Kesara Mai ngam -Ray LMT

Kesara  Mai ngam -Ray LMT I am a licensed massage therapist, educator, and business owner with a passion for therapeutic excellence and a commitment to raising industry standards.

ลูกค้าผู้หญิงซึ่งเป็นนักกีฬา Pickleball เข้ามาด้วยอาการแขนขวาพาข้ามตัวไม่ได้ในท่า horizontal adduction และปวดลึกบริเวณใต...
10/31/2025

ลูกค้าผู้หญิงซึ่งเป็นนักกีฬา Pickleball เข้ามาด้วยอาการแขนขวาพาข้ามตัวไม่ได้ในท่า horizontal adduction และปวดลึกบริเวณใต้รักแร้ อาการเริ่มหลังจากเล่นกีฬาหลายวันต่อเนื่องโดยไม่มีการยืดกล้ามเนื้ออย่างเหมาะสม

จากการประเมิน ตรวจพบว่า pectoralis major, anterior deltoid, และ subscapularis มีอาการตึงและไวต่อการกด โดยเฉพาะ subscapularis ซึ่งอยู่ลึกด้านหน้าใต้สะบัก เมื่อคลำผ่านช่องรักแร้จะรู้สึกถึงพังผืดและแรงต้านในแนวเส้นใย กล้ามเนื้อนี้ทำหน้าที่ internal rotation และควบคุมตำแหน่งของหัวกระดูก humerus ให้อยู่ศูนย์กลางในเบ้า glenoid fossa เมื่อมันสั้นหรือเกิด adhesion จะดึงหัวกระดูกไปด้านหน้า (anterior glide) ทำให้จังหวะการเคลื่อนไหวของข้อต่อไม่สัมพันธ์กัน

ในขณะเดียวกัน กล้ามเนื้อ pectoralis major และ anterior deltoid ที่ตึงจากการใช้ซ้ำในท่าออกแรงตีลูก ทำให้แรงดึงจากด้านหน้าเพิ่มขึ้น ส่งผลให้หัวกระดูก humerus ถูกตรึงอยู่ในตำแหน่ง anterior tilt กล้ามเนื้อด้านหลังอย่าง infraspinatus และ teres minor ต้องทำงานชดเชยเพื่อต้านแรงดึงนี้ เกิดสภาวะที่กล้ามเนื้อทั้งสองฝั่ง “ทำงานขัดกันเอง” ภายในข้อต่อ จึงเกิดอาการแน่นและปวดลึกในแนวรักแร้

แนวทางการบำบัดเริ่มจาก passive release ที่ subscapularis เพื่อคลายพังผืดในชั้นลึก ผู้บำบัดเข้าทางช่องรักแร้ด้านหน้า ใช้น้ำหนักมือคงที่ในแนวขนานกับเส้นใยกล้ามเนื้อ ขณะเคลื่อนแขนของลูกค้าไปในท่า external rotation ช้า ๆ เพื่อเปิดพื้นที่ในเบ้าไหล่ จากนั้นใช้ active release โดยให้ลูกค้าหมุนแขนออกช้า ๆ ด้วยตัวเองในขณะที่ผู้บำบัดคงแรงกดไว้ วิธีนี้ช่วยให้เส้นใย subscapularis เคลื่อนไหวใต้มือในจังหวะจริง กระตุ้นระบบประสาทให้เรียนรู้ทิศทางการยืดและหดที่ถูกต้อง

หลังจากปลดแรงดึงลึกใน subscapularis แล้ว ใช้ dynamic cupping ที่ pectoralis major และ anterior deltoid เพื่อเปิด fascia ชั้นหน้า โดยเคลื่อนถ้วยตามแนวขวางจาก sternum ไปถึงหัวไหล่ เพื่อคืนการลื่นไหลของผิวเนื้อเยื่อและลดแรงดึงผิดทิศทาง จากนั้นทำ Muscle Energy Technique (MET) ให้ลูกค้าผลักแขนเบา ๆ ในทิศทาง horizontal abduction ขณะผู้บำบัดต้านไว้ราว 5 วินาที แล้วค่อยคลายแรงและนำแขนเข้าสู่ horizontal adduction ในมุมใหม่ ทำซ้ำเพื่อคืนสมดุลการหดและยืดของกล้ามเนื้อหน้าอกและหัวไหล่

ขั้นตอนสุดท้ายคือ activation phase ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้ผลการรักษาคงอยู่ได้ยาวนาน ในเคสนี้เริ่มจากการกระตุ้นกล้ามเนื้อด้านหลังที่ทำงานชดเชยและมักอ่อนแรง ได้แก่ infraspinatus, teres minor, posterior deltoid, rhomboids, lower trapezius, และ serratus anterior เพื่อให้ไหล่กลับมามีจังหวะการเคลื่อนไหวที่สมดุล (scapulohumeral rhythm)

ผู้บำบัดใช้เทคนิคการกระตุ้นแบบ isometric hold ให้ลูกค้าดันแขนเบา ๆ ไปด้านหลังในท่า 90 องศา abduction เพื่อเปิดการทำงานของ posterior cuff จากนั้นฝึก scapular retraction และ depression ด้วยการให้ลูกค้าดึงสะบักเข้าหากันและกดลงโดยไม่เกร็งคอ เพื่อกระตุ้นการทำงานของ lower trapezius และ rhomboids ต่อด้วยการฝึก wall slide with protraction เพื่อเปิดการทำงานของ serratus anterior ซึ่งช่วยพา scapula เคลื่อนออกและหมุนขึ้นในจังหวะยกแขน

เมื่อรวมทุกขั้นตอน ทั้ง release และ activation ผลคือกล้ามเนื้อรอบหัวไหล่กลับมาทำงานเป็นระบบเดียวกันอีกครั้ง แขนที่เคยขยับข้ามตัวไม่ได้สามารถเคลื่อนไหวได้เต็มระยะ ความรู้สึกแน่นและแรงต้านหายไปอย่างเห็นได้ชัด โดยไม่ต้องใช้แรงดัดหรือการปรับข้อต่อใด ๆ

ในมุมมองทางชีวกลศาสตร์ กล้ามเนื้อที่ตึงเกินไปไม่เพียงแต่สั้น แต่ยังเปลี่ยนทิศทางของแรงในข้อต่อ เมื่อแรงดึงจากด้านหน้าไม่สมดุล หัวกระดูกจะเคลื่อนผิดแนว ทำให้กล้ามเนื้อที่ควรทำงานร่วมกันกลับต้องต่อต้านกันเอง การรักษาที่แท้จริงจึงไม่ใช่เพียงการยืด แต่คือการคืนสมดุลระหว่าง release – retrain – reactivate เพื่อให้ข้อต่อกลับมาเคลื่อนไหวในแนวที่เป็นธรรมชาติ

แนวทางนี้สอดคล้องกับงานวิจัยใน Journal of Orthopaedic & Sports Physical Therapy (2021) ซึ่งยืนยันว่าการลด anterior capsular tightness และการกระตุ้นกล้ามเนื้อ scapular stabilizers มีผลเพิ่มช่วงการเคลื่อนไหวและลดอาการปวดในผู้ที่มีภาวะ anterior shoulder dysfunction ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

วันนี้เป็นเคสลูกค้าหลังผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม (Total Knee Replacement: TKR) ผ่านมาประมาณ 8 สัปดาห์ แต่ยังมีอาการ บวม ...
10/11/2025

วันนี้เป็นเคสลูกค้าหลังผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม (Total Knee Replacement: TKR) ผ่านมาประมาณ 8 สัปดาห์ แต่ยังมีอาการ บวม เจ็บ และรู้สึกตึงอย่างต่อเนื่องบริเวณแนวแผลผ่าตัด ซึ่งถือว่าเกินระยะเวลาการอักเสบตามปกติของเนื้อเยื่อ (inflammatory phase normally resolves within 2–3 weeks, proliferative phase up to 6 weeks).

เมื่อทำการประเมิน พบว่ามี edema รอบเข่าและแนวรอยแผล รวมถึงการเคลื่อนไหวของข้อ (ROM: Range of Motion) ยังจำกัด โดยเฉพาะ flexion ต่ำกว่า 90 องศา ซึ่งบ่งชี้ว่าเกิดการยึดรั้งของเนื้อเยื่อใต้แผล (subcutaneous and fascial adhesion).

เมื่อ palpation รอบแนวแผล พบ fibrotic tissue และ restricted fascial glide โดยเฉพาะบริเวณ medial และ inferior to patella ซึ่งเป็นบริเวณที่มักเกิดการยึดรั้งหลังผ่าตัดจากการสร้างพังผืด (scar tissue) เพื่อปิดบาดแผลลึกของการผ่าตัดเปิดข้อ

พังผืด (scar adhesion) ในลักษณะนี้มักรบกวนการไหลเวียนของ lymphatic fluid และ venous return, ทำให้เกิดการคั่งของของเหลว (lymphatic congestion) และส่งผลให้ผู้ป่วยรู้สึกเจ็บหรือหน่วงในข้อเข่าอย่างต่อเนื่อง แม้ไม่มีการอักเสบเชิงระบบแล้วก็ตาม

ในเคสนี้ การบำบัดเริ่มจาก manual assessment เพื่อระบุทิศทางของพังผืดและแรงดึงรั้ง เป้าหมายหลักคือ restoring fascial mobility รอบแนวแผลก่อนเริ่มงานระบายน้ำเหลือง

Step 1: Scar Tissue Release
ใช้เทคนิค fascial release แบบช้าและลึกในทิศทาง cross-fiber เพื่อแยก adhesion ระหว่าง superficial fascia และ deep fascia โดยหลีกเลี่ยงการกดตรงแนวรอยแผลโดยตรง
การคลายพังผืดช่วยลด tension ต่อ patellar retinaculum และเปิดการเคลื่อนไหวของเนื้อเยื่อโดยรอบ

Step 2: Lymphatic Drainage (Manual Lymphatic Drainage – MLD)
หลังจาก fascial mobility ดีขึ้น จึงเริ่มทำ MLD แบบเบาและช้า โดยเปิดบริเวณ proximal lymph nodes ก่อน (inguinal → popliteal) แล้วจึงค่อยทำ distal flow เพื่อส่งของเหลวส่วนเกินเข้าสู่ระบบน้ำเหลืองหลัก จุดสำคัญคือต้องใช้แรงต่ำมาก เพื่อหลีกเลี่ยงการกระตุ้น mechanoreceptor ที่อาจทำให้เกิดการหดตัวของหลอดเลือดและบวมเพิ่ม

Step 3: Gentle Mobilization & Patient Education
หลังจากลดบวมและคลาย adhesion แล้ว จึงให้คำแนะนำเรื่องการเคลื่อนไหวในมุมปลอดภัย (safe ROM) และการยืดกล้ามเนื้อรอบข้อเข่า เช่น quadriceps, hamstrings, และ gastrocnemius เพื่อคงความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อและป้องกันการสร้างพังผืดเพิ่ม

หลังผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม ระบบน้ำเหลืองและเส้นเลือดฝอยรอบเข่าจะถูกตัดขาดบางส่วน ทำให้การระบายน้ำเหลืองช้าลงกว่าปกติ การบำบัดในระยะหลังผ่าตัดจึงควรเน้น การคืนการเคลื่อนไหวของ fascia, การเปิดระบบน้ำเหลือง, และ การลดแรงกดจากภาวะบวมเรื้อรัง

การเข้าใจ anatomy และ phase ของการสมานแผลเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับนักบำบัดทุกคน เพราะไม่ใช่ทุกอาการเจ็บหลังผ่าตัดจะเกิดจาก “ข้อเทียม” แต่หลายครั้งเกิดจาก “เนื้อเยื่อรอบข้างที่ยังไม่ถูกปลดล็อก”

วันนี้มีลูกค้าเป็นช่างทำผม เข้ามาที่คลินิกด้วยอาการปวดไหล่ร้าวลงแขน ขยับแทบไม่ได้ และนอนไม่หลับมาเกือบอาทิตย์ อาชีพนี้ต้...
09/06/2025

วันนี้มีลูกค้าเป็นช่างทำผม เข้ามาที่คลินิกด้วยอาการปวดไหล่ร้าวลงแขน ขยับแทบไม่ได้ และนอนไม่หลับมาเกือบอาทิตย์ อาชีพนี้ต้องใช้แขนยกอยู่ระดับไหล่ตลอดทั้งวัน ไม่ว่าจะจับไดร์ หวี หรือกรรไกร ทำท่าเดิมซ้ำ ๆ ไปเรื่อย ๆ จนกล้ามเนื้อด้านหน้าถูกใช้งานหนักเกินไป ส่วนกล้ามเนื้อด้านหลังกลับอ่อนแรง

สิ่งที่ครูตรวจพบคือ กล้ามเนื้อที่ตึงมาก ได้แก่ upper trap, levator scapulae, scalenes และ pec minor ที่ดึงไหล่ขึ้นและกดทับเส้นประสาท ร่วมกับ anterior deltoid และ subscapularis ที่ดึงหัวไหล่ไปข้างหน้าและหมุนเข้า ในขณะที่กล้ามเนื้อที่ควบคุมการหมุนออกอย่าง infraspinatus และ teres minor รวมถึง rhomboid, lower trap, serratus anterior และ deep neck flexors กลับอ่อนแรง ไม่สามารถพยุงสะบักและหัวไหล่ให้อยู่ในตำแหน่งที่สมดุลได้

เมื่อกล้ามเนื้อด้านหน้าและคอตึงมาก ช่องทางของ brachial plexus ซึ่งเป็นเส้นประสาทหลักที่ออกจากคอ (C5–T1) ผ่าน scalenes ใต้กระดูกไหปลาร้า และใต้กล้ามเนื้อ pec minor จึงถูกกดทับ ทำให้เกิดอาการปวดร้าวลงแขน

ในเคสนี้ ความเจ็บรุนแรงจนไม่สามารถเริ่มด้วยแรงกดหรือลงน้ำหนักได้ทันที ครูจึงใช้ หินเย็น เพื่อลดสัญญาณความเจ็บที่สมองรับรู้ และเมื่อระบบประสาทคลายตัวลง ครูได้เสริมด้วย static cupping วางบริเวณหน้าอก บนหัวไหล่ และกล้ามเนื้อ deltoid เพื่อช่วย decompress nerves ลดแรงกดทับในพื้นที่สำคัญ เมื่อพื้นที่รอบ ๆ เส้นประสาทถูกยกขึ้นด้วยแรงดูดจากถ้วย cupping การไหลเวียนของเลือดและน้ำเหลืองดีขึ้น ทำให้ระบบประสาททำงานอย่างเป็นอิสระมากขึ้น

หลังจากนั้น ครูจึงค่อย ๆ รีลีสกล้ามเนื้อด้านหน้า แล้วเปิดการทำงานของกล้ามเนื้อด้านหลัง เพื่อคืนสมดุลให้ไหล่และสะบักกลับมาทำงานได้้ตามปกติ

ผลลัพธ์คือ หลังการนวดครั้งแรก ลูกค้ารายนี้รายงานว่า อาการปวดร้าวลงแขนหายไปทันที สามารถขยับแขนได้มากขึ้นและรู้สึกเบาตัวขึ้น ครูจึงขอให้ลูกค้าส่งข้อความมาอัปเดตอาการอีกสามวัน เพื่อดูว่าดีขึ้นต่อเนื่องหรือมีการกลับมาเจ็บซ้ำ จะได้วางแผนการนวดครั้งต่อไปกับลูกน้องที่ร้าน เนื่องจากครูจะไม่อยู่ประมาณหนึ่งเดือน

ทำไมเราจำเป็นต้องรู้ว่าเราทำ Cupping แบบไหน!!!ครูอยากย้ำตรงนี้ให้ทุกคนเข้าใจว่า Cupping ไม่ใช่การเอาถ้วยไปดูดผิวหนังแล้ว...
09/04/2025

ทำไมเราจำเป็นต้องรู้ว่าเราทำ Cupping แบบไหน!!!

ครูอยากย้ำตรงนี้ให้ทุกคนเข้าใจว่า Cupping ไม่ใช่การเอาถ้วยไปดูดผิวหนังแล้วจบ แต่เป็นศาสตร์ที่มีผลโดยตรงต่อ ระบบไหลเวียนเลือด น้ำเหลือง และเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน ถ้าเราไม่รู้ว่าเรากำลังทำแบบไหน ใช้แรงเท่าไหร่ และค้างไว้นานแค่ไหน การครอบแก้วอาจกลายเป็นการทำลายมากกว่าการบำบัด

เวลาเหมาะสม: 2–5 นาทีคือที่สุดแล้ว
• จากข้อมูลทางวิชาการ การครอบถ้วยแบบ stationary cupping ในแต่ละจุด ไม่ควรเกิน 2–5 นาที
• เกินเวลานี้ไป เส้นเลือดฝอย (capillaries) และ microcirculation จะถูกกดและดึงจนเกิด microtrauma ทำให้เกิดรอยช้ำ (ecchymosis/hematoma) รุนแรง
• การครอบนานเกินไปไม่ได้เพิ่มการไหลเวียนมากขึ้น แต่กลับทำให้ร่างกายต้องเสียเวลาซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่ถูกทำลาย

ผลทางสรีรวิทยาเมื่อทำแรงเกินไป

1. เส้นเลือดฝอยแตก (Capillary rupture)
• การดูดแรงเกินไปจะทำให้เกิดเลือดออกใต้ผิวหนัง (subcutaneous bleeding)
• ร่างกายต้องใช้ระบบ macrophage และน้ำเหลืองในการสลายเม็ดเลือดแดงที่ตาย เป็นภาระต่อระบบภูมิคุ้มกัน

2. การอักเสบของเนื้อเยื่อ (Inflammatory response)
• เมื่อเกิด hematoma จะมีการกระตุ้น inflammatory mediators เช่น prostaglandins และ cytokines
• ผู้ป่วยจึงอาจรู้สึกปวด แสบ หรืออ่อนเพลียหลังครอบ

3. การสร้างพังผืด (Fibrosis)
• ถ้ามีการบาดเจ็บซ้ำ ๆ ที่ตำแหน่งเดิม ร่างกายจะซ่อมแซมด้วย collagen ทำให้เนื้อเยื่อแข็งตัว สูญเสียความยืดหยุ่น
• ส่งผลเสียต่อ mobility ของกล้ามเนื้อและ fascia

เป้าหมายของ cupping คือการ กระตุ้นระบบการไหลเวียนเลือดและน้ำเหลือง, ช่วยให้ fascia และกล้ามเนื้อคลายตัว ไม่ใช่การทำลายเส้นเลือดและเนื้อเยื่อ การรู้จักแยกแยะระหว่าง stationary, moving, flash cupping และ Dynamic รวมถึงเข้าใจเวลาและแรงที่เหมาะสม คือสิ่งที่ทำให้นักบำบัดต่างจากคนที่เพียง “ครอบได้”

วันนี้ลูกน้องเดินมาตามให้เราเข้าไปดูลูกค้าคนสุดท้ายของเธอ ซึ่งมีอาการปวดหลังล่างร่วมกับ spasm แม้จะทำหลายเทคนิคแล้วก็ยัง...
08/26/2025

วันนี้ลูกน้องเดินมาตามให้เราเข้าไปดูลูกค้าคนสุดท้ายของเธอ ซึ่งมีอาการปวดหลังล่างร่วมกับ spasm แม้จะทำหลายเทคนิคแล้วก็ยังไม่ดีขึ้น พอเราเข้าไปถึง เห็นลูกค้านอนตะแคงอยู่ในท่าที่เจ็บ เราถามตำแหน่งที่ปวด ลูกค้าชี้ไปที่แนว erector spinae

จากประสบการณ์ เราเดาได้ว่าปัญหาน่าจะมาจาก hip flexors โดยเฉพาะ psoas ที่ยังไม่ได้ถูกคลายอย่างดีพอ เพราะเมื่อ psoas และ re**us femoris ตึง จะดึงเชิงกรานไปข้างหน้า (anterior tilt) ส่งผลให้ erector spinae ต้องทำงานหนักเพื่อพยุงกระดูกสันหลัง และเกิด spasm ขึ้นมา

เราเริ่มจากการคลาย erector spinae เพื่อให้หลังล่างผ่อนคลาย จากนั้นลงไปที่ TFL และ gluteus medius ซึ่งมักเกร็งร่วมเมื่อเชิงกรานเสียสมดุล เพราะทั้งสองกล้ามเนื้อช่วยควบคุมการทรงตัวด้านข้างของเชิงกราน

เสร็จแล้วให้ลูกค้านอนหงาย เราคลาย iliopsoas และ re**us femoris ที่เป็นต้นเหตุของ anterior tilt และยังเคลียร์ต่อไปถึง adductors ซึ่งช่วยในการรักษาสมดุลของข้อตะโพกใน frontal plane เมื่อกล้ามเนื้อเหล่านี้ถูกปลดล็อก ความสัมพันธ์ระหว่าง hip flexors – pelvic stabilizers – spinal extensors ก็กลับคืนสมดุล

เมื่อให้ลูกค้าลองขยับอีกครั้ง อาการปวดหลังล่างหายไป ใช้เวลารวมเพียง 7 นาที

สรุปกลไกทาง kinesiology

• Psoas & Re**us femoris ถ้าตึงจะดึงเชิงกราน anterior tilt
• Erector spinae ต้อง overwork เพื่อพยุง จึงเกิด spasm
• TFL & Gluteus medius เข้ามาช่วยด้านข้างเพื่อคงการทรงตัวของ pelvis
• Adductors ช่วย stabilize เชิงกรานและต้นขาใน frontal plane

การแก้ไม่ใช่การคลายแค่จุดที่ปวด แต่คือการคืนสมดุลของทั้ง chain ให้ทำงานร่วมกันได้อย่างปกติ

วันนี้มีนักวิ่งสาวอายุ 28 ปี มาหาครูด้วยอาการปวดหน้าแข้งด้านใน เธอบอกว่าแค่ซ้อมเกิน 3 กิโลเมตร ความเจ็บก็มาเหมือนมีไฟลาม...
08/23/2025

วันนี้มีนักวิ่งสาวอายุ 28 ปี มาหาครูด้วยอาการปวดหน้าแข้งด้านใน เธอบอกว่าแค่ซ้อมเกิน 3 กิโลเมตร ความเจ็บก็มาเหมือนมีไฟลามลงตามกระดูกหน้าแข้งจนเกือบถึงข้อเท้า ต้องหยุดวิ่งกลางทางทุกครั้ง

พอครูตรวจจริง ๆ ก็เห็นสาเหตุชัด เธอมีภาวะ เท้าแบน (excessive pronation) เวลาเท้าลงพื้น อุ้งเท้าแทบยกไม่ขึ้นเลย ทำให้กล้ามเนื้อที่คอยพยุงอย่าง tibialis posterior, soleus และ flexor digitorum longus ต้องทำงานหนักเกินกำลัง แรงดึงซ้ำ ๆ นี้ไปกระแทกที่ periosteum ของ tibia จนเกิดการอักเสบ เราเรียกว่า shin splint หรือ medial tibial stress syndrome

ตอนกดตรวจ เธอเจ็บชัดเป็นแนวยาวตามกระดูกหน้าแข้งด้านใน นี่คือสัญญาณตรง ๆ ของ periosteum อักเสบ ไม่ใช่แค่น่องตึงธรรมดา

ครูเริ่มจากการ myofascial release คลายกล้ามเนื้อ tibialis posterior และ soleus ตามด้วย cross-fiber friction บริเวณกระดูกหน้าแข้ง ลดการระคายเคืองของ periosteum

จากนั้นใช้ dynamic cupping ที่กล้ามเนื้อน่องด้านหลังทั้ง gastrocnemius และ soleus โดยครูเลื่อนแก้วตามแนวยาวของกล้ามเนื้อ เพื่อกระตุ้น circulation และคลาย fascia ให้ลึกขึ้น ลดแรงดึงที่ส่งต่อไปยังกระดูกหน้าแข้ง ซึ่งเป็นต้นเหตุของอาการเจ็บ

สุดท้ายครูสอนให้เธอทำ stretching น่อง และฝึก strengthening ของ tibialis anterior และ intrinsic foot muscles เพื่อช่วยพยุงอุ้งเท้า พร้อมทั้งแนะนำให้ใช้รองเท้าที่มี arch support และลดระยะวิ่งลงในช่วงแรก

Nuad Thai Battle Los Angeles California 2025. I have been given the opportunity to be judged for this state by the Thai ...
08/13/2025

Nuad Thai Battle Los Angeles California 2025. I have been given the opportunity to be judged for this state by the Thai consulate and Nuad Thai and Spa Association of America, in conjunction with the California Massage Therapy Council (CAMTC), to promote Thai massage and Thai culture. Congratulations to all the winners.

เคสวันนี้: ปวดหลังล่างเรื้อรัง แต่ต้นเหตุมาจากกระดูกก้นกบ (stuck coccyx)ลูกค้ารายนี้มาด้วยอาการปวดหลังล่างเรื้อรังนานกว่...
07/18/2025

เคสวันนี้: ปวดหลังล่างเรื้อรัง แต่ต้นเหตุมาจากกระดูกก้นกบ (stuck coccyx)

ลูกค้ารายนี้มาด้วยอาการปวดหลังล่างเรื้อรังนานกว่า 1 เดือน โดยเฉพาะเวลานั่ง นอน หรือขยับตัวบนเตียง อาการเด่นคือ ลงน้ำหนักบนขาซ้ายไม่ได้ รู้สึกเจ็บจนไม่สามารถพลิกตัวได้ระหว่างการรักษา

ตอนแรกฟังดูเหมือนอาการทั่วไปของ low back pain หรือ SI joint dysfunction แต่เมื่อลองประเมินโครงสร้างทั้งหมดอย่างละเอียด
(lumbar spine, sacroiliac joint, piriformis, QL, glute med/min, hamstring, iliopsoas)
พบว่าทุกกล้ามเนื้อและข้อต่อรองรับได้ดีหลังการรักษา แต่เมื่อลูกค้าพลิกตัวเพื่อเปลี่ยนท่าบนเตียงกลับยังเจ็บแบบเดิม นี่คือจุดที่เราต้องคิดให้ลึกกว่านั้น

การประเมินต่อ: สงสัย coccyx fixation หรือกระดูกก้นกบติดและเอียง

หลังจาก ruling out ปัญหากล้ามเนื้อและข้อต่อบริเวณ lumbopelvic แล้ว ครูเริ่มสงสัยว่าอาการทั้งหมดอาจมีต้นเหตุจาก กระดูกก้นกบ (coccyx) ที่อยู่ในตำแหน่งผิดปกติหรือเกิดการติดขัด

เมื่อลองประเมิน manual ด้วยการ palpate รอบ sacrum และ coccyx พบว่า:
• กระดูกก้นกบเอียงไปทางซ้าย (left lateral deviation)
• อยู่ในตำแหน่งที่เคลื่อนไหวไม่ได้
• กล้ามเนื้อ coccygeus และ ligament รอบ ๆ มีการยึดรั้งอย่างชัดเจน
• เมื่อกดถูกตำแหน่ง มีอาการเจ็บแปลบและร้าวลงขา

ทั้งหมดนี้ชี้ว่าอาจเกิด แรงกดทับเส้นประสาทรอบ sacrococcygeal plexus โดยเฉพาะกิ่งที่ไปเลี้ยง gluteal และ pelvic floor

ทำไม coccyx fixation ถึงทำให้เจ็บจนลงน้ำหนักไม่ได้?

เพราะ coccyx ไม่ใช่แค่กระดูกปลายสุดของกระดูกสันหลัง แต่ยังเป็นจุดยึดของกล้ามเนื้อและ fascia หลายมัดใน pelvic floor
และยังมีเส้นประสาทจาก sacral plexus หลายเส้นที่วิ่งผ่านด้านหน้า coccyx
ถ้ากระดูกนี้ติดหรือบิดเอียง:
• จะเกิดการดึงรั้งของ fascia และ ligament บริเวณ posterior pelvic floor
• ทำให้เกิด nerve entrapment หรือการกดทับเส้นประสาทจากแรงตึงสะสม
• ส่งผลให้ปวดแปลบร้าวลึก, กล้ามเนื้ออ่อนแรง, และเสียการลงน้ำหนัก

เทคนิคที่ใช้: Coccyx Mobilization ด้วยแนวทางทางคลินิก

เมื่อยืนยันแล้วว่าต้นเหตุคือ coccyx ที่ติด ครูใช้เทคนิค manual coccyx release แบบ external approach
โดยผสมผสานแนวคิดจาก clinical anatomy, Thai bodywork และ orthopedic release

ขั้นตอน:
1. ให้ลูกค้านอนคว่ำ โดยมีหมอนรองใต้กระดูกเชิงกรานเพื่อปลด tension
2. ครู released fascia ด้านนอก รอบๆ sacrum ก่อน เพื่อให้ tissue รอบ coccyx soft
3. จากนั้นใช้นิ้วหัวแม่มือ palpate จุดยึดของ coccyx ใต้ sacrum และ apply แรงเบา ๆ ในแนว
• posterior glide
• lateral distraction (งัดออกด้านข้าง)
• และ superior lift เพื่อให้ coccyx disengage ออกจากการยึดรั้ง
4. ระหว่างการ release ครูใช้การกำกับลมหายใจ (breath cueing) ให้ลูกค้าช่วยคลาย pelvic floor จากภายในด้วยตัวเอง

ผลลัพธ์ชัดเจนในไม่ถึง 5 นาที:
• ลูกค้าสามารถพลิกตัวได้ทันทีแบบไม่มีอาการเจ็บ
• ลุกขึ้นยืนและลงน้ำหนักบนขาซ้ายได้เต็มเท้า
• อาการปวดที่สะสมมานานหายไปทันทีหลัง correction

อาการปวดหลังล่างบางเคสไม่ใช่เรื่องกล้ามเนื้ออย่างเดียว แต่เป็นปัญหาทางโครงสร้างที่ต้องประเมินให้ลึกไปถึง coccyx ซึ่งเป็นจุดที่คนมักมองข้าม
การเข้าใจ fascia, nerve entrapment และกลไกของ pelvic floor ทำให้เราสามารถแก้เคสที่ซับซ้อนและเรื้อรังได้แม่นยำและปลอดภัย

Address

335 Doris Drive
Lakeland, FL
33813

Opening Hours

Monday 9am - 6pm
Tuesday 9am - 6pm
Wednesday 9am - 6pm
Thursday 9am - 6pm
Friday 9am - 6pm
Saturday 9am - 6pm

Alerts

Be the first to know and let us send you an email when Kesara Mai ngam -Ray LMT posts news and promotions. Your email address will not be used for any other purpose, and you can unsubscribe at any time.

Share

Share on Facebook Share on Twitter Share on LinkedIn
Share on Pinterest Share on Reddit Share via Email
Share on WhatsApp Share on Instagram Share on Telegram