ดีไต-ดีไทด์ D-Tide เพื่อไตที่คุณรัก By Darin

ดีไต-ดีไทด์ D-Tide เพื่อไตที่คุณรัก By Darin D-Tide ดีไทด์ ดีไต ผลิตภัณฑ์ ฟื้นฟูดูแลไต บำรุงไต ฟื้นฟูไตเสื่อม ปวดหลังเรื้อรัง

💥อาการ “ปัสสาวะ” แบบไหน ฟ้องโรคบ้างวันนี้แอดมินชวนมาดูสาระน่ารู้ใกล้ตัวที่ควรสังเกต🔹ปัสสาวะขัดอาการปัสสาวะลำบาก ปัสสาวะข...
25/07/2021

💥อาการ “ปัสสาวะ” แบบไหน ฟ้องโรคบ้าง

วันนี้แอดมินชวนมาดูสาระน่ารู้ใกล้ตัวที่ควรสังเกต

🔹ปัสสาวะขัด
อาการปัสสาวะลำบาก ปัสสาวะขัด เจ็บ ต้องออกแรงเบ่ง ปัสสาวะไม่พุ่ง หรือปัสสาวะสะดุดกลางคัน ล้วนเป็นสัญญาณบอกให้รู้ว่า อาจเกิดการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ หรือ เป็นนิ่วในไต มักพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย

🔹ปัสสาวะเป็นเลือด
หากปัสสาวะมีสีแดงคล้ายเลือด หรือสีน้ำล้างเนื้อ สีชาแก่ หรือสีเหลืองเข้ม เป็นสัญญาณเตือนให้รู้ว่ามีเลือดปนออกมา อาจเกิดจากการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ มีนิ่วในไต เป็นไตอักเสบ หรือมีเนื้องอกในทางเดินปัสสาวะ

🔹ปัสสาวะบ่อยผิดปกติ
กระเพาะปัสสาวะจะสามารถเก็บน้ำได้ถึง 250 ซีซี แต่คนที่เป็นโรคไต ไตจะไม่สามารถหยุดการขับน้ำในกระเพาะปัสสาวะ ทำให้มีน้ำออกมามาก และปัสสาวะบ่อยกวาปกติ มักจะตื่นขึ้นมาปัสสาวะตอนกลางดึก

🔹ปัสสาวะเป็นฟองมาก
หากใครปัสสาวะแล้วมีฟองสีขาวเหมือนฟองสบู่ออกมามากกว่าที่เคยเป็น อาจเป็นข้อบ่งชี้ว่าเส้นเลือดฝอยในไตเกิดการอักเสบ หากเกิดร่วมกับการปัสสาวะเป็นเลือด ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นโรคไต

หากมีอาการเหล่านี้ อย่าละเลยนะคะ รีบปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการบริโภค และไปพบแพทย์เพื่อปรึกษาอาการจะดีที่สุดค่ะ

👉สนใจผลิตภัณฑ์ ฟื้นฟูดูแลไต ด้วยสารสกัดจากสมุนไพรธรรมชาติ
🔺สอบถามโทร.098-195-6396

💡ใครฉลาดมาทางนี้!! เพราะอะไรนะ? คนฉลาดถึงไม่เป็นโรคไต💢นี่แหละนะ คือ ความเชื่อผิดๆของคนไทยที่ปลูกฝังมานาน คือ การกินเค็มท...
01/05/2021

💡ใครฉลาดมาทางนี้!! เพราะอะไรนะ? คนฉลาดถึงไม่เป็นโรคไต
💢นี่แหละนะ คือ ความเชื่อผิดๆของคนไทยที่ปลูกฝังมานาน คือ การกินเค็มทำให้เกิดเป็นโรคไต แต่ในความจริงแล้วไม่เป็นความจริงทั้งนั้นเลยค่ะ เพราะถ้าไตของเราทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไตก็จะมีหน้าที่ในการขับของเสียส่วนเกินออกไปได้ ฉะนั้นแม้ว่าเราจะกินเค็มมากแค่ไหนไตก็สามารถขับออกมาได้หมดเช่นกันค่ะ

แต่ถ้าหากถามว่าการกินเค็มจะทำให้เสี่ยงเป็นโรคไตมากขึ้นหรือเปล่า คำตอบนี้ก็ คือ มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นได้ เพราะการกินเค็มจะทำให้คนที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงหรือคนที่ไม่เป็นอาจจะเกิดภาวะความดันโลหิตสูงได้และอาจจะทำให้มีผลต่อไตในอนาคต ถ้าเราไม่มีการควบคุมภาวะความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ เพราะฉะนั้นเรามาฉลาดเลือดกินกันค่ะ หากเราฝึกบริโภคการกินเค็มหรืออาหารทุกๆแบบแค่เพียงพอดีตั้งแต่วันนี้ก็ยังสามารถที่จะป้องกันโรคไตได้ทันนะคะ

💥แนวทางในการป้องกันโรคไตในระยะแรกๆที่ดีที่สุดนะคะ
คือ ลดการกินอาหารรสเค็มจัด การปรุงรสอาหารต่างๆ เพราะหากเราสามารถที่จะควบคุมสิ่งเล็กๆเหล่านี้หรือปรับเปลี่ยนวิธีแนวทางการกินอาหารเราจะสามารถคุมโรคไตให้อยู่ในกำมือของเราได้แน่นอนค่ะ

💥สิ่งที่สำคัญที่สุดในการควบคุมอาหารรสเค็มได้ดี คือ
ควรทำอาหารกินเองให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้เพราะเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการควบคุมปริมาณเกลือที่จะไม่ให้มากเกินความต้องการของร่างกาย เพราะทุกวันนี้อุปสรรคที่สำคัญในการทำให้เราไม่สามารถควบคุมความดันโลหิตได้ตามเป้าหมายของเรา คือ การบริโภคอาหาร กินเค็ม และยังมีปรุงรสชาติ เติมเกลือ เติมน้ำตาลเพิ่มอีกด้วย เพราะฉะนั้นผลเสียที่ตามมาจากอาหารรสเค็ม คือ โซเดียมสูง ทำให้เกิดภาวะความดันโลหิตสูง เพิ่มการรั่วของโปรตีนในปัสสาวะ และยังมีผลเสียต่อการทำงานของไตโดยตรงอีกด้วย

💥วิธีที่จะช่วยให้เราห่างไกลจากโรคไตเรื้อรังได้
คือ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอยู่ เริ่มจากรับประทานอาหารรสธรรมชาติอาหารโดยเติมเกลือน้ำปลาหรือซอสปรุงรสต่างๆให้น้อยที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ เพื่อให้ชินกับอาหารรสธรรมชาติหรือรสจืด ลด ละ เลิก การใส่ผงชูรสใอาหารและเครื่องปรุงรสอื่นๆที่มีโซเดียมเป็นส่วนประกอบ ส่วนใหญ่จะมีโซเดียมสูงถึงประมาณร้อยละ 15 % นี่แหละค่ะที่เป็นตัวก่อโรคทำให้เกิดภาวะความดันโลหิตสูงนั่นเอง

💥มาเลือกกินอาหารกันเถอะเพื่อชีวิตที่ยืนยาวของเรา
อย่างแรกเลยควรหลีกเลี่ยงการบริโภคอาหารแปรรูปอาหารกึ่งสำเร็จรูปต่างๆ เช่น อาหารในเซเว่น อาหารกระป๋อง แช่อิ่มต่างๆ อาหารหมักดอง กะปิ เต้าหู้ยี่ ปลาร้า ไตปลา ไข่เค็ม ผักดอง ผลไม้ดอง แหนมไส้กรอกอีสานต่างๆ อาหารตากแห้ง เช่น ปลาเค็ม เนื้อเค็มหอยเค็ม กุ้งแห้ง ปลาแห้ง อาหารปิ้งย่างที่ต้องมีน้ำจิ้ม หมูกระทะ รวมทั้งลดปริมาณการบริโภคน้ำจิ้มด้วย อาหารทะเลที่มีโซเดียมสูง เช่น หอยแครง หอยแมลงภู่ เป็นต้น

มาลองปรับเปลี่ยนนิสัยการรับประทานอาหารกันนะคะ ทานรสจืด ไม่เติมเครื่องปรุงรสในอาหาร เช่น ไม่ใส่น้ำปลาหรือซอสปรุงรสต่างๆบนโต๊ะอาหารเพิ่มไปอีก แต่ถ้าจำเป็นจริงๆก็ควรเลือกใช้เครื่องปรุงรสที่มีโซเดียมต่ำแทนเครื่องปรุงรสปกติและในการเลือกซื้ออาหารสำเร็จรูปทุกครั้งควรอ่านฉลากโภชนาการและเลือกชนิดที่มีปริมาณโซเดียมน้อยจะดีที่สุดค่ะ

อย่างไรก็ตาม ถ้าเราเริ่มต้นปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหารตั้งแต่วันนี้ก็จะส่งผลต่อได้น้อยที่สุดค่ะ เพราะการกินเค็มและการบริโภคเกลือมากเกินไปจะทำให้เกิดได้หลายโรคไม่ใช่เพียงแค่โรคไตเท่านั้นนะ เแต่จะมีโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคหลอดเลือด โรคหลอดเลือดในสมองตีบตัน เส้นเลือดในสมองแตก ทำให้เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตได้อีก ทั้งยังเสี่ยงต่อโรคมะเร็งอื่นๆอีกด้วย หากเรากินเค็มให้น้อยลงบริโภคเกลือให้น้อยลงก็สามารถช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดโรคต่างๆได้ค่ะ

หากเราฉลาดและเลือกกินก็จะไม่ป่วยเป็นสารพัดโรคหรือโรคไตที่จะต้องล้างไต และเสียเงินเป็นจำนวนมาก พวกเรามาเริ่มตั้งแต่วันนี้กันเลยนะคะ เพื่อสุขภาพที่แข็งแรงและยั่งยืนค่ะ

👉สนใจผลิตภัณฑ์ ฟื้นฟูดูแลไต ด้วยสารสกัดจากสมุนไพรธรรมชาติ
🔺สอบถามโทร.098-195-6396

😡😡หงุดหงิด อารมณ์เสียแบบไม่มีเหตุผล ใครกำลังเป็นแบบนี้ ลองสังเกตอาหารที่ทานเข้าไปดูนะคะ เพราะอาหารเหล่านี้ เมื่อทานมากๆ ...
24/03/2021

😡😡หงุดหงิด อารมณ์เสียแบบไม่มีเหตุผล ใครกำลังเป็นแบบนี้ ลองสังเกตอาหารที่ทานเข้าไปดูนะคะ เพราะอาหารเหล่านี้ เมื่อทานมากๆ อาจไปกระตุ้นฮอร์โมนต่างๆ แล้วทำให้อารมณ์เสียได้ค่ะ

1. กาแฟ...อาจไปกระตุ้น สารโดปามีน เซโรโทนิน ทำให้หงุดหงิด

2. แอลกอฮอล์...กดประสาท ทำให้สารเคมีในสมองขาดความสมดุล

3. เฟรนช์ฟรายส์...มักมาพร้อมไขมันทรานส์ โซเดียม คาร์โบไฮเดรตที่ผ่านการขัดสี เมื่อทานเข้าไปแรกๆ จะมีความฟิน แต่เมื่อพลังงานลดจะทำให้อารมณ์เสียง่าย

4. อาหารแปรรูป...มีไขมันทรานส์สูง ซึ่งกระตุ้นให้หงุดหงิดได้ง่าย

5. น้ำผลไม้...มักมีน้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์ กลิ่นสังเคราะห์ ซึ่งแรกๆ จะทำให้กระฉับกระเฉง หลังจากนั้นจะลดลงอย่างรวดเร็วและทำให้แปรปรวน

6. อาหารกระป๋อง...โซเดียมสูง มี BPA เป็นสารเคมีที่กระตุ้นให้เกิดความผิดปกติทางอารมณ์

7. มาการีน...เต็มไปด้วยไขมันโอเมก้า 6 ซึ่งเป็นตัวสกัดกั้นไขมัน โอเมก้า 3 ที่ร่างกายใช้ปรับสมดุลอารมณ์ ทำให้อารมณ์แปรปรวน

💥ไตวายเรื้อรัง ความเสี่ยงที่คนชอบกินเค็มควรระวังโรคไตเรื้อรัง (Chronic kidney disease หรือ CKD) คือ ภาวะที่ไตมีการทำงานผ...
14/03/2021

💥ไตวายเรื้อรัง ความเสี่ยงที่คนชอบกินเค็มควรระวัง

โรคไตเรื้อรัง (Chronic kidney disease หรือ CKD) คือ ภาวะที่ไตมีการทำงานผิดปกติ หรือเสื่อมสภาพลง โดยมีระยะเวลาของการทำงานผิดปกติตั้งแต่ 3 เดือนขึ้นไป ทำให้การกำจัดของเสียออกจากเลือด และการกำจัดสารพิษออกจากร่างกายมีความบกพร่อง ส่งผลให้ไม่สามารถขับของเสีย และน้ำส่วนเกินออกจากกระแสเลือดได้ โดยในระยะแรกจะไม่แสดงอาการใด ๆ หากปล่อยเอาไว้เป็นเวลานาน และไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องอาจทำให้เสี่ยงเกิดภาวะไตวายเฉียบพลันได้

🔹คนไทยกินเค็มเสี่ยงไตเรื้อรังมากขึ้น
คนไทยมีพฤติกรรมทานอาหารที่มีโซเดียมสูง โดยเฉพาะคนในวัยทำงานที่บริโภคอาหารสำเร็จรูปที่มีปริมาณโซเดียมสูง คนไทยจึงมีแนวโน้มป่วยเพิ่มขึ้น ซึ่งมีสถิติผู้ป่วยรวมเกือบ 15 ล้านคน แต่คนส่วนใหญ่ไม่ทราบว่าตัวเองป่วย เพราะในระยะแรกจะไม่แสดงอาการใด ๆ หากจะแสดงอาการก็ต่อเมื่อไตเสียหายไปมากแล้ว โดยต้องได้รับการรักษาด้วยการปลูกถ่ายไต ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของผู้ป่วย และสูญเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาจำนวนมาก

🔹สาเหตุของโรคไตเรื้อรัง
สาเหตุส่วนใหญ่ร้อยละ 70 เกิดจากโรคเบาหวาน และความดันโลหิตสูง ส่วนโรคอื่น ๆ ที่เป็นสาเหตุอีก ได้แก่ โรคเกาต์ โรคนิ่วในไต เป็นต้น โดยโรคเหล่านี้ย่อมมีสาเหตุมาจากการรับประทานอาหาร และหากบริโภคอาหารที่มีปริมาณโซเดียมสูงจะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงให้กลายเป็นโรคไตเรื้อรัง และไตวายได้ง่ายขึ้นอีกด้วย

🔹อาการของโรคไตเรื้อรัง
- เบื่ออาหาร
- คลื่นไส้ อาเจียน และอาจอาเจียนเป็นเลือด
- อ่อนเพลีย
- ตัวซีด โลหิตจาง
- คันตามตัว
- อาจมีอาการชัก สมองหยุดทำงาน และหมดสติ
- เป็นหมัน และหมดสมรรถภาพทางเพศ
- มีอาการบวมบริเวณรอบดวงตา เท้า และท้อง โดยจะเป็นรอยบุ๋มเมื่อออกแรงกด
- ประจำเดือนขาด (ในผู้หญิง)
- มีอาการปวดเอว หรือบริเวณหลังด้านข้าง
- ปัสสาวะบ่อย โดยเฉพาะตอนกลางคืน

🔹ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคไตเรื้อรัง
- อายุมากกว่า 60 ปี
- มีประวัติคนในครอบครัวป่วยเป็นโรคไต
- รับประทานยาที่ทำลายไต เช่น ยารักษาโรคเบาหวาน เป็นต้น
- มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิต เป็นต้น

🔹ภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากภาวะไตวายเรื้อรัง
อาจเกิดอาการ Uremia เป็นกลุ่มอาการในภาวะท้ายของโรคไตวาย ผู้ป่วยจะมีอาการเบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ปลายประสาทเสื่อม เกิดความคิดสับสน ชัก และหมดสติ

🔹การรักษาโรคไตเรื้อรัง
- ล้างช่องท้องด้วยน้ำยา (CAPD) เป็นการใส่น้ำยาเข้าไปในช่องท้องประมาณ 2 ลิตร โดยทำวันละ 4 ครั้ง ครั้งละ 6 ชั่วโมงอย่างสม่ำเสมอทุกวัน
- การฟอกเลือด (Hemodialysis) เป็นการนำเลือดเสียผ่านเข้าไปในเครื่องกรองเลือด และนำเลือดที่ถูกกรองสะอาดแล้วกลับสู่ร่างกายอีกครั้ง
- การปลูกถ่ายไต (Kidney Transplantation) รผ่าตัดเปลี่ยนไตจะทำได้ 2 วิธี คือ ผู้ป่วยจะได้รับบริจาคอวัยวะจากสภากาชาดไทย หรืออาจได้รับการปลูกถ่ายไตจากญาติพี่น้องร่วมสายโลหิต หรือจากคู่สมรสที่จดทะเบียนสมรสอย่างถูกต้องตามกฎหมายมาอย่างน้อย 3 ปี

🔹การป้องกันตนเองจากโรคไตเรื้อรัง
- ดื่มน้ำให้เพียงพอ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
- หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ และดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
- ลดอาหารที่มีไขมันสูง
- หากเป็นโรคอื่น ๆ เช่น โรคเบาหวาน ควรควบคุมน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
- หลีกเลี่ยงยาที่มีผลต่อไต เช่น ยาสมุนไพร ยาลูกกลอน เป็นต้น

🔹ป่วยเป็นโรคไตเรื้อรังดูแลตนเองอย่างไร
- ผู้ป่วยโรคไตจะต้องจำกัดอาหาร โดยหลีกเลี่ยงอาหารที่มีปริมาณโซเดียมมาก และจำกัดอาหารที่มีรสจัด รวมถึงรับประทานเนื้อสัตว์ เครื่องในสัตว์ ไข่ นมในปริมาณที่น้อยลง
- หลีกเลี่ยงการทำงานหนัก หรือเล่นกีฬาที่หักโหมจนเกินไป
- รับประทานยาตามที่หมอสั่งอย่างเคร่งครัด

ไตเรื้อรัง อาจนำไปสู่ภาวะไตวายเฉียบพลัน และทำให้เสียชีวิตได้ ดังนั้นการตรวจร่างกายตั้งแต่เนิ่น ๆ นอกจากจะช่วยให้เราค้นพบโรคที่ซ่อนอยู่แล้ว ยังช่วยให้เราสามารถรักษาโรคได้อย่างทันท่วงทีก่อนที่จะสายเกินแก้

💥กินอย่างไร "ไม่ให้" เป็นโรคไต?คนทุกเพศทุกวัยตั้งแต่วัยเด็ก วัยผู้ใหญ่ ไปจนถึงวัยสูงอายุ ล้วนเสี่ยงต่อการเป็นโรคไตเรื้อร...
13/03/2021

💥กินอย่างไร "ไม่ให้" เป็นโรคไต?
คนทุกเพศทุกวัยตั้งแต่วัยเด็ก วัยผู้ใหญ่ ไปจนถึงวัยสูงอายุ ล้วนเสี่ยงต่อการเป็นโรคไตเรื้อรังได้!

โดย “พฤติกรรมการใช้ชีวิตและการกินอยู่” นับเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้คนไทยมีความเสี่ยงเป็นโรคไตเรื้อรังเพิ่มขึ้น เราลองมาสำรวจตัวเองกันดูสักนิดว่า “เราได้เปิดประตูต้อนรับโรคไตเรื้อรังให้เข้ามาในชีวิตบ้างแล้วหรือยัง” โดยดูจากพฤติกรรมของตัวเราเอง ยกตัวอย่างเช่น ชอบกินอาหารรสจัดคำว่า “รสจัด” รวมความถึงเค็มจัด หวานจัด เผ็ดจัด และมันจัด อาหารรสจัดทำให้ไตทำงานหนัก จึงมีส่วนทำให้เป็นโรคไตได้

จากข้อมูลของเครือข่ายลดบริโภคเค็มพบว่าปัจจุบันคนไทยกินเค็มมากกว่ามาตรฐาน 2 – 3 เท่า หรือประมาณ 4,000 มิลลิกรัม คนปกติไม่ควรกินโซเดียมเกิน วันละ 2,000 มิลลิกรัมหรือคิดเป็นเกลือป่นประมาณ 5 กรัม (1 ช้อนชา)

- การกินอาหารนอกบ้าน เช่น อาหารฟาสต์ฟู้ด อย่างเช่น พิซซ่า แฮมเบอร์เกอร์
- การกินอาหารฟาสต์ฟู้ด เช่น เฟรนช์ฟรายส์
- อาหารปิ้งย่าง
- ของหมักดอง ซึ่งเสี่ยงต่อการได้รับโซเดียมมากเกินปกติ
- การดื่มน้ำน้อยเกินไป หรือดื่มน้ำมากเกินไป เพราะไตทำหน้าที่กำจัดของเสียในร่างกาย และต้องใช้น้ำเป็นตัวพาไปสู่การกรองจนกระทั่งกลายเป็นปัสสาวะ แต่หากดื่มน้ำมากไตก็จะทำงานหนักเกิน
- การกินไม่ยั้งจนน้ำหนักเกิน
- ไม่ออกกำลังกาย ทำให้มีความเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวานหรือโรคความดันโลหิตสูงตามมา

หากเราเป็นคนหนึ่งที่กำลังมีพฤติกรรมแบบนี้ โอกาสที่เราจะเปิดประตูต้อนรับโรคไตเรื้อรังเข้ามาในชีวิตนับว่ามี “สูง” เราจึงต้องเริ่มปรับพฤติกรรม และหาเวลาไปพบแพทย์ตรวจสุขภาพประจำปีเพื่อตรวจคัดกรองโรคไต

👉 สัญญาณเตือนว่าเราอาจเป็นโรคไต
ในทางการแพทย์มีอาการสำคัญบางอย่างที่อาจเป็นสัญญาณเตือนว่าคุณอาจเป็นโรคไต อาการเหล่านั้นได้แก่
- ปัสสาวะขัด หรือลำบาก
- ปัสสาวะกลางคืน
- ปัสสาวะบ่อยกว่าปกติ
- ปัสสาวะเป็นเลือด ขุ่น มีฟองหรือมีสีน้ำล้างเนื้อ
- อาการบวมที่รอบตาบวม หน้าหรือหลังเท้า
- ปวดเอว
- ความดันโลหิตสูง

หากมีอาการเหล่านี้แล้วท่าน ควรรีบไปพบอายุรแพทย์โรคไตโดยเร็วเพื่อการวินิจฉัยโรคและรักษาโรคไตตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม ซึ่งถือว่าเป็นการป้องกันแบบทุติยภูมิ (secondary prevention)

👉 คนที่เป็นโรคไตอยู่แล้ว ควรดูแลตัวเองยังไงดี?
สำหรับผู้อ่านที่ทราบว่าตนเองเป็นโรคไตอยู่แล้ว ก็ควรทราบถึงวิธีที่จะชะลอความเสื่อมของไตแบบต่างๆ เช่น
- การควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม
- ระมัดระวังการใช้ยาบางชนิด
- การควบคุมระดับน้ำตาลและกรดยูริกในเลือด
- การรับประทานอาหารที่มีโปรตีนต่ำรวมไปถึงการควบคุมน้ำหนักตัวให้เหมาะสม เพื่อคงหน้าที่การทำงานของไตไว้ให้ได้นานที่สุด

" โรคไตเสื่อม " คือสภาวะที่ไตถูกทำลาย มีผลทำให้ความสามารถของไตในการทำงานลดลง เช่น การรักษาสมดุลของเหลวในร่างกาย การควบคุ...
02/03/2021

" โรคไตเสื่อม " คือสภาวะที่ไตถูกทำลาย มีผลทำให้ความสามารถของไตในการทำงานลดลง เช่น การรักษาสมดุลของเหลวในร่างกาย การควบคุมน้ำและแร่ธาตุต่างๆ ในเลือด การกำจัดของเสียออกจากเลือด การกำจัดยาและพิษออกจากร่างกาย การหลั่งฮอร์โมนเข้าสู่กระแสเลือด เป็นต้น

วันนี้แอดมินนำความรู้เกี่ยวกับ การแบ่งระยะของโรคไต จากค่าการทำงานของไต มาฝากทุกๆท่านค่ะ

โดยค่าการทำงานของไตจะบ่งบอกให้ทราบได้ว่าไตทำงานได้มากน้อยเพียงใด เมื่ออาการโรคไตยังคงดำเนินต่อไปเรื่อยๆ ค่าการทำงานของไต eGFR ก็จะลดลงไปเรื่อยๆ เช่นกัน

ระยะที่ 1. eGFR น้อยกว่าหรือเท่ากับ 90 ไตเริ่มเสื่อม (มีโปรตีนในปัสสาวะ)

ระยะที่ 2. eGFR = 60-89 ไตเสื่อม ค่า GFR ลดลงเล็กน้อย

ระยะที่ 3. eGFR = 30-59 ค่า GFR ลดลงปานกลาง

ระยะที่ 4. eGFR = 15-29 ค่า GFR ลดลงมาก

ระยะที่ 5. eGFR = น้อยกว่า 15 ไตวาย

อาหารเค็มกับโรคไตอาหารเค็ม   รสชาติที่จัดจ้านของอาหารไทยนั้นเป็นหนึ่งเอกลักษณ์ที่ต่างชาติชื่นชอบ แม้ว่ารสชาติเหล่านี้จะส...
27/02/2021

อาหารเค็มกับโรคไต

อาหารเค็ม
รสชาติที่จัดจ้านของอาหารไทยนั้นเป็นหนึ่งเอกลักษณ์ที่ต่างชาติชื่นชอบ แม้ว่ารสชาติเหล่านี้จะสร้างรสสัมผัสที่ดีให้กับอาหาร รวมถึงสร้างความสุขให้กับผู้กิน แต่การกินอาหารรสจัดเป็นประจำอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพได้ ความเค็มนั้นเกิดจากโซเดียม ซึ่งเป็นสารที่มีผลต่อความดันโลหิตและการกักเก็บน้ำภายในร่างกาย จึงเป็นสิ่งที่ร่างกายขาดไม่ได้ แต่การกินอาหารที่มีรสชาติเค็มจัดเป็นประจำอาจทำให้ร่างกายได้โซเดียมมากเกินไปและอาจนำไปสู่ความผิดปกติและโรคที่ร้ายแรง โดยโรคเหล่านี้อาจป้องกันได้ด้วยการควบคุมปริมาณโซเดียมในแต่ละวัน

กินเค็มมากเกินไปอาจเสี่ยงโรค
มีโรคและความผิดปกติหลายอย่างที่อาจมีสาเหตุจากการกินเค็ม จากการสำรวจประชากรไทยนั้นประสบกับภาวะความดันโลหิตสูงซึ่งเป็นสาเหตุของโรคร้ายแรงหลายโรคกว่า 1 ใน 4 ของจำนวนประชากรในวัยผู้ใหญ่ หรือกว่า 10 ล้านคน และยังพบผู้ที่เป็นโรคไตเรื้อรังกว่า 8 ล้านคนอีกด้วย โดยโรคอื่น ๆ ที่อาจเกิดจากการกินเค็ม เช่น โรคกระดูกพรุน, โรคหลอดเลือดหัวใจ, โรคมะเร็งกระเพาะอาหาร และโรคไต

โรคไต
กลุ่มโรคหรือภาวะที่ทำให้ไตเกิดความเสียหายหรือทำงานผิดปกติจนเกิดอาการเจ็บป่วยต่าง ๆ ตามมา เนื่องจากไตไม่สามารถฟอกเลือดหรือขับของเสียออกจากเลือดได้ตามปกติ หากป่วยเป็นโรคไต ผู้ป่วยต้องเข้ารับการรักษาอย่างถูกต้องเหมาะสม เพื่อบรรเทาอาการและป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายต่อชีวิต ดังนั้น หากสังเกตพบอาการที่บ่งชี้ว่าไตมีปัญหา ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจรักษาให้ทันการณ์

ไต เป็นอวัยวะภายในสำคัญที่มีรูปร่างคล้ายเมล็ดถั่ว 2 ข้าง และอยู่ในกระดูกซี่โครงบริเวณเหนือเอว ไตทำหน้าที่คัดกรองสารอาหารต่าง ๆ ภายในเลือดเพื่อให้ร่างกายนำกลับไปใช้ประโยชน์ แล้วขับน้ำส่วนเกินหรือของเสียจากเลือดออกมาในรูปแบบปัสสาวะ หากไตเกิดความเสียหายหรือไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ ย่อมส่งผลระบบต่าง ๆ ในร่างกายและทำให้เกิดอาการป่วย โดยโรคไตที่มักพบบ่อย ได้แก่ ไตวาย ไตอักเสบ กรวยไตอักเสบ และนิ่วในไต

สาเหตุของไตวาย

เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น การสูญเสียเลือดหรือน้ำในร่างกายมากเกินไป ป่วยด้วยภาวะความดันโลหิตสูง และโรคเบาหวานมาเป็นระยะเวลานาน อาการแพ้อย่างรุนแรงจนส่งผลกระทบต่อการทำงานของไต หรือเกิดการติดเชื้อรุนแรงจนทำให้ไตถูกทำลาย การทำงานของระบบต่าง ๆ ในร่างกายล้มเหลวจนทำให้เลือดไหลเวียนไปยังไตไม่เพียงพอ ผลข้างเคียงจากการใช้ยาบางชนิดติดต่อกันเป็นเวลานานเกินไปจนเกิดภาวะไตเสื่อม มีปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินปัสสาวะ ได้รับสารพิษเข้าสู่ร่างกายจนทำให้ไตทำงานหนักขึ้น เกิดอุบัติเหตุโดยตรงบริเวณไต หรือไตเสื่อมตามอายุ เป็นต้น

สาเหตุของไตอักเสบ

ไตอักเสบอาจเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ บางครั้งอาจไม่มีสาเหตุที่แน่ชัด แต่อาจเป็นผลมาจากกรรมพันธุ์ หรือปัจจัยอื่น ๆ เช่น การติดเชื้อแบคทีเรียสเตร็ปโตค็อกคัส (Streptococcus) การอักเสบของเยื่อบุหัวใจจากเชื้อแบคทีเรีย (Bacterial Endocarditis) การติดเชื้อไวรัส การอักเสบจากโรคในระบบภูมิคุ้มกัน และกลุ่มโรคมะเร็งต่าง ๆ เป็นต้น

สาเหตุของกรวยไตอักเสบ

กรวยไตอักเสบมักเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียอีโคไล (E. Coli) ซึ่งเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น การอักเสบต่อเนื่องจากกระเพาะปัสสาวะหรือท่อปัสสาวะ การอุดตันของทางเดินปัสสาวะ บางกรณีเชื้อแบคทีเรียอาจแพร่กระจายเข้าสู่กรวยไตผ่านทางกระแสเลือดได้ โดยเฉพาะผู้ที่ติดเชื้อในข้อเทียมหรือลิ้นหัวใจเทียม

สาเหตุของนิ่วในไต
นิ่วในไตอาจเกิดจากปริมาณของเกลือ แร่ธาตุ และสารต่าง ๆ เช่น แคลเซียม กรดออกซาลิก และกรดยูริกในปัสสาวะมีระดับเปลี่ยนแปลงไป โดยมีปริมาณมากเกินกว่าของเหลวในปัสสาวะจะละลายหรือเจือจางสารเหล่านี้ได้ จนเกิดการเกาะตัวเป็นก้อนนิ่วในที่สุด โดยการเกิดนิ่วในไตอาจมีปัจจัยจากพฤติกรรมการรับประทานอาหารบางชนิดที่มีเกลือ น้ำตาล และโปรตีนสูง การดื่มน้ำไม่มากพอในแต่ละวัน การเจ็บป่วย เช่น การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ โรคเมตาบอลิก รวมถึงการใช้ยาบางชนิดอย่างยารักษาโรคเก๊าท์บางประเภท และการรับประทานวิตามินดีเสริมมากเกินไป เป็นต้น

จะเห็นได้ว่าสาเหตุส่วนใหญ่ล้วนมีผลมาจากการรับประทานอาหารโดยเฉพาะอาหารรสเค็ม คนทั่วไปไม่ควรได้รับโซเดียมเกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน ซึ่งจากการรับประทานอาหารมื้อร่างกายอาจได้รับโซเดียมเพียงพอแล้ว จึงควรระมัดระวังอาหารมื้อย่อย หรือขนมที่อาจทำให้ได้รับโซเดียมเกินในแต่ละวัน

ดังนั้น ควรเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีรสจัดมากเกินไป จะเป็นการรักษาสุขภาพและห่างไกลโรคที่ยั่งยืนที่สุดค่ะ

ดูแล “ไต” อย่างไรให้ปลอดภัย
25/02/2021

ดูแล “ไต” อย่างไรให้ปลอดภัย

ที่อยู่

ถนนสุวินทวงศ์
Bangkok
10510

เบอร์โทรศัพท์

+66981956396

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ดีไต-ดีไทด์ D-Tide เพื่อไตที่คุณรัก By Darinผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ การปฏิบัติ

ส่งข้อความของคุณถึง ดีไต-ดีไทด์ D-Tide เพื่อไตที่คุณรัก By Darin:

แชร์