17/03/2026
ภาษี คือ สิ่งที่ผู้ประการทุกท่านต้องแบกรับ ให้กำลังใจทุกคนจร้า
ยอดขาย 48 ล้าน แต่ต้องกลายเป็น ‘บุคคลล้มละลาย’ เพราะ “ภาษีย้อนหลัง” | Money Buffalo
หลายคนมักคิดว่า การทำธุรกิจมันก็แค่ “ซื้อมา-ขายไป” กินส่วนต่าง เดี๋ยวเงินก็ไหลมาเอง แต่เคสที่พี่ทุยกำลังจะพาไปดูนี้ บอกเลยว่า คนทำธุรกิจหลายคนอาจต้องสะดุ้ง... เพราะต่อให้คุณขายเก่งแค่ไหน ยอดขายพุ่งทะลุหลักสิบล้าน หลักร้อยล้าน แต่ถ้า “พลาดเรื่องภาษี” ขึ้นมาเมื่อไร เงินที่สร้างมาทั้งชีวิต ก็อาจหายวับไปในพริบตาได้เหมือนกัน
และเรื่องนี้ไม่ได้เป็นแค่ทฤษฎี แต่เป็นเคสจริงที่เจ้าของธุรกิจออกมาเล่าด้วยตัวเอง พี่ทุยเลยอยากชวนมาแกะกันดูว่า จุดเริ่มต้นของเรื่องทั้งหมด มันพังตั้งแต่ตรงไหนกันแน่
1. สูตรสำเร็จที่เข้าใจว่า ขายเยอะ ๆ ยังไงก็รวย
จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้อะนะ มันเริ่มจากมีคนๆ หนึ่งอยากเป็นนักธุรกิจ โดยการจับสินค้ามาขายในราคาที่แพง กำไรน้อย ๆ แต่ ขายจำนวนเยอะ ๆ แบบนี้ครับ
- ซื้อของมา 78 บาท
- ขายของไป 80 บาท
- กำไร 2 บาทต่อชิ้น
ดูเหมือนกำไรจะน้อยใช้ไหมครับ แต่มาดูนี่ก่อน สเต็ปเทพของเขา คือ เขาขายไปได้ 600,000 ชิ้น ! กำไรในมือ 1,200,000 บาท จากชิ้นละแค่ 2 บาทนะ
กลยุทธ์นี้เลยดูเหมือนเวิร์ก กำไรชิ้นละนิด แต่ชนะด้วย “ปริมาณ” ทุกอย่างดูเหมือนกำลังไปได้สวย…จนกระทั่งคำว่า “ภาษี” เข้ามาในชีวิต
2. หายนะ 1 ที่มาพร้อมกับคำว่า Vat 7%
ข้อหนึ่งที่เราต้องรู้เลย ถ้าเราขายของ คือ ถ้าเราขายของแล้วรายได้ เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี เราต้อง "จด VAT" ทันที !
แต่เจ้าของรายนี้ไม่ได้จด เพราะคิดว่ากำไรตัวเองแค่นิดเดียว พอสรรพากรมาตรวจเจอ เขาเลยโดนคิดภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT 7% ย้อนหลังจากยอดขายทั้งหมด 48 ล้าน แบบนี้ครับ
48,000,000 × 7% = 3,360,000 บาท
นี่แหล่ะ เรียกว่า หายนะที่ 1 กำไรที่หามาได้ทั้งปีมีแค่ 1.2 ล้าน แต่ต้องจ่ายภาษีไปแล้ว 3.3 ล้าน... แค่เริ่มก็ติดลบแล้วครับ !
3. หายนะ 2 ที่มาพร้อมกับคำว่า "ค่าปรับ" ที่โหดกว่าภาษี
ความโหดของภาษี ไม่ได้มีแค่ตัว VAT แต่ยังมี “ของแถม” ที่ไม่มีใครอยากได้ นั่นก็คือ ค่าปรับสูงสุด 2 เท่าของภาษี และ ดอกเบี้ยอีก 1.5% ต่อเดือน
พอรวมค่าปรับและดอกเบี้ยเข้าไป ภาษี 3 ล้านกว่าบาท จึงอาจพุ่งไปแตะ เกือบ 10 ล้านบาท ได้เลย
4. หายนะที่ 3 ที่มาพร้อมกับคำว่า “ไม่มีใบเสร็จ” เท่ากับ “ไม่มีต้นทุน”
โดยปกติแล้วการยื่นภาษี จะตัดส่วนของต้นทุนออกไป และเอาแค่ “กำไร” มาคิด แต่การที่สรรพากรจะรู้ได้ว่าต้นทุนเราเท่าไหร่ จะต้องใช้ สิ่งหนึ่งที่เรียกว่า “ใบกำกับภาษี” หรือหลักฐานการซื้อที่ถูกต้อง
อย่างในกรณีนี้ เขาซื้อของมา 78 บาท แต่เขาเนี่ยไม่มีใบกำกับภาษี แบบนี้เลยไม่สามารถทำให้สรรพากรรู้ได้ว่าต้นทุนคือ 78 บาทจริง ๆ ดังนั้น จึงต้องเข้าสู่วิธีการ “หักต้นทุนแบบเหมา” ซึ่งตามหลักการแล้ว จะหักได้เพียงแค่ 60% จากยอดขายเท่านั้น หน้าตากำไรที่สรรพากรมองเห็น จึงเป็นแบบนี้ครับ
- รายได้ 48 ล้าน
- ต้นทุน 28.8 ล้าน
- กำไร 19.2 ล้านบาท
กลายเป็นว่าสรรพากรจะมองว่าเขา "กำไร" 19.2 ล้านบาท ทั้งที่ความจริงกำไรแค่ 1.2 ล้านเท่านั้น ที่นี้แหละครับจุก เพราะกำไรตรงนี้จะโดนคิดภาษีที่ฐาน 35% ตามฐานภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาทันที
5. จุดจบ จากกำไรหลักล้าน สู่หนี้หลักสิบล้าน
เมื่อรวม…
- VAT ย้อนหลัง
- ค่าปรับ
- ดอกเบี้ย
- ภาษีเงินได้ตามฐานภาษี
เจ้าของธุรกิจรายนี้ อาจมีหนี้กับสรรพากรสูงถึง เกือบ 17 ล้านบาท แม้ตัวเลขจริงอาจเปลี่ยนแปลงได้ ขึ้นอยู่กับการคำนวณของสรรพากร หรือถ้ามีหลักฐานต้นทุนมายืนยันเพิ่มเติม ก็อาจลดลงได้
แต่สำหรับเคสนี้ กำไร 1.2 ล้านบาท ที่หามาได้นั้น “หายเกลี้ยง” และได้กลายเป็น “หนี้ก้อนใหญ่” จนเป็นเหตุให้เจ้าของโพสต์ ‘ถูกฟ้องล้มละลาย’ไปแล้ว
ดังนั้น การทำธุรกิจไม่ได้มีแค่ขายของให้ได้เยอะ แต่ถ้าจะดีให้ต้องเข้าใจ “เรื่องภาษี” ด้วย เพราะสรรพากรมองที่ “ยอดขาย” ไม่ใช่แค่กำไร เพราะถ้าหากจะประกอบธุรกิจ หรือค้าขายโดยไม่วางแผนเรื่อง VAT และเอกสารต้นทุนตั้งแต่ต้น ต่อให้ขายดีแค่ไหน สุดท้ายก็อาจต้องเจอภาระภาษีก้อนใหญ่จนธุรกิจสะดุด หรือร้ายแรงถึงขั้นกลายเป็นบุคคลล้มละลายได้เหมือนกันนะครับ
#สนุกง่ายได้ประโยชน์ #ภาษี #วางแผนภาษี #ขายของออนไลน์ #เจ้าของธุรกิจ #การเงินการลงทุน