art