บ้านรักษ์ใจคลินิกจิตเวช

บ้านรักษ์ใจคลินิกจิตเวช คลินิกจิตเวช จ.พิษณุโลก

- ซึมเศร้า วิตกกังวล แพนิก ย้ำคิดย้ำทำ สมองเสื่อม สารเสพติด หูแว่ว ประสาทหลอน
- ปรึกษาจิตแพทย์ และนักจิตวิทยา
- รักษาด้วยยา และการทำจิตบำบัดหลากหลายรูปแบบ

15/11/2025
บ้านรักษ์ใจคลินิกจิตเวชน้อมส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย ด้วยความรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้
25/10/2025

บ้านรักษ์ใจคลินิกจิตเวช
น้อมส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย ด้วยความรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

22/07/2025

ชวนมาระบายสี ผ่อนคลาย ไม่เน้นสวยงาม เน้นปล่อยไหลตามอารมณ์ที่อยากทำ
ใครอยากโชว์ผลงานหลังระบายเสร็จ แจ้งน้องวา กับน้องปอยที่เค้าเตอร์ ให้ช่วยติดได้เลยนะคะ ยินดีมากๆ ค่า

ภาษารัก ทั้ง 5 แบบ ชวนทำความเข้าใจ เพื่อการสื่อความรู้สึกในความสัมพันธ์ค่ะ
22/07/2025

ภาษารัก ทั้ง 5 แบบ

ชวนทำความเข้าใจ เพื่อการสื่อความรู้สึกในความสัมพันธ์ค่ะ

#รักอย่างเข้าใจไม่มีใครต้องเจ็บ

:::••::: ••:::••:::••::: ••:::••:::••::: ••:::••:::••::: ••:::••

ในเรื่องของความรัก เป็นเรื่องของความรู้สึกดีๆที่มีต่อกัน
แต่หลายครั้งความรู้สึกดีๆกลับสื่อไปไม่ถึงกัน
อีกฝ่ายไม่รับรู้ หรือ เกิดความเข้าใจกันผิดๆ
นำมาสู่ความบาดหมางใจกันอย่างน่าเสียดาย ทั้งที่รักกัน

ปัญหาที่เจอบ่อยในความสัมพันธ์คือภาษารักไม่ตรงกัน ^^"

การมารู้จัก"ภาษารัก" ว่ามีหลากหลายแบบ กว่าที่เราเคยเข้าใจมาก่อน จะทำให้เข้าใจในกันและกัน
และ ช่วยลดความสงสัยว่าเขารักหรือเปล่า
รวมถึงช่วยให้รู้ว่าภาษารักที่เราแสดงออกต่อเขา กำลังพอดีตรงใจเขาหรือไม่ นะคะ

เราลองมาดูกันนะคะ ว่าภาษารักของเราเป็นแบบไหน
และของคนที่เรารักเป็นแบบไหน

แล้วเรียนรู้ที่จะปรับเข้าหากันอย่างไร เพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน ^ ^


ในทางจิตวิทยาโดย ดอกเตอร์ Gary Chapman นักจิตวิทยาด้านให้คำปรึกษาเรื่องความสัมพันธ์

ได้กล่าวถึง ภาษารัก ของมนุษย์โดยหลักๆ มี 5 แบบค่ะ

1. คำพูด (Word of affirmation, appreciation)

2. มีเวลาคุณภาพให้แก่กัน (Quality time)

3. ของขวัญ สิ่งของดีๆ (Gifts)

4. การดูแล (Acts of service )

5. การสัมผัส ทางกาย (Physical touch)

การที่เขาแสดงความรักออกมาไม่เหมือนที่เราใฝ่ฝัน ไม่ได้แปลว่าเขาไม่รักเรานะคะ

และ สิ่งทีเราแสดงออกต่อเขา(ด้วยใจที่เต็มเปี่ยมด้วยความรัก)

ไม่ได้แปลว่าเขาจะรับรู้ได้ หรือ รู้สึกดีเสมอไปนะคะ

ดังรายละเอียดดังนี้ค่ะ


1. #คำพูด (Word of affirmation, appreciation)

ภาษารักด้วยคำพูด เช่น คำบอก"รัก" การบอกความรู้สึกดีๆ เช่น เป็นห่วง คิดถึง หรือ การพูดให้กำลังใจ หรือ พูดชมเชยกัน

ซึ่งคำพูดจะช่วยอีกฝ่ายรับรู้ความรู้สึกดีๆ ในแบบง่ายๆ ตรงไป ตรงมา

ไม่ต้องมาเล่นเกมเดาใจว่าอีกฝ่ายทำแบบนี้คิดอะไรอยู่นะ

ซึ่งในชีวิตจริงไม่เหมือนละคร ที่อีกฝ่ายจะรับรู้ความรู้สึกได้แม้เราไม่พูดออกมา

สิ่งที่ต้องระวัง : คำพูดที่หวาน แต่ไม่มีความจริง พูดเพื่อเอาใจ แต่ทำไม่ได้ หรือ หวานเวอร์

อาจทำให้อีกฝ่ายรู้สึกเลี่ยนๆ น่ารำคาญ หรือ รู้สึกว่า เป็นคำโกหกหลอกลวง

สิ่งที่ควรเป็นคือ

- คำพูดที่ออกมาจากใจจริงๆ

- บอกให้มากขึ้น สำหรับคนที่มองว่าคำพูดไม่สำคัญ เท่าการกระทำ

ซึ่งจริงๆอาจไม่จริงทั้งหมดค่ะ

การฝึกพูด ฝึกแสดงความรู้สึกผ่านคำพูดบ้างเป็นเรื่องที่ดี

หลายครั้งทำให้ความสัมพันธ์ดีขึ้นมาก

คำพูดหนึ่งๆมีอิทธิพลมากค่ะคำพูดดีๆ จากคนที่เรารัก เหมือนเป็นน้ำทิพย์ชะโลมใจทีเดียว ทำให้ผู้ฟังเกิดกำลังใจขึ้นอย่างมหาศาลค่ะ


2. #มีเวลาคุณภาพให้แก่กัน (Quality time)

เช่น มีเวลาที่จะอยู่ด้วยกันจริงๆที่จะรับรู้ความรู้สึกของอีกฝ่าย หรือ ทำกิจกรรมดีๆ ด้วยกัน เป็นต้น

สิ่งที่แสดงถึงว่ามีเวลาคุณภาพให้กันจริงๆ

- เลือกกิจกรรมดีๆ ที่สนใจร่วมกันจริงๆ ไม่ใช่ เลือกกิจกรรมที่ชอบอยู่ฝ่ายเดียว สนุกอยู่คนเดียว อีกฝ่ายก็ไม่ไหวค่ะ

- มีเวลาสงบๆ ง่ายๆอยู่กับคู่บ้าง ไม่ใช่ ทำตัวยุ่ง ทำนู่นทำนี่ตลอดเวลา เช่น นั่งเงียบๆสงบ สบาย ใกล้ๆกันก็ เป็นเวลาที่มีคุณภาพได้

- ไม่ควรทำสิ่งอื่นไปด้วยในเวลาเดียวกัน เช่น ก้มหน้าเล่นมือถือตลอด หรือ ดูทีวี หรือ เล่นคอมพิวเตอร์ไปด้วย

มีหลายครั้งพบว่า ในยุคไอทีรุ่งเรือง เวลาคุณภาพของการอยู่ด้วยกันจริงๆกับด้อยลง เช่น หลายครั้งเราจะพบว่า คู่ของเราเวลาอยู่กับเรา แต่ก้มหน้ามองแต่มือถือ หรือ ตามองแต่หน้าจอคอมพิวเตอร์ตลอดเวลา

ทำให้คนอยู่ด้วย ไม่ได้รู้สึกว่าอยู่ด้วยกันจริงๆ

เพราะ สิ่งที่เขาสนใจกลับเป็นมือถือ หรือ คอมพิวเตอร์ หรือ ทีวี มากกว่าตัวเราที่นั่งอยู่ตรงนี้

ทำให้เกิดความน้อยใจ และ รู้สึกว่างเปล่าในความสัมพันธ์ขึ้นได้

- ในเรื่องการสนทนา

• ใส่ใจ รับฟังคู่คุณอย่างตั้งใจ ไม่พูดขัดคอ หรือ รีบตัดบท

• รับฟังอย่างเข้าใจ

• รับรู้ถึงความรู้สึกในสิ่งที่เขากำลังบอกออกมา

• ใส่ใจสังเกตภาษากายของอีกฝ่ายบ้าง

แต่อย่ามากเกินไป เพราะอีกฝ่ายอาจรู้สึกอึดอัด หรือ เหมือนถูกจับผิดได้

• เปิดใจ แบ่งปัน ความรู้สึก ของตนเอง หรือ เรื่องราวของตนเอง จะทำให้อีกฝ่ายรู้สึกถึงความสนิทใจ ที่มีต่อกัน

แต่ไม่ใช่เล่าแต่เรื่องตนเองตลอดเวลา จนไม่ฟังเรื่องของอีกฝ่ายเลย

สิ่งที่ต้องระวัง :
บางคนต้องการเวลาคุณภาพจากคนรักมาก จนอีกฝ่ายรู้สึกว่าขาดอิสระในชีวิต เช่น ต้องไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด ต้องอยู่ด้วยกันตลอด การที่อีกฝ่ายต้องการเวลาของตัวเองบ้าง ไม่ได้แปลว่าเขาไม่รักนะคะ
เพียงแต่แต่ละคนต้องการพื้นที่ชีวิตความเป็นส่วนตัวไม่เท่ากันค่ะ บางคนต้องการมาก บางคนต้องการน้อยหน่อยค่ะ


3. #ของขวัญสิ่งของดีๆ (Gifts)

เป็นภาษารักที่สำคัญมากอีกอันหนึ่ง เช่น ของขวัญในวันสำคัญ หรือ การไปไหน แล้วมีของฝาก หรือ ซื้อของโปรดของชอบให้ หรือ การให้ดอกไม้ เป็นต้น
หลายครั้งความสำคัญไม่ใช่เรื่อง ราคาของ แต่สิ่งสำคัญคือ ความนึกถึงกัน ใส่ใจกัน

ของขวัญ หรือ สิ่งของดีๆที่มอบให้กัน จีงเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของความรัก ความห่วงใยที่มีให้กัน

สิ่งของชิ้นหนึ่ง อาจมีค่าไปตลอดชีวิตของคนๆหนึ่งเลยทีเดียวค่ะ

สิ่งที่ต้องระวัง :

หลายครั้งบางคนให้ความรักเป็นสิ่งของเป็นวัตถุตลอดเวลา

เช่น มีพ่อบ้านมากมาย ที่ทำงานหนักมาก เพื่อหาเงินเลี้ยงครอบครัว และ มองว่าต้องมีสิ่งของวัตถุดีๆ

เพื่อทำให้ชีวิตครอบครัวสมบูรณ์ มือถือออกรุ่นใหม่ ต้องซื้อให้ลูกทุกครั้ง เพราะ นั่นคือ ความรักที่แสดงว่าพ่อรักลูก

แต่จริงๆ บางทีลูกอาจต้องการแค่เวลาคุณภาพจากพ่อบ้าง ภรรยาแค่ต้องการความใส่ใจห่วงใยบ้าง

แต่พ่อบ้านอาจไม่ได้ให้ เพราะ มัวแต่ยุ่งมุ่งกับภาษารักที่เป็นวัตถุสิ่งของ จนลืมไปว่าความรักที่จะให้มีได้อีกหลายแบบค่ะ


4. #การดูแล ( Acts of service )

เช่น การดูแลเรื่องต่างๆ การบริการ เช่น ขับรถไปรับไปส่ง การทำอาหารให้ทาน การพาไปหาหมอเวลาไม่สบาย เป็นต้น

สิ่งที่ต้องระวังคือ : การดูแลมากเกินไป อีกฝ่ายอาจรู้สึกอึดอัดได้ค่ะ

เช่น บางคนดูแลมากทุกเรืองในชีวิต แม้กระทั่งยาสีฟันยังบีบให้ ซึ่งถ้าคู่คุณชอบ ถือว่ากำลังดีสำหรับคู่คุณค่ะ

แต่บางคนอาจไม่ได้ชอบการดูแลที่มากๆ อีกฝ่ายอาจอึดอัดได้เพราะรู้สึกว่าขาดความเป็นส่วนตัว ถูกก้าวก่ายในชีวิตเกินไปได้ค่ะ

สิ่งทีควรเป็น คือ

- ดูว่าคู่ของคุณต้องการการดูแลขนาดไหนค่ะ

บางคนชอบให้ดูแลมากๆ บางคนอาจไม่ชอบที่มากเกินไปค่ะ จัดให้พอดีๆกับคู่ของคุณค่ะ


5. #การสัมผัสทางกาย (Physical touch)

เช่น การจับมือ การกอด การโอบ การตบไหล่ การหอม การจูบ แม้กระทั่งเรื่องเพศสัมพันธ์

ซึ่งการบอกรักด้วยภาษาร่างกาย การสัมผัสมีพลังมากนะคะ

เช่น เวลาที่ต้องการกำลังใจ การตบไหล่ การลูบหลังเบาๆ ให้กำลังใจ บางทีมีพลังมากกว่าคำพูดอีกนะคะ

สิ่งที่ต้องระวัง :

- การสัมผัสทางกาย ไม่ใช่เรื่องบนเตียง หรือ เพศสัมพันธ์อย่างเดียวค่ะ

หลายคน พอบอกว่า ส่งภาษารักด้วยการสัมผัสทางกาย จะคิดถึงเรื่องเพศสัมพันธุ์ทันที

ซึ่งเพศสัมพันธ์เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น

แต่การแสดงความรัก ความห่วงใยด้วยการสัมผัสมีอีกหลายอย่างมากค่ะ

เช่น การแสดงความรู้สึกดีๆด้วยการจับมือ การตบไหล่ การกอด เหล่านี้

เป็นภาษารักที่ทำให้คนที่ได้รับรู้สึกอบอุ่น และ มีพลังมากค่ะ

สิ่งที่ควรเป็น

- จัดให้เหมาะสมพอดีกับคู่ของเราค่ะ บางคนไม่ได้ชอบให้สัมผัสร่างกายมากมาย อาจทำให้อีกฝ่ายรุ้สึกอึดอัดรำคาญได้ค่ะ เหมือนถูกนัวเนียตลอดเวลา

แต่ขณะที่บางคนชอบและรู้สึกดี ดังนั้นจัดให้พอดีกับคู่ของตัวเองนะคะ


❤ เคล็ดไม่ลับความเข้าใจใน(ภาษา)รัก ❤

- ในแต่ละคนจะมีภาษารักไม่เหมือนกัน และ ชอบภาษารักที่แตกต่างกัน

- คนส่วนใหญ่ล้วนอยากได้ภาษารักทั้ง 5 อย่างจากคนที่เรารัก แต่ระดับการอยากได้ในแต่ละแบบอาจไม่เท่ากัน

- ลองถามตัวเองนะคะ ว่าเราอยากได้ภาษารักแบบไหนมากที่สุด เชื่อว่าแต่ละคนจะมีอยู่ในใจหลักๆกันไปคนละแบบ 2 แบบ อ่ะนะคะ เพื่อให้เกิดความเข้าใจในความต้องการของตัวเองมากขึ้น

- ลองสังเกตดูว่า คนรักของเรา ชอบภาษารักแบบใด เพื่อช่วยให้เกิดความเข้าใจในกันและกัน และดูแลกันอย่างเหมาะสม

- จัดให้พอดี และ ถูกจังหวะ ที่เขาเรียกว่า "คิดถึงใจเขา-ใจเรา" ค่ะ

- ด้วยความที่แต่ละคนมีภาษารักไม่เหมือนกัน หลายคู่จึงเกิดปัญหาได้ค่ะ

ทั้งที่รักกัน แต่ด้วยภาษารักที่ไม่ตรงกัน ทำให้บางคู่กลายเป็นหมางใจกัน

เพราะ เข้าใจว่าอีกฝ่ายไม่เคยให้ภาษารักแบบนี้กับตนเองเลย แปลว่าไม่รักตน

หรือ รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจว่าอีกฝ่ายไม่รับรู้ความรักของตน ที่เพียรพยายามให้ตลอดมา เป็นต้น

เลยกลายเป็นว่าจากคนที่รักกันมากๆ กลายเป็นคนที่ไม่รักกันมากๆ ไปได้

ด้วยความไม่เข้าใจในภาษารักของอีกฝ่ายค่ะ


#ขอยกตัวอย่าง : ชายหนุ่ม กับหญิงสาว คู่หนึ่งนะคะ

หญิงสาว : ภาษารักของเธอคือ คำพูด (word of affirmation, appreciation)

ชายหนุ่ม : ภาษารักของเขาคือ การดูแล ( Acts of service )

หญิงสาว น้อยใจสามีมาโดยตลอด แต่งงานกันมา 2 ปี มองว่าสามีไม่เคยรักตน

เพราะสามีไม่เคยพูดคำว่ารักเลย เวลาถามว่ารักเธอไหมสามีไม่ตอบ หรือ เฉยๆไป และ ไม่เคยพูดคำดีๆ หวานๆ ให้กัน

และ ไม่เคยชื่นชมอะไรในตัวเธอเลย

บางครั้งเวลาที่ทำผิดไปบ้างยังโดนสามีเอ็ดอยู่บ่อยๆ ทำให้เธอรู้สึกเสียใจ เจ็บช้ำน้ำใจกับคำพูดของสามี

ขณะที่ทางฝ่ายสามีนั้นจริงๆรักภรรยามาก

แต่เป็นคนไม่ชอบพูด บุคลิกแข็งๆ พูดชมใครไม่เป็น พูดจาหวานๆ อ่อนโยนไม่เป็น

และ มองว่าเป็นสิ่งไร้สาระ คำพูดมันตื้นเขิน และ จะโกหกอย่างไรก็ได้

ดังนั้นเขาแสดงความรักด้วยการดูแลภรรยาต่างๆ เช่นการไปรับไปส่ง เวลาภรรยาไปไหนจะขับรถให้เสมอ เวลาเห็นภรรยาไม่สบายจะดูแลเรื่องอาหารการกินและพาไปหาหมอ เป็นต้น

แต่ไม่เคยพูดจาให้กำลังใจเลย เพราะมองว่าไม่จำเป็น มองว่าการกระทำสำคัญกว่าคำพูด

และ ด้วยความห่วงใยภรรยาบางครั้งจึงเอ็ดภรรยาเวลาที่เธอทำผิด

ด้วยเจตนาที่ดีและห่วงใยว่าไม่อยากให้เธอทำผิดอีก

ณ จุดนี้ ทำให้ภรรยาน้อยใจอยู่เรื่อยๆ

และ เข้าใจว่าที่สามีทำดีด้วยการดูแลตนมาตลอดเพราะทำตามหน้าที่ของสามีที่ดีเท่านั้น

ภรรยาจึงไม่สามารถสัมผัสความรักจากสามีได้เลย

ซึ่งคู่นี้เป็นหนึ่งในอีกๆหลายคู่ที่มีภาษารักไม่ตรงกันทำให้หมางใจกันในที่สุดค่ะ


= ภาษารักส่งท้ายนะคะ =

- ความเข้าใจในภาษารัก ว่ามี อย่างน้อย 5 แบบดังกล่าวข้างต้น

ช่วยให้หลายคู่สัมผัสความรักของอีกฝ่ายได้มากขึ้น หายสงสัยว่าเขารักเราหรือเปล่า รวมถึงตัวเราเอง ที่จะส่งภาษารักให้พอดีกับคู่ของเรานะคะ ไม่มากไม่น้อยเกินไปค่ะ

- ภาษารักไม่ใช่เฉพาะกับความรักแบบคู่รักเท่านั้นนะคะ กับ คุณพ่อ คุณแม่ ลูกๆ พี่ น้อง และเพื่อนๆ

- การสื่อภาษารักที่เหมาะสมและเข้าใจภาษารักของอีกฝ่ายเป็นสิ่งที่สำคัญมากค่ะ ทำให้ความสัมพันธ์ดีขึ้นได้อย่างมากค่ะ

- ภาษารัก 5 ข้อไม่ใช่สูตรสำเร็จ ว่าทำทั้ง 5 ข้อแล้วชีวิตรักของคุณจะดีขึ้น (ถ้าปราศจากใจ)

ภาษารักจะทรงพลังและมีคุณค่าที่สุด เมื่อสิ่งเหล่านี้ ทำด้วยใจ ออกมาจากใจ ทำด้วยความรักและความปรารถนาดีต่อกันนะคะ

เข้าใจใน"ภาษารัก" ของเธอ ของฉัน ความสัมพันธ์(ของเรา)แน่นแฟ้นค่ะ

:::••::: ••:::••:::••::: ••:::••:::••::: ••:::••:::••::: ••:::••

เครดิตบทความ : หมอเบิ่นนี่
เครดิตภาพ : https://images.app.goo.gl/sCinY5iqokCdR6yn6

13/07/2025

ต้องขอยกเลิกการไลฟ์คืนนี้นะคะ เนื่องจากระบบขัดข้องค่ะ
พวกเราหวังว่าอาทิตย์หน้าเราจะได้กลับมาไลฟ์เหมือนเดิมนะคะ ขอบคุณที่ติดตามค่ะ

ยาต้านเศร้ามีเยอะมากค่า หมอใช้เวลาเรียนพื้นฐาน 3 ปี และทุกวันนี้ก็มีอัพเดทกลุ่มใหม่ ยังเรียนรู้เพิ่มเรื่อยๆ อย่าหยุดยาเอ...
06/07/2025

ยาต้านเศร้ามีเยอะมากค่า หมอใช้เวลาเรียนพื้นฐาน 3 ปี และทุกวันนี้ก็มีอัพเดทกลุ่มใหม่ ยังเรียนรู้เพิ่มเรื่อยๆ

อย่าหยุดยาเองนะคะ มีอาการข้างเคียง ปัญหาค่าใช้จ่าย หรือปัญหาใดๆ มาคุยกันค่า

✏️ สรุปยาต้านเศร้า 13 กลุ่ม ครบจบในบทความ
เน้นให้เห็นว่ายาไปทำงานยังไงในสมอง

⚠️ โปรดอ่านก่อน: บทความนี้ เพียงอธิบาย ‘กลไกการออกฤทธิ์’ ว่ายาที่กินเข้าไป มันไปรักษาซึมเศร้าได้ยังไง, ส่วนการเลือกใช้ยานั้น ต้องให้ผู้เชี่ยวชาญอย่างจิตแพทย์ เป็นคนประเมินจำเพาะต่อบุคคลไปค่ะ เพราะแต่ละตัวเด่นไม่เหมือนกัน


[ ความรู้เบื้องต้น ]

💔 โรคซึมเศร้า (Major depressive disorders) เป็น ‘โรค’ ที่มีรอยโรค กระจายตามสมองหลายจุด เซลล์ประสาทมีการฝ่อ เชื่อมต่อน้อยลง และหลั่งสารสื่อประสาทลดลง ไม่ใช่แค่ ‘สภาพจิตใจเปลี่ยนแปลง’ เท่านั้น แต่มันคือโรคทางสมองที่ทำให้สภาพจิตใจเปลี่ยนแปลง

💙 จุดเริ่มต้นโรคเกิดจาก การสัมผัส ‘หลายปัจจัยเสี่ยง’ จนถึงจุดที่กำเนิดโรคขึ้นมา แล้วกระจายไปทั่วสมอง ปัจจัยเสี่ยงนั้นได้แก่

▪️พันธุกรรม: มีโปรตีนที่ใช้ในการทำงานของสารสื่อประสาทผิดปกติไป
▪️เครียดรุนแรงในวัยเด็ก: สมองเกิดการเปลี่ยนแปลงการทำงานของยีน (Epigenetics) ทำให้ไวต่อผลเชิงลบ
▪️เครียดเรื้อรัง: ทำให้มี cortisol สูงลอย เกิดผลเสียแค่เซลล์ประสาท
▪️เหตุการณ์รุนแรง: ทำให้ cortisol และ adrenaline สูงขึ้น ส่งการเปลี่ยนแปลงต่อเซลล์ประสาท
▪️แบคทีเรียในลำไส้ผิดปกติ (Dysbiosis): ขาดสารสื่อประสาทที่แบคทีเรียสร้าง มา ‘กระตุ้นระบบประสาทลำไส้ (ENA)’ ที่ใช้สื่อสารกับสมอง
▪️โรคเรื้อรังบางชนิด เชน นอนกรน

🧡ผลลัพธ์จึงทำให้
→ เซลล์ประสาททยอยฝ่อตัวลง เชื่อมต่อลดลง หลั่งสารสื่อลดลง
→ สารสื่อที่ต่ำ จึงขาดแรงกระตุ้นการสร้างสาร BDNF ที่ใช้งอกเซลล์ประสาท
→ อาการต่างๆ จึงปรากฎออกมาตามจุดของสมองที่ผิดปกติ

▪️เศร้า ดิ่ง: dlPFC, amygdala, OFC, sgACC, …
▪️ไร้สุขในการทำกิจกรรม: Reward system, antireward system
▪️ไร้สมาธิ ลืมง่าย: Hippocampus
▪️เคลื่อนไหวช้า: Basal ganglia, Raphe nu.
*กลไกอาการอื่นๆ อ่านได้ที่เพจเรา

🧠สมองแต่ละจุดที่ผิดปกติ มีการใช้สารสื่อประสาทที่แตกต่างกัน แต่จะวนไปวนมาไม่กี่ตัวนั่นคือ

▪️Serotonin (5-HT, S)
▪️Norepinephrine (NE)
▪️Dopamine (DA)

โดยสารสื่อประสาทเหล่านี้ นอกจากจะทำหน้าที่ตามปกติแล้ว ยังกระตุ้นให้เซลล์ประสาทสร้าง BDNF, NGF ด้วย ซึ่งเป็นเป้าหมายของการรักษา

💚การรักษาจึงต้องกินยา + ปรับสุขภาพจิต ปรับพฤติกรรม
สร้างเกราะป้องกัน ในระยะยาว และตลอดไป


————————————

[ สรุปกลไกยาแก้ซึมเศร้า ]


1️⃣ กลุ่มเพิ่ม serotonin - SSRI
(Selective Serotonin Reuptake Inhibitors)
เช่น Fluoxetine, Sertraline, Escitalopram

💊 ชื่อการค้า: Prozac, Zoloft, Lexapro

🗝️ กลไก:

▪️ บล็อกการดูดกลับ serotonin ที่ปลายประสาท
→ ปลายประสาทหลั่งไปแล้ว serotonin ค้างอยู่นานขึ้น
→ กระตุ้นเซลล์ประสาทถัดไปได้มากขึ้น
→ สร้างสาร BDNF มากขึ้น มาฟื้นเซลล์ประสาทกลับคืนมา





2️⃣ กลุ่มเพิ่มทั้ง Serotonin และ Norepinephrine (SNRI)
(Serotonin-Norepinephrine Reuptake Inhibitors)
เช่น Venlafaxine, Duloxetine

💊 ชื่อการค้า: Effexor, Cymbalta

🗝️ กลไก:

▪️ บล็อกการดูดกลับทั้ง S และ NE ที่ปลายประสาท
→ ปลายประสาทหลั่งไปแล้ว S กับ NE ค้างอยู่นานขึ้น
→ กระตุ้นเซลล์ประสาทถัดไปได้มากขึ้น
→ สร้างสาร BDNF มากขึ้น มาฟื้นเซลล์ประสาทกลับคืนมา





3️⃣ กลุ่มเพิ่มทั้ง Norepinephrine และ Dopamine (NDRI)
(Norepinephrine-Dopamine Reuptake Inhibitors)
เช่น Bupropion

💊 ชื่อการค้า: Wellbutrin

🗝️ กลไก:

▪️ บล็อกการดูดกลับทั้ง NE และ DA ที่ปลายประสาท
→ ปลายประสาทหลั่งไปแล้ว NE กับ DA ค้างอยู่นานขึ้น
→ กระตุ้นเซลล์ประสาทถัดไปได้มากขึ้น
→ สร้างสาร BDNF มากขึ้น มาฟื้นเซลล์ประสาทกลับคืนมา





4️⃣ กลุ่ม TCA
(Tricyclic Antidepressants)
เช่น Amitriptyline, Nortriptyline

💊 ชื่อการค้า: Elavil, Pamelor

🗝️ กลไก

▪️ บล็อกการดูดกลับทั้ง S และ NE ที่ปลายประสาทแบบไม่จำเพาะ
→ ปลายประสาทหลั่งไปแล้ว S กับ NE ค้างอยู่นานขึ้น
→ กระตุ้นเซลล์ประสาทถัดไปได้มากขึ้น
→ สร้างสาร BDNF มากขึ้น มาฟื้นเซลล์ประสาทกลับคืนมา

⚠️ ต่างกับข้อ 2 ตรงที่ TCA มีความจำเพาะต่ำ ทั้งนั้นมันไปยุ่งกับสารสื่ออื่นอีกมากมาย มาในรูปผลข้างเคียงที่เพิ่มขึ้น





5️⃣ กลุ่มยับยั้งการทำลายสารสื่อ - MAOI
(Monoamine Oxidase Inhibitors)
เช่น Phenelzine, Tranylcypromine

💊 ชื่อการค้า: Nardil, Parnate

🗝️ กลไก:

▪️ ยับยั้งเอนไซม์ชื่อ MAO
→ ลดการทำลายสารสื่อ S, NE และ DA
→ เซลล์ประสาทมีสารสื่อ สะสมมากขึ้น หลั่งได้มากขึ้น
→ กระตุ้นเซลล์ประสาทถัดไปได้มากขึ้น
→ สร้างสาร BDNF มากขึ้น มาฟื้นเซลล์ประสาทกลับคืนมา





6️⃣ กลุ่มยับยั้งการเบรกตัวเองของ S และ NE - NaSSA
(Noradrenergic and Specific Serotonergic Antidepressants)
เช่น Mirtazapine

💊 ชื่อการค้า: Remeron

*ตัวนี้อ่านแล้วอาจจะงงในทีแรกนะคะ*
ปกติแล้วเวลาเซลล์ประสาทหลั่งสารสื่อไป
→ สารสื่อจะกระตุ้นเซลล์ถัดไป
และย้อนกลับมา ‘ชะลอ’ การหลั่ง
→ สารสื่อจึงไม่หลั่งเยอะเกิน

🗝️ กลไก:

▪️ บล็อกตัวรับ alpha-2 และ 5HT2/5HT3
ซึ่งเป็นตัวรับสารสื่อ ที่ใช้ชะลอการหลั่งของ NE และ S
→ คราวนี้จึงไม่มีใครย้อนมาเบรกปลายประสาท
→ ปล่อย NE และ S ออกได้มากขึ้น
→ กระตุ้นเซลล์ประสาทถัดไปได้มากขึ้น
→ สร้างสาร BDNF มากขึ้น มาฟื้นเซลล์ประสาทกลับคืนมา





7️⃣ กลุ่มเพิ่ม serotonin และ ยับยั้ง serotonin ‘บางจุด’ - SARI
(Serotonin Antagonist and Reuptake Inhibitors)
เช่น Trazodone

💊 ชื่อการค้า: Desyrel

🗝️ กลไก: คล้ายกลุ่ม 1 (SSRI) คือ

1. บล็อกการดูดกลับ serotonin ที่ปลายประสาท
→ ปลายประสาทหลั่งไปแล้ว serotonin ค้างอยู่นานขึ้น
→ กระตุ้นเซลล์ประสาทถัดไปได้มากขึ้น
→ สร้างสาร BDNF มากขึ้น มาฟื้นเซลล์ประสาทกลับคืนมา

2. มีการยับยั้งการออกฤทธิ์ของ S บางจุด
คือจุดที่มีตัวรับชนิดย่อยชื่อ 5HT2A ผลคือ
→ ลดวิตกกังวล, นอนได้มากขึ้น





8️⃣ กลุ่มออกฤทธิ์คล้าย Melatonin
เช่น Agomelatine

💊 ชื่อการค้า: Valdoxan

🗝️ กลไก:

1. กระตุ้นตัวรับ Melatonin (MT1, MT2)
→ ปรับสมดุลนาฬิกาชีวิตทั้งเรือนหลัก (SCN) และเรือนย่อย

2. บล็อกตัวรับ 5-HT2C receptor
ซึ่งเป็นตัวรับสารสื่อ ที่ใช้ชะลอการหลั่งของ NE และ DA
→ คราวนี้จึงไม่มีใครย้อนมาเบรกปลายประสาท
→ ปล่อย NE และ DA ออกได้มากขึ้น

▪️ผลจากนาฬิกาชีวิตดี + NE/DA สูงขึ้น
→ สร้างสาร BDNF มากขึ้น มาฟื้นเซลล์ประสาทกลับคืนมา





9️⃣ กลุ่มเพิ่ม norepinephrine - NRI
(Norepinephrine Reuptake Inhibitors)
เช่น Reboxetine

💊 ชื่อการค้า: Edronax

🗝️ กลไก:

▪️ บล็อกการดูดกลับ NE โดยตรง
→ ปลายประสาทหลั่งไปแล้ว NE ค้างอยู่นานขึ้น
→ กระตุ้นเซลล์ประสาทถัดไปได้มากขึ้น
→ สร้างสาร BDNF มากขึ้น มาฟื้นเซลล์ประสาทกลับคืนมา





🔟 กลุ่มเพิ่ม serotonin และปรับการออกฤทธิ์ - SPARI
(Serotonin Partial Agonist and Reuptake Inhibitors)
เช่น Vilazodone

💊 ชื่อการค้า: Viibryd

🗝️ กลไก:

1. บล็อกการดูดกลับ S ที่ปลายประสาท
2. กระตุ้น receptor 5-HT1A

ผลทั้งคู่คือ:
→ ปลายประสาทหลั่งไปแล้ว S ค้างอยู่นานขึ้น
และยายังไปทำหน้าที่เหมือน S อีก (กระตุ้น 5-HT1A)
→ กระตุ้นเซลล์ประสาทถัดไปได้มากขึ้น
→ สร้างสาร BDNF มากขึ้น มาฟื้นเซลล์ประสาทกลับคืนมา





1️⃣1️⃣ กลุ่มเพิ่ม serotonin และปรับการออกฤทธิ์หลายจุด - SMS
(Serotonin Modulators and Stimulators)
เช่น Vortioxetine

💊 ชื่อการค้า: Trintellix

🗝️ กลไก: ‘เป็ด’ มากๆ

1. บล็อกการดูดกลับ S ที่ปลายประสาท
2. กระตุ้น receptor 5-HT1A
ผลทั้งคู่คือ:
→ ปลายประสาทหลั่งไปแล้ว S ค้างอยู่นานขึ้น
และยายังไปทำหน้าที่เหมือน S อีก (กระตุ้น 5-HT1A)
→ กระตุ้นเซลล์ประสาทถัดไปได้มากขึ้น
→ สร้างสาร BDNF มากขึ้น มาฟื้นเซลล์ประสาทกลับคืนมา

3. กระตุ้นตัวรับ 5-HT1B บ้าง
แต่ต้านตัวรับ 5-HT1D, 5-HT3, 5-HT7
→ เพิ่มการคิด (Cognitive function), ลดผลข้างเคียงต่างๆ





1️⃣2️⃣ กลุ่ม Neurosteroid
(GABAergic Modulators)
เช่น Brexanolone

💊 ชื่อการค้า: Zulresso

🗝️ กลไก:
▪️ รูปยาคล้ายสารชื่อ allopregnanolone
ซึ่งเป็นสเตียรอยด์ที่สมองใช้กัน
→ กระตุ้นตัวรับ GABA-A
→ ออกฤทธิ์เหมือนสารสื่อ GABA คือกดประสาท
→ อาการเศร้าดีขึ้น โดยอาการนี้ต้องเกิดมาจาก
ภาวะถอนฮอร์โมน progesterone เช่นหลังคลอด

⚠️ ยาใหมนี้จึงใช้ในภาวะซึมเศร้าหลังคลอด
เพราะกลไกคือฮอร์โมน progesterone ร่วงลง
→ สาร allopregnanolone ลดลง
→ GABA ทำงานรุนแรงขึ้น → ทั้งเศร้า ทั้งกังวล





1️⃣3️⃣ กลุ่มปลดเบรก glutamate
(Glutamatergic Modulators)
เช่น Esketamine

💊 ชื่อการค้า: Spravato

🗝️ กลไก:
▪️ ยับยั้งตัวรับสารสื่อ glutamate ชื่อ NMDA
ซึ่งปกติตัวนี้ไว้เพิ่มการหลั่ง GABA
→ สารสื่อ GABA หลั่งลดลง
→ เซลล์ประสาทที่หลั่ง glutamate แบบไม่โดนเบรก
→ กระตุ้นเซลล์ประสาทถัดไปได้มากขึ้น (ด้วยตัวรับ AMPA)
→ สร้างสาร BDNF มากขึ้น มาฟื้นเซลล์ประสาทกลับคืนมา

⚠️ แปลกกว่าชาวบ้านทั้งหมดคือ ออกฤทธิ์เพิ่ม BDNF โดยตรง


————————————

🔮 สรุป:

🧠 ยาแก้ซึมเศร้าแบ่งตามกลไกหลักๆ ได้ 4 แบบ:
1. เพิ่ม serotonin อย่างเดียว:
SSRI, SARI, SPARI, SMS
2. เพิ่ม serotonin + norepinephrine:
SNRI, TCA, NaSSA
3. เพิ่ม norepinephrine + dopamine: NDRI, NRI
4. เพิ่มทั้ง 3 ตัว: MAOI
5. ออกฤทธิ์เหมือน Melatonin: Agomelatine
6. ออกฤทธิ์เหมือน Neurosteroid: Brexanolone
7. เพิ่ม Glutamate: Esketamine

🧠 ทุกกลุ่มจะลงเอยที่เพิ่มการงอกของเซลล์ประสาท
แต่เล่นที่สารสื่อคนละประเภทกัน ดังนั้น
✔️ ตำแหน่งของสมองที่ดีขึ้นตามลำดับ จะไม่เหมือนกัน เช่น SNRI จุด Basal ganglia จะดีขึ้นไว การทำอะไรเชื่องช้า จะดีขึ้นเด่น
✔️ ผลข้างเคียงจะไม่เหมือนกันเลย
✔️ รายละเอียดเชิงกายภาพของยาไม่เหมือนกัน

💊 ยังมียาที่มักใช้รักษาร่วมอีกมากมาย เช่น ยาช่วยหลับ (BZD: Lorazepam, …), ยากลุ่มต้านจิตเภท - แต่ใช้เพื่อต้านเศร้านะ (Quetiapine)


————————————

💡 ดังนั้นจะเห็นว่า ยาต้านเศร้าต้องรอเซลล์ประสาทฟื้นฟู
จึงต้องใช้ต่อเนื่องอย่างน้อย 2–6 สัปดาห์ถึงจะเห็นผล

⚠️ ห้ามหยุดยา หรือ ปรับยาเอง

✅ เคล็ดลับดูแลตัวเองร่วมด้วย:
▪️ กลับมาออกกำลังกายให้ได้ เพิ่มความแรงได้ยิ่งดี
▪️ ถ้ากลับมานอนหลับได้ ให้เซ็ตเป็นความสำคัญแรกๆ การนอนได้ปกติ 6-8 ชม. และคุณภาพดี เร่งการฟื้นได้มาก
▪️ งดแอลกอฮอล์ เพราะเพิ่มการเป็นซ้ำได้มาก
▪️ นัดจิตบำบัด และบริหารจิตสม่ำเสมอ
▪️ ตรวจติดตามแพทย์เสมอ มีอะไรคุยกับแพทย์ก่อน
▪️ Detect จุดอันตราย จุด trigger ให้ได้ เลี่ยงจนกว่าจะพร้อม (ถ้าเลี่ยงได้), มี toxic person (ในมุมเรา) ถอยห่างก่อน ตัดได้ตัด จะเกรงใจใคร เกรงใจน้องสมองของเราก่อนจ้าเธอ

16/06/2025

คลินิกหยุดพิเศษ
19-23 มิ.ย. 68
แนะนำนัดหมายล่วงหน้า
ขออภัยในความไม่สะดวกค่ะ

11/06/2025

Alprazolam คืออะไร ทำไมถึงเรียกกันว่ายาเสียสาว
เพราะอะไรหมอจึงไม่ค่อยจ่ายให้คนไข้
มาฟังข้อดีข้อเสีย และข้อควรระวัง ของยานี้กันค่ะ
#ยาเสียสาว #จิตแพทย์ #ยานอนหลับ #จิตแพทย์พิษณุโลก #คลินิกจิตเวช #บ้านรักษ์ใจ #คลินิกบ้านรักษ์ใจ

30/05/2025

6 mental tips for Hyrox athletes
1. ฟังเสียงตัวเองและดูแลอยู่เสมอ
2. Mental recovery สำคัญพอๆ กับ physical recovery
3. วันซ้อมที่แย่ คือวันที่ดีที่สุดได้ฝึกดูแลใจ
4. มีเป็นหมายเป็นแรงบันดาลใจ ไม่ใช่แรงกดดัน
5. ชื่นชมเวลาที่เห็นคนอื่น performance ดี และมองให้เป็นโอกาสในการพัฒนาตนเอง
6. ภูมิใจกับกระบวนการ ความพยายามที่ฝึกซ้อม และความอดทนในวันแข่ง

เป็นกำลังใจให้นักกีฬาทุกคนค่า 🧡🧡🧡

ที่อยู่

Phitsanulok

เวลาทำการ

จันทร์ 10:00 - 20:00
อังคาร 10:00 - 20:00
พุธ 10:00 - 20:00
พฤหัสบดี 10:00 - 20:00
ศุกร์ 10:00 - 20:00
เสาร์ 10:00 - 20:00

เบอร์โทรศัพท์

0910310089

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ บ้านรักษ์ใจคลินิกจิตเวชผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ การปฏิบัติ

ส่งข้อความของคุณถึง บ้านรักษ์ใจคลินิกจิตเวช:

แชร์