Healthy&Beauty สุขภาพดีชลอวัย

Healthy&Beauty สุขภาพดีชลอวัย เเบ่งบันการดูเเลสุขภาพเเละการใช้ชีวิต ปรึกษาสอบถามประเมินสุขภาพเบื้องต้นฟรี!! T. 0882691656

🏃🏼‍♀️วิ่งตอนเช้าหรือเย็น เเบบไหนดีกว่ากัน💁‍♀️หากพูดถึงประโยชน์ที่ได้รับจากการวิ่งแล้วเพื่อน ๆ คิดว่าวิ่งช่วงเวลาไหนจะได้...
20/08/2023

🏃🏼‍♀️วิ่งตอนเช้าหรือเย็น เเบบไหนดีกว่ากัน
💁‍♀️หากพูดถึงประโยชน์ที่ได้รับจากการวิ่งแล้วเพื่อน ๆ คิดว่าวิ่งช่วงเวลาไหนจะได้ประโยชน์มากที่สุดครับ
แม้ว่ามีผลการศึกษาหลายแห่งยืนยันว่าการวิ่งตอนเช้านั้นเป็นประโยชน์มาก ๆ ต่อร่างกาย นอกจากจะช่วยให้เราสดชื่นและมีสมาธิกับกิจกรรมอื่น ๆ ตลอดทั้งวันแล้วยังมีผลวิจัยจาก International Journal of Cancer ที่ชี้ว่าการวิ่งช่วงเช้า 08.00-10.00 โมงเป็นประจำยังสามารถช่วยลดโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งได้โดยเฉพาะ มะเร็งต่อมลูกหมาก เนื่องจากว่าการออกกำลังกายตอนเช้านั้นเป็นช่วงเวลาที่สัมพันธ์กับช่วงเวลาที่ร่างกายเราทำการปล่อยฮอร์โมน S*x Steroid นั่นเองครับ นอกจากนี้การออกกำลังกายตอนเช้ายังสามารถช่วยควบคุม Estrogens ในร่างกายที่มักจะมีค่าสูงในตอนเช้าได้อีกด้วยครับ
ดูประโยชน์ของการออกกำลังกายตอนเช้าไปแล้วทีนี้เราลองมาดูประโยชน์ของการออกกำลังกายช่วงบ่ายถึงเย็นกันบ้างดีกว่า เพราะว่าการออกกำลังกายช่วงบ่ายหรือหลังเลิกงานก็พิสูจน์แล้วว่ามีประโยชน์เช่นกันครับ
การศึกษาพบว่าร่างกายของเราจะพร้อมและมีอุณหภูมิร่างกายที่เหมาะสมสุด ๆ สำหรับการออกกำลังกายในช่วง 14.00 น.-18.00 น. ซึ่งนั่นอาจจะทำให้ช่วงนี้เป็นช่วงเวลาที่เราสามารถทำผลงานกับการออกกำลังกายได้ดีที่สุด นอกจากนี้ยังมีข้อมูลที่บอกว่าในช่วงเย็นร่างกายจะสามารถรับออกซิเจนได้เร็วยิ่งขึ้น
เพราะฉะนั้นจึงคิดได้ว่าในช่วงบ่ายหรือช่วงเย็นเป็นช่วงที่ค่อนข้างเหมาะกับการออกกำลังกายทั้งแบบปกติและแบบเข้มข้นสูง (HIIT)
แต่ถึงแม้ว่าการออกกำลังกายช่วงบ่ายและเย็นจะดูมีข้อมูลที่น่าสนใจแต่นี่ก็เป็นเพียงข้อมูลส่วนหนึ่งเท่านั้นนะครับ แอดคิดว่าร่างกายของแต่ละคนในแต่ละช่วงเวลาก็อาจจะมีความคลาดเคลื่อนที่แตกต่างกันออกไป
แต่ถึงอย่างนั้นไม่ว่าจะเป็นช่วงเช้าหรือช่วงเย็นการออกกำลังกายก็เป็นประโยชน์ต่อร่างกายด้วยกันทั้งนั้น เพียงแต่ว่าเราต้องออกกำลังกายอย่างเหมาะสมไม่มากไม่น้อยเกินไป และต้องออกกำลังกายในตอนที่ร่างกายพักผ่อนมาเพียงพอเท่านั้น
แล้วเพื่อน ๆ ชอบวิ่งตอนเช้าหรือตอนเย็นกันคะ

Cr:วิ่งไหนดี

 #เช็ครูปร่างดู%ไขมันในร่างกายกันดู💁‍♀️วิธีตรวจวัดเปอร์เซนต์ไขมันในร่างกายแบบง่ายๆจากภาพ สำหรับคนที่ไม่มีเครื่องวัด % ไข...
02/08/2023

#เช็ครูปร่างดู%ไขมันในร่างกายกันดู
💁‍♀️วิธีตรวจวัดเปอร์เซนต์ไขมันในร่างกายแบบง่ายๆจากภาพ
สำหรับคนที่ไม่มีเครื่องวัด % ไขมัน
ลองดูว่ารูปร่างของคุณ ยืนหน้ากระจกดู
เหมือนกับรูปไหนในภาพที่สุด นั่นแหละคือเปอร์เซนต์ไขมันของคุณ!
โปรดสังเกตุว่าถ้าจะเริ่มมีซิกแพ็คได้เนี่ย คุณผู้หญิงต้องมี % ไขมันต่ำกว่า 20% และ คุณผู้ชายต้องต่ำกว่า 12%
ลองเช็คดูว่า เพื่อนๆมีเปอร์เซนต์ไขมันประมาณเท่าไหร่
มาเเชร์กันดูค่ะ

"มะระขี้นก" มีประโยนช์มากมายรักษาโรคเบาหวาน แก้โรคตับอักเสบ ปวดหัวเข่า ม้ามอักเสบ บำรุงระดู แก้ริดสีดวงทวาร แก้หอบหืด แก...
24/06/2023

"มะระขี้นก" มีประโยนช์มากมาย

รักษาโรคเบาหวาน แก้โรคตับอักเสบ ปวดหัวเข่า ม้ามอักเสบ บำรุงระดู แก้ริดสีดวงทวาร แก้หอบหืด แก้บิด แก้ปวดข้อเป็นเกาต์ ฯ

"มะระขี้นก" ชื่อวิทยาศาสตร์ : Momordica charantia Linn.
ชื่อวงศ์ : Cucurbitaceae

ชื่อสามัญ : BALSAM PEAR, BITTER CUCUMBER

ชื่ออื่น : มะห่อย, มะไห่(เหนือ), ผักไห่, ผักเหย, ระ(ใต้), มะร้อยรู, โคกวย(จีน), มะระเล็ก

ลักษณะ : เป็นไม้เลื้อย พันต้นไม้อื่น มีมือเกาะ ลำต้นเป็นเหลี่ยมมีขนปกคลุม ใบ เป็นใบเดี่ยว ออกสลับลักษณะคล้ายใบแตงโม แต่เล็กกว่า มีสีเขียวทั้งใบ ขอบใบหยัก เว้าลึก มี 5 - 7 หยัก ปลายใบแหลม ดอก ออกดอกเดี่ยว ตามบริเวณง่ามใบ มีสีเหลืองอ่อน มี 5 กลีบ เกสรมีสีเหลืองแก่ถึงส้ม กลีบดอกบาง ช้ำง่าย ผล ผลเดี่ยว รูปกระสวย ผิวขรุขระ มีปุ่มยื่นออกมา ผลอ่อนมีสีเขียว ผลสุกมีสีเหลืองถึงส้ม ผลแก่แตกอ้าออก เมล็ด เมล็ดสุกมีสีแดงสด รูปร่าง กลม แบน

"สรรพคุณและส่วนที่นำมาใช้เป็นยา"

-ช่วยเจริญอาหาร ใช้ผลมะระปิ้งไฟ หรือลวกจิ้มน้ำพริก การที่ผลมะระขี้นก ช่วยเจริญอาหารได้ เพราะในเนื้อผลมีสารที่มีรสขม กระตุ้นให้น้ำย่อยออกมามาก จึงทำให้รับประทานอาหารได้เพิ่มขึ้น

-แก้โรคตับอักเสบ ปวดหัวเข่า ม้ามอักเสบ กินผลดิบเป็นประจำ

-แก้ปากเปื่อย ปากเป็นขุย ปากเป็นฝ้าขาวขุน ใช้ผลอ่อนคั้นเอาน้ำอมแก้ได้

-บำรุงระดู แก้ริดสีดวงทวาร และเป็นยาธาตุ โดยการคั้นน้ำจากผลมะระ แล้วดื่ม

-รักษาโรคเบาหวาน ใช้ปรุงอาหารทานประจำ โดยผลและใบอ่อนจิ้มน้ำพริก เหมาะสำหรับคนเป็นเบาหวานทางการแพทย์ ใช้รักษาเบาหวานแต่โบราณ หรือน้ำคั้นจากมะระ ช่วยลดน้ำตาลในเลือด

-แก้หอบหืด ใช้ดอกชงน้ำดื่ม

-แก้บิด โดยใช้น้ำคั้นจากผลดิบประมาณ 1 แก้ว ผสมน้ำดื่ม

-ปวดข้อเป็นเกาต์ เนื่องจากสารที่สกัดจากเมล็ดมะระขี้นก ซึ่งสกัดด้วยเมทานอล สามารถรักษาเกาต์ได้

-เป็นยาถ่ายพยาธิ ใช้ใบสดและผลสดประมาณ 120 กรัม ตำให้ละเอียด แล้วคั้นเอาแต่น้ำ กินเป็นยา หรือใช้ใบแห้ง นำมาบดให้ละเอียดผสมกับน้ำดื่มกิน หรือขับพยาธิตัวกลม โดยกินเมล็ดมะระขี้นก 2-3 เมล็ด

-แก้จุกเสียด แน่นท้อง และขับลมบำรุงธาตุ ใช้ใบสดและผลดิบสด ตำให้ละเอียดแล้วคั้นเอาแต่น้ำดื่ม

-แก้คัน หิด และโรคผิวหนัง ใช้ผลตากแห้งบดให้ละเอียด แล้วนำมาโรยบริเวณที่เป็นแผล จนกว่าอาการจะดีขึ้น

-รักษาฝี บวมอักเสบ จะช่วยดูดพิษ ลดการอักเสบเป็นหนองได้ ใช้ผลสดตำให้ละเอียด นำไปพอกบริเวณที่เป็น ส่วนลดอาการอักเสบและเป็นหนอง โดยใช้ใบแห้งบดเป็นผงชงเหล้ากิน

-รักษามะเร็งเต้านม และมะเร็งสมอง เนื่องจากในมะระขี้นกมีสาร MAP 30 ซึ่งเป็นโปรตีน สกัดจากผลและเมล็ดมะระขี้นก นอกจากนี้ยังออกฤทธิ์ต้านไวรัส HIV ในผู้ป่วยโรคเอดส์ได้ด้วย

-แก้ไข้ แก้ริดสีดวง แก้แผลอักเสบ บำรุงธาตุ สมานแผล นำรากมาต้มดื่ม จนกว่าจะดีขึ้น

ข้อแนะนำ : วิธีแก้รสขม หากต้องนำผลแห้ง หรือใบแห้งมารับประทาน ให้เติมใบชาลงไปเล็กน้อย จะช่วยได้

ข้อควรระวัง : ผลสุก เป็นพิษ มีซาโปนินมาก ทำให้อาเจียนและท้องร่วง อาจตายได้ ห้ามรับประทานเมล็ด รับประทานขับพยาธิตัวกลม รับประทานมากมีพิษเช่นเดียวกับผลสุก

หากชอบเนื้อหาของเรา แบ่งปันต่อเพื่อสุขภาพที่ดีซึ่งกันและกันด้วยนะคะ ฝากกด "ถูกใจ" เพจ
กดเชร์เเบ่งบันเพื่อนๆค่
https://www.facebook.com/pages/HealthBeautyTips/317275711618723 #
ขอบคุณค่ะ ^_______^

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
http://chachoengsao.doae.go.th/
www.gpo.or.th

ไขมันช่องท้องของคุณอยู่ระดับไหน 💁‍♀️ไขมันสะสมพุงเกิดจากไหน?👉เกิดจากการบริโภคอาหารกลุ่มแป้ง ขนมปัง เครื่องดื่มหวานๆ มากเก...
31/07/2022

ไขมันช่องท้องของคุณอยู่ระดับไหน

💁‍♀️ไขมันสะสมพุงเกิดจากไหน?
👉เกิดจากการบริโภคอาหารกลุ่ม
แป้ง ขนมปัง เครื่องดื่มหวานๆ
มากเกินกว่าที่ร่างกายจะนำไปใช้
จึงเปลี่ยนกลายเป็นไขมันสะสม
ตามส่วนเกินของร่างกาย
เช่น พุง สะโพก ต้นขา ต้นเเขน

"โรคไมเกรน" ส่วนใหญ่มักไม่ได้เกิดขึ้นในตอนวัยเด็ก และไม่ได้เกิดขึ้นเพราะกรรมพันธุ์ แต่มักจะเกิดขึ้นเมื่อโตมากขึ้นแล้ว ซึ...
10/03/2022

"โรคไมเกรน"

ส่วนใหญ่มักไม่ได้เกิดขึ้นในตอนวัยเด็ก และไม่ได้เกิดขึ้นเพราะกรรมพันธุ์ แต่มักจะเกิดขึ้นเมื่อโตมากขึ้นแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่เกิดขึ้นเพราะปัจจัยภายนอก ได้หลายอย่าง หากระวังและปรับได้ก็จะดีมาก ๆ เลยนะคะ อาทิเช่น

1.อาหาร พบว่าอาหารหลายชนิดที่อาจกระตุ้นให้เกิดอาการปวดศีรษะไมเกรนได้มาก เช่น นมวัว เนย ชีส ช็อคโกแลต ไวน์แดง เบียร์ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ถั่วบางชนิด กล้วยสุกงอม ชา กาแฟและเครื่อ...งดื่มที่ผสมคาเฟอีน น้ำตาลเทียม ผงชูรส แอสปาแตม รวมถึงสารที่แต่งอาหารบางชนิดก็มีผลเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดอาการ ไมเกรนได้ด้วย เช่น สารไนไตรด ไนเตรด ซึ่งจะพบในอาหารพวก เบคอน ไส้กรอก ซาเซมิ แฮม

คนส่วนใหญ่ที่เป็นไมเกรนแล้วงดอาหารที่กล่าวมาข้างต้นมักมีอาการไมเกรนลดลงอย่างเห็นได้ชัด!

2. ระดับฮอร์โมน ระดับฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงกระตุ้นให้เกิดอาการปวดศีรษะได้ เช่น ช่วงที่มีประจำเดือน รับประทานยาเม็ดคุมกำเนิด ได้รับฮอร์โมนทดแทน และกำลังตั้งครรภ์ เป็นต้น

3. สภาพร่างกาย สภาพร่างกายที่อาจกระตุ้นให้เกิดอาการปวดศีรษะได้ เช่น นอนไม่พอ เครียด ทำงานหนักมากเกินไป ท่านั่งทำงานที่ไม่เหมาะสม มีลักษณะงานที่ทำให้กล้ามเนื้อเกร็งตัวต่อเนื่องนานๆ (รวมถึงการเกร็งตัวจากการทำงานหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน) และอดอาหาร เป็นต้น

4. การออกกำลังกาย การออกกำลังกายที่มากเกินก็สามารถกระตุ้นให้เกิดการกำเริบของอาการปวดหัวไมเกรนได้

5. สภาวะแวดล้อม สภาวะแวดล้อมที่กระตุ้นให้เกิดอาการปวดศีรษะได้ เช่น อาการร้อนหรือหนาวจัด แสงแดดจ้า กลิ่นไม่พึงประสงค์บางอย่าง เช่น กลิ่นบุหรี่หรือกลิ่นน้ำหอม เป็นต้น

6. ยาและสารเคมีบางชนิด ยาและสารเคมีบางชนิดกระตุ้นให้เกิดการปวดศีรษะได้ เช่น nitroglycerine, Hydralazine, Histamine, Resepine เป็นต้น นอกจากนี้ยังพบว่าคนที่ปวดหัวไมเกรน ไซนัส จำนวนมากมีประวัติกินยาแก้อักเสบ ยากแก้แพ้ และ ยาลดน้ำมูกเป็นประจำ

จะเห็นได้ว่าโรคไมเกรนส่วนใหญ่เกิดจากพฤติกรรมของเราเองส่วนหนึ่งที่ผิดไปจากธรรมชาติ และเกิดจากสภาวะแวดล้อมอีกส่วนหนึ่ง

ดังนั้นเมื่อโรคนี้เกิดจากพฤติกรรมและสิ่งแวดล้อม การแก้ไขที่ตรงจุดจึงย่อมไม่ใช่การรับประทานยาแก้ปวด แต่ต้องพยายามเปลี่ยนพฤติกรรมและหลีกเลี่ยงสภาวะแวดล้อมที่ไม่เหมาะกับตัวเองน่าจะถูกต้องกว่า

หรือไม่ก็ต้องรู้จักปรับสมดุลให้เหมาะสมกับพฤติกรรมและสภาวะแวดล้อมที่ไม่สามารถจะหลีกเลี่ยงได้ค่ะ

#หากชอบเนื้อหาในเพจของเรา ฝากกด "ถูกใจ" ที่หน้าแฟนเพจ
กดเเชร์เป็นกำลังใจให้ด้วยนะคะ

💥ไขมันพอกตับ เกิดจากสาเหตุอะไรไขมันพอกตับคือ โรคที่คนไทยป็นกันเยอะมาก เเละกลุ่มคนที่เป็นก็อายุน้อยลง💁‍♀️ส่วนสาเหตุไม่ใช่...
18/12/2021

💥ไขมันพอกตับ เกิดจากสาเหตุอะไร

ไขมันพอกตับคือ โรคที่คนไทยป็นกันเยอะมาก
เเละกลุ่มคนที่เป็นก็อายุน้อยลง
💁‍♀️ส่วนสาเหตุไม่ใช่เพราะกินเหล้าหรือแอลกอฮอล์เยอะ เพียงเรื่องเดียวนะ

นั่นคือสิ่งที่เข้าใจผิด หลายคนเลย ไม่เคยดื่มแอลกอฮอล์เลย ทำไมเป็นไขมันพอกตับ

💁‍♀️เพราะไขมันพอกตับ ไม่ได้มาจากแอลกอฮอล์เท่านั้น แต่มาจากน้ำตาลฟรุกโตส และ น้ำตาลอุตสาหกรรม ที่เรียกว่า high fructose corn syrup ซึ่งมีอยู่ในอาหารมากกว่า 70% ที่คนยุคนี้กินทุกวัน ซึ่งหนักกว่า การดื่มแอลกอฮอล์ด้วยซ้ำ

เพราะ ข้อเท็จจริงพบว่า คนที่ไม่ได้ดื่มแอลกอฮอล์เลย ก็มีไขมันพอกตับ

ไขมันพอกตับนั้น เป็นสัญญาณของโรคหัวใจ และ หลอดเลือดตีบตัน และ คำพูดที่ว่า ออกกำลังกายเยอะๆ จะทำให้ไขมันพอกตับหาย ก็ไม่จริงนะคะ

กี่คนแล้วครับ ที่ออกกำลังกายมาก ออกกำลังกายมาเป็นสิบปี แต่ไขมันก็ยังพอกตับอยู่
💥วิธีเดียวคือ เลิกกินอาหารที่มีน้ำตาลฟรุกโตส
และ high fructose corn syrup เลิกกินน้ำตาล เลิกดื่มน้ำผลไม้กล่อง เลิกโดยเด็ดขาดสัก 6-8 เดือน ระหว่าง 6-8 เดือนนั้น ร่างกายจะกำจัดไขมันพอกตับ ออกได้เอง ยา หรืออาหารเสริมใดๆ ก็ช่วยไม่ได้นะครับ

ขนมและเครื่องดื่ม ประเภท ขนมปัง เค้ก เบเกอรี่ น้ำอัดลม ชานม ชาไข่มุก พวกเครื่องดื่มอร่อยๆ ที่มีรสหวานทั้งหลาย น้ำหวาน ของหวาน คุ้กกี้ แคร็กเกอร์ โดนัท ขนมขบเคี้ยว รวมถึง การกินผลไม้หวานๆ ที่กินคราวละมากๆ ก็เป็นต้นเหตุให้มีไขมันพอกตับด้วย ควรจะเลิกกินของหวาน ให้ได้ค่ะ ถ้าไม่อยากให้มี ไขมันพอกตับ

#อาหารที่เราทานจะเป็นตัวกำหนดสุขภาพเรา
#ลดหวานลดโรค

ใครเขียนไม่ปรากฏ เป็นประโยชน์มาก เอามาให้อ่านเล่นๆ แต่อาจต้องใช้จริงๆ👵👴ผู้สูงวัยทุกคน ควรที่จะทำความเข้าใจ…และเตรียมตัว…...
17/10/2021

ใครเขียนไม่ปรากฏ เป็นประโยชน์มาก เอามาให้อ่านเล่นๆ แต่อาจต้องใช้จริงๆ

👵👴ผู้สูงวัยทุกคน ควรที่จะทำความเข้าใจ…และเตรียมตัว…ที่จะพบสิ่งต่างๆที่กำลังจะเกิดขึ้น …เพื่อว่า……เมื่อเวลานั้น…มาถึงเรา…จะได้ไม่ต้องตกใจกลัว…และพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับมัน……นั่นคือ

1. จำนวนคนรอบข้างในชีวิตคุณ…มีแต่จะลดลงตลอดเวลา… คนรุ่นพ่อรุ่นแม่…หรือปู่ย่าตายายนั้น…ส่วนใหญ่หนีหายกันไปหมดแล้ว

ส่วนคนที่อยู่ในวัยเดียวกับคุณ…ก็จะเริ่มประสบปัญหาในการดูแลตนเอง …ในขณะที่คนรุ่นหลัง…รุ่นลูกหลาน…ก็กำลังง่วนกับชีวิต…และความเป็นอยู่ของพวกเขาเอง…… แม้แต่คู่ชีวิตของคุณเอง…ก็อาจจะจากไปก่อนคุณ …หรือเร็วกว่าที่คุณคาดไว้ ……ซึ่งอาจทำให้คุณถูกทิ้งไว้…อยู่กับวันเวลาที่ว่างเปล่าคนเดียว…ก็เป็นได้ ……คุณจะต้องเรียนรู้ที่……จะอยู่คนเดียวให้ได้…… และยอมรับ……พร้อมกับการรู้จัก…กับความเป็นสันโดษ……ในบั้นปลายของชีวิตที่จะต้องเกิดขึ้น

2. สังคม……จะเริ่มให้ความสำคัญกับคุณน้อยลงไปเรื่อยๆ ……ไม่ว่าในอดีต…คุณจะเคยยิ่งใหญ่……หรือมีชื่อเสียงมากขนาดไหนก็ตาม ……ความชราจะเปลี่ยนคุณให้กลายเป็น……เพียงชายแก่……หรือหญิงแก่…ธรรมดาคนนึงเท่านั้น

สปอตไลท์…จะหยุดฉายมาที่คุณ …และ…คุณจะต้องหัดพอใจ…กับการยืนอยู่ในมุมห้อง……หรือ……เงามืดอย่างเงียบๆเพียงคนเดียว……คุณต้อง เรียนรู้ที่จะยอมรับ…และยินดี…กับภาพที่เห็นอยู่ตรงหน้าคุณ …โดยปราศจากอาการอิจฉาริษยา……หรือคับแค้นใจ…แต่อย่างใดทั้งสิ้น

3. ถนนสายที่หลืออยู่นั้น……จะขรุขระ…และเต็มไปด้วยอันตรายต่างๆ…ที่พร้อมจะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ……เช่น……การแตกหัก ……เส้นเลือดตีบตัน ……สมองฝ่อ ……หัวใจเต้นผิดจังหวะ…ไธรอยด์เป็นพิษ…อารมณ์แปรปรวน…การหลงลืม…หรือมะเร็ง เป็นต้น
สิ่งเหล่านี้……ต่างล้วนจะเป็นแขก……ที่ไม่ได้รับเชิญของคุณได้ตลอดเวลา…… คุณจะต้องเรียนรู้……ที่จะอยู่กับความเจ็บป่วย …หรือ…แม้แต่ยอมรับมันมาเป็นเพื่อน
อย่าหวังว่า……ร่างกายคุณจะได้อยู่อย่างสุขสบายตลอดไป… การมีจิตใจและความคิดเป็นบวก……พร้อมทั้งการออกกำลังกายอย่างเพียงพอ…อย่างน้อยเดินวันละ 10,000 ก้าวเป็นประจำ…จะกลายเป็นภาระหน้าที่ของคุณ ……นอกจากนั้น…คุณยังจะต้องคอยกระตุ้นตัวเอง……ให้ปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง…และสม่ำเสมอด้วย

4. เตรียมพร้อม……สำหรับการใช้ชีวิตติดเตียง…และ…การกลับสู่สภาพทารกแรกเกิด ……เราทุกคน…ต่างเคยอยู่บนเตียง…เมื่อตอนที่แม่ของเรานำเรามาสู่โลกนี้ …และหลังจากการเดินทางผจญภัย…และการต่อสู้อันยาวนานในชีวิตแล้ว

เราทุกคน…ก็จะกลับมาสู่จุดเริ่มต้นเดิมอีกครั้งนึง ……เราจะถูกดูแลโดยคนอื่นเหมือนเมื่อแรกเกิด…… สิ่งที่แตกต่างกัน…ก็คือ

ครั้งนั้น…เราเคยมีแม่เป็นผู้ดูแล ด้วยความรักอย่างสุดหัวใจ……แต่เมื่อใกล้วันที่เราจะจากโลกนี้ไป…เราอาจไม่มีญาติที่ใกล้ชิด…มาดูแลเราก็ได้ ……

และ…หากคุณเป็นผู้โชคดี…ที่มีญาติมาคอยดูแล… ก็คงเทียบไม่ได้กับความอาทร…และความเอาใจใส่ที่คุณเคยได้รับจากแม่ของคุณ

มีความเป็นไปได้……ที่คุณอาจจะถูกดูแลโดยพยาบาล……ที่แม้จะมีรอยยิ้มบนใบหน้า…… แต่จิตใจของเธอ……อาจจะมีแต่ความเหนื่อยหน่าย……ในขณะปฏิบัติหน้าที่…อันน่าเบื่อ…หรือ…แสนจะจำเจนั้น ……คุณจงฝึกนอนนิ่งๆ……อย่าจู้จี้ขี้บ่น……อย่าทำตัวให้เป็นที่ลำบากของคนอื่น ……จงรู้สึกพอใจในสิ่งที่คุณได้รับ

5. จงพร้อมที่จะพบกับสิ่งหลอกลวงต่างๆ……ที่คุณมักเจอ ……คนส่วนใหญ่รู้ว่า……ผู้สูงอายุนั้น……มักจะมีทรัพย์สินเงินทอง……ที่เก็บสะสมมาตลอดชีวิต ……และ……พวกเขาก็จะพยายามทุกวิถีทาง……ที่จะหลอกเอาเงินและทรัพย์สินต่างๆนั้นจากคุณให้ได้ ……ไม่ว่าจะมาหลอกซึ่งหน้า ……การส่งข้อความ SMS……ส่ง อีเมล์ …หรือ…โซเชียลมีเดียต่างๆ ……หรือ……อาจมีตัวอย่างสินค้ามาให้ลอง…… โดยบอกว่าจะช่วยชะลอความแก่……หรือทำให้คุณอายุยืนขึ้น ……หรืออาจจะเป็นโครงการออมทรัพย์……ที่จะเพิ่มความร่ำรวยให้กับคุณอย่างรวดเร็ว เป็นต้น

โดยพื้นฐานแล้ว …สิ่งที่คนเหล่านี้ต้องการ……ก็คือใช้ทุกวิถีทาง……เพื่อที่จะฉกเงินในกระเป๋าคุณให้ได้เท่านั้น
~ ดังนั้น…คุณต้องระวัง…และรู้ให้เท่าทัน …อย่าได้หลวมตัว…หรือ…หลงเชื่อ……หลวมตัวเมื่อไหร่……เงินและทรัพย์สินที่คุณสะสมไว้……จะแยกทางกับคุณทันที

~ ช่วงสุดท้ายของการเดินทางของคุณ………จะค่อยๆสว่างน้อยลงไปเรื่อยๆ ……จึงเป็นธรรมดา……ที่คุณเริ่มจะมองเห็นทางเดินข้างหน้าไม่ชัด…และ…รู้สึกลำบากที่จะก้าวเดินหน้าต่อไปเรื่อยๆ

ดังนั้น…ผู้สูงวัยทุกคน… จงมองชีวิตตามความเป็นจริงของมัน ……พอใจในสิ่งที่ได้รับ……และยินดีกับสิ่งที่มีอยู่

ใช้ชีวิตให้สนุก……ขณะที่ยังทำได้ ……และ…ที่สำคัญ……อย่าเอาเรื่องยุ่งเหยิงของสังคม ……เรื่องการเมือง……แม้แต่เรื่องของลูกๆหรือหลานๆ……มาเป็นปัญหาของตนเอง

จงใช้ชีวิตอย่างเจียมเนื้อเจียมตัว……และเรียบง่าย ……อย่าแสดงตัวว่า…เก่งเพราะคิดว่า……มีประสบการณ์สูง……และผ่านอะไรๆมามาก

อย่าดูถูกผู้อื่น……เพราะที่สุดแล้ว……มันจะทำให้คุณเจ็บเอง…เจ็บมากพอๆกับที่คุณทำให้ผู้อื่นเจ็บ

เมื่ออายุยิ่งมาก……คุณยิ่งต้องให้ความสำคัญ……กับการอ่อนน้อม…และเคารพต่อผู้อื่น

ควรทำความรู้จักกับการปล่อยวาง ……รู้จักว่าชีวิตคนเรานั้น……เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ……ควรปล่อยให้มันเดินไปตามจังหวะ……และทิศทางของมัน จงใช้ชีวิตที่เหลืออย่างสงบ สุขุม พอเพียง…ต่อการเป็นผู้สูงวัย

อาหารมื้อเช้าเเสนง่ายสะดวกสำหรับเช้านี้ที่ท้องฟ้าสดใสไร้เมฆฝน #สารอาหารครบถ้วน #วิตมินเเร่ธาตุครบถ้วน #อาหารเช้ายุค5Gสนใ...
29/09/2021

อาหารมื้อเช้าเเสนง่ายสะดวกสำหรับเช้านี้ที่ท้องฟ้าสดใสไร้เมฆฝน

#สารอาหารครบถ้วน
#วิตมินเเร่ธาตุครบถ้วน
#อาหารเช้ายุค5G
สนใจปรึกษาสอบถามข้อมูลเพิ่มได้ค่ะ

🏃‍♀️ประโยนช์ของการวิ่งนพ.กรกฎ พานิช แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การกีฬา และคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านโภชนาการของเฮอร์บาไล...
18/08/2021

🏃‍♀️ประโยนช์ของการวิ่ง

นพ.กรกฎ พานิช แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การกีฬา และคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านโภชนาการของเฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น แนะนำ
5 ประโยชน์ของการวิ่ง ที่ใครได้อ่านแล้วรับรองว่า ไม่วิ่งไม่ได้แล้ว ดังนี้

1.ลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิต และ อายุยืนขึ้น
การวิ่งและการเดินอย่างสม่ำเสมอจะส่งผลดีต่อร่างกาย ทำให้ป่วยลดลง โดยเฉพาะกลุ่มโรค NCDs หรือโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดสูง โรคอ้วน ลงพุง โรคหัวใจและหลอดเลือด และโรคมะเร็ง เป็นต้น รวมถึงมีอายุยืนขึ้น มีงานวิจัยพบว่าการวิ่งเป็นประจำจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้อย่างชัดเจน โดยเปรียบเทียบ ระหว่างผู้ที่วิ่งและไม่วิ่ง พบว่า แม้วิ่งเพียง 50 นาทีต่อสัปดาห์ อย่างสม่ำเสมอ จะมีโอกาสเสียชีวิตต่ำกว่าผู้ที่ไม่วิ่งถึง 30% และมีอายุยืนกว่าผู้ที่ไม่วิ่งถึง 3 ปี

2.กำจัดไขมันสะสม
การวิ่งเป็นประจำช่วยในเรื่องการลดไขมันได้เป็นอย่างดี หากต้องการวิ่งเพื่อลดไขมันสะสม
ในแต่ละครั้งไม่จำเป็นต้องวิ่งจนเหนื่อย แต่ควรวิ่งให้รู้สึกสบายๆ ด้วยความเหนื่อยปานกลาง (moderate intensity) หรือวิ่งโซน 2 (ของความหนักของการทำงานของหัวใจ) อย่างต่อเนื่องอย่างน้อย 30-45 นาที จะทำให้ร่างกายสลายไขมันสะสมออกมาใช้เป็นพลังงาน จะช่วยในเรื่องของการลดไขมันสะสมได้เป็นอย่างดี หากวิ่งให้นานขึ้น ก็จะเผาผลาญไขมันออกไปได้มากขึ้น สำหรับผู้ที่มีเวลาไม่มาก สามารถวิ่งโดยใช้ความเร็วและวิ่งให้เหนื่อยพอประมาณสลับกับวิ่งสบายๆ (หนักสลับเบา หรือ โซน 4-5 สลับกับโซน 2) แต่มีข้อควรระวัง ในการวิ่งหนักสลับเบา ร่างกายจะทำงานหนัก และอาจบาดเจ็บ หรือเกิดภาวะหัวใจขาดเลือดได้ ไม่เหมาะกับผู้ที่ไม่ได้วิ่งอย่างสม่ำเสมอ หรือนักวิ่งมือใหม่

3.เพิ่มความแข็งแรงกล้ามเนื้อ
การวิ่งนอกจากจะช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแล้ว มวลกล้ามเนื้อที่มากขึ้นยังเป็นแหล่งสะสมพลังงานในรูปไกลโคเจน และใช้น้ำตาลในร่างกายในขณะวิ่ง ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดไม่สูงเกินไป ทั้งผู้สูงอายุ ผู้ป่วยเบาหวาน หรือแม้กระทั่ง คนในวัยทำงานแต่ใช้เวลาทั้งวันในการนั่ง มักจะมีปัญหากล้ามเนื้อลีบเล็ก ไม่แข็งแรงทั้งสิ้น เกิดผลเสียที่ชัดเจน เช่น มีมวลกล้ามเนื้อช่วยเผาผลาญน้ำตาลลดลง อาจส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดก็จะสูงขึ้น เมื่อเทียบกับคนที่มวลกล้ามเนื้อมากกว่า

4.ปรับสภาวะอารมณ์ ความเครียด
ความเครียดเป็นหนึ่งในสาเหตุของปัญหาสุขภาพมากมาย อีกทั้งยังทำให้เกิดปัญหาทางด้านอารมณ์ที่ส่ง ผลต่อร่างกาย
ทำให้นอนหลับไม่มีคุณภาพ
การวิ่งแบบหนักปานกลาง (moderate intensity) ช่วยให้หลับอย่างมีคุณภาพ แม้กระทั่งในผู้สูงอายุ สำหรับเวลาของแต่ละท่านในการวิ่ง อาจเป็นช่วงที่ท่านสะดวก มีบ้างที่บางท่านอาจวิ่งหนัก หรือ ดึกเกินไปจนทำให้นอนไม่หลับ ก็อาจปรับเวลาไม่ให้ดึก หรืออาจลดความหนักของการวิ่งลง

5..ปรับบุคลิกภาพให้ดีขึ้น
เพราะบุคลิกภาพเป็นเรื่องสำคัญ เมื่อสุขภาพภายในดี ร่างกายแข็งแรง รูปร่างดูสมส่วน สิ่งเหล่านี้จะส่งผลต่อความรู้สึกโดยตรงโดยเฉพาะเรื่องของความมั่นใจและการเข้าสังคม การวิ่งเป็นประจำจะมีการเผาผลาญไขมันสะสม ทั้งในช่องท้องและผิวหนัง หากท่านวิ่งเป็นประจำจนกระทั่งไขมันสะสมที่ผิวหนัง (เซลลูไลท์) ลดลง ผิวหนังสวย เนียนขึ้น ความมั่นใจก็ตามมา

ขอขอบคุณ

ข้อมูล :นพ.กรกฎ พานิช แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การกีฬา และคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านโภชนาการของเฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น

ท้องผูกถ่ายไม่ออกเเก้ง่ายเเค่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม💁‍♀️หลายๆ คนมีปัญหาในเรื่องของลำไส้ของการที่ท้องผูก อาจจะเพราะเหตุผลหลาย...
17/08/2021

ท้องผูกถ่ายไม่ออกเเก้ง่ายเเค่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

💁‍♀️หลายๆ คนมีปัญหาในเรื่อง
ของลำไส้ของการที่ท้องผูก อาจจะเพราะเหตุผลหลายๆ อย่างแต่เหตุผลอีกอย่างที่เราไม่ค่อยจะรู้คือการที่อุจจาระค้างในลำไส้ คืออึออกไม่หมดนั่นเอง....!!

วันนั้นเราจะมาพูดถึงการที่มีอุจจาระค้างไว้ในลำไส้ว่ามีผลเสียยังไง..
👉ลำไส้ของคนเรายาวประมาณ 20 ฟุต เป็นลำไส้เล็ก 15 ฟุต
และ อีก 5 ฟุต เป็นลำไส้ใหญ่ อาหารที่ผ่านกระบวนการย่อยแล้วจะผ่านไปที่ลำไส้เพื่อทำการดูดซึม ส่วนที่ไม่ย่อยและไม่ดูดซึมนั้นท้ายสุดแล้วก็จะออกไปในรูปแบบของ "อึ"

เมื่อเวลาผ่านไปพวกของเสียต่างๆ ก็จะเกาะสะสมกันอยู่ที่ผนังลำไส้ ซึ่งเกิดจากหลายๆ สาเหตุ ซึ่งที่ว่ามันบล๊อกอึ หรือเกิดการสะสมเป็น 10 กิโลกรัมนี่ ถือว่าเป็นไปได้นะ

👉อุจจาระตกค้างมักมีสาเหตุ
เนื่องมาจาก

1. เคี้ยวอาหารไม่ละเอียด
2. กินอาหารที่มีกากใยน้อย
3.ดื่มน้ำน้อย
4. มีพยาธิ หรือ เชื้อรา ทำให้ระบบย่อยอาหารผิดปกติ
5. ระบบดูดซึมเสีย เพราะน้ำมันพืชเคลือบ ทำให้น้ำที่ดื่มเข้าไป ไม่หมุนเวียน
6. ไม่ถ่ายอุจจาระเวลา 05.00-07.00 เช้า

💥หากถ่ายอุจจาระ หลังเวลา 7 โมงเช้า ลำไส้จะบีบให้อุจจาระขึ้นไปข้างบน เวลาถ่าย จะถ่ายไม่หมด แต่คนเรามักไม่รู้ตัว ที่ปลายลำไส้จะมีประสาทปลายทวาร
เมื่อมีอุจจาระที่เหลวพอมาจ่อปลายทวาร ประสาทจะส่งสัญญานบอกสมองให้ปวดอึ หลัง 7 โมงเช้า ให้สังเกตกันได้นะ

ลำไส้จะทำงานไม่เป็นปกติ บีบอุจจาระให้ขาดช่วง เวลาถ่ายจนรู้สึกว่าหมดแล้ว เราก็หยุด แต่ความจริง อุจจาระท้ายขบวนยังไม่ออก แต่มันถูกดันกลับขึ้นไป ไม่มาจ่อปลายทวาร ทำให้เราไม่ปวดอึ เราก็นึกว่าหมดแล้ว อุจจาระที่ค้างไว้นี้ ก็จะเกาะที่ผนังลำไส้พอมีอุจจาระใหม่ที่เหลวกว่า มันก็แซงหน้าไปก่อน แต่มันไม่สามารถดันพวกที่ค้างแข็งให้ออกไปได้ พวกที่ค้างแข็งไว้ ก็เกาะติดแน่น

ฉะนั้น ทุกวันที่ถ่าย มันก็ถ่ายเฉพาะอึที่เหลวพอ ส่วนที่เหลือ ก็เกาะไปเรื่อย ๆ อุจจาระตกค้างจะไปทับเส้นเลือดต่าง ๆ ในกระเพาะและ กดทับกระดูกหลัง ทำให้เกิดอาการมากมาย เช่น ท้องอืด ปวดหลัง ปวดขา ปวดกล้ามเนื้อที่ไหล่และสะบัก เวียนหัว อ่อนเพลีย นอนไม่หลับ เป็นฝ้า ไมเกรน และ อื่น ๆ

“นั่นแหละเป็นที่มา..ที่คุณหมอพรทิพย์เขียนไว้ว่า เวลาผ่าศพจะเจออุจจาระตกค้างในลำไส้อย่างน่าตกใจบางศพ มีน้ำหนักอุจจาระถึง 10 กิโล”

ทำให้น้ำหนักคนเราที่ไม่ลงก็เพราะแบบนี้ด้วยนะ จะผอมลงแค่ไหนถ้าามีอุจจาระค้างในลำไส้ก็เท่านั้นแหล่ะ

การนำอุจจาระตกค้างออกจึงจำเป็นต้องหาว่าเป็นที่สาเหตุใดใน 5 สาเหตุข้างต้น แต่ถ้าสามารถได้รับการตรวจด้วยลูกดิ่งเพนดูลั่มก็จะรู้ได้ แต่ถ้าไม่สะดวกไปตรวจ ก็ให้ถ่ายพยาธิเองเสียก่อน แล้ว

💁‍♀️ลองสูตรอาหารดังต่อไปนี้

1. เม็ดแมงลัก 2 ช้อนชา ผสมน้ำ 1 แก้ว ทิ้งไว้ 30 นาที ดื่มก่อนนอน
เม็ดแมงลักจะลากอุจจาระตกค้างออกมา ทานเป็นปกติได้ทุกวัน หรือ 3-4วันต่อสัปดาห์ แล้วแต่จะชอบ

2. นมสด 2 กล่อง (รวมจะได้ประมาณ 500 มิลลิตร) และ
กล้วยน้ำว้า 2 ลูก ทานก่อน 6 โมงเช้า ช่วงแรกควรทานติดกัน 3 วัน หากถ่ายก่อน 7 โมงเช้าเป็นปกติได้แล้ว ก็ลดมาเป็นสัปดาห์ละ 2 ครั้ง หรือ ตามที่เห็นสมควร

3. ทานผักบุ้ง 2 กำมือ ผัด หรือ ต้ม ทำอาหารตามใจชอบ ผักบุ้งจะลากอุจจาระตกค้างออกมา

ให้ทานจนกว่าอุจจาระจะออกมาหมด ตอนที่ออกมาหมดเนี่ยเราจะรู้สึกได้ว่าเราโล่งท้องตัวเบาขึ้น
แต่ไม่ใช่ทำครั้งเดียวแล้วจะไม่เป็นอีกนะคะ แน่นอนมันก็จะวนเวียนเรื่อยๆ ถ้าเราไม่ปรับการกิน ไม่ปรับอาหาร ไม่ดูแลเรื่องของการดื่มน้ำ อย่าแก้ปัญหาที่ปลายเหตุอย่างเดียว ยังไงให้ดูแลเรื่องลำไส้ด้วย ถ้าลำไส้สะอาดรับรองว่าน้ำหนักก็ลดลง ผิวพรรณก็ดี

Cr: Anuch Sripairojkul and 3
#สุขภาพดีเริ่มที่ลำไส้
💁‍♀️หากข้อมูลมีประโยนช์กดเเชร์เเบ่งบันได้เลยค่ะ

💥10อาหารช่วยบำรุงปอดให้เเข็งเเรง.กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข แนะ 10 แหล่งอาหารหาง่าย กินเป็นประจำช่วยบำรุงปอด 🍅🥗 มาดูกันว...
01/08/2021

💥10อาหารช่วยบำรุงปอดให้เเข็งเเรง.

กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข แนะ 10 แหล่งอาหารหาง่าย กินเป็นประจำช่วยบำรุงปอด 🍅🥗
มาดูกันว่า 10 อาหารช่วยบำรุง “ปอด” ให้แข็งแรง มีอะไรบ้าง
✅ 1.ขิง เป็นสมุนไพรที่ดีต่อระบบทางเดินอาหาร ช่วยต้านการอักเสบ
✅ 2.พริกหวาน เป็นแหล่งวิตามินซีที่ดี ช่วยต้านอนุมูลอิสระและทำให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้เป็นปกติ
✅ 3.แอปเปิล มีใยอาหาร วิตามินซีและมีสารต้านอนุมูลอิสระ
✅ 4.ฟักทอง มีสารอาหารที่ส่งเสริมสุขภาพปอดหลายชนิด โดยเฉพาะแคโรทีนอยด์ เบต้าแคโรทีน ลูทีน และซีแซนทีน
✅ 5.ขมิ้นชัน มีสารเคอร์คูมินเป็นส่วนประกอบหลักการศึกษาวิจัยพบว่าการบริโภคเคอร์คูมินมีความสัมพันธ์กับการทำงานของปอดที่ดีขึ้น
✅ 6.มะเขือเทศ มีสารไลโคปีน ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระในกลุ่มแคโรทีนอยด์ ที่จะช่วยลดการอักเสบของทางเดินหายใจในผู้ที่เป็นโรคหอบหืดและช่วยเรื่องการทำงานของปอดในผู้ที่เป็นโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง
✅ 7.ธัญพืชเต็มเมล็ด ที่ไม่ผ่านการขัดสีหรือขัดสีน้อย เช่น ข้าวกล้อง ข้าวบาร์เลย์ ข้าวฟ่าง เป็นต้น เป็นอาหารที่มีเส้นใยสูงอุดมด้วยวิตามินอี ซีลีเนียมและกรดไขมันจำเป็น ซึ่งดีต่อสุขภาพปอด
✅ 8.น้ำมันมะกอก เป็นแหล่งของสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีเพราะมีสารโพลีฟีนอลและวิตามินอีที่ช่วยป้องกันโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ
✅ 9.หอยนางรม อุดมด้วยแร่ธาตุต่างๆ ที่จำเป็นต่อสุขภาพปอด ได้แก่ สังกะสี ซีลีเนียม วิตามินบีและทองแดง
✅ 10.ผลไม้ตระกูลเบอร์รี เช่น สตรอว์เบอร์รี บลูเบอร์รี มีฟลาโวนอยด์ที่เรียกว่าแอนโธไซยานิน ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูง เป็นต้น

🙏 ที่มา : กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข

••••••••••••••••••••••••••••
#ขอบคุณภาพ : บางกอก แอสเซทฯ

ที่อยู่

Bangkok
10900

เบอร์โทรศัพท์

0972659156

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Healthy&Beauty สุขภาพดีชลอวัยผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ การปฏิบัติ

ส่งข้อความของคุณถึง Healthy&Beauty สุขภาพดีชลอวัย:

แชร์