คลินิกสุขภาพเด็กดี รพ.ส่งเสริมสุขภาพ ศูนย์อนามัยที่ 3 นครสวรรค์

คลินิกสุขภาพเด็กดี รพ.ส่งเสริมสุขภาพ ศูนย์อนามัยที่ 3 นครสวรรค์ ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก คลินิกสุขภาพเด็กดี รพ.ส่งเสริมสุขภาพ ศูนย์อนามัยที่ 3 นครสวรรค์, โรงพยาบาล, ถ. พหลโยธิน, Nakhon Sawan.

10/07/2024
23/06/2024

ลูกจะรื้อของ
ลูกจะร้องกวน
ลูกจะอยู่ไม่นิ่ง
ทุกอย่างคือพัฒนาการตามวัยของเด็กทั่วไป
#อย่าหยุดพัฒนาการของลูก ....ด้วยหน้าจอ ✅️

#ดีต่อลูก

20/06/2024

#เทคนิคสร้างลูกที่มั่นใจในตัวเองและกล้าเผชิญปัญหา บทความโดย #ซันเดย์
ในปัจจุบันนี้ที่โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้เด็กรุ่นใหม่จำเป็นต้องพัฒนาทักษะหลากหลายด้าน เพื่อให้พร้อมเผชิญกับโลกที่เปลี่ยนแปลง #การเป็นเด็กยุคนี้จึงไม่ใช่เรื่องง่าย
เด็กแทบทุกคนต้องแบกความคาดหวังของคนอื่นเอาไว้บนไหล่เล็ก ๆ ของเขา เพราะทั้งพ่อแม่ ครู หรือคนรอบตัว ทุกคนต่างก็ปรารถนาให้เขาเติบโตมาเป็นคนเก่ง คนดี มีความสามารถพิเศษที่ไม่เหมือนใคร นอกจากนี้ก็ยังต้องมีทักษะสังคม มีทักษะการคิดแก้ปัญหาที่ไม่ต่างไปจากผู้ใหญ่
การต้องแบกรับความคาดหวังและความกดดันเอาไว้ ทำให้เด็ก ๆ หลายคนต้องเผชิญกับความเครียด ความกังวล เพราะการต้องเป็นคนเก่ง คนดี มีความสามารถในสายตาใคร ๆ นั้นมาพร้อมกับความรู้สึกกลัว กลัวผิดพลาดล้มเหลว กลัวการถูกเปรียบเทียบ กลัวว่าจะทำได้ไม่ดีเหมือนคนอื่น จนอาจทำให้รู้สึกไม่มั่นใจและสงสัยในความสามารถของตัวเอง
#ความเชื่อมั่นและมั่นใจในตัวเองจึงจำเป็นอย่างมากในเส้นทางการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ไม่แพ้ไปกว่าการมีทักษะด้านอื่น ๆ
ความมั่นใจในตัวเอง (self-confidence) เกิดขึ้นได้จากความรู้สึกรับถึงรู้คุณค่าและความสามารถของตนเอง เด็กที่มั่นใจในตัวเองจะเชื่อมั่นว่าตัวเขานั้นสามารถใช้ทักษะที่มีอยู่ จัดการกับอุปสรรคที่ท้าทายได้ เขาจะไม่กลัวความยากลำบาก และมองเห็นปัญหาเป็นโอกาสในการเรียนรู้และเติบโต
#การส่งเสริมให้เด็กมีความมั่นใจในตัวเองนั้นต้องใช้ทั้งเวลาและความใส่ใจ และ #พ่อแม่คือบุคคลสำคัญที่สุดในการสร้างลูกที่มั่นใจในตัวเอง เพื่อให้ลูกได้เติบโตอย่างมั่นคง ปรับตัวอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข และพร้อมเผชิญความท้าทายในอนาคต
ความมั่นใจในตนเองเป็นสิ่งที่พัฒนาได้ วิธีการที่คุณพ่อแม่สามารถใช้ส่งเสริมให้ลูกเติบโตเป็นคนที่มั่นใจและกล้าเผชิญกับปัญหามีอะไรบ้าง มาดูกัน….
#พ่อแม่ต้องเชื่อมั่นในตัวเอง เพราะลูกมักจะเรียนรู้การดำเนินชีวิตจากพ่อแม่ การได้เห็นพ่อแม่เผชิญกับปัญหาอุปสรรคอย่างกล้าหาญ ไม่หมดหวัง ยอมรับได้ทั้งจุดดีและจุดบกพร่องของตัวเอง และฟื้นตัวจากความผิดพลาดล้มเหลวได้ สิ่งเหล่านี้จะเป็นแบบอย่างและเป็นแรงบันดาลใจให้กับลูก ลูกจะกล้ารับมือกับความท้าทายในชีวิต ไม่กลัวการเผชิญปัญหา เพราะเขารู้เสมอว่า"ถ้าพ่อแม่ทำได้ เขาก็ทำได้"
#ให้โอกาสลูกลงมือทำ โดยส่งเสริมให้ลูกลองทำอะไรใหม่ ๆ เพราะการได้พบความท้าทายที่ไม่เคยเจอมาก่อน จะช่วยให้ลูกได้เรียนรู้ว่า ตัวเขาสามารถทำหลายสิ่งหลายอย่างได้ด้วยตนเอง ลูกจะมองเห็นศักยภาพในตัวเขาเองและมั่นใจว่าตัวเขาจะสามารถรับมือกับสิ่งใดก็ได้ในอนาคต
#ให้ลูกแก้ปัญหาด้วยตัวเอง การที่ลูกได้เลือกหรือตัดสินใจแก้ปัญหาเองด้วยตัวเอง โดยที่พ่อแม่ไม่ยื่นมือเข้าไปช่วยแก้ปัญหาให้ก่อน เป็นการเปิดโอกาสให้ลูกได้ใช้ศักยภาพและความคิดสร้างสรรค์ ทำให้ลูกเรียนรู้ว่า ตัวเขาสามารถรับผิดชอบเรื่องต่าง ๆ ในชีวิตด้วยตัวเองได้ และบทบาทของพ่อแม่คือการให้กำลังใจและสนับสนุน ไม่ว่าการแก้ปัญหาของลูกจะประสบผลสำเร็จหรือไม่ก็ตาม หากลูกแก้ปัญหาได้ด้วยศักยภาพของตัวเองแล้ว เขาจะยิ่งมั่นใจในตัวเองและไม่กลัวการเผชิญปัญหาอีกต่อไป
#สนับสนุนให้ลูกค้นหาสิ่งที่ชอบ เพราะการได้ลองทำในสิ่งที่สนใจหรือรู้สึกหลงใหลจะเป็นโอกาสสำคัญของลูกในการค้นหาศักยภาพ ความสามารถ ความสนใจ และความรู้สึกของตนเอง การค้นหาตัวเองอาจทำให้ลูกได้ค้นพบทักษะใหม่ ๆ งานอดิเรกใหม่ ๆ หรือค้นพบพรสวรรค์ของตนเอง ซึ่งจะช่วยให้ลูกรับรู้คุณค่าในตนเองมากขึ้น เข้าใจตัวเองมากขึ้น ค้นพบสิ่งที่ถนัด และรู้ข้อจำกัดของตนเอง ถ้าพ่อแม่ส่งเสริมให้ลูกพยายามค้นหาตัวเองอย่างเต็มที่ก็จะยิ่งช่วยสร้างความมั่นใจให้กับลูก เพราะเขารู้ว่าพ่อแม่สนับสนุนและยอมรับตัวตนของเขาได้อย่างไม่มีเงื่อนไข
#ชื่นชมในความพยายาม เพราะความสำเร็จไม่ใช่จะเกิดขึ้นได้ทุกครั้งไป มีบางครั้งที่ลูกอาจจะมุ่งมั่นอย่างที่สุดแล้วแต่ผลลัพธ์กลับไม่เป็นอย่างที่หวังจนทำให้ลูกรู้สึกผิดหวังในตัวเอง เราจึงควรชื่มชมลูกที่ความพยายามมากกว่าผลลัพธ์ เพื่อให้เขารับรู้ว่าความพยายามของเขามีค่า และพ่อแม่ยังคงเชื่อในความสามารถของเขาไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร
#ไม่เปรียบเทียบ พยายามหลีกเลี่ยงการเปรียบเทียบลูกกับคนที่ประสบความสำเร็จมากกว่า เพราะการพูดจาเปรียบเทียบไม่ได้ทำให้เด็กฮึดสู้ แต่กลับเป็นการบั่นทอนกำลังใจ ทำให้ลูกรู้สึกไม่มั่นใจในตัวเอง รู้สึกว่าตัวเองไม่ถูกยอมรับ ไม่ดีพอสำหรับพ่อแม่ และด้อยค่าตัวเอง
#ยอมรับกับความล้มเหลว ไม่แปลกที่พ่อแม่จะอยากปกป้องลูกจากความล้มเหลว แต่ความผิดพลาดล้มเหลวเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ของเด็ก พ่อแม่ควรชี้ให้ลูกเห็นว่าความล้มเหลวเป็นสิ่งปกติ การทำตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ไม่สำเร็จถือเป็นบทเรียนที่ช่วยให้ลูกได้เรียนรู้จากข้อผิดพลาด การที่พ่อแม่ยอมรับความล้มเหลวของลูกและคอยอยู่เคียงข้างให้กำลังใจ จะช่วยกอบกู้ความรู้สึกเชื่อมั่นในตนเองของลูกกลับคืนมาได้ เพราะเขารู้ว่า #พ่อแม่ยอมรับและสนับสนุนเขาในทุกสถานการณ์
#โอบรับความไม่สมบูรณ์แบบ เราเป็นผู้ใหญ่ย่อมรู้ดีว่าการเป็นคนที่สมบูรณ์แบบคือเรื่องที่เป็นไปได้ยาก ถ้าต้องทำทุกอย่างให้สมบูรณ์แบบ แล้วถึงจะชื่นชมตัวเองได้ อย่างนั้นทั้งชีวิตก็คงจะหาโอกาสชื่มชมตัวเองได้น้อย พ่อแม่จึงจำเป็นต้องปลูกฝังให้ลูกรับรู้ว่า #เขาไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบที่สุดเพื่อให้พ่อแม่รัก ความเชื่อมั่นในตัวเอง ยอมรับนับถือและเห็นคุณค่าในตัวเองต่างหากคือสิ่งสำคัญที่พ่อแม่ต้องการให้เขามี
#แสดงให้ลูกรับรู้ถึงความรักที่ไม่มีเงื่อนไข ทำให้ลูกรู้ว่าพ่อแม่จะรักเขาไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม แม้ในวันที่เขาพ่ายแพ้ ผิดหวังในตัวเอง พ่อแม่จะยังอยู่เคียงข้าง ให้กำลังใจ ไม่ซ้ำเติม เมื่อลูกรู้สึกมั่นคงในความรักที่ได้รับจากพ่อแม่ เขาก็จะเชื่อมั่นใจตัวเองพร้อมที่จะยืนหยัดลุกขึ้นมาต่อสู้กับปัญหาได้ใหม่
ความมั่นใจในตัวเองของเด็ก ๆ เกิดขึ้นได้จากความรักและแรงผลักดันของพ่อแม่ เมื่อลูกรับรู้ว่าพ่อแม่จะคอยสนับสนุนเคียงข้างเขา เขาจะเติบโตขึ้นได้อย่างมั่นใจ กล้าคิด กล้าลงมือทำ และกล้าออกไปเผชิญโลกภายนอกและหากในครอบครัวมีสัมพันธภาพที่ดี ที่ทำให้ลูกรู้สึกอบอุ่นปลอดภัย พร้อมกับมีกฎระเบียบที่สมเหตุสมผล ลูกจะเป็นเด็กที่มั่นใจในตัวเอง รู้จักคุณค่าตัวเอง นับถือตัวเอง และกล้าแสดงออกในทางที่ถูกที่ควร
Net PAMA ขอเป็นส่วนหนึ่งในความสัมพันธ์ที่ดีของทุกครอบครัว ❤️
หากคุณพ่อคุณแม่ท่านใดต้องการอัพสกิลเลี้ยงลูกเชิงบวก เพื่อสร้างสัมพันธภาพที่ดีในครอบครัว สามารถเข้ามาศึกษาได้ในคอร์สจัดเต็ม ซึ่งจัดทำโดยทีมจิตแพทย์เด็กและนักจิตวิทยา ที่ www.netpama.com เรียนฟรี โดยไม่มีค่าใช้จ่าย รับรองว่านำไปใช้จริงได้แน่นอนค่ะ
#เน็ตป๊าม้า #คัมภีร์เลี้ยงลูกเชิงบวก

06/06/2024
15/05/2024

ความสามารถในการควบคุมตัวเองให้ยับยั้งชั่งใจได้
สามารถเกิดขึ้นได้จากการปลูกฝังและฝึกฝนตั้งแต่วัยเยาว์ เริ่มจาก...
(1) ให้เด็กๆ เรียนรู้ที่จะทำสิ่งที่สำคัญและมีความจำเป็น (Need) ก่อนสิ่งที่อยากทำ (Want)
แม้สิ่งนั้นเด็กๆ จะไม่ชอบ ไม่อยากทำ หรือ ไม่เคยทำ
แต่พวกเขาต้องฝึกฝนที่จะทำสิ่งนั้นจนเสร็จ ก่อนจะไปทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ
เช่น
- กินข้าวก่อนกินขนม
- ทำการบ้าน/งานบ้านให้เสร็จก่อนไปเล่น
- อาบน้ำและแปรงฟัน ก่อนเข้านอนเสมอ
การมีตารางเวลาที่ชัดเจนจะช่วยให้เด็กๆ รู้ว่าต้องทำอะไรในเวลานี้ และการฝึกฝนเป็นประจำสม่ำเสมอทุกวัน จะช่วยให้เด็กๆ คุ้นเคยและทำได้ดีขึ้นเรื่อยๆ
ในท้ายที่สุด เด็กๆ อาจจะสิ่งจำเป็นเหล่านั้นได้ดีแล้ว แต่พวกเขาก็ไม่ชอบอยู่ดี นั่นก็ไม่เป็นไรเช่นกัน เพราะสิ่งสำคัญที่สุดคือเด็กๆ ต้องทำตามหน้าที่และทำในสิ่งที่จำเป็นต่อคุณภาพชีวิต พวกเขาไม่จำเป็นต้องชอบก็ได้
***
(2) ให้เด็กๆ ได้ฝึกการรอคอยตามวัย เพื่อให้เด็กๆ มีความอดทนต่อสิ่งเร้า (Delayed gratification)
เช่น
- อยากเล่นชิงช้า แต่ต้องต่อแถวรอถึงตาตัวเองถึงจะได้เล่น
- อยากได้ของเล่น แต่ต้องเก็บเงินซื้อด้วยตนเอง
- เล่นบอร์ดเกม ก็ต้องรอให้ถึงตาตัวเองจึงจะเล่นได้
- รออาหารที่สั่งไว้มาเสิร์ฟ
- รอแม่ทำธุระเสร็จ แล้วพาไปเล่น
***
(3) ให้เด็กๆ ได้เผชิญสิ่งท้าทายที่เหมาะสมตามวัย และให้พวกเขาได้ฝึกแก้ปัญหาด้วยตนเอง
เมื่อเด็กๆ เจอปัญหาและอุปสรรค ผู้ใหญ่อย่าเพิ่งรีบเร่งเข้าไปช่วยพวกเขาทันที เพราะเด็กๆ จะขาดโอกาสในการจัดการอารมณ์ และเผชิญปัญหาด้วยตนเอง แต่เมื่อพวกเขาพยายามอย่างเต็มที่แล้ว ผู้ใหญ่สามารถเข้าไปแนะนำและสอนวิธีการให้พวกเขาได้
เช่น
- เด็กทำน้ำหกเลอะ ผู้ใหญ่ไม่ควรเข้าไปเช็ด แต่ให้แนะนำว่าผ้าอยู่ที่ไหน แล้วให้เด็กเช็ดเอง จากนั้นก็ไปตากผ้าผืนนั้นเอง
- เด็กซองขนมไม่ออก แล้วบอกให้เราเปิดให้ ผู้ใหญ่แนะนำได้ว่า ให้เขาไปหยิบกรรไกรมาตัดด้วยตัวเอง
แม้ว่าการที่ผู้ใหญ่ให้ความช่วยเหลือจะเร็วและง่ายกว่ามาก แต่ด้วยการสอนในวันนี้เด็กจะเรียนรู้และพึ่งพาตัวเองได้ ในวันที่ไม่มีเรา
***
(4) ให้เด็กๆ รับผิดชอบต่อการเลือกและการกระทำของตนเองเสมอ
กฎ 3 ข้อคือกติกา
1. ไม่ทำร้ายตัวเอง
2. ไม่ทำร้ายผู้อื่น
3. ไม่ทำลายข้าวของ
เมื่อเด็กๆ ทำผิดพวกเขาต้องรับผิดชอบต่อผลที่เกิดขึ้น โดยมีผู้ใหญ่ให้การสอนและเคียงข้าง เผชิญกับปัญหาที่เกิดขึ้น
เช่น
- เด็กโมโห แล้วตะโกนใส่ผู้อื่น ผู้ใหญ่ควรพาเขาไปขอโทษ และรับผิดชอบต่อความรู้สึกของอีกฝ่ายด้วยการให้เขาทำสิ่งดีๆ ให้ ไม่ว่าจะเป็นช่วยเหลืองาน หรือ ทำการ์ดเพื่อแสดงความจริงใจ
หรือ
เมื่อเด็กๆ ตัดสินใจเลือกแล้ว ให้เขารับผิดชอบต่อสิ่งที่เขาเลือก
- เด็กเลือกแล้วว่าเขาจะได้ของเล่นที่ร้านแรก แม้เราจะบอกแล้วว่ามีอีกหลายร้านรออยู่ สุดท้ายเมื่อเขาเดินไปอีกร้านแล้วพบว่ามีของเล่นที่เขาอยากได้มากกว่า เขาจึงขอร้องให้เราซื้อให้เขา ผู้ใหญ่มีหน้าที่ปฏิเสธคำขอ และสอนเขาให้รับผิดชอบต่อสิ่งที่เขาเลือก แม้ว่าจะไม่ได้ใช่สิ่งที่ชอบที่สุดในวันนี้ แต่เด็กจะได้เรียนรู้ว่าครั้งหน้าเขาไม่ควรรีบซื้อของเล่นทันที และควรสำรวจให้ทั่วก่อนจะตัดสินใจ
(5) ให้เด็กๆ รู้ว่าความผิดพลาดเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้เสมอ
แม้เราจะพยายามควบคุมตัวเองอย่างเต็มที่แล้ว แต่บางครั้งความผิดพลาดก็เกิดขึ้นได้ ไม่เป็นไรที่จะผิดพลาด สิ่งสำคัญคือให้เรียนรู้และนำความผิดพลาดนั้นมาเป็นบทเรียน
**********
เด็กๆ ค่อยๆ เรียนรู้การควบคุมตัวเองทีละน้อยๆ
เพื่อวันหนึ่งข้างหน้า เมื่อเข้าต้องตัดสินใจเลือก หรือ ทำสิ่งใด เขาจะสามารถรับผิดชอบต่อการเลือกเลือกนั้นได้อย่างเหมาะสม โดยที่ไม่ทำให้ตัวเองหรือผู้อื่นเดือดร้อนในภายหลัง
ด้วยรักจากใจ
เม
เพจตามนักจิตวิทยา

13/05/2024

#คุยกับลูกเรื่องคลิปลับ

ข่าวคลิปหลุดของเน็ตไอดอลท่านหนึ่ง เป็นเรื่องที่กำลังถูกพูดถึงในสังคม

การชวนลูกวัยรุ่นคุยและถามถึงมุมมองต่างๆ สร้างการเรียนรู้มากกว่าการสอน

ประเด็นที่น่าสนใจ ที่อยากให้ชวนลูกคิดและคุย

1. การถ่ายคลิปลับเก็บไว้ เป็นเรื่อง “รสนิยม” และเป็น “สิทธิส่วนบุคคล” สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ผิดกฎหมาย ไม่ได้ละเมิดสิทธิใคร และไม่ได้ทำให้ใครต้องเจ็บปวด
2. การนำคลิปลับมาปล่อยในโลกออนไลน์ เป็นเรื่อง “เลวร้าย” เป็นการกระทำที่ “ผิดกฏหมาย” เป็นการสร้างบาดแผลทางใจให้ใครบางคนไปตลอดชีวิต
3. คนในคลิปที่เสียหาย คือ “ผู้ถูกกระทำ” ไม่ใช่คนกระทำความผิด เราควรโอบอุ้มผู้เสียหาย ไม่ใช่การไปประจานหรือซ้ำเติมเหยื่อ
4. สอนลูกเรื่อง “empathy” ให้เอาใจเขามาใส่ใจเรา ถ้าเราเป็นคนที่อยู่ในคลิป หรือคนนั้นคือญาติพี่น้องของเรา เราคงไม่โอเคที่ใครจะมาทำท่าสนุกสนาน หรือมาวิจารณ์เสียๆหายๆ
5. คุยกับลูกเรื่อง “victim blaming” ในสังคมชายเป็นใหญ่ หลายครั้งพอมีเรื่องเหล่านี้ กลายเป็นฝ่ายผู้หญิงคือคนเสียหาย คือคนไม่ดี คือคนน่าไม่อาย ทั้งที่ฝ่ายผู้ชายคือผู้กระทำความผิด
6. “Victim blaming” ส่งผลเสียมหาศาลกับสังคม ทำให้คนที่ถูกรังแก ถูกละเมิด ไม่กล้าเปิดปากว่าตนเองถูกล่วงละเมิด ไม่กล้าเรียกร้องความยุติธรรม ทำให้หลายคนต้องอยู่กับบาดแผลทางใจที่ไม่เคยรับการเยียวยา คนทำผิดก็ลอยนวลแบบไม่เคยสำนึกผิดหรือต้องรับผิด เราควรช่วยกันสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กับสังคม
7. คนที่แย่ไม่แพ้คนปล่อยคลิป คือคนที่มีความสุข สนุก สะใจ กับการโดนละเมิดสิทธิในเนื้อตัวร่างกายของผู้อื่น (อ่านคอมเมนท์แล้วมันน่าเศร้ามากๆ 🥲)
8. ไม่เผยแพร่ ไม่ส่งต่อ ไม่โพสต์ขอคลิป ไม่ร่วมทำสิ่งที่ทำให้เหยื่อยิ่งเสียหาย และสิ่งเหล่านี้คือเรื่องที่ผิดกฏหมาย
9. ถึงแม้เรื่องการถ่ายคลิปลับจะเป็นเรื่องเรื่องรสนิยมส่วนตัว สิ่งที่อาจชวนลูก “ทุกเพศ” คิดและคุย คือข้อดีและข้อเสียของการตัดสินใจถ่าย และอะไรที่ลูกต้องระวังเพราะหลายอย่างเรียกคืนมาไม่ได้ โดยเฉพาะในโลกที่มี digital footprint
10. คุยกับลูกเรื่อง “consent” การตัดสินใจทำสิ่งใดๆ ในความสัมพันธ์ ควรถามการยินยอมของคู่เสมอ
11. คุยกับลูกเรื่องความสัมพันธ์ ที่วันหนึ่งเราอาจจะไว้ใจใคร แต่หลายอย่างอาจจะเปลี่ยนไปด้วยเงื่อนไขของกาลเวลา จงตัดสินใจในเรื่องที่มีความเสี่ยงสูงเหล่านี้ ด้วยความรอบคอบที่สุดเสมอ
12. ถ้าวันหนึ่งต้องเกิดเรื่องนี้ขึ้นกับลูก จงยืนหยัดลุกขึ้นมาปกป้องตัวเอง การลุกขึ้นยืนหยัดของลูก จะเยียวยาบาดแผลในใจ และส่งเสียงถึงเหยื่อคนอื่นเสมอ และพ่อกับแม่จะอยู่กับลูกไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น

ลองดูนะคะ เรื่องเหล่านี้คือเรื่องใกล้ตัว ที่ควรชวนพวกเขาคุยจริงๆ

#หมอโอ๋เพจเลี้ยงลูกนอกบ้าน
ผู้ขอเป็นกำลังใจให้คนที่ตกเป็นเหยื่อ ทั้งของคนปล่อยคลิปและคนในสังคม

13/05/2024

ในวันที่ความหวังดีที่เกินพอดีกำลังทำร้ายลูก
แม้ว่าพ่อแม่อาจจะพูดออกมาว่า “ขอแค่ลูกเติบโตแข็งแรงเป็นคนดีก็เพียงพอแล้ว” แต่การกระทำกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น
พ่อแม่ที่มีความคาดหวังให้ลูกเป็นดังเช่นที่ตนเองต้องการ เมื่อลูกไม่อาจทำได้ดั่งใจ หรือเราไม่สามารถควบคุมลูกได้ เราจึงไม่พึงพอใจ และมักมองเห็นจุดผิดของลูกมากกว่าจุดดีมักมีแนวโน้มทำให้ลูกเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ขาดความมั่นใจ และวิตกกังวล (เวลาอยู่กับพ่อแม่) ตลอดเวลาว่า “ตนเองไม่ดีพอ”
ลูกวัยรุ่นและวัยทำงานบางคนกำลังประสบปัญหากับความรู้สึกอยากเป็นลูกที่ดีของพ่อแม่ แต่ไม่ว่าพยายามเท่าไหร่กลับไม่เคยดีพอ และไม่ได้รับการมองเห็นคุณค่าในสิ่งที่ทำ
จนบางครั้งลูกบางคนถึงขั้นตั้งคำถามว่า "เราเป็นลูกที่ไม่ดี เป็นลูกที่อกกตัญญูหรือเปล่าที่ไม่สามารถเป็นและทำในสิ่งที่พ่อแม่ต้องการได้?"
ทั้งๆ ที่คำตอบของคำถามนี้ทุกคนรู้อยู่แก่ใจว่า "ไม่ใช่เช่นนั้น" แต่ก็อดที่จะเกิดความรู้สึกนี้ทุกครั้งที่พ่อแม่ไม่พึงพอใจในสิ่งที่เราทำให้
"คุณค่าที่ถูกบั่นทอนจากเรื่องใหญ่ๆ"
พ่อแม่คาดหวังให้ลูกเป็นและทำตามที่ตนเองหวัง
แต่ลูกเป็นไม่ได้และทำไม่ได้ดังหวัง
เช่น
พ่อแม่อยากให้ลูกสอบได้คะแนนดี
ลูกพยายามแล้ว แต่ไม่ได้คะแนนดีพอ
พ่อแม่อยากให้ลูกเรียนคณะที่ตนเองมองว่ามีความมั่นคง
ลูกอยากเรียนในคณะที่ตนเองชอบและถนัด
พ่อแม่อยากให้ลูกแต่งงานมีหลาน
ลูกอยากเลี้ยงแมวและอยู่กับต้นไม้
"คุณค่าภายในโดนบั่นทอน ไม่ใช่เพียงเพราะเรื่องใหญ่ๆ เพียงครั้งเดียว แต่เพราะเรื่องเล็กๆ หลายๆ ครั้งรวมกัน"
ทุกการกระทำของลูก แม้ว่าจะพยายามที่สุดแล้ว แต่ก็ไม่เคยตรงใจ เพราะความพยายามไม่ได้การันตีผลลัพธ์ และผลลัพธ์ที่ดีไม่ได้การันตีความพึงพอใจ เพราะนอกจากต้องได้ผลลัพธ์ที่ดีแล้ว ยังต้องตรงกับใจพ่อแม่ด้วย
การไม่เคยมองเห็นเรื่องใหญ่ๆ ที่ดี แต่กลับตำหนิทุกเรื่องเล็กๆ ที่เกิดขึ้น ทำให้ลูกรู้สึกว่า “ตนเองไม่ดีพอ” สำหรับลูกบางคนอาจจะรู้สึกไปถึงว่า “ตนเองเป็นลูกที่ไม่ดี”
***
“พ่อแม่”
ถึงเวลาปลดปล่อยตัวเองกับลูกจากการคาดหวังให้กันและกันเป็นพ่อแม่ลูกที่สมบูรณ์แบบเสียที เพราะไม่มีใครที่เป็นและทำได้ เป็นเพียงพ่อแม่ที่มีอยู่จริงของลูก และให้ลูกได้เป็นลูกที่ดีพอสำหรับเราก็เพียงพอแล้ว
ลูกไม่ได้เป็นสิ่งของ เขาไม่ได้เป็นสมบัติของเรา
ลูกมีชีวิตและจิตใจ
แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตามลูกต้องการให้พ่อแม่อย่างเรารักและภูมิใจในตัวเขา
อย่าทำร้ายเขาด้วยการสร้างเงื่อนไขบนความรักและการยอมรับ
รักในสิ่งที่เขาเป็น
รักในสิ่งที่เขาทำ
ยอมรับในสิ่งที่เขาเป็น
ยอมรับในสิ่งที่เขาทำ
ภูมิใจในสิ่งที่เขาเป็น
ภูมิใจในสิ่งที่เขาทำ
พ่อแม่คือคนแรกในชีวิต
ลูกต้องการการยอมรับ
ผิดให้สอน
ถูกให้ชม
ลูกทำสิ่งใดให้ เราขอบคุณได้
ทำผิดกับลูก เราขอโทษได้เสมอ
คิดถึงลูกให้บอกคิดถึง ถ้าเขินอายให้บอก “หิวไหมลูก กินอะไรหรือยัง”
รักลูกให้บอกรัก ถ้ายังอายอีกให้เข้าไปตบไหล่เบาๆ หรือ กอดเขาสักที
ถ้าคิดอะไรไม่ออก นั่งลงข้างๆ ยิ้มให้ลูกบ้าง เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว
หน้าที่หลักของพ่อแม่คือการรักอย่างปราศจากเงื่อนไข
สอนหัวใจสำคัญพื้นฐานในการใช้ชีวิตเพื่อตัวเองและเมื่อต้องใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่น
กฎ 3 ข้อที่ลูกต้องรู้ (เราก็ต้องรู้ด้วย) และทำตาม
(1) ไม่ทำร้ายตัวเอง
(2) ไม่ทำร้ายผู้อื่น
(3) ไม่ทำลายข้าวของ
วินัยในชีวิตที่ทำให้คุณภาพชีวิตตนเองดี และส่วนรวมดีขึ้น
เริ่มตั้งแต่ดูแลตัวเอง (Self-care) ดูแลของของตัวเอง ดูแลงานในบ้าน แผ่ขยายไปถึงดูแลงานส่วนรวมนอกบ้าน
สร้างสายสัมพันธ์ที่ดี ด้วยการให้ความรัก เวลา และการยอมรับ
ไม่ใช่สร้างเงื่อนไขว่าลูกต้องทำสิ่งใดเพื่อให้ได้รับความรักจากเรา
เมื่อลูกเติบใหญ่ ความสัมพันธ์นั้นจะเหนี่ยวรั้งเขาไว้ ให้มีสติเมื่อจะทำสิ่งใด ลูกจะไตร่ตรองก่อนเสมอ หรือ วันใดที่คิดถึง เขาจะกลับมาหาเราเพราะความรักที่มีต่อกัน ไม่ใช่เพราะหน้าที่หรือความจำเป็น
***
“ลูก”
ได้เวลาปลดปล่อยตัวเองให้เป็นอิสระจากความคิดว่า "เราเป็นลูกที่ไม่ดีพอ" เพราะการเป็นลูกที่ดี ไม่ได้แปลว่าเราเสียสละตัวเองด้วยการเป็นและทำทุกอย่างเพื่อพ่อแม่ของเรา จนบางครั้งลืมที่จะดูแลใจตัวเอง
แม้ลูกอยากจะทำให้พ่อแม่ของตนพึงพอใจ
บางครั้งการกดดันและคาดคั้นให้ตัวเองต้องพยายามมากกว่านี้
นอกจากจะไม่ได้ช่วยเติมเต็มความพึงพอใจ(ที่ไม่มีวันสิ้นสุด)ของพ่อแม่ ยังอาจจะทำร้ายตัวเองอย่างเหลือเชื่อ
ลูกบางคน แม้จะโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว
แต่กลับตัวสั่นเทาทุกครั้งที่พ่อแม่ตำหนิตัวเอง
และเสียน้ำตาอย่างบ้าคลั่งเมื่อพ่อแม่มองว่าตนเองทำไม่ดีพอ
ถึงเวลาแล้วที่เราต้อง “หยุด”
หยุดคิดว่าเราต้องดีพอ
เพราะดีพอเพื่อคนอื่นไม่มีอยู่จริง
มีเพียงดีพอสำหรับตัวเราเอง
หยุดคิดว่าเราต้องทำทุกอย่าง
เพราะบางอย่างเราควรปฏิเสธให้เป็น
ไม่เช่นนั้นเราจะเสียสละทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของเราไม่สิ้นสุด หยุดคิดว่าเราต้องทำให้พ่อแม่พึงพอใจ เราจึงจะเป็นลูกที่ดี
เราควรคิดใหม่ว่าเราควรทำให้พ่อแม่ในสิ่งที่เราทำได้อย่างดีที่สุด แต่เมื่อทำเต็มที่แล้ว ต้องเรียนรู้ที่จะปล่อยวาง แม้ว่าท้ายที่สุดดพ่อแม่จะพึงพอใจหรือไม่ก็ตาม
และสุดท้าย หยุดโทษตัวเอง เพราะไม่มีใครทำถูกตลอดเวลา ที่สำคัญบางครั้งที่ถูกต้อง อาจจะไม่ถูกใจก็เป็นได้ ให้อภัยตัวเอง และเรียนรู้การเป็นคนธรรมดาก็เพียงพอแล้ว
พ่อแม่ไม่ใช่ยอดมนุษย์ฉันใด
ลูกอย่างเราก็เป็นเพียงคนธรรมดาฉันนั้น
อะไรทำให้ได้บอกทำให้ได้
อะไรทำไม่ได้ให้บอกว่าทำไม่ได้
อย่าฝืนทำ อย่าโบยตีตัวเองนักเลย
ใจดีกับทุกคนแล้ว ใจดีกับตัวเองบ้าง
***
อย่าให้การตำหนิเรื่องเล็กๆ ทำร้ายคุณค่าในตัวของลูก
อย่าให้ความคาดหวังของเรากดทับลูกเอาไว้
อย่าเป็นพ่อแม่ที่รักลูก โดยไม่ได้แสดงออกว่ารักเขา
เพราะสำหรับลูกแล้ว พ่อแม่คือคนสำคัญ
และเขาต้องการการยอมรับจากเราเสมอ
คำพูดของพ่อแม่มีผลต่อความรู้สึกของลูก
ไม่แพ้กับคำพูดของลูกที่มีผลต่อเรา
แต่สำหรับลูกแล้วคำพูดของพ่อแม่มักมีอิทธิพลต่อความคิดที่มีต่อตนเองมหาศาล
หากเราพูดกับลูกด้วยคำดีๆ คุณค่าในตัวลูกจะเติบโต
แต่ถ้าเราเลือกพูดกับลูกด้วยถ้อยคำทำร้าย คุณค่าในตัวลูกจะถูกบั่นทอน
ลูกอาจจะไม่ได้รักเราน้อยลง แต่ตัวเขาต่างหากที่จะมองเห็นคุณค่าและรักตัวเองน้อยลง
ด้วยรักจากใจ
เม
เพจตามใจนักจิตวิทยา

11/05/2024

“ทำไมเด็กปฐมวัย โดยเฉพาะเด็กต่ำกว่า 2 ปีไม่ควรดูหน้าจอ”
หน้าจอในที่นี้หมายรวมตั้งแต่ โทรทัศน์ แท็บเล็ต ไอแพด โทรศัพท์ และอื่นๆ ที่เป็นหน้าจอที่มีการเคลื่อนไหวของภาพอย่างรวดเร็ว
เด็กที่อายุต่ำกว่า 2 ปี มีสมองที่กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว รวมทั้งเด็กยังอยู่ในวัยที่กำลังฝึกพูดสื่อสาร และเรียนรู้ผ่านการปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม ผู้คนและสิ่งรอบตัว ธรรมชาติของเด็กวัยนี้คือเคลื่อนไหวไปมา เรียนรู้ผ่านการลงมือทำ ช่วยเหลือตัวเอง ไม่ใช่นั่งนิ่งได้เพราะหน้าจอ
ดังนั้นสิ่งที่ผู้ใหญ่ควรทำคือ การชะลอเวลาในการให้เด็กปฐมวัย (0-6 ปี) เข้าถึงเทคโนโลยีให้ช้าที่สุด ด้วยการส่งเสริมให้เขาทำกิจกรรมที่เหมาะสมตามวัย ไม่ว่าจะเป็นการเล่นกับเขา การอ่านหนังสือนิทานให้เขาฟัง การชวนเขาทำงานบ้าน การสอนให้เขาช่วยเหลือตัวเองตามวัย และปล่อยให้เขาวิ่งเล่น ส่งเสริมประสาทสัมผัสทั้งห้า (มองเห็น ฟังเสียง รับรส รับกลิ่น ผิวสัมผัส) ที่หลากหลาย และปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น
**********
“คำแนะนำในการใช้เทคโนโลยี”
ถ้าหากเด็กปฐมวัยมีความจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีเหล่านี้จริงๆ (ดูหน้าจอ) อ้างอิงจาก The American Academy of Pediatrics (AAP) แนะนำไว้ ดังนี้
ข้อที่ 1 เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 18 เดือนไม่ควรดูหน้าจอใดๆ เลย มากที่สุดที่เด็กวัยนี้สามารถเข้าถึงหน้าจอ คือ อาจจะแค่เป็น video call เพื่อให้คนไกลได้เห็นลูกหลานของตัวเองเท่านั้น ในกรณีอื่นควรหลีกเลี่ยงโดยเด็ดขาด
ข้อที่ 2 เด็กที่มีอายุตั้งแต่ 18 เดือน ถึง 2 ปี ถ้าหากมีความจำเป็น (จำเป็นมากๆ ไม่ใช่ดูเพื่อเป็นการผ่อนคลายหรือเล่นสำหรับเด็ก) เป็นต้องดูหน้าจอจริงๆ ไฟล์นั้น (วิดีโอนั้น) ต้องมีคุณภาพความละเอียดสูง และมีผู้ใหญ่คอยควบคุมกำกับดูแลตลอดเวลา ระยะเวลาในการดูแต่ละครั้งไม่ควรเกิน 5 นาที ในหนึ่งวันไม่ควรเกิน 1 ครั้ง
ข้อที่ 3 เด็กที่มีอายุ 2-5 ปีถ้าหากจำเป็นจริงๆ ที่ต้องดูหน้าจอ ผู้ใหญ่ควรให้การกำกับดูแลตลอดเวลา และระยะเวลาในการดู คือ ไม่ควรเกิน 1 ชั่วโมงต่อ 1 วัน และรายการหรือ application นั่นควรมีเนื้อหาเหมาะสมกับวัยของเด็ก
ข้อที่ 4 เด็กที่มีอายุ 6 ปีขึ้นไปควรได้รับการจำกัดเวลา ตามตารางกิจกรรมต่อวันที่เหมาะสมของเด็ก (เด็กๆ ควรทำกิจวัตรประจำวันที่สำคัญต่อคุณภาพชีวิตที่ดีของเขาก่อนการมาดูหน้าจอ เช่น การกินข้าว อาบน้ำ แปรงฟัน เก็บที่นอน ทำงานบ้าน ทำการบ้าน หน้าจอควรมีไว้สำหรับเวลาว่าง ไม่ใช่เวลาหลักในชีวิตของเขา) และควรอยู่ภายใต้การดูแลของพ่อแม่และผู้ใหญ่
**********
“ทำไมเด็กวัยต่ำกว่า 2 ปีไม่ควรดูหน้าจอ”
หากอ้างอิงตามทฤษฎีทางสติปัญญา (Cognitive Developmental Theory) ของ Jean Piaget (นักจิตวิทยา) ได้แบ่งขั้นพัฒนาการทางสติปัญญาออกเป็น 4 ขั้น ซึ่งในเด็กวัย 0-2 ปี อยู่ในขั้นแรกที่เรียกว่า “ขั้นใช้ประสาทสัมผัสและกล้ามเนื้อ (The Sensorimotor Stage)”
ในขั้นนี้ เด็กเรียนรู้โลกผ่านการเคลื่อนไหวร่างกายอย่างง่าย ได้แก่ ดูด จับ ดู และมอง ผนวกกับการใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้า ได้แก่ การมองเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น การรับรส และการสัมผัสทางกาย
ดังนั้น หากเราได้พาเด็กๆ ออกไปเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง นั้นย่อมเป็นผลดีกับเขามากกว่าการเรียนรู้ผ่านสื่อการสอนหรือผ่านหน้าจอ
ที่สำคัญพัฒนาการทางภาษาของเด็กวัยนี้จะเกิดขึ้นได้ดี หากมีคนมาพูดคุยกับเขา และรับฟังเขา ทั้งภาษาพูดและภาษากายของเขา (แม้ว่าเด็กยังไม่พูด แต่เขาพยายามสื่อสารกับเราเสมอ)
***ไม่ควรให้หน้าจอกับเด็กวัยนี้เด็ดขาด เพราะนั่นคือการสื่อสารทางเดียว ไม่ใช่สองทาง เด็กรับสาร แต่ไม่เรียนรู้ที่จะสื่อสาร และเข้าใจสารนั้น เรียกง่ายๆ ว่า เด็กจะรับสารเข้ามา โดยไม่ผ่านการกรองหรือเข้าใจใดๆ ดังนั้นเด็กบางคนที่ดูหน้าจอเป็นระยะเวลายาวนานอาจจะใช้การเลียนแบบสิ่งที่เขาดู ทำให้เด็กพูดเป็นภาษาอังกฤษ เพลงภาษาต่างประเทศ หรือ ภาษาการ์ตูน การพูดที่ไม่มีความหมายแบบนี้ไม่ใช่การสื่อสาร เพราะเด็กไม่สามารถบอกความต้องการ บอกปฏิเสธ หรือ บอกเล่าสิ่งที่ตนต้องการจะสื่อสารได้
ดังนั้นการให้เด็กวัยนี้นั่งนิ่งๆ ผ่านการดูหน้าจอ อาจจะส่งผลต่อให้เด็กมีพัฒนาการที่ล่าช้ากว่าปกติ เพราะแม้หน้าจอจะทำให้เด็กนิ่งได้ แต่อย่าลืมว่าภาพที่ปรากฎบนหน้าจอต่อเวลาหนึ่งวินาทีนั้นมีจำนวนหลายภาพเปลี่ยนไปเรื่อยๆ อย่างรวดเร็ว ไม่ใช่ภาพนิ่งอย่างที่เราเข้าใจ ดังนั้นการดูหน้าจอระยะเวลานานส่งผลต่อสมาธิของเด็กได้โดยตรง
***หากลูกหลานของเรามีอาการพูดภาษาการ์ตูนหรือสื่อสารบอกความต้องการ/ปฏิเสธไม่ได้ ไม่มองหน้าสบตา ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ตามวัย และบางกรณีเมื่อเราหยุดหน้าจอ เด็กระเบิดอารมณ์รุนแรง เราควรปรึกษาคุณหมอพัฒนาการ/กุมารแพทย์ และรับการฝึกฝนปรับพฤติกรรมโดยนักกิจกรรมบำบัดหรือนักจิตวิทยาโดยเร็วที่สุด ก่อนจะเกิดความเสียหายระยะยาว
**********
กิจกรรมที่ควรทำแทนการดูหน้าจอ
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1001758650616889&set=a.199391690853593
**********
ก่อนจะมอบหน้าจอให้กับลูก พ่อแม่และผู้ใหญ่ควรตระหนักอยู่เสมอว่า ลูกเราไม่ได้มีปัญหาเหล่านี้
(1) พัฒนาการที่ล่าช้า เช่น กล้ามเนื้อมัดเล็ก-ใหญ่ทำงานได้ไม่ตรงตามวัย มีปัญหาด้านภาษาและการสื่อสาร การคิดแก้ปัญหาที่ไม่ตรงตามวัย
(2) มีปัญหาด้านอารมณ์และพฤติกรรมรุนแรง เช่น ไม่สามารถจัดการอารมณ์ได้เหมาะสม ทำผิดกฎ 3 ข้ออยู่เสมอ (ทำร้ายตัวเอง ทำร้ายผู้อื่น ทำลายข้าวของ)
(3) มีปัญหาโรคออทิสติก โรคสมาธิสั้น (ADHD และ ADD) และโรคติกส์ (Tics)
(4) ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ตามวัย หรือ รับผิดชอบงานที่ได้รับมอบหมายได้
(5) ไม่มีใครอยู่ดูแลและคอยให้คำแนะนำกับลูกในการใช้หน้าจอได้
(6) มีปัญหาทางสายตา เช่น สายตาสั้น
ตาขี้เกียจ (Amblyopia หรือ Lazy Eye)
หากลูกหรือพ่อแม่ยังประสบปัญหาเหล่านี้ เราควรชะลอเวลาในการมอบหน้าจอให้กับเขาลง เพื่อให้เด็กๆ สามารถพัฒนาและเติมเต็มในส่วนที่เขายังต้องการความช่วยเหลืออยู่
**********
“การดูหน้าจอ"
การกำหนดขอบเขตที่ชัดเจนตั้งแต่แรก
ง่ายกว่าการไปห้ามหรือลดปริมาณลงภายหลัง
“ทำข้อตกลงร่วมกับลูก”
ก่อนจะมอบเทคโนโลยีให้กับลูกที่อยู่ในวัยดูหน้าจอได้แล้ว พ่อแม่และผู้ใหญ่ควรกำหนดข้อตกลงร่วมกับลูกให้ชัดเจน เพราะการมาลดปริมาณและห้ามทีหลังนั้นทำได้ยากมาก
ตัวอย่างข้อตกลงร่วมกัน (อันนี้เป็นตัวอย่างของบ้านที่ลูกอายุ 9 ปี แต่ละบ้านสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสม)
(1) ลูกต้องดูแลตัวเองได้ เช่น ตื่นนอน กินข้าว อาบน้ำ แปรงฟัน เตรียมตัวไปโรงเรียน ออกกำลังกาย
(2) ลูกต้องดูแลการบ้านหรืองานบ้านที่ได้รับมอบหมายได้
(3) ลูกสามารถดูหน้าจอได้วันละ 30 นาทีในวันจันทร์-พฤหัสบดี หลังทำกิจวัตร การบ้านและงานบ้านเสร็จแล้ว หรือ ในช่วงเวลา 19.00-19.30 ส่วนวันศุกร์เป็นเวลา Movie Time พ่อแม่และลูกจะผลัดกันเลือกหนังมาดูด้วยกัน
(4) ลูกสามารถดูหน้าจอได้ 1ชั่วโมงในวันเสาร์-อาทิตย์ หลังจากทำการบ้านและงานบ้านเสร็จแล้ว หรือ ในช่วงเวลา .........
(5) หากลูกไม่สามารถดูแลตัวเองได้ และไม่สามารถรับผิดชอบการบ้านและงานที่ได้รับมอบหมายได้ พ่อแม่มีความจำเป็นต้องงดหน้าจอลูก จนกว่าลูกจะสามารถรับผิดชอบได้
(6) หากลูกทำผิดกฎ 3 ข้อ ได้แก่ ทำร้ายผู้อื่น ทำร้ายตัวเอง และทำลายข้าวของ พ่อแม่มีความจำเป็นต้องงดหน้าลูกทันที และลูกจะได้คืนเมื่อพ่อแม่เห็นว่า ลูกสามารถทำตามกติกาได้
(7) เวลากินข้าว เวลาก่อนนอน และเวลาที่เราเล่นบอร์ดเกม พ่อแม่และลูกจะงดใช้หน้าจอร่วมกัน
**********
สุดท้าย เทคโนโลยีไม่สามารถทดแทน “เวลาคุณภาพระหว่างพ่อแม่ลูก” ได้ โดยเฉพาะเด็กปฐมวัย (0-6 ปี)
เด็กทุกคนต้องการเวลาคุณภาพจากพ่อแม่ ไม่ใช่พี่เลี้ยงหน้าจอ เด็กทุกคนต้องการสัมผัสรักจากพ่อแม่ของพวกเขา ทั้งรสายตาจากพ่อแม่ที่มองมาที่เขา มือของพ่อแม่ที่พร้อมจะกอดพวกเขาด้วยรัก และการใช้เวลาร่วมกัน โดยไม่มีหน้าจอหรือสิ่งใดมาแย่งความสนใจของพ่อแม่จากพวกเขาไป
ด้วยรักจากใจ
เม
เพจตามใจนักจิตวิทยา
อ้างอิง
Piaget, J. (1964). Part I: Cognitive development in children: Piaget development and learning. Journal of research in science teaching, 2(3), 176-186.

AAP.org. (n.d.). Retrieved May 8, 2024, from https://www.aap.org/en-us/Pages/Default.aspx

08/05/2024

ที่อยู่

ถ. พหลโยธิน
Nakhon Sawan
60000

เวลาทำการ

จันทร์ 08:00 - 16:00
อังคาร 08:00 - 16:00
พุธ 08:00 - 16:00
พฤหัสบดี 08:00 - 16:00
ศุกร์ 08:00 - 16:00

เบอร์โทรศัพท์

+6656255730

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ คลินิกสุขภาพเด็กดี รพ.ส่งเสริมสุขภาพ ศูนย์อนามัยที่ 3 นครสวรรค์ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์

ประเภท