09/11/2017
ถ้าตรวจพบว่าเป็นตับแข็ง ก็ควรปฏิบัติตัวดังนี้
- ติดต่อรักษากับแพทย์เป็นประจำ อาจต้องตรวจเลือดดูการเปลี่ยนแปลงของโรคเป็นระยะๆ
- ห้ามดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยเด็ดขาด เพื่อป้องกันไม่ให้เซลล์ตับส่วนที่ยังดีอยู่ถูกทำลายมากขึ้น
- กินอาหารพวกแป้งและของหวาน ผัก ผลไม้ และอาหารพวกโปรตีนเป็นประจำ ยกเว้นในระยะท้ายของโรคที่มีอาการทางสมองร่วมด้วย จำเป็นต้องลดปริมาณโปรตีนลง (เนื่องเพราะโปรตีนจะสลายเป็นสารแอมโมเนียที่มีผลต่อสมอง)
- ถ้ามีอาการบวมหรือท้องมาน ควรงดอาหารเค็มและห้ามดื่มน้ำเกินวันละ 2 ขวดกลมใหญ่ หรือ 5 แก้ว (1,500 มิลลิลิตร)
- อย่าซื้อยากินเอง เพราะอาจมีพิษต่อตับมากขึ้น
- หลีกเลี่ยงการกินหอยแมลงภู่และหอยนางรมอย่างดิบๆ เนื่องเพราะอาจทำให้ติดเชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อว่าวิบริโอวาลนิฟิคัส (Vibrio vulnificus) จนกลายเป็นโรคติดเชื้อร้ายแรงถึงขั้นเชื้อเข้ากระแสเลือด หรือโลหิตเป็นพิษ เป็นอันตรายได้
♦ การรักษา
แพทย์จะให้การรักษาตามความรุนแรงของโรค
ถ้าเป็นตับแข็งระยะแรกเริ่ม มักจะให้การรักษาตามอาการ ให้วิตามินรวมและกรดโฟลิกเสริมบำรุง ข้อสำคัญคือ กำชับให้ผู้ป่วยงดดื่มสุราโดยเด็ดขาด
ถ้ามีอาการเท้าบวมหรือท้องมาน ก็จะให้ยาขับปัสสาวะ เช่น สไปโนโรแล็กโทน (spinorolactone) กินเป็นประจำ
ในรายที่มีภาวะแทรกซ้อน เช่น อาเจียนเป็นเลือด เนื่องจากหลอดเลือดขอดที่หลอดอาหารปริแตก ก็จะให้เลือดและทำการห้ามเลือด
บางรายแพทย์อาจพิจารณาทำการผ่าตัดปลูกถ่ายตับซึ่งช่วยให้สามารถมีชีวิตยืนยาวได้ แต่ยังเป็นวิธีรักษาที่ยุ่งยาก ราคาแพง และหาตับที่มีผู้บริจาคได้ค่อนข้างน้อย
♦ ภาวะแทรกซ้อน
ผู้ป่วยตับแข็งมักมีภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ ทำให้เป็นโรคติดเชื้อได้ง่าย เช่น ปอดอักเสบ วัณโรคปอด
ในระยะท้ายของโรค ผู้ป่วยมักมีหลอดเลือดขอดที่หลอดอาหาร ซึ่งมีโอกาสปริแตก อาเจียนเป็นเลือดรุนแรง อาจถึงช็อกและเสียชีวิตได้ นอกจากนี้มักเกิดภาวะตับวาย (ตับทำงานไม่ได้) ทำให้มีอาการทางสมอง เช่น ซึม เพ้อ หมดสติ
นอกจากนี้ ยังพบว่ามีโอกาสเป็นมะเร็งตับสูงกว่าคนปกติ
♦ การดำเนินโรค
โรคนี้ถ้าเป็นระยะแรกเริ่มและปฏิบัติตัวได้เหมาะสม (ไม่ดื่มสุราอย่างเด็ดขาด) จะสามารถมีชีวิตได้นานเกิน 5-10 ปีขึ้นไป
แต่ถ้าปล่อยให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น ท้องมาน อาเจียนเป็นเลือด ก็อาจอยู่ได้ 2-5 ปี (ประ-มาณ 1 ใน 3 ของผู้ป่วยอาจอยู่ได้เกิน 5 ปี)
♦ การป้องกัน
1. หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก และถ้าตรวจพบว่าเป็นพาหะของเชื้อไวรัสตับอักเสบบีหรือซี ควรงดดื่มโดยเด็ดขาด
2. ฉีดวัคซีนป้องกันตับอักเสบจากไวรัสบี ซึ่งนิยมฉีดตั้งแต่แรกเกิด
3. ระมัดระวังการใช้ยาที่อาจมีพิษต่อตับ
♦ ความชุก
โรคนี้พบบ่อยในผู้ที่ดื่มสุราจัด และผู้ที่มีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีหรือซีแบบเรื้อรัง มักพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง