Pharmacy Kidney Club

Pharmacy Kidney Club อัพเดตข้อมูลความรู้ ในด้านยาสำหรับการดูแลผู้ป่วยโรคไต

👉 ภาวะ AIN หรือ ภาวะ acute interstitial nephritis เป็นภาวะที่ไตเกิดการวายเฉียบพลันจากการอักเสบของเนื้อไตในส่วน interstit...
17/03/2026

👉 ภาวะ AIN หรือ ภาวะ acute interstitial nephritis เป็นภาวะที่ไตเกิดการวายเฉียบพลันจากการอักเสบของเนื้อไตในส่วน interstitium ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่ของภาวะนี้นั้นเกิดมาจากยา 💊💊💊 หรือ สารเคมี โดยจากการศึกษาผลของการตรวจชิ้นเนื้อไตในผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะ AIN จำนวน 133 คน พบยาเป็นสาเหตุสูงถึงร้อยละ 70 จากสาเหตุอื่นทั้งหมด โดยยาที่พบอุบัติการณ์มากที่สุดคือ ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย โดยเฉพาะกลุ่ม penicillin cephalosporin ciprofloxacin พบร้อยละ 35 ของสาเหตุทั้งหมด และตามมาด้วยยาในกลุ่ม PPIs (ร้อยละ 10) และ NSAIDs (ร้อยละ 7)

👉 กลไกในการเกิดภาวะ drug induced AIN นั้นถูกอธิบายผ่านกระบวนการที่คล้ายกับการเกิดการแพ้ยาแบบ T cell mediated คือ ยา หรือ metabolite ของยาที่เป็นสาเหตุ เมื่อถูกกรองผ่านท่อไตจะจับกับโปรตีนชนิดอื่นที่เรียกว่า carrier protein เกิดเป็น Hapten complex ที่จะถูก dendritic cell จับและนำไปนำเสนอให้กับ T cell receptor เพื่อกระตุ้นการทำงานของ T cell ขั้นตอนนี้เรียกว่า antigen recognition phase และ เมื่อ T cell ได้รับการกระตุ้นแล้วจะเกิดการหลั่งสาร cytokine ต่าง ๆ ออกมาเพื่อกระตุ้นการทำงานของ T cell เอง และเรียก immune cell ชนิดอื่น อย่าง neutrophil และ macrophage มาในบริเวณเนื้อไต เรียกว่ากระบวนการ integrative phase และ ท้ายที่สุดจะเกิดกระบวนการ effector phase ตามมาคือ เซลล์ในบริเวณนั้นจะถูก cell ภูมิคุ้มกันตัวเองทำลาย และเกิดเป็น fibrosis ขึ้น

👉 โดยในปัจจุบันยังไม่พบคำอธิบายที่ชัดเจนว่าทำไมยาถึงสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ แต่ก็มีการนำเสนอถึงโครงสร้างของยาที่อาจจะเกิด AIN ได้ โดยคาดว่าจะเกิดจากการที่ยามีลักษณะของวงในโครงสร้าง อย่างวง beta lactam ring และวง aromatic ring ของยาชนิดอื่นที่สามารถกระตุ้นให้เกิดการทำงานของ T cell ได้

👉 เวลาในการเกิดภาวะ drug induced AIN นั้นไม่สามารถทำนายได้ว่าจะเกิดเมื่อใด แต่โดยส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นหลังจากรับยาที่สงสัยไปแล้วประมาณ 7 ถึง 10 วัน และไม่สามารถทำนายได้ว่าจะเกิดหรือไม่เกิดในผู้ป่วยกลุ่มไหน โดย AIN triad ประกอบด้วย 3 อาการหลัก คือ มีไข้ (Fever), ผื่นขึ้น (Rash), และภาวะเม็ดเลือดขาวอีโอซิโนฟิลในเลือดสูง (Eosinophilia) แม้อาการทั้งสามนี้จะเป็นลักษณะจำเพาะของโรค แต่ในทางปฏิบัติพบทั้งสามอาการนี้พร้อมกันได้น้อยมาก ดังนั้นการไม่มี 3 อาการนี้จึงไม่สามารถที่จะตัดภาวะ AIN ออกจากสาเหตุที่สงสัยได้ โดยการจัดการทั่วไปคล้ายกับการแพ้ยา คือ หยุดยาที่สงสัยว่าจะเป็นสาเหตุ และในกรณีที่รุนแรงอาจจะพิจารณาให้การรักษาด้วยยาในกลุ่ม glucocorticoid โดยพิจารณาขนาดยา oral prednisolone 0.8 ถึง 1 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมต่อวัน เป็นระยะเวลา 2 สัปดาห์ 💙❤️

เอกสารอ้างอิง
1. Raghavan R, Shawar S. Mechanisms of Drug-Induced Interstitial Nephritis. Adv Chronic Kidney Dis. 2017 Mar;24(2):64-71.
2. Muriithi AK, Leung N, Valeri AM, Cornell LD, Sethi S, Fidler ME, Nasr SH. Biopsy-proven acute interstitial nephritis, 1993-2011: a case series. Am J Kidney Dis. 2014 Oct;64(4):558-66.
3. Chumphon Sirisuksakun, Bancha Satirapoj. Drug-induced acute interstitial nephritis. J Nephrol Soc Thail 2023; 29(1): 9-21.

🙏🙏 สวัสดีชาวแฟนเพจทุกท่านครับ วันนี้ทางเพจขอนำเสนอข้อมูลของการใช้ยากดภูมิคุ้มกัน (immunosuppressant drugs) 💊💊 ซึ่งเรามีก...
04/03/2026

🙏🙏 สวัสดีชาวแฟนเพจทุกท่านครับ วันนี้ทางเพจขอนำเสนอข้อมูลของการใช้ยากดภูมิคุ้มกัน (immunosuppressant drugs) 💊💊 ซึ่งเรามีการใช้กันในการดูแลผู้ป่วยหลังจากการปลูกถ่ายอวัยวะ กับความเสี่ยงในการเกิดการติดเชื้อ

👉 ยากดภูมิคุ้มกันเป็นยาที่ออกฤทธิ์กดภูมิคุ้มกันของร่างกายได้หลายกลไกขึ้นกับชนิดของยา โดยแบ่งการกดภูมิคุ้มกันออกเป็น 3 ชนิด คือ
1. Innate Immunity: โดยยาหลายชนิดที่มีการใช้กันสามารถมีฤทธิ์กดการทำงานของ Innate Immunity ได้โดยเฉพาะยาในกลุ่ม corticosteroids เนื่องมาจากยาไปลดการ migration ของ leukocyte cell และไปลดกระบวนการทำงาน phagocytic ของ neutrophils และ monocytes และยาในกลุ่ม calcineurin inhibitors สามารถรบกวนการทำงานของกระบวนการ myeloid cell homeostasis และเช่นเดียวกับยาในกลุ่ม corticosteroids คือ จะรบกวนการ phagocytic ของ neutrophils และ macrophage
2. Adaptive Immunity (Cell-Mediated): ยากดภูมิอย่างเช่นยา calcineurin inhibitors และ antimetabolites เช่น mycophenolate หรือ azathioprine จะออกฤทธิ์ลดการกระตุ้นการทำงานของ T-cell และลดการเพิ่มจำนวนของ T -cell จึงทำให้มีความเสี่ยงในการเกิดการติดเชื่อไวรัส และเชื้อฉวยโอกาส (opportunistic pathogens) ได้ โดยเชื้อที่มีความเสี่ยงในการติด คือ CMV, EBV, BK virus, tuberculosis และเชื้อรา Pneumocystis jirovecii
3. Adaptive Immunity (Humoral): ยาที่มีความรุนแรงในการกด Humoral immune คือ rituximab (anti-CD20) เพราะสามารถลดระดับของ B cell ทำให้ไม่สามารถสร้าง antibody ได้ ทำให้เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดการติดเชื้อแบคทีเรีย

👉 ส่วนการใช้ยากดภูมิคุ้มกันในช่วง induction phase อย่างยา Antithymocyte Globulin (ATG) จะออกฤทธิ์กดการทำงานของ T cell ได้ทั้งร่างกาย ทั้งในเลือด และใน peripheral lymphoid tissue และยายังสามารถรบกวนการ lysing ของdendritic cells และลดระดับของ B cell ได้ ดังนั้น ATG จึงออกฤทธิ์กดการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันได้มากกว่ายาBasiliximab ซึ่งออกฤทธิ์เจาะจงกับตัวรับ CD25 บน T cell เฉพาะกระบวนการแบ่งตัวของ T cell เท่านั้น 💙💙

👉 การติดเชื้อในผู้ป่วยภายหลังจากการปลูกถ่ายไตถ้าเป็นช่วงแรกภายในประมาณ 1 เดือนหลังการปลูกถ่ายมักจะนึกถึงเชื้อที่มาจาก donor และเชื้อในโรงพยาบาลเป็นหลัก โดยจะพบโอกาสในการติดเชื้อแบคทีเรีย > ไวรัส > เชื้อรา และหลังจากพ้นระยะ 1 เดือนไปแล้ว ผู้ป่วยจะติดเชื้อส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเชื้อฉวยโอกาส เนื่องมากจากผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับยากดภูมิคุ้มกันในปริมาณที่สูง ดังนั้นจึงต้องมีความจำเป็นที่ผู้ป่วยต้องได้รับยาต้านจุลชีพเพื่อป้องกันการติดเชื้อฉวยโอกาสบางชนิด เช่น P*P และ HSV และภายหลัง 12 เดือน ความเสี่ยงในการติดเชื้อจะนึกถึงเชื้อที่เป็นการติดเชื้อแบบ community acquired แทน เพราะระดับยากดภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยจะอยู่ในระดับต่ำกว่าช่วงแรกภายหลังการปลูกถ่าย

👉 การจัดการหากผู้ป่วยมีการติดเชื้อเกิดขึ้น จะต้องมีการประเมินความเสี่ยงของการติดเชื้อร่วมกับความเสี่ยงในการเกิดการปฏิเสธอวัยวะ โดยถ้าหากมีความจำเป็นต้องหยุดยามักจะเริ่มจากการพิจารณาลดขนาดยาหรือหยุดยา mycophenolate ก่อนเป็นระดับแรก เพราะยาในกลุ่มนี้สามารถทำให้เกิดภาวะ leukopenia และ neutropenia ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการกำจัดเชื้อที่เกิดขึ้น และถ้าหากมีอาการมากขึ้นจะพิจารณาลดขนาดยาในกลุ่ม calcineurin inhibitors ในลำดับถัดไป ❤️💙❤️💙

เอกสารอ้างอิง
1. Chastain DB, Stover KR. Urgent need to address infectious diseases due to immunosuppressive therapies. Ther Adv Infect Dis. 2023; 10:20499361231168512.
2. oberts MB, Fishman JA. Immunosuppressive Agents and Infectious Risk in Transplantation: Managing the "Net State of Immunosuppression". Clin Infect Dis. 2021 Oct 5;73(7):e1302-e1317.
3. Tharmaraj D, Mulley WR, Dendle C. Current and emerging tools for simultaneous assessment of infection and rejection risk in transplantation. Front Immunol. 2024 Nov 26;15:1490472.

🙏 สวัสดีชาวแฟนเพจทุกท่าน วันนี้ขอเสนอเรื่องการใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดชนิดรับประทานกลุ่มใหม่ (Direct Oral Anticoagula...
09/02/2026

🙏 สวัสดีชาวแฟนเพจทุกท่าน วันนี้ขอเสนอเรื่องการใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดชนิดรับประทานกลุ่มใหม่ (Direct Oral Anticoagulants: DOACs) 💊 เป็นยาที่มีการใช้ได้บ่อยในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่ระดับการทำงานของไตอยู่ในระดับ mild to moderate หรือ CrCL อยู่ในช่วง 30-60 ml/min แต่การใช้ยาในกลุ่ม DOACs หรือยาชนิดอื่นที่อยู่ในกลุ่ม anticoagulant ในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังนั้นมีข้อควรระวังที่สำคัญ เพราะผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังเป็นกลุ่มประชากรที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะ Atrial fibrillation (AF) เพิ่มมากขึ้น และในทางกลับกันผู้ป่วยก็มีความเสี่ยงในการเกิดภาวะเลือดออกได้มากขึ้น ดังนั้นการกำหนดขนาดยาของยากลุ่มนี้จึงมีความท้าทายเป็นอย่างยิ่ง เพราะขนาดยาที่ต่ำไปก็อาจจะควบคุมโรคไม่ได้ และถ้าขนาดยาสูงไปก็จะทำให้ผู้ป่วยเกิดผลข้างเคียงเลือดออกมากขึ้นได้

🌸 ข้อมูลขนาดยาของยาในกลุ่ม DOACs ในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังนั้น จะมีคำแนะนำขึ้นกับข้อบ่งใช้ของยา โดยในวันนี้จะขอนำเสนอในข้อบ่งใช้ Non-valvular Atrial Fibrillation ในผู้ใหญ่ 💊💊 ซึ่งประสิทธิภาพของยา DOACs ในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังถึงแม้จะไม่มีการศึกษารูปแบบ RCT ขนาดใหญ่ แต่จากการวิเคราะห์ sub group analysis ของ landmark trials ของยา กลุ่มนี้อย่างการศึกษา RE-LY, ARISTOTLE, ROCKET-AF และ ENGAGE AF-TIMI 48 ในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังที่ส่วนใหญ่จะมี CrCL อยู่ในช่วง 30-50 ml/min โดยพบว่าผลในเรื่องการป้องกันการเกิด stroke, mortality และ major bleeding นั้นส่วนใหญ่ไม่แตกต่างจาก warfarin ยกเว้นยา apixaban ที่มีแนวโน้มจะได้ประโยชน์เหนือยา warfarin โดยผลลัพธ์ของข้อมูลการศึกษาสามารถดูได้ในรูปที่ 1 ❤️❤️❤️

🌸 เภสัชจลนศาสตร์ของยาในกลุ่มนี้มีความแตกต่างกันขึ้นกับชนิดของยา โดยยาส่วนใหญ่จะมีค่าครึ่งชีวิตของยาอยู่ที่ 12 ชั่วโมง ยกเว้นยา rivaroxaban ที่จะมีค่าครึ่งชีวิต 5-9 ชั่วโมง โดยยา Dabigatran กำจัดผ่านไตร้อยละ 80, Rivaroxaban กำจัดผ่านไตร้อยละ 66, Edoxaban กำจัดผ่านไตร้อยละ 50 และ Apixaban กำจัดผ่านไตร้อยละ 27 💊💊 จึงทำให้ยาในกลุ่มนี้มีความจำเป็นต้องปรับขนาดยาในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังที่มีการทำงานของไตลดลง ดังแสดงในรูปที่ 2 ❤️❤️ ซึ่งขนาดยาของยาในกลุ่มนี้มีคำแนะนำต่างกันเล็กน้อยขึ้นกับเอกสารกำกับยาจาก USFDA, EMA และ Canada เพราะในผู้ป่วยโรคไตที่มีค่า CrCL ต่ำกว่า 30 ml/min ยาในกลุ่ม DOAC บางชนิดไม่แนะนำให้ใช้ถ้าหากอ้างอิงข้อมูลตามเอกสารกำกับยาของ EMA 😳😳

🌸🌸 ดังนั้นจากข้อมูลที่กล่าวมา การกำหนดขนาดยาในกลุ่ม DOACs ในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อให้ผู้ป่วยได้รับขนาดยาที่เหมาะสม มีประสิทธิภาพ และไม่เกิดผลข้างเคียงในการทำให้เลือดออกเพิ่มขึ้น และการกำหนดขนาดยาในปัจจุบันถ้าอ้างอิงตามเอกสารประกอบการใช้ยายังต้องพิจารณาจากการคำนวณค่า CrCL เป็นหลักโดยเฉพาะในผู้สูงอายุ เพราะการศึกษา Evaluation of DOAC Dosing Among Various Renal Equations in Patients With Kidney Impairment and Elderly in Thailand ในประเทศไทยแสดงให้เห็นชัดเจนว่าการใช้การประเมินการทำงานของไตจาก CrCL โดย CG equation เทียบกับ eGFR EPI equation นั้นทำให้ได้ขนาดยาแตกต่างกันถึงร้อยละ 45 เมื่อใช้การประเมินการทำงานของไตต่างสมการกัน และเมื่อผู้ป่วยมีค่าการทำงานของไต eGFR < 45 mL/min/1.73 m2 ควรจะพิจารณากลับมาคำนวณ CrCL ร่วมด้วยเพราะเป็นจุดตัดที่สำคัญของการศึกษานี้ที่ขนาดของยา DOAC จะมีความแตกต่างกันเมื่อมีการใช้สมการในการประเมินค่าไตแตกต่างกัน 🌸🌸

01/02/2026

ภาวะ Aluminum intoxication จากการใช้ยา aluminum based phosphate binder ☺️
เรียบเรียงเนื้อหาโดย ภญ. มนรัตน์ ภัทรบูชา เภสัชกรหลักสูตรอบรมระยะสั้นสาขาโรคไต คณะเภสัชมหิดล

🌸 ยา aluminum hydroxide เป็น phosphate binder ที่มีประสิทธิภาพในการจับกับฟอสเฟตได้สูง มีค่า relative phosphate binding capacity (RPBC) เท่ากับ 1.5 (1) เริ่มมีการใช้ในช่วงปี 1970 แต่ในปัจจุบันมีการใช้ยาชนิดนี้ลดลงเนื่องมาจากการพบผลข้างเคียงเกี่ยวกับการเกิด dialysis encephalopathy, ภาวะกระดูกบาง และ ภาวะ microcytic anemia ที่เพิ่มมากขึ้น (1, 2)
โดยปัจจัยเสี่ยงของการเกิดภาวะพิษจากยา aluminium มีดังนี้ (1, 2, 3)
● ใช้ร่วมกับยาหรือสารอื่นที่มีส่วนประกอบของ aluminium
● ใช้ร่วมกับยาที่มีส่วนประกอบของ citrate
● การทำงานของไตลดลง
● เป็นผู้ป่วยฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม
● ระดับ ferritin สูง
● ระดับ calcium ต่ำ
● มีภาวะ uremia
● มีประวัติสัมผัส aluminium ผ่านการทำงาน

🌸 โดยทั่วไประดับ AI ปกติในเลือดคือ 1-3 ไมโครกรัม/ลิตร (27-54 ไมโครโมล/ลิตร) (1, 3) โดยมีการศึกษาเริ่มพบความเป็นพิษจาก AI เมื่อมีระดับ AI ในเลือดถึง 10-60 μg/L (3) ทั้งนี้ในหลายกรณีจะพบการเกิดพิษในผู้ป่วยฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม (HD) จากการใช้ aluminium hydroxide ร่วมกับการมี aluminium ปนเปื้อนในระบบน้ำที่ใช้ในหน่วยไตเทียม (1, 3)

🌸 แต่ในปัจจุบันระบบน้ำของหน่วยไตเทียมได้รับการควบคุมปริมาณ AI ที่อาจปนเปื้อนแล้ว จึงขอยกตัวอย่างจากการสืบค้นกรณีศึกษาที่น่าจะเป็นผลจากการใช้ aluminium hydroxide เพียงอย่างเดียว โดยพบกรณีศึกษาในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 5 ก่อนได้รับการฟอกเลือดจะเริ่มพบการสะสมของ aluminium ในกระดูกหลังจากที่ได้ยา aluminium hydroxide ขนาดรวม 711 กรัม (เฉลี่ย 1,947.9 มิลลิกรัม/วัน) เป็นระยะเวลา 1 ปี โดยผู้ป่วยไม่แสดงอาการผิดปกติใด (4) และนอกจากนี้ยังพบกรณีศึกษาที่แสดงการใช้ ยา aluminium hydroxide ขนาดเฉลี่ย 3,840 มิลลิกรัม/วัน ร่วมกับสารละลาย citrate เป็นเวลา 2 ปี ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการอ่อนแรง เกร็ง ชัก พูดติดขัด ตรวจพบการมี inverted QRS complex และตรวจพบระดับ aluminium ในเลือดเท่ากับ 253 ไมโครโมล/ลิตร โดยภายหลังการเสียชีวิตมีการตรวจพบว่ามีการสะสมของ aluminium ในสมองปริมาณสูง ในขณะที่ปริมาณ aluminium ในกระดูกกลับอยู่ในระดับปกติ (5)

🌸 นอกจากนี้ยังพบการศึกษาทางคลินิกรูปแบบ cohort study ที่ศึกษาในผู้ป่วยฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม ที่ได้รับการควบคุมปริมาณ aluminium ในระบบน้ำของการฟอกเลือดไม่ให้เกิน 2 ไมโครกรัม/ลิตร พบว่าผู้ป่วยในการศึกษาที่ได้รับ aluminium hydroxide ขนาดเฉลี่ย 3.9 ± 2.3 เม็ด/วัน (867 ± 511 มิลลิกรัม/วัน) เป็นเวลาเฉลี่ย 17.8 เดือน พบว่าระดับ aluminium ในเลือดเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 6.8 เป็น 13.8 ไมโครกรัม/ลิตร โดยมีร้อยละ 12.1 ที่พบระดับ aluminium ในเลือดมากกว่า 20 ไมโครกรัม/ลิตร แต่ไม่เกิน 40 ไมโครกรัม/ลิตร และจากการศึกษานี้ไม่พบผู้ป่วยที่มีอาการแสดงของการเกิดพิษจากยา aluminum (6)

🌸 ในปัจจุบันการเกิดพิษจากยา aluminium based phosphate binderในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังโดยเฉพาะในผู้ป่วยฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมจะเกิดได้ลดลงหลังจากการควบคุมปริมาณ aluminium ในระบบน้ำยาฟอกเลือด แต่เนื่องจากยังไม่มีการศึกษาทางคลินิกแบบไปข้างหน้าขนาดใหญ่ที่สามารถยืนยันความปลอดภัยของการใช้ aluminium hydroxide ในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังเป็นระยะเวลานาน ร่วมกับในแนวทางการรักษาของทั้ง KDIGO 2017 และแนวทางเวชปฏิบัติสำหรับภาวะความผิดปกติของแร่ธาตุและกระดูกในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังของประเทศไทยเองในปี พ.ศ. 2565 💙💙 ยังคงแนะนำให้จำกัดการใช้ aluminium based phosphate binder โดยพิจารณาให้ใช้ยากลุ่มนี้เป็นระยะเวลานานไม่เกิน 1 เดือน ❤️❤️

💙💙 ดังนั้นในผู้ป่วยที่จำเป็นต้องได้รับ aluminium based phosphate binder เป็นเวลานานเกินกว่านี้ควรได้รับการประเมินความเสี่ยงเทียบกับประโยชน์ที่ได้จากยาและ ติดตามอาการของการเกิดพิษจาก aluminium hydroxide อย่างใกล้ชิดต่อไประหว่างที่ใช้ยา 💙💙

เอกสารอ้างอิง
1. Mudge DW, Johnson DW, Hawley CM, et al. Do aluminium-based phosphate binders continue to have a role in contemporary nephrology practice? BMC Nephrol. 2011;12:20-6.
2. Hutchison AJ. Oral phosphate binders. Kidney Int. 2009;75(9):906-14
3. Becaria A, Campbell A, Bondy S. Aluminum as a toxicant. Toxicol. Ind. Health. 2002;18(7):309-20.
4. Alfrey AC, LeGendre GR, Kaehny WD. The dialysis encephalopathy syndrome. Possible aluminum intoxication. N Engl J Med. 1976;294,184-8.
5. Russo LS, Beale G, Sandroni S, et al. Aluminum toxicity in undialyzed patients with chronic renal failure. J. Neurol. Neurosurg. Psychiatry. 1991;55,697-700.
6. Arenas MD, Malek T, Gil MT, Moledous A, Nunez C, Alvarez-Ude F. Use of the aluminum phosphate-binders in hemodialysis in the ultrapure water era. Nefrologia. 2008;28:168-73

15/01/2026

🙏 วันนี้ทางเพจขอนำเสนอเรื่องผลของยากลุ่ม SGLT-2 inhibitorsต่อภาวะซีดในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง
โดยผู้แต่ง: มนรัตน์ ภัทรบูชา เภสัชกรหลักสูตรระยะสัันโรคไต ของคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

🍁 ยาในกลุ่ม Sodium-glucose transporter 2 (SGLT-2) inhibitors นอกจากมีบทบาทในการลดระดับน้ำตาลในเลือดแล้ว ยังกลุ่มนี้ยังมีหลักฐานทางวิชาการที่สนับสนุนในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง เนื่องจากมีข้อมูลว่า SGLT-2 inhibitors สามารถลดโปรตีนรั่วในปัสสาวะและช่วยชะลอการเสื่อมของไตได้ นอกจากนี้จากข้อมูลล่าสุดพบว่า SGLT-2 inhibitors นั้นมีบทบาทในการรักษาภาวะซีดได้เช่นกัน

🍁 กลไกที่เกี่ยวข้องกับการออกฤทธิ์ของ SGLT-2 inhibitors กับการรักษาภาวะซีดมีดังต่อไปนี้
ทำให้เกิดภาวะ hemocontraction จากการขับโซเดียมและน้ำออกไปทางปัสสาวะโดยจะเห็นผลจากกระบวนการนี้

🍁 ชัดเจนเมื่อเริ่มยาไปประมาณ 1 สัปดาห์ (1,2,4)
การลดการเกิด oxidative stress และกระบวนการอักเสบที่เป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดภาวะซีด
ในผู้ป่วยโรคไต ซึ่งกลไกนี้สามารถเกิดทั้งผ่านการยับยั้งตัวรับ SGLT-1 หรือ SGLT-2 ได้ (1,2)
ส่งเสริมการใช้เหล็กของร่างกาย (iron utilisation) การลด hepcidin และกระตุ้น ferritin catabolism ทำให้เพิ่มการดูดซึมเหล็กจากทางเดินอาหารและเพิ่มการขนส่งเหล็กไปใช้ (iron mobilization) ในร่างกายเพิ่มขึ้น (2,3)
กระตุ้นกระบวนการสร้าง erythropoietin จากไตและตับ โดยกระตุ้น upregulation ของ sirtuin-1 (SIRT1) ซึ่งสามารถกระตุ้น HIF-2a ได้แม้ไม่ได้อยู่ในภาวะ hypoxia และยังยับยั้ง HIF-1a ซึ่งทำให้เกิดความไม่คงตัวของ atherosclerotic plaque และเกิด cardiac fibrosis ได้ (2)

🍁 จากการศึกษาแบบ meta-analysis ซึ่งศึกษาผลของยา SGLT-2 inhibitors ที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงของ hematocrit ในผู้ป่วยโรคเบาหวาน (5) พบว่ายา SGLT-2 inhibitors เพิ่มระดับ hematocrit ได้อย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับยาหลอก (weighted mean difference, WMD 2.67%, 95% CI, 2.53 - 2.82; P

05/12/2025

หัวข้อ Common Renal Disorders
ในงานประชุมวิชาการ Pharmacotherapy of Interesting Common Diseases 2026 ( ) ✨
วันที่ 25-27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
ณ โรงแรมเอเชียกรุงเทพ

Full agenda ปักหมุดอยู่ที่หน้าเพจของพวกเรานะครับ 🥰
(หรือเข้าไปดูได้ที่ link นี้เลยครับ : https://www.facebook.com/share/p/1CKaZ98CuL/ )

สามารถลงทะเบียนได้ที่ link นี้เลยครับ :
https://pharmacy.mahidol.ac.th/conference/info/index.php?conid=225
(หรือ scan QR code จากโปสเตอร์ได้เช่นกันนะครับ 😊)

ขออนุญาตประชาสัมพันธ์ กิจกรรมของเภสัชหลักสูตรฝึกอบรมระยะสั้น สาขาไต ของคณะเภสัชศาสตร์ มหิดล ครับ ☺️☺️  กิจกรรมสนุก เสริม...
27/11/2025

ขออนุญาตประชาสัมพันธ์ กิจกรรมของเภสัชหลักสูตรฝึกอบรมระยะสั้น สาขาไต ของคณะเภสัชศาสตร์ มหิดล ครับ ☺️☺️
กิจกรรมสนุก เสริมความรู้ เพิ่มพูลทักษะ เน้นปฏิบัติได้จริง
สำหรับผู้สนใจปีหน้า 2569 ยังเปิดรับถึง 3 รอบนะครับ ทักมาสอบถามรายละเอียดกันได้ครับ 🙏🙏

สวัสดีชาวแฟนเพจทุกท่าน😬😬  ช่วงปลายปีนี้ในคลินิก PD แอดมิน เจอผู้ป่วยสงสัยภาวะ peritonitis มากเป็นพิเศษ จนทำให้แอดมินต้อง...
17/11/2025

สวัสดีชาวแฟนเพจทุกท่าน😬😬 ช่วงปลายปีนี้ในคลินิก PD แอดมิน เจอผู้ป่วยสงสัยภาวะ peritonitis มากเป็นพิเศษ จนทำให้แอดมินต้องกลับไปทบทวนแนวทางการรักษาแบบจริงจัง เลยขอเอาโอกาสนี้มาเล่าสู่ให้แฟนเพจที่น่ารักได้ฟังกัน

💊💊 การใช้ยา antibiotic ในผู้ป่วย peritonitis มีความแตกต่างจากโรคติดเชื้ออื่น ๆ โดยเฉพาะรูปแบบการให้ยาทาง intraperitoneal (IP) โดยแนวทางการรักษาของ ISPD peritonitis guideline recommendations: ในปี 2022 แนะนำไว้ว่า

- ควรจะให้ empirical antibiotic เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยสามารถใช้ได้ทั้ง route IP หรือ systemic route โดยให้ยาภายหลังจากการเก็บน้ำล้างไตทางช่องท้องเพื่อตรวจหาเชื้อที่สงสัยเสร็จ (1B) โดย guideline ได้กล่าวว่าบางสถานพยาบาลอาจมีข้อจำกัดเรื่องการให้ยาทาง IP ดังนั้นเพื่อไม่ให้การรักษาด้วย antibiotic ล่าช้าเกินไปจึงแนะนำการ empiric therapy ด้วย systemic route ได้

- แนะนำให้ empirical antibiotic ตาม center ของที่นั้นว่ามี most common ของการติดเชื้อชนิดไหน โดยการให้ยาควรจะครอบคลุมเชื้อทั้ง gram-positive และ gram-negative organisms (1C)

- ยาที่แนะนำเพื่อครอบคลุมแกรมบวก คือ first-generation cephalosporin หรือ vancomycin และยาที่ครอบคลุมแกรมลบ คือ third-generation cephalosporin หรือ aminoglycoside (1B)

- แนะนำให้ใช้ยา cefepime monotherapy เป็นยาทางเลือกสำหรับการเป็น empirical antibiotic ได้ (2B)

- สำหรับการรักษาแนวทางแนะนำ intraperitoneal (IP) เป็นหลักยกเว้นในผู้ที่มีภาวะ systemic sepsis (1B)

- แนะนำว่าถ้าให้ IP aminoglycoside ควรให้ในรูปแบบ daily intermittent dosing (2B) และควรหลีกเลี่ยงการได้รับยาในระยะเวลานานเกินไป (1C)

- ยังไม่มีข้อมูลการศึกษาที่มากพอที่จะแนะนำให้ผู้ป่วยที่ทำ APD ให้เปลี่ยนมาทำ CAPD ชั่วคราวระหว่างการรักษา peritonitis (Not Graded).

💊💊💊 โดยจะเห็นว่าโดยทั่วไปการให้ยาทาง IP มักจะต้องคำนึงถึง stability และ compatibility ของการผสมยากับน้ำยาล้างไตทางช่องท้อง ซึ่งการผสมยาในกลุ่ม aminoglycoside กับยา penicillin นั้นถือว่าเป็นข้อห้ามเนื่องจากจะทำให้น้ำยาตกตะกอนได้ ส่วนยาคู่อื่นอย่าง cefazolin ceftazidime และ vancomycin สามารถที่จะผสมกันได้ (ล่าสุดแอดเองก็พึ่งเจอเคส ceftazidime ผสมคู่ vancomycin ซึ่งสามารถผสมพร้อมกันได้น้า😬😬)

💊💊💊 ข้อมูลของ stability เองก็มีความสำคัญ และเป็นบทบาทของเราชาวเภสัชกรเช่นกันที่จะคอยตอบคำถามต่าง ๆ เหล่านี้จากพี่พยาบาล PD โดยในรูปด้านล่างแอดได้สรุปข้อมูล stability ที่มีข้อมูลการศึกษาในแนวทางของ ISPD ซึ่งข้อมูลมีความหลากหลายโดยยาบางชนิดค่า stability ขึ้นกับชนิดของน้ำยาที่ใช้ บางชนิดขึ้นกับอุณหภูมิที่ใช้เก็บรักษา และบางชนิดก็ขึ้นกับทั้งน้ำยาและอุณหภูมิที่เก็บรักษา โดยแอดมินได้เพิ่มข้อมูลการศึกษาในปัจจุบันที่ออกมาหลังจาก guideline ออกมาด้วย เพราะในปัจจุบันเราเจออุบัติการณ์เชื้อดื้อยามากขึ้น โดยแอดได้เพิ่มข้อมูลของยา meropenem, amikacin และ ciprofloxacin เพิ่มเข้ามา (ซึ่งแอดก็พึ่งเจอคนได้ meropenem IP และ amikacin IP ช่วงนี้แอดเจอไรแต่แบบนี้ 😂😂)

😭😭 แต่จะเห็นว่าข้อมูลของยา meropenem ในปัจจุบันยังมีความ controversy อยู่พอสมควรเพราะมีทั้งการศึกษาที่พบว่ายาคงสภาพอยู่ได้แค่เพียง 1 ถึง 2 วัน (ระเบียบวิธีวิจัยไม่ชัดเจน โดยเป็นข้อมูลจากการผสมน้ำยาทั้งชนิด dextrose และ icodextrin กับยา meropenem 500 mg/L ไม่ทราบจำนวนถุงของ sample แต่มีการเขียนว่ามีการวิเคราะห์ซ้ำ 3 ครั้ง) กับบางการศึกษาก็พบว่าอยู่ได้นานถึง 7 วัน (เป็นข้อมูลจากการผสมน้ำยาชนิด icodextrin กับ meropenem 236 mg/L จำนวน 3 ถุง ต่อ 1 อุณหภูมิ และวิเคราะห์เพื่อหาค่าเฉลี่ยรวมของทุกถุง ซึ่งเป็นวิธีมาตรฐานสำหรับการทดสอบ stability) 👍👍 ตังนั้นการนำข้อมูลไปใช้ในตอนนี้อาจจะต้องพิจารณาที่ชนิดของน้ำยา โดยที่น้ำยาชนิด icodextrin มีข้อมูลความคงตัวได้นานกว่าน้ำยา dextrose (ที่มีความคงตัวอยู่ได้ไม่เกิน 2 วัน😳😳) ร่วมกับความเข้มข้นของยาที่ใช้ โดยถ้ายิ่งผสมยาที่เข้มข้นมากก็จะทำให้ยามีความคงตัวได้ลดลง โดยแนะนำให้ผสมแล้วเก็บในอุณหภูมิตู้เย็น (4-6 องศาเซลเซียสเท่านั้น)

👍👍 อย่างไรการตามการดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้ก็ยังมีความท้าท้ายอีกหลายอย่างทั้ง stability ของยาใหม่หลายชนิดก็ยังไม่มีการศึกษา และขนาดยาในผู้ป่วยกลุ่มนี้ก็ยังมีความซับซ้อนเพิ่มเติม (เช่นรูปแบบการฟอก, ปริมาณปัสสาวะที่เหลืออยู่) โดยถ้าหากมีผู้สนใจกดไลท์ 👍👍 กดแชร์ เยอะ ๆ ครั้งหน้าแอดมินจะมาเล่าถึงขนาดยาฆ่าเชื้อที่ใช้หลักในผู้ป่วยกลุ่มนี้พร้อมตีแผ่เบื้องลึกของงานวิจัยที่เป็นที่มาของขนาดยาเหล่านี้ให้ทุกท่านฟัง

ขออนุญาตประชาสัมพันธ์กิจกรรมนำเสนอบทความวรรณกรรม (journal club) ของเภสัชกรในหลักสูตรอบรมระยะสั้นรุ่นที่ 3 ของหลักสูตรไต ...
29/10/2025

ขออนุญาตประชาสัมพันธ์กิจกรรมนำเสนอบทความวรรณกรรม (journal club) ของเภสัชกรในหลักสูตรอบรมระยะสั้นรุ่นที่ 3 ของหลักสูตรไต คณะเภสัชศาสตร์ ม. มหิดล 👍👍👍

หัวข้อที่เลือกมาครั้งนี้ไม่ธรรมดาเลยจริงๆครับ เกี่ยวกับการใช้ยาในกลุ่ม SGLT2 inh ในการจัดการภาวะ anemia ในผู้ป่วยเบาหวานที่เป็นโรคไตเรื้อรังร่วมด้วย

สำหรับเนื้อหาสรุปของงานวิจัยเดี่ยว admin จะสรุปแล้วมาอัพเดตให้ทุกท่านทางเพจอีกครั้งหนึ่งนะครับ

แต่ถ้าท่านใดสนใจอัพเดตความรู้ ในการดูแลผู้ป่วยโรคไตสำหรับเภสัชกร ยังสามารถสมัครเข้ามาได้อยู่นะครับ ในปีหน้า 2569 พร้อมเปิดรับอยู่ครับ 👍👍 (ที่นั่งมีจำนวนจำกัด)

หลังจาก admin ห่างหายไปนาน 😂😂 วันนี้เลยจะขอนำเสนอเนื้อหาเรื่องหลักการกำจัดของสารผ่านการล้างไตทางช่องท้อง (PD) 💊💊💊👍โดยที่...
03/10/2025

หลังจาก admin ห่างหายไปนาน 😂😂 วันนี้เลยจะขอนำเสนอเนื้อหาเรื่องหลักการกำจัดของสารผ่านการล้างไตทางช่องท้อง (PD) 💊💊💊

👍โดยที่การล้างไตทางช่องท้องในประเทศไทยปัจจุบันถูกกำหนดให้เป็นวิธีการล้างไตแรก (PD first) สำหรับผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้าย ที่ไม่มีข้อห้าม ซึ่งวิธีการคือ ใส่น้ำยาล้างไตเข้าไปในช่องหว่างระหว่างเยื่อบุช่องท้องของผู้ป่วยเพื่อแลกเปลี่ยนของเสียกับตัวู้แ่วยจากเลือด โดยใช้เยื่อบุผนังช่องท้องของผู้ป่วยเป็นตัวแลกเปลี่ยนสารแทนตัวกรองในวิธีล้างไตด้วยเครื่องไตเทียม

👍 โดยการล้างไตทางช่องท้องจะมีวิธีกำจัดสาร (รวมถึงยา) ผ่านกลไกหลัก ๆ 3 กลไก ดังนี้

1. การเคลื่อนที่ของสาร (solute transport)
เป็นการเคลื่อนที่ของสารแบบสองทิศทางระหว่างหลอดเลือดฝอยของเยื่อบุช่องท้องกับน้ำในช่องท้องด้วยวิธีการแพร่(diffusion) เป็นหลัก ซึ่งจะมีการแพร่ของสารจากบริเวณที่มีความเข้มข้นสูงไปยังบริเวณที่มีความเข้มข้นของสารต่ำกว่า ซึ่งการแพร่จะเกิดได้สูงสุดหลังจากขั้นตอนเติม (filling) ของน้ำยาล้างไตเสร็จ และอัตราการแพร่จะเกิดน้อยลงเมื่อระยะเวลาผ่านไป เพราะความแตกต่างของความเข้มข้นของสารนั้นมีค่าลดลง และเมื่อมีการอักเสบในเยื่อบุช่องท้องจะเป็นการเพิ่มปริมาณเลือดและพื้นที่ผิวในการแลกเปลี่ยนสาร ซึ่งส่งผลทําให้การแลกเปลี่ยนสารผ่านการแพร่เกิดได้มากขึ้นกว่าผู้ป่วยปกติ

2. อัลตราฟิลเตรชัน (ultrafltration, UF)
คือ การเคลื่อนที่ของน้ำในหลอดเลือดออกมาสู่ช่องท้องโดยอาศัยสมบัติของน้ำยาล้างไตที่มีส่วนประกอบของสาร crystalloid (เช่น น้ำตาลกลูโคส หรือ กรดอะมิโน) และสาร colloid (เช่น icodextrin) ซึ่งการดึงน้ำออกจะมีสัดส่วนที่มากที่สุดหลังจากขั้นตอนการเติมน้ำยาเสร็จเนื่องจากเมื่อเวลาผ่านไปน้ำยาในสารกลุ่ม crystalloid โดยเฉพาะน้ำตาลกลูโคสจะถูกดูดซึมเข้าไปในร่างกายผ่านทางหลอดเลือดหรือระบบน้ำเหลือง ทําให้ความเข้มข้นสารในช่องท้องลดลง ประสิทธิภาพในการเกิดกระบวนการ ultrafltration จะเกิดได้ลดลง

3) การดูดซึม (absorption)
ในระหว่างที่น้ำยาล้างไตค้างอยู่ในช่องท้องจะมีการกระบวนการดูดกลับของสารผ่านระบบน้ำเหลือง (lymphatic system) กับเนื้อเยื่อบริเวณข้างเคียงเกิดขึ้นตลอดเวลา ซึ่งการดูดซึมกลับด้วยน้ำเหลืองนั้นจะขึ้นอยู่กับ การเคลื่อนที่ของกะบังลม และ ความดันภายในช่องท้องเป็นหลัก

👍 โดยปัจจัยสําคัญที่ส่งผลต่อการขจัดยาออกโดยการล้างไตทางช่องท้อง มีอยู่ 2 ปัจจัย คือ
- อัตราการไหลของน้ำยาล้างไต (dialysate flow rate) เป็นปัจจัยสําคัญในการกําจัดสารโดยเฉพาะสารโมเลกุลขนาดเล็กเพราะการกําจัดสารกลุ่มนี้จะขึ้นกับอัตราการไหลของน้ำยาล้างไตเป็นหลัก จากข้อมูลพบว่าผู้ป่วยที่ทําการล้างไตแบบ APD จะมี dialysate flow rate และอัตราการกําจัดยาทางช่องท้องที่มากกว่ากลุ่ม CAPD อย่างไรก็ตามปริมาณของยา ที่พบในน้ำยาล้างไตภายหลังจากครบช่วงเวลาของการรักษา (APD ใช้เวลาประมาณ 8-10 ชั่วโมง และใน CAPD ใช้เวลา ประมาณ 24 ชั่วโมง) นั้นพบว่าการขจัดสารกลุ่มนี้ไม่ต่างกัน
- ขนาดโมเลกุลของสาร และความชอบจับกับโปรตีน โดยทั่วไปยาที่มีโมเลกุลขนาดเล็กประมาณ 100 ถึง 700 ดาลตัน จะถูกขจัดออกผ่านทางช่องท้องได้ง่ายเมื่อเทียบกับยาที่มีโมเลกุลขนาดใหญ่ เช่น vancomycin, insulin หรือ erythropoietin stimulating agents ซึ่งยิ่งหากยามีขนาดโมเลกุลที่เล็กร่วมกับมีการจับกับโปรตีนในเลือดน้อยก็จะยิ่งเพิ่มโอกาสในการขจัดสารออกทางช่องท้องที่มากขึ้น

👍👍👍 แต่ในทางปฏิบัติขนาดของยา💊💊 ในผู้ป่วยที่ล้างไตทางช่องท้องมักจะมีขนาดยาเท่ากับขนาดยาในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังในระยะสุดท้าย (ESRD) ที่ไม่ได้รับการบำบัดทดแทนไตเนื่องมาจาก การขจัดยาจะส่งผลกระทบทางคลินิกอย่างมีนัยสําคัญก็ต่อเมื่อยานั้นถูกขจัดออกไปจากการล้างไตมากกว่าร้อยละ 30 ของการขจัดยาทั้งหมดจากร่างกาย แต่ในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังในระยะสุดท้าย (ESRD) การขจัดยาทั้งหมดจาก
เลือดจะยังคงมีค่าอยู่สูงกว่า 20-30 มิลลิลิตรต่อนาที
💊💊 ซึ่งเมื่อได้รับการล้างไตทางช่องท้อง ยาทั่วไปจะถูกขจัดออกผ่านการล้างไตทางช่องท้องได้ด้วยอัตราประมาณ 5-7.5 มิลลิลิตรต่อนาที (ซึ่งยังไม่ถึงร้อยละ 30 ของการขจัดยาเดิมในผู้ป่วย ESRD) ดังนั้นขนาดยาของผู้ป่วยที่ได้รับการล้างไตทางช่องท้องส่วนใหญ่เมื่อเปิดตามฐานข้อมูลต่าง ๆ จึงเหมือนกับขนาดยาในผู้ป่วย ESRD ยกเว้นยาชนิดนั้นจะมีคุณสมบัติที่ส่งผลต่อการขจัดยาออกจากการล้างไตทางช่องท้องดังที่กล่าวมาข้างต้นนั่นเอง

เอกสารอ้างอิง
1. Bargman JM, Lerma EV, Rastogi A. Applied peritoneal dialysis: Improving patient outcomes. Springer; 2021.
2. Hirata S, Kadowaki D. Appropriate drug dosing in patients receiving peritoneal dialysis. Contrib Nephrol. 2012; 177:30-7.
3. Khanna R, Nolph and Gokal's textbook of Peritoneal dialysis. S.l.: Springer Nature; 2021.

02/10/2025
💛 ขออนุญาตประชาสัมพันธ์การรับสมัครเภสัชกรผู้สนใจเข้าเรียนในหลักสูตรอบรมระยะสั้น (short course training) สาขาโรคไต ของคณะ...
13/09/2025

💛 ขออนุญาตประชาสัมพันธ์การรับสมัครเภสัชกรผู้สนใจเข้าเรียนในหลักสูตรอบรมระยะสั้น (short course training) สาขาโรคไต ของคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่ฝึกปฏิบัติงานที่โรงพยาบาลสถาบันโรคไตภูมิราชนครินทร์ครับ

💛 รอบการฝึกอบรมสำหรับปีงบประมาณหน้า 2569 รับสมัครอีก 2 รอบด้วยกัน ครับ กุมภาพันธ์ 69 ถึง พฤษภาคม 69 และ มิถุนายน 69 ถึง กันยายน 69 (ฝึกอบรมรอบละ 4 เดือน)

⭐️⭐️ ขออนุญาตแนบรูปกิจกรรม academic ต่างครับ ที่ถ้าหากมาอบรมแล้วจะได้รับการฝึกแบบครบเครื่องเลยครับ ปล เป็นบรรยากาศเป็นกันเองครับ อาจารย์ใจดีทุกคนครับ ⭐️⭐️

💛 สำหรับท่านที่สนใจลงสมัครสามารถลงข้อมูลผ่าน QR code ด้านล่างนี้👇👇 ได้เลยครับ 💛 หรือถ้าหากมีข้อสงสัยเพิ่มเติม หรือปัญหาการลงทะเบียนสามารถติดต่อเข้ามาสอบถามเพิ่มเติมได้ครับ (รายละเอียดในรูปด้านล่างครับ)

(ปล แหล่งฝึกเดินทางสะดวก ใกล้รถไฟฟ้าสายสีเขียว และอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ใกล้ที่ท่องเที่ยวมากมาย อาหารอร่อย บรรยากาศการเรียนเป็นกันเอง ได้รับความรู้ในการดูแลผู้ป่วยจริง 🙏🙏) 📍📍

ฝากทุกท่านกดไลท์ 👍 กดแชร์ประชาสัมพันธ์ให้ผู้สนใจด้วยนะครับ 🙏🙏

ที่อยู่

Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Pharmacy Kidney Clubผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์

Share on Facebook Share on Twitter Share on LinkedIn
Share on Pinterest Share on Reddit Share via Email
Share on WhatsApp Share on Instagram Share on Telegram