ณเรศการแพทย์ Medical & Psychiatic clinic โรคทั่วไป และ ปัญหาทางจิตเวช

ณเรศการแพทย์ Medical & Psychiatic clinic โรคทั่วไป และ ปัญหาทางจิตเวช สุขภาพกาย และ ใจ
ปัญหาทางจิตเวช ภาวะปวดเรื้อรัง เครียด วิตกกังวล นอนไม่หลับ แพนิก ซึมเศร้า สารเสพติด

สุขภาพกายและใจ ให้เราดูแล ทุกปัญหามีทางแก้ เพียงแค่..นึกถึงเรา

https://www.facebook.com/share/p/1UCCRFruej/?mibextid=wwXIfr
21/01/2026

https://www.facebook.com/share/p/1UCCRFruej/?mibextid=wwXIfr

"เมื่อรู้สึกเหงา"
ควรดูแลจิตใจอย่างไร?

ความรู้สึกเหงาเป็นสัญญาณที่บอกว่า
ใจกำลังต้องการ
“ความเชื่อมโยง” (connection)

ไม่ว่า
กับผู้คน
ธรรมชาติ
และ
ที่สุดแล้ว คือ กับตัวเราเอง

การดูแลใจที่เหมาะสม
เมื่อมีความเหงาจึงไม่ใช่
การ "ไล่ความรู้สึกเหงาออกไป”

แต่คือ
การดูแลใจด้วยความอบอุ่น
และ
การเติมความรู้สึกเชื่อมโยง (connection)
กับตัวเรา และ สิ่งรอบตัว
ขึ้นในใจ

-----------------------------------------
"7 แนวทางดูแลใจเมื่อใจกำลังรู้สึกเหงา"
เพื่อเติมเต็มความอบอุ่น
และ ความรู้สึกเชื่อมโยงให้กับใจ

:) 1. "รับรู้" ความรู้สึกเหงา

การเปิดใจรับรู้ว่า
ความรู้สึกนี้ กำลังเกิดขึ้นที่ใจ
จะช่วยให้ใจเกิดความอบอุ่น จากการชื่อมโยงกับใจตนเองมากขึ้น

เช่น
การพูดกับตัวเองอย่างอ่อนโยนว่า
"ฉันรับรู้ว่า ฉันกำลังรู้สึกเหงา"
“ตอนนี้ใจกำลังรู้สึกเหงา"
"ตอนนี้ใจกำลังรู้สึกโดดเดี่ยว"
ฯลฯ

-----------------------
:) 2. "ยอมรับ" ความรู้สึกเหงา

การเปิดใจยอมรับว่ามีความรู้สึกนี้เกิดขึ้น
โดยไม่ต่อต้าน ไม่ผลักไส

การยอมรับจะช่วยลดภาวะต่อต้าน ความรู้สึกนี้ ในใจ
จะช่วยทำให้ความรู้สึกเหงาที่กำลังจู่โจม ทิ่มแทง
เกิดความนุ่มนวลขึ้น

บรรยากาศภายในจิตใจดีขึ้นอย่างมาก
และ เพิ่มความรู้สึกอบอุ่ม และ เชื่อมโยงกับใจตนเองได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

เช่น
การพูดกับตนเองว่า
"ใจฉันไม่ได้ผิดอะไร ที่จะรู้สึกเหงา"
"มันไม่ผิดอะไรเลย ที่จะรู้สึกแบบนี้”
"ฉันกำลังรู้สึกเหงา และ มันก็โอเคนะ ที่กำลังรู้สึกแบบนี้"
ฯลฯ

--------------------------
:) 3. การเชื่อมโยงกับตัวเอง

ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงที่เติมเต็มใจได้มากที่สุด
ที่หลายคนมักมองข้ามไป
เพราะ ธรรมชาติมนุษย์ที่เป็นสัตว์สังคม
จะให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงกับคนอื่่น

หลายคนเลยไปใส่ใจการเชื่อมโยงกับคนอื่นแบบ 100%

จนหลงลืมการเชื่อมโยงกับตัวเอง
ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงที่สำคัญของใจเช่นกันไป

และ มีความสำคัญไม่น้อยกว่า การเชื่อมโยงกับคนอื่น
(และ จริงสำคัญมากกว่าด้วยซ้ำ ในระดับการเติมอาหารใจในระดับลึกๆ)

การเชื่อมโยงกับตัวเอง
เช่น
- การ self-Talk การพูดคุยกับตนเอง รับฟังสารทุกข์สุขดิบในใจตนเอง
- การเขียน journal เล่าความรู้สึก ความต้องการในที่เกิดขึ้นในใจตอนนี้
- การทำกิจกรรมที่ดีต่อใจ เช่น กิจกรรมที่ทำให้ใจมีความสุข
กิจกรรมทีมอบความอบอุ่น ให้ใจ
เช่น ฟังเพลงที่ชอบ การอ่านหนังสือ การทำงานศิลปะ การนั่งเล่นจิบเครื่องดื่ม การดูซีรี่ส์ การเดินเล่น การออกกำลังกายในแบบที่ชอบ เป็นต้น
- การฝึกรับรู้ การหายใจช้าๆลึกๆ สบายๆ
- การวางมือบนหน้าอก
เพื่อรับรู้จังหวะการเต้นของหัวใจ
และ ความรู้สึกที่กำลังเกิดขึ้น
- การกอดตัวเองเบาๆ เช่น ท่าผีเสื้อ(ฺButterfly hug) พร้อมกับส่งความรู้สึกอ่อนโยน และ เป็นมิตรให้ตนเอง
เป็นต้น
ฯลฯ

---------------------------
:) 4. การเชื่อมโยงกับคนอื่น

การมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คน แม้เพียงเล็กๆ น้อยๆ ก็ช่วยเติมเต็มใจได้

เช่น การโทรหาคนที่รู้สึกวางใจ
การแบ่งปันเรื่องราวคนที่คุยแล้วรู้สึกสบายใจ
การส่งข้อความถึงคนที่รู้สึกสบายใจที่จะสื่อสาร
การนัดพบเพื่อน หรือ ครอบครัว
การเดินเล่นในหมุ่บ้าน ทักทายกับคนอื่นๆ ที่พอพูดคุยกันได้
การทักทายคนในร้านค้าที่เข้าไปซื้อของ
เป็นต้น

เหล่านี้ คือ การเพิ่มความรู้สึกเชื่อมโยงขึ้นในใจ
การพูดคุย การเชื่อมโยงกับคนอื่น
ที่เหมาะสม คือ การไม่คาดหวังว่าคนอื่นจะตอบสนองเราทันที
หรือ ตอบสนองตามที่เราต้องการ
เพราะ จะยิ่งเพิ่มความรู้สึกเหงา

แต่เป็นการสร้างพื้นที่ให้ตนเอง
ได้มีช่วงเวลาที่ใจได้ปฏิสัมพันธ์กับผู้คน
ซึ่งใจความสำคัญอยู่ตรงนี้

แต่ถ้า ใจเผลอคาดหวัง การตอบสนองที่ได้ดั่งใจ
ซึ่งเป็นเรื่องที่ห้ามไม่ได้ เป็นธรรมชาติของใจ
ให้รู้ตัวขึ้นมา
ว่าใจกำลังเผลอคาดหวัง
และ ลองฝึกวางความคาดหวังลง

เมื่อใจลดความคาดหวัง จากผู้อื่นลง
ใจจะรู้สึกเชื่อมโยงกับผู้อื่นได้ดีขึ้นทันที

ความคาดหวัง
เป็นอุปสรรคของการเชื่อมโยงทางใจ
เหมือนกำแพงที่กั้นไว้

เมื่อลดกำแพงนี้ลง
ความเชื่อมโยงที่มีอยู่แล้วระหว่างมนุษย์ต่อกัน
จะปรากฏขึ้นมาตามแบบของมันเอง

----------------------------
:) 5. การเชื่อมโยงกับสิ่งรอบตัว โดยเฉพาะ กับธรรมชาติ

การเชื่อมโยงกับธรรมชาติ
ไม่ว่าจะเป็นการเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น การได้สัมผัส การรับรู้
กับธรรมชาติ

ธรรมชาติจะให้พลังที่สงบ และ มั่นคงสู่ใจ

เช่น
การออกตัวเองออกไปสัมผัสธรรมชาติใกล้ๆ บ้าน
เช่น การเดินในสวน การรดน้ำต้นไม้ การเงยหน้ามองท้องฟ้า
การสังเกตรายละเอียดเล็กๆ รอบตัว
เช่น แสงแดด กลิ่นหอม เสียงนกร้อง เป็นต้น

ธรรมชาติเหล่านี้
จะช่วยให้ใจไม่รู้สึกโดดเดี่ยว
เพราะใจจะรับรู้ว่า เราเป็นส่วนหนึ่งของโลก
พลังธรรมชาติ จะเชือมโยงกับเรา

---------------------------
:) 6. การส่งความเมตตากรุณา กับ ตัวเอง

หลายครั้งความเหงามาจากใจ
ที่รู้สึกไม่ดีกับตนเอง
เช่น มีความไม่ชอบตนเอง รังเกียจตนเอง
มีความคิดเชิงลบกับตนเอง
เหล่านี้ เป็นสิ่งที่กระตุ้นให้เกิดความรู้สึกเหงาได้ง่าย
เนื่องจาก
ใจกำลังรู้สึกว่า "ถูกทอดทิ้ง"

ความรู้สึกทอดทิ้งนี้
เกิดจากการทอดทิ้งตนเอง
จากการไม่ยอมรับตนเอง
จากการไม่เป็นมิตรกับตนเอง
จากการไม่มีความเมตตากรุณาต่อตนเอง

การทอดทิ้งที่เจ็บปวดที่สุด
ไม่ใช่คนอื่นทอดทิ้งเรา
แต่เป็นเราทอดทิ้งตนเอง
(และ มักจะเกิดขึันโดยไม่รู้ตัว)

การกลับมารัก และ เมตตาตนเอง
คือ การเยียวยาแผลใจที่หลายครั้งเหวะหวะ
จากด่าทอตัวเอง จากการทอดทิ้งตัวเรา

การหยุดการด่าทอตัวเอง
การส่งพลังความรักที่อ่อนโยนให้ต้วเองฅ
การลดความคาดหวังกับตนเองลง
โดย เปลี่ยนจากความคาดหวังตนเอง
(จนไม่สามารถชอบตัวเองตามจริง)
มาเป็นการเข้าใจตัวเอง ตามที่เป็นจริง

ความรู้สึกที่มีต่อตนเอง
จะเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้น
Healthy ขึ้น
ความรู้สึกเหงาที่มาจากทอดทิ้งตนเอง จะหายไป

------------------------------
:) 7. การส่งความเมตตากรุณา กับ ผู้อื่น

การให้ การแบ่งปัน การสร้างประโยชน์ กับผู้อื่น
จะช่วยให้ใจเรา รู้สึกเชื่อมโยงกับคนอื่น ในรูปแบบที่สร้างสรรค์ต่อใจ
จะช่วยให้ความรู้สึกเหงาลดลงได้
เช่น
- การลองทำสิ่งเล็กๆ เพื่อช่วยคนอื่น เช่น การส่งกำลังใจ การแบ่งขนม ให้คนอื่น เป็นต้น

----------------------------
#บทส่งท้าย

30/12/2025

หยุดปีใหม่31-4 ม.ค.69
เปิด 5 ม.ค.69
13:00 น.
เดินทางโดยสวัสดิภาพทุกท่านครับ

https://www.facebook.com/share/p/14QWahNnUXv/?mibextid=wwXIfr
07/12/2025

https://www.facebook.com/share/p/14QWahNnUXv/?mibextid=wwXIfr

สัญญาณสำคัญที่อยากให้สังเกตคนใกล้ตัว
หากมีคำพูดอะไรแบบนี้ออกมา

“อยากหายไป”
“ไม่อยากอยู่แล้ว”

แม้จะมีหลายความเป็นไปได้
แต่ความเป็นไปได้ที่เลวร้ายที่สุดคือ เขาเป็นซึมเศร้า และสมองส่วนยับยั้งชั่งใจของเขา กำลังปิดการทำงาน ละเลยโหมดระวังภัยต่อชีวิต ซึ่งอาจจะนำไปสู่เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดได้

พาเขาไปประเมินไปรักษาดีที่สุด
หรืออย่างน้อย นั่งเคียงข้างเขา รับฟังเขา
เพื่อให้หลุดจากภาวะนี้บ้าง

และเมื่อเขาหลุดไปแล้ว
อย่าลืมกลับมาดูแลจิตใจตัวเองด้วยนะคะ

ผลัดกันดูแล
มนุษย์ก็ช่วยกันไปมาแบบนี้แหละ

*อ่านกลไกโดยละเอียดในคอมเมนต์นะคะ*

ปล. อันที่จริง Su-icidal attempt เป็นภาวะที่ซับซ้อนมาก บางครั้งมี personality บางอย่างเช่น หุนหันพลันแล่น (Impulsitivity) + สถานการณ์อารมณ์รุนแรงตอนนั้น ก็ขับเคลื่อนได้ แต่ควรให้ผู้เชี่ยวชาญประเมินเถอะค่ะ

https://www.facebook.com/share/p/1FYZ4GfJMF/?mibextid=wwXIfr
02/12/2025

https://www.facebook.com/share/p/1FYZ4GfJMF/?mibextid=wwXIfr

หากเป็นซึมเศร้าแล้ว
ยาคือจุดเริ่มต้นที่ควรเริ่ม

แต่มันไม่ใช่ทุกสิ่ง ต้องแทบจะปรับทุกจุกในชีวิตเลย ให้ทุกอย่างมุ่งสู่การงอกของเซลล์ประสาทกลับมาให้ทำงานได้ด้วยตัวมันเองค่ะ

https://www.facebook.com/share/p/1CnymeB5c3/?mibextid=wwXIfr
25/11/2025

https://www.facebook.com/share/p/1CnymeB5c3/?mibextid=wwXIfr

❤️ หลักการปฐมพยาบาลทางใจสำหรับ #ผู้ประสบภัยน้ำท่วม

1) #รู้สึกปลอดภัย
พาไปอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย อบอุ่น แห้ง และให้ผู้ประสบภัยรู้ว่าตอนนี้เขาได้รับการดูแลแล้ว

2) #เชื่อมใจสัมพันธ์
ช่วยให้เขาได้ติดต่อกับครอบครัว คนใกล้ชิด หรือคนในชุมชน เพื่อไม่ให้รู้สึกโดดเดี่ยว

3) #ข้อมูลจำเป็น
ให้ข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับจุดอพยพ ความช่วยเหลือ อาหาร น้ำ ยา และช่องทางติดต่อหน่วยงาน

4) #สงบเย็นผ่อนคลาย
ช่วยตั้งสติ หายใจผ่อนคลาย ลดความตื่นตระหนกจากสถานการณ์ฉุกเฉิน

5) #อยู่อย่างมีหวัง
ให้กำลังใจว่าเหตุการณ์ครั้งนี้จะผ่านไป มีทีมช่วยเหลือ และสภาพแวดล้อมจะค่อยๆ ดีขึ้น

6) #เติมพลังตนเอง
สนับสนุนให้พักผ่อน ดื่มน้ำ ทำกิจวัตรเล็กๆ ที่ช่วยให้รู้สึกว่าควบคุมชีวิตตัวเองได้

รู้สึกปลอดภัย - เชื่อมใจสัมพันธ์ - ข้อมูลจำเป็น - สงบเย็นผ่อนคลาย - อยู่อย่างมีหวัง - เติมพลังตนเอง

#เราจะผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน ❤️

#น้ำท่วมหาดใหญ่ #น้ำท่วมหาดใหญ่68

19/11/2025

คลินิกหยุด
19-23 พ.ย.68
เปิด 24 พ.ย. 13:00น. ครับ

https://www.facebook.com/share/p/17oPPEEA6J/?mibextid=wwXIfr
31/10/2025

https://www.facebook.com/share/p/17oPPEEA6J/?mibextid=wwXIfr

น่ากลัวกว่าผี ก็บุหรี่ไฟฟ้านี่แหละ !
สสส.เตือน 4 บุหรี่ไฟฟ้า มาแนวใหม่ น่ารัก ทันสมัย แต่โทษไม่เบา แถมระบาดหนักในเยาวชน

โดยข้อมูลจาก สสส.เปิดเผยว่า ปัจจุบันบุหรี่ไฟฟ้ามีรูปแบบใหม่ๆ มาเพื่อหลอกล่อให้เยาวชนสนใจ และหันมาสูบบุหรี่ไฟฟ้ามากขึ้น ได้แก่

1.ทอยพอด บุหรี่ไฟฟ้าหน้าตาคล้ายของเล่น หรือตุ๊กตา
2.พอดจมูก สูบผ่านจมูกคล้ายยาดม
3.นิโคตินพาวช์ ถุงซองนิโคตินใช้เหน็บระหว่างเหงือกกับริมฝีปาก
4.พอดเค บุหรี่ไฟฟ้าที่ถูกดัดแปลงใส่น้ำยาผสมเคตามีนหรือยาสลบ ทำให้เมา เคลิ้ม มีผลกระทบต่อสุขภาพรุนแรง เช่น ประสาทหลอน นำไปสู่โรคจิตเภท ทำให้กล้ามเนื้อขาดออกซิเจน อาจหมดสติ และเสียชีวิตได้ นอกจากนี้ สารนิโคตินในบุหรี่ไฟฟ้ามีอันตราย ส่งผลต่อพัฒนาการสมอง เพิ่มความเสี่ยงโรคปอดอักเสบรุนแรง และภาวะซึมเศร้า

จากสถิติยังพบว่า คนไทยสูบบุหรี่ไฟฟ้ามากขึ้นถึง 11 เท่า ในจำนวนนี้เป็นเด็กและเยาวชนกว่า 2.5 แสนคน จึงใช้โอกาสในเทศกาลฮาโลวีนนี้ รณรงค์ “หยุดผีบุหรี่ไฟฟ้า” ในเด็กและเยาวชน เพื่อไม่ให้ระบาดหนักต่อไป

อ่านข่าวต่อ : https://www.ejan.co/news/5240btbrhlyo

23/10/2025

คลินิกหยุด 23 ต.ค.68
เปิด 24 ต.ค.68
13:00น. ครับ

https://www.facebook.com/share/p/17Zk4wMhTw/?mibextid=wwXIfr
21/10/2025

https://www.facebook.com/share/p/17Zk4wMhTw/?mibextid=wwXIfr

#โรควิตกกังวลกับความเจ็บป่วย ( Illness Anxiety Disorder)

~~•*•~~•*•~~•*•~~•*•~~•*•~~•*•~~•*•~~•*•

วันนี้เรามารู้จักอีกโรคหนึ่งทางจิตเวชกันครับ ... นั่นคือโรคกังวลว่าจะเป็นโรค 🙂

ภาวะนี้ เดิมที(ในเกณฑ์การวินิจฉัยฉบับ DSM-IV) เรียกว่าโรค hypochondriasis

ส่วนในการวินิจฉัยทางจิตเวชในปัจจุบัน (DSM-5) ใช้คำว่า illness anxiety disorder ซึ่งในภาษาไทยผมแปลตรงตัวเลยว่า
“โรควิตกกังวลกับความเจ็บป่วย”

> อาการเด่น คือ
ผู้ป่วยจะกังวลหมกมุ่นว่าตัวเองเป็นโรคร้ายแรงอะไรบางอย่าง โดยความกังวลนี้เป็นอย่างรุนแรง ต่อเนื่อง และไม่หายไป แม้แพทย์จะตรวจยืนยันแล้วว่าไม่เป็นอะไรก็ตาม (หรืออาการนั้นอาจหายไปแล้วก็ตาม)

> พบได้บ่อยแค่ไหน?
พบได้ร้อยละ 1-2 ในประชากรทั่วไป
และพบมากถึงร้อยละ 3-8 ของผู้ป่วยในคลินิกหรือโรงพยาบาล

> อาการของโรควิตกกังวลกับความเจ็บป่วย
โรคนี้จะมีอาการเด่น 3 ข้อดังต่อไปนี้

1. ผู้ป่วยจะกังวลและหมกมุ่นว่าตัวเองป่วยหรือกำลังจะป่วยด้วยโรคทางกายที่ร้ายแรงบางอย่าง

2. ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่ได้มีอาการทางกายที่รุนแรงหรือชัดเจน หรือถ้ามีก็เป็นเพียงอาการเล็กน้อย/ชั่วคราว ที่ไม่ได้บ่งชี้ว่าเป็นโรคที่รุนแรง

3. ความกังวลและหมกมุ่นนี้ไม่หายไป แม้จะไปตรวจ และแพทย์ไม่พบความผิดปกติที่ร้ายแรงก็ตาม ทำให้ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักมีพฤติกรรมไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจซ้ำๆ


จุดสำคัญ ก็คือ
ผู้ที่ป่วยมักจะมีอาการทางกายเพียง *เล็กน้อย*ที่ *พบได้ทั่วไป* หรือคนส่วนใหญ่ก็เป็น
เช่น ปวดหัว แสบลิ้นปี่ ปวดหลัง หรือปวดกล้ามเนื้อ เป็นต้น

แต่ ผู้ป่วยจะมีความกังวล *อย่างมาก* ว่าจะเป็นโรคร้ายแรง
เช่น ปวดหัวก็กลัวว่าจะเป็นเนื้องอกในสมอง หรือแสบท้องก็กังวลว่าจะเป็นมะเร็ง

* แม้ว่าจะได้รับการตรวจอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว *

ผู้ป่วยจึงมักไปตรวจกับแพทย์ แต่ถึงแม้ว่าแพทย์กี่คนๆจะตรวจ และบอกว่าไม่ได้เป็นโรคร้ายแรง หรือตรวจไม่พบความผิดปกติอะไร ผู้ป่วยก็ยังไม่หายกังวล หรือหายก็หายเพียงไม่นาน เมื่อมีอาการอีกก็กลับมากังวลใหม่

ทำให้ผู้ป่วยมักมีพฤติกรรมไปพบแพทย์ซ้ำๆ โดยอาจจะเป็นแพทย์คนเดิมหรือเปลี่ยนแพทย์คนใหม่ไปเรื่อยๆ เพื่อขอตรวจซ้ำๆ

ผู้ป่วยส่วนหนึ่งนอกจากไปพบแพทย์แล้วอาจหาข้อมูลด้วยตัวเอง เช่น ค้นหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ต ซึ่งผู้ป่วยหลายคนยิ่งอ่าน ก็ยิ่งกังวลมากขึ้น หรือกลัวว่าจะเป็นโรคอื่นๆ (ที่พึ่งอ่านเจอ) มากขึ้น

> การดำเนินโรค

โรควิตกกังวลกับความเจ็บป่วยนี้ส่วนใหญ่จะพบในวัยผู้ใหญ่ ในขณะที่เด็กกับวัยรุ่นแทบจะไม่เป็นเลย
โดยตัวโรคมักเป็นแบบเรื้อรัง ผู้ป่วยจะอาการติดต่อกันหลายปี
โดยมีอาการรุนแรงเป็นพักๆ ในช่วงที่มีความเครียดในชีวิต หรือบังเอิญมีความเจ็บป่วยทางกายเกิดขึ้น

> การรักษา

ยาหลักคือ ยาต้านเศร้า(antidepressant) บวกกับยาตัวช่วย เช่น ยาคลายกังวล จะช่วยให้อาการดีขึ้น
นอกจากนี้การปรับพฤติกรรม และวิธีคิด รวมถึงการทำจิตบำบัดจะช่วยให้ดีขึ้นได้
แต่ดีที่สุดคือใช้ทั้งสองอย่างร่วมกัน

แต่...
ส่วนใหญ่ผู้ป่วยไม่ได้มาพบจิตแพทย์หรอกครับ แต่จะไปวนเวียนอยู่กับแพทย์สาขาอื่นๆ เพราะความกังวลนั้นเป็นความกลัวว่าจะเป็นโรคอะไรสักอย่าง ... ทำให้ผู้ป่วยมักปฏิเสธการพบจิตแพทย์

-------------------------------------------------

คำแนะนำสำหรับแพทย์สาขาอื่นๆ ก็คือ

1. ให้การตรวจรักษาที่เหมาะสม โดยเน้นที่การอธิบายและให้ความรู้ความเข้าใจถึงผลการตรวจ จะช่วยให้ผู้ป่วยกังวลน้อยลง

2. นัดผู้ป่วยมาพบแพทย์เป็นระยะอย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าผู้ป่วยจะมีอาการหรือไม่ก็ตาม
การให้ความมั่นใจว่าแพทย์ติดตามดูอาการอยู่ตลอดจะช่วยให้ผู้ป่วยสบายใจมากขึ้น และไม่เปลี่ยนแพทย์ไปเรื่อยๆ

3. ในขณะเดียวกันการตรวจพิเศษต่างๆ (เช่น เจาะเลือด หรือเอกซเรย์คอมพิวเตอร์) ควรทำเฉพาะเมื่อมีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์จริงๆ เท่านั้น ไม่ควรตรวจตามที่ผู้ป่วยต้องการ เพราะมักไม่ช่วยอะไร และผู้ป่วยมักจะขอตรวจเพิ่มไปเรื่อยๆ

~~•*•~~•*•~~•*•~~•*•~~•*•~~•*•~~•*•~~•*•

เครดิตบทความ : หมอคลองหลวง

เครดิตภาพ : https://images.app.goo.gl/XePQgUCt48JSbMHD7

https://www.facebook.com/share/p/1KGjgzjScY/?mibextid=wwXIfr
20/10/2025

https://www.facebook.com/share/p/1KGjgzjScY/?mibextid=wwXIfr

#การจัดการความเครียด

โรคเครียด คือ อะไร ?
(หรือ ทางการแพทย์เรียกว่า ภาวะ "การปรับตัวผิดปกติ")
(Adjustment disorder)
และ แนวทางการดูแลตัวเองเมื่อเครียด

เมื่อเจอภาวะกดดัน ผิดหวัง หรือ เกิดการเปลี่ยนแปลงในชีวิต
เป็นธรรมดาที่จะทำให้รู้สึก เครียด วิตกกังวล สับสน งุนงง หวั่นไหว เซ็ง เบื่อ เศร้า เสียใจ หงุดหงิด ได้เป็นธรรมดา
ซึ่งเรียกว่า "เป็นปฏิกิริยาการปรับตัวปกติ" ของจิตใจ
(Adjustment reaction/ normal reaction)

ในทางตรงข้ามถ้าเจอเรื่องแย่ๆ หนักๆ กดดัน
แต่ไม่รู้สึกอะไรเลย อาจเป็นเรื่องแปลกมากกว่า

เพราะ อะไรจึงเป็นเช่นนั้น

เพราะ มนุษย์ปุถุชนปกติ เมื่อเจอเรื่องแย่ๆ เรื่องกดดัน
ย่อมรู้สึกหนักใจ ทุกข์ใจได้เป็นธรรมดา
อันเนื่องมาจาก เป็นกลไกป้องกันตัวของมนุษย์อย่างหนึ่ง คือ

จิตใจกำลังเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ที่กำลังรู้สึกไม่ชอบมาพากล

เพราะ เหตุการณ์เลวร้ายกำลังจะเกิดแล้ว
เหตุการณ์นี้ กำลังจะสั่นสะเทือน คุกคาม ต่อ ความสุข ความสบาย ความมั่นคง ในชีวิตของเราแล้ว >

https://www.facebook.com/share/p/17TvwtbJr1/?mibextid=wwXIfr
16/10/2025

https://www.facebook.com/share/p/17TvwtbJr1/?mibextid=wwXIfr

#โรคไบโพลาร์_BipolarDisorder
#แนวทางและผลการรักษาในระยะยาว

^•~*^•~*^•~*^~•~*^•~*^•~*^•*^~

หากผู้ป่วยไบโพลาร์ยอมรับการรักษา อาการจะดีขึ้นใน 14 วัน
อาจจะมิได้ดีมาก แต่จะดีขึ้นแน่นอน

ทั้งนี้มีเงื่อนไข 2-3 ข้อ คือ

1. ต้องพบจิตแพทย์

2. ได้ยาที่ถูกต้องในขนาดที่สูงพอ

3. กินยาตามคําสั่งแพทย์อย่างเคร่งครัดโดยไม่มีเงื่อนไข
................................................…………..

⭕ 1. #ต้องพบจิตแพทย์

ประเด็นสําคัญของการรักษาโรคทางจิตเวชใด ๆ รวมทั้งโรคไบโพลาร์ มิได้มีเรื่องยาแต่เพียงอย่างเดียว
แต่ยังมีประเด็นเรื่องปฏิสัมพันธ์ ระหว่างผู้ป่วยกับจิตแพทย์ด้วย
การวางตัวของจิตแพทย์เป็นปัจจัยสําคัญที่ทําให้ผู้ป่วยดีขึ้น

⭕ 2. #ได้ยาที่ถูกต้องในขนาดที่สูงพอ

การให้ยาผู้ป่วย แพทย์มี 2 วิธี คือ

วิธีที่หนึ่ง ให้ยาในขนาดน้อยแล้วค่อยๆ เพิ่มยา เพราะถ้าให้ยาในขนาดสูงผู้ป่วยจะทนยาไม่ไหว { มักใช้ในกรณีที่อาการไม่มากนัก รักษาแบบผู้ป่วยนอกได้ }

หรือวิธีที่สอง ให้ยาในขนาดสูงที่ถูกต้องทันที เพื่อให้ผู้ป่วยดีขึ้นและหายเร็วที่สุด { มักใช้ในกรณีที่อาการรุนแรง จนอาจจำเป็นต้องรักษาแบบผู้ป่วยใน }

ขึ้นอยู่กับโรคที่เป็น ยาที่ให้ และประสบการณ์ที่แพทย์​มี

⭕ 3. #กินยาตามคําสั่งแพทย์อย่างเคร่งครัดโดยไม่มีเงื่อนไข

เมื่อเป็นผู้ป่วย สิ่งที่ต้องทําคือกินยา และกินยาให้ครบตามที่จิตแพทย์สั่ง

การกินยาไม่ครบตามขนาด (Dose) ที่ถูกต้องมิได้ช่วยอะไร
การใช้ยาคลายเครียดหรือยานอนหลับไม่มีประโยชน์อะไร {... หากไม่มียาหลัก ซึ่งได้แก่ ยาปรับอารมณ์ }

ที่จิตแพทย์จะให้คือ ยาปรับอารมณ์ (Mood Stabilizer) ในขนาดที่ถูกต้อง
ร่วมกับยาประเภทอื่นๆ ตามที่มีข้อบ่งชี้

ซึ่งผู้ป่วยโรคไบโพลาร์แต่ละคนจะได้รับยาไม่เหมือนกัน

นอกเหนือจากกินยาในขนาดที่ #สูงพอ แล้ว ยังต้องกินยาให้ #นานพอ
..................................................

ภายใน 14 วัน หากอาการดีขึ้น
ขอให้ติดตามการรักษาและนัดหมายกับแพทย์อย่างเคร่งครัด

ผู้ป่วยจะอาการดีขึ้นเรื่อย ๆ อย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งเกือบจะเป็นปกติภายใน 90 วัน

และหากยังไม่ชะล่าใจหยุดยาเสียก่อน หรือใจร้อนเปลี่ยนหมอเสียก่อน

ผู้ป่วยจะดีขึ้นไปอีกเรื่อย ๆ จนกระทั่งเป็นปกติในเวลา 6 เดือน

** แน่นอนว่าโรคทุกโรคย่อมมีข้อยกเว้นสําหรับผู้ป่วยที่มีอาการหนักมากและรุนแรงมาก
แต่ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะตอบสนองยาอย่างดี ตามระยะเวลาที่ว่ามา


🔜 หลังจากดีขึ้นแล้ว ผู้ป่วยยังต้องกินยาไปอีกอย่างน้อย 2 ปี ถึงมีโอกาสหยุดยาได้ตามที่แพทย์เห็นสมควร

หากหยุดยาแล้วกลับเป็น​ซ้ำอีกรอบที่ #สอง จิตแพทย์ส่วนใหญ่จะขอให้ผู้ป่วยกินยาครบ 5 ปี เป็นอย่างน้อย
หากยังไม่ครบ 5 ปี แล้วท่านยังจะเสี่ยงหยุดยาก็เสี่ยงได้

แต่ถ้ากลับมาเป็นซ้ํารอบที่ #สาม จะมีคําตอบอย่างชัดเจนว่า “ท่านต้องกินยาไปตลอดชีวิต หยุดยาไม่ได้”

^•~*^•~*^•~*^~•~*^•~*^•~*^•*^~

เครดิตบทความ : หมอมีฟ้า เรียบเรียง​จาก หนังสือ “โรคไบโพลาร์” โดย นายแพทย์ ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์

เครดิตภาพ : https://images.app.goo.gl/2u8fYx2WqhZDK9bu8

ที่อยู่

Mae Chan

เวลาทำการ

จันทร์ 13:00 - 20:30
อังคาร 13:00 - 20:30
พุธ 13:00 - 20:30
พฤหัสบดี 13:00 - 20:30
ศุกร์ 13:00 - 20:30
เสาร์ 09:00 - 13:00
อาทิตย์ 09:00 - 13:00

เบอร์โทรศัพท์

0969626249

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ณเรศการแพทย์ Medical & Psychiatic clinic โรคทั่วไป และ ปัญหาทางจิตเวชผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์

ประเภท