สุขภาพดีสร้างได้

  • Home
  • สุขภาพดีสร้างได้

สุขภาพดีสร้างได้ Contact information, map and directions, contact form, opening hours, services, ratings, photos, videos and announcements from สุขภาพดีสร้างได้, Medical and health, .

ตาแห้ง คือ อาการของดวงตาที่มีปริมาณน้ำตามาหล่อเลี้ยงให้เกิดความชุ่มชื้นกับดวงตาและเคลือบกระจกตาดำไม่เพียงพอ ซึ่งพบในผู้ป...
19/02/2021

ตาแห้ง คือ อาการของดวงตาที่มีปริมาณน้ำตามาหล่อเลี้ยงให้เกิดความชุ่มชื้นกับดวงตาและเคลือบ
กระจกตาดำไม่เพียงพอ ซึ่งพบในผู้ป่วยทุกเพศทุกวัย แต่จะพบบ่อยมากในผู้หญิงวัยหลังหมดประจำเดือน

โดยปกติน้ำตาถูกสร้างจากต่อมน้ำตา 2 กลุ่ม ได้แก่
1. ต่อมน้ำตาที่เป็นเซลล์เล็กๆ ซึ่งฝังตัวอยู่บริเวณเยื่อเมือกที่คลุมตาขาวและด้านในของเปลือกตา มีหน้าที่ผลิตน้ำตาออกมาหล่อลื่นตาตลอดทั้งวันในภาวะปกติ เรียกว่า Basic Tear Secretion
2. ต่อมน้ำตาใหญ่ อยู่ใต้โพรงกระดูกเบ้าตาบริเวรหางคิ้วมีหน้าที่ผลิตน้ำตาออกมาเฉพาะเวลาที่มีอารมณ์ต่างๆ เช่น อาการเจ็บปวด ระคายเคืองตา ดีใจ เสียใจ เรียกว่า Reflex Tearing

สาเหตุของโรคตาแห้ง
- ส่วนใหญ่ไม่พบสาเหตุที่ชัดเจน แต่มักพบในผู้หญิงที่มีอายุมากขึ้น ซึ่งการสร้างน้ำตาจะค่อยๆลดลงเอง โดยเฉพาะในวัยหลังหมดประจำเดือน เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงระดับฮอร์โมนในร่างกาย และจะพบในผู้ป่วยที่เป็นโรค Sjogren’s Syndrome ซึ่งมีอาการตาแห้งร่วมกับข้ออักเสบและปากแห้ง

- ยาบางชนิดอาจทำให้กระบวนการสร้างน้ำตาลดลง เช่น ยากลุ่มแอนตี้ฮิสตามีน ใช้รักษาหวัดและภูมิแพ้ ยากล่อมประสาท ยาทางจิตเวช ยาลดความดันโลหิตสูงในกลุ่มที่ออกฤทธิ์โดยการขับปัสสาวะ เป็นต้น หากมีความจำเป็นต้องใช้ยาสามารถใช้ต่อไปได้ แต่ต้องรักษาอาการตาแห้งร่วมไปด้วย

- ผู้ป่วยที่มีเยื่อบุตาอักเสบรุนแรงจากการติดเชื้อ หรือจากการแพ้ยาที่เรียกว่า Stevens-Johnson Syndrome การอักเสบที่รุนแรงและเรื้อรัง อาจไปทำลายต่อมสร้างน้ำตาเล็กๆ ที่เยื่อบุตาขาว ทำให้ผู้ป่วยเกิดตาแห้งชนิดรุนแรงได้

- การใช้คอนแทคเลนส์ทำให้ตาแห้งได้ เนื่องจาก คอนแทคเลนส์จะดึงน้ำที่ตาเพื่อทำให้ตัวคอนแทคเลนส์เองสามารถคงความใสอยู่ได้
- การใช้สายตาเป็นเวลานาน เช่น อ่านหนังสือ ดูโทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ(สมาร์ทโฟน) แท็บเล็ต เป็นต้น

- การนอนพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือ หลับไม่สนิท ทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย ส่งผลให้การสร้างน้ำตาลดลงได้

- สิ่งแวดล้อมมีผลทำให้ตาแห้งได้ เช่น เจอสภาพอากาศแห้ง มีความชื่นในอากาศน้อย, อยู่ในห้องแอร์มีอุณหภูมิเย็นแห้ง, ปะทะลมหรือแสงแดดเป็นประจำ เป็นต้น จะทำให้น้ำตาระเหยได้ง่าย

จักษุแพทย์จะวินิจฉัย “โรคตาแห้ง” โดยการซักประวัติ และในบางครั้งอาจใช้วิธีทดสอบโดยการวัดปริมาณน้ำตา ที่เรียกว่า Schrimer’s Test โดยการให้ผู้ป่วยหลับตา แล้วใช้แถบกระดาษกรองมาตรฐาน สอดไว้ที่ซอกเปลือกตาด้านล่างค่อนไปทางหางตา ใช้เวลา 5 นาที แล้วเริ่มวัดระยะความเปียกของกระดาษจากขอบตาออกมาบันทึกไว้ ซึ่งหากปริมาณน้ำตาเป็นปกติจะวัดแถบน้ำตาที่เปียกได้ 10 มิลลิเมตร ขึ้นไป

อาการของโรคตาแห้ง
ตาจะรู้สึกฝืด เคือง ระคาย คล้ายมีเศษผงเข้าตา แสบร้อน บางรายมีขี้ตาเป็นเมือกเหนียวยืดเป็นเส้น เพราะน้ำตามีส่วนประกอบของน้ำเมือกและน้ำมัน เมื่อโดนแดดและลม น้ำจะถูกระเหยไป จึงทำให้เมือกข้นมากขึ้น ผู้ป่วยจึงมีขี้ตาซึ่งมีลักษณะเป็นเมือกสีขาว หรือสีเหลืองนวลมากกว่าปกติ ผู้ปวยที่ใส่คอนแทคเลนส์อยู่ ถ้ามีอาการตาแห้ง จะทำให้ระคายเคืองเพิ่มมากขึ้น

บางครั้งผู้ป่วยจะมีอาการน้ำตาไหล สาเหตุเนื่องจากน้ำตาปกติลดน้อยลง มีอาการระคายเคือง ทำให้ต่อมน้ำตาใหญ่ (Reflex Tear) บีบน้ำตาออกมามากจนไหลล้น เมื่ออาการแสบตาลดลงน้ำตาก็จะหยุดไหล จนน้ำตาเริ่มแห้งถึงระดับที่ทำให้เกิดอาการระคายเคืองตาอีก น้ำตาก็จะไหลออกมามาก สลับกันไปเช่นนี้เป็นระยะ


วิธีการดูแลรักษาโรคตาแห้ง
มีหลายวิธีที่สามารถปฏิบัติด้วยตัวเองได้ง่ายๆ รวมถึงการพบจักษุแพทย์เป็นประจำ
1. ลดการระเหยของน้ำตาให้น้อยลง ซึ่งเป็นวิธีที่ง่ายและได้ผลดี คือหลีกเลี่ยงการปะทะโดยตรงกับแสงแดดและลม สวมแว่นกันแดดเมื่ออยู่กลางแจ้ง ไม่นั่งในที่ที่มีลมพัดหรือลมแอร์เป่าใส่ดวงตา

2. กระพริบตาถี่ ๆ
ในภาวะปกติคนเราจะกระพริบตานาทีละ 20-22 ครั้ง ทุกครั้งที่กระพริบตา เปลือกตาจะรีดผิว
น้ำตาให้มาฉาบผิวกระจกตา แต่ถ้าในขณะที่จ้องหรือเพ่ง ตาจะลืมค้างไว้นานกว่าปกติ ทำให้กระพริบตา
เพียง 8-10 ครั้ง น้ำตาก็จะระเหยออกไปมาก ทำให้ตาแห้งเพิ่มขึ้น จึงควรพักสายตาโดยการหลับตา กระพริบตา ทุกๆ 10 - 15 นาที หรือลุกขึ้นเปลี่ยนอิริยาบถ ประมาณ 2-3 นาที ในทุกครึ่งชั่วโมง

3. ใช้กรอบแว่นตาชนิดพิเศษ
สำหรับผู้ที่ตาแห้งมาก อาจใช้กรอบแว่นชนิดพิเศษที่มีแผ่นคลุมปิดกันลมด้านข้างของแว่นตา แว่นชนิดนี้จะช่วยครอบทั้งดวงตาและป้องกันลม หรือจะใช้แผ่นซิลิโคนชนิดพิเศษที่มีลักษณะบางใส
และนุ่ม นำมาตัดให้เข้ารูปและติดเข้ากับด้านข้างของกรอบแว่นตาคู่เดิม ซึ่งเรียกว่า Moist Chamber

4. ใส่คอนแทคเลนส์ให้น้อยลง หากพบว่าตาแห้งมากควรงดใส่คอนแทคเลนส์

5. นอนพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อให้ร่างการสามารถผลิตน้ำตาได้เต็มที่

6. ใช้น้ำตาเทียม
- น้ำตาเทียมคือยาหยอดตาที่ใช้เพื่อหล่อลื่นและให้ความชุ่มชื้นกับผู้ที่ตาแห้ง
น้ำตาเทียม มี 2 ชนิด คือ
- น้ำตาเทียมชนิดน้ำ เหมาะที่จะใช้ในเวลากลางวัน เพราะไม่เหนียวเหนอะหนะและไม่ทำให้ตามัว แต่ต้องหยอดตาบ่อย
- น้ำตาเทียมชนิดเจลและขี้ผึ้ง มีลักษณะเหนียวหนืด หล่อลื่นและคงความชุ่มชื้นได้นานกว่าชนิดน้ำ แต่จะทำให้ตามัวชั่วขณะหลังป้ายยา จึงควรใช้ป้ายตาแต่น้อยและควรใช้ก่อนเข้านอน
การรักษาด้วยวิธีใช้น้ำตาเทียม เวลาในการหยอดตาจะขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการตาแห้ง หากวันใดไม่ถูกแสงแดดหรือลม และรู้สึกสบายตาก็ไม่จำเป็นต้องหยอด แต่ถ้ารู้สึกเคืองตามาก ก็สามารถหยอดบ่อยๆได้ตามต้องการ

ข้อควรระวังในการใช้น้ำตาเทียม
ผู้ป่วยที่ตาแห้งน้อย หยอดตาไม่เกินวันละ 4-5 ครั้ง สามารถใช้ยาหยอดตาชนิดขวดที่มีสารกันบูดได้ แต่กรณีผู้ป่วยที่ตาแห้งมาก และหยอดตามากกว่าวันละ 6 ครั้ง จักษุแพทย์จะสั่งน้ำตาเทียมชนิดพิเศษที่ไม่มีสารกันบูด (Preservative-Free Tear) ให้ใช้แทน ซึ่งมีข้อจำกัดก็คือ ยาจะบรรจุในหลอดเล็กเมื่อเปิดใช้แล้วต้องใช้ให้หมดภายใน 12 - 16 ชั่วโมง หากใช้นานกว่านี้อาจเกิดการปนเปื้อนของเชื้อโรคได้

7. อุดรูระบายน้ำตา
สำหรับผู้ที่มีอาการตาแห้งอย่างรุนแรง จักษุแพทย์จะใช้วิธีอุดรูระบายน้ำตาเพื่อขังน้ำตาที่มีอยู่ให้หล่อเลี้ยงตาอยู่ได้นานๆ ไม่ปล่อยให้ไหลทิ้งไป เหมือนกับการสร้างเขื่อนกั้นน้ำเพื่อเก็บกักน้ำไว้ใช้

การอุดรูระบายน้ำตา มี 2 แบบ คือ แบบชั่วคราว และ แบบถาวร สำหรับการอุดแบบชั่วคราว จักษุแพทย์จะสอดคอลลาเจนขนาดเล็กเข้าไปในรูท่อน้ำตา ซึ่งจะช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกสบายตาขึ้น โดยคอลลาเจนจะสลายไปเอง ภายใน 3 สัปดาห์ สำหรับผู้ป่วยที่มีน้ำตาแห้งมาก จักษุแพทย์จะอุดรูระบายน้ำตาแบบถาวรให้ ทั้งนี้ จะใช้แบบใดนั้น ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย

🎗ด้วยความปรารถนาดีจาก"ดีคอนแทค"
ป้องกันโรคตา ฟื้นฟูได้ตรงจุด ด้วยดีคอนแทค

ติดต่อเพื่อสอบถามและรับคำปรึกษา
☎ 095-2344214 คุณนุ่น สิรินันท์
ID Line :

⬇️คลิกเพื่อแอดไลน์ เพื่อรับข้อมูลสาระน่ารู้
http://line.me/ti/p/

😀เพราะดวงตา คือ หน้าต่างในการหาเงิน😉เพราะดวงตาสำคัญมากๆๆๆต่อการดำรงชีวิตครับ😓ถ้าไม่มีดวงตาหรือใช้การไม่ได้เหมือนเดิมแย่เ...
02/02/2021

😀เพราะดวงตา คือ หน้าต่างในการหาเงิน
😉เพราะดวงตาสำคัญมากๆๆๆต่อการดำรงชีวิตครับ
😓ถ้าไม่มีดวงตาหรือใช้การไม่ได้เหมือนเดิมแย่เลย
👉หากคุณเป็นคนหนึ่งที่เจอปัญหา "เกี่ยวกับดวงตา"
🧐อย่ามัวรอ วันโน้น วันนี้..ดี-คอนแทค ช่วยได้จริง
🤢อย่าปล่อยให้ดวงตามืดมิดแล้วค่อยหาทางแก้ไข
📣อยากแชร์ให้ทุกท่านเริ่มก้าวแรกกันครับ

🤩ขอยืนยันอีก 1 เสียง ดี-คอนแทค ของเค้าดีจริงๆ
🤑ดี-คอนแทค ขายดี จนผลิตแทบไม่ทัน
😘ดี-คอนแทค คุ้มค่าในกล่องเดียว
👍ผลตอบรับดีดีมาจากลูกค้ามากมาย รีวิวเพียบ
🤓หันมาดูแลดวงตาคู่สวยของคุณ บอกลาพี่แว่นกันนะครับ

สั่งซื้อสินค้า สอบถาม ปรึกษา ยินดีบริการ
🤗ทางบริษัทมีโปรโมชั่นครับ
🤩ขออนุญาตส่งรายละเอียดให้ในแชท
☻เพื่อป้องกันมิจฉาชีพแอบอ้างครับ

🎗ด้วยความปรารถนาดีจาก"ดีคอนแทค"
ป้องกันโรคตา ฟื้นฟูได้ตรงจุด ด้วยดีคอนแทค

ติดต่อเพื่อสอบถามและรับคำปรึกษา
☎ 095-2344214 คุณนุ่น สิรินันท์
086-3845299 คุณประยงค์
ID Line :

แอดไลน์ร้านค้าไว้ด้วยนะครับ จะได้ไม่พลาดข้อมูลข่าวและโปรชั่นต่างๆ หลังจากกดแอดไลน์มาแล้วอย่าลืมส่งสติ้กเกอร์ทักทายมาด้วยนะครับ👇
⬇️คลิกเพื่อแอดไลน์ เพื่อรับข้อมูลสาระน่ารู้
http://line.me/ti/p/

คลิ๊กเว็ปไซด์ศึกษาข้อมูลและประสบการณ์ผู้ใช้
https://bit.ly/2XT0r2d

สุดยอดอาหาร ดูแลสุขภาพดวงตาให้แข็งแรง สดใสไปอีกนานสุขภาพตาดีได้ด้วยอาหารดีมีประโยชน์ดวงตา ก็เป็นอวัยวะหนึ่งที่ต้องการการ...
30/01/2021

สุดยอดอาหาร ดูแลสุขภาพดวงตาให้แข็งแรง สดใสไปอีกนาน

สุขภาพตาดีได้ด้วยอาหารดีมีประโยชน์
ดวงตา ก็เป็นอวัยวะหนึ่งที่ต้องการการดูแลเอาใจใส่เช่นเดียวกับอวัยวะอื่นๆของร่างกาย การทานอาหารที่ดีมีประโยชน์จากธรรมชาติช่วยให้คุณมีสุขภาพตาที่แข็งแรง และมีดวงตาที่สดใสไปอีกนาน

1.ผลแอปริคอท ผลแอปริคอทมันหวาน แคนตาลูป และน้ำเต้านั้น อุดมไปด้วยเบต้าแคโรทีนที่เป็นตัวช่วยชะลอการเสื่อมถอยของเลนส์ตา ช่วยบำรุงสายตา และช่วยในการป้องกันการเกิดโรคต้อกระจก

2.โกจิเบอร์รี่ (เก๋ากี้) ผลวิจัยในต่างประเทศพบว่า อุดมด้วยแคโรทีนอยด์ และซีเอแซนทีน ช่วยเรื่องการมองเห็น หรือสายตา เพิ่มความสามารถในการมองเห็น รักษาโรคตาบอดกลางคืน โดยเพิ่มประสิทธิภาพการรับภาพ และป้องกันแสง โดยเฉพาะแสงสีน้ำเงิน และสีฟ้า ทำให้ดวงตาเสื่อมช้าลง มักถูกแปรรูปเป็นเครื่องดื่มน้ำผลไม้ ต้มเพื่อดื่มน้ำ และใช้ในเชิงสมุนไพรสำหรับประกอบอาหารด้วย

3.เสาวรส ผลไม้เปรี้ยวอมหวานมีวิตามินเอสูงมาก ทำให้การมองเห็นชัดเจน นอกจากนั้น ยังพบว่ามีวิตามินซีมากกว่ามะนาว จึงช่วยสร้างภูมิคุ้มกันโรคได้

4.ผลไม้ตระกูลส้ม วิตามินซีที่พบได้ในผักและผล เช่น ส้ม มะเขือเทศ และพริกหวานนั้น สามารถช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดต้อกระจก อีกทั้งช่วยในการไหลเวียนเลือดในดวงตา วิตามินซีในส้มยังสามารถช่วยป้องกันโรคหวัดและนอกจากนี้กากของส้มยังช่วยในเรื่องการขับถ่ายอีกด้วย

5.ผักเคล/กะหล่ำปลีชนิดสีเขียวเข้ม เคล กะหล่ำปลีชนิดสีเขียวเข้ม ผักขม หัวผักกาดเขียวและบล็อคโครี่นั้น มีคุณประโยชน์คือให้วิตามินเอสูง ช่วยบำรุงสายตาให้มีประกายที่สดใส มีเบต้าแคโรทีน และยังช่วยต้านการเกิดโรคมะเร็ง มีแคลเซียม วิตามินซี และเส้นใยอาหารสามารถป้องกันโลหิตจางได้อีกด้วย

6.ถั่วสีน้ำตาลแดง ถั่วสีน้ำตาลแดง นั้นเพรียบพร้อมไปด้วยธาตุสังกะสีที่ดีต่อสายตา อีกทั้งวิตามินเอก็เป็นส่วนช่วยปกป้องเยื่อชั้นในของลูกตา

7.ปลาแซลมอน เนื้อปลาแซลมอนนั้นมีกรดไขมันโอเมก้า 3 และ DHA ที่สามารถช่วยปกป้องจากโรคภัยไข้เจ็บ อีกทั้งโปรตีนในเนื้อปลายังช่วยในเรื่องของโรคตา และยังสามารถช่วยลดอาการตาแห้งได้อีกด้วย

8.มันเทศ มันเทศเป็นแหล่งเบต้าแคโรทีนชั้นดีที่ช่วยบำรุงสายตา เสริมสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกาย อีกทั้งยังมีสารต้านมะเร็งที่สูง ราคาไม่แพงและหาซื้อได้ง่ายมากๆ

9.ผักคะน้า คะน้ามีลูทีน และ ซีแซนทีน ที่ช่วยบำรุงสายตาสูง รับประทานเป็นประจำจะช่วยลดอาการเสี่ยงของการเกิด โรคต้อกระจก ได้ถึง 20 % โรคกระจกตาเสื่อม (AMD) มะเร็งเต้านมและโรคหลอดเลือดหัวใจอีกด้วย

10.ผักบุ้ง ผักบุ้งแก้ตาฟาง ลดอาการปวดกระบอกตาในกรณีที่ใช้สายตาเป็นเวลานาน และช่วยบรรเทาอาการตาแห้ง

11.ฟักทอง ฟักทองช่วยในการมองเห็น ป้องกันเยื่อบุตาแห้ง และกระจกตาเป็นแผล

12.ผักตำลึง มีเบต้าแคโรทีน และแคโรนอยด์ แก้โรคตามัวตอนกลางคืน

🎗ด้วยความปรารถนาดีจาก"ดีคอนแทค"
ป้องกันโรคตา ฟื้นฟูได้ตรงจุด ด้วยดีคอนแทค

ติดต่อเพื่อสอบถามและรับคำปรึกษา
☎ 095-2344214
ID Line :

⬇️คลิกเพื่อแอดไลน์ เพื่อรับข้อมูลสาระน่ารู้
http://line.me/ti/p/

ศ.นพ. ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา | หมอดื้อสุขภาพหรรษากินดิบ…แซ่บแล้วตาย เลิกได้มั้ย?
14/09/2020

ศ.นพ. ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา | หมอดื้อ
สุขภาพหรรษา
กินดิบ…แซ่บแล้วตาย เลิกได้มั้ย?

อาหารเสริม และ วิตามิน กินเวลาไหนดีที่สุดอาหารเสริม และ วิตามิน กินเวลาไหนดีที่สุด จริงๆ แล้ว ทานเมื่อไรก็ได้ ก่อนอาหาร ...
08/08/2020

อาหารเสริม และ วิตามิน กินเวลาไหนดีที่สุด
อาหารเสริม และ วิตามิน กินเวลาไหนดีที่สุด จริงๆ แล้ว ทานเมื่อไรก็ได้ ก่อนอาหาร หลังอาหาร หรือพร้อมอาหารก็ได้ เพราะร่างกายจะเลือกเก็บทุกสิ่งที่ร่างกายต้องการ แต่ควรจะกินให้ตรงเวลาทุกวันเพื่อเป็นการสร้างนิสัยให้เราไม่ลืม แต่ช่วงเวลาที่ดีที่สุดก็ต้องขอแนะนำเป็น “ช่วงเช้า” เวลาเช้าเป็นเวลาที่ร่างกายตื่นตัวมากที่สุด และต้องการสารอาหารมากที่สุด การทาน อาหารเสริม และ วิตามิน จะได้ประโยชน์สูงสุดก็ควรเริ่มต้นที่มื้อเช้าเป็นหลัก

อาหารเสริม และ วิตามิน คืออะไร?
อาหารเสริม จัดเป็น ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสุขภาพ หรือ Dietary supplement products ซึ่งหมายถึง ผลิตภัณฑ์ที่ใช้รับประทานโดยตรง นอกเหนือจากการรับประทานอาหารหลัก ตามปกติมักจะอยู่ในลักษณะเป็นเม็ด แคปซูล ผง เกล็ด ของเหลว หรือลักษณะอื่น มีจุดมุ่งหมายสำหรับบุคคลทั่วไปที่มีสุขภาพปกติ (มิใช่สำหรับผู้ป่วย) เช่น น้ำมันปลาแคปซูล ใยอาหารอัดเม็ด ใยอาหารผงสำหรับชงหรือโรยอาหาร เป็นต้น

วิตามิน หรือไวตามิน คือสารอินทรีย์ที่จำเป็นสำหรับปฏิกิริยาเคมีในร่างกายวิตามินเป็นสารอาหาร ที่ไม่ให้พลังงานแก่ร่างกาย ร่างกายต้องการในปริมาณน้อยมาก แต่ขาดไม่ได้ ถ้าขาดจะทำให้ระบบอวัยวะต่างๆในร่างกายทำงานผิดปกติวิตามินบางตัวสังเคราะห์ ขึ้นได้เพียงพอในร่างกาย บางตัวก็สังเคราะห์ไม่ได้ หรือสังเคราะห์ได้ แต่ไม่พอจำเป็นต้องได้รับจากอาหาร

ผลิตภัณฑ์อาหารเสริม มีกี่ประเภท?
พอจะจัดกลุ่มของอาหารเสริมสุขภาพที่มีจำหน่ายในท้องตลาด หรือ จำหน่ายโดยตรงแก่ผู้ซื้อ โดยแบ่งตามคุณสมบัติ และประสิทธิภาพเด่นๆ ดังนี้ :-

1. อาหารบำรุงสุขภาพ จะเป็นพวกที่อวดอ้างสรรพคุณว่าเป็นอาหารบำรุงร่างกาย รับประทานแล้วมีสุขภาพดี ราคาค่อนข้างแพง อาทิเช่น รังนก โสม หูฉลาม ซุปไก่สกัด เป็นต้น
2. อาหารป้องกันและรักษาโรค ตัวอย่างเช่น น้ำมันดอกอิฟนิ่งพริมโรส (Evening primrose oil) น้ำมันปลา เลซิทิน นมผึ้ง สาหร่ายคลอเรลล่า
3. อาหารลดน้ำหนัก สำหรัยผู้เป็นโรคอ้วน อาหารประเภทนี้ จะเพิ่มประมาณ บริโภคแล้วอิ่ม ไม่ให้คุณค่าทางอาหาร ตัวอย่างเช่น ผลิตภัณฑ์จากบุก เมล็ดแมงลัก guagum
4. อาหารเสริมนักกีฬา มีสารอาหารที่ให้พลังงานอย่างรวดเร็ว อย่างเช่น เครื่องดื่มเกลือแร่ชนิดต่างๆ

ประโยชน์ และ โทษ ของอาหารเสริม
ปัจจุบันนี้พบว่ามี ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมบำรุงร่างกายออก วางจำหน่ายมากมาย อันจะพบได้ตามสื่อโฆษณาต่างๆ เช่น วิทยุ โทรทัศน์ และสื่อสิ่งพิมพ์ ซึ่งบางผลิตภัณฑ์มีการโฆษณาสรรพคุณเกินจริง เช่น ผลิตภัณฑ์ลดน้ำหนัก และ เสริมความงาม เมื่อใช้แล้วจะเห็นผลภายใน 1 สัปดาห์ หรืออาหารเสริมบำรุงสมอง เมื่อทานผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจะทำให้สมองมีความจำดี เป็นต้น และพบว่า ผลิตภัณฑ์อาหารเสริม แต่ละชนิดมีราคาแพงมากและประโยชน์ที่ได้จาก อาหารเสริม เหล่านี้ก็ยังไม่ชัดเจน มีมากหรือน้อยเพียงไร ดังนั้นผู้บริโภคจึงควรพิจารณาถึงคุณประโยชน์ของผลิตภัณฑ์เหล่านั้นด้วย

ประโยชน์ของอาหารเสริมมีอยู่ 3 ประการ
1. ช่วยให้ร่างกายได้รับโภชนาการที่เหมาะสม เนื่องจากทุกคนมีความต้องการที่เหมือนกัน คือ สุขภาพสมบูรณ์ปราศจากโรคภัย จึงมีการคิดค้น อาหารเสริม เพื่อช่วยเพิ่มในส่วนที่ร่างกายขาดไป
2. จะมีประโยชน์มากสำหรับผู้ที่มีปัญหาด้านสุขภาพ เพราะ อาหารเสริม จะเข้าไปเสริมในส่วนที่ร่างกายขาดได้ครบถ้วนเต็มที่
3. สามารถช่วยบรรเทาหรือรักษาโรคบางชนิดแทนยาแผนปัจจุบันได้ เช่น น้ำว่านหางจระเข้รักษาอาการโรคกระเพาะ น้ำมันตับปลาค็อด (cod liver oil) ช่วยบรรเทาอาการโรคไขข้ออักเสบ เป็นต้น นากจากนี้ยังพบว่ามีผลข้างเคียงน้อยกว่ายาแผนปัจจุบัน

ข้อเสียของอาหารเสริม
การกินอาหารเสริมมากเกินไป บางครั้งพบว่าทำให้เกิดโทษแก่ร่างกายและสูญเสียเงินโดยไม่จำเป็น ซึ่งมีรายงานการวิจัยพบว่า การรับประทานอาหารเสริมมากเกินไป อาจมีผลข้างเคียงต่อสุขภาพได้ เช่น วิงเวียน ปวดศรีษะ อุจจาระเป็นสีดำ ท้องผูก ท้องเสีย มีกลิ่นตัว และเหงื่อออกมาก

ปัจจัยการเลือกซื้อ อาหารเสริม และ วิตามิน
อาหารเสริม และ วิตามิน มีให้เลือกมากมายหลายยี่ห้อ การตัดสินใจซื้อไม่ควรดูที่ ราคาแพงอย่างเดียว แต่ควรมี อย. รับรอง จะได้ไม่เสียเงินโดยไม่ได้ประโยชน์เท่าที่ควร

อาหารเสริม และ วิตามิน ควรกินเวลาไหนดีที่สุด
การทาน อาหารเสริม และ วิตามิน จริงๆ แล้ว ทานเมื่อไรก็ได้ ก่อนอาหาร หลังอาหาร หรือพร้อมอาหารก็ได้ เพราะร่างกายจะเลือกเก็บทุกสิ่งที่ร่างกายต้องการ แต่ควรจะกินให้ตรงเวลาทุกวันเพื่อเป็นการสร้างนิสัยให้เราไม่ลืม แต่ช่วงเวลาที่ดีที่สุดก็ต้องขอแนะนำเป็น “ช่วงเช้า” เวลาเช้าเป็นเวลาที่ร่างกายตื่นตัวมากที่สุด และต้องการสารอาหารมากที่สุด การทาน อาหารเสริม และ วิตามิน จะได้ประโยชน์สูงสุดก็ควรเริ่มต้นที่มื้อเช้าเป็นหลัก เรามีข้อแนะนำให้การทาน อาหารเสริม และ วิตามิน ที่ถูกต้องมาฝาก

อาหาร เสริม และ วิตามิน ที่ละลายไขมัน ควรทานพร้อมอาหารที่มีไขมันด้วยเล็กน้อย เช่น วิตามิน A, D, E, K, CO-Q10, Fish oil, EPO, Lecithin ฯลฯ
อาหารเสริม และ วิตามิน ที่ละลายในน้ำ พวก C, B, วิตามินรวม เมล็ดองุ่น เปลือกสน ให้ทานก่อนอาหารหรือหลังอาหารก็ได้
อาหารเสริม พวกกรดอะมิโนต่างๆ ให้ทานขณะท้องว่าง ก่อนอาหาร 30 นาที ถึง 1 ชั่วโมง หรือหลังอาหาร ชั่วโมงครึ่งก็ได้
อาหารเสริม กลูต้าไธโอน ให้ทานตอนเช้าในขณะท้องว่างยิ่งดี หรือก่อนอาหาร 1 ชั่วโมง หรือก่อนนอนในขณะท้องว่าง
อาหารเสริม พวกวิตามินรวมผสมแร่ธาตุ ให้ทานหลังอาหารเช้า
อาหารเสริม พวกวิตามินอี ควรทานพร้อมอาหารที่มีไขมันเล็กน้อย แต่ห้ามทานพร้อมธาตุเหล็กเพราะไม่ถูกกัน
อาหารเสริม ประเภทแคลเซียม ควรทานพร้อมอาหาร หรืออาหารที่ทำมาจากนมได้ยิ่งดี
อาหารเสริม ธาตุเหล็ก ทานพร้อมน้ำผลไม้ที่มีวิตามินซีหรือน้ำส้ม แต่ห้ามกินกับชา กาแฟ
อาหารเสริม สังกะสี ให้ทานพร้อมอาหารที่มีโปรตีนสูง หากเป็นชนิดคีเลต ให้ทานขณะท้องว่าง
อาหารเสริม ประเภทน้ำมันอีฟนิ่ง ให้ทานพร้อมวิตามินอี และให้ทานพร้อมกับอาหารที่มีไขมันเล็กน้อย
อาหารเสริม Grape seed ทานเวลาไหนก็ได้
อาหารเสริม CO-Q10 ทานพร้อมอาหาร
อาหาร เสริม Lecithin ให้ทานอาหาร เลซิตินมีประโยชน์ต่อตับและประสาท แต่ถ้ากินมากเกินไปอาจเกิดอาการข้างเคียงเหงื่อแตก คลื่นไส้ ท้องอืดท้องเสีย กลิ่นตัว หัวใจเต้นผิดปกติ

เลือดกำเดาไหลในเด็ก สาเหตุเกิดจากอะไร หรืออาจจะเป็นสัญญาณเตือนบอกโรคของลูกก็ได้ค่ะ คุณพ่อคุณแม่อย่านิ่งนอนใจไปนะคะ วันนี...
04/03/2020

เลือดกำเดาไหลในเด็ก สาเหตุเกิดจากอะไร หรืออาจจะเป็นสัญญาณเตือนบอกโรคของลูกก็ได้ค่ะ คุณพ่อคุณแม่อย่านิ่งนอนใจไปนะคะ วันนี้กระปุกดอทคอมก็มีเกร็ดความรู้เรื่องเลือดกำเดาไหล พร้อมวิธีการดูแลเบื้องต้นจากนิตยสาร Mother & Care มาฝากกันด้วยค่ะ ส่วนเลือดกำเดาไหลจะเกิดจากสาเหตุอะไรบ้าง เราไปหาคำตอบกันเลย

เลือดกำเดาไหล คือการมีเลือดออกมาจากรูจมูก โพรงจมูก หรือหลังโพรงจมูก มักจะพบในเด็กช่วงอายุ 2-10 ขวบ เป็นอาการที่พบได้ในเด็กหรือแม้แต่ผู้ใหญ่ มาดูวิธีการรับมือกับเรื่องนี้สำหรับลูกน้อยกันค่ะ

สาเหตุ เลือดกำเดาไหลนั้นมีได้หลายสาเหตุได้แก่

🍀 เส้นเลือดฝอยในโพรงจมูกแตก เนื่องจากอากาศแห้ง ร้อนจัดหรือหนาวจัด

🍀 เกิดการกระทบกระเทือน เช่น ถูกเพื่อนวิ่งชน มีผนังกั้นจมูกผิดปกติ ผนังกั้นจมูกเกิดการอักเสบจากการติดเชื้อของทางเดินหายใจส่วนบนหรือโรคคนแพ้อากาศ

🍀 ร่างกายขาดวิตามินซี

🍀 ความผิดปกติของระบบร่างกาย เช่น ระบบการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ และโรคเลือดต่าง ๆ

วิธีรับมือ โดยทั่วไป เมื่อเด็กมีเลือดกำเดาไหล จะหยุดเองภายในไม่เกิน 5 นาที และสามารถช่วยเหลือเบื้องต้นได้โดย

🍀 ให้เด็กนั่งตัวตรงหายใจทางปาก และใช้กระดาษชำระม้วนเป็นแท่งเล็ก ๆ อุดในรูจมูก

🍀 หรือใช้นิ้วชี้และนิ้วหัวแม่มือบีบปีกจมูกทั้งสองข้างให้แน่น อาจวางผ้าเย็นหรือถุงน้ำแข็งบนดั้งจมูกด้วยก็ได้

🍀 หากเลือดออกไม่หยุดหรือออกมากผิดปกติ ควรพาลูกไปพบคุณหมอ เพื่อตรวจ และดูแลให้เหมาะสม

🍀 ไม่ควรให้ลูกเอนหลังแหงนหน้า เพราะอาจทำให้ลูกขย้อน สำลัก อาเจียน

นอกจากนี้ หากเลือดไหลไม่หยุด อาจต้องทำการห้ามเลือดโดยการจี้ด้วยสารเคมีหรือไฟฟ้า เพื่อหยุดเลือดกำเดาไหลทางด้านหน้า หรือใส่วัสดุห้ามเลือดในจมูก หรือผูกหลอดเลือดแดงเพื่อให้เลือดหยุด แล้วหาสาเหตุ เพื่อรักษาตามสาเหตุนั้น ๆ

อย่านิ่งนอนใจ

🍀 เลือดกำเดาไหลบ่อย ๆ เลือดออกเป็นจำนวนมาก

🍀 มีรอยช้ำจ้ำเขียว มีเลือดออกมากจากบาดแผลเพียงเล็ก ๆ น้อย ๆ

🍀 มีอาการเวียนศีรษะหรือหน้าซีดร่วม

สิ่งที่บอกถือเป็นข้อสังเกตง่าย ๆ ที่คุณแม่ควรพาลูกไปพบคุณหมอ เพื่อตรวจเช็กให้ละเอียดเกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้น เพราะอาจเป็นเรื่องอื่นที่นอกเหนือจากเรื่องเลือดกำเดาไหลได้ค่ะ

การป้องกัน

🍀 ไม่ควรให้เด็กไปวิ่งเล่นกลางแจ้งนาน ๆ โดยเฉพาะเวลาอากาศร้อนจัด

🍀 ห้ามแคะจมูก ไม่ควรให้จมูกได้รับการกระทบกระเทือน

🍀 ให้ลูกได้ออกกำลังกายสม่ำเสมอ กินอาหารให้ครบ 5 หมู่

🍀 สร้างภูมิต้านทาน เสริมวิตามินซีจากผักหรือผลไม้ เช่น ส้ม ฝรั่ง

🍀 การตัดเล็บลูกให้สั้น และสอนไม่ให้ลูกแคะหรือแกะเกาจมูก ก็เป็นการป้องกันทางหนึ่ง

ขอขอบคุณข้อมูลจาก Mother&Care

ใครชอบกินบ้าง 🥓🌭กินไส้กรอก-แฮม😄น้องๆที่ชอบกิน กินแต่พอควรนะคะ มาดูกันค่ะ ใครชอบทานไส้กรอก แฮม เบคอน บ้างเอ่ย? เรารู้ว่า ...
23/02/2020

ใครชอบกินบ้าง 🥓🌭กินไส้กรอก-แฮม
😄น้องๆที่ชอบกิน กินแต่พอควรนะคะ มาดูกันค่ะ

ใครชอบทานไส้กรอก แฮม เบคอน บ้างเอ่ย? เรารู้ว่า อาหารประเภทนี้เป็นของโปรดของใครหลาย ๆ คน เพราะหาซื้อง่าย กินง่าย แถมยังอร่อย แต่รู้ไหมว่า ในเนื้อสัตว์แปรรูปแสนอร่อยเหล่านี้มีสารชนิดหนึ่งที่เรียกว่า "โซเดียมไนไตรท์" ผสมอยู่ ซึ่งสารชนิดนี้มีอันตรายต่อสุขภาพแน่นอน

สำหรับวัตถุเจือปนอาหารที่ระบุไว้นั้น คือ สารโซเดียมไนไตรท์ ที่ผสมอยู่ในผลิตภัณฑ์จำพวกไส้กรอก แฮม เบคอน แหนม กุนเชียง หรือไส้กรอกเปรี้ยว โดยสารนี้เป็นผลึกสีขาว คล้ายน้ำตาลทราย
ใช้สำหรับผสมอาหารประเภทเนื้อสัตว์หมัก เพื่อคงสภาพสีและกลิ่นของไส้กรอก ซึ่งมีกลิ่นเฉพาะไว้ได้นาน แต่หากได้รับสารชนิดนี้ในปริมาณมากเกินไปก็มีอันตรายเช่นกัน เพราะเมื่อสารชนิดนี้ไป ทำปฏิกิริยากับสารเคมีในเนื้อสัตว์ อาจก่อให้เกิดโรคชนิดเฉียบพลัน และโรคเรื้อรัง อย่างเช่น โรคมะเร็ง

เมื่อสอบถามไปยัง ภญ.ศรีนวล กรกชกร รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา ก็ทราบว่า การบริโภคอาหารประเภทนี้บ่อย ๆ จะทำให้เกิดพิษเรื้อรัง ซึ่งเกิดจากการที่ไนไตรท์ทำปฏิกิริยาขึ้นใน
ร่างกาย แล้วเกิดเป็นกรดไนตรัสขึ้นมา เมื่อลงไปในกระเพาะอาหาร พอเวลาที่เราทานอาหารประเภทโปรตีนเข้าไป ตัวกรดไนตรัสจะไปทำปฏิกิริยากับโปรตีน เกิดเป็นไนโตรซามีน ซึ่งไนโตรซามีนเป็นสารก่อให้เกิดมะเร็งได้ หากเราทานอาหารที่มีไนไตรท์สะสมเข้าไปนานๆ สารนี้จะค่อยๆ ทำปฏิกิริยาไปเรื่อยๆ ซึ่งทำให้เรามีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคมะเร็ง

ทั้งนี้ ในหลาย ๆ ประเทศไม่ได้ห้ามการใช้สารไนไตรท์ในอาหาร เพียงแต่ต้องใช้ในปริมาณที่ระบุไว้ตามกฎหมาย เช่น ในประเทศเกาหลี ไม่ให้ใช้ไนไตรท์
เกิน 70 มิลลิกรัม ต่อ เนื้อสัตว์1 กิโลกรัม ขณะที่ในสหภาพยุโรป ไม่ให้ใช้ไนไตรท์เกิน 150 มิลลิกรัม ต่อ เนื้อสัตว์ 1 กิโลกรัม ส่วนประเทศไทย มีข้อบังคับว่า ไม่ให้ใช้ไนไตรท์เกิน 125 มิลลิกรัม ต่อ เนื้อสัตว์ 1 กิโลกรัม

เพื่อเป็นการตรวจสอบว่า ผลิตภัณฑ์จำพวกไส้กรอกที่วางขายอยู่ในท้องตลาด มีปริมาณไนไตรท์อยู่ในเกณฑ์ที่กำหนดหรือไม่ ทีมข่าวไทยพีบีเอส จึงได้ร่วมมือกับคณะอุตสาหกรรมเกษตร สถาบันเทคโนโลยีเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ทดสอบปริมาณสารไนไตรท์ที่ตกค้างอยู่ในไส้กรอก โดยสุ่มตัวอย่าง
จากไส้กรอกที่วางขายอยู่ตามท้องตลาด และหน้าโรงเรียน ภายหลังการทดสอบ พบว่ามีปริมาณไนไตรท์ตกค้างอยู่ในไส้กรอกประมาณ 100 มิลลิกรัม ต่อ เนื้อสัตว์ 1 กิโลกรัม ซึ่งแม้ว่าตัวเลขนี้จะไม่เกินเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 125 มิลลิกรัม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่เป็นอันตราย
ต่อสุขภาพ

มาถึงตรงนี้ หลายคนอาจจะเริ่มกลัวแล้วว่า เราจะยังสามารถทานไส้กรอกได้หรือไม่ ซึ่ง ผศ.ยุพร พีชกมุทร ประธานหลักสูตรวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
การอาหาร สจล. ก็ได้ให้คำแนะนำว่า เราสามารถทานอาหารจำพวกนี้ได้ แต่อย่าทานต่อเนื่องทุกวัน เพราะหากไม่ได้รับประทานอาหารประเภทนี้บ่อยๆ การสะสมของไนไตรท์ก็จะไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย

🎗ด้วยความปรารถนาดีจาก #แม่นุ่นอเลอไทด์ #แม่นุ่นอุ่นใจ

สนับสนุนโดยผลิตภัณฑ์ "อเลอไทด์ ALERTIDE"
ช่วยบำรุง ฟื้นฟู ดูแลระบบสมองและระบบประสาท ด้วยสารสกัดจากธรรมชาติ และช่วยเพิ่มความจำ เสริมสร้างสมาธิ และความสามารถในการเรียนรู้ ลดภาวะสมาธิสั้น

👉โทร คุณนุ่น 095-2344214
☎Line ID :

⬇️คลิกเพื่อแอดไลน์ เพื่อรับข้อมูลสาระน่ารู้
https://line.me/R/ti/p/%40sirinunshop

เจ้าหนูจ้ำม่ำ ยิ้มทีตาหยี เดินอุ้ยอ้าย ใครเห็นเป็นต้องเกิดอาการ มันเขี้ยว อยากเข้าไปฟัด ไปกอด แต่รู้หรือไม่ว่า ความน่ารั...
13/02/2020

เจ้าหนูจ้ำม่ำ ยิ้มทีตาหยี เดินอุ้ยอ้าย ใครเห็นเป็นต้องเกิดอาการ มันเขี้ยว อยากเข้าไปฟัด ไปกอด แต่รู้หรือไม่ว่า ความน่ารักนั้นแฝงไว้ด้วยโรคร้ายที่พร้อมทำลายสุขภาพและเป็นอุปสรรคในการใช้ชีวิตในอนาคตได้

เด็กอ้วน น่ารักจริงหรือ? ประเด็นที่ถูกพูดถึงโดย ผศ. พญ.หทัยกาญจน์ นิมิตพงษ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญต่อมไร้ท่อและเมแทบอลิซึม โรงพยาบาลรามาธิบดี ในงานแถลงข่าว “เด็กไทยดูดี 4.0 : ปิดเทอมนี้ อย่าปล่อยให้เด็กอ้วน ชวนพ่อแม่ปฏิวัติตู้เย็น” จัดโดย สสส. ร่วมกับ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร (สพป.กทม.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันปฏิวัติช่วงปิดเทอมของเด็กไทยให้เจริญเติบโตแข็งแรงสมวัยห่างไกลโรคอ้วน

ผศ. พญ.หทัยกาญจน์ ให้ข้อมูลว่า ไทยเป็นประเทศที่มีอัตราโรคอ้วนในเด็กเพิ่มขึ้นมากที่สุด โดยช่วง 5 ปีที่ผ่านมามีเด็กก่อนวัยเรียนอ้วนเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 35 เด็กอายุระหว่าง 6-13 ปี อ้วนเพิ่มขึ้นร้อยละ 15.5 พื้นที่กรุงเทพมหานคร มีเด็กอ้วนมากที่สุดและที่สำคัญเด็กเหล่านี้จะเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่อ้วนถึงร้อยละ 80

ปัจจัยพื้นฐานที่ทำให้เด็กอ้วนเพิ่มขึ้นในปัจจุบันคือ เรื่องอาหารการกินที่มีมากมาย เข้าถึงได้ง่ายจากร้านสะดวกซื้อ หรือรถเข็นข้างทางที่ล้วนแล้วแต่เป็นอาหารพลังงานสูง และวิถีชีวิตที่ไม่มีกิจกรรมทางกาย บวกกับค่านิยมเป็นต้นว่า ‘เด็กอ้วนคือ เด็กน่ารัก’ หรือมีอันจะกิน รู้ตัวอีกทีก็กลายเป็นการบริโภคที่ร้ายสุขภาพ ขณะที่ข้อมูลจากการประชุม มหกรรมแสดงผลงานวิชาการด้านโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง NCDs Forum 2018 ระบุว่า 3 ใน 4 ของเด็กอ้วนเกิดจากพฤติกรรมการบริโภค และการขาดกิจกรรมทางกาย มีเพียง 1 ใน 4 เท่านั้นที่เกิดจากกรรมพันธุ์

เมื่อเด็กอ้วน นำไปสู่อะไรบ้าง?

ผศ. พญ.หทัยกาญจน์ อธิบายว่า เซลล์ไขมันในคนอ้วนจะแตกต่างกับคนที่ไม่อ้วน เนื่องจากขนาดตัวของคนอ้วนมีการขยายใหญ่กว่าคนปกติส่งผลต่อกระบวนการสร้างสารต้านการอักเสบลดลง ทำให้ร่างกายเกิดการอักเสบได้ง่าย เส้นเลือดมีการตีบตัน เกิดภาวะดื้ออินซูลิน และมีโรคต่าง ๆ ตามมา โดยเฉพาะโรคในกลุ่ม NCDs

10 ผลเสีย ของโรคอ้วนในเด็ก

1. ระบบกระดูกและข้อ เช่น ปวดหลัง ขาโก่ง เดินไม่สวย ปวดข้ออักเสบ .

2. ระบบหัวใจและหลอดเลือด คือ โรคหัวใจ กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ปัจจุบันพบคนเป็นโรคนี้ในคนที่อายุน้อยลงเรื่อย ๆ จากเดิม 50 - 70 ปี เหลือเพียง 30 กว่าปีเท่านั้น

3. ระบบทางเดินหายใจ คือ ภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ

4. ระบบทางเดินอาหารและโรคตับ เช่น ไขมันพอกตับ

5. ระบบต่อมไร้ท่อและเมตาบอลิซึม เช่น การเกิดโรคเบาหวานชนิดที่สอง เกิดไขมันเลวมาก ไขมันดีลดลง

6. กลุ่มอาการเมตาบอลิก เช่น ภาวะอ้วนลงพุง โรคไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง โรคเบาหวานชนิดที่สอง โรคความจำเสื่อม โรคมะเร็ง โรคถุงน้ำในรังไข่ เป็นต้น

7. ความผิดปกติทางผิวหนัง เช่น บริเวณรักแร้ ขาหนีบ เกิดผื่นคันใต้ร่มผ้า เชื้อราได้ง่าย

8. ด้านจิตใจและสังคม เช่น โรคซึมเศร้า เครียด ไม่กล้าแสดงออก

9. ความเสี่ยงต่อการเติบโตเป็นผู้ใหญ่โรคอ้วน

10. มะเร็ง เช่น มะเร็งตับ ไต มะเร็งเต้านม มะเร็งมดลูก มะเร็งตับอ่อน เป็นต้น

ช่วงปิดเทอมเป็นช่วงเวลาที่เด็กมีเวลาว่างมากกว่าปกติ ในขณะที่พ่อแม่ต้องไปทำงาน ดังนั้นการเตรียมอาหารครบ 5 หมู่ให้ลูกอิ่มครบ 3 มื้อจะลดพฤติกรรมกินจุบจิบลงได้ รวมถึงชวนกันปฏิวัติตู้เย็นด้วยการไม่ให้มีน้ำหวาน หรือน้ำอัดลม เปลี่ยนเป็นน้ำผลไม้ หรือนมจืด และน้ำเปล่า เปลี่ยนขนมเป็นผลไม้ หรือขนมธัญพืชแทน ซึ่งการควบคุมอาหารอาจจะมีการควบคุมสลับกับการให้กินขนมปกติได้บ้างเพื่อให้ลูกไม่รู้สึกว่าถูกบังคับมากเกินไป

ส่วนสำคัญที่จะทำให้เด็กมีสุขภาพแข็งแรงห่างไกลโรคอ้วนคือ การมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพออย่างน้อยวันละ 1 ชั่วโมง และพ่อแม่สามารถร่วมทำกิจกรรมกับลูก หรือการชวนมาตั้งเป้าหมายร่วมกัน เมื่อเด็กทำได้ก็ควรมีการชื่นชม สนับสนุนเป็นระยะ ๆ จะทำให้เกิดความภาคภูมิใจ เกิดเป็นการปฏิบัติจนเป็นนิสัยต่อไป เพราะการทำให้เด็กมีภูมิคุ้มกันทางจิตใจ สามารถสู้กับสิ่งเร้ารอบตัวได้

สำหรับพ่อแม่ที่กำลังมองหากิจกรรมช่วงปิดเทอมให้แก่ลูก ปีนี้ทาง สสส. ได้เปิดช่องทางดี ๆ ที่สามารถเข้าไปค้นหาสามารถเลือกเข้าร่วมกิจกรรมสร้างสรรค์ ที่มีอยู่ทั่วประเทศไทย “ปิดเทอมนี้ช่วยกันปฏิวัติ เพื่อสุขภาพที่แข็งแรงของลูกๆ กันนะคะ!”

นิสัย 10 อย่างที่ทำให้สมองพังหน้าที่ของสมองยังมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการรับรู้ อารมณ์ ความจำ การเรียนรู้การเคลื่อนไหวและค...
03/02/2020

นิสัย 10 อย่างที่ทำให้สมองพัง

หน้าที่ของสมองยังมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการรับรู้ อารมณ์ ความจำ การเรียนรู้การเคลื่อนไหวและความสามารถอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับการเรียนรู้ แต่คนเรามักไม่รู้ตัวเองว่าพฤติกรรมบางอย่างที่กระทำลงไป นอกจากจะเป็นการทำร้ายร่างกายไม่พอ ยังทำร้ายสมองด้วย

1.ไม่ทานอาหารเช้า หลายคนคิดว่าไม่ทานอาหารเช้า แล้วจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ แต่นี่จะเป็นสาเหตุให้สารอาหารไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ ทำให้สมองเสื่อม

2.กินอาหารมากเกินไป การกินมากเกินไปจะทำให้หลอดเลือดแดงในสมองแข็งตัว เป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคความจำสั้น
3.การสูบบุหรี่ เป็นสาเหตุให้เกิดโรคสมองฝ่อ และโรคอัลไซเมอร์
4.ทานของหวานมากเกินไป การกินของหวานมาก จะไปขัดขวางการดูดกลืนโปรตีนและสารอาหารที่เป็นประโยชน์ เป็นสาเหตุของการขาดสารอาหารและขัดขวางการพัฒนาของสมอง
5.มลภาวะ สมองเป็นส่วนที่ใช้พลังงานมากที่สุดในร่างกาย การสูดเอาอากาศที่เป็นมลภาวะเข้าไป จะทำให้ออกซิเจนในสมองลดปริมาณลง

ส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานของสมองลดลง
6.การอดนอน การนอนหลับจะทำให้สมองได้พักผ่อน การอดนอนเป็นเวลานาน จะทำให้เซลล์สมองตาย
7.การนอนคลุมโปง การนอนคลุมโปงจะเป็นการเพิ่มคาร์บอนไดออกไซด์ให้มากขึ้น และลดออกซิเจนให้น้อยลง ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของสมอง
8.ใช้สมองในขณะที่ไม่สบาย การทำงานหรือเรียนในขณะที่กำลังป่วย จะทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของสมองลดลง เหมือนกับการทำร้ายสมองไปในตัว

9.ขาดการใช้ความคิด การคิดเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในการฝึกสมอง การขาดการใช้ความคิดจะทำให้สมองฝ่อ

10.เป็นคนไม่ค่อยพูด ทักษะการพูดจะเป็นตัวแสดงถึงประสิทธิภาพของสมอง

อาหารที่ช่วย บํารุงสายตาพร่า ตามัวให้ดีขึ้นรู้ไหมกินอะไรจะช่วยบำรุงสายตา?               ทุกวันนี้ดวงตาหรือสายตาของเรานั้...
20/01/2020

อาหารที่ช่วย บํารุงสายตาพร่า ตามัวให้ดีขึ้น

รู้ไหมกินอะไรจะช่วยบำรุงสายตา?
ทุกวันนี้ดวงตาหรือสายตาของเรานั้น เป็นอวัยวะที่สำคัญขที่สุดองมนุษย์ ซึ่งมีหน้าที่ช่วยในการรับรู้และการมองเห็น เพราะฉะนั้นควรดูแลสายตาให้ดีที่สุด เพราะดวงตาไม่สามารถเปลี่ยนใหม่ได้ การดูแลสายตาที่ดี มีหลายวิธี ทั้งการกินอาหารที่มีประโยชน์ การพักผ่อนให้เพียงพอ การเล่นมือถือ ดูโทรทัศน์ การอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ หรืออ่านหนังสือ ควรอยู่ในที่ที่มีแสงไฟส่องสว่างที่เหมาะสม หลักสำคัญในการบำรุงสายตา ด้วยวิตามินต่างๆ เพื่อช่วยเสริมสร้างประสิทธิภาพในการทำงานและเสริมสร้างสายตาให้มีสุขภาพดี ดังนี้

5 วิตามินสารอาหารบำรุงสายตา
วิตามินเอ ช่วยในการทำงานของจอประสาทตา ช่วยการมองเห็นเวลากลางคืนให้ดีขึ้น พบมากในผักจำพวก ชะอม คะน้า ยอดกระถิน ตำลึง ผักโขม ฟักทอง เป็นต้น
วิตามินบี มีการศึกษาพบว่าวิตามินบี 1 และ บี 12 มีบทบาทสำคัญในการชะลอการเกิดต้อกระจกให้กับมนุษย์ พบแหล่งที่มีวิตามินชนิดนี้มากใน ตับ ไข่ เนื้อสัตว์ นมสด เป็นต้น
วิตามินซี ช่วยชะลอความแก่ของร่างกายด้วยคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant) และช่วยชะลอการเกิดต้อกระจกได้ ผักผลไม้ที่มีวิตามินซีมาก คือ ฝรั่ง ส้ม สับปะรด มะขามป้อม กะหล่ำดอก บร็อคโคลี่ เป็นต้น
วิตามินอี ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ มีอยู่ในเซลล์รับแสงที่จอประสาทตาของมนุษย์ จากการศึกษาพบว่ามีบทบาทช่วยชะลอการเกิดต้อกระจก มักพบในธัญพืช น้ำมัน น้ำมันดอกคำฝอย ถั่วเหลือง ข้าวโพด เป็นต้น
เบต้าแคโรทีน คือสารตั้งต้นของวิตามินเอ ซึ่งมีบทบาทในการต้านอนุมูลอิสระ และยังสามารถช่วยในการมองเห็นในตอนกลางคืน มักพบในผักผลไม้ที่มีสีเหลืองหรือส้ม เช่น มะละกอ แครอท ข้าวโพดอ่อน ผักบุ้ง หน่อไม้ฝรั่ง เป็นต้น
ทั้งนี่้มาดูผักที่จะช่วยในการบำรุงสายตาและรักษาดวงตาของเราไม่ให้เสื่อมสภาพ มีดังนี้

สุดยอด 5 ผักบำรุงสายตา
ผักบุ้งจะช่วยบำรุงสายตาได้ดีมาก มีทั้งวิตามิน A และวิตามิน C รวมถึงเบต้า-แคโรทีน เป็นวิตามินที่ช่วยป้องกันมะเร็งได้อย่างดี นอกจากผักบุ้งจะวิตามินแล้ว ผักบุ้งยังมีเกลือแร่ มีธาตุเหล็กที่ช่วยบำรุงเลือด ถือเป็นผักที่นิยมกันมาก
แครอท ประกอบด้วยสารเบต้าแคโรทีน เบต้าแคโรทีนจะพบในแครอทมากที่สุดในผักสีส้ม แครอทมีวิตามิน และแร่ธาตุอื่นอีกหลายชนิด เบต้าแคโรทีนคือ วิตามินเอ สามารถช่วยในการบำรุงรักษาดวงตาได้ดี วิตามินเอเป็นตัวช่วยให้มีผิวดี อีกทั้งยังสามารถช่วยสร้างภูมิคุ้มกันโรคต่าง ๆ เช่นมะเร็งได้ดี
ผักตำลึงมีเบต้าแคโรทีน สารกลุ่มแคโรทีนอยด์ ช่วยทำหน้าที่กรองแสงให้กับดวงตา มีปะโยชน์ต่อดวงตาของเราอีกด้วย
ผักคะน้า คะน้ามีสารต้านอนุมูลอิสระ คือวิตามินซีและเบต้าแคโรทีน มีวิตามินเอ ช่วยบำรุงสายตาได้ดี
ฟักทอง สามารถช่วยบำรุงสายตาได้ อีกทั้งยังดูแลผิวพรรณ การย่อยอาหาร ตับ ไต สร้างเซลล์ใหม่แทนเซลล์เก่า ซึ่งฟักทองสามารถทำหน้าที่ช่วยต้านมะเร็งได้ดีอีกด้วยเช่นกัน ถือว่ามีคุณประโยชน์อย่างมากต่อดวงตา และร่างกาย
ว่ากันด้วยเรื่องของผลไม้ที่จะช่วยในการบำรุงสายตาและสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย โดยมีคุณสมบัติของผลไม้แต่ละชนิดมาแนะนำดังนี้

สุดยอด 5 ผลไม้บำรุงสายตา
มะละกอ อุดมด้วยวิตามินเอ บี1 บี2 แคลเซียม และเบต้าแคโรทีน สารต้านอนุมูลอิสระ เมื่อรับประทานจะบำรุงผิวพรรณดี ลดริ้วรอยก่อนวัย และบำรุงสายตาได้ดี นอกจากนี้ยังสามารถดีต่อระบบขับถ่ายได้อีกด้วย
เสาวรส ผลรสไม้เปรี้ยวอมหวานมีวิตามินเอสูงมากๆ ช่วยในการทำงานของจอประสาทตาได้ดีขึ้น อีกทั้งพบว่ามีวิตามินซีมากกว่ามะนาว จึงช่วยสร้างภูมิคุ้มกันโรคได้ดี
ส้ม ส้มอุดมด้วยวิตามิน ซี ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นต้อ เมื่อรับประทานเป็นประจำ และยังบำรุงสายตา และผิวพรรณให้ดูสดใส
เบอร์รี่สีดำผลเบอร์รี่มีประโยชน์โดยตรงกับดวงตา อุดมด้วยสารแอนโทไซยานิน ช่วยปกป้อง ชลอการเกิดต้อ และ ชลอการเกิดจอประสาทตาเสื่อม
มะมุ่วงสุก อุดมไปด้วยวิตามินเอ วิตามินซี วิตามินอี ฟอสฟอรัส ใยอาหาร นอกเหนือจากสามารถยำรุงสายตาแล้วยังบำรุงเหงือกและฟัน สามารถช่วยให้ผิวพรรณสดใสขึ้น นอกจากนี้ยังสามารถลดสิวและริ้วรอยก่อนวัยได้เป็นอย่างดี
ในปัจจุบันเมื่อมีการเข้ารับรักษาดวงตานั้น ไม่ว่าจะมีอาการที่เหมือนกันหรือแตกต่างกันในบางอาการนั้น แต่หมอจะจ่ายยาให้กับคนไข้แตกต่างกัน ซึ่งการบำรุงรักษาดวงตานั้น จะขึ้นอยู่กับอายุของคนเรา และอาการที่พบเจอ ซึ่งเป็นปกติที่เราจะได้ยาแตกต่างจากคนอื่น ทั้งๆที่อาการอาจจะเหมือนกัน แต่ได้ยามาต่างกัน โดยการบำรุงวิตามินต่างๆนั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง

ผลวิจัยในสหรัฐอเมริกาพบว่า การให้วิตามิน C, E เบต้าแคโรทีน, ธาตุสังกะสี และธาตุทองแดง มีประโยชน์ในการชะลอการเสื่อมมากขึ้นของผู้ป่วยที่เป็นโรคจอประสาทเสื่อม ตั้งแต่ระดับกลางขึ้นไป (Moderate Age-Related Macular Degeneration) ทั้งนี้ในผู้ป่วยที่มีโรคจอประสาทเสื่อมเพียงเล็กน้อยอาจไม่ได้ประโยชน์เท่าไรนักจากการรับประทานวิตามินดังกล่าว หมอตาจะเป็นผู้ประเมินระดับความเสื่อมของจอประสาทตาจาการขยายม่านตา ดังนั้นถ้ามาตรวจตาไม่ได้วิตามินกลับไปรับประทานก็อย่าเสียใจ นั่นแสดงว่าจอประสาทตายังสุขภาพดีอยู่หรือผิดปกติเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ดังนั้นเราจึงมีวิธีการบำรุงสายตาโดยการทานอาหารเสริมได้หรือไม่ ? จากการวิจัยของแพทย์ในสหรัฐอเมริกาและหลายประเทศพบว่า การรับประมานอาหารเสริมที่มีสารอาหารดังต่อไปนี้มีส่วนช่วยในการบำรุงสายตา

1.วิตามิน A เป็นสารที่ช่วยในการทำงานของจอประสาทตาและมีบทบาทสำคัญในการมองเวลากลางคืน ซึ่งพบมากในผักจำพวก ชะอม คะน้า ยอดกระถิน ตำลึง ผักโขม ฟักทอง

2.วิตามิน B มีการศึกษาพบว่า วิตามิน B1 และ B12 อาจมีบทบาทในการชะลอการเกิดต้อกระจกได้ โดยแหล่งที่มีวิตามินชนิดนี้มาก ได้แก่ ตับ ไข่ เนื้อสัตว์ นมสด

3.วิตามิน C เป็นที่รู้จักกันดีของการชะลอความแก่ของร่างกายด้วยคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant) นอกจากนั้นยังอาจช่วยชะลอการเกิดต้อกระจกได้อีกด้วย ผลไม้ที่มีวิตามิน C มาก ได้แก่ ฝรั่ง ส้ม สับปะรด มะขามป้อม ส่วนผัก ไก้แก่ กะหล่ำดอก บร็อคโคลี่

4.วิตามิน E ก็เป็นวิตามินอีกตัวหนึ่งที่มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระซึ่งมีอยู่ในเซลล์รับแสงที่จอประสาทตา และการศึกษาพบว่าอาจมีบทบาทช่วยชะลอการเกิดต้อกระจกเช่นเดียวกัน พบได้ใน น้ำมันธัญพืช น้ำมันดอกคำฝอย ข้าวโพด ถั่วเหลือง

5.เบต้าแคโรทีน (betacarotene) เป็นสารตั้งต้นของวิตามิน A ซึ่งมีบทบาทในการต้านอนุมูลอิสระและช่วยในการมองเห็นในกลางคืนเช่นเดียวกับวิตามิน A พบมากในผักผลไม้ที่มีเหลืองส้ม เช่น แครอท มะละกอ ข้าวโพดอ่อน หน่อไม้ฝรั่ง ผักบุ้ง ข้อควรระวังคือการรับประทานเบต้าแคโรทีนในรูปอาหารเสริมมากไปในคนที่สูบบุหรี่จะเพิ่มโอกาสเกิดมะเร็งปอดได้

6.ลูทีน และ ซีแซนทิน (lutein and zeaxanthin) เป็นส่วนประกอบสำคัญที่พบในจุดรับภาพที่จอประสาทตาและเลนส์ตา มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ จากการศึกษาพบว่ามีส่วนช่วยในการชะลอการเกิดต้อกระจกและโรคจอประสาทตาเสื่อม พบมากใน ผักโขม ไข่แดง ข้าวโพด บร็อคโครี่

7.ซีลีเนียม (selenium) เป็นสารอีกตัวหนึ่งที่ต้านอนุมูลอิสระและอาจช่วยชะลอการเกิดต้อกระจก โดยพบได้ใน หอยนางรม หอยลาย ตับไก่ เมล็ดทานตะวัน

8.สังกะสี (zinc) มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ จากการศึกษาพบว่ามีส่วนช่วยในการทำให้จอประสาทตาเสื่อมที่เป็นอยู่แล้วเป็นช้าลง โดยแหล่งที่พบสังกะสีได้แก่ หอยนางรม ตับ เนื้อสัตว์

9.สารสกัดจากใบแปะก๊วย (Ginkgo biloba) นอกจากคุณสมบัติเพิ่มเลือดไหลเวียนไปที่สมองแล้วยังมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระเกี่ยวกับสายตาพบว่า อาจช่วยรักษาลานสายตาผิดปกติในต้อหินบางชนิดได้

10.โอเมก้า 3 (omega 3) เป็นกรดไขมันที่มีบทบาทสำคัญในการรักษาภาวะตาแห้ง ซึ่งพบมากในปลาทะเล เช่น ปลาแซลมอน ปลาซาร์ดีน ผลไม้ที่พบได้ เช่น ผลกีวี่

สรุปได้อย่างชัดเจนว่าอาหารที่มีคุณสมบัติบำรุงสายตานั้นมีอยู่รอบๆ ตัวเรา หลายชนิดที่สามารถปลูกเป็นพืชผักสวนครัวได้ ซึ่งคุณก็สามารถถนอมสายตาและมีสุขภาพดีได้โดยไม่ต้องใช้ยาบำรุงใดๆ เลย แต่ก็ต้องหมั่นดูแลรักษาดวงตาของเราไม่ให้ใช้งานหนักจนมากเกินไป เพราะดวงตานั้นไม่สามารถเปลี่ยนไปตลอด การดูแลรักษานั้นเป็นทางออกที่ดีที่สุด

Address


11120

Telephone

+66638489911

Website

Alerts

Be the first to know and let us send you an email when สุขภาพดีสร้างได้ posts news and promotions. Your email address will not be used for any other purpose, and you can unsubscribe at any time.

  • Want your practice to be the top-listed Clinic?

Share