The Rookie's Mind 'ไม่ใช่แค่ขา ที่พาเข้าเส้นชัย'

“ให้การเล่นกีฬา เป็นสนามจำลองสำหรับอนาคตของเขา”ใน EP1 ผมเริ่มจากคำถามว่า“อยากให้ลูกเล่นกีฬา แต่ไม่รู้จะเริ่มจากอะไรดี?”ค...
14/09/2025

“ให้การเล่นกีฬา เป็นสนามจำลองสำหรับอนาคตของเขา”

ใน EP1 ผมเริ่มจากคำถามว่า
“อยากให้ลูกเล่นกีฬา แต่ไม่รู้จะเริ่มจากอะไรดี?”

คำสำคัญที่อยากให้พ่อแม่จำไว้ขึ้นใจ คือ ให้ลูกได้ออกแรงจน “เหนื่อยจนหัวเปียก” วันละ 60 นาที และควรเล่นกีฬาอย่างน้อย 3 ประเภท เพื่อส่งเสริมพัฒนาการทั้ง ร่างกายและจิตใจ อย่างสมดุล ลดโอกาสบาดเจ็บ เพื่อให้ลูกได้ใช้เวลาในการค้นพบความถนัดของตนเองและป้องกัน ภาวะหมดไฟ (burnout)

ใน EP2 นี้ ผมจะมากล่าวถึงต่อในเรื่องการพัฒนาอารมณ์ สังคม และกีฬา 3 ประเภท ที่ผมอยากแนะนำครับ

3. พัฒนาทางอารมณ์และสังคม
การเล่นกีฬานอกจากจะทำให้ลูกแข็งแรงทางร่างกายและจิตใจแล้ว สนามกีฬายังเป็น “ห้องเรียนชีวิต” ที่สอนเรื่องอารมณ์และการอยู่ร่วมกับผู้อื่น ซึ่งถือเป็นพื้นฐานของการใช้ชีวิตในสังคม ซึ่งกีฬาแต่ละชนิดก็มีวิธีการเสริมสร้างทักษะทางอารมณ์และสังคมที่ต่างกันไป เช่น

'กีฬาเดี่ยวที่มีคู่แข่งขัน' เช่น เทนนิส แบดมินตัน หรือเทควันโด → ฝึกความรับผิดชอบ สังเกตและเข้าใจคู่แข่ง เพื่อวางแผนและปรับกลยุทธ์ พร้อมทั้งเรียนรู้มารยาทและน้ำใจนักกีฬา

'กีฬาเดี่ยวที่ต้องแข่งขันกับตัวเอง' เช่น กอล์ฟหรือกรีฑา → เน้นวินัยและการวางแผน พร้อมฝึก self-empathy ให้อภัยตัวเองเมื่อผิดพลาดผิดหวัง และเรียนรู้การเคารพกติกาและเพื่อนร่วมแข่งขัน

กีฬาประเภททีม เช่น ฟุตบอล บาสเกตบอล หรือวอลเลย์บอล → เสริมทักษะการสื่อสาร การทำงานร่วมกัน การรับฟัง การยอมรับการวิพากษ์วิจารณ์จากเพื่อนร่วมทีมและผู้ฝึกสอน และการจัดการอารมณ์ภายใต้แรงกดดัน เพื่อพัฒนาทักษะการอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างสร้างสรรค์

4. สร้างพื้นฐานที่ดีสำหรับอนาคต
การให้เด็กลองเล่นกีฬาหลากหลายประเภท นอกจากจะช่วยให้เด็กค้นพบความถนัดและความชอบจากกีฬาแต่ละประเภทแล้ว ยังช่วยเสริมพัฒนาการทางร่างกายและจิตใจได้ในหลายด้าน

- ร่างกายและทักษะพื้นฐานที่สมดุล
ลดความเสี่ยงในการบาดเจ็บสะสม และมีความสมดุลของกล้ามเนื้อและระบบการเคลื่อนไหวที่แข็งแรง มั่นคง ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญหากเด็กเลือกมุ่งสู่ความเป็นเลิศของกีฬาหนึ่งใดในอนาคต

- ลดโอกาสเกิดภาวะหมดไฟ (burnout)
การไม่ถูกบังคับให้โฟกัสที่กีฬาชนิดเดียว หรือถูกกดดันเรื่องผลการแข่งขัน เด็กจะไม่รู้สึกเบื่อหรือกดดันเกินวัย ซึ่งช่วยลดการเกิดภาวะหมดไฟและการเลิกเล่นกีฬาตั้งแต่อายุยังน้อย

- พร้อมต่อยอดสู่การเป็นนักกีฬามืออาชีพเมื่อเข้าสู่วัยรุ่นปลาย (14–18 ปี)
เมื่อเด็กมีพื้นฐานทั้งกาย จิตใจ อารมณ์ และทักษะทางสังคมที่แข็งแรงดี จะสามารถอดทนต่อแรงกดดันจากการฝึกซ้อมเข้มข้นกดดันและการแข่งขันที่สูงขึ้นในวัยรุ่นได้ดียิ่งขึ้น

---------

Anthony Edwards 🏈 🏀 🏈 🏀
ผมขอยกตัวอย่างนักกีฬาอาชีพระดับโลกที่เคยเล่นกีฬาหลายประเภทในวัยเด็ก ที่ปัจจุบันเป็นนักบาสเกตบอลระดับซุปเปอร์สตาร์ของทีม Minnesota Timberwolves และทีมชาติสหรัฐอเมริกา นั่นคือ Anthony Edwards ซึ่ง Edwards ในวัย 10 ขวบ เขาเริ่มต้นจากการเป็นนักอเมริกันฟุตบอลระดับเยาวชน Atlanta Vikings ที่โดดเด่นมาก และได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งใน running back ยอดเยี่ยมระดับประเทศ แต่ในวัยเด็กของเขาก็ไม่ได้เล่นเพียงอเมริกันฟุตบอลแค่อย่างเดียว แต่เขายังเป็นเลิศในกีฬาบาสเกตบอล เบสบอล เทนนิส ว่ายน้ำ ในระดับที่มีคนกล่าวว่า Edwards เป็นนักกีฬาเยาวชนที่สามารถเลือกเส้นทางนักกีฬาอาชีพใดก็ได้ ก่อนที่สุดท้ายเขาเลือกบาสเกตบอลนั่นเอง

ตรงนี้ ถ้าใครเป็นแฟนบาสเกตบอล NBA  คงจะทราบกันดีว่า Edwards เป็นนักกีฬาบาสที่มีเก่งกาจ ร่างกายแข็งแรง  มีความมั่นใจสูงและมีจิตใจที่กล้าแกร่งมาก แต่ในขณะเดียวกัน หลังจากจบการแข่งขันโอลิมปิก 2024 ที่ปารีส เราก็ได้รับรู้ไปด้วยกันว่า เขายังเป็นคนที่ทำงานหนักและพร้อมจะเรียนรู้จากผู้มีอาวุโสในทีม ไม่ได้ทำตัวเป็นซุปเปอร์สตาร์จนไม่ฟังใคร  ซึ่งถือเป็นตัวอย่างที่ดีที่เราจะสามารถเล่าให้ลูก ๆ ฟังได้ครับ

---------

สรุป
“การเล่นกีฬาหลากหลายคือการลงทุนในอนาคตของเด็ก” เพราะนอกจากการพัฒนากล้ามเนื้อให้แข็งแรงและสมดุลแล้ว สิ่งสำคัญไม่แพ้กันคือการพัฒนาจิตใจ (mental) และพัฒนาการด้านอารมณ์และสังคม (emotional & social development) ให้กับเด็ก ๆ ไปควบคู่กัน

ในมุมมองของผม อยากให้คุณพ่อคุณแม่ “พิจารณา” ให้เด็กได้ลองเล่นกีฬารวม ๆ กัน สัก 3 ประเภท คือ
1. กีฬาที่ไม่เน้นอุปกรณ์ คือ วิ่งและว่ายน้ำ เพื่อเสริมสร้างระบบหายใจ การพัฒนากล้ามเนื้อมัดใหญ่และกระดูกให้แข็งแรง
2. กีฬาเดี่ยว เพื่อฝึกวินัย ความรับผิดชอบ และการพัฒนาทักษะส่วนบุคคล
3. กีฬาประเภททีม เพื่อฝึกทักษะการสื่อสาร การทำงานร่วมกับผู้อื่น และการเรียนรู้ทำความเข้าใจในความแตกต่างขอแต่ละบทบาทหน้าที่

การจัดตารางไม่จำเป็นต้องซับซ้อน เช่น สัปดาห์หนึ่งให้ลูกได้เล่นกีฬาที่ชอบที่สุด 2–3 วัน และอีก 2 วันแบ่งให้กีฬาเดี่ยวกับทีม ที่เหลือควรเว้น “วันพัก” 1–2 วัน เพื่อทำกิจกรรมอื่น ๆ และให้ร่างกายฟื้นตัวเพื่อการพัฒนาที่สมวัย

ในปัจจุบัน เราก็คงต้องยอมรับว่า “เด็กที่มีแวว” มีโอกาสสูงที่จะต่อยอดสู่การเป็นนักกีฬาอาชีพ แต่คุณพ่อคุณแม่ก็ต้องยอมรับความเป็นจริงด้วยว่า ถนนสายนักกีฬาอาชีพนั้นไม่เคยง่ายสำหรับใคร และไม่ใช่ทุกคนที่จะประสบความสำเร็จ
ดังนั้น ก็อย่าลืมส่งเสริมความรับผิดชอบด้าน “เวลา”
สำหรับการ เรียน - เล่น - พักผ่อน ให้ลูกๆ ด้วยนะครับ

สุดท้ายนี้ เรามาสนับสนุนให้กีฬาเป็นเครื่องมือในการ “ความสุข”
แล้วให้ "ความสุข" นั้น สร้าง “แรงจูงใจ” แก่เด็ก ๆ

มาช่วยกัน “ให้สนามกีฬาของพวกเขา เป็นพื้นที่แห่งการเติบโต มากกว่าพื้นที่แห่งการแข่งขัน” กันครับ

- โค้ชพี่บาส –


#ไม่ใช่แค่ขาที่พาเข้าเส้นชัย


source (1) playerdevelopmentproject.com “The Benefits of Playing Multiple Sports”
source (2) talksport.com “Anthony Edwards hints at stunning Michael Jordan career arc and quitting NBA in his prime to pursue shock new sport” ; Joshua Rogers
photo : straightofficial.com

อยากให้ลูกเล่นกีฬา แต่ไม่รู้จะเริ่มจากอะไรดี?จริง ๆ แล้วไม่ต้องกังวลมากครับ เริ่มจากให้ลูก ๆ ได้ “ออกแรงจนหัวเปียก” วันล...
10/09/2025

อยากให้ลูกเล่นกีฬา แต่ไม่รู้จะเริ่มจากอะไรดี?

จริง ๆ แล้วไม่ต้องกังวลมากครับ เริ่มจากให้ลูก ๆ ได้ “ออกแรงจนหัวเปียก” วันละ 60 นาที ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีมากเลยครับ

ในวัยเลข 4 ของผม เวลานั่งสนทนากับเพื่อน ๆ ก็ดูจะหนีไม่ค่อยพ้นประเด็นเกี่ยวกับลูก ๆ หลาน ๆ
คำถามคลาสสิกจากพ่อแม่ที่ลูกกำลังจะเข้าวัยประถม ที่ผมถูกถามบ่อยในช่วงนี้
“จะให้ลูกเล่นกีฬาอะไรดี?”

ผมเลยอยากเอาประสบการณ์ที่พอมี และสิ่งที่ได้ศึกษามาเล่าสู่กันฟังครับ
“อยากให้ลูกเล่นกีฬา แต่ไม่รู้จะให้เริ่มจากอะไรก่อนดี”
เอาล่ะ ยังไม่รู้ ไม่เป็นไร เริ่มต้นจากให้เด็ก ๆ เล่นจน “เหนื่อยจนหัวเปียก” อย่างน้อย 60 นาทีต่อวัน ก่อนแล้วกัน
แล้วพอได้อ่านเรื่องนี้จนจบ เราค่อยมาลองพิจารณากันอีกที ว่าจะให้เด็ก ๆ เล่นอะไร

ก่อนอื่น…ขอเล่าถึงพื้นฐานที่เราควร "ทดเอาไว้ในใจ" กันก่อนสักนิด
‘โค้ชเป้ง’ เจ้าของเพจ Ez2fit ได้บรรยายเอาไว้ว่า เด็กวัยเรียนควรได้ออกกำลังกายในระดับ “เหนื่อยจนหัวเปียก” อย่างน้อย 60 นาทีต่อวัน
ซึ่งงานวิจัยยังชี้ชัดด้วยว่า เด็กที่ออกกำลังสม่ำเสมอในระดับนี้ จะมีพัฒนาการทางสติปัญญาดีกว่าเด็กที่ไม่ค่อยชอบออกกำลัง
และที่สำคัญ ผลการวิจัยยังแนะนำอีกว่า ต้องแบ่งให้เด็กได้ออกกำลัง 3 รูปแบบ คือ
- แอโรบิก (3 วัน/สัปดาห์)
- การสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ (3 วัน/สัปดาห์)
- เสริมความแข็งแรงของกระดูก (3 วัน/สัปดาห์)

อ่านถึงตรงนี้ บางท่านอาจจะเริ่มสงสัย ว่าทำไมมันดูยากที่จะเริ่มแล้วใช่ไหม
ผมเลยจะสรุปให้ง่ายและตรง ๆ ก่อน คือ
‘ไม่ควรจำกัดแค่กีฬาเดียว’ แต่เราควรให้เด็กได้เล่นกีฬาอย่างน้อย 3 ประเภท เพื่อสร้างรากฐานที่หลากหลาย
ทำไมถึงเป็นแบบนั้น? ลองมาดูด้วยกันครับ 👇

1. พัฒนาการทางร่างกาย
เด็กวัย 5–17 ปี เป็นช่วงที่ร่างกายโตเร็วและพัฒนาได้ดีที่สุด การเล่นกีฬาหลายชนิดจะบังคับให้เด็กใช้กล้ามเนื้อหลายส่วนอย่างสมดุล โดยเฉพาะ กล้ามเนื้อมัดเล็ก (เช่น มือ นิ้ว ตา) ที่จะพัฒนาเต็มที่ที่สุดช่วงอายุ 10–12 ปี การได้เล่นกีฬาหลายแบบ จึงเป็นเหมือนการ “เร่งเครื่อง” พัฒนาการทางร่างกายนั่นเอง

นอกจากนี้ เด็กยังได้ฝึก การทรงตัว ความคล่องตัว และการประสานงานระหว่างร่างกายและสมอง ที่แตกต่างกัน เพราะแต่ละกีฬาก็มีรูปแบบการเคลื่อนไหวที่ต่างกัน

และที่สำคัญที่สุดคือ “ลดความเสี่ยงบาดเจ็บ” เพราะหากบังคับให้เด็กเล่นแต่กีฬาเดียวซ้ำ ๆ กล้ามเนื้อบางส่วนจะถูกใช้งานมากเกินไป เกิดความไม่สมดุล และบาดเจ็บได้ง่ายและอาจนำไปสู่การบาดเจ็บสะสมระยะยาว แต่ถ้าได้เล่นหลายแบบกล้ามเนื้อทั่วร่างกายจะแข็งแรงไปพร้อมกันครับ

2. พัฒนาการทางจิตใจ (Mental Development)
แต่ละกีฬาคือ “สถานการณ์จำลอง” ที่มีเป้าหมาย กติกา และวิธีการเล่นแตกต่างกันไป ทำให้เด็กได้เจอสถานการณ์ใหม่ ๆ อยู่ตลอด ซึ่งต้อง “คิดแก้ปัญหาเฉพาะหน้า” อยู่เสมอ จึงถือเป็นการฝึกการตัดสินใจที่หลากหลาย และเรียนรู้การปรับตัวกับสิ่งไม่คาดคิด ไปพร้อมกัน

เมื่อได้ลองหลายกีฬา เด็กจะเริ่มรู้จัก “ความถนัดของตนเอง” และเมื่อเห็นตัวเองพัฒนาขึ้น ก็จะเกิดทั้ง “ความมั่นใจ” และ “ความภูมิใจ” ซึ่ง Carol Dweck ได้เรียกสิ่งนี้ว่า Growth Mindset กล่าวคือ เด็กที่เชื่อว่า “ความสามารถพัฒนาได้ด้วยความพยายาม” จะกล้าลองสิ่งใหม่ ไม่กลัวความล้มเหลว และมีแรงจูงใจในการเรียนรู้ มากกว่าเด็กที่เชื่อว่าความสามารถเป็นสิ่งตายตัว

สิ่งสำคัญอีกประการ ที่ผู้ปกครองไม่ควรลืม คือ การร่วมเรียนรู้ไปกับเด็ก ๆ ด้วยความเข้าใจว่า “การพัฒนาทักษะกีฬาต้องใช้เวลา ความพยายาม และการฝึกอย่างเป็นระบบ” ไม่ใช่การเร่งรีบหรือกดดันให้เก่งเร็วเกินไป หากโฟกัสแต่ผลการแข่งขันมากเกินไป เด็กอาจเกิด “ภาวะหมดไฟ” (burnout) จนเลิกเล่นกีฬาไปในที่สุด

👉 ตอนหน้า จะมาต่อในเรื่องประโยชน์ของการเล่นกีฬาที่หลากหลายกันต่ออีก 2 ข้อ
แล้วกีฬาอย่างน้อย 3 ประเภท ที่ผมพูดไว้ตอนต้นมีอะไรบ้าง ?
มาต่อกันใน EP2 ครับ ⚽🏀🏊

- โค้ชพี่บาส -

#ไม่ใช่แค่ขาที่พาเข้าเส้นชัย
Source (1) : PESA “Training for Children and Adolescent” #โค้ชเป้ง
Source (2) : “Growth Mindset กุญแจสู่ความสำเร็จในโลกผันผวน” thekommon.co
Photo : novakdjokovicfoundation

"ทำไม 'Game Plan' จึงสำคัญ?"เมื่อคืนแฟนกอล์ฟไทยคงเสียดายไม่ได้น้อย ที่โปรจีน 'Jeeno' 'อาฒยา ฐิติกุล' นักกอล์ฟหญิงไทย มือ...
01/09/2025

"ทำไม 'Game Plan' จึงสำคัญ?"

เมื่อคืนแฟนกอล์ฟไทยคงเสียดายไม่ได้น้อย ที่โปรจีน 'Jeeno' 'อาฒยา ฐิติกุล' นักกอล์ฟหญิงไทย มือวางอันดับ 1 ของโลก พลาดแชมป์ LPGA รายการ the FM Championship ที่สหรัฐอเมริกา ไปอย่างน่าเสียดาย โดยแพ้ผู้นำไปแค่ 1 อันเดอร์พาร์ เท่านั้น จนกระทั่งสื่อโซเชียลของกองเชียร์ชาวไทยถึงกับแตกความเห็นออกเป็น 2 ฝ่าย
ฝ่ายหนึ่งที่เห็นว่าโปรจีนและ staff วางแผนการเล่นวันสุดท้าย (กอล์ฟแข่งรายการละ 4 วัน) แบบไม่กล้าบุก เล่นแบบเซฟๆ และ traditional มากเกินไป จนชวดแชมป์
กับอีกฝ่ายที่มองว่าโปรจีนและ staff ทำตามแผนได้ดีมากแล้ว และเราควรจะชื่นชม Miranda Wang ผู้ชนะที่ทำได้ดีกว่า

ผมเองมีความเห็นคล้อยตามกับฝ่ายหลังครับ แต่การเห็นด้วยของผมนั้นมีเหตุผลที่เกี่ยวกับเรื่องการวางแผน หรือ 'Game Plan' ที่เกี่ยวข้องกับจิตวิทยากีฬาอยู่ ลองมาฟังเหตุผลนั้นกันครับ

กีฬาหลายๆ ประเภท โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กีฬาที่มีจังหวะช่องว่างของเวลาให้สมองได้คิดนั้น Game Plan จะมีความสำคัญมาก
เพราะ Game Plan ที่ดีไม่เพียงแต่จะส่งผลถึงศักยภาพ (performance) ของนักกีฬาระหว่างการแข่งขันได้ชัดเจน แต่สามารถส่งผลต่อเนื่องระยะยาวแก่นักกีฬาได้อีกด้วย

สำหรับนักกีฬาทุกระดับ การฝึกซ้อมด้านทักษะ (skills) / ร่างกาย (weight training) / การพักผ่อนรวมถึงโภชนาการ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยภายใน สำหรับการวาง Game Plan ของการแข่งขันในแต่ละครั้ง เพราะในระหว่างการแข่งขันจริง ศักยภาพ (performance) แล้ว นักกีฬาส่วนมากจะไม่สามารถแสดงศักยภาพระดับสูงสุดเทียบเท่าในการฝึกซ้อมได้ เพราะนอกเหนือจากปัจจัยภายในข้างต้นแล้ว ยังมี 'สิ่งเร้า' (stimulus) ซึ่งนับเป็นปัจจัยภายนอกอื่นที่พร้อมมีอิทธิพลต่อนักกีฬาด้วย ทั้งคู่แข่งขัน / สภาพสนาม / สภาพอากาศ / สิ่งแวดล้อม / ผู้ชม ฯลฯ

ดังนั้น นักกีฬาและทีม staff จึงต้องประเมินศักยภาพของนักกีฬาก่อนการแข่งขันจริง เพื่อตั้งเป้าหมายในการแข่งขันนั้นๆ แล้วค่อยวาง Game Plan ในแต่ละการแข่งขัน เพื่อมุ่งให้นักกีฬาสามารถเค้นศักยภาพออกมาในวันแข่งได้เข้าใกล้ระดับของการซ้อมมากที่สุด นั่นเอง

ตัวชี้วัดที่แท้จริงในวันแข่งขัน จึงไม่ใช่แค่รางวัลหรือผลของการแข่งขัน แต่คือการที่นักกีฬาสามารถทำภารกิจ (mission) ได้สำเร็จตามแต่ละ Game Plan ที่วางไว้หรือเปล่า
เพราะหากแต่ละช่วงของการแข่งขัน (session) นักกีฬาสามารถบรรลุแต่ละ ภารกิจของ Game Plan ได้ นั่นคือสิ่งที่สะท้อนกลับว่า นักกีฬามีความสามารถในการแสดงศักยภาพของตัวเองออกมาตามที่ซ้อม และสามารถลดอิทธิพลของสิ่งเร้าภายนอกที่มีต่อนักกีฬาได้ดีมากเพียงใด

โดยเกี่ยวเนื่องกัน ผลงานที่เป็นผลของการบรรลุ Game Plan ข้างต้น จะส่งผลต่อสภาพจิตใจของนักกีฬาโดยตรง นั่นคือการเกิด ‘ความมั่นใจ’ (confidence) เป็นผลดีต่อนักกีฬา ซึ่งผมเองเห็นว่าเป็นเรื่องดีมากกว่าการที่นักกีฬาจะยอมนอกแผน เพื่อหวังเพียงช็อตมหัศจรรย์หรือ miracle shot ระหว่างการแข่งขัน
เพราะหากนักกีฬายอมทิ้ง Game Plan แล้วบังเอิญทำได้ (โอเคว่าเป็นเรื่องดี) แต่เราจะมั่นใจอย่างไรว่านักกีฬาจะทำได้แบบนั้นได้ทุกครั้ง

กลับกัน ถ้านักกีฬานอก Plan แล้วพลาด โดยเฉพาะกับกีฬา เช่น กอล์ฟ ที่มีช่วงเวลาให้สมองคุณได้คิดอยู่บ่อยๆ
ทุกความรู้สึกนึกคิดที่ควบคุมไม่ได้ จะวิ่งเข้าสู่สมองนักกีฬา ณ วินาทีที่พลาดทันที
‘ไม่น่านอกแผนเลย’ ‘นี่เราพลาดตรงไหน’ ‘ทำไมแค่นี้ทำไม่ได้’ ฯลฯ และจะส่งผลระยะยาวไปตลอดช่วงการแข่งขัน หรืออาจจะข้าม tournament เลยก็ได้

ลองเปรียบเทียบกับกีฬา เช่น มวย บ่อยครั้งนักกีฬาและ staff จะซ้อมและวางแผนอย่างดีก่อนขึ้นชก จนกระทั่งแข่งจริง เกิดนักกีฬาชกตามแผนจนได้เปรียบคู่แข่งแล้ว ดันได้ยินเสียงกองเชียร์ปลุกเร้าให้บุกมากขึ้น นักกีฬาเลยเผลอนอกแผนไปบุกมากขึ้น แต่กลับเจอหมัดสวนโป้งเดียวน็อค ก็มีให้เราเห็นกันบ่อยๆ

ดังนั้น ส่วนตัวผมจึงคิดว่า การมี Game Plan ที่ดี และนักกีฬาสามารถทำได้จริงในการแข่งขัน จะเป็นผลดีต่อความสำเร็จของนักกีฬาในระยะยาว
เพราะนอกจากนักกีฬาจะได้รู้จุดด้อยจุดดีของตน เพื่อพัฒนาการฝึกซ้อมและปรับปรุง Game Plan ของตนให้ดีขึ้นๆ ไป ก็ยังเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับตัวนักกีฬาเองได้ดีมาก
และในทำนองเดียวกัน ถ้าหากผลการแข่งขันออกมาไม่เป็นดังเป้าหมายที่ตั้งไว้ นักกีฬาและ staff จะได้ทราบถึงจุดด้อยที่จะต้องนำไปแก้ไขในการฝึกซ้อม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการวาง Game Plan มากกว่าการหวังลูกปาฏิหาริย์ miracle shot ที่มันไม่สามารถจะเกิดขึ้นได้กับนักกีฬาทุกคนมากกว่าครับ.

---------

หลังจบการแข่งขันวันสุดท้าย โปรจีนได้ตอบสัมภาษณ์นักข่าวว่า
"ณ ตอนนี้ ตัวเองมีความสุขและมีความมั่นใจในการเล่นกอล์ฟมาก (แม้จะไม่ได้แชมป์ -ผู้เขียน) การเป็นมือหนึ่งของโลกไม่ได้สร้างความกดดันให้ฉันได้มากเท่าตอนที่ได้เข้ามาแข่งขันใน LPGA Tour เพราะว่า 'ฉันบอกตัวเองเสมอว่าอันดับหนึ่งของโลกไม่ใช่สิ่งถาวร และเป็นเรื่องแน่นอนว่าสักวันหนึ่ง ฉันก็ต้องออกจากตรงนี้ไป' และ 'ฉันบอกกับทีมเสมอว่าการเป็นมือหนึ่งของโลกไม่ได้ทำให้ฉันเปลี่ยนไป ฉันภูมิใจเพราะรู้ว่าพวกเรามาไกลได้เพราะอะไร และไม่สำคัญว่าฉันจะอยู่ลำดับที่เท่าไหร่ ฉันก็ยังเป็น "จีโน่" คนเดิม…
…ฉันไม่คิดเรื่องการเอาชนะคนอื่นเลย นอกจากการเอาชนะตัวเองและสนามในแต่ละวัน”


#ไม่ใช่แค่ขาที่พาเข้าเส้นชัย

Photo : lpga.com

ที่อยู่

Chiang Mai
50000

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ The Rookie's Mindผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แนะนำ

แชร์

Share on Facebook Share on Twitter Share on LinkedIn
Share on Pinterest Share on Reddit Share via Email
Share on WhatsApp Share on Instagram Share on Telegram