10/31/2025
ลูกค้าผู้หญิงซึ่งเป็นนักกีฬา Pickleball เข้ามาด้วยอาการแขนขวาพาข้ามตัวไม่ได้ในท่า horizontal adduction และปวดลึกบริเวณใต้รักแร้ อาการเริ่มหลังจากเล่นกีฬาหลายวันต่อเนื่องโดยไม่มีการยืดกล้ามเนื้ออย่างเหมาะสม
จากการประเมิน ตรวจพบว่า pectoralis major, anterior deltoid, และ subscapularis มีอาการตึงและไวต่อการกด โดยเฉพาะ subscapularis ซึ่งอยู่ลึกด้านหน้าใต้สะบัก เมื่อคลำผ่านช่องรักแร้จะรู้สึกถึงพังผืดและแรงต้านในแนวเส้นใย กล้ามเนื้อนี้ทำหน้าที่ internal rotation และควบคุมตำแหน่งของหัวกระดูก humerus ให้อยู่ศูนย์กลางในเบ้า glenoid fossa เมื่อมันสั้นหรือเกิด adhesion จะดึงหัวกระดูกไปด้านหน้า (anterior glide) ทำให้จังหวะการเคลื่อนไหวของข้อต่อไม่สัมพันธ์กัน
ในขณะเดียวกัน กล้ามเนื้อ pectoralis major และ anterior deltoid ที่ตึงจากการใช้ซ้ำในท่าออกแรงตีลูก ทำให้แรงดึงจากด้านหน้าเพิ่มขึ้น ส่งผลให้หัวกระดูก humerus ถูกตรึงอยู่ในตำแหน่ง anterior tilt กล้ามเนื้อด้านหลังอย่าง infraspinatus และ teres minor ต้องทำงานชดเชยเพื่อต้านแรงดึงนี้ เกิดสภาวะที่กล้ามเนื้อทั้งสองฝั่ง “ทำงานขัดกันเอง” ภายในข้อต่อ จึงเกิดอาการแน่นและปวดลึกในแนวรักแร้
แนวทางการบำบัดเริ่มจาก passive release ที่ subscapularis เพื่อคลายพังผืดในชั้นลึก ผู้บำบัดเข้าทางช่องรักแร้ด้านหน้า ใช้น้ำหนักมือคงที่ในแนวขนานกับเส้นใยกล้ามเนื้อ ขณะเคลื่อนแขนของลูกค้าไปในท่า external rotation ช้า ๆ เพื่อเปิดพื้นที่ในเบ้าไหล่ จากนั้นใช้ active release โดยให้ลูกค้าหมุนแขนออกช้า ๆ ด้วยตัวเองในขณะที่ผู้บำบัดคงแรงกดไว้ วิธีนี้ช่วยให้เส้นใย subscapularis เคลื่อนไหวใต้มือในจังหวะจริง กระตุ้นระบบประสาทให้เรียนรู้ทิศทางการยืดและหดที่ถูกต้อง
หลังจากปลดแรงดึงลึกใน subscapularis แล้ว ใช้ dynamic cupping ที่ pectoralis major และ anterior deltoid เพื่อเปิด fascia ชั้นหน้า โดยเคลื่อนถ้วยตามแนวขวางจาก sternum ไปถึงหัวไหล่ เพื่อคืนการลื่นไหลของผิวเนื้อเยื่อและลดแรงดึงผิดทิศทาง จากนั้นทำ Muscle Energy Technique (MET) ให้ลูกค้าผลักแขนเบา ๆ ในทิศทาง horizontal abduction ขณะผู้บำบัดต้านไว้ราว 5 วินาที แล้วค่อยคลายแรงและนำแขนเข้าสู่ horizontal adduction ในมุมใหม่ ทำซ้ำเพื่อคืนสมดุลการหดและยืดของกล้ามเนื้อหน้าอกและหัวไหล่
ขั้นตอนสุดท้ายคือ activation phase ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้ผลการรักษาคงอยู่ได้ยาวนาน ในเคสนี้เริ่มจากการกระตุ้นกล้ามเนื้อด้านหลังที่ทำงานชดเชยและมักอ่อนแรง ได้แก่ infraspinatus, teres minor, posterior deltoid, rhomboids, lower trapezius, และ serratus anterior เพื่อให้ไหล่กลับมามีจังหวะการเคลื่อนไหวที่สมดุล (scapulohumeral rhythm)
ผู้บำบัดใช้เทคนิคการกระตุ้นแบบ isometric hold ให้ลูกค้าดันแขนเบา ๆ ไปด้านหลังในท่า 90 องศา abduction เพื่อเปิดการทำงานของ posterior cuff จากนั้นฝึก scapular retraction และ depression ด้วยการให้ลูกค้าดึงสะบักเข้าหากันและกดลงโดยไม่เกร็งคอ เพื่อกระตุ้นการทำงานของ lower trapezius และ rhomboids ต่อด้วยการฝึก wall slide with protraction เพื่อเปิดการทำงานของ serratus anterior ซึ่งช่วยพา scapula เคลื่อนออกและหมุนขึ้นในจังหวะยกแขน
เมื่อรวมทุกขั้นตอน ทั้ง release และ activation ผลคือกล้ามเนื้อรอบหัวไหล่กลับมาทำงานเป็นระบบเดียวกันอีกครั้ง แขนที่เคยขยับข้ามตัวไม่ได้สามารถเคลื่อนไหวได้เต็มระยะ ความรู้สึกแน่นและแรงต้านหายไปอย่างเห็นได้ชัด โดยไม่ต้องใช้แรงดัดหรือการปรับข้อต่อใด ๆ
ในมุมมองทางชีวกลศาสตร์ กล้ามเนื้อที่ตึงเกินไปไม่เพียงแต่สั้น แต่ยังเปลี่ยนทิศทางของแรงในข้อต่อ เมื่อแรงดึงจากด้านหน้าไม่สมดุล หัวกระดูกจะเคลื่อนผิดแนว ทำให้กล้ามเนื้อที่ควรทำงานร่วมกันกลับต้องต่อต้านกันเอง การรักษาที่แท้จริงจึงไม่ใช่เพียงการยืด แต่คือการคืนสมดุลระหว่าง release – retrain – reactivate เพื่อให้ข้อต่อกลับมาเคลื่อนไหวในแนวที่เป็นธรรมชาติ
แนวทางนี้สอดคล้องกับงานวิจัยใน Journal of Orthopaedic & Sports Physical Therapy (2021) ซึ่งยืนยันว่าการลด anterior capsular tightness และการกระตุ้นกล้ามเนื้อ scapular stabilizers มีผลเพิ่มช่วงการเคลื่อนไหวและลดอาการปวดในผู้ที่มีภาวะ anterior shoulder dysfunction ได้อย่างมีประสิทธิภาพ