29/01/2026
อยากให้ทุกคนได้อ่านนะครับ เสียเวลาแค่ 2 นาที
เป็นห่วงนะครับ
“สะดวกสบายในวันนี้… ระวังติดเตียงในวันหน้า” วิกฤตสุขภาพที่คน 40+ ต้องอ่าน!
ในฐานะที่ผมทำ Real Gym งานของผมคือการพบปะกับผู้คนมากมาย ดังนั้นการอัพเดตข้อมูลทางสุขภาพเป็นประจำทำให้ผมสามารถเข้าใจและแก้ปัญหาให้กับผู้คนได้อย่างตรงจุด
ด้วยเหตุนี้ทำให้ผมเห็นสถิติหนึ่งที่น่าตกใจมากครับ ในตอนนี้ เรากำลังอยู่ในยุคที่มนุษย์มีรูปร่างและสุขภาพ
“แย่ที่สุดในประวัติศาสตร์มวลมนุษยชาติ”
ลองมองไปรอบตัวสิครับ เราจะเห็นคนอ้วนเกลื่อนเมือง การออกกำลังกายสำหรับหลายๆคนเป็นเรื่อง "เจ็บปวด"
ที่คนส่วนใหญ่พยายามหลีกเลี่ยง
แต่การนั่งไถมือถือสั่งฟาสต์ฟู้ดมาส่งถึงที่กลายเป็นเรื่อง "ปกติ" ใครๆเค้าก็ทำกัน
ผลลัพธ์คืออะไร?
คือเรากำลังสร้างกองทัพ “ผู้ป่วยติดเตียงหน้าใหม่”
ที่อายุน้อยลงเรื่อยๆ อย่างน่าใจหาย
ความสะดวกสบาย… คือยาพิษที่ทำให้ร่างกายคุณเสื่อมได้แบบสุดลิ่มทิ่มประตู
คนยุคนี้เสพติดความเร็ว ง่าย และสะดวกสบาย จนลืมไปว่าร่างกายถูกออกแบบมาให้ “เคลื่อนไหว” ไม่ใช่ให้นั่งแช่
เราเน้นกินของง่าย ที่เต็มไปด้วยแป้งและน้ำตาล
เราเน้นใช้ชีวิตสะดวกจนกล้ามเนื้อฝ่อ
พออายุผ่านหลักสี่ (อายุ 40+) ร่างกายที่ไม่ได้ถูกดูแล
ก็ถึงจุดที่ต้องชดใช้กรรม...
กรรมแห่งการไม่ทำอะไรดีๆให้ร่างกายเลยนั้น
มีชื่อว่า “ความเสื่อม” ครับ
มีสถิตินึงที่ใครอ่านก็ต้องสะดุ้ง
คุณรู้มั้ยครับว่าการติดเตียงไม่ใช่เรื่องของคน 80 อีกต่อไป
ข้อมูลจากกรมอนามัยและกระทรวงสาธารณสุขชี้ชัดว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ป่วยติดเตียงรวมกว่า หลายแสนราย และที่น่ากังวลที่สุดคือ “กลุ่มผู้ป่วยติดเตียงหน้าใหม่”มีอายุเฉลี่ยลดลงมาอยู่ในช่วง 45-60 ปี มากขึ้นอย่างนัยสำคัญ
สาเหตุไม่ใช่เพราะอุบัติเหตุเพียงอย่างเดียว แต่มาจากโรค NCDs (โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง) เช่น เบาหวาน ความดัน ไขมันพอกตับ และหลอดเลือดสมอง ซึ่งทั้งหมดนี้มีจุดเริ่มต้นเดียวกันคือ “พฤติกรรมการกินและไม่ออกกำลังกาย”
ที่คนยุคปัจจุบันนี้นิยมทำกันทั่วบ้านทั่วเมือง…เช่นคนที่เป็น”สุขนิยม“ เน้นกินอร่อย เน้นสบาย กับอีกพวกคือคนที่อยากผอมแต่ไม่ออกกำลังกาย ทั้งสองกลุ่มนี้นี่ตัวดีเลย
อีกหนึ่งเรื่องที่สุดสยองคือภาวะกระดูกพรุน
ภัยเงียบที่ซ้ำเติมให้ร่างพังไวกว่าเดิม
สิ่งที่น่ากลัวกว่า NCDs คือการที่ร่างกายคุณ "ไม่มีโครงสร้างที่แข็งแรง" ถ้าคุณไม่ออกกำลังกายแบบใช้แรงต้าน (Weight Training) นอกจากกล้ามเนื้อคุณจะฝ่อและอ่อนแรงลงในทุกๆปีแล้วกระดูกคุณจะกลายเป็นก้อนชอล์กที่เปราะบาง
เมื่อไรก็ตามที่คุณทรงตัวไม่อยู่ไม่ว่าจะด้วยการที่กล้ามเนื้อไม่ค่อยมีแรงทำให้สะดุดได้ง่าย หรืออาการหน้ามืดจากโรค NCDs หากคุณ "ล้ม" เพียงครั้งเดียว...
กระดูกสะโพกที่พรุนจะหักหรือแตกทันที
และนั่นคือจุดจบของการเดินด้วยขาตัวเอง
การยกเวทไม่ใช่แค่เพื่อโชว์กล้าม แต่มันคือการสั่งให้ร่างกาย "ยิงแคลเซียมเข้ากระดูก" เพื่อสร้างโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กให้ชีวิตในวัยเกษียณ แต่คนส่วนใหญ่มองข้ามเพียงเพราะรู้สึกว่ามันไร้สาระ เสียเวลา และมักจะพูดติดปากว่า “ก็ชั้นไม่ได้อยากมีกล้ามนี่” …….โถถถถถถถถ
วิธีแก้ปัญหานี้เรียบง่ายแต่โคตรทรงพลังครับ
นั่นคือการเลิกกินตามใจปาก... แล้วเริ่มกินเพื่อหนีความตาย
ถ้าไม่อยากให้เตียงพยาบาลเป็นสถานีสุดท้าย
คุณต้องเลือกสารอาหารให้เป็นวัสดุก่อสร้าง
และแน่นอนว่าไม่ใช่การถมขยะเข้าไปเพิ่มจนร่างพังเร็วกว่าเดิม
ผมอยากให้ทุกคนเข้าใจเกี่ยวกับสารอาหารแบบง่ายๆ
ผมสรุปเอาไว้ให้แบบเข้าใจง่ายที่สุดดังนี้
1. โปรตีน (Protein) กินให้ถึง 1.5 - 2 กรัมต่อน้ำหนักตัว เพื่อรักษา "มวลกล้ามเนื้อ" ไม่ให้ฝ่อจนพยุงร่างไม่อยู่ ยิ่งอายุเยอะร่างกายยิ่งสังเคราะห์โปรตีนและสร้างกล้ามได้น้อยลงจากภาวะ Anabolic resistance (ร่างกายดื้อต่อการสร้างกล้ามเนื้อ) ดังนั้นการทานโปรตีนให้มากพอไม่ใช่เรื่องของนักกล้ามอย่างเดียว แต่มันคือเรื่องของทุกคน
2. แป้ง (Carbs) เลิกกินแป้งขาวและลดการทานน้ำตาลที่เป็นเชื้อไฟให้เบาหวาน เปลี่ยนเป็นข้าวไม่ขัดสีหรือธัญพืชเพื่อให้พลังงานสะอาดแก่เซลล์ สายปั้นหุ่นไม่ถูกใจสิ่งนี้แน่นอนแต่ผมไม่แคร์ เพราะข้อมูลนี้เน้นไปที่ “การสร้างสุขภาพที่ดี” ผมไม่ได้โฟกัสแค่เรื่อง“หุ่น”อย่างเดียว
แต่ผมสนใจถึง “ชีวิต” ของผู้ที่อ่านข้อมูลนี้มากที่สุดครับ
3. ไขมัน (Fat) เน้นไขมันดีจากปลาและถั่ว เพื่อจัดการกับไขมันเลวในหลอดเลือด ช่วยลดความเสี่ยงความดันและหลอดเลือดอุดตัน รวมไปถึงการสร้างสมดุลฮอร์โมนให้มีความเป็นปกติ พูดกันตามตรงว่าการตัดไขมันทิ้งเพราะคิดว่ากินไขมันเข้าไปแล้วจะอ้วนเป็นเรื่องที่คนไม่รู้ห่..อะไรเลยเค้าทำกัน
4. วิตามินและแร่ธาตุโดยเฉพาะ วิตามิน D3 และ K2 ที่ทำหน้าที่เป็น "จราจร" คอยโบกแคลเซียมให้ไปเกาะที่กระดูก ไม่ใช่ไปอุดตันในหลอดเลือดจนหัวใจวาย
ผมขอบอกคุณตรงๆ ว่า ไม่มีนวัตกรรมไหนจะช่วยคุณได้ถ้าคุณไม่เริ่มที่ตัวเองวันนี้ เปอร์เซ็นต์การเป็นผู้ป่วยติดเตียงของคุณจะพุ่งสูงขึ้นทุกวันตามจำนวนมื้ออาหารขยะที่คุณกิน และจำนวนวันที่คุณอ้างว่าไม่มีเวลาออกกำลังกาย
เมื่อคุณอ่านมาถึงตรงนี้แล้วผมขอให้ลุกขึ้นมาครับ!
มาเหนื่อยในยิมวันนี้ ดีกว่าไปนอนมองเพดานบนเตียงพยาบาลในวันหน้า
สิ่งที่น่ากลัวที่สุดสำหรับเรื่องนี้คือคนเรามักคิดเข้าข้างตัวเองว่า “ไม่น่าใช่กูหรอก” เชื่อมั้ยครับว่าคนที่ติดเตียงอยู่ในตอนนี้ทุกคนเค้าก็เคยคิดแบบนี้กันทั้งนั้น ”มันคงไม่ใช่เราหรอก“
เราเรียกสิ่งนี้ง่ายๆว่า ”ความประมาท“ ครับ
จำไว้ครับ... ร่างกายจะซื่อสัตย์กับการตัดสินใจของคุณเสมอ
การไม่ทำอะไรเลยก็นับเป็น”กรรม“อย่างหนึ่งเช่นกัน
ผลกรรมของการไม่ดูแลตัวเองคือ”ความเสื่อม“ที่มาหาคุณแบบเงียบเชียบ และเมื่อรู้ตัวอีกทีมันก็สายเกินแก้แล้ว
โปรดอย่าให้คนๆนั้นเป็นคุณหรือคนที่คุณรักเลยนะครับ
—โค้ชปูแน่น