nananatte อ่าน เขียน เรียนรู้ ลงมือ แล้วเติบโตไปด้วยกัน😄📚🌿

รู้ทั้งรู้ว่าความคิดบางอย่างกำลังฉุดรั้งเราไว้ แต่ก็ยังเชื่อฟังความคิดนั้นอยู่ดี ...แต่พอกันที มาบอกลา Fixed Mindset แบบ...
20/02/2026

รู้ทั้งรู้ว่าความคิดบางอย่างกำลังฉุดรั้งเราไว้ แต่ก็ยังเชื่อฟังความคิดนั้นอยู่ดี ...แต่พอกันที มาบอกลา Fixed Mindset แบบสวยๆ ด้วยวิธี The Work ของ Byron Katie กันค่ะ🗡️✨

วันนี้ณัฐมีเครื่องมือระดับโลกอย่าง "The Work" ของ Byron Katie มาฝาก ใช้แค่กระดาษกับปากกาเท่านั้น ก็เปลี่ยนชีวิตที่ติดขัดให้เป็นอิสระได้ด้วย 4 คำถาม

ใครที่รู้สึกว่า ‘ฉันยังไม่เก่งพอ’ หรือคิดว่า ‘ทุกอย่างพังเพราะคนอื่น’ มาเผชิญหน้ากับความคิดของตัวเองกัน

แล้วคุณจะมองเห็น ‘ช่องว่าง’ ทางความคิด อย่างที่ไม่เคยมองเห็นมาก่อนค่ะ✨

ลิงค์: https://youtu.be/s3GRH4ZAORE

--

ส่วนใครที่อยากจัดระเบียบโฟกัสใหม่ เตรียมพบกับ Focus Fix เร็วๆ นี้!
จะเปิดตัวปลายเดือนนี้แล้วค่าาาา🚀 ตื่นเต้นมาก บอกเลยยย

ณัฐ อยู่ดีดี
20.02.2026

FB nananatte
IG
Youtube
Goodreads nananatte

#อยู่ดีดีlivewell


หนังสือสองเล่มล่าสุดที่เราอ่าน ทำให้ได้เจอศัพท์ไทยสุดอลังการ 2 คำเกี่ยวกับ “รัศมีรอบเศียรผู้มีบุญ” แล้วคุณล่ะคะ รู้ไหมว่...
19/02/2026

หนังสือสองเล่มล่าสุดที่เราอ่าน ทำให้ได้เจอศัพท์ไทยสุดอลังการ 2 คำเกี่ยวกับ “รัศมีรอบเศียรผู้มีบุญ” แล้วคุณล่ะคะ รู้ไหมว่า ศัพท์ภาษาไทยเรียกเจ้าของสิ่งนี้ว่าอะไร?

--

ในนิยาย 'เกิดเป็นนางร้าย อย่าอยู่ให้สามีอยากหย่า'
คุณฝันเอ้อระเหยใช้คำว่า 'ประภามณฑล' เพื่อสื่อถึงรัศมีอันเป็นประกายรอบเศียรรูปปั้นพระแม่มารีในโบสถ์

ในขณะที่คุณภัทรินี เจริญจินดา ใช้คำว่า 'ฉัพพรรณรังสี' เพื่อสื่อถึงรัศมีแฉกๆ ที่วางตัวเป็นวงกลมรอบเศียรพระพุทธรูป ในหนังสือ 'เมตตาอาทร' ของ Osho

เนื่องจากเราไม่รู้จักศัพท์ทั้งสองคำ พอหาข้อมูลดูก็พบว่า
ภาษาไทยเรียกรัศมีเช่นนี้ว่า 'ประภามณฑล' จริงๆ

แต่ทางพุทธยังมีความเชื่อว่า ออร่ารอบพระเศียรของพระพุทธเจ้าไม่ได้แค่เปล่งประกายวิ๊งๆ สีเดียว แต่มี '6 สี' ดังนั้น คำว่า 'ฉัพพรรณรังสี' จึงมีความหมายว่า 'ประภามณฑล 6 สี'

แล้วเรามาพูดเรื่อง 'ประภามณฑล' กับ 'ฉัพพรรณรังสี' ทำไม?

ก็เพราะไปอ่านเจอนิทานเซนที่ Osho เล่าแล้วสนุกดี ก็เลยอยากจะมาเล่าต่อนั่นเองค่ะ! ^ ^

--

เรื่องก็มีอยู่ว่า มีชายยากจนคนหนึ่ง ทั้งหิวโหย เหน็บหนาว และทุกข์ทรมาน เขาเดินทางไปหาพระเซนรูปหนึ่ง ซึ่งก็อยู่อย่างสมถะในวัดโล่งๆ กับลูกศิษย์ลูกหา

ชายยากจนเล่าเรื่องราวชีวิตสุดรันทดของตนให้ท่านฟัง 'ฮือออ... ชีวิตป๋มยากจังเลยครับท่าน งื้อออ'

แต่... ถ้าพูดตามตรง
พระท่านเองก็ยากจนเช่นกันน่ะ
ท่านจะไปมีอะไรมาช่วยชายผู้นี้ได้...

ทันใดนั้นเอง
พระท่านก็มองไปที่พระพุทธรูปไม้
มองเห็นฉัพพรรณรังสีหลังองค์พระพุทธรูป

ท่านจึงปีนขึ้นไปแกะฉัพพรณรังสีไม้แกะสลักเหล่านั้นออกมามอบให้ชายยากจน พลางกล่าวว่า 'นี่คงพอช่วยท่านได้บ้าง'

ทีนี้ คนที่อึ้งก็กลับกลายเป็นพวกลูกศิษย์ลูกหาในวัด และตัวชายยากจนเองแล้ว!

ลูกศิษย์: 'ท่านอาจารย์ ท่านทำอะไร! ท่านลบหลู่พระพุทธเจ้า'

ชายยากจน: 'ท่านเป็นพระนะ ท่านทำแบบนี้ได้ไง!?'

พระอาจารย์เซนยิ้ม แล้วกล่าวว่า 'รับไปเถอะ หากพระพุทธองค์ยังอยู่ ไม่แน่ว่าอาจหั่นแขนหั่นขาให้ท่านก็ได้'

--

ในนิทานเซน ยังมีเรื่องเล่าทำนองนี้อีกหลายเวอร์ชั่น
ร้อยพันปีก่อน ผู้คนก็หลงรูปเคารพบูชาจนมองไม่เห็นคำสอน

นิทานเซนไม่ได้สอนให้เรากลายเป็นคนขวางโลก ก้าวร้าว หรือใช้ความรุนแรง
แต่มีไว้ทดสอบความเข้าใจของท่านว่า อ่านนิทานเซนแล้ว ท่านมองเห็นอะไร เข้าใจอะไรบ้าง

พระอาจารย์ใช้ชีวิตสมถะ มิได้มีข้าวของเงินทองอะไรที่สามารถช่วยเหลือชายยากจนได้เลย แต่แม้ไม่มีสิ่งใดมอบให้ ท่านก็ 'รับฟัง'

การรับฟังที่แท้จริงคือการให้เวลากับคนตรงหน้า อยู่กับปัจจุบันขณะ ฟังด้วยใจอย่างไม่ตัดสิน เป็นพื้นที่ปลอดภัยให้คนถ่ายทอดเรื่องราวเปราะบางของตนออกมาได้

ถึงแม้ท่านอาจารย์จะไม่มีอะไรจะให้ ท่านสามารถให้เวลา ให้ปัจจุบันขณะ และให้ใจกับชายยากจนได้

ส่วนการที่พระท่านปีนไปดึงฉัพพรรณรังสีไม้ออกมามอบให้ชายผู้นี้ ในขณะที่ลูกศิษย์ตื่นตระหนก ก็มิได้หมายถึงสิ่งใดเลยนอกจากว่า พระอาจารย์ท่านไม่ยึดติด

ในยุคสมัยที่พระพุทธองค์ยังมีชีวิตอยู่ ไม่ได้มีการสร้างรูปเคารพอยู่แล้ว และท่านก็บอกเองว่า 'ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา' รูปเคารพเป็นเพียงเครื่องมือช่วยให้ระลึกถึงท่านได้ง่าย เป็นกุศโลบายเตือนใจให้ใช้ชีวิตตามแนวทางคำสอน

แต่ท้ายที่สุดแล้ว ศาสนาพุทธก็สอนให้ใช้ชีวิตอย่างมีสติและปัญญา
อุปสรรคของการเข้าถึงปัญญา ก็คือความรู้นั่นเอง

ดังนั้น สุดท้ายแล้ว แม้แต่ความรู้ที่เราสะสมมา ก็ต้องวางไว้
ปัญญาจะเกิดก็ด้วยการตกตะกอนของตนเองเอง

--

นี่ก็คือ ศัพท์ภาษาไทยวันละคำวันนี้ค่ะ :-)
ส่วนภาษาอังกฤษเรียกสิ่งนี้ว่า halo

ป.ล. ก็แปลกดีที่เรารู้จักคำว่า halo แต่เราไม่เคยได้ยินคำว่า 'ประภามณฑล' กับ 'ฉัพพรรณรังสี' มาก่อนเลยค่ะ เพิ่งจะมารู้จักก็ตอนอ่านหนังสือ 2 เล่มนี้นี่แหล่ะ

ป.ล.2 ใครรอคอร์ส 'Focus Fix ระบบจัดระเบียบความคิดด้วยการตั้งหลัก' ของเราอยู่ จะเริ่มเปิดรับสมัครสัปดาห์หน้าแล้ว! ปูเสื่อรอได้เลยจ้า ^ ^

ณัฐ อยู่ดีดี
19.02.2026

FB nananatte
IG
Youtube
Goodreads nananatte

#อยู่ดีดีlivewell

ได้แกะอ่านจดหมายที่เพื่อนส่งมา เธอใช้เทปลบคำผิด ก่อนจะเขียนทับแก้มาอย่างบรรจง เราจำเนื้อหาในจดหมายไม่ได้ แต่เจ้าเทปลบคำผ...
12/02/2026

ได้แกะอ่านจดหมายที่เพื่อนส่งมา เธอใช้เทปลบคำผิด ก่อนจะเขียนทับแก้มาอย่างบรรจง เราจำเนื้อหาในจดหมายไม่ได้ แต่เจ้าเทปลบคำผิดนั้น ทำให้นึกถึงอาจารย์ที่สอนวิชาบัญชีขึ้นมา



ชั่วโมงแรกของการเรียนวิชาบัญชีขั้นต้น อาจารย์จะสอนสิ่งที่ขัดแย้งกับแนวทางปฏิบัติทั้งหมดที่เราเรียนรู้มาแต่เด็ก นั่นคือ “เขียนผิดให้ขีดฆ่า อย่าลบ”

สิ่งที่เราถูกสอนกันมาตั้งแต่สมัยประถม คือส่งงานต้องเรียบร้อย เวลาเขียนผิดก็ต้องลบให้สะอาด จะใช้น้ำยาหรือเทปลบคำผิดอย่างไรก็ได้ แต่งานที่ส่งถึงมือครูจะต้องเรียบร้อยสมบูรณ์
..นั่นใช้ไม่ได้กับวิชาบัญชี วิชาที่มีตัวเลขเรียงแถวกันมามหาศาล

เพราะสำหรับงานที่อุดมไปด้วยตัวเลขมากกว่าตัวหนังสือ
แถมยังต้องเขียนมือ และจิ้มเครื่องคิดเลขขนาดใหญ่เท่าเขียง(ไม่ได้ล้อเล่น)

คือเราต้องทำทุกอย่างด้วยมือเพื่อให้แน่ใจว่าเข้าใจหลักการบัญชีจริงๆ
จนกว่าจะได้หัดใช้โปรแกรมสำเร็จรูป ก็เป็นตอนปี 3-4 แล้วค่ะ

การทำโจทย์ที่มีแต่ตัวเลขเรียงมาเต็ม 3-4 หน้ากระดาษฟุลสแก๊ป เวลาคิดเลขผิดตรงไหนแล้ว 'ขีดฆ่า' มันทำให้เรากลับมาตรวจสอบย้อนหลังง่าย



และถ้าคุณต้องทำข้อสอบที่โจทย์ 1 ข้อ อาจารย์ให้สมุดมา 1 เล่ม
โจทย์ 3 ข้อ ก็ได้สมุดมา 3 เล่ม กับเวลาทำ 90 นาที..ถ้าใช้น้ำยาลบคำผิด ยังไงก็ทำเสร็จไม่ทันหรอกค่ะ

แน่นอนว่า ดิฉันเองก็เป็นนักเรียนที่สุดแสนจะเรียบร้อย
เจออาจารย์สั่งสอนให้ 'ขีดฆ่า' นี่ขัดใจความเพอร์เฟคชันนิสท์ผู้อยู่ในกรอบในระเบียบของเรามาก 555

แต่พอเข้าใจหลักการของอาจารย์ และรู้ว่าการขีดฆ่าเป็นประโยชน์ทั้งต่อตัวเองและอาจารย์มากกว่า (จะได้รู้ว่านศ.เริ่มเข้าใจผิดตรงไหน) ก็ฝึกปรับตัวสักหน่อย แล้วก็ขีดฆ่าแทนการใช้น้ำยาลบคำผิดมานับแต่นั้น



เรามาเจอประโยชน์ของการขีดฆ่าชัดๆ อีกทีตอนเป็น TA (Teaching Assistant)

หน้าที่หนึ่งของ TA คือช่วยอาจารย์อ่านคำตอบอัตนัยที่ยาวเฟื้อย (น้ำเยอะมากค่ะ 555) เพื่อหา "สาระสำคัญ" และ Keyword ในกองตัวหนังสือท่วมท้นเหล่านั้น

เราจะขีดเส้นใต้และวงจุดสำคัญไว้ให้อาจารย์ เวลาอาจารย์มาตรวจจะได้ให้คะแนนได้สะดวกขึ้น



พอทุกคนฝึกฝนการขีดฆ่ามาแบบนี้มาตลอด 4 ปี เวลาตรวจข้อสอบของเด็กๆ ที่คณะก็เลยจะเห็นการขีดฆ่าอยู่ทั่วไปจนเป็นปกติ มันจะไม่ใช่การขีดฆ่าเลอะเทอะ แต่เป็นการขีดฆ่าที่เรียบร้อย มีจังหวะจะโคน และยังทำให้หน้ากระดาษในภาพรวมยังอ่านง่ายอยู่ดี

บางทีก็มีคนขีดฆ่าทิ้งทั้งหน้าเพื่อเริ่มต้นอธิบายใหม่

เราที่คอยอ่านสมุดคำตอบก็ยังพยายามจะ "ขุด" หาคำสำคัญในกองรอยปากกาที่ถูกขีดฆ่าไปเพื่อหาทางช่วยให้คะแนนอยู่ดี เพราะท่ามกลางข้อความที่ถูกขีดฆ่าพวกนั้น มันก็ยังมองเห็น "กระบวนการคิด" ได้อยู่ (ถึงคำตอบสุดท้ายจะผิดก็เหอะ)



นี่คือเหตุผลที่เราไม่ค่อยเดือดเนื้อร้อนใจเวลาเจอคำพิมพ์ผิดในหนังสือสักเท่าไร

เพราะเวลาเราอ่าน เราไม่ได้อ่านในฐานะ Proofreader

เราอ่านเพื่อทำความเข้าใจ และเก็บ value ออกไปจากการอ่านเท่านั้น

แม้จะเข้าใจว่าในเชิงธุรกิจ คำผิดในหนังสือคือ Defect แบบเดียวกันกับที่คนทำงานในสายการผลิตตรวจเจอสินค้าไม่ได้มาตรฐาน (QC ไม่ผ่าน)

อย่างเราเองเวลาเขียนโพสต์ หรือกระทั่งเขียนรีวิวหนังสือ ถึงจะไม่ได้เขียนยาวขนาดหนังสือเป็นเล่ม ต่อให้พยายามอ่านทวนซ้ำหลายรอบ ก็ยังมีพิมพ์ตกหล่นได้เสมอ มันหลุดสายตาไปได้จริงๆ

เราเลยมองว่าหนังสือ (หรืองานเขียน) ก็เป็นเหมือน "งานหัตถกรรม" มีตำหนิบ้างก็ดูเป็นงานทำมือดี

ส่วนสำนักพิมพ์ไหนที่เนี้ยบกริบมากๆ เราก็ขอคารวะในระบบ QC ของเขาจริงๆ ในฐานะนักอ่าน การได้อ่านงานที่ภาษาไหลลื่น พิมพ์ไม่ผิดสักนิด ถือเป็นความสะดวกสบายทางสายตา และความรื่นรมย์ชนิดหนึ่ง



สุดท้าย ก็คิดว่าตัวเองได้ประโยชน์จากการขีดฆ่า เพราะมันทำให้เวลาเขียนดราฟต์ เราสามารถปล่อยตัวเองให้ลื่นไหลได้เต็มที่ ไม่ต้องพะวงกับการเขียนผิด เพราะถ้าผิดก็แค่ขีดทิ้ง แล้วเริ่มใหม่ต่อได้เลยทันที

ในสิ่งผิดพลาดก็มีสิ่งที่มองเห็นได้มากกว่า ‘ความผิดพลาด’

อยู่ที่ว่าเรามองเห็นอะไร และจะใช้ดวงตาแบบไหนมอง?

ณัฐ อยู่ดีดี
12.02.2026

ป.ล. คอร์สออนไลน์ 'Focus Fix ระบบจัดระเบียบชีวิตด้วยการตั้งหลัก' ใกล้มาแล้วนะ! ใครสับสน คิดมาก โฟกัสไม่ได้ ติดอยู่กับเรื่องเดิมมานานจนเซ็งตัวเองแล้ว ปลายเดือนนี้พบกันค่า ^^

FB nananatte
IG
Youtube
Goodreads nananatte

#อยู่ดีดีlivewell

สมคำร่ำลือ! 'The One Thing' เป็นหนังสือแสงพุ่งงงงงง Must Read+++ คือดีตะโกนนนนน ชอบมากกกก ทำคลิปให้เลยค่าาาา เลิฟฟฟฟ💖💖💖🎯...
07/02/2026

สมคำร่ำลือ! 'The One Thing' เป็นหนังสือแสงพุ่งงงงงง Must Read+++ คือดีตะโกนนนนน ชอบมากกกก ทำคลิปให้เลยค่าาาา เลิฟฟฟฟ💖💖💖

🎯 เลิกทำตัวยุ่ง แล้วมา "พุ่ง" ใส่สิ่งสำคัญสิ่งเดียว!

To-do list ยาวเหยียด แต่พอจบวันกลับตอบไม่ได้ว่าทำอะไรสำคัญเสร็จไปบ้าง... คุ้นๆ ไหมคะ?

มาเลยค่ะ! ณัฐอยากชวนคุณมาใช้ 'กฎแห่งสิ่งเดียว' จากหนังสือ The One Thing

เคล็ดลับคือการเอากฎ 80/20 มาคัดซ้ำจนเหลือแค่ "งานเดียว" ที่ถ้าทำเสร็จแล้ว งานอื่นจะง่ายขึ้นหรือหายไปเลย! ✨ OMG!

เลิกเสียพลังกับ "ฟังก์ชันเสริม" แล้วกลับมาโฟกัส "ฟังก์ชันหลัก" ของชีวิตกัน

ลิงค์: https://youtu.be/st41v1n1p6w

--

ส่วนใครที่อยากจัดระเบียบโฟกัสใหม่ เตรียมพบกับ Focus Fix เร็วๆ นี้ค่า! 🚀
เตรียมคอร์สออนไลน์ใกล้เสร็จแล้ว ตื่นเต้นนนน

ณัฐ อยู่ดีดี
7.02.2026

ป.ล. 8 กุมภาพันธ์ ออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งด้วยนะทุกค๊นนนน

FB nananatte
IG
Youtube
Goodreads nananatte

#อยู่ดีดีlivewell


ความคิดบางทีก็ชวนให้เราหย่อนยาน บางทีก็ชวนให้เกียจคร้าน บางทีก็เป็นความคิดสุดเลวร้าย จนเราหลงเข้าใจว่าตัวเองช่างเป็นคนเล...
05/02/2026

ความคิดบางทีก็ชวนให้เราหย่อนยาน บางทีก็ชวนให้เกียจคร้าน บางทีก็เป็นความคิดสุดเลวร้าย จนเราหลงเข้าใจว่าตัวเองช่างเป็นคนเลวทรามต่ำช้า แล้วก็โบยตีตัวเองว่า 'เธอมันช่างแย่จริงๆ'

แต่ความคิดก็เป็นแค่ความคิดเท่านั้น



ความคิดเกิดขึ้นตลอดเวลา เหมือนฝนตกลงมาเต็มฟ้า
เม็ดฝนที่ตกลงมาก็คือความคิด มีเม็ดฝนเกิดขึ้นเองเต็มไปหมด
เราไม่ได้เป็นคนทำให้ฝนตก

ถ้าเรามองดูฝนตกกระทบพื้นดินทีละเม็ดๆ ได้
เราก็มองเห็นความคิดผุดโผล่ขึ้นมาทีละความคิดได้เหมือนกัน

ก็เหมือนที่เรามีระยะห่าง มองเห็นเม็ดฝนตกกระทบพื้นเปาะแปะได้
เราก็มีระยะห่างมองเห็นความคิดได้

เวลาเรามองดูเม็ดฝนร่วงหล่นจากชานบ้าน ตัวเราก็แห้งสนิทดี
ฝนตกก็จริง แต่เราไม่จำเป็นต้องตัวเปียกก็ได้

เหมือนกัน เราก็มองดูความคิดเกิดขึ้นแล้วจากไป
ไม่ใช้อารมณ์วิ่งไล่ตามความคิดนั้น... ทำแบบนี้ก็ได้เช่นกัน

ความคิดก็เป็นแค่ความคิด ไม่ใช่เรา



พอเราไม่เข้าใจ แยกไม่ได้ว่าความคิดไม่ใช่ตัวเอง
เมื่อเกิดความคิดไม่ดี
เช่น ความคิดที่พาลจะทำให้โกรธตัวเอง
โทษตัวเอง ทำให้ตัวเองอับอาย
ดูถูกความสามารถ หรือยกตนเหนือผู้อื่น

พอเกิดความคิดไม่ดีพวกนี้เข้า
ก็พาลจะเหมาว่า 'เป็นเพราะตัวเองนิสัยไม่ดี จึงได้มีความคิดพวกนี้'

ทั้งที่จริงๆ แล้ว มันก็เป็นเพียงความคิด
ไม่ได้เกี่ยวกับว่าเรานิสัยดีไม่ดีสักหน่อย
ความคิดก็แค่แวะมาทักทายเท่านั้นเอง

หากเรามีสติเพียงพอ
เราสามารถรับรู้ได้ว่า 'อ่อ ความคิดไม่ดีเกิดขึ้นแล้ว'
และเรา 'เลือก' ที่จะไม่ทำตามที่มันว่าไว้ก็ได้

พอหยุดตัวเองไม่ให้พูดหรือลงมือทำอะไรออกไป
มันก็จะยังหยุดอยู่แค่เป็นความคิดเท่านั้นเอง



คุณก็อาจจะแย้งว่า แต่ความคิดไม่ดีพวกนั้นมันทิ้งรสชาติเฝื่อนฝาดเอาไว้ในใจ
ถึงเราจะไม่พูดหรือทำอะไรตามนั้น แต่รสชาติแย่ๆ ที่เหลืออยู่ คุณไม่ชอบเลย

'รสชาติ' ของความคิดจะหลงเหลืออยู่มากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับว่าเรามี 'ความสัมพันธ์' ต่อความคิดนั้นอย่างไร

หากเรายังเชื่อว่า "เราคือสิ่งที่เราคิด"
ความสัมพันธ์ที่เรามีต่อความคิดนั้นก็จะเป็นการผูกใจเจ็บ รู้สึกผิด ละอายใจ อับอาย
"เรามันแย่" หรือ "คนอื่นช่างแย่จริงๆ"

แต่ถ้าเรามองว่าความคิดเป็นเพียงเม็ดฝน เกิดขึ้นมา ฉันมองเห็นมัน รับรู้แต่ไม่ใส่ใจ
มันก็จะหมดความสำคัญ เพราะเราไม่ให้ค่าอะไรมันเลย
ไม่ได้สร้างความผูกพันกับความคิดนั้น ทั้งไม่เอาอารมณ์ของเราไปผูกไว้

หรือบางที เราอาจจะขำความคิดนั้นขึ้นมาด้วยซ้ำว่า...
'แหม ก็ช่างคิดเหลือเกิน ไอเดียดีนะ แต่ฉันไม่หลงกลหรอกจ้ะ'

ไม่จำเป็นต้องถือความคิดเป็นอารมณ์
ยิ่งไม่ต้องถือว่านั่นคือ "ตัวเราเอง"

ความคิดก็เป็นเพียงความคิดเท่านั้น

ณัฐ อยู่ดีดี
5.02.2026

ป.ล. ใครรอคอร์ส 'Focus Fix ระบบจัดระเบียบความคิดด้วยการตั้งหลัก' ของเราอยู่ coming soon ปลายเดือนนี้นะ! โอย ตื่นเต้นแล้ววววว

#อยู่ดีดีlivewell

หนังสือหัวข้อ Gratitudeจากคุณหมอชิออน คาบาซาวะ ผู้เขียน The Power of Output ค่ะ😃
02/02/2026

หนังสือหัวข้อ Gratitude
จากคุณหมอชิออน คาบาซาวะ ผู้เขียน The Power of Output ค่ะ😃

เรารู้จัก มรรค 8 กันมาตั้งแต่เด็ก หนึ่งในนั้นคือ 'สัมมาสติ' แต่คุณสงสัยไหมว่า... สติคือสิ่งดีอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ? แล้วมัน...
29/01/2026

เรารู้จัก มรรค 8 กันมาตั้งแต่เด็ก หนึ่งในนั้นคือ 'สัมมาสติ' แต่คุณสงสัยไหมว่า... สติคือสิ่งดีอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ? แล้วมันยังจะมีสติในทางที่ถูก (สัมมาสติ) กับสติในทางที่ผิดได้อีกหรือยังไงกัน?

--

พอลองค้นดูก็มีจริงด้วย!
ถ้า มรรค 8 คือ ทางสู่การดับทุกข์
มันก็มีทางอีกสายที่นำไปสู่ความเสื่อม เรียกว่า "มิจฉัตตะ 10"
มีตั้งแต่ Mindset ผิด เช่น เชื่อว่ากฎแห่งเหตุและผลไม่เป็นจริง
ไปจนถึงเชื่อว่าตนบรรลุฌานแก่กล้าแล้ว

ดังนั้น สติที่เราเชื่อว่าดีและหมั่นเพียรฝึกฝนนั้น
แท้ที่จริงก็นำมาสู่ความวิบัติแก่ชีวิตตัวเองและผู้อื่นได้ หากมีเพียงสติอย่างเดียว แล้วใช้สตินั้นในทางที่นำไปสู่ความเสื่อม

ก็จะวกกลับไปที่พื้นฐานการฝึกฝนในทางพุทธ คือเจริญในศีล สมาธิ ปัญญา
คือเจริญทั้ง 3 สิ่ง ไม่ใช่อย่างใดอย่างหนึ่ง

โปรดสังเกตว่า พระพุทธองค์เริ่มที่ศีล
และศีลข้อ 1 ก็คือการไม่ทำร้าย (No Violence)

--

มองย้อนกลับไปดูข่าวใหญ่ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา
เวลาเห็นคนเก่งๆ มีความสามารถ กลับกลายเป็นมิจฉาชีพหลอกลงทุน
เราก็งงมากว่าคนที่ขึ้นสู่ระดับผู้นำแบบนั้น สติต้องถูกฝึกฝนมาให้เข้มแข็งมาก
ไม่อย่างนั้นจะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำ ขับเคลื่อนองค์กรและผู้คนจำนวนมากได้อย่างไร

หรือนึกตัวอย่างคดี Madoff ก็ได้
คนที่เชี่ยวชาญในศาสตร์ของตัวเองแบบสุดๆ ทั้งยังเป็นผู้นำระดับสูง
ความสามารถในการตัดสินใจยามเจอวิกฤตต้องเฉียบขาดมากอยู่แล้ว
เมื่อเป็นเช่นนั้น แม้โดยทางปฏิบัติเขาอาจไม่ได้ทำสมาธิ
แต่ย่อมต้องมีกิจวัตรที่ทำให้ตัวเองได้ฝึกฝนสติของตัวเองแน่นอน (เป็นต้นว่า ออกกำลังกาย)

พอนึกย้อนกลับไปดูตัวร้ายในหน้าประวัติศาสตร์
ที่เป็นคนเก่งสุดๆ ทั้งยังเป็นผู้นำและศูนย์รวมจิตใจของผู้คน
แล้วกลับมาทำความเข้าใจมิจฉัตตะ 10 อีกครั้ง...
เราก็จะเข้าใจได้ทันทีว่า สติก็นำไปสู่ความเสื่อมได้เช่นกัน

--

สุดท้าย มันจึงวกกลับไปที่พื้นฐานว่า
บุคคลผู้มีสติ มีความสามารถนั้น ได้ตั้งอยู่ในศีล สมาธิ ปัญญา รึเปล่า?

วิธีดูง่ายๆ
ไม่ได้ดูที่ยอดเงินบริจาค และความถี่ในการทำบุญ
แต่ดูว่าชีวิตประจำวันของเขาอุดมด้วยเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา หรือเปล่า?

หากคำตอบคือไม่ ก็แปลว่าเขายังยึดติดในอวิชชา
เมื่อยึดติดในอวิชชา ย่อมต้องสะสมวัตถุ (รวมถึงพลังและอำนาจ)

เพราะยึดติดในอวิชชา จึงเพลิดเพลินกับความบันเทิงอย่างหยาบ
สติเมื่อมีแต่เพียงสติ ก็เป็นมีดเล่มหนึ่งที่ทำร้ายตนเองได้ ทำร้ายผู้อื่นได้

--

วันนี้ ได้มารู้จัก 'มิจฉัตตะ 10' ก็รู้สึกคลายข้อสงสัยที่มีในใจมานาน
ก็เลยหยิบมาฝากทุกคนด้วยค่ะ :-)

แล้วคุณเคยสงสัยเหมือนกันไหมคะว่า ทำไมคนเก่งๆ เค้าถึงกลายไปเป็น villain กันได้ล่ะเนียะ?😅

ณัฐ อยู่ดีดี
29.01.2026

FB nananatte
IG
Youtube
Goodreads nananatte

#อยู่ดีดีlivewell

ทำไมเราถึงอยากได้ของตามเทรนด์ หรือแอบอิจฉาคนใกล้ตัว? สิ่งที่เราอยากได้ เป็นความต้องการของเราจริงๆ ไหม... หรือแค่เลียนแบบ...
23/01/2026

ทำไมเราถึงอยากได้ของตามเทรนด์ หรือแอบอิจฉาคนใกล้ตัว? สิ่งที่เราอยากได้ เป็นความต้องการของเราจริงๆ ไหม... หรือแค่เลียนแบบใครมา?

อยู่ดีดี EP ใหม่จะพาคุณไปทำความรู้จัก 'Mimetic Desire' ทฤษฎีสุดแซ่บของ René Girard ที่บอกว่า "ความอยาก" ส่วนใหญ่... ไม่ได้เกิดจากตัวเราเอง แต่ที่เราอยากได้ เป็นเพราะเราเห็นคนอื่นอยากได้ต่างหาก!?

EP นี้ เราจะพูดถึง:
- ต้นแบบ 2 แดน: ทำไมเราชื่นชมคนดัง แต่กลับเจ็บจี๊ดเวลาเห็นเพื่อนประสบความสำเร็จ?
- เลียนแบบกระจกเงา: การ "ประชด" ทำตรงข้าม ก็ถือเป็นการเลียนแบบชนิดหนึ่ง
- Thick vs Thin Desire: วิธีแยกแยะความอยากฉาบฉวย ออกจากความปรารถนาลุ่มลึก

มาเช็กกันค่ะว่า สิ่งที่คุณทำอยู่ตอนนี้ คือสิ่งที่คุณต้องการจริงๆ หรือแค่กำลังเลียนแบบใครโดยไม่รู้ตัวอยู่รึเปล่านะ?

ลิงค์ค่า:
https://youtu.be/hSeIaBwtmWA

อยากอ่านเพิ่มเติมเรื่อง Mimetic Desire ไปอ่านได้เลยจากหนังสือ Wanting ทำไมต้องอยาก เขียนโดย Luke Burgis ค่า ^ ^

หนึ่งในพิธีกรรมวันสิ้นปีที่เราทำต่อเนื่องมาหลายปีแล้วคือ ล้างตู้เย็น เพราะเห็น 'คุณฝันเอ้อระเหย' ทำก่อน แล้วเรารู้สึกว่า...
22/01/2026

หนึ่งในพิธีกรรมวันสิ้นปีที่เราทำต่อเนื่องมาหลายปีแล้วคือ ล้างตู้เย็น เพราะเห็น 'คุณฝันเอ้อระเหย' ทำก่อน แล้วเรารู้สึกว่า 'ดีจัง!' เลยทำตามบ้างค่ะ

สารภาพตามตรงว่าก่อนหน้านี้ ชีวิตไม่เคยต้องทำความสะอาดตู้เย็นเลยค่ะ จนกระทั่งปีที่คุณแม่เสีย หน้าที่ดูแลบ้านก็ตกมาอยู่ที่เราเต็มๆ

การได้เคลียร์ตู้เย็นที่ทำหน้าที่เป็น 'ตู้กับข้าว' ให้โล่ง โปร่ง จัดระเบียบใหม่ และเก็บของหมดอายุไปทิ้ง มันทำให้สบายใจสุดๆ ไปเลยค่ะ

ทั้งที่เราก็แค่ล้าง 1 ตู้สี่เหลี่ยมนี้เท่านั้นเอง
แต่ความรู้สึกหลังทำเสร็จ มันปลอดโปร่ง สบายใจ เทียบเท่ากับการได้ปัดกวาดบ้านทั้งหลังเลยล่ะ

--

เวลาพูดถึง "พิธีกรรม" หลายคนอาจนึกถึงแต่เรื่องใหญ่โตที่บรรพบุรุษส่งต่อกันมาจนกลายเป็นประเพณี อย่างที่เราคุ้นเคยกันดี

- ปีใหม่: ไปวัดไหว้พระ รับความเป็นสิริมงคล
- ตรุษจีน: กินส้ม แจกอั่งเปา ล้อมวงกินข้าวกับครอบครัว
- เชงเม้ง: ทำความสะอาดหลุมบรรพบุรุษ
- สงกรานต์: สรงน้ำพระ รดน้ำดำหัวผู้ใหญ่
- ตุลาคม: ลอยกระทง ชมโคมหลากสีประดับเมือง
- ธันวาคม: ฉลองคริสตมาส จับฉลากแลกของขวัญ

พิธีกรรมในรอบปีหมุนเวียนไปแบบนี้เองค่ การได้เป็นส่วนหนึ่งของวันเวลาที่ผ่านไป ก็ทำให้เรารู้สึกถ่อมตัวลง และค้นพบว่าชีวิตธรรมดาของเรา แท้จริงแล้วมันก็มีสีสันดีทีเดียว

--

แน่นอนว่าเรา "เลือก" ได้เสมอค่ะ
ว่าอยากจะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมเหล่านั้นหรือไม่

แต่ไม่ว่าคำตอบจะเป็น Yes หรือ No
สิ่งที่สำคัญกว่าคือ "เราทำสิ่งนั้นด้วยจิตใจแบบไหน"

เราอาจทำไปตาม
ทำส่งๆ หรือทำเพราะเห็นคุณค่าจริงๆ ก็ได้

การกระทำเดียวกันจึงมอบคุณค่าให้แต่ละคนต่างกัน

บางคนทำแล้วอีโก้พองโตขึ้น
บางคนทำแล้วอีโก้ลดลง

บางคนได้ความรักเพิ่มขึ้น
หรือบางคนอาจจะยิ่งรู้สึกขาดแคลนกว่าเดิม

--

พอเรามองพิธีกรรมของ "สังคม" ออก เราก็จะเริ่มเห็นคุณค่าของพิธีกรรมที่ "เราเลือกทำเอง" เช่นกัน

ภาษาสันสกฤตเรียกพิธีกรรมที่เราทำซ้ำๆ ในแต่ละวันว่า "สาธนา" (Sadhana) หรือ Daily Ritual

มันคือกิจวัตรธรรมดา ที่เกิดขึ้นเพราะตั้งใจทำให้เป็นเช่นนี้
- ตื่นนอน ดื่มกาแฟ อ่านหนังสือ
- นั่งสมาธิ เขียน Journaling
- ทำงานเต็มความสามารถ และรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้คน
- ก่อนนอนก็อาบน้ำ ทบทวนชีวิต และเข้านอน

พิธีกรรมที่เรียบง่ายแบบนี้เกิดขึ้นได้ทุกวัน โดยไม่ต้องพึ่งสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ไม่ต้องจุดธูปเทียนบูชา และไม่ต้องดั้นด้นไปแสวงหาไกลถึงอีกซีกโลก

เพราะสติของเราอยู่ที่ไหน สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ก็อยู่ที่นั่น

หนึ่งวันธรรมดาที่ได้ทำพิธีกรรมอันเรียบง่าย ก็กลายเป็นวันพิเศษขึ้นมาได้แล้วล่ะค่ะ
..ว่าแต่ จริงๆ แล้วเราต้องล้างตู้เย็นปีละกี่ครั้งกันล่ะเนียะ!? 😆

ณัฐ อยู่ดีดี
22.01.2026

FB nananatte
IG
Youtube
Goodreads nananatte

#อยู่ดีดีlivewell

ได้โทรคุยกับเพื่อนสนิท เล่าให้นางฟังเรื่องการค้นพบ 'ความไม่รู้' ของตัวเองแล้วคิดว่าสนุกดี ก็เลยอยากหยิบมาฝากทุกคนค่ะณัฐท...
15/01/2026

ได้โทรคุยกับเพื่อนสนิท เล่าให้นางฟังเรื่องการค้นพบ 'ความไม่รู้' ของตัวเองแล้วคิดว่าสนุกดี ก็เลยอยากหยิบมาฝากทุกคนค่ะ

ณัฐทบทวนตัวเองตอนปลายปี 2025 มองย้อนกลับไป 4 ไตรมาสที่ผ่านมา พบว่าเป็นปีที่ขลุกขลักทีเดียว ทั้งที่เราก็พยายามเต็มที่ ก่อนจะมาพบว่า ทางเดินที่เราเดินไปมันมีผนังปิดอยู่ เดินมาทีไรก็เป็นทางตัน

แต่มาตอนนี้ เจ้าผนังนั้นมันดันกลายร่างเป็นประตูบานเลื่อน! (0_0)
แล้วประตูก็เปิดออก พร้อมทางเดินหินเรียงต่อกัน 5 ก้าว
เหมือนบอกว่า 'เดินมาทางนี้เลยจ้า! คุณผ่านด่านแล้ว ด่านใหม่รอคุณอยู่ เชิญก้าวต่อได้เลย'

ดิฉันผู้ยืนผงะอ้าปากค้างอยู่หน้าประตูเบานลื่อนนั้น...
แบบว่า... ก็แล้วความพยายามที่ผ่านมาของช้านนนคืออะรัยยยยย...

มองย้อนกลับไปเห็นเส้นทางที่เดินมา มันทั้งถึก ทั้งเหนื่อย ทั้งทรมานสังขาร
แล้วจู่ๆ บานเลื่อนก็เปิดออกเนียะนะ?

มีทางไปต่อง่ายๆ กันแบบนี้น่ะเหรอ?
นี่มันประตูทางเข้าห้องลับรึยังไง? (- - ;;; )

ความไม่รู้ (ที่ตอนนี้รู้แล้ว) ก็เป็นความรู้สึกเช่นนี้

--

'นั่นมัน Fooled by Randomness ของ Nassim Taleb เลยนี่' เพื่อนตอบมาหลังจากฟังเราอธิบายประสบการณ์ของตัวเอง

ความไม่รู้มันเป็นสิ่งที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะองค์ความรู้ในสากลจักรวาลก็มีมากมายมหาศาล ถ้าไม่ลงมือทำไปก่อนจนไปเจอตอ ก็จะไม่รู้ว่าเรามีสิ่งที่ไม่รู้อยู่

ประเด็นคือ เพราะ 'ลงมือทำไปก่อน' แล้วเดี๋ยวจะเจอความไม่รู้เอง

แล้วพอเจอความไม่รู้ขึ้นมา ทีนีก็จัดการต่อได้แล้วว่าจะ:
1. ถาม google หรือ AI ค่ายไหน
2. ถาม/เรียนจากผู้เชี่ยวชาญ
3. ถามเพื่อน
4. หาหนังสือมาอ่านค้นคว้าเอง

พอเจอความไม่รู้ ทีนี้ ก็ขึ้นอยู่กับว่าเราวางระบบการเรียนรู้ให้ตัวเองยังไง ถึงจะเปลี่ยนจากความไม่รู้ให้กลายเป็นรู้ เข้าใจ ลงมือทำได้เองตามลำดับ

--

บอกเพื่อนไปว่า 'นี่ยิ่งโตก็ยิ่งรู้สึกตัวเองโง่งม 555'

ไม่ใช่การด่าในเชิงดูถูกตัวเอง แต่เพราะอารมณ์ดีที่ได้รู้จักตัวเองมากขึ้น
ได้พบเจอความไม่รู้ของตัวเอง ก็เลยเบิกบาน

เพราะมองเห็นความไม่รู้ของตัวเองได้ จึงได้รู้ว่าเราเองก็วางระบบการเรียนรู้ของตัวเองมาดีเหมือนกันนะเนียะ :-)

เพื่อนเสริมว่า 'จริง และมันเป็นสิ่งที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ด้วยนะ ต้องเจอกับตัวเอง แล้วต้องมองย้อนกลับไปสิ่งที่ตัวเองทำมา แล้วก็ได้แต่ร้องว่า 'โอย... แล้วที่ผ่านมา มันคืออะไรกันฟระ!?' 555

--

ยิ่งเติบโตขึ้นไป ก็จะยิ่งเจอความไม่รู้ของตัวเองมากขึ้น
ชีวิตก็เป็นการผจญภัยเช่นนี้เอง

และใช่... จะรู้ว่าเราไม่รู้ ก็ต้องเริ่มจากลองทำไปก่อน เดี๋ยวจะเจอสิ่งที่ไม่รู้เอง

เจอแน่ๆ ก็มันเป็นเรื่องปกติอยู่แล้วนี่นา :-)

ณัฐ อยู่ดีดี

15.01.2026

FB nananatte
IG
Youtube
Goodreads nananatte

#อยู่ดีดีlivewell

ที่อยู่

Chiang Mai

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ nananatteผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์

Share on Facebook Share on Twitter Share on LinkedIn
Share on Pinterest Share on Reddit Share via Email
Share on WhatsApp Share on Instagram Share on Telegram