ดียิ่งเภสัช

ดียิ่งเภสัช ให้คำปรึกษาด้านยาและสุขภาพ จำหน่าย

ใช้ยาพ่นจมูกที่ไม่ถูกต้อง อาจทำให้เกิดโรคภูมิแพ้โพรงจมูกจากการใช้ยา
27/01/2026

ใช้ยาพ่นจมูกที่ไม่ถูกต้อง อาจทำให้เกิดโรคภูมิแพ้โพรงจมูกจากการใช้ยา

🤧 สิ่งที่ชาวภูมิควรทราบอันดับต้นๆ คือ ยาพ่นลดบวม ใช้ติดต่อกัน ระวังโยโย่ บวมหนักกว่าเดิม บางคนจมูกตันไปเลย

ก่อนอื่น อธิบายก่อนค่ะว่า จริงๆ แล้ว
ยาพ่นจมูกมี 2 แบบ

1️⃣ ยาพ่นจมูกลดบวม ออกฤทธิ์ไว
เช่น oxymetazoline, xylometazoline, tetrahydrozoline, naphazoline

อันนี้แหละค่ะ ตัวที่ทำให้เกิด “โยโย่” ไม่ควรใช้ติดต่อกัน
และเป็นพระเอกของบทความนี้

2️⃣ ยาพ่นจมูกสเตียรอยด์ คุมอาการ
เช่น Fluticasone propionate, Mometasone furoate, Budesonide, Beclomethasone dipropionate

อันนี้ไม่โล่งทันที ต้องพ่นสม่ำเสมอหลายวันถึงเห็นผล แต่ ใช้ได้ยาวๆ เพื่อคุมการอักเสบจริง


หลายคนพลาดตรงนี้ พอจมูกตัน → หยิบตัวที่โล่งไว
แล้วใช้มันทุกวัน จนจมูกตันทันทีถ้าไม่พ่น


ซึ่งภาวะนี้เรียกว่า ภาวะโยโย่จมูกบวมจากยาพ่นลดบวม
(Rhinitis medicamentosa)

นั่นเป็นเพราะยาพ่นลดบวม
ทำงานโดยไปกระตุ้นตัวรับอัลฟา
(α-adrenergic receptor) บนหลอดเลือดเยื่อบุโพรงจมูก
→ หลอดเลือดหดตัว
→ เลือดไม่คั่ง ลดการรั่วของน้ำ ลดบวม
→ จมูกโล่งเร็วมาก

แต่เมื่อใช้ซ้ำๆ ติดต่อกัน
■ หลอดเลือดถูกตีบซ้ำๆ → เยื่อบุขาดเลือดนิดๆ (ischemia) เริ่มสะสมสารขยายหลอดเลือดรอเอาไว้
■ พอยาหมดฤทธิ์ → สารขยายหลอดเลือดทำให้หลอดเลือดขยายแรงผิดปกติ (reactive hyperemia)
■ เลือดทะลัก + น้ำซึมออก → จมูกบวมหนักกว่าเดิม

ระยะยาว เยื่อบุเปลี่ยนโครงสร้าง
■ เยื่อบุหนาขึ้น
■ ขน cilia เสียหน้าที่
■ เซลล์สร้างเมือกเพิ่ม → มูกมากขึ้น
■ การอักเสบเรื้อรังเพิ่ม

ผลลัพธ์คือ
ไม่พ่น = ตัน
พ่น = โล่งแป๊บเดียว แล้วตันกว่าเดิม

นี่ไม่ใช่ภูมิแพ้กำเริบ แต่คือโรคใหม่ที่เกิดจากยา
เรียกว่า Rhinitis medicamentosa


🛑 ใช้ยังไงถึงไม่พัง

■ ใช้ยาพ่นลดบวมเฉพาะเวลาจำเป็นจริง
■ ไม่ใช้ติดต่อกันเกิน 3–5 วัน
■ ถ้าตันเรื้อรัง → เปลี่ยนเป็นยาพ่นสเตียรอยด์คุมอักเสบ
■ ล้างจมูกด้วยน้ำเกลือเป็นพื้นฐาน
■ ถ้าเริ่มพึ่งยา → ควรให้แพทย์ช่วยวางแผนหยุด


⚠️ แล้วถ้า “โยโย่” ไปแล้ว ทำยังไงดี

ในคนที่เกิดภาวะโยโย่แล้ว
บางช่วงอาจต้อง หยุดยาพ่นลดบวมเฉียบพลันไม่ได้

แพทย์อาจเลือกใช้
ยากินลดบวม (Oral decongestant)
เช่น Pseudoephedrine
หรือยาผสมบางยี่ห้อ (เพราะหาซื้อได้)

แต่ต้องระวังมาก
■ ไม่เหมาะในคนที่มีความดันสูงคุมไม่ได้
■ อาจทำให้ใจสั่น กระสับกระส่าย
■ ถ้าเป็นไปได้ หลีกเลี่ยงกินร่วมกับคาเฟอีน
อย่างน้อย 3–4 ชั่วโมง
โดยเฉพาะคนที่มีความดันสูงอยู่แล้ว

ยากลุ่มนี้ใช้แค่ “สะพานชั่วคราว”
เพื่อพาจมูกออกจากการพึ่งยาพ่น


🧠 สรุป

ยาพ่นลดบวม ไม่ใช่ยารักษา
แต่เป็นทางลัดบรรเทาอาการ
ที่ถ้าใช้ผิด อาการเด้งกลับมาหนักกว่าเดิม

โล่งวันนี้ แต่ถ้าใช้ไม่เป็น
พรุ่งนี้อาจตันกว่าเดิมฮะ 🫠

RSV เป็นไวรัสระบาดมากในหน้าฝน เป็นได้ทั้งเด็กและผู้สูงอายุ พบมากในเด็กเล็กน้อยกว่า 5 ปี ติดทางไอจาม สัมผัส เลี่ยงการไปที...
15/09/2025

RSV เป็นไวรัสระบาดมากในหน้าฝน เป็นได้ทั้งเด็กและผู้สูงอายุ พบมากในเด็กเล็กน้อยกว่า 5 ปี ติดทางไอจาม สัมผัส เลี่ยงการไปที่ชุมชน คนพลุกพล่าน ในศูนย์เด็ก เลี่ยงการไปเล่นของเล่นสาธารณะ อาการเริ่มต้น อาจเป็นเหมือนไข้หวัดธรรมดา ส่วนใหญ่จะไม่รุนแรง เป็นการรักษาตามอาการเป็นหลัก แต่คนไข้บางคน ผ่านไป 2-3 วันอาจมีอาการหนักขึ้น ยิ่งถ้าได้รับเชื้อมาก อาจมีไอมาก หอบเหนื่อย หายใจได้ยินเสียงหวีด ซึมลง ควรรีบไปพบแพทย์

✨ ป้องกันไม่ให้ RSV ลงปอดได้ไหม? ✨

ช่วงนี้คำถามยอดฮิตที่คุณพ่อคุณแม่มักถามบ่อยๆ คือ
“ถ้าลูกติดเชื้อ RSV แล้ว ทำยังไงไม่ให้เชื้อลงปอด?”

คำตอบสั้นๆเลยครับ 👉 ไม่มีวิธีป้องกัน 100%

เชื้อจะลงปอดหรือไม่ มันขึ้นกับหลายปัจจัย เช่น
1️⃣ ปริมาณเชื้อที่ลูกได้รับเข้าไป
2️⃣ ความแข็งแรงของภูมิคุ้มกันเด็กแต่ละคน
3️⃣ โรคประจำตัวที่ลูกมี เช่น คลอดก่อนกำหนด โรคปอด โรคหัวใจ หรือโรคทางระบบประสาท

ดังนั้น มันมีสิ่งที่"เราควบคุมได้" และ สิ่งที่ "เราควบคุมไม่ได้"



✅ สิ่งที่เราควบคุมได้
คือช่วยให้ภูมิคุ้มกันของลูกแข็งแรงที่สุดเท่าที่ทำได้
• 🛌 นอนพักผ่อนเพียงพอ งดนอนดึก ลดกิจกรรมไม่จำเป็น
• 🍲 กินอาหารครบถ้วนและมีคุณภาพ
👉 ไม่จำเป็นต้องหาซื้ออาหารเสริมแพงๆ แค่กินอาหารหลัก 5 หมู่ครบก็พอครับ
• กินนมแม่ ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันป้องกันโรคได้
• 💧 ดื่มน้ำ/นมให้เพียงพอ ตามปริมาณที่ลูกควรได้รับต่อวัน
• 🚫 หลีกเลี่ยงการไปในที่แออัด หรือโรงเรียนช่วงป่วย เพื่อไม่ให้ติดเชื้ออื่นซ้ำเติม
เพราะเด็กที่ติด RSV แล้ว ร่างกายต้องใช้ภูมิคุ้มกันต่อสู้เต็มที่อยู่แล้ว ช่วงนี้จะติดเชื้ออื่นเพิ่มได้ง่าย และถ้าไปรับเชื้อใหม่เพิ่ม เช่น ไข้หวัดใหญ่, อะดีโนไวรัส ฯลฯ อาการอาจจะหนักขึ้นได้

❌ สิ่งที่เรา “ควบคุมไม่ได้”
• ปริมาณเชื้อที่ลูกได้รับเข้าไป
จะมากหรือน้อย ขึ้นกับสิ่งแวดล้อมและจังหวะที่สัมผัสเชื้อ เราไม่สามารถกำหนดได้
• ปัจจัยเฉพาะตัวของลูก
เช่น คลอดก่อนกำหนด มีโรคปอด โรคหัวใจ โรคประสาทและกล้ามเนื้อ หรือภูมิคุ้มกันอ่อนแอจากโรคประจำตัว
• ธรรมชาติของเชื้อ RSV เอง
RSV เป็นไวรัสที่ทำให้เด็กบางคนแค่เหมือนเป็นหวัด แต่บางคนอาจลงหลอดลมหรือปอดได้ แม้ไม่มีปัจจัยเสี่ยงชัดเจน



🧘‍♀️ สิ่งที่พ่อแม่ควรทำ
• ไม่ตื่นตระหนกเกินไป
➡️ เด็กส่วนใหญ่ติด RSV จะเหมือนเป็นหวัดธรรมดา มีเพียงประมาณ 1 ใน 3 เท่านั้นที่ลงหลอดลมหรือปอด
• ถ้ารู้สึกเครียด จิตตกมากจากการอ่านเคสในโซเชียล
➡️ แนะนำ social detox ปิดโซเชียล พักหน้าจอบ้าง แล้วโฟกัสที่อาการลูกของเราก็พอ
• เฝ้าสังเกตอาการลูก โดยเฉพาะช่วงวันที่ 3–5 ของโรค และรู้จักสัญญาณเตือนที่อาจบอกว่าเชื้อเริ่มลงปอด
(ลองดูคลิปเรื่องนี้ได้ในคอมเมนต์ครับ)
• ดูแลตามอาการ เช่น กินยาลดไข้เมื่อมีไข้สูงและไม่สบายตัว ดูแลการกินน้ำกินนมให้เพียงพอ เป็นต้น



❗สิ่งที่มักเข้าใจผิดเกี่ยวกับเชื้อ RSV ลงปอด

1) “พาลูกไปนอนโรงพยาบาลตั้งแต่วันแรก จะกันไม่ให้ลงปอดได้”

➡️ ไม่จริงครับ

ความจริงคือ
• การที่เชื้อ RSV จะลงปอดหรือไม่ ขึ้นกับตัวโรคและร่างกายของเด็กคนนั้น ไม่ได้ขึ้นกับว่าไปนอนโรงพยาบาลเร็วแค่ไหนครับ
• RSV มักมีอาการหนักที่สุดในวันที่ 3–5 ของโรค ต่อให้เข้ารพ.ตั้งแต่วันแรก ถ้าเชื้อมีโอกาสลงปอด มันก็ยังสามารถลงได้

แล้วทำไมหมอถึงไม่รีบให้นอนรพ. ตั้งแต่วันแรก?
• เพราะโรงพยาบาลคือที่ที่มีเด็กป่วยจำนวนมาก แม้จะมีมาตรการป้องกันแต่ก็มีความเสี่ยงที่เด็กอาจไปรับเชื้อไวรัสอื่นเพิ่มได้
• วันแรกๆเด็กมักมีอาการไม่มาก การดูแลที่บ้านอย่างใกล้ชิด มักจะปลอดภัยกว่าครับ



2) "ไปพ่นยา ดูดเสมหะแล้วเชื้อจะไม่ลงปอด"

➡️ ไม่จริงครับ

ความจริงคือ
• การพ่นยาและการดูดเสมหะไม่ได้ป้องกัน ไม่ให้ RSV ลงปอด
• หมอมักใช้การพ่นยา ในบางกรณีเท่านั้น 👉 เช่น เด็กที่เริ่มมีอาการเชื้อลงปอดแล้ว เริ่มหอบ หรือเสมหะเหนียวข้นมาก
• จุดประสงค์คือเพื่อให้ เสมหะไม่เหนียวเกินไป และเด็กไอออกง่ายขึ้น → ช่วยให้หายใจสะดวกขึ้น
• ส่วนการดูดเสมหะ มันเจ็บนะครับ ดังนั้นเราจะทำเฉพาะบางรายเท่านั้น เช่น เด็กที่เสมหะเยอะมาก จนหอบเหนื่อย จนหายใจลำบาก กินนมไม่ได้ นอนไม่ได้
ถ้าเด็กไม่มีอาการเหล่านี้ ก็ไม่จำเป็นต้องดูดเสมหะเขานะครับ

ทั้งการพ่นยาและดูดเสมหะ ไม่สามารถหยุดไม่ให้เชื้อลงปอดได้นะครับ!

สรุปสั้นๆ: การพ่นยา = ช่วย “บรรเทาอาการ” ไม่ใช่การ “ป้องกันลงปอด”



3) ล้างจมูกช่วยกันไม่ให้เชื้อลงปอด

➡️ ไม่จริงครับ

ความจริงคือ
• การล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ ไม่ได้ทำให้เชื้อ RSV หยุดอยู่แค่จมูก หรือป้องกันไม่ให้ลงปอด
• จุดประสงค์จริงๆ คือ ➡️ ช่วยให้จมูกโล่ง หายใจสะดวกขึ้น กินนม/อาหารได้ดีขึ้น และนอนหลับสบายขึ้น
• ไม่มีความจำเป็นต้องโหมล้างมากเกินไป เพียงเพื่อจะป้องกันการลงปอดนะครับ

สรุปสั้นๆ: ล้างจมูก = “ช่วยให้ลูกสบายขึ้น” แต่ ❌ ไม่ใช่ “การป้องกันเชื้อลงปอด”



4. กินยาปฏิชีวนะ(antibiotic) ตั้งแต่แรก จะไม่เป็นปอดอักเสบ

➡️ ไม่จริงครับ

ความจริงคือ
• เด็กที่ปอดอักเสบ ส่วนใหญ่เกิดจากตัวเชื้อไวรัส RSV เอง >> ❌ ไม่ใช่เพราะเชื้อแบคทีเรีย
• ยาปฏิชีวนะ คือยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ➡️ ไม่สามารถฆ่าไวรัส RSV ได้เลย
• หมอจะให้ยาปฏิชีวนะเฉพาะเมื่อมีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน เช่น ปอดอักเสบจากแบคทีเรียจริงๆ เท่านั้น

❌ ถ้าให้ยาปฏิชีวนะตั้งแต่ยังไม่จำเป็น จะเกิดผลเสียมากกว่าได้ประโยชน์

1️⃣ ฆ่าเชื้อแบคทีเรียดีๆในลำไส้
ในลำไส้ลูกมี “แบคทีเรียดีๆเต็มไปหมด” ที่ช่วยย่อยอาหาร ดูดซึมสารอาหาร และสร้างภูมิคุ้มกัน
การกินยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็นจะฆ่าเชื้อเหล่านี้ไปด้วย

2️⃣ เสี่ยงสร้างเชื้อดื้อยาในตัวลูกเอง
ทุกครั้งที่กินยาปฏิชีวนะเกินจำเป็น จะเหมือน “ฝึกเชื้อให้แข็งแรงขึ้น” จนกลายเป็นเชื้อดื้อยา
ถ้าวันหน้าลูกป่วยจากเชื้อจริงๆ ➡️ ยาเดิมอาจเอาไม่อยู่ ทำให้รักษายากขึ้น

3️⃣ ถ้าเจอแบคทีเรียดื้อยาจริงๆ การรักษาจะยากกว่าเดิม
สมมติวันแรก ให้ยาดักไว้ตั้งแต่ยังไม่มีแบคทีเรียเลย ➡️ วันที่ 4–5 ลูกปอดอักเสบจริงและซ้ำด้วยแบคทีเรีย
ถ้าแบคทีเรียตัวนั้น “ดื้อยา” ➡️ ยากินธรรมดาเอาไม่อยู่ อาจจะต้องนอนรพ.เพื่อใช้ยาฉีดแทน

4️⃣ เสี่ยงผลข้างเคียงไม่จำเป็น
ผื่นแพ้ยา คลื่นไส้อาเจียน เบื่ออาหาร ➡️ ทำให้ร่างกายลูกยิ่งอ่อนเพลียทั้งที่ไม่ได้จำเป็นต้องใช้ยา



💡 ฝากถึงคุณพ่อคุณแม่

ในโซเชียลตอนนี้ มักเห็นแต่เคสที่อาการหนักถูกแชร์ออกมา
แต่จริงๆ แล้ว เด็กส่วนใหญ่ที่ติด RSV อาการไม่รุนแรง และหายได้เอง

ดังนั้น อย่าเสพโซเชียลจนทำให้จิตตกเกินไป
โฟกัสที่อาการของลูกเราเป็นหลัก เพราะเด็กแต่ละคนไม่เหมือนกัน
ถ้าไม่แน่ใจ ให้พาลูกไปพบแพทย์ดีกว่าครับ

กลไกเบาหวานยาเบาหวานทำลายไต ❌เบาหวานทำลายไต ✅
07/08/2024

กลไกเบาหวาน

ยาเบาหวานทำลายไต ❌

เบาหวานทำลายไต ✅

❓คำถาม: อยากให้อธิบายเบาหวานชนิดที่ 1 กับชนิดที่ 2 แบบง่ายๆ ได้มั้ยคะ มันต่างกันยังไง ทำไมต้องแยกชนิด และขอภาวะแทรกซ้อนทั้งหมดได้มั้ย
📜 คำตอบ: เบาหวานคือโรคที่เกิดจากปัญหาการหลั่ง หรือการออกฤทธิ์ของฮอร์โมนอินซูลิน ส่งผลให้น้ำตาลกลูโคสในเลือดสูงแบบเรื้อรัง นำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนมากมาย
ดังนั้นมันจึงมีหลายกลไกที่จะทำให้อินซูลินมีปัญหาซักจุดหนึ่ง แต่ให้ผลสุดท้ายเหมือนกันคือขาดฤทธิ์ของอินซูลินมาควบคุมน้ำตาลกลูโคสในเลือดค่ะ ซึ่งกลไกที่ไม่เหมือนกันนี่แหละค่ะ ที่แยกชนิดเบาหวานจากกัน เป็นชนิดที่ 1, ชนิดที่ 2, ชนิดตอนตั้งครรภ์, ฯลฯ
_____________________________
💟 เบาหวานชนิดที่ 1 (DM type 1) 💟
🛠️ เกิดจากมีภูมิคุ้มกันเข้าโจมตีส่วนที่หลั่งอินซูลิน (เบต้าเซลล์) ที่ตับอ่อน จนเสียหาย ทำให้หลั่งอินซูลินออกไปได้น้อยกว่าปกติมาก
ทำไมภูมิคุ้มกันจู่ๆ ไปทำลาย? คนที่จะเป็นเบาหวานชนิดนี้ มักจะมีความผิดปกติของยีนที่ทำให้เกิดความเสี่ยงค่ะ ยีนนั้นคือยีนที่เอาไว้ใช้สร้าง “ก้านชูตัวอย่างเชื้อโรค” (HLA) ปกติเวลาติดเชื้อเม็ดเลือดขาวที่จับกินเชื้อโรค จะนำตัวอย่างเชื้อโรคนี้ ไปฟ้องภูมิคุ้มกันส่วนกลาง เพื่อให้สร้างภูมิจำเพาะมาเล่นงาน
คนที่มียีนที่ผิดปกติ ก้านนี้จะมีโครงสร้างที่สามารถชู “โปรตีนในร่างกายเราเอง” แล้วเวลาผ่านระหว่างใช้ชีวิต ถ้าเราซวย ไปติดเชื้อโรคบางชนิดที่ดันมีโครงสร้างคล้ายกับโปรตีนตัวนั้น หรือไม่ก็โปรตีนที่ของเราเอง ดันเนียนไปสวมบนก้านนั่นระหว่างที่ภูมิคุ้มกันกำลังทำงาน สุดท้ายเกิดการฟ้องที่ส่วนกลาง ส่วนกลางเลยผลิตภูมิที่จำเพาะต่อตับอ่อน แล้วเข้าทำลายตับอ่อนเองเพราะคิดว่าเป็นเชื้อโรค
👤 อาการมักจะเริ่มตั้งแต่เด็กเลยค่ะ ไม่ก็ช่วงวัยรุ่น ถ้าใครเคยดูภาพยนตร์แล้วพบว่ามีเด็กน้อยตัวผอมที่ต้องฉีดอินซูลินตลอด นั่นแหละค่ะ เบาหวานชนิดที่ 1 เพราะว่าพอเริ่มเป็นแล้ว ภาวะที่ขาดอินซูลินรุนแรง จะทำให้การสลายไขมันเด่น เพราะเดิมทีอินซูลินทำหน้าที่ลดน้ำตาลกลูโคสในเลือด โดยดึงเข้าเซลล์มาเปลี่ยนเป็นสารเก็บสำรอง เช่น ไขมัน
ดังนั้นในเบาหวานชนิดที่ 1 ผู้ป่วยจะมีรูปร่างผอม เพราะไขมันถูกสลายตลอดเวลา แล้วเมื่อใดก็ตามมีภาวะเครียด (Stress) เกิดขึ้น เช่น มีการติดเชื้อ ร่างกายจะปรับเข้าสู่ภาวะเครียดโดยการหลั่งฮอร์โมนที่เพิ่มการสร้างน้ำตาลกลูโคสขึ้น
แต่คนไข้ซวยหนักกว่าคนปกติคือ ไม่มีฮอร์โมนอินซูลินคอยมาต้านฤทธิ์นี้ไว้ ทำให้ช่วง stress ร่างกายจะแห่สลายไขมันรุนแรงมาก แล้วไขมันเหล่านี้ จะเปลี่ยนเป็นกรดคีโตนที่ตับ จนทำให้เด็กน้อย มักมีอาการกำเริบเป็นภาวะเลือดเป็นกรดจากคีโตน (Diabetic ketoacidosis) ได้บ่อย
_____________________________
💟 เบาหวานชนิดที่ 2 (DM type 2) 💟
🛠️ เกิดจากร่างกายมีปัจจัยเสี่ยงต่างๆ โดยเฉพาะโรคอ้วน (Obesity), การใช้ชีวิตแบบนั่งๆ นอนๆ ออกกำลังกายน้อย (Sedentary lifestyle), ฯลฯ นำไปสู่การดื้อของอินซูลิน
เวลาเซลล์ไขมันเก็บไขมันจนขยายตัวจนถึงระดับหนึ่ง จนขยายไม่ไหวแล้ว มันจะเริ่มเบียดกันเอง จนกระทั่งเกิดความเครียด เซลล์ไขมันจะเปลี่ยนสถานะตัวเองจากสถานะพัก กลายเป็นสถานะ stress ซึ่งในสถานะนี้มันจะพยายามหลั่งสารก่ออักเสบเพื่อกระตุ้นให้ร่างกายลุกเป็นไฟ คืออยู่ในภาวะที่พร้อมสู้รบตลอด ภูมิคุ้มกันทำงานมากกว่าปกติตลอด
ซึ่งสภาพนี้อวัยวะต่างๆ จะถูกสั่งให้ดื้อต่ออินซูลิน เพราะว่าร่างกายอยากให้น้ำตาลกลูโคสสูงอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้ร่างกายในภาวะเครียดได้ใช้ (ซึ่งจริงๆ ตอนนั้นตัวที่เครียดมีแค่เซลล์ไขมันแหละค่ะ มันโดนหลอก)
คำว่าดื้ออินซูลินหมายถึง ตับอ่อนสามารถหลั่งอินซูลินได้ไม่มีปัญหา แต่อวัยวะต่างๆ “ไม่ยอมฟังคำสั่งของอินซูลิน” หรือ “ทำตามคำสั่งของอินซูลินน้อยลง” เช่น ปกติอินซูลินจะมาสั่งให้กล้ามเนื้อ ช่วยเพิ่มประตูนำเข้าน้ำตาลกลูโคสหน่อย เพราะพวกเรากำลังจะลดน้ำตาลในเลือดนะ เจ้ากล้ามเนื้อมันก็ไม่ฟังค่ะ อ๋อเหรอ แล้วไง? อะไรแบบนี้ค่ะ
👤 คนที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 นี้ มักจะต้องสะสมการเปลี่ยนแปลงมานานระดับหนึ่ง เริ่มมีโรคอ้วน หรือมีวิถีชีวิตที่เป็นไปในทางลดน้ำหนักได้น้อย ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงสภาพร่างกายๆ จนดื้ออินซูลิน ดังนั้นโดยเฉลี่ยแล้ว กว่าจะเป็นก็อายุ 35 ปีขึ้นไป ซึ่งเบาหวานชนิดนี้นี่แหละค่ะ คือเบาหวานที่เจอกันทั่วบ้านทั่วเมือง คืออายุผู้ใหญ่ตอนปลาย รูปร่างอ้วนๆ
ในช่วงแรกที่เป็นไม่เยอะ ตับอ่อนจะแก้ไขได้บ้างโดยการหลั่งอินซูลินมากกว่าปกติ เพื่อมาช่วยกันสั่งอวัยวะที่ดื้อ ช่วงนี้น้ำตาลจะค่อยๆ สูงขึ้นกว่าปกติแล้ว แต่ยังไม่ถึงเกณฑ์เบาหวาน ถ้ายังไม่รักษาตัวอีก การดื้อจะรุนแรงขึ้นแล้วนำไปสู่เบาหวานในที่สุด ทำให้น้ำตาลสูงเรื้อรังเลย และถ้ายังไม่แก้ปัญหาอีก น้ำตาลที่สูงเรื้อรังจะค่อยๆ ทำลายตับอ่อน คราวนี้แหละค่ะ อินซูลินจะเริ่มหลั่งน้อยลงจริงๆ ด้วย (Beta cell failure) ทำให้ในระยะท้ายๆ ไม่ค่อยต่างกับชนิดที่ 1
ภาวะแทรกซ้อนที่มักจะเจอในเบาหวานชนิดที่ 2 คือ น้ำตาลกลูโคสค่อยๆ สูงขึ้นเรื่อยๆ เรื่อยๆ จนกระทั่งสูงเกินไปมากๆ ส่วนใหญ่ตัดที่สูงกว่า 600 ขึ้นไป ที่จุดนี้ จะทำให้เลือดเข้มข้นมากจนดึงน้ำออกมาจากเซลล์สมอง จนสมองเบลอ ทำงานผิดปกติ เรียกภาวะนี้ว่า ภาวะน้ำตาลสูงมากจนสมองผิดปกติ (Hyperglycemic hyperosmolar state - HHS) แต่ในช่วงระยะท้ายๆ ถ้าอินซูลินเริ่มหลั่งน้อยจริง อาจเกิดภาวะเลือดเป็นกรดคีโตน แบบชนิดที่ 1 ได้ค่ะ
_____________________________
💟 ผลกระทบโดยรวม 💟
แต่ไม่ว่าจะเป็นเบาหวานชนิดไหน สิ่งที่เหมือนกันคือ เราจะขาดหน้าที่ของอินซูลินที่คอยลดระดับน้ำตาลในเลือด น้ำตาลที่สูงเกินไป จะทำให้ปัสสาวะมีน้ำตาล แล้วดึงสารน้ำตามออกมาได้ ผู้ป่วยจะมีอาการปัสสาวะบ่อย บางคนบ่อยๆ จนร่างกายขาดน้ำ ต้องไปซดน้ำรัวๆ บางคนก็หิวกว่าปกติ
ในระยะยาว ไม่ว่าจะชนิดไหน น้ำตาลกลูโคสที่สูงขึ้นอย่างเรื้อรัง จะทำให้โครงสร้างของหลอดเลือดเล็กๆ เช่น ระดับหลอดเลือดฝอย รับน้ำตาลมากไปจนสร้างสารอันตราย (สารอนุมูลอิสระ) ทำลายตัวเอง นำไปสู่
▪️เบาหวานขึ้นตา (Diabetic retinopathy) - เกิดการทำลายจอประสาทตา การมองเห็นแย่ลง จอประสาทตาขาดเลือด พยายามสร้างหลอดเลือดใหม่ขึ้นมา (Neovascularization) แต่หลอดเลือดนั้นกากมาก เปราะบาง จนฉีกขาดเลือดออกในตา จนตาบอด
▪️เบาหวานลงเส้นประสาท (Diabetic neuropathy) – เส้นประสาทจะเริ่มขาดเลือดมาเลี้ยง ทำให้การทำงานของประสาทรับรู้เสียไป เริ่มชาปลายมือปลายเท้า เหมือนใส่ถุงเท้าถุงมือตลอดเวลา เดินชนอะไรก็ไม่ค่อยรู้สึก จนเป็นแผลง่าย หลอดเลือดที่ไม่ดี ก็นำเม็ดเลือดขาวมากำจัดเชื้อโรค มาฟื้นฟูแผลยาก นำไปสู่แผลติดเชื้อง่าย หนักเข้าจะเริ่มเป็นที่ประสาทสั่งการ
▪️ เบาหวานลงไต (Diabetic nephropathy) – ไส้กรองจะโดนระบบหลอดเลือดที่สั่งการผิดปกติ นำเลือดทะลักเข้ามาทำลายตลอด จนไตค่อยๆ พังทีละนิด จนเกิดภาวะไตเสื่อมเรื้อรัง (Chronic kidney disease)
▪️นอกจากนี้น้ำตาลกลูโคสที่สูงลอยตลอด จะเร่งภาวะที่มีสารอนุมูลอิสระมาก (Oxidative stress) ทำให้ตัวขนส่งไขมันชนิด LDL สามารถเข้าสู่ผนังหลอดเลือดได้ดีขึ้น แล้วไปพอกหนาขึ้น จนหลอดเลือดนั้นอุดตัน (Atherosclerosis) นำไปสู่ภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบ (Coronary artery disease), หลอดเลือดสมองตีบ (Ischemic stroke), หลอดเลือดที่เลี้ยงขาตีบ (Peripheral arterial disease)
🔔 ไม่ว่าจะเป็นเบาหวานชนิดไหน จุดจบคล้ายกัน คือระบบอวัยวะทั้งร่างพังกระจุย ดังนั้นอย่าลืมดูแลรักษาสุขภาพ ให้ห่างไกลจากเบาหวาน คุมน้ำหนักให้ดี หาเวลาออกกำลังกายเสมอ วันละ 30 นาทีก็ยังดี และเมื่อถึงเวลาต้องกินยา กินเถอะค่ะ ยิ่งนำน้ำตาลกลูโคสกลับมาสู่ปกติเร็วเท่าไหร่ ยิ่งปลอดภัยจากภาวะแทรกซ้อน มีคนไข้เราหลายคนที่น้ำตาลกลับมาปกติแล้วเป็นคนปกติเลยก็มีค่ะ

05/05/2022
29/03/2022

เชื้อโควิดสายพันธุ์โอมิครอนมีผลข้างเคียงต่อเด็กที่ติดเชื้อที่หายแล้ว ซึ่งมีความรุนแรงไม่น้อย เด็กเล็ก"ไม่ติดดีที่สุด"

ฝรั่งชอบใช้ผ้าอนามัยแบบสอดกันเยอะกว่าคนไทย มีรายงานผู้เสียชีวิตจากการใช้ผ้าอนามัยแบบสอดในยุโรป
18/03/2022

ฝรั่งชอบใช้ผ้าอนามัยแบบสอดกันเยอะกว่าคนไทย มีรายงานผู้เสียชีวิตจากการใช้ผ้าอนามัยแบบสอดในยุโรป

เรียนอายุรศาสตร์จากซูเปอร์มาร์เก็ต : ทำไมผ้าอนามัยแบบสอดแนะนำไม่ให้ใช้เกิน 8 ชั่วโมง

เย็นวันหนึ่ง หลังจากซื้อของจำเป็นในซูเปอร์มาร์เก็ตเรียบร้อย ก็เดินดูสินค้าใหม่ ๆ ไปเรื่อย เมื่อถึงสินค้าชนิดนี้ ซึ่งสัดส่วนการตลาดน่าจะน้อยกว่าแบบปรกติทั่วไปหลายเท่า มันใช้ยากหรือไง เลยหยิบมาศึกษา พบว่ามีคำแนะนำการใช้ข้อหนึ่งคือ ไม่ควรใส่ค้างไว้นานกว่า 8 ชั่วโมง ก็เกิดคำถามว่าทำไม ใส่นานกว่านั้นจะเกิดอะไร ไปค้น ๆ อ่าน ๆ ก็มีความรู้มาฝากกันครับ

คำแนะนำนี้พบจากหน่วยงานสุขภาพทั่วโลก วารสารทางการแพทย์เกี่ยวกับสุขภาพสตรี คำแนะนำของศูนย์ควบคุมโรคที่อเมริกา (ที่ทำงานของเอซิโอและทีฟา) และมีรายงานผลจากการสอดผ้าอนามัยนานเกิน 8 ชั่วโมงใน lancet และ JAMA นับว่าสำคัญมากทีเดียวที่ผู้ใช้ผ้าอนามัยแบบสอดควรทราบ

สอดไว้นานเกิน 8 ชั่วโมง (ตัวเลข 8 ชั่วโมงมาจากค่าเฉลี่ยการรายงานผู้ป่วยที่เกิดอันตราย) จะเพิ่มโอกาสภาวะช็อกติดเชื้อจากสารพิษของแบคทีเรีย (toxic shock syndrome : TSS) ที่เป็นภาวะรุนแรงมากที่สุดอันหนึ่งของอายุรศาสตร์วิกฤต และเราเรียกชื่อ TSS จากการสอดผ้าอนามัยแบบนี้ว่า menstrual toxic shock syndrome (MTSS)

TSS เกิดจากการกระตุ้นปฏิกิริยาภูมิคุ้มกันของร่างกายที่มากมายมหาศาล จากการกระตุ้นจากส่วนของแบคทีเรียที่เรียกว่า super-antigen กับเซลล์ภูมิคุ้มกันชนิด T-cell กระตุ้นแบบไม่เฉพาะตัวและกระตุ้นทั่วไปหมด ทำให้เกิดปฏิกิริยาอักเสบมากมายมหาศาล มากกว่าช็อคติดเชื้อเสียอีก คราวนี้เรามาดูลักษณะสำคัญของ TSS ตามเกณฑ์มาตรฐานของศูนย์ควบคุมโรคสหรัฐที่ใช้เป็นเกณฑ์การวินิจฉัยในปัจจุบัน

1.ความดันโลหิตซิสโตลิก (ตัวบน) ต่ำว่า 90

2.พบอวัยวะที่เกี่ยวข้องมีผลกระทบหรือล้มเหลวอย่างน้อย 2/6 อย่าง

- ค่าครีอะตินีนของไตเกิน 2 หรือมากกว่าเดิม 2 เท่า

- เกล็ดเลือดต่ำว่าแสน หรือมีภาวะ DIC หรือสารการแข็งตัวเลือดไฟบริโนเจนต่ำ

- ค่า AST,ALT มากกว่าสองเท่าของค่าสูงสุดหรือมากกว่าสองเท่าจากเดิม

- มีภาวะหายใจล้มเหลว ARDS

- มีผื่นผิวหนังทั่วตัวและผิวหนังลอกเป็นวงกว้าง

- มีการตายของเนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง

3.ตรวจพบหลักฐานของเชื้อโรคที่ทำให้เกิด TSS

การรักษาต้องรวดเร็ว เต็มพิกัด ทั้งการช่วยหายใจ ให้สารน้ำ ยากระตุ้นความดัน ยาฆ่าเชื้อ (clindamycin+betalactam) และสุดท้ายคือให้แอนติบอดี IVIG เพื่อไปจับสารพิษของแบคทีเรีย

ความเกี่ยวเนื่องกับผ้าอนามัยแบบสอดคือ ในช่องคลอด จะมีแบคทีเรีย streptococcus เป็นจำนวนมาก และแบคทีเรีย streptococcus นี้เป็นหนึ่งในแบคทีเรียที่ทำให้เกิด TSS ได้

จากรายงานผู้ป่วยและรวบรวมหลักฐานพบว่า ผู้ที่เป็น MTSS มักจะสอดผ้าคาไว้นาน โดยเฉพาะสอดข้ามคืนที่นอนยาวนานกว่า 8 ชั่วโมง หรือสอดคาไว้นานเกินกำหนด มากกว่า 6 ชั่วโมง หรือไม่อ่านคำแนะนำข้างซอง โดยสามปัจจัยนี้เพิ่มโอกาสการเกิด MTSS มากกว่าคนที่ใช้ผ้าอนามัยแบบสอดที่ปฏิบัติถูกต้อง ถึง 2.2 เท่าเลยทีเดียว และมีนัยสำคัญทางสถิติ

อีกประการที่เกี่ยวข้องแต่หลักฐานน้อยกว่า คือ ผ้าอนามัยแบบสอดที่ซึมซับดีเป็นพิเศษจะสะสมแบคทีเรียในช่องคลอดและมีโอกาสเกิด MTSS สูงกว่าแบบซึมซับธรรมดา

จึงเป็นที่มาและคำแนะนำให้เปลี่ยนผ้าอนามัยแบบสอดทุก 3-4 ชั่วโมง อย่าสอดนานเกิน 8 ชั่วโมง และปฏิบัติตามคำแนะนำข้างซองอย่างเคร่งครัด และออกมาเป็นข้อกำหนดในการจดทะเบียนว่าแบบสอดจะต้องมีเกณฑ์ของสารดูดซึมเป็นอย่างไรอีกด้วย

เดินซื้อของก็ตั้งคำถามเรียนรู้อายุรศาสตร์ได้นะครับ

05/11/2021

การศึกษาในประเทศสวีเดน เกี่ยวกับโอกาสติดเชื้อ COVID-19 เมื่อสมาชิกในครอบครัวมีภูมิต้านทานแล้ว (ฉีดวัคซีนแล้ว หรือเคยหายจากการติดเชื้อมาก่อน) พบว่า

ถ้ามีคนที่มีภูมิ 1 คนในครอบครัว จะลดโอกาสติดเชื้อของสมาชิกที่เหลือที่ไม่มีภูมิลง 45-61%
ถ้ามีคนที่มีภูมิ 2 คนในครอบครัว จะลดโอกาสติดเชื้อของสมาชิกที่เหลือที่ไม่มีภูมิลง 75-86 %
ถ้ามีคนที่มีภูมิ 3 คนในครอบครัว จะลดโอกาสติดเชื้อของสมาชิกที่เหลือที่ไม่มีภูมิลง 91-94 %
ถ้ามีคนที่มีภูมิ 4 คนในครอบครัว จะลดโอกาสติดเชื้อของสมาชิกที่เหลือที่ไม่มีภูมิลง 97%

นั่นคือ ยิ่งฉีดวัคซีนมากเท่าไหร่ โอกาสติดเชื้อของคนที่ยังไม่ฉีดวัคซีนในครอบครัวก็จะยิ่งลดลง

วัคซีนต้านโควิดชนิด mRNA มีประสิทธิภาพป้องกันการติดเชื้อสูงกว่าวัคซีนชนิดอื่น แม้มีความกังวลเกี่ยวกับการเกิดกล้ามเนื้อหั...
24/07/2021

วัคซีนต้านโควิดชนิด mRNA มีประสิทธิภาพป้องกันการติดเชื้อสูงกว่าวัคซีนชนิดอื่น แม้มีความกังวลเกี่ยวกับการเกิดกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ แต่โอกาสเกิดก็น้อยมากเมื่อเทียบกับการเกิดกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบจากการติดเชื้อโควิด คือน้อยกว่าประมาณ 4 พันเท่าเลยทีเดียว (โอกาสพอ ๆ กับซื้อล็อตเตอรี่ 1 ใบแล้วถูกรางวัลที่ 4) และหากเกิดขึ้นจริง เกือบทั้งหมดก็สามารถหายภายใน 1-2 สัปดาห์

กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ผลข้างเคียงของจริงของ mRNA COVID vaccine

ผลการศึกษาศักยภาพของวัคซีนเทคโนโลยีใหม่ mRNA ในการป้องกันโรคโควิดนั้น ผลออกมาดีมากจนเรียกว่าแทบจะกลายเป็น Gold Standard ของวัคซีนโควิดไปแล้ว มีรายงานเรื่องผลข้างเคียงออกมาบ้าง แต่ก็ไม่หนักแน่นพอที่จะเลิกใช้วัคซีน ข่าวว่า mRNA จะเข้าไปเกิดกลายพันธุ์นั้น ไม่เป็นความจริง แต่กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ คือ ของจริง !!

ก่อนหน้านี้เราได้รู้จัก VITT ภาวะเกล็ดเลือดต่ำและลิ่มเลือดอุดตัน อันเกิดจากวัคซีนไวรัลเวกเตอร์มาแล้ว พอทราบกลไกและวิธีการรักษา แต่ว่า VITT ยังมีอุบัติการณ์การเกิดต่ำกว่าประชากรทั่วไป คือ ไม่รู้ว่า มันเกิดจากวัคซีนจริงแท้หรือจะเกิดเฉพาะคนที่มีความเสี่ยงลิ่มเลือดดำอุดตันอยู่แล้ว

รายงานจากวารสาร Circulation (preprint) วารสารลงการศึกษาสรุปผลของนักวิจัยจาก Baylor College of Medicine เท็กซัส สหรัฐอเมริกา เกี่ยวกับโรคกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบอันเกิดจากวัคซีน mRNA กลไกที่อาจเป็นไปได้ การดำเนินโรคและการรักษา สิ่งที่พบคือ

▪อุบัติการณ์การเกิดกล้ามเนื้อหัวใจและเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ ก่อนมีวัคซีนคือ 1 ต่อ 100,000 ประชากรต่อปี (อิสราเอล) และประมาณ 10 ต่อ 100,000 ประชากรต่อปีที่อเมริกา แต่หลังจากมีการฉีดวัคซีนในกลุ่มประชากรกลุ่มเดียวกัน ในอิสราเอลพบอุบัติการณ์ถึง 1 ต่อ 20,000 ราย มากกว่าปรกติ 5 เท่า (นี่ไม่ใช่เฉพาะคนรับวัคซีนนะ แต่ในประชากรโดยรวม)

▪CDC รายงานในกลุ่มประชากรอายุ 12-39 ปี ที่รับวัคซีน mRNA มีรายงานการเกิดกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบมากกว่า ประชากรกลุ่มเดียวกันที่ยังไม่ได้วัคซีนหรือรับวัคซีนยี่ห้ออื่น ถึง 10 เท่า

▪รายงานในหน่วยงานทหารของอเมริกา 23 คนจากการฉีด 2.8 ล้านเข็ม

แสดงว่าวัคซีน ทำให้เกิดกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบจริง พบมากกว่าความชุกของโรคในประชากรปกติก่อนรับวัคซีน กลไกการเกิดเชื่อว่าอาจจะไปกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันต่อตัวเอง และเกิดอันตรายต่อกล้ามเนื้อหัวใจ

แต่ว่าโอกาสการเกิดกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ "จากการป่วยด้วยโรคโควิด" อยู่ที่ประมาณ 20-30% ทีเดียว ส่วนจากการฉีดวัคซีนแค่ 0.005% ต่างกันกี่เท่าก็ลองคำนวณดูนะครับ ด้วยตัวเลขนี้ เป็นที่ยืนยันว่าแม้ผลแทรกซ้อนกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบจะเป็นของจริง แต่โอกาสเกิดต่ำ ต่ำกว่าหัวใจอักเสบจากโควิด และประโยชน์มากกว่าโทษแบบไม่เห็นฝุ่น

แล้วใครที่จะเกิดกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ จากตัวเลขที่รวบรวมคือ ส่วนมากเป็นผู้ชาย อายุไม่มาก ไม่เกิน 30-40 ปี โดยไม่จำเป็นต้องมีโรคหัวใจเลย และมักเกิดกับเข็มสองมากกว่าเข็มแรก

อาการที่พบ มีอาการเจ็บแน่นหน้าอกถึง 86% ก็จะคล้ายกับแน่นหน้าอกจากหลอดเลือดหัวใจตีบครับ สองโรคนี้ต้องวินิจฉัยแยกโรคกันอยู่แล้ว มีคลื่นไฟฟ้าหัวใจที่ผิดปกติ เอนไซม์ที่บ่งชี้การบาดเจ็บของกล้ามเนื้อหัวใจสูงขึ้น (สูงสุดที่ประมาณวันที่สามหลังฉีด) ตรวจคลื่นเสียงหัวใจพบผิดปกติได้ถึง 40% ตรวจเอ็มอาร์ไอพบผิดปกติได้ ทั้งหมดที่ผมเขียนมาก็คือสิ่งที่พบในการวินิจฉัย กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบนั่นเอง

นั่นคือ ถ้าไปฉีดวัคซีน mRNA มาและมีอาการแน่นหน้าอกเหมือนโรคหัวใจ นอกจากโรคที่เราต้องแยกตามปรกติ ยังต้องคิดถึงกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบจากวัคซีนด้วย และแน่นอนแยกจากการติดเชื้อโควิดและสารพัดไวรัสที่เกิดกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบอีกด้วย

เอาล่ะ แล้วถ้ายืนยันว่าไม่มีเหตุอื่น หัวใจอักเสบนี้เกิดจากวัคซีน mRNA แน่นอน จะอันตรายไหม คำตอบคือ ไม่เลย แม้จะพบมากการเกิดโรคมากขึ้น มากกว่าก่อนการมาของวัคซีน แต่ผู้ที่เกิดกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบจากวัคซีน เกือบทั้งหมดหายเป็นปรกติ ภายในเวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์ มีส่วนน้อยมาก น้อยมาก ๆ ที่จะต้องรักษาต่อเนื่องยาวกว่าทั่วไปและให้ยาแบบโรคหัวใจล้มเหลว

การรักษาก็ให้ยาต้านการอักเสบ ประคับประคองอาการ ติดตามการทำงานของหัวใจ ในรายที่การบีบตัวหัวใจไม่ดีอาจต้องให้ยาช่วยเรื่องหัวใจล้มเหลว มีรายงานไม่กี่คนที่ต้องใช้ immunoglobulins เพื่อรักษา แต่ผลลัพธ์ก็ดี ทั้งหมดนี้ยังไม่มีแนวทางการรักษาอันเป็นที่ยอมรับแบบทั่วไป เพราะปริมาณที่เกิดและปริมาณผู้ป่วยน้อย เป็นโรคใหม่ที่ยังไม่มีการวิจัยมากนัก ยังต้องรอการศึกษาต่อไป

แต่วันนี้ก็บอกได้ว่า mRNA มีโอกาสเกิดกล้ามเนี้อหัวใจอักเสบจริง เกิดไม่บ่อยและไม่รุนแรง หายเองได้หรือให้การรักษาประคับประคอง ประโยชน์ของวัคซีนยังมากกว่าโทษจากวัคซีน และมากกว่าการไม่ฉีดวัคซีน

ขอบคุณอาจารย์วัยซิ่งปริศนาท่านหนึ่ง ที่เอื้อเฟื้อวารสารต้นฉบับครับ

02/11/2020

ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับโรคติดเชื้อไวรัส RSV ที่กำลังระบาดในขณะนี้

ที่อยู่

440/49 ถ. จันทร์ประสิทธิ์ ต. ในเมือง
Amphoe Ban Phai
40110

เวลาทำการ

จันทร์ 07:30 - 19:00
อังคาร 07:30 - 19:00
พุธ 07:30 - 19:00
พฤหัสบดี 07:30 - 19:00
ศุกร์ 07:30 - 19:00
เสาร์ 07:30 - 19:00
อาทิตย์ 07:30 - 19:00

เบอร์โทรศัพท์

+6643273345

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ดียิ่งเภสัชผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์