nananatte อ่าน เขียน เรียนรู้ ลงมือ แล้วเติบโตไปด้วยกัน😄📚🌿

เมื่อคุณอ่านหนังสือไม่ทัน และสนพ.ส่งหนึ่งในกองดองมาสวัสดีปีใหม่😆 ขอบพระคุณ สำนักพิมพ์วีเลิร์น ที่คิดถึงกันค่าาาา อ่านๆๆ ...
27/12/2025

เมื่อคุณอ่านหนังสือไม่ทัน และสนพ.ส่งหนึ่งในกองดองมาสวัสดีปีใหม่😆 ขอบพระคุณ สำนักพิมพ์วีเลิร์น ที่คิดถึงกันค่าาาา อ่านๆๆ เล่ม 'วิชาคนตัวเล็ก' เราอ่านแน่ๆ รอก่อนน๊าาาา...

เรื่องมันเริ่มจาก... มีคนชวนณัฐไปจัด set intention workshop แต่มันก็ฉุกละหุกอยู่ เราเองก็ไม่แน่ใจว่า ถ้าไปสอนสดจะต้องเตร...
26/12/2025

เรื่องมันเริ่มจาก... มีคนชวนณัฐไปจัด set intention workshop แต่มันก็ฉุกละหุกอยู่ เราเองก็ไม่แน่ใจว่า ถ้าไปสอนสดจะต้องเตรียมอุปกรณ์อะไรไปบ้างนะ? ต้องทำโปสเตอร์ หรือเตรียมเอกสารแจกมากน้อยแค่ไหนบ้าง?

ดูเวลาแล้ว... ใกล้สิ้นปีเข้ามาทุกที
ก็เกรงใจคุณเค้าที่ยังรอคำตอบ ก็เลยปฏิเสธไปก่อน

แต่...
ถึงปีนี้ เรายังจัด workshop ไม่ได้ แต่เราทำคลิปได้นี่!

ว่าแล้วก็ชวนคุณผู้ชมช่องอยู่ดีดีมาทบทวนตัวเองปลายปีกันค่ะ ^ ^

ใครยังไม่ได้ทบทวน & วางแผนปีใหม่
อยู่ดีดี EP นี้ มานั่งเขียนทบทวนตัวเองแบบชิลล์ๆ สบายๆ ด้วยกันได้เลยค่ะ
..และเพราะตอนแรกดิฉันนึกว่าต้องไปจัด workshop จริงๆ
ก็เลยเล่นใหญ่กว่าปกตินิดนึง ดีไซน์วิธีทบทวนตัวเองมาใหม่เลย ชื่อ CALM Method

แถมยังนั่งทำ workbook pdf มาให้ฟรีด้วยค่ะ (จัดใหญ่มาก //มือทาบอก)
จะได้ไม่ต้องนั่งจดคำถามเอง ไปนั่งเขียนตอบกันได้สบายๆ นะคะ

ขอให้ทุกท่านเพลิดเพลินกับ EP ใหม่
และใช้ workbook pdf นี้ทบทวนตัวเองได้เลย
ถือเป็นของขวัญสวัสดีปีใหม่เล็กๆ น้อยๆ จากอยู่ดีดีค่า ^ ^

ขอให้มีความสุข สนุกสนานในช่วงเทศกาล ขับขี่ปลอดภัย
และขอให้ปีหน้านี้เป็นปีที่ CALM
สุข สงบ เติบโตได้อย่างมั่นคงสำหรับทุกคน

สวัสดีปีใหม่ทุกคนล่วงหน้าค่า ^ ^

ลิงค์ดู youtube --> https://youtu.be/_wXtsgzthME

ลิงค์โหลด pdf --> https://forms.gle/Fn2kGis1GEVDGPte8

ณัฐ อยู่ดีดี
26.12.2025

FB nananatte
IG
Youtube
Goodreads nananatte

#อยู่ดีดีlivewell

📊 เมื่อ YouTube เริ่มโตเป็นผู้ใหญ่!YouTube เพิ่งส่งสรุปหลังบ้านสำหรับครีเอเตอร์มาให้ผู้ชมหลักของช่องอยู่ดีดีปีนี้คือ วัย...
25/12/2025

📊 เมื่อ YouTube เริ่มโตเป็นผู้ใหญ่!
YouTube เพิ่งส่งสรุปหลังบ้านสำหรับครีเอเตอร์มาให้
ผู้ชมหลักของช่องอยู่ดีดีปีนี้คือ วัย 35-44 ปี! (เปลี่ยนจาก 25-34 ปี)

พี่ชายณัฐว่า: "ก็ผู้ชมกลุ่มเดิม เพิ่มเติมคืออายุที่มากขึ้น แสดงว่าไม่มีผู้ชมใหม่น่ะสิ"

แป่วววว... ก็อาจจะจริง! 🤣🤣
แต่เรารู้สึกขอบคุณที่สถิติอายุมันออกมาเป็นแบบนี้นะ

คือเนื้อหาที่เราเล่ามันก็หนักอยู่ การที่กลุ่มผู้ชมอายุ 35+ เข้ามาดู...แสดงว่าคอนเทนต์ของเรามันมีความหมายกับวัยผู้ใหญ่ ซึ่งประสบกับตัวเองแล้วว่าชีวิตมันก็ไม่ได้มีแค่เรื่องการงาน การเงิน นะเฟร้ยยย (ถึงแม้จะแอบคิดว่า: เนื้อหาแกจะยากไปไหนเนียะ 555)

ประเด็นคือ:

- YouTube ดัน Shorts ให้คนดูมากกว่า Long Form (ก็ต้องเข้าใจ เพราะเค้าอยากสู้กับ tiktok ช่องอื่นก็โดนเหมือนกันหมด)

- การทำ Shorts บังคับให้เราหัดเขียนและคิดอะไรสั้นๆ (คือเป็นคนเยอะน่ะค่ะ คิดอะไรสั้นๆ ไม่เป็นจริงๆ ที่ทำ shorts ได้คือต้องฝึกให้ทำให้ได้น่ะ)

- ผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึง... คือพอทำ Shorts ได้ ก็ดันไปปลดล็อคการขึ้นโครงคอร์สวิดีโอออนไลน์ที่เราพยายามทำมา 3 ปีแล้วทำยังไงก็ไม่เสร็จ ตอนนี้พอไปหัดทำ shorts มา ทีนี้คอร์สเดินหน้าไวสุดๆ สปีดเพิ่มขึ้น x3 เลยค่ะ!

โธ่เอ๊ย! รู้งี้ทำ Shorts ไปตั้งนานแล้วววววววววววว! 😆 บ้าบอที่สุด

--

🥁 และตอนนี้ถึงเวลาประกาศความตื่นเต้นที่สุดของปี! 🥁

คอร์สวิดีโอออนไลน์อันแรกในชีวิตของณัฐใกล้เสร็จสมบูรณ์แล้วค่ะ! 🥳 เย้!!

ชื่อหลักสูตร 'Focus Fix: ระบบจัดระเบียบชีวิตด้วยการตั้งหลัก'

นี่คือคอร์สวิดีโออันแรกในชีวิตเลยนะ! ตื่นเต้นจนเก็บอาการไม่อยู่

ปี 2026 ก็จะเป็นปีที่ณัฐมีอะไรสนุกๆ มาให้ทุกคนได้เรียนรู้และเติบโตร่วมกันแน่นอน ^ ^

--

ประกาศเพิ่มเติม 📢 เรายังไม่จัดกิจกรรม Set Intention workshop รอบสดนะคะ
ขอโฟกัสกับการทำคอร์สวิดิโอให้เสร็จค่ะ ขอบพระคุณทุกท่านที่แสดงความสนใจมาน๊าาาา ^ ^

--

ขอบคุณที่อยู่ด้วยกันมาตลอดปี
แล้วเจอกันปีหน้ากับ Focus Fix และคอนเทนต์ด้าน well-being ดีๆ เช่นเคย

สุขสันต์วันคริสต์มาส🎄
และสวัสดีปีใหม่ทุกคนล่วงหน้าค่า ^ ^

ณัฐ อยู่ดีดี
25.12.2025

FB nananatte
IG
Youtube
Goodreads nananatte

#อยู่ดีดีlivewell

สรุปหนังสือ Best of the Year 2025 ของ nananatte ค่ะ ^ ^พฤติกรรมการอ่าน non-fiction:- เราอ่าน ebook เยอะขึ้นมาก หนังสือฝร...
24/12/2025

สรุปหนังสือ Best of the Year 2025 ของ nananatte ค่ะ ^ ^

พฤติกรรมการอ่าน non-fiction:
- เราอ่าน ebook เยอะขึ้นมาก หนังสือฝรั่งนี่ได้ของผ่าน playbook กับ kindle เยอะกว่าซื้อเล่มแล้ว
- แทบไม่ยืมหนังสือจาก tk park เพราะพบว่าเสียค่าส่งไปมา เราซื้อเล่มเลยก็ได้ เพราะตอนนี้ดิฉันเป็นสายขีดเขียนลงไปในหน้าหนังสือหนักมาก ยืมหนังสือห้องสมุดมันขีดไม่ได้ง่ะ ...และเล่มที่อยากอ่านส่วนใหญ่จะรอคิวข้ามปี! 555

- non fiction ที่อ่านช่วงหลังเนื้อหาหนักทีเดียว อ่านจบปุ๊บต้องอ่านซ้ำเลยเพื่อสะกัดมันออกมา ปีนี้จำนวนหนังสือที่อ่านเลยลดลง เพราะต้องทบเวลาอ่านซ้ำ ก็เลยทำให้กว่าจะออกรีวิวเลยล่าช้าตามไปด้วย

- non-fiction ฟังแบบหนังสือเสียงก็เข้าใจไวดี คล้ายๆ ฟังพ็อดคาสท์เลย แถมปีนี้ได้โปร audible หลายรอบมาก จนได้หนังสือเสียงมาในราคาถูกจนงง (คิดว่า amazon ก็คงอยากส่งเสริมให้คนมาฟังหนังสือเสียงเยอะขึ้นนั่นแหล่ะ) แต่ตอนหลังพบว่า ชอบฟังหนังสือที่นักเขียนมาอ่านเอง เวลาฟังเสียงนักพากษ์มาอ่านหนังสือให้ เราจะไม่ค่อยอินและง่วงนอน

- ปีนี้ ค้นพบงานเขียนของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต) แล้วดิฉันปลาบปลื้มมาก ขึ้นหิ้งนักเขียนไทยคนโปรดของข้าพเจ้าไปแล้ว! สนุกมากกกกกกกกกกก เขียนดีมาก storytelling ชนะเลิศ อ่านจบไป 2 เล่มแต่ไม่สามารถเขียนรีวิวได้จริงๆ ขออภัยค่ะ แต่ 'พระพุทธศาสนากับโลกธุรกิจ' กับ 'พุทธวิธีในการสอน' นี่ดีทุกหน้า สนุกจนตกใจว่า... หนังสือพระสนุกขนาดนี้เลยเหรอเนียะ?

--

พฤติกรรมการอ่าน fiction:
- ปีนี้แทบไม่ได้แตะนิยายแปลญี่ปุ่นเลย คงเพราะยังรู้สึกอิ่มกับงานดาร์คๆ หนักๆ เมื่อปีก่อน และยังไม่พร้อมจะรับเนื้อหาแนวนี้ต่อ

- โดนเพื่อนยุให้เปิดโลกนิยายจีนเสียที งมๆ หลายเรื่องเพราะมันมีเยอะจริงๆ แถมแต่ละเรื่องก็ยาวเป็นกำแพงเมืองจีน พวกเรื่อง 3 เล่มจบนี่คือสั้นสุดแระ ส่วนใหญ่มัน 5-8 เล่มจบกันทั้งนั้น (= = ;;; )

- สรุปว่าปีนี้อ่านนิยายจีนโบราณเป็นหลัก และพบว่าตัวเองชอบเรื่องแนวเทพเซียนค่ะ หลังจากได้ลองอ่านงานของนักเขียนมาหลายคน ตอบได้ว่าชอบ Yue Xia Die Ying กับ Bai Lu Cheng Shuang ที่ทำให้ไปตามหาผลงานเรื่องอื่นมาอ่านต่อนะ

- ได้ลองนิยายวายจีนที่ใน pantip ชมและเชียร์ แต่ก็เฉยๆ ทั้งนั้น กระทั่งฮัสกี้กับเหมียวขาวฯ ที่ผู้คนชื่นชมนักหนา ข้าพเจ้ายังจอดที่เล่ม 5 การตามหางานที่ตรงจริตตัวเองให้เจอนี่มันยากแท้ T_T ยังไม่มีใครล้มแชมป์หรือขึ้นมาเฉียดใกล้ 'สวรรค์ประทานพร' ได้ แต่เราก็ผิดเองที่ตั้งค่าพื้นฐานไว้สูงขนาดนี้ 555

- ความน่ายินดีคือ ข้าพเจ้าเลิกติดเว็บตูนได้แบบถาวรตลอดปีแล้ว ไชโย!

--

เป็นปีที่สนุกสนานกับการอ่านได้เรื่อยๆ ตลอดทั้งปีเลย
ปกติจะมีช่วงหนืดๆ ตอนกลางปี แต่ปีนี้เป็นปีที่เจอหนังสือแสงพุ่งโผล่มาเรื่อยๆ โดยเฉพาะ non-fiction หยิบจับเล่มไหนก็ตกใจว่า 'ทำไมมันดีขนาดนี้!?'

ที่จริงมี non-fiction ที่อ่านจบอีก 4 เล่มรออ่านรอบ 2 อยู่ เพราะรู้ว่าเนื้อหามันดีอ่ะ แต่ต้องตั้งใจอ่าน... ปีหน้าก็หวังว่าจะมีเวลามาถลุงเนื้อหาเหล่านี้ และเขียนรีวิวให้เรียบร้อย

และก็หวังว่าปีหน้าก็จะเป็นปีที่อ่านหนังสือสนุกได้แบบนี้ต่อๆ ไปค่า ^ ^

--

รายการหนังสือ Best of the Year 2025 นี้ เป็นความเห็นส่วนตัวของเราล้วนๆ ไม่สนใจว่าหนังสือจะตีพิมพ์เมื่อไร ดูแค่ว่าเราได้อ่านมันในปีนี้ ไม่แยกหมวด และไม่ได้เรียงลำดับตามความชอบค่ะ ในลิสต์นี้คือเจ๋งสุดๆ ทุกเล่มเลย!

มาเริ่มกันเลย!

--

FB nananatte
IG
Youtube
Goodreads nananatte


#รีวิวหนังสือ

how to win friends & influence people ฉบับ Gen-Z : 1. ไปเข้าคลาสเดียวกัน 2. กลับมาเปิด book club อ่านหนังสือตามที่ครูแนะ...
22/12/2025

how to win friends & influence people ฉบับ Gen-Z :
1. ไปเข้าคลาสเดียวกัน
2. กลับมาเปิด book club อ่านหนังสือตามที่ครูแนะนำ
3. ลากคนในคลาสมาแจม ไปอ่านกันมาคนละเล่ม แล้วมาเล่าให้เพื่อนๆ ฟัง

สรุป ทุกคนได้อ่าน และได้รู้ว่าเรื่องที่ครูบอกให้ไปอ่านมีอะไร เรื่องเป็นไง มีจุดน่าสนใจตรงไหนบ้าง

book club สร้างเพื่อนได้จริงๆ นะ ^ ^

เดือนนี้เชียงใหม่ 17°C! ถ่ายรูปส่งไปให้เพื่อนสาวชาวกรุงดู นางตอบกลับมาสั้นๆ "นอกออฟฟิศที่นี่ 37°C" ถามจริง! เราอยู่ประเท...
18/12/2025

เดือนนี้เชียงใหม่ 17°C! ถ่ายรูปส่งไปให้เพื่อนสาวชาวกรุงดู นางตอบกลับมาสั้นๆ "นอกออฟฟิศที่นี่ 37°C" ถามจริง! เราอยู่ประเทศเดียวกันไหมน่ะ 555

ยอมรับแล้วค่ะว่าเป็นคนขี้หนาว! สิ่งที่ขาดไม่ได้คือ...

1. ผ้าพันคอ - ต้องดึงผ้าพันคอมาคลุมหัวเพราะหนาวจนปวดหูค่ะ! คือก็เกรงใจที่จะใช้ที่ปิดหูแบบสาวเกาหลี-ญี่ปุ่น ก็บ้านเราก็ยังไม่หนาวติดลบป่าวคะ?

2. ถุงมือ Fingerless - คนคิดค้นถุงมือโชว์นิ้วควรได้รางวัลโนเบลนะ มันทำให้มืออุ่นได้ แต่ก็ยังพิมพ์งาน จับปากกาเขียนหนังสือ และยกแก้วกาแฟอุ่นๆ เคลื่อนไหวมือได้สะดวกแบบไม่ต้องถอด! เป็น must have สำหรับหน้าหนาวแต่ยังต้องนั่งทำงานมากๆ

3. ชาอุ่นๆ และน้ำขิงสด - จะมีอะไรดีไปกว่าชาร้อนๆ ในวันอากาศหนาวล่ะเนียะ! กาต้มน้ำร้อนทำงานไม่ได้หยุดทั้งวัน และพอหนาวไม่ไหวแล้ว ดิฉันก็จัดขิงสดมาต้มร้อนๆ เลยจร้าาาา



เพื่อนสาวอีกนางเพิ่งกลับจากยุโรป

พอณัฐถามไปว่าหนาวไหมที่นั่น (เลขตัวเดียว) แก้หนาวยังไงเนียะ?

นางตอบว่า "ก็กินพาสต้าร้อนๆ เพิ่มคาร์บกับไขมันเข้าไป" (แลกกับการเดินวันละเกือบ 2 หมื่นก้าว)

ส่วนดิฉันที่เชียงใหม่ กำลังตามหา 'กานาไฉ่' อร่อยๆ กินกับข้าวต้มร้อนๆ ค่ะ 555 ก็ฉันมันลูกหลานคนแต้จิ๋วอ่ะ! อากาศหนาวก็ต้องกินข้าวต้มสิ!

(กานาไฉ่ คือ ผักดองมะกอกจีนในน้ำมัน มีรสชาติเค็มอูมามิ)

ไม่กล้าเล่าให้นางฟังเพราะมัน contrast เกินไปแล้ว 555

แล้วคุณล่ะคะ? หนาวนี้ที่บ้านคุณกี่องศา?

มีเมนูแก้หนาวอะไรเด็ดๆ มาแนะนำบ้าง?

ณัฐ อยู่ดีดี
18.12.2025

FB nananatte
IG
Youtube
Goodreads nananatte

#อยู่ดีดีlivewell

อธิบายทฤษฎีของ René Girard เรื่อง Mimetic Desire หรือ ความต้องการและการเลียนแบบ ครึ่งแรกตื่นตาตื่นใจ ครึ่งหลัง...ได้เข้า...
17/12/2025

อธิบายทฤษฎีของ René Girard เรื่อง Mimetic Desire หรือ ความต้องการและการเลียนแบบ ครึ่งแรกตื่นตาตื่นใจ ครึ่งหลัง...ได้เข้าใจความรุนแรง (คือก็ดีที่เข้าใจ แต่ไม่สบายใจตอนอ่านเลยเหอะ 😅)

--
ในเล่มก็จะอธิบายให้ฟังว่า

(1) ความต้องการ vs ความปรารถนาต่างกันอย่างไร

ความต้องการ คือ พวกเรื่องพื้นฐานทางชีวภาพที่สิ่งมีชีวิตต้องการ เช่น น้ำ อาหาร อากาศ ความปลอดภัย ที่พักอาศัย การนอนหลับ ฯลฯ

ซึ่งแนวคิดนี้ก็จะต่างกับลำดับขั้นความต้องการของมาสโลว์ที่ความต้องการถูกจัดระเบียบเอาไว้เป็นอย่างดี ในขณะที่ฌีราดเชื่อว่า เจ้าความต้องการเฉยๆ นี้คือฐานรากน่ะใช่ แต่พอพ้นไปจากความต้องการแล้วคือดินแดนของความปรารถนา ซึ่งความปรารถนาของมนุษย์ไม่มีที่สิ้นสุด ไม่มีลำดับขั้น

--

(2) ความปรารถนาของมนุษย์ไม่ได้เกิดจากตัวเองจริงๆ หรอก แต่เพราะมี 'ต้นแบบ' แสดงว่าสิ่งนั้นน่าปรารถนา เราจึงอยากได้ตาม

เช่น สมัยเรียนเราคงไม่ได้คิดว่าอาชีพบางอาชีพน่าสนใจ แต่พอรุ่นพี่ที่จบไปทำอาชีพนี้กันทั้งนั้น ดูเป็นงานรายได้ดี มั่นคง ดูมีเกียรติ อาชีพที่แต่แรกเราไม่รู้จักด้วยซ้ำ ก็กลายมาเป็นอาชีพที่น่าปรารถนา

--

(3) ต้นแบบ มี 2 อย่าง คือ ต้นแบบจากดินแดนชั้นนอก vs ดินแดนชั้นใน

ต้นแบบจากดินแดนชั้นนอก คือ ต้นแบบที่อยู่ห่างจากเรามากๆ ถูกกั้นกลางด้วยระยะทาง ภาษา เวลา เช่น คนดังทั้งหลาย ไม่ว่ามีชีวิตอยู่หรือตายไปแล้ว สาธารณชนแลดู 'รับได้' หากเราชื่นชอบ ชื่นชม อยากปฏิบัติตาม(เลียนแบบ) พวกเขา

เช่น อับราฮัม ลินคอร์น แม้จะเสียชีวิตไปนานแล้ว ก็ยังเป็นต้นแบบของคนทำงานการเมือง
ดาราฮอลลีวู้ดก็เป็นต้นแบบของเทรนด์การแต่งตัว
สตีฟ จ็อปส์ก็จะยังคงเป็นศาสดาของบรรดา startup และนักออกแบบสายมินิมัลต่อไป

ส่วนต้นแบบจากดินแดนชั้นใน คือ คนที่อยู่ใกล้ตัวเรา และเค้ากลายมาเป็นต้นแบบของเรา ไม่ว่าเราจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม

เช่น ถ้าเราโตมาโดยเห็นว่าพ่อแม่ชื่นชอบของยี่ห้ออะไร เราก็จะใช้ตามไปโดยไม่รู้ตัว และเข้าใจว่ายี่ห้อนั้นดี

ถ้าเราเห็นเพื่อนเราใช้เครื่องสำอางแบรนด์หนึ่ง เราจะมองว่าแบรนด์นั้นมันต้องดีแหล่ะ ไม่งั้นนางจะกล้าใช้ได้ไง ก็จะใช้ตาม ไม่ว่าการเห็นเพื่อนคนนั้นใช้เครื่องสำอางจริงๆ หรือเห็นผ่าน social media

นั่นคือเหตุผลว่าทำไมฮิปสเตอร์ถึงแต่งตัวไปในทางเดียวกัน มีไลฟ์สไตล์คล้ายกัน เพราะเรามองดูผู้คนที่เรามองเห็นได้จากชีวิตจริงของเรา (รวมถึงผ่าน social media) ว่าทำแบบนี้คือดี แล้วเราก็จะทำตาม

แต่ส่วนใหญ่ การเลียนแบบในดินแดนชั้นในมักไม่ค่อยได้รับการยอมรับสักเท่าไร
เช่น ถ้าเกิดมีคนแต่งตัวเหมือนกันเป๊ะในที่ทำงานเดียวกันทุกวัน ก็คงจะรู้สึกว่าถูกคุกคามแน่ๆ

หรือ ถ้าคุณเจ้านายมีสไตล์การพรีเซนต์งานเป็นแบบนี้ แล้วเราเลียนแบบท่าทางของคุณเจ้านายเป๊ะ ก็ไม่น่าจะโดนคนอื่นมองในทางดี แลดูว่าเราจะล้อเลียนมากกว่า

หรือ ถ้าดาวเด่นในชั้นเรียนซื้อของหายากมาใช้ แล้วเราไปพยายามหาซื้อมาใช้ตามเพราะอยากให้คนอื่นยอมรับตัวเราเหมือนกัน... เรื่องนี้ก็ไม่น่าจะจบสวย แต่อาจโดนมองว่าอยากชิงดีชิงเด่นมากกว่า

ดังนั้น ต้นแบบในดินแดนชั้นใน มันเลยดูยาก เพราะไม่แน่ว่าคนจะยอมรับว่าตัวเองเลียนแบบคนใกล้ตัวของตัวเอง... แต่วิธีดูก็ง่ายมาก 'ความอิจฉา' เป็นตัวชี้วัดที่ดี ถ้าเกิดความอิจฉาใคร ก็แสดงว่า คนๆ นั้นคือ ต้นแบบในดินแดนชั้นใน

--

(4) เลียนแบบกระจกเงา

ถ้าคิดว่า การเลียนแบบ จะมีแค่แบบ copy + paste มันก็ออกจะเรียบง่ายไปสักหน่อย

เปล่า ฌีราดบอกว่า มันมีเลียนแบบกระจกเงาด้วย คือ ต้นแบบทำมาแบบไหน เราจะทำไปในทางตรงข้าม แต่คนๆ นี้ก็ยังถือว่าเป็น 'ต้นแบบ' ของเราอยู่ เพียงแต่เราเลียนแบบกระจกเงาแทน

เช่น เพื่อนที่เราไม่ชอบขี้หน้าซื้อรถยี่ห้อ A เราจึงประกาศชัดว่า ชั้นไม่ซื้อรถยี่ห้อ A เด็ดขาด รถยี่ห้อนี้ไม่เห็นดีเลย ใครขับรถยี่ห้อนี้นิสัยไม่ดี และสุดท้ายเราก็จะไปซื้อรถยี่ห้อ B แทน

เจ้าเพื่อนคนนี้คือ 'ต้นแบบในดินแดนชั้นใน' ส่วนเราก็แสดงออกด้วยวิธีเลียนแบบกระจกเงา :-)

--

(5) กลไกแพะรับบาป

การเลียนแบบจะเกิดขึ้นเร็วที่สุดเมื่อเกิดสังคมเกิดวิกฤต คนขาดสติ และเต็มไปด้วยความโกรธ

นักการเมืองแต่โบราณกาลรู้วิธีจัดการวิกฤตเป็นอย่างดี นั่นคือ การใช้แพะรับบาป

ไม่ว่าแพะนั้นจะเป็นต้นตอแห่งปัญหาจริงหรือไม่ก็ตาม แต่ฝูงชนที่ขาดสติและอยากหาที่ระบายอารมณ์สักที่ เมื่อได้สังเวย/สังหาร/ขับไล่/ทำร้าย/จัดการแพะ ซึ่งมักเป็นคนชายขอบหรือกลุ่มคนชายขอบแล้ว จากตอนแรกที่วิกฤตดูใหญ่โตจัดการไม่ได้ พวกเขาสับสนทรมาน แต่เมื่อได้ 'รวมใจกันเป็นหนึ่ง' เพื่อ 'จัดการ' แพะรับบาปแล้ว ความสุขสงบจะเกิดขึ้นชั่วครู่

น้ำหนึ่งใจเดียวกันขจัดเภทภัยนำพาความสุขสงบมาให้... นักการเมืองเก่งๆ ทำแบบนี้เสมอ

ยิ่งแพะบอกว่าพวกเขาไม่ได้ทำมากเท่าไร ฝูงชนก็จะยิ่งหัวเสียและยิ่งรุนแรงกับแพะมากขึ้นเท่านั้น
พอฝูงชน attack แพะแล้วบรรยากาศเครียดจัดการไม่ได้ก็จะหายไป แล้วความสงบสุขก็จะกลับคืนมา

--

(6) พระเยซูหยุดกลไกแพะรับบาป

ฌีราดอ่านเอกสารประวัติศาสตร์มากมาย และอ่านงานเขียนคลาสสิคทั้งหลายย้อนกลับไปหลายชนชาติ ก็พบว่า เรื่องราวที่บันทึกล้วนแล้วแต่เป็นไปตามกลไกแพะรับบาป... เว้นแต่เรื่องราวของพระเยซูถูกตรึงกางเขน

ผู้นำทางศาสนาและอำนาจรัฐในยุคนั้นรู้ดีถึงกลไกควบความวุ่นวาย พวกเขารู้ว่าจะจัดการกับบ้านเมืองแตกแยกระส่ำระส่าย มีลัทธิมากมายเกิดขึ้นอย่างไร

ก็ตอนนั้นเองที่มีหนุ่มบ้านนอกจากเมืองไกล แถมไร้ยศศักดิ์ปรากฎตัวขึ้น เขาคือคนชายขอบที่ท้าทายอำนาจรัฐและศาสนา

หัวหน้านักบวช ซึ่งก็เป็นนักการเมืองจึงบอกว่า 'จัดการคนๆ เดียว แลกกับการทำให้บ้านเมืองสงบ' สภาเห็นชอบวิธีนี้ ไม่กี่วันหลังจากนั้น พระเยซูก็ถูกตรึงกางเขน

เพียงแต่ยามถูกตรึงกางเขน พระเยซูไม่เล่นบทเหยื่อเลย... เหยื่อจะไม่สวดอ้อนวอนพระบิดาให้อภัยให้พวกเขาเหล่านี้ที่ทำร้ายพระองค์ด้วยความไม่รู้ แถมยังฝากฝังให้ยอห์นดูแลมารดาของตนให้ดีด้วยยามที่ตนไม่อยู่แล้ว

สิ่งที่นักการเมืองหวังจะได้รับหลังสังเวยพระเยซู คือ การรวมใจคนเป็นหนึ่ง เพราะได้จัดการต้นตอของความวุ่นวายแล้ว... แต่สิ่งนั้นกลับไม่เกิดขึ้น เพราะฝูงชนแตกออกเป็น 2 ฝ่ายอย่างสิ้นเชิง กลุ่มนึงคือผู้คนที่ร่ำไห้ว่าพวกตนได้ทำร้ายชายผู้บริสุทธิ์จนตายไปเสียแล้ว ในขณะที่อีกกลุ่มก็คือคนที่พอใจกับกลไกแพะรับบาปเดิม
..และก็ยังมีเรื่อง 'ปาหินก้อนแรก' ที่ชาวคริสต์คุ้นเคยกันดี

เมื่อหญิงผู้หนึ่งถูกจับได้ขณะผิดประเวณี ฝูงชนก็พร้อมใจกันคว้าหินจะมาขว้างปาทุบตีนาง เป็นพระเยซูที่พูดขึ้นมา 'ในหมู่พวกท่าน หากมีผู้ใดที่ไม่มีบาป ก็เชิญเป็นคนแรกที่ปาหินเถอะ'

ฝูงชนที่พร้อมจะปาหินแล้ว เจอประโยคนี้เข้าก็ชะงักไป... ก็มันจะมีใครที่ไม่มีบาปบ้างล่ะ?

สักพัก ก็มีคนแรกที่วางหินลงแล้วเดินจากไปแล้ว คนที่ 2 จึงวางตาม คนที่ 3-4-5 จึงวางหินตามมา

เมื่อเกิดวิกฤต คนขาดสติ ความโกรธคืออารมณ์ที่แพร่ต่อกันง่ายที่สุด เมื่อมีคนที่ 1 ที่เริ่มลงมือ คนที่ 2 จะคิดน้อยลง เพราะเขาก็แค่ 'เลียนแบบ' การกระทำของคนแรก(กลายเป็นต้นแบบแล้ว) คนที่ 3 มองดูคนที่ 1 กับ 2 ก็จะเลียนแบบได้ง่ายขึ้น ยิ่งพอถึงคนที่ 5-6-7 ก็แทบไม่ต้องคิดแล้ว ทำตามไปได้เลย

ดังนั้น การเป็นคนแรกที่ลงมือจึงยากที่สุด แต่คนที่เหลือคือทำตามกันมาเท่านั้น

พระเยซูไม่ได้เข้าไปห้ามฝูงชนบ้าคลั่งว่าห้ามปาหิน แต่หยุดความรุนแรงโดยการเป็น 'ต้นแบบของสันติ'
เมื่อเป็นคนแรกที่วางหินลง ย่อมทำให้คนอื่นเลียนแบบทำตามง่ายขึ้น

--

(7) สวมบทเหยื่อ

หลังจากโลกสูญเสียผู้คนไป 75 ล้านคนในสงครามโลกครั้งที่ 2 องค์การสหประชาชาติก็ประกาศสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน... แน่นอนว่า เราเห็นใจเหยื่อมากขึ้น ไม่อยากให้ใครต้องกลายมาเป็นแพะอีกแล้ว คนชายขอบทุกกลุ่มได้รับการช่วยเหลือมากอย่างไม่เคยมีมาในประวัติศาสตร์ เป็นต้นว่า มีกลุ่มคนที่พร้อมจะสนับสนุนกฎหมายทำแท้ง และอีกกลุ่มก็พร้อมสนับสนุนกฎหมายห้ามทำแท้ง ด้วยเหตุผลเดียวกันเพราะต้องการบุคคลผู้อาจเป็นเหยื่อ

ก็เลยทำให้วันนี้มีคนที่หลอกใช้ประโยชน์จากการเป็นเหยื่อเพื่อถืออำนาจให้อยู่ในฝั่งตัวเอง...
นะ โลกเราวันนี้มันอยู่ยากจริง ^^;;;

--

(8) วงจรสร้างสรรค์ vs วงจรทำลาย

ที่จริงแล้วการเลียนแบบโดยตัวมันเองไม่ได้แย่ เพราะเราสามารถสร้าง 'วงจรสร้างสรรค์' ได้ เช่น การใช้บุคคลต้นแบบในฐานะแรงบันดาลใจเพื่อสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ จิตรกรเอกของโลกก็จะยังเป็นต้นแบบให้นักเรียนศิลปะได้หัดวาดภาพโดยการวาดเลียนแบบภาพของพวกเขาต่อไป

แต่ก็ย่อมมีคนที่ใช้การเลียนแบบเปิด 'วงจรทำลาย' เช่น อลิซาเบท โฮล์ม แห่งเธรานอส ผู้เป็นแฟนคลับเหนียวแน่นของสตีฟ จ็อปส์ เลียนแบบทุกอย่าง... แต่ไม่มีผลิตภัณฑ์ใดๆ ทั้งสิ้นจนกลายเป็นมหกรรมการหลอกลวงครั้งใหญ่ของ silicon valley

--

(9) ความปรารถนาตื้นเขิน vs ความปรารถนาลุ่มลึก

ฌีราดแบ่งความต้องการเป็น ความต้องการ และ ความปรารถนา แม้จะไม่ได้จำแนกความปรารถนาไว้ละเอียดอย่างมาสโลว์ แต่เขาแบ่งมันออกหลวมๆ ว่าเป็นความปรารถนาตื้นเขิน หรือความปรารถนาลุ่มลึก

ความต่างของความปรารถนาสองแบบนี้คือ ระยะเวลาของความทุ่มเทที่เรามีให้กับมัน
เช่น ข้าวของมากมายที่เราได้เพราะ FOMO คือความปรารถนาตื้นเขิน ในขณะที่การได้เลี้ยงหมาสักตัว ได้ใช้เวลาเติบโตไปด้วยกัน คือความปรารถนาอันลุ่มลึก

--

(10) เมื่อเรียนรู้เรื่องทฤษฏีความต้องการและการเลียนแบบแล้ว ควรเอาไปใช้ในชีวิตยังไง?

1. สำรวจตัวเองดีๆ ว่าสิ่งที่เรามี ทำ เชื่อในชีวิตนี้ อะไรที่เป็นความต้องการจริงๆ ของตัวเองบ้าง

2. หยุดเลียนแบบคนอื่นโดยไม่รู้ตัว

3. การเรียนรู้คือการเลียนแบบอยู่แล้ว ดังนั้น ชัดเจนว่าใครจะเป็นต้นแบบของการเลียนแบบของเรา เริ่มต้นการเรียนรู้จากการเลียนแบบเขา แล้วสุดท้ายทำให้เหนือกว่า หรือทำออกมาให้เป็นแนวทางของตนเอง ลัมโบกินีทำรถ supercar ออกมาได้ก็ด้วยวิธีนี้ บ.เทคโนโลยีของทางเกาหลีและจีนก็เช่นกัน

Wanting ทำไมต้อง "อยาก"
เขียน Luke Burgis
แปล พชร สูงเด่น
สนพ howto

--
FB nananatte
IG
Youtube
Goodreads nananatte

#รีวิวหนังสือ

คุณแยกออกไหมคะ? ระหว่าง "เครื่องมือ" (Tools) กับ "วิธีการ" (Process) ครั้งแรกที่ณัฐเข้าใจคำว่า "เครื่องมือ" มุมมองที่มีต...
11/12/2025

คุณแยกออกไหมคะ? ระหว่าง "เครื่องมือ" (Tools) กับ "วิธีการ" (Process) ครั้งแรกที่ณัฐเข้าใจคำว่า "เครื่องมือ" มุมมองที่มีต่อโลกเปลี่ยนไปเลยค่ะ



💡 "เครื่องมือ" คือสิ่งที่หยิบมาทุ่นแรง
เหมือน "กรรไกร" ที่เอาไว้ตัดซองขนมหรือจัดดอกไม้ กรรไกรคือวัตถุชิ้นหนึ่งที่ช่วยให้งานง่ายขึ้น

🧘‍♀️ "วิธีการ" คือกระบวนการลงมือทำจริง
เหมือน "การทำสมาธิ" มันคือการฝึกสติ แบบเดียวกับที่เอากรรไกรไปลับหินลับมีด ต้องมีการออกแรงถูไถ ต้องทำซ้ำๆ กรรไกรถึงจะคมได้..ลำพังแค่มีหิน (เครื่องมือ) วางไว้เฉยๆ กรรไกรไม่มีทางคมขึ้นมาได้



การเขียน Journaling" ก็เช่นกันค่ะ
สมุดกับปากกาเป็นเครื่องมือ คำถามนำต่างๆ คือเครื่องมือ
แต่ "การลงมือเขียน" คือกระบวนการที่ดึงจังหวะความคิดให้ช้าลง ทำให้เราเห็นตัวเองชัดขึ้น เห็นอารมณ์ เห็นความเป็นเหตุเป็นผลผ่านตัวหนังสือ

บางคนยอมจ่ายแพงซื้อรองเท้าวิ่งคู่ละหลายหมื่น (เครื่องมือ) แต่ไม่ได้ทำให้เรากลายเป็นนักวิ่งได้ ถ้าเราขาดความสม่ำเสมอในการฝึกซ้อม (กระบวนการ)



🛠 เรื่องนี้ทำให้นึกถึงช่างรับเหมา 2 คนที่พี่ชายณัฐไปเจอมา

ช่าง A: ขับรถหรู ป้ายแดง แต่งตัวดี เครื่องมือในรถมีนิดเดียว แถมคุณภาพธรรมดา (เหมือนเครื่องมือสำหรับใช้งานในบ้าน) ช่าง A มาทำงานได้ 2 วันก็ถอดใจ เลิกทำ

ช่าง B: ขับกระบะไทเกอร์เก่าๆ เป็นลุงแก่ๆ หน้าตาเก๋าเกม แต่พอเปิดหลังรถออกมา พี่ชายใช้คำว่า "คลังแสง" เครื่องมือแน่นและคุณภาพเทพสุด ทำงานจบ ไว เรียบร้อย ไม่พูดมาก


’เครื่องมือ’ เป็นเรื่องหนึ่ง
’กระบวนการ’ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
และ ‘ภาพลักษณ์’ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

อยู่ที่ว่าสุดท้ายแล้ว... เราอยากเป็นคนที่ "ทำได้จริง" หรือเป็นคนที่มีเครื่องมือครบทุกอย่างแต่ "ทำไม่เป็น"

แล้วคุณล่ะคะ?

วันนี้กำลังลับกรรไกรของตัวเองให้คม หรือสนุกกับการสะสมหินลับมีดสวยๆ อยู่?

ณัฐ อยู่ดีดี

11.12.2025

FB nananatte
IG
Youtube
Goodreads nananatte



#อยู่ดีดีlivewell

ชอบกราฟนี้จัง 555นั่นสิ การเรียนรู้ไม่ใช่กราฟเส้นตรงเลย ^ ^
05/12/2025

ชอบกราฟนี้จัง 555
นั่นสิ การเรียนรู้ไม่ใช่กราฟเส้นตรงเลย ^ ^

เส้นทางเรียนรู้ไม่ใช่กราฟเส้นตรงเสมอไป
และแต่ละคนก็ย่อมมีเส้นทาง รวมถึงระยะใกล้ไกลที่ต่างกัน

จุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ล้วนน่าตื่นเต้นอยู่เสมอ
ถึงเมื่อทำไปสักพัก เราอาจพบความยุ่งเหยิงของมัน
หากแต่ความยากลำบากเหล่านั้นคือเสน่ห์ที่แท้จริงของการเติบโต

เมื่ออะไรๆ เริ่มเข้าที่ ทั้งความมุ่งมั่นและเป้าหมาย
เส้นทางของเราก็ย่อมชัดเจนมากยิ่งขึ้น

กว่าจะถึงวันที่เชี่ยวชาญ
ทุกคนล้วนเคยผิดพลาดมาก่อน

แก้ fixed mindset วิธีที่ 3 : เขียน Journaling + 'The Work' ของ Byron Katieเราจะใช้วิธีนี้เวลาที่รู้สึกสับสน ตีกันยุ่งใน...
04/12/2025

แก้ fixed mindset วิธีที่ 3 : เขียน Journaling + 'The Work' ของ Byron Katie

เราจะใช้วิธีนี้เวลาที่รู้สึกสับสน ตีกันยุ่งในหัวจนมองไม่เห็นต้นตอของปัญหา เริ่มต้นจากเขียน Journaling เพื่อเททุกอย่างลงบนกระดาษ แล้วสรุปให้เห็นว่าความเชื่อไหนของเรากันแน่ที่เป็นบ่อเกิดของความลำบากใจทั้งหมด

พอระบุความเชื่อที่ว่านั้นได้แล้ว เราจะทำ "The Work" ของ Byron Katie ต่อค่ะ

"The Work" ของ Byron Katie เป็นชุดคำถาม 4 ข้อที่จะช่วยสะสางความเชื่อที่ทำให้เราปวดหัวและสับสนได้

4 คำถามของ "The Work" คือ

1) Is it true? (เรื่องที่เชื่ออยู่นี้ จริงเหรอ?)

2) Can I be absolutely sure that it is 100% true? (แน่ใจ 100% ไหมว่ามันเป็นความจริง?)

3) How do you react, what happens, when you believe that thought? (เมื่อเชื่อแบบนี้แล้ว ฉันรู้สึกหรือทำตัวอย่างไร?)

4) Who would you be without the thought? (ถ้าไม่มีความเชื่อนี้แล้ว ฉันจะเป็นคนอย่างไร?)

หลังจากตอบคำถาม 4 ข้อนี้แล้ว ให้ทำ "การกลับด้านความคิด" (Turnaround) อีก 3 ครั้ง พร้อมยกตัวอย่างสนับสนุนข้อความนั้น

--

ตัวอย่างการใช้ "The Work" กับความเชื่อที่ว่า "คนที่เป็นผู้นำต้องเป็นอัลฟ่าเท่านั้น"

คำถามที่ 1 "คนที่เป็นผู้นำต้องเป็นอัลฟ่าเท่านั้น" จริงเหรอ?
ตอบ: ไม่จริง เพราะภาพของท่านติช นัท ฮันห์ และคุณเจน กู้ดออลก็แวบเข้ามาในหัวทันทีที่ตั้งคำถาม

คำถามที่ 2 แน่ใจ 100% ไหมว่า "คนที่เป็นผู้นำต้องเป็นอัลฟ่าเท่านั้น" จริงๆ
ตอบ: ไม่

คำถามที่ 3 พอเราเชื่อแบบนี้ว่า "คนที่เป็นผู้นำต้องเป็นอัลฟ่าเท่านั้น" แล้วเราเป็นอย่างไร?
ตอบ: เรารู้สึกตัวหดเล็กลง ไม่กล้าทำอะไร ตัดสินใจไม่เฉียบขาด

คำถามที่ 4 ถ้าเราไม่มีความเชื่อนี้ เราจะเป็นอย่างไร?
ตอบ: ก็จะลงมือทำไปเลย ไม่ต้องมัวกังวล และเอาเวลาไปโฟกัสกับการกระทำมากขึ้น

สุดท้าย: กลับด้านความคิด (Turnaround) 3 รอบ พร้อมยกตัวอย่างสนับสนุน

กลับด้านครั้งที่ 1: คนที่เป็นผู้นำ ไม่ต้องเป็นอัลฟ่าก็ได้ เช่น คุณเจน กู้ดออล กับ ท่านติช นัท ฮันห์ ไง

กลับด้านครั้งที่ 2: คนที่ไม่เป็นผู้นำ ก็มีลักษณะของอัลฟ่าได้ เช่น คนที่มีความเป็นอัลฟ่า แต่เลือกที่จะเป็นผู้ตาม... ก็มีคนแบบนั้นนะ

กลับด้านครั้งที่ 3: คนที่เป็นผู้นำ เป็นคนที่เป็นเบต้าก็ได้ ...ก็มีคนที่ดูธรรมดา พูดจาช้าๆ ใช้ชีวิตสมถะ ใส่เสื้อยืดรองเท้าแตะ ก็สามารถเป็นผู้นำที่ดีได้ ที่จริงผู้นำแบบนี้ก็มีเยอะนะ แค่คนแบบนี้เค้าเลือกที่จะไม่ออกสื่อ

พอทำกระบวนการนี้ครบ เราจะได้ข้อสรุปว่า fixed mindset ของเราไม่เป็นความจริง คนที่จะเป็นผู้นำไม่จำเป็นต้องเป็นอัลฟ่า หรือต้องคล่องแคล่วว่องไวเสมอไป แต่คือ "คนที่ลงมือทำอย่างต่อเนื่อง ไม่ย่อท้อ เพื่อปกป้องสิ่งที่สำคัญสำหรับตัวเอง" นั่นเอง

--

ตัวอย่างที่ 2: "ฉันนอนกลางวัน ฉันเป็นคนขี้เกียจ ดังนั้นฉันจึงไม่มีวันประสบความสำเร็จ"

คำถามที่ 1: Is it true? (จริงเหรอ?)
ตอบ: ใช่สิ ก็ฉันขี้เกียจและฉันก็นอนกลางวันจริง ๆ นี่นา

คำถามที่ 2: Can you be sure that it is 100% true? (แน่ใจ 100% ไหมว่าเป็นความจริง?)
ตอบ: No เพราะ Leonardo da Vinci ก็นอนกลางวัน ดังนั้นคนนอนกลางวันก็ไม่แน่ว่าจะขี้เกียจ และไม่แน่ว่าจะไม่ประสบความสำเร็จนี่

คำถามที่ 3: How do you react when you believe the thought? (เมื่อเชื่อแบบนี้แล้วเราทำตัวอย่างไร?)
ตอบ: ด่าทอตัวเอง ฉันมันแย่ ไม่ได้เรื่อง ไม่เอาไหน

คำถามที่ 4: Who would you be without the thought? (ถ้าไม่มีความเชื่อนี้จะเป็นอย่างไร?)
ตอบ: ก็จะทำงานก็ทำไป ทำให้เสร็จ ทำผลงานให้ดี พอทำเสร็จแล้วก็ทำชิ้นถัดไปให้ดีขึ้น ไม่เห็นจะต้องสนใจเลยว่าฉันแปะป้ายตัวเองว่าขี้เกียจหรือเปล่า ทำงานที่เราภูมิใจ เป็นงานที่แก้ปัญหาของคนอื่นได้ เราว่าแค่นั้นมันก็ดีแล้วนะ ส่วนคำว่าสำเร็จ จริงๆ แล้วมันคืออะไรเหรอ?

หลังจากตอบครบ 4 ข้อแล้ว ก็มาทำ Turnaround กัน

กลับด้านครั้งที่ 1: ถึงฉันไม่นอนกลางวัน ฉันก็ยังเป็นคนขี้เกียจอยู่ดี
เออ อันนี้ก็จริง ดังนั้นปัญหาไม่น่าจะอยู่ที่การนอนกลางวัน

กลับด้านครั้งที่ 2:ฉันนอนกลางวัน แต่ฉันไม่ใช่คนขี้เกียจ
อืม ก็ถ้าเมื่อคืนนอนน้อยขนาดนั้น วันนี้จะง่วงก็ไม่แปลกนี่

กลับด้านครั้งที่ 3:ฉันจะนอนกลางวัน จะขี้เกียจหรือไม่ขี้เกียจ ก็ประสบความสำเร็จได้
นั่นสิ ประเด็นอยู่ที่
- ทำงานเสร็จ
- มีงานส่ง
- งานมีคุณภาพดีและดีขึ้น
- ส่งงานสม่ำเสมอตรงเวลา
- งานมีประโยชน์ แก้ปัญหาผู้คนได้
นี่คือสิ่งที่อยู่ภายใต้การควบคุมของตัวเอง ส่วนจะประสบความสำเร็จไหม ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่คนอื่นตัดสินเรามากกว่านะ

--

พอสำรวจความเชื่อของตัวเองแบบนี้ ก็จะเหมือนเราพรวนดิน ทำให้เกิดรูพรุนขึ้นมาเป็น 'ช่องว่างทางความคิด'
เมื่อเกิดช่องว่าง จึงมีพื้นที่ให้ 'ความเป็นไปได้' งอกงามเติบโต
สิ่งที่ทำให้เรายึดติด เจ็บปวด ตัดสิน ด่าทอ และฉุดรั้งเราอยู่กับที่ มันก็เป็นเพียง fixed mindset เท่านั้นเอง ไม่ใช่ fact

วิธีจัดการ fixed mindset ทั้งสามแบบนี้ เราใช้สลับๆ กันไป แล้วแต่ว่า fixed mindset ที่เจอเป็นแบบไหน
แต่ถ้าเจอตัวที่จัดการยาก เลเวลตัวเองไม่ถึงจริงๆ เราจะใช้ journaling + 'The Work' ของคุณ Byron Katie นี่ล่ะค่ะ ค่อนข้างชะงัดเลยนะ✨

เราก็จัดการ fixed mindset ด้วยวิธีประมาณนี้ค่ะ

ณัฐ อยู่ดีดี
4.12.2025

#อยู่ดีดีlivewell



FB nananatte
IG
Youtube
Goodreads nananatte

อ่านง่าย ย่อยง่าย เป็นเล่มที่อ่านตอนเช้าแล้วสร้างแรงบันดาลใจได้ดี แบบที่เบิกเนตรได้ แต่ก็ยังเป็นน้ำเสียงที่ใจดีด้วยใจควา...
03/12/2025

อ่านง่าย ย่อยง่าย เป็นเล่มที่อ่านตอนเช้าแล้วสร้างแรงบันดาลใจได้ดี แบบที่เบิกเนตรได้ แต่ก็ยังเป็นน้ำเสียงที่ใจดีด้วย
ใจความหลักของเรื่องคือ เข้าใจความแตกต่างระหว่าง Serving vs Pleasing

กิจกรรมที่เราทำในชีวิตมันคืออะไรกันแน่?
เช่น เล่น social media คอยดูคนมากด like เขียนคอมเมนต์ มันคือ people pleasing อย่างหนึ่ง

ที่เรา play small คือเราไม่อยาก serving ให้มากพออยู่รึเปล่า?
เช่น ตัวอย่างเรื่องคุณหมอที่ย้ายมาอยู่หมู่บ้านใหม่ ไม่กล้าโปรโมทตัวเองเพราะกลัวจะดูไม่ดี สุดท้ายทำให้เด็กข้างบ้านตาย เพราะคนในหมู่บ้านไม่รู้ว่าคนๆ นี้เป็นหมอ ทั้งที่มันเป็นสิ่งที่เราช่วยเขาได้

ชอบแนวคิดว่า ถ้าเกิดเราไม่ have fun แสดงว่าเราทำผิดวิธี 555
ตัวอย่างเรื่องเจ้าของธุรกิจที่เชื่อว่าจะแก้ปัญหาได้ มันต้องซีเรียสสิ... คุณ steve ก็เลยจัดพนักงานแยกเป็นสองห้อง ห้องนึงเข้าไปบอกปัญหาเรื่องซัพพลายเออร์แบบอย่างเครียด ซีเรียสสุด แล้วบอกพนักงานให้หาทางแก้มาให้ได้

กับอีกห้องนึง เข้าไปแบบขำๆ บอกให้ brainstorm กันสนุกๆ จะเป็นไอเดียพิเรนหรือแหวกแนวแค่ไหนก็ได้ แต่โจทย์ก็คือซัพพลายเออร์ทำแบบนี้ เราจะจัดการยังไงดีไม่ให้เกิดเรื่องแบบนี้อีก

ห้องซีเรียส สุดท้ายพนักงานให้วิธีแก้มาแบบเดียวกันกับที่ธุรกิจลองทำไปหมดแล้ว (ซึ่งไม่ได้ผล)

กับอีกห้องนึงที่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและเสียงวี้ดว้าย แน่นอนว่ามีวิธีการสุ่มเสี่ยงที่เน้นขำไม่เน้นใช้งานจริง แต่ท่ามกลางไอเดียพิเรนที่ว่า ก็มีหนทางแก้ที่แลดูเข้าท่ามากๆ อยู่วิธีหนึ่ง ซึ่งคนไม่เคยคิดในมุมกลับแบบนี้มาก่อน

สุดท้าย ทางแก้จากห้องพิเรนถูกหยิบไปใช้งานจริง และซัพพลายเออร์เองก็ happy กับทางออกแบบนี้ให้กับเขาด้วย และทั้งคู่ก็ยังสามารถเป็นพันธมิตรธุรกิจกันต่อไปได้

แต่เนื่องจากหนังสือมันถูกเขียนมาบทสั้นๆ เน้นให้ย่อยง่าย ก็เลยอาจจะย่อยง่ายเกินไปจนเราจับกลุ่มก้อนความคิดไม่ค่อยได้เลย อาจต้องอ่านซ้ำอีกรอบ แต่แนวคิดเรื่อง Serving vs Pleasing คือแก่นที่พูดซ้ำและยกตัวอย่างเยอะที่สุดในเล่มแล้ว

--

Wealth Warrior: The Personal Prosperity Revolution
เขียน Steve Chandler
(ยังไม่มีแปลไทย)

--

FB nananatte
IG
Youtube
Goodreads nananatte


#รีวิวหนังสือ

ที่อยู่

Chiang Mai

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ nananatteผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์

Share on Facebook Share on Twitter Share on LinkedIn
Share on Pinterest Share on Reddit Share via Email
Share on WhatsApp Share on Instagram Share on Telegram