ร้านขายยาอ๊อฟฟาร์มาซี

ร้านขายยาอ๊อฟฟาร์มาซี อ๊อฟฟาร์มาซี ขายยาโดยเภสัชกร ขายยาแผนปัจจุบัน

08/01/2026

จัดบ้านปีใหม่ อย่าลืม แยกทิ้ง💊 ยาหมดอายุ เสื่อมสภาพ ออกไม่ให้เผลอนำมาใช้🧐👍
#ร้านยาศาลาโอสถ ขอแชร์ข้อมูลอายุผลิตภัณฑ์ยา หลังเปิดใช้ ควรคัดแยกพิจารณาวันหมดอายุตามคำแนะนำ เพื่อป้องกันการนำยาเสื่อมสภาพมาใช้ ซึ่งอาจเกิดอันตรายได้🚮👀
#ศาลาโอสถเราห่วงใยใส่ใจคุณ #ยาหมดอายุ #แยกขยะ #จัดบ้าน #จัดบ้านปีใหม่ #ศาลาโอสถ

มีสังฆทานยา จำหน่าย ชุดเล็ก 99.- ชุดใหญ่ 249.-   #ร้านขายยาอ๊อฟฟาร์มาซี  แยกตลาดโต้รุ่ง
26/12/2025

มีสังฆทานยา จำหน่าย

ชุดเล็ก 99.-
ชุดใหญ่ 249.-

#ร้านขายยาอ๊อฟฟาร์มาซี แยกตลาดโต้รุ่ง

13/12/2025

โดสยาปัองกันโรคฉี่หนู สำหรับเด็ก

เมื่อวานผมพลาดไป ให้คำแนะนำว่า เด็กเล็กห้ามทานยา Doxycycline สำหรับป้องกันโรคฉี่หนู เพราะจะทำให้ฟันเหลืองถาวร

ก็มีเพื่อนกุมารแพทย์โรคติดเชื้อจากสงขลานครินทร์ ให้ข้อมูลมาว่า สำหรับเด็กเล็กก็ทานได้ เด็กทุกอายุสามารถทานได้ ถ้ามีความเสี่ยง เพราะปริมาณยาที่ให้นั้นน้อยมาก ไม่ทำให้ฟันเหลือง แต่ต้องปรับโดสยาตามน้ำหนัก ตามตารางในภาพ

ยา Doxycycline ไม่มีรูปแบบยาที่เป็นยาน้ำ ดังนั้นถ้าจะให้เด็กเล็กทาน ก็ต้องนำผงยาจากแคปซูลมาใส่ในน้ำหวานทำเป็นยาน้ำเฉพาะกิจให้เด็กทาน

ผงยาใน 1 แคปซูลมี 100 มิลลิกรัม ถ้านำมาผสมในน้ำหวานเฮลบลูบอย 10 ซีซี (2ช้อนขา) ก็จะทำให้แต่ละซีซีนั้น มีเนื้อยาอยู่ 10 มิลลิกรัม

ถ้าขนาดน้ำหนักเด็ก 5-10 กิโลดรัม ต้องได้โดสยาขนาด 25 มิลลิกรัมก็ต้องตวงยามาทาน 2.5 ซีซีหรือครึ่งช้อนชา

หากน้ำหนัก 11-15 กิโลกรัม ต้องได้ยา 50 มิลลิกรัม ก็แปลว่าต้องตวงยาที่ผสมน้ำหวานแล้ว 5 ซีซี หรือเท่ากับ 1 ช้อนชามาทาน

น้ำหนักอื่นๆก็เป็นไปตามภาพข้างล่าง ยาให้ทานหลังอาหาร ทานน้ำตามมากหน่อย และห้ามอยู่ท่านอนราว 1 ชั่วโมง

คงไม่ยากเกินไปสำหรับคุณพ่อคุณแม่หรือผู้ปกครองในการเตรียมยาเอง

#น้ําท่วมหาดใหญ่2568 #แพทย์ชนบท

การล้างจมูก มีประโยชน์อะไร บ้าง ? มาดูกันค่ะ - เพิ่มความชุ่มชื้นให้กับโพรงจมูก - ลดอาการภูมิแพ้ ทั้ง คัดจมูก คันจมูก จาม...
01/12/2025

การล้างจมูก มีประโยชน์อะไร บ้าง ? มาดูกันค่ะ
- เพิ่มความชุ่มชื้นให้กับโพรงจมูก

- ลดอาการภูมิแพ้ ทั้ง คัดจมูก คันจมูก จาม น้ำมูกไหล

- ช่วยกำจัดน้ำมูกในโพรงจมูก ทำให้การใช้ยาพ่น รักษาจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ หรือ ยาพ่นแก้คัดจมูกมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น

- ลดอาการคัดจมูกและน้ำมูกจากการติดเชื้อเป็นหวัด หรือไซนัสอักเสบ

- ช่วยให้การทำงานของ cilia ในจมูกดีขึ้น จึงกำจัดสิ่งแปลกปลอมต่างๆออกจากจมูกได้ดียิ่งขึ้น

Cr. คุยกับหมอภูมิแพ้เด็ก by dr mai

01/12/2025

💨 เปลี่ยนไลฟ์สไตล์ ปรับสมดุล ในวันที่ฝุ่น PM 2.5 กลับมาปนเปื้อนอีกครั้ง!
❄️ ถึงปีนี้ฤดูหนาวมาช้า แต่ฝุ่น PM 2.5 มาตรงเวลาเสมอ! ยิ่งในช่วงนี้สภาพอากาศแปรปรวนค่อนข้างบ่อย ทำให้หลายคนต้องดูแลสุขภาพและป้องกันตนเองอยู่ตลอดเวลา

🫁 โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาสุขภาพเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ ควรเพิ่มความระมัดระวังมากเป็นพิเศษ เพราะฝุ่นเหล่านี้มีขนาดเล็กมาก และอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพต่อผู้ที่ได้รับสัมผัสในระยะยาวได้
🧡 #โรครว้ายๆวัยทำงาน ขอเชิญชวนคนไทยมาปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ ในวันที่ฝุ่น PM 2.5 กำลังกลับมา เพื่อสร้างสมดุลให้สุขภาพของเรากันดีกว่าค่ะ
🌫️ ติดตามคุณภาพอากาศ (AQI) อย่างสม่ำเสมอ
ก่อนออกจากบ้านหรือเริ่มกิจกรรมต่างๆ หมั่นตรวจสอบคุณภาพอากาศผ่านแอปพลิเคชันหรือเว็บไซต์ที่มีข้อมูล AQI หรือ PM2.5 แบบเรียลไทม์ เช่น Air4Thai, Life Dee หรือแม้แต่ค่าฝุ่นที่แสดงจากเครื่องฟอกอากาศในบ้านก็ได้
🏃 เปลี่ยนสถานที่และรูปแบบออกกำลังกายในวันที่ฝุ่นสูง
เช่น เต้นแอโรบิก, โยคะ, พิลาทิส และเวทเทรนนิ่ง ในบ้าน/อาคาร หรือเปลี่ยนมาออกกำลังกายในสวนสาธารณะ เพราะต้นไม้จะช่วยกรองฝุ่นได้ในระดับหนึ่ง หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายในช่วงเช้า และบริเวณที่มีระดับฝุ่นสูง และหากพบว่าค่าฝุ่น PM2.5 อยู่ในระดับสีส้มขึ้นไป ควรงดออกกำลังกายกลางแจ้ง
😷 ป้องกันตัวเองจากฝุ่นในอากาศ
สวมใส่หน้ากากป้องกัน เช่น หน้ากาก N95 หรือ หน้ากาก KF94 เพื่อช่วยลดการหายใจเอาฝุ่น PM2.5 เข้าสู่ปอด รวมถึงพกน้ำดื่มติดตัว ดื่มหรือจิบน้ำบ่อย ๆ ตลอดวัน เพื่อเพิ่มความสดชื่นให้กับร่างกาย
🥦 เลือกทานอาหารต้านฝุ่น
เช่น แครอท ฟักทอง มันหวาน มีวิตามินเอ มีส่วนช่วยการทำงานของปอด ผักที่มีสารซัลโฟราเฟน ช่วยขจัดสารพิษ เช่น กะหล่ำปลีเขียว บร็อคโคลี กะหล่ำดาว เลือกทานปลาทะเลที่มีไขมันสูง เมล็ดพืชและถั่ว เพิ่มโอเมก้า 3 ช่วยลดการอักเสบของเซลล์ รวมถึงอาหารที่มีวิตามินซี ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย เช่น มะม่วง สับปะรด ฝรั่ง มะละกอ
🏫 ปรับพฤติกรรมในที่ทำงานหรือที่เรียน
ใช้เครื่องฟอกอากาศ ลดการสะสมของฝุ่นภายในอาคาร หรือติดตั้งเครื่องเพิ่มความชื้นในอากาศ เพื่อช่วยลดฝุ่นในบ้านและในห้องทำงาน รวมถึงควรหลีกเลี่ยงการนั่งใกล้หน้าต่าง เนื่องจากอาจจะมีฝุ่นเข้ามาทางช่องหน้าต่างได้ เมื่อมีค่าฝุ่นสูงควรปิดหน้าต่างให้สนิท
🐶 ดูแลสุขภาพของสัตว์เลี้ยง
เพราะฝุ่น PM2.5 ไม่เพียงแค่ส่งผลต่อมนุษย์เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงสัตว์เลี้ยงที่มีระบบทางเดินหายใจบอบบาง เช่น สุนัขพันธุ์เล็กหรือแมว ดังนั้นควรลดการพาสัตว์เลี้ยงออกไปเดินเล่นข้างนอกในช่วงที่มีค่าฝุ่นสูงให้น้อยลง และคอยดูแลให้สัตว์เลี้ยงอยู่ในพื้นที่ที่มีอากาศบริสุทธิ์
🛏️ พักผ่อนให้เพียงพอ
การพักผ่อนที่ดีจะช่วยให้ร่างกายสามารถฟื้นฟูและรับมือกับมลภาวะต่าง ๆ ได้ดีขึ้น ดังนั้นเราควรหลีกเลี่ยงการทำงานหนักหรือกิจกรรมที่ใช้พลังงานมากในวันที่มีค่าฝุ่นสูง และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
🧡 เพียงปรับไลฟ์สไตล์ ร่างกายก็ปลอดภัยจาก PM2.5 โรครว้ายๆ วัยทำงาน ชวนทุกคนมาปรับพฤติกรรมเพื่อสุขภาพที่ดีไปด้วยกันนะคะ 🧡
ที่มา : กองโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม กรมควบคุมโรค

24/11/2025

เกิดปัญหาผิวแบบนี้ ใช้บีแพนเธนหลอดไหนดีให้เหมาะกับปัญหา?
💜บีแพนเธน เซนซิเดิร์ม ครีม เหมาะกับ...
1. ผิวมีอาการคันและแดง หรือผิวอักเสบที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ
2. ผิวแห้งคันจากผื่นแพ้ผิวหนัง
เพราะบีแพนเธน เซนซิเดิร์ม ครีมมีส่วนประกอบสำคัญ ดังนี้
✨ มีเทคโนโลยี Lapid Lamella ที่ช่วยฟื้นฟูเกราะปกป้องผิว
✨ มีโปรวิตามินบี 5 ช่วยเสริมสร้างกระบวนการฟื้นฟูผิวตามธรรมชาติ
✨ มีกลีเซอรีน ช่วยเก็บกักน้ำในผิวชุ่มชื้น
✨ ปราศจากสเตียรอยด์ น้ำหอม และสารกันเสีย
✨ บรรเทาอาการคันได้ภายใน 30 นาที
✨ สามารถใช้ได้ในเด็ก อายุ 1 เดือนขึ้น ไป และผู้ใหญ่
💖 บีแพนเธน ออยเมนต์เหมาะกับ...
1. ปกป้องผิวใต้ผ้าอ้อมของเด็กและผู้ใหญ่ จากการระคายเคืองจากความอับชื้น
2. ปกป้องหัวนมแม่จากการแห้ง แตก ลอกช่วงให้นม
3. ฟื้นบำรุงผิวแห้งลอก
เพราะบีแพนเธน ออยเมนต์มีส่วนประกอบสำคัญ ดังนี้
✨ สูตรไฮโปอัลเลอร์เจนิกที่อ่อนโยนต่อผิว ไม่มีน้ำหอมและสี ไม่ใส่สารกันเสีย และปราศจากสเตียรอยด์
✨ โปรวิตามินบี 5 ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวบริเวณรอบหัวนมคุณแม่ และสร้างเกราะปกป้องผิวใต้ผ้าอ้อมของเบบี๋และผ้าอ้อมผู้ใหญ่ไม่ให้อับชื้น
✨ ครีมที่มีส่วนประกอบของไขมันธรรมชาติ ไม่ระคายเคืองผิว
🛒หาซื้อได้ที่ร้านขายยาชั้นนำทั่วไป และช่องทาง online ได้ที่
Bepanthen Sensiderm Cream
Lazada: https://bit.ly/4aTFxpl
Shopee: https://bit.ly/3S1MJqQ

Bepanthen Ointment Shopee: https://bit.ly/45RYHt9
Lazada: https://bit.ly/46PirOG
Watsons: https://bit.ly/3eW4F68


#ปกป้องผิวครบจบด้วยBepanthen

ใบอนุญาตโฆษณาเลขที่ ฆพ.1963/2568

CH-20251104-18

21/09/2025

#หวัดธรรมดาที่ไม่ธรรมดาอีกต่อไป
หน้าฝน เป็นช่วง peak ของหมอเด็ก
เพราะเป็นช่วงระบาดของไวรัสทางเดินหายใจในเด็กๆ
แต่ที่ปีนี้ หมอจั่วหัวว่า #หวัดธรรมดาที่ไม่ธรรมดาอีกต่อไป
เป็นเพราะ
1.มีกระแสการแชร์ความเจ็บป่วยของเด็กๆในโซเชียลมีเดีย
และ
2.การมาของชุดตรวจสารพัดเชื้อที่ทำให้ ชื่อของเชื้อไวรัสทางเดินหายใจ เป็นที่รู้จักมากขึ้น

● ตัวที่เป็น superstar อยู่แล้วเช่น ไข้หวัดใหญ่ RSV ไมโครพลาสมา ก็ยังมาแรง
● 2-3 ปี มานี้ มีน้องใหม่ debut มาแรง ที่พ่อแม่รู้จักมากขึ้น เช่น hMPV(humen metapneumovirus), parainfluenza, adenovirus, เชื้อ Strep (สาเหตุของ คออักเสบ และไข้อีดำอีแดง)
เมื่อพ่อแม่ได้รับข้อมูลมากขึ้น
(ซึ่งมักจะเป็นข้อมูลเชิงลบ)
ทำให้เกิดความกังวลและตื่นตระหนก
หมอเลยได้พบปรากฏการณ์ที่หมอไม่ค่อยได้เจอมาก่อน
เช่น

● คุณแม่พาลูกที่ปกติดี มาขอตรวจเชื้อไวรัส “ตรวจให้หมดเลยนะคะหมอ”
เพราะครูแจ้งว่าขณะนี้เพื่อนในห้องติดเชื้อ RSV และ hMPV

● แม่อีกคน ลูกสาวอายุ 3 ขวบ
มีไข้ 37.5 C วันแรก มีน้ำมูกเล็กน้อย
เล่าว่า ไปตรวจโรงพยาบาลรัฐบาลมาแล้ว หมอแจ้งว่าเป็นหวัด
แต่กลัวลูกจะติดเชื้อ RSV “หนูยอมจ่ายเงินเองค่ะ หมอช่วยตรวจให้หน่อยนะคะว่าลูกไม่ได้เป็น RSV หนูกลัวมาก”
(มีแบบนี้หลายเคส)

● อีกคน คุณแม่คุณลูก ชาวต่างชาติ (เยอรมัน) แจ้งว่า โรงเรียนปิด 2 วัน คือวันพฤหัส กับวันศุกร์
เพื่อล้างทำความสะอาดโรงเรียน เนื่องจากมีเด็กป่วยด้วยเชื้อ RSV
ซึ่งแม่ชาวเยอรมันไม่เข้าใจโรงเรียนไทย และพ่อแม่ไทยเลย เด็กๆก็ต้องเป็นหวัดอยู่แล้ว และลูกของเค้า ตอนนี้ มีน้ำมูก ไอ แต่ไม่มีไข้ active เด็กเล่นได้ กินได้ปกติ
คุณครูแจ้งว่า ต้องมาพบแพทย์ และให้ระบุว่า ไม่ได้ติดเชื้อ RSV และให้แพทย์เขียนว่า ไปโรงเรียนได้ในวันจันทร์
คุณแม่กล่าวเสริมอีกว่า “เค้าไม่เคยเจอเหตุการณ์ที่เด็กเป็นหวัดในห้อง แล้วต้องปิดทั้งโรงเรียนอนุบาล”
หมอได้แต่ยิ้มอ่อน ตรวจและระบุในใบรับรองแพทย์ไปว่า หวัดธรรมดา และไปโรงเรียนได้ เนื่องจากเด็กไม่มีไข้ติดต่อเกิน 48 ชม. และอาการดี
ที่เล่ามา ไม่มีอะไรถูกผิด
หมอเข้าใจความกังวลของพ่อแม่ค่ะ
ถึงจะเป็น ป้าหมอของเด็กๆ
แต่ก็เป็นแม่ของลูกเช่นกัน
แต่!!!
สิ่งที่หมออยากให้ทุกคนเข้าใจคือ
เรารักษา “โรค” เราไม่ได้รักษา “เชื้อไวรัส”
(และเราไม่ได้ให้ยาปฏิชีวนะเพราะเม็ดเลือดขาวสูงเสมอไป)
เราประเมิน " #ระดับความรุนแรงของอาการ" ไม่ใช่ " #รักษาตามชื่อเชื้อโรค"

คำว่า “หวัด” ภาษาอังกฤษ ใช้คำว่า common cold
ภาษาแพทย์ เรียกว่า acute rhinitis หรือ Nasopharyngitis
เราต้องการจะสื่อว่า มีเชื้อไวรัสก่อโรคอยู่บริเวณโพรงจมูกและหลังคอ
เป็นกลุ่มอาการ ที่มีไข้ไม่สูงมาก ในที่นี้คือ ไม่เกิน 38.5 ในช่วงวันแรกๆ (day 1-3)
มีอาการทางจมูก คัดจมูก มีน้ำมูก
ไอเล็กน้อย
เด็กอาจจะอ่อนเพลียลง แต่อาการไม่หนักหนา ไม่มีอาการของทางเดินหายใจส่วนล่าง

ถ้าเด็กมีอาการเช่นนี้ ไม่ว่าเกิดจากเชื้ออะไร ก็จะเรียกว่า “หวัด(common cold)”
เชื้อก่อโรคที่พบบ่อย
คือ ไรโนไวรัส โคโรน่าไวรัส
แน่นอน RSV influenza, hMPV ถ้าผู้ป่วยมีอาการเหมือนที่บรรยายไป
ก็เรียก หวัดเหมือนกันค่ะ
ซึ่งเป็นโรคที่หายเองได้ เราเพียงแต่รักษาตามอาการ ประคับประคอง
สังเกตอาการจนกว่าเด็กจะดีขึ้นและหายภายใน 7 วัน
(ส่วนน้อยอาจจะมากกว่านั้น แต่อาการต้องดีขึ้นเรื่อยๆ)

ทีนี้ เรามีศัพท์คำว่า “ไข้หวัดใหญ่”
ซึ่งสื่อว่า เป็นการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบนเช่นเดียวกัน
แต่อาการหนักกว่า หวัดธรรมดา
คือ ไข้มักจะสูงเกิน 38.5 C เด็กดูอ่อนเพลียมากกว่า มีปวดหัว เบื่ออาหาร
อย่างไรก็ตาม หวัดใหญ่ ก็จะต้องไม่มีอาการของการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่าง
ก็คือ เช่น ไอหนักจนรบกวนการนอน หายใจเร็ว หายใจหอบเหนื่อย เป็นต้น

ให้เรานึกถึงการแพทย์เมื่อสัก 20 ปีก่อน ที่การตรวจหาเชื้อทำได้ยากมาก
ในเด็กที่มีอาการหนักกว่าหวัดธรรมดา
มักจะตรวจพบเชื้อ influenza -->กลายเป็นว่า ในภาษาไทย
ใช้คำว่า ไข้หวัดใหญ่ แทนที่การติดเชื้อ influenza

ซึ่งในความเป็นจริง
ยังมีเชื้อไวรัสทางเดินหายใจอีกมาก ที่ก่อให้เกิดโรคได้เหมือนกับเชื้อไข้หวัดใหญ่
ก็พวกที่พ่อแม่ถามหากันนั่นแหละค่ะ RSV, hMPV, adenovirus, parainfluenza

**ไม่ว่าจะเป็น หวัดธรรมดา หรือ หวัดที่ใหญ่กว่าหวัดธรรมดา ก็เน้นการรักษาแบบประคับประคอง
ให้ยาตามอาการ และในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยง หมอก็จะพิจารณาตรวจหาเชื้อ และให้ยาต้านไวรัสในรายที่มีข้อบ่งชี้***
■ แปลว่า ไม่จำเป็นต้องหาเชื้อโรคที่เป็นสาเหตุ เช่นนั้นหรือ ?
❎️ไม่ใช่ค่ะ
หมอไม่ได้หมายความว่าเช่นนั้น
ในคนไข้กลุ่มเสี่ยง/ในรายที่อาการหนัก การรู้เชื้อสาเหตุก็ทำให้หมอวางแผนการรักษา และรู้ธรรมชาติของตัวโรคได้ดีขึ้น (natural course) เราพิจารณาเป็นรายๆไป
**ที่หมอต้องการจะสื่อคือ
เราไม่จำเป็นต้องตรวจหาเชื้อไวรัสในเด็กทุกราย โดยเฉพาะเด็กที่มีเพียงอาการหวัดธรรมดา เราเพียงแต่ให้ลูกหยุดเรียน
ดูแลอาการที่บ้าน หรือจะพาไปให้หมอประเมินอาการก็ย่อมได้
แต่การที่หมอพิจารณาแล้วว่า ยังไม่ต้องตรวจ ณ เวลานั้นๆ ก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิด
มันมีโพสต์มากมาย
ที่ทำให้ตัวหมอเอง เกิดความไม่สบายใจ
ที่พบบ่อย คือ
● กล่าวอ้างว่า พาไปโรงพยาบาลของรัฐแล้ว หมอไม่ตรวจให้ ทำให้ไม่รู้ว่าลูกเป็นอะไร
คำกล่าวนี้ อาจจะไม่ถูกต้อง
เพราะเราต้องแยกระหว่างโรค
กับ ชื่อเชื้อโรค
และอีกประการคือ
*** ต้องเข้าใจว่า อาการของผู้ป่วยแต่ละคน มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
ตอนที่พาไปตรวจอาจจะยังไม่มีข้อบ่งชี้ในการตรวจหาเชื้อสาเหตุก็เป็นได้***

ในฐานะที่หมอ ก็เคยทำงานฝั่งรพ.ของรัฐมา 12 ปี แต่เพิ่งมาทำงานฝั่งเอกชน 1 ปี
หมออยากให้คุณพ่อคุณแม่เข้าใจบริบททั้งสองฝ่าย

●ใน รพ.ของรัฐ การที่จะส่งตรวจ lab นั่นหมายถึง ผู้ป่วยจะต้องรอนานขึ้นมากๆ
ในหลายกรณี ผลไม่ได้ออกในวันเดียวกัน
เนื่องจากจำนวนเคสมาก และแผนกเด็กไม่ใช่แผนกเดียวที่ต้องใช้ห้อง lab
และการส่ง lab โดยไม่มีข้อบ่งชี้ ก็หมายถึงภาระค่าใช้จ่ายของโรงพยาบาลที่ต้องรับภาระมากขึ้น

ดังนั้น หากมองประโยชน์ของผู้ป่วย
หากการส่ง lab นั้น ไม่ได้ช่วยในการตัดสินใจการรักษา แพทย์มักจะไม่ส่งหาเชื้อ
*** แต่ถ้าจะพัฒนาให้ดีขึ้น
สำหรับแพทย์รุ่นน้อง ก็อยากจะให้น้องๆใช้เวลาในการอธิบายให้คนไข้เข้าใจสักนิด หมอเชื่อว่า การสื่อสารที่ดีทำให้เราเข้าใจกันมากขึ้น***

●ในฝั่งเอกชน แน่นอน
จำนวนคนไข้น้อยกว่า
การบริการรวดเร็วกว่า เนื่องจากบริบทของภาคธุรกิจ
ที่ต้องตอบสนองความต้องการของลูกค้า
ในฝั่งแพทย์ที่ต้องทำงานรัดกุมเพื่อหลีกเลี่ยงกรณีฟ้องร้องหากเกิดความผิดพลาด จึงมีแนวโน้มที่จะส่งตรวจมากกว่า
ในหลายครั้งก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า เป็นการส่ง lab เกินความจำเป็น

กลายเป็นว่า
การทำถูกหลักการ กลับถูกด้อยค่า
หมออ่านหลายโพสต์ ที่กุมารแพทย์ในภาครัฐถูกต่อว่าด้วยถ้อยคำค่อนข้างรุนแรง
หมอไม่สบายใจเลยค่ะ🥲
กลายเป็นว่า
ในยุคนี้ คำว่า “ลูกเป็นหวัด” อาจจะไม่เพียงพอ
หมอต้องหาให้เจอให้ได้ว่า
เป็นเชื้อตัวใดที่ก่อโรค
ถ้าเป็นเชื้อที่พ่อแม่กลัว แม้ว่าผู้ป่วยอาการจะดี แต่ก็ยังสร้างความตื่นตระหนก
จนบางครั้ง หมออดคิดไม่ได้ว่า
การที่เรามีชุดตรวจที่เร็ว หาซื้อได้ง่าย มันเกิดผลดี หรือผลเสียกับเด็กกันแน่
สำหรับหมอ
ถ้าเด็กไข้สูงเกิน 38.5 อาการหนักถึงขั้นต้องนอน รพ. หมอก็จะตรวจหาเชื้อค่ะ
แต่ก็จะแจ้งวินิจฉัยให้พ่อแม่ทราบเสมอ เช่น "เป็นหลอดลมอักเสบ แต่หมอจะหาเชื้อสาเหตุ แต่ถ้าไม่พบ ก็สามารถรักษาให้หายได้ค่ะ ในรายที่ตรวจพบเชื้อ หมอก็จะอธิบายให้ฟังว่า ธรรมชาติของเชื้อแต่ละชนิดเป็นอย่างไร และแผนการรักษาเป็นอย่างไร

หมอเข้าใจดีว่า พ่อแม่รักและเป็นห่วง
เมื่อเห็นข้อมูลที่ทำให้เกิดความไม่สบายใจก็กังวล
แต่อย่าลืมว่า **การเฝ้าติดตามอาการของลูกเมื่อไม่สบายอย่างใกล้ชิด**
ก็เป็นการรักษาอย่างหนึ่ง
การเจ็บป่วยในระดับไม่รุนแรงในเด็ก เช่น เป็นหวัด หรือ ถ่ายเหลวที่ไม่รุนแรง
เป็นเรื่องที่ต้องเกิดขึ้น แม้ว่าเราจะควบคุมปัจจัยทุกอย่างอย่างดีที่สุดแล้ว
แต่ลูกก็ต้องอยู่บนโลกใบนี้
ร่วมกับสิ่งมีชีวิตเล็กๆที่เรียกว่า เชื้อโรค นะคะ การเจ็บป่วย ก็เป็นขั้นตอนหนึ่งในการเติบโต

เราทำได้เพียง ทำให้ร่างกายลูก แข็งแรง และพร้อมรับมือกับความเจ็บป่วย
ขอให้เด็กๆทุกคนสุขภาพแข็งแรง
หมอแพม

ผู้อาจจะทำให้พ่อแม่หลายคนผิดหวัง เพราะมาเอกชน หมอก็ไม่ตรวจให้อยู่ดี
ถ้าเด็กยังไม่มีข้อบ่งชี้......มันเจ็บนะเฮ้ย!

ปล. ขอโหน คำว่า "อวสาน" หน่อยเหอะ😁

Herpes Zoster of lt. L4📌งูสวัดเป็นการติดเชื้อไวรัส Varizella Zoster Virus ซึ่งมักเริ่มเกิดตั้งแต่เด็ก ไวรัสนี้ทำให้เกิดโ...
21/09/2025

Herpes Zoster of lt. L4

📌งูสวัดเป็นการติดเชื้อไวรัส Varizella Zoster Virus ซึ่งมักเริ่มเกิดตั้งแต่เด็ก ไวรัสนี้ทำให้เกิดโรคอีสุกอีใส หลังจากหายจากอีสุกอีใสแล้ว เชื้อจะไปหลบซ่อนที่ปมประสาท (dorsal root ganglion) เมื่ออายุมากขึ้น หรือภูมิคุ้มกันต่ำจะทำให้เชื้อไวรัสเจริญเติบโต เกิดเป็นโรคงูสวัดได้
📌อาการ ช่วงแรกจะมีอาการปวดนำมาก่อน ในบริเวณเส้นประสาท อีก 2-3 วันจะเริ่มมีตุ่มน้ำใส เป็นกลุ่มๆ ตามแนวเส้นประสาท โดยจะเป็นข้างเดียวเท่านั้นซ้ายหรือขวา มีอาการปวดแสบร้อน จากปวดเส้นประสาท บางคนคล้ายไฟลวก บางคนคล้ายเข็มทิ่ม
📌📌📌ตำแหน่งอันตรายที่สุดคือ งูสวัดที่ตา มักเกิดในคนสูงอายุ ภูมิคุ้มกันต่ำเป็นการติดเชื้อของเส้นประสาทสมองคู่ที่ 5 แขนงที่ 1 (trigeminal nerve v1 distribution) ทำหน้าที่รับความรู้สึกที่ใบหน้าส่วนบน ปลายจมูก หน้าผาก
📌คนไข้จะมีอาการ ปวดใบหน้าส่วนบนข้างเดียวนำมาก่อน ออกร้อน แสบ ชาได้
2-3 วันต่อมา จะมีตุ่มน้ำใส บริเวณตา หน้าผาก ข้างเดียว ตุ่มอาจมีที่จมูกด้วย
📌📌ภาวะแทรกซ้อนทางตา
ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการตามองเห็นลดลง ตามัว กลัวแสง ม่านตาอักเสบ(uveitis) กระจกตาอักเสบ(keratitis) และตาบอดได้ คนที่มีอาการคนที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เบาหวาน มะเร็ง ต้องรีบนอนโรงพยาบาลให้ยาต้านไวรัสทางเส้นเลือดโดยเร็ว ใน 48-72 ชั่วโมง
📌📌 Hutchinson ‘s sign คืออาการแสดง มีตุ่มน้ำที่ปลายจมูก (อาจรวมถึงข้างจมูก) บ่งบอกว่า มีการติดเชื้อลุกลามที่ Nasociliary nerve ซึ่งเป็นแขนงของ V1 trigeminal nerve ซึ่ง ไปเลี้ยงที่ปลายจมูก และ ส่วนสำคัญที่ตา คือ กระจกตา(cornea) รูม่านตา(iris) ciliary body(ใช้ควบคุมกระจกตา) ถ้ามีตุ่มน้ำที่ปลายจมูกนี้ มีความอันตรายต่อตา ทำให้เกิดการอักเสบในตา กระจกตา และตาบอดได้ (เคยเจอคือคนไข้สูงอายุ เบาหวาน ทานยาต้านไวรัสไม่ดีขึ้น ส่งให้ฉีดยาต้านไวรัส แผลแห้งไวมาก ตาไม่บอด)
📌📌การรักษา ให้ยาต้านไวรัสโดยเร็วที่สุด (ใน48-72 ชั่วโมงหลังตุ่มขึ้น) ปกติให้ Acyclovir (800) 1 tab วันละ 5 เวลา (6,10,14,18,22 น.) 10-14 วัน
📌📌📌หากภูมิต่ำ และมีอาการทางตา ควร admit ให้ Acyclovir iv. 30mg/kg/day แบ่งให้ทุก 8 ชั่วโมง
7-10 วัน
📌หลังหายแล้วควรติดตามตรวจตา สม่ำเสมอ อาจมี📌อาการปวดเส้นประสาทหลังเป็นงูสวัด (post herpetic neuralgia) ซึ่งเป็นมากกว่า 3 เดือน ถึงหลายปี การรักษาหลัก ให้ Gabapentin 600-900 mg/day. หรือ : pregabalin 150-200 mg /day หรือเพิ่มได้ถ้าปวดมาก
📌การให้ยาแก้ปวด กลุ่ม Nsiads brufen/arcoxia meloxicam ต่อเนื่องเป็นเวลานานอาจมีผลต่อไตได้ในผู้สูงอายุ ควรระมัดระวังให้ดีครับ ❤️

Cr.นายแพทย์สมาธิ

12/09/2025

✨ ป้องกันไม่ให้ RSV ลงปอดได้ไหม? ✨

ช่วงนี้คำถามยอดฮิตที่คุณพ่อคุณแม่มักถามบ่อยๆ คือ
“ถ้าลูกติดเชื้อ RSV แล้ว ทำยังไงไม่ให้เชื้อลงปอด?”

คำตอบสั้นๆเลยครับ 👉 ไม่มีวิธีป้องกัน 100%

เชื้อจะลงปอดหรือไม่ มันขึ้นกับหลายปัจจัย เช่น
1️⃣ ปริมาณเชื้อที่ลูกได้รับเข้าไป
2️⃣ ความแข็งแรงของภูมิคุ้มกันเด็กแต่ละคน
3️⃣ โรคประจำตัวที่ลูกมี เช่น คลอดก่อนกำหนด โรคปอด โรคหัวใจ หรือโรคทางระบบประสาท

ดังนั้น มันมีสิ่งที่"เราควบคุมได้" และ สิ่งที่ "เราควบคุมไม่ได้"



✅ สิ่งที่เราควบคุมได้
คือช่วยให้ภูมิคุ้มกันของลูกแข็งแรงที่สุดเท่าที่ทำได้
• 🛌 นอนพักผ่อนเพียงพอ งดนอนดึก ลดกิจกรรมไม่จำเป็น
• 🍲 กินอาหารครบถ้วนและมีคุณภาพ
👉 ไม่จำเป็นต้องหาซื้ออาหารเสริมแพงๆ แค่กินอาหารหลัก 5 หมู่ครบก็พอครับ
• กินนมแม่ ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันป้องกันโรคได้
• 💧 ดื่มน้ำ/นมให้เพียงพอ ตามปริมาณที่ลูกควรได้รับต่อวัน
• 🚫 หลีกเลี่ยงการไปในที่แออัด หรือโรงเรียนช่วงป่วย เพื่อไม่ให้ติดเชื้ออื่นซ้ำเติม
เพราะเด็กที่ติด RSV แล้ว ร่างกายต้องใช้ภูมิคุ้มกันต่อสู้เต็มที่อยู่แล้ว ช่วงนี้จะติดเชื้ออื่นเพิ่มได้ง่าย และถ้าไปรับเชื้อใหม่เพิ่ม เช่น ไข้หวัดใหญ่, อะดีโนไวรัส ฯลฯ อาการอาจจะหนักขึ้นได้

❌ สิ่งที่เรา “ควบคุมไม่ได้”
• ปริมาณเชื้อที่ลูกได้รับเข้าไป
จะมากหรือน้อย ขึ้นกับสิ่งแวดล้อมและจังหวะที่สัมผัสเชื้อ เราไม่สามารถกำหนดได้
• ปัจจัยเฉพาะตัวของลูก
เช่น คลอดก่อนกำหนด มีโรคปอด โรคหัวใจ โรคประสาทและกล้ามเนื้อ หรือภูมิคุ้มกันอ่อนแอจากโรคประจำตัว
• ธรรมชาติของเชื้อ RSV เอง
RSV เป็นไวรัสที่ทำให้เด็กบางคนแค่เหมือนเป็นหวัด แต่บางคนอาจลงหลอดลมหรือปอดได้ แม้ไม่มีปัจจัยเสี่ยงชัดเจน



🧘‍♀️ สิ่งที่พ่อแม่ควรทำ
• ไม่ตื่นตระหนกเกินไป
➡️ เด็กส่วนใหญ่ติด RSV จะเหมือนเป็นหวัดธรรมดา มีเพียงประมาณ 1 ใน 3 เท่านั้นที่ลงหลอดลมหรือปอด
• ถ้ารู้สึกเครียด จิตตกมากจากการอ่านเคสในโซเชียล
➡️ แนะนำ social detox ปิดโซเชียล พักหน้าจอบ้าง แล้วโฟกัสที่อาการลูกของเราก็พอ
• เฝ้าสังเกตอาการลูก โดยเฉพาะช่วงวันที่ 3–5 ของโรค และรู้จักสัญญาณเตือนที่อาจบอกว่าเชื้อเริ่มลงปอด
(ลองดูคลิปเรื่องนี้ได้ในคอมเมนต์ครับ)
• ดูแลตามอาการ เช่น กินยาลดไข้เมื่อมีไข้สูงและไม่สบายตัว ดูแลการกินน้ำกินนมให้เพียงพอ เป็นต้น



❗สิ่งที่มักเข้าใจผิดเกี่ยวกับเชื้อ RSV ลงปอด

1) “พาลูกไปนอนโรงพยาบาลตั้งแต่วันแรก จะกันไม่ให้ลงปอดได้”

➡️ ไม่จริงครับ

ความจริงคือ
• การที่เชื้อ RSV จะลงปอดหรือไม่ ขึ้นกับตัวโรคและร่างกายของเด็กคนนั้น ไม่ได้ขึ้นกับว่าไปนอนโรงพยาบาลเร็วแค่ไหนครับ
• RSV มักมีอาการหนักที่สุดในวันที่ 3–5 ของโรค ต่อให้เข้ารพ.ตั้งแต่วันแรก ถ้าเชื้อมีโอกาสลงปอด มันก็ยังสามารถลงได้

แล้วทำไมหมอถึงไม่รีบให้นอนรพ. ตั้งแต่วันแรก?
• เพราะโรงพยาบาลคือที่ที่มีเด็กป่วยจำนวนมาก แม้จะมีมาตรการป้องกันแต่ก็มีความเสี่ยงที่เด็กอาจไปรับเชื้อไวรัสอื่นเพิ่มได้
• วันแรกๆเด็กมักมีอาการไม่มาก การดูแลที่บ้านอย่างใกล้ชิด มักจะปลอดภัยกว่าครับ



2) "ไปพ่นยา ดูดเสมหะแล้วเชื้อจะไม่ลงปอด"

➡️ ไม่จริงครับ

ความจริงคือ
• การพ่นยาและการดูดเสมหะไม่ได้ป้องกัน ไม่ให้ RSV ลงปอด
• หมอมักใช้การพ่นยา ในบางกรณีเท่านั้น 👉 เช่น เด็กที่เริ่มมีอาการเชื้อลงปอดแล้ว เริ่มหอบ หรือเสมหะเหนียวข้นมาก
• จุดประสงค์คือเพื่อให้ เสมหะไม่เหนียวเกินไป และเด็กไอออกง่ายขึ้น → ช่วยให้หายใจสะดวกขึ้น
• ส่วนการดูดเสมหะ มันเจ็บนะครับ ดังนั้นเราจะทำเฉพาะบางรายเท่านั้น เช่น เด็กที่เสมหะเยอะมาก จนหอบเหนื่อย จนหายใจลำบาก กินนมไม่ได้ นอนไม่ได้
ถ้าเด็กไม่มีอาการเหล่านี้ ก็ไม่จำเป็นต้องดูดเสมหะเขานะครับ

ทั้งการพ่นยาและดูดเสมหะ ไม่สามารถหยุดไม่ให้เชื้อลงปอดได้นะครับ!

สรุปสั้นๆ: การพ่นยา = ช่วย “บรรเทาอาการ” ไม่ใช่การ “ป้องกันลงปอด”



3) ล้างจมูกช่วยกันไม่ให้เชื้อลงปอด

➡️ ไม่จริงครับ

ความจริงคือ
• การล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ ไม่ได้ทำให้เชื้อ RSV หยุดอยู่แค่จมูก หรือป้องกันไม่ให้ลงปอด
• จุดประสงค์จริงๆ คือ ➡️ ช่วยให้จมูกโล่ง หายใจสะดวกขึ้น กินนม/อาหารได้ดีขึ้น และนอนหลับสบายขึ้น
• ไม่มีความจำเป็นต้องโหมล้างมากเกินไป เพียงเพื่อจะป้องกันการลงปอดนะครับ

สรุปสั้นๆ: ล้างจมูก = “ช่วยให้ลูกสบายขึ้น” แต่ ❌ ไม่ใช่ “การป้องกันเชื้อลงปอด”



4. กินยาปฏิชีวนะ(antibiotic) ตั้งแต่แรก จะไม่เป็นปอดอักเสบ

➡️ ไม่จริงครับ

ความจริงคือ
• เด็กที่ปอดอักเสบ ส่วนใหญ่เกิดจากตัวเชื้อไวรัส RSV เอง >> ❌ ไม่ใช่เพราะเชื้อแบคทีเรีย
• ยาปฏิชีวนะ คือยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ➡️ ไม่สามารถฆ่าไวรัส RSV ได้เลย
• หมอจะให้ยาปฏิชีวนะเฉพาะเมื่อมีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน เช่น ปอดอักเสบจากแบคทีเรียจริงๆ เท่านั้น

❌ ถ้าให้ยาปฏิชีวนะตั้งแต่ยังไม่จำเป็น จะเกิดผลเสียมากกว่าได้ประโยชน์

1️⃣ ฆ่าเชื้อแบคทีเรียดีๆในลำไส้
ในลำไส้ลูกมี “แบคทีเรียดีๆเต็มไปหมด” ที่ช่วยย่อยอาหาร ดูดซึมสารอาหาร และสร้างภูมิคุ้มกัน
การกินยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็นจะฆ่าเชื้อเหล่านี้ไปด้วย

2️⃣ เสี่ยงสร้างเชื้อดื้อยาในตัวลูกเอง
ทุกครั้งที่กินยาปฏิชีวนะเกินจำเป็น จะเหมือน “ฝึกเชื้อให้แข็งแรงขึ้น” จนกลายเป็นเชื้อดื้อยา
ถ้าวันหน้าลูกป่วยจากเชื้อจริงๆ ➡️ ยาเดิมอาจเอาไม่อยู่ ทำให้รักษายากขึ้น

3️⃣ ถ้าเจอแบคทีเรียดื้อยาจริงๆ การรักษาจะยากกว่าเดิม
สมมติวันแรก ให้ยาดักไว้ตั้งแต่ยังไม่มีแบคทีเรียเลย ➡️ วันที่ 4–5 ลูกปอดอักเสบจริงและซ้ำด้วยแบคทีเรีย
ถ้าแบคทีเรียตัวนั้น “ดื้อยา” ➡️ ยากินธรรมดาเอาไม่อยู่ อาจจะต้องนอนรพ.เพื่อใช้ยาฉีดแทน

4️⃣ เสี่ยงผลข้างเคียงไม่จำเป็น
ผื่นแพ้ยา คลื่นไส้อาเจียน เบื่ออาหาร ➡️ ทำให้ร่างกายลูกยิ่งอ่อนเพลียทั้งที่ไม่ได้จำเป็นต้องใช้ยา



💡 ฝากถึงคุณพ่อคุณแม่

ในโซเชียลตอนนี้ มักเห็นแต่เคสที่อาการหนักถูกแชร์ออกมา
แต่จริงๆ แล้ว เด็กส่วนใหญ่ที่ติด RSV อาการไม่รุนแรง และหายได้เอง

ดังนั้น อย่าเสพโซเชียลจนทำให้จิตตกเกินไป
โฟกัสที่อาการของลูกเราเป็นหลัก เพราะเด็กแต่ละคนไม่เหมือนกัน
ถ้าไม่แน่ใจ ให้พาลูกไปพบแพทย์ดีกว่าครับ

Cr. 🙏🏻 Short Note Pharmacotherapy
24/08/2025

Cr. 🙏🏻 Short Note Pharmacotherapy

วัยรุ่น 20 ต้น ๆ ไม่มีโรคประจำตัว อาจจะต้องกินยาลดไขมันแล้วนะ ‼️

ฤดูตรวจสุขภาพประจำปีมาอีกแล้ว ผล LDL เป็นยังไงบ้างครับทุกท่าน
รุ่นน้องผมอายุ 27 ตรวจ LDL ได้ 168 มีคำถามว่า ต้องกินยาหรือยัง??
(ถ้าจะให้ดี ก็ไม่ควรเกิน 70-100 mg/dL นะ)

แต่ถ้าเกิน ถึงจะเป็นวัยรุ่น ก็อาจจะต้องกิน statins เพื่อป้องกัน ASCVD (เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ หลอดเลือดสมองตีบ) กันแล้วนะ

ด้วยคุณสมบัติลดไขมัน และช่วยคงสภาพที่ดีของผนังหลอดเลือด ลดการอักเสบของหลอดเลือดนั่นเอง จึงทำให้ statins มีความสำคัญมากมาย

📍ถ้าตรวจเจอ familial hypercholesterolemia (ไขมันสูงทางพันธุกรรม) ไม่ว่าอายุเท่าไหร่ ก็อาจได้เริ่ม statins แล้ว
📍อายุ 20 ปีขึ้นไป อาจต้องดูความเสี่ยง
- ACC/AHA ของอเมริกา ออกแนวทางเรื่องนี้ในปี 2018 และ 2019 บอกว่าถ้าเรา LDL 160 ขึ้น ให้ดูประวัติครอบครัว (เช่นพ่อเป็นเส้นเลือดโรคหัวใจตีบหรือ stroke ตอนอายุ < 55, แม่ตอน

เด็กอายุ
16/07/2025

เด็กอายุ

ตัวยา Carbocysteine (Carbocisteine) มีข้อบ่งใช้หลักคือ
ใช้ละลายเสมหะที่มีเยอะหรือเหนียวข้นมาก โดยเฉพาะเสมหะที่เกิดจากโรคระบบทางเดินหายใจ เช่น หลอดลมอักเสบเฉียบพลัน หลอดลมอักเสบเรื้อรัง หลอดลมอักเสบจากหืด หลอดลมโป่งพอง และถุงลมโป่งพอง

และใช้เป็นการรักษาเสริมในโรคหูชั้นกลางอักเสบ ไซนัสอักเสบ คออักเสบส่วนหลังโพรงจมูก หูน้ำหนวกจากท่อยูสเตเชียน และช่วยลดการหลั่งสารคัดหลั่งมากเกินก่อนการผ่าตัด

กลไกของตัวยา Carbocysteine
ละลายเสมหะ ช่วยทำให้มูกเหนียวข้นกลายเป็นของเหลว เพื่อให้ง่ายต่อการขับออก
โดยตัวยา Carbocysteine มีความพิเศษกว่ายาละลาย/ขับเสมหะตัวอื่นตรงที่ตัวมันเองมีคุณสมบัติเป็น "Mucoregulator" คือ "ปรับโครงสร้างเมือก"
โดยไปเพิ่มการสร้าง sialomucin (เมือกชนิดเบา) และลด fucomucin (เมือกเหนียวข้น) ทำให้เมือกที่ข้นหนืดกลับมาเป็นเมือกใสในสภาวะปกติ

และยังสามารถเพิ่มการขนส่งคลอไรด์ (chloride transport) ผ่านเยื่อบุทางเดินหายใจ โดยการขนส่งคลอไรด์มีบทบาทสำคัญในการควบคุมความชุ่มชื้นของเยื่อบุทางเดินหายใจ ช่วยให้เสมหะบางลง ขับออกง่ายขึ้น และลดการอุดตันในหลอดลม

เราจึงเห็นว่า Carbocysteine มักถูกจ่ายในเด็กบ่อย ๆ เนื่องจากเด็กเล็กอาจมีแรงไอไม่เท่าผู้ใหญ่ ทำให้ขับเสมหะได้ไม่ดีเท่าที่ควร (โดยเฉพาะในเด็กที่ต่ำกว่า 2 ขวบ)

นอกจากกลไกหลัก Carbocysteine ยังพบว่ามีกลไกเสริมอื่น ๆ ได้แก่ ต้านออกซิเดชันและรวมถึงต้านการอักเสบ ซึ่งช่วยลดการกำเริบรุนแรงของโรคระบบทางเดินหายใจ

และการศึกษาในหลอดทดลอง (in vitro) ที่พบว่า Carbocysteine อาจสามารถยับยั้งการเกาะของแบคทีเรียและไวรัสบนเซลล์เยื่อบุทางเดินหายใจที่มีขนกวัด (ciliated epithelial cells) ได้ เช่น
ไวรัสหวัด (rhinovirus) RSV (Respiratory Syncytial Virus)

Carbocysteine มีรูปแบบยาน้ำสำหรับเด็กเล็กและเด็กโต
เลือกรสชาติยังไง?
จากการศึกษาหลายชิ้นพบว่า
สียาน้ำที่เด็ก ๆ ชอบมากที่สุด คือ สีแดง และสีชมพู
ส่วนรสชาติของยา พบว่ารสสตรอว์เบอร์รียังคงได้รับความนิยมมากที่สุด

ข้อมูลจาก Boots Healthcare. Taste test of paediatric analgesic suspensions—clinical study report (BH0302) ปี 2003 ศึกษาในเด็กอายุ 4–7 ปีพบว่า ความหวาน เป็นลักษณะของรสชาติที่สำคัญที่สุดสำหรับยาที่ใช้ในเด็ก
โดยต้องสามารถ กลบรสขมของตัวยาสำคัญได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ยังพบว่า รส ผลไม้สีแดง เช่น สตรอว์เบอร์รี / ราสป์เบอร์รี
เป็นรสชาติที่เด็ก ยอมรับได้มากที่สุด

Carbocysteine เป็นยาที่มีประวัติการใช้ในเด็กมายาวนาน และมีความปลอดภัยสูง
ตัวยาดูดซึมได้ดี
อาการข้างเคียงพบได้น้อย (หลัก ๆ คือ คลื่นไส้เล็กน้อยในบางราย)
ยาตีกันกับยาอื่นน้อย

มีทั้งรูปแบบยาน้ำสำหรับเด็กอายุตั้งแต่ 2-5 ขวบ
และยาน้ำสำหรับเด็กโต 5-12 ขวบ
ส่วนการใช้ในเด็กอายุ < 2 ขวบ ควรใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์

ข้อควรระวัง
ไม่ควรใช้ยาละลายเสมหะ เช่น Carbocysteine ร่วมกับยาแก้ไอที่ออกฤทธิ์กดการไอ (เช่น dextromethorphan, codeine)
เพราะอาจทำให้เสมหะที่ละลายแล้ว ไม่ถูกไอหรือขับออกมา เกิดการ คั่งในทางเดินหายใจ และเพิ่มความเสี่ยงต่อการอุดตัน
หากสงสัยหรือต้องการสอบถามเกี่ยวกับยา Carbocysteine กรุณาสอบถามกับเภสัชการร้านยานะครับ

#เสมหะข้นเหนียว #เสมหะเหนียว #เสมหะ #รักสุขภาพ #สุขภาพดี #สอนให้รู้ว่า #เสมหะในเด็ก

09/07/2025

Loratadine คือยาอะไร ? ทำความเข้าใจกับกลไกการยับยั้ง H₁‑receptor ในการบรรเทาอาการแพ้

ทำไมผู้ป่วยภูมิแพ้จึงคุ้นเคยกับ loratadine
อาการคัน จาม น้ำมูกไหล และลมพิษ เป็นกลุ่มอาการที่สัมพันธ์กับการหลั่งฮิสตามีน ซึ่งเป็นสารสำคัญในกลไกการตอบสนองแบบภูมิแพ้ ยาต้านฮิสตามีน (antihistamines) จึงถือเป็นยาหลักในการบรรเทาอาการดังกล่าว โดยเฉพาะยากลุ่ม second-generation ที่มีคุณสมบัติเด่นคือออกฤทธิ์นาน ไม่ทำให้ง่วง และมีความปลอดภัยสูง แนวทาง ARIA 2024–2025 แนะนำให้ใช้ antihistamines รุ่นที่ 2 เช่น loratadine เป็นทางเลือกอันดับแรกในการรักษาภาวะภูมิแพ้【1,5】

Loratadine คือยาอะไร
Loratadine เป็นยาต้านฮิสตามีนชนิดไตรไซคลิกในกลุ่ม piperidine ที่ออกฤทธิ์เป็น inverse agonist ต่อ H₁-receptor บริเวณเยื่อจมูก ผิวหนัง และหลอดลม ทำให้สามารถลดอาการคัน จาม น้ำมูกไหล และลมพิษได้ภายในประมาณ 30 นาที และมีระยะเวลาออกฤทธิ์ยาวนานประมาณ 24 ชั่วโมง【1,3,6】

กลไกการออกฤทธิ์เชิงลึก
งานวิจัยโครงสร้างระดับ cryo-electron microscopy (cryo-EM) ปี 2024 แสดงให้เห็นว่า loratadine แทรกตัวเข้าสู่ร่องไฮโดรโฟบิกภายใน H₁-receptor และจับกับกรดอะมิโนสำคัญที่ตำแหน่งการออกฤทธิ์ ส่งผลให้ตัวรับไม่ถูกกระตุ้น และยับยั้งการหลั่งของสารสื่อกลางการอักเสบอย่างต่อเนื่อง【2】
นอกจากฤทธิ์ในการยับยั้งฮิสตามีน Loratadine ยังแสดงฤทธิ์ต้านการอักเสบเพิ่มเติมผ่านการยับยั้งเส้นทาง NF-κB ซึ่งอธิบายกลไกการลดอาการบวมและคันได้มากกว่าการยับยั้ง H₁-receptor เพียงอย่างเดียว【3】

ความเร็วในการออกฤทธิ์และความคงตัวของยา
Loratadine ดูดซึมได้ดีหลังรับประทาน โดยเริ่มออกฤทธิ์เฉลี่ยภายในประมาณ 27 นาที และผู้ใช้เกือบทั้งหมดมีอาการดีขึ้นภายใน 45 นาที【6】
ตัวยามี half-life ประมาณ 8 ชั่วโมง แต่ metabolite ที่ออกฤทธิ์ยังคงอยู่ในร่างกายได้นานถึง 28 ชั่วโมง ทำให้การใช้วันละครั้งเพียงพอในการควบคุมอาการ【1】

ความปลอดภัยและผลไม่พึงประสงค์
Loratadine ผ่าน blood-brain barrier ได้ในปริมาณน้อย จึงทำให้เกิดอาการง่วงนอนน้อยกว่ากลุ่ม antihistamines รุ่นแรก เช่น diphenhydramine หรือ chlorpheniramine อย่างไรก็ตาม อาจพบอาการไม่พึงประสงค์อื่น เช่น ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ หรือท้องอืดในบางราย
ในกรณีรับประทานเกินขนาด อาจเกิดอาการหัวใจเต้นเร็วร่วมกับอาการง่วงมากผิดปกติ ซึ่งจำเป็นต้องพบแพทย์โดยเร็ว【1,8】
ควรระวังการใช้ร่วมกับยาที่ยับยั้ง CYP3A4 เช่น ketoconazole เนื่องจากอาจเพิ่มระดับ loratadine ในเลือด

แง่มุมวิจัยใหม่
งานวิจัยปี 2024 รายงานว่า antihistamines รวมถึง loratadine อาจมีศักยภาพในการยับยั้งการเจริญของมะเร็งลำไส้ใหญ่ในสัตว์ทดลอง โดยกลไกเกี่ยวข้องกับการหยุดวงจรเซลล์และการกระตุ้นการตายของเซลล์แบบ apoptosis แม้ปัจจุบันยังไม่มีข้อบ่งใช้ในการรักษามะเร็ง แต่ผลการศึกษาดังกล่าวสะท้อนถึงแนวโน้มในการนำยาเดิมมาใช้ในบริบทใหม่ทางการแพทย์【4】

ข้อแนะนำสำหรับประชาชน
ควรรับประทาน loratadine วันละ 1 ครั้ง สามารถเลือกเวลาใดก็ได้ แต่ควรใช้ต่อเนื่องในช่วงที่มีอาการแพ้
หลีกเลี่ยงการเพิ่มขนาดยาเอง เนื่องจากไม่ได้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพอย่างมีนัยสำคัญ แต่กลับเพิ่มความเสี่ยงต่ออาการง่วงและหัวใจเต้นเร็ว
หากใช้แล้วอาการไม่ดีขึ้นภายใน 3–5 วัน หรือมีผื่น บวม หรือหายใจลำบาก ควรหยุดยาและรีบพบแพทย์
ควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรหากกำลังใช้ยากดภูมิคุ้มกัน ยารักษาโรคตับ หรือยาปฏิชีวนะบางชนิด

สรุป
Loratadine เป็นยาต้านฮิสตามีนรุ่นที่ 2 ที่ออกฤทธิ์เลือกยับยั้ง H₁-receptor ทำให้สามารถลดอาการแพ้ได้อย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง โดยมีผลง่วงน้อย เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการแพ้จมูกและลมพิษ อย่างไรก็ตาม ควรใช้ในขนาดที่เหมาะสม และระมัดระวังปฏิกิริยาระหว่างยาร่วมด้วยเสมอ

เอกสารอ้างอิง
1. Sidhu G, Akhondi H. Loratadine. In: StatPearls [Internet]. Treasure Island (FL): StatPearls Publishing; 2025.
2. Wang D, Guo Q, Wu Z, et al. Molecular mechanism of antihistamines recognition and regulation of the histamine H1 receptor. Nat Commun. 2024;15:84.
3. DrugBank Online. Loratadine: Uses, Interactions, Mechanism of Action. Updated 2025.
4. Trybus E, Trybus W. H1 antihistamines promising candidates for repurposing in cancer therapy. Cancers (Basel). 2024;16(24):4253.
5. Vieira RJ, Sousa-Pinto B, Herrmann A, et al. A GRADE approach using the Allergic Rhinitis and its Impact on Asthma (ARIA) 2024–2025 guidelines as a case-study. J Allergy Clin Immunol Pract. 2025.
6. Drugs.com. Loratadine patient tips: 7 things you should know. Published 2024.
7. Drugs.com. Loratadine dosage guide. Published 2024.
8. Drugs.com. Loratadine side effects. Published 2024.

ที่อยู่

597 ม. 19 ถ. ชยางกูร ต. บุ่ง อ. เมือง จ. อำนาจเจริญ
Amnat Charoen
37000

เวลาทำการ

จันทร์ 06:00 - 23:00
อังคาร 06:00 - 23:00
พุธ 06:00 - 23:00
พฤหัสบดี 06:00 - 23:00
ศุกร์ 06:00 - 23:00
เสาร์ 06:00 - 23:00
อาทิตย์ 06:00 - 23:00

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ร้านขายยาอ๊อฟฟาร์มาซีผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ การปฏิบัติ

ส่งข้อความของคุณถึง ร้านขายยาอ๊อฟฟาร์มาซี:

แชร์

ร้านขายยาอ๊อฟฟาร์มาซี ขายยาโดยเภสัชกร

จำหน่าย..ยา วิตามินอาหารเสริม สมุนไพรสำเร็จรูป เวชสำอาง ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ&ความงาม อุปกรณ์ทางการแพทย์