BPHLR ดูแล ใส่ใจ ห่วงใย ดุจญาติ

21/12/2025

✈️🤰 กฎการขึ้นเครื่องบินระหว่างตั้งครรภ์ (อัปเดตสำหรับสายการบินยอดนิยมในไทย)

••••••

✅ โดยรวม: คนท้องขึ้นเครื่องบินได้ไหม?

➡️ ได้ หากเป็นการตั้งครรภ์ปกติ ไม่มีภาวะแทรกซ้อน
➡️ ช่วงที่เหมาะสมที่สุดคือ ไตรมาสที่ 2 (14–27 สัปดาห์)
➡️ ช่วงไตรมาสที่ 3 มักต้องมี ใบรับรองแพทย์ (Fit to Fly)
➡️ แต่ละสายการบินมีกฎ ไม่เหมือนกัน ต้องเช็กก่อนเดินทางเสมอ

#การเดินทางที่เป็นการบินระยะยาวนาน กฏจะมีความเคร่งครัดมากขึ้นเสมอ ต้องตรวจสอบกับสายการบินก่อนเสมอนะครับ

••••••••

✈️ กฎของสายการบินที่คนไทยใช้บ่อย

🇹🇭 Thai Airways
• อนุญาตให้เดินทางได้ถึง
• 36 สัปดาห์ (เที่ยวบิน ≤ 4 ชม.)
• 34 สัปดาห์ (เที่ยวบิน > 4 ชม.)
• อายุครรภ์ตั้งแต่ ~28 สัปดาห์ขึ้นไป 👉 ต้องมีใบ Fit to Fly
• ❌ อายุครรภ์เกิน 36 สัปดาห์ ไม่อนุญาตให้บิน

🔴 AirAsia (Thai AirAsia / AirAsia X)
• ≤ 27 สัปดาห์ : บินได้ ไม่ต้องมีใบแพทย์
• 28–34 สัปดาห์ : ต้องมี ใบรับรองแพทย์ + เซ็นเอกสารยินยอม
• ❌ 35 สัปดาห์ขึ้นไป ไม่อนุญาต

🔵 VietJet Air
• < 28 สัปดาห์ : บินได้ ไม่ต้องมีใบแพทย์
• ประมาณ 28–32 (บางกรณีถึง 36) สัปดาห์ : ต้องมีใบ Fit to Fly
• ❌ เกินเกณฑ์ที่สายการบินกำหนด ไม่อนุญาต
⚠️ กฎอาจแตกต่างตามเส้นทาง แนะนำเช็กกับสายการบินโดยตรง

🟦 Bangkok Airways
• ≤ 28 สัปดาห์ : ไม่ต้องมีใบแพทย์
• 28–36 สัปดาห์ (ครรภ์เดี่ยว) : ต้องมี Fit to Fly
• ❌ เกิน 36 สัปดาห์ ไม่อนุญาต
• ครรภ์แฝด 👉 มักจำกัดไม่เกิน 32 สัปดาห์

••••••••

🧾 ใบรับรองแพทย์ (Fit to Fly) ควรระบุอะไรบ้าง?
• อายุครรภ์ (GA)
• กำหนดคลอด (EDD)
• ยืนยันว่าเป็นครรภ์ปกติ ไม่มีภาวะแทรกซ้อน
• ระบุว่า สามารถเดินทางโดยเครื่องบินได้
📌 ส่วนใหญ่ต้องเป็นใบที่ออก ไม่เกิน 7–21 วันก่อนเดินทาง และเป็นภาษาอังกฤษ (กรณีบินต่างประเทศ)

หลายๆโรงพยาบาลจะมีใบรับรองแพทย์ที่มีรายละเอียดเตรียมไว้มากขึ้นอีกครับ เช่น

นั่งที่นั่งปกติได้ไหม หรือต้องมีช่วงว่างของขามากขึ้น นั่งชั้นประหยัดได้ไหม เป็นต้นครับ

11/11/2025

ลูกน้อยในครรภ์ไม่ได้แค่เติบโต แต่ยังเริ่มเรียนรู้โลกผ่านประสาทสัมผัสต่าง ๆ ตั้งแต่ก่อนคลอด

👁️ เริ่มมองเห็น

ช่วงประมาณ สัปดาห์ที่ 26–28 ดวงตาของลูกเริ่มเปิดและปิดได้ สามารถรับรู้แสงที่ส่องผ่านหน้าท้องได้

บางครั้งจะตอบสนองด้วยการเคลื่อนไหวเล็กน้อย แม้ในมดลูกจะมืด แต่ระบบการมองเห็นเริ่มทำงานแล้ว

••••••••

👂 เริ่มได้ยินเสียง

ตั้งแต่ สัปดาห์ที่ 24–26 หูเริ่มทำงาน ลูกสามารถได้ยินเสียงหัวใจแม่ เสียงพูด และเสียงรอบข้าง

ช่วง สัปดาห์ที่ 30–34 เริ่มจดจำเสียงคุ้นเคย เช่น เสียงของแม่หรือเพลงที่เปิดบ่อย
หลังคลอดจะสงบเมื่อได้ยินเสียงนั้นอีกครั้ง แสดงว่ามีความจำตั้งแต่ในครรภ์

••••••••

👀 เริ่มกระพริบตาและหลับฝัน

ประมาณ สัปดาห์ที่ 26–28 ลูกเริ่มมีกระพริบตาเมื่อมีเสียงดังหรือแสงแรง

พอถึง สัปดาห์ที่ 32 ขึ้นไป จะเริ่มมีการหลับแบบ REM คล้ายกับช่วงที่คนฝัน แสดงถึงการทำงานของสมองที่ซับซ้อนมากขึ้น

••••••••

🧠 เริ่มจำและเรียนรู้เสียงคุ้นเคย

ช่วง สัปดาห์ที่ 30–32 สมองส่วนความจำเริ่มทำงาน ลูกสามารถเรียนรู้จังหวะเสียงของแม่และสิ่งแวดล้อม
เสียงพูดหรือเพลงที่แม่เปิดบ่อยจะกลายเป็นเสียงที่ลูกจดจำได้

••••••••

💡 สรุปพัฒนาการโดยสัปดาห์

• สัปดาห์ที่ 24–26: เริ่มได้ยินเสียง
• สัปดาห์ที่ 26–28: เริ่มลืมตา กระพริบตา รับรู้แสง
• สัปดาห์ที่ 30–32: เริ่มจำเสียงคุ้นเคย
• สัปดาห์ที่ 32 ขึ้นไป: หลับแบบมีการกลอกตา (REM sleep)
• หลังคลอด: จำเสียงแม่และเสียงที่ได้ยินบ่อยในครรภ์ได้ …. แล้วก็จะจดจำได้มากขึ้นเรื่อยๆครับ แล้วอาจไปลดลงไม่ได้ยิน ไม่มองหา ไม่จำคำบอกอีกทีก็อาจตอนเป็นวัยรุ่นนะครับ ❤️🎀🎈

20/09/2025

การตั้งครรภ์กับภาวะกระเพาะปัสสาวะอักเสบ: ภัยเงียบที่ไม่ควรมองข้าม

การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะเป็นภาวะที่พบได้บ่อยในหญิงตั้งครรภ์ ทั้งแบบมีอาการ (cystitis) หรือไม่มีอาการ (asymptomatic bacteriuria) ก็ตาม ล้วนมีอันตราย

หากปล่อยไว้โดยไม่รักษา เชื้อสามารถลุกลามไปที่กรวยไต ก่อให้เกิดไตอักเสบเฉียบพลัน
หญิงตั้งครรภ์ที่มีไตอักเสบจะเสี่ยงต่อการติดเชื้อในกระแสเลือด ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต

การติดเชื้อยังสัมพันธ์กับภาวะแทรกซ้อนสำคัญ เช่น การเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด
รวมถึงทารกแรกเกิดน้ำหนักตัวน้อย และเพิ่มความเสี่ยงการเจริญเติบโตช้าในครรภ์

แม้หญิงตั้งครรภ์ไม่มีอาการ แต่หากตรวจปัสสาวะพบเชื้อ ก็ต้องได้รับการรักษาทุกครั้ง
ยาปฏิชีวนะที่เลือกใช้ต้องปลอดภัยต่อครรภ์ และให้ครบตามคำแนะนำแพทย์

นี่คือยาและขนาดยารวมถึงระยะเวลาการรักษาที่น่าสนใจ

🫙💧 Acute Cystitis (กระเพาะปัสสาวะอักเสบเฉียบพลัน)
• Nitrofurantoin 100 mg PO วันละ 2 ครั้ง × 5–7 วัน
• Cephalexin 500 mg PO วันละ 4 ครั้ง × 5–7 วัน
• Amoxicillin–clavulanate 500/125 mg PO วันละ 3 ครั้ง × 5–7 วัน
• Fosfomycin 3 g PO ครั้งเดียว (single dose; เฉพาะ lower UTI)

🧪 Asymptomatic Bacteriuria (เชื้อแบคทีเรียในปัสสาวะโดยไม่แสดงอาการ)
• Cephalexin 500 mg PO วันละ 4 ครั้ง × 5–7 วัน
• Nitrofurantoin 100 mg PO วันละ 2 ครั้ง × 5–7 วัน
• Amoxicillin–clavulanate 500/125 mg PO วันละ 3 ครั้ง × 5–7 วัน
• Fosfomycin 3 g PO ครั้งเดียว

🔄 Recurrent Bacteriuria / Cystitis (การติดเชื้อซ้ำ)
• Nitrofurantoin 50–100 mg PO ก่อนนอน หรือ หลังมีเพศสัมพันธ์
• Cephalexin 250–500 mg PO ก่อนนอน หรือ หลังมีเพศสัมพันธ์

🔥🩸 Pyelonephritis (กรวยไตอักเสบ – เริ่ม IV)
• Ceftriaxone 1 g IV วันละครั้ง
• Cefazolin 1 g IV ทุก 8 ชั่วโมง
• Ampicillin 2 g IV ทุก 6 ชั่วโมง + Gentamicin 5 mg/kg IV วันละครั้ง
• Piperacillin–tazobactam (ตามเชื้อ/ภาวะรุนแรง)
👉 รวมการรักษาทั้ง IV + oral ให้ครบ 14 วัน

⚠️ ข้อควรระวัง
• หลีกเลี่ยง Tetracyclines ทุกไตรมาส
• หลีกเลี่ยง Sulphonamides (TMP-SMX) ใน ไตรมาสที่ 3
• หลีกเลี่ยง Nitrofurantoin ใกล้ term/ระหว่างคลอด และในผู้ที่มี G6PD deficiency
• ใช้ Aminoglycosides (เช่น Gentamicin) เฉพาะเมื่อยาชนิดอื่นไม่เหมาะสม

หญิงตั้งครรภ์ควรตรวจฟัน และรับการรักษาเมื่อพยอาการผิดปกติ นะคะ 😁
18/09/2025

หญิงตั้งครรภ์ควรตรวจฟัน และรับการรักษาเมื่อพยอาการผิดปกติ นะคะ 😁

🦷 การดูแลสุขภาพช่องปากและการใช้ยาในหญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร

💡 ภาวะผิดปกติทางทันตกรรม เช่น เหงือกอักเสบ ฟันผุ หรือปวดฟัน เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในช่วงตั้งครรภ์ จากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนและภูมิคุ้มกันที่อ่อนลง 📉
• มีรายงานว่าหญิงตั้งครรภ์กว่า 60–75% อาจมีปัญหาเหงือกอักเสบ
• หากไม่ได้รับการดูแล อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อ ภาวะคลอดก่อนกำหนด น้ำหนักแรกเกิดต่ำ และการติดเชื้อในมารดา ได้

ดังนั้น หากคุณแม่ตั้งครรภ์หรือให้นมบุตรจำเป็นต้องทำฟัน 🪥 เช่น ถอนฟัน อุดฟัน หรือรักษารากฟัน การใช้ยาต่าง ๆ ต้องเลือกอย่างระมัดระวังที่สุด

🫄 การใช้ยาในหญิงตั้งครรภ์ (Pregnant)

✅ ยาที่ปลอดภัย (Safe)
• ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics): Penicillin (Amoxicillin, Amoxi/Clav), Clindamycin, Macrolide (เลือก Azithromycin)
• ยาแก้ปวด (Analgesics): Paracetamol
• ยาชาเฉพาะที่ (Local anesthesia): ใช้ได้ทุกตัว แต่แนะนำให้ใช้ Lidocaine

❌ ยาที่ควรหลีกเลี่ยง (Unsafe)
• Antibiotics: Tetracycline, Doxycycline
• Analgesics: NSAIDs (เช่น Ibuprofen, Celecoxib) → ห้ามใช้ในไตรมาส 1 และ 3
• Opioid: Tramadol, Codeine

⚠️ ยาที่ต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง (Questionable)
• Metronidazole → หลีกเลี่ยงในไตรมาส 1
• NSAIDs → อาจใช้ได้เฉพาะไตรมาส 2

🤱 การใช้ยาในหญิงให้นมบุตร (Breastfeeding)

✅ ยาที่ปลอดภัย (Safe)
• ยาปฏิชีวนะ: Penicillin (Amoxicillin, Amoxi/Clav), Macrolide (Azithromycin)
• ยาแก้ปวด: Paracetamol, NSAIDs (Ibuprofen, Celecoxib)
• ยาชาเฉพาะที่: ใช้ได้ทุกตัว

❌ ยาที่ไม่ควรใช้ (Unsafe)
• Opioid: Tramadol, Codeine

⚠️ ยาที่ควรระวัง (Questionable)
• Antibiotics: Metronidazole, Clindamycin

✨ ข้อควรจำ
• เลือกใช้ยาที่มีข้อมูลความปลอดภัยชัดเจนที่สุด
• ใช้ในขนาดต่ำที่สุด และในช่วงเวลาสั้นที่สุด
• ปรึกษาทันตแพทย์หรือแพทย์ทุกครั้งก่อนใช้ยา

📌 สรุปสั้น ๆ:
ภาวะช่องปากผิดปกติในหญิงตั้งครรภ์พบได้บ่อย และอาจส่งผลต่อแม่และลูกได้ หากต้องทำฟัน สามารถใช้ยาได้อย่างปลอดภัยเมื่อเลือกชนิดและขนาดที่เหมาะสม ❤️

03/09/2025

หลาย ๆ คุณแม่คงเคยรู้สึกถึงจังหวะกึก ๆ ตุ๊บ ๆ เบา ๆ ในท้องแบบสม่ำเสมอ
ไม่ต้องตกใจนะครับ ✨ นั่นคือ ลูกกำลัง “สะอึก” อยู่ในท้องจริง ๆ

🤔 แล้วลูกสะอึกเพราะอะไร?
• ไม่ใช่การ สำลักน้ำคร่ำ อย่างที่หลายคนกังวล ❌
• แต่เป็นเพราะลูกน้อยกำลัง ฝึกหายใจในน้ำคร่ำ 🌊
• การซ้อมแบบนี้ทำให้กะบังลมขยับขึ้นลง → เกิดเป็นจังหวะ “สะอึก” เหมือนผู้ใหญ่นั่นเอง

💡 ทำไมถึงเป็นสัญญาณดี?

เพราะการสะอึกเป็นหนึ่งในขั้นตอนของการพัฒนาร่างกาย
• แสดงว่าระบบประสาทและกล้ามเนื้อของลูกทำงานได้ดี
• เป็นการ ซ้อมหายใจ เตรียมพร้อมสำหรับชีวิตนอกครรภ์
• คุณแม่จึงสบายใจได้เลยว่า ลูกกำลัง เติบโตแข็งแรง อยู่ในท้อง

🤱 สะอึก = ความน่ารักเล็ก ๆ

การที่ลูกสะอึกบ่อย ๆ เป็นเรื่องปกติค่ะ ไม่ได้อันตรายอะไร
บางคุณแม่บอกเลยว่า “สะอึกของลูกเหมือนเสียงทักทายเล็ก ๆ” 💕

✨ ดังนั้น…คราวหน้าถ้าคุณแม่รู้สึกถึง “จังหวะกึก ๆ” ลองยิ้มแล้วพูดกับลูกว่า
“แม่ได้ยินแล้วนะ ลูกกำลังฝึกหายใจอยู่ใช่ไหม

01/09/2025

ไหมที่ใช้เย็บแผลฝีเย็บหลังคลอด ส่วนใหญ่จะเป็นไหมละลาย (absorbable suture) เช่น Vicryl®, Vicryl Rapide®, Chromic catgut

⏱️ ระยะเวลาละลายโดยทั่วไป
• Vicryl Rapide: เริ่มอ่อนตัว/ละลายประมาณ 7–10 วัน และหายไปภายใน 42 วัน
• Vicryl (ธรรมดา): อยู่ได้ประมาณ 2–3 สัปดาห์ และละลายหมดภายใน 56–70 วัน
• Chromic catgut: จะคงความแข็งแรงประมาณ 10–14 วัน และละลายหมดใน 90 วัน

✅ ดังนั้น ส่วนมากไหมจะเริ่มนิ่ม/ละลายภายใน 1–2 สัปดาห์ และค่อย ๆ สลายหมดประมาณ 1–2 เดือน ขึ้นอยู่กับชนิดไหมและการสมานแผลของแต่ละคน

💡 หากคุณยังรู้สึกเจ็บตึง หรือเห็นไหมหลงเหลืออยู่นานเกิน 6–8 สัปดาห์ ควรไปพบแพทย์/พยาบาลให้ตรวจดู เพราะบางครั้งไหมบางเส้นอาจโผล่หรือไม่ละลายหมด ต้องช่วยตัดออกให้

••••••••

ไหมละลาย (absorbable suture) เช่น Vicryl, Vicryl Rapide, Catgut จะละลายได้ดี เมื่ออยู่ในเนื้อเยื่อที่มีความชุ่มชื้นและเอนไซม์ แต่ถ้าไหมบางส่วน โผล่ออกมานอกแผลหรือพ้นออกมาที่ผิวหนัง มักจะไม่ละลายต่อ หรือใช้เวลานานมาก ทำให้เรามองเห็นเป็นเส้นไหมโผล่หรือปลายแข็ง ๆ อยู่ด้านนอก

22/08/2025

“ครบกำหนด” ไม่ได้แปลว่าปลอดภัยที่สุดเสมอไป

ทำไมตั้งแต่ 37 สัปดาห์ที่เรียกว่า “อายุครรภ์ครบกำหนด” แต่อาจไม่ใช่เวลาที่ปลอดภัยที่จะให้คลอดได้ทุกราย

• องค์กรระดับโลก เช่น American College of Obstetricians and Gynecologists (ACOG) และ Society for Maternal-Fetal Medicine (SMFM) ได้แบ่งช่วงอายุครรภ์ดังนี้

• Early term (ครบกำหนดตอนต้น): 37+0 ถึง 38+6 สัปดาห์
• Full term (ครบกำหนดสมบูรณ์): 39+0 ถึง 40+6 สัปดาห์
• Late term: 41+0 ถึง 41+6 สัปดาห์
• Post term (เลยกำหนด): ≥42 สัปดาห์

ดังนั้น อายุครรภ์ 37 สัปดาห์ ถึงแม้ว่าจะ ไม่ใช่ก่อนกำหนด (preterm) แต่ก็ยังไม่ใช่ช่วงที่ดีที่สุดสำหรับการคลอดหากการอยู่ต่อในท้องไม่ใช้ข้อห้ามนะ

••••••••

พัฒนาการของทารกในช่วง 37–40 สัปดาห์ ก็ยังมีการพัฒนาต่อครับ

แม้ว่าอวัยวะส่วนใหญ่ของทารกจะทำงานได้ดีระดับนึงแล้วตั้งแต่อายุครรภ์ 37 สัปดาห์ แต่ในช่วง 2–3 สัปดาห์ถัดมา สมอง ปอด และระบบภูมิคุ้มกันยังคงพัฒนาอย่างต่อเนื่องครับ เช่น

• สมอง: น้ำหนักสมองจะเพิ่มขึ้นเกือบ 30% ระหว่างสัปดาห์ที่ 35–39
• ปอด: การผลิตสาร surfactant (ช่วยให้ถุงลมไม่แฟบ) ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และนี่คืออวัยวะสำคัญมากๆต่อการมีชีวิตอยู่หลังคลอด
• ระบบย่อยอาหารและภูมิคุ้มกัน: ยังปรับตัวเพื่อรองรับการใช้ชีวิตนอกครรภ์ที่ดีขึ้น

••••••••

ความเสี่ยงของการคลอดที่ 37 สัปดาห์

งานวิจัยพบว่า เด็กที่คลอดในช่วง early term (37–38 สัปดาห์) มีความเสี่ยงสูงกว่าเด็กที่คลอดช่วง full term (39–40 สัปดาห์) ได้แก่
• หายใจลำบาก ต้องเข้าหอผู้ป่วยทารกแรกเกิด (NICU) มากกว่าจากภาวะแทรกซ้อนของทางเดินหายใจ
• ภาวะน้ำตาลต่ำในเลือด
• การกินนมลำบาก หรือดูดนมไม่ดี
• ตัวเหลือง จนต้องรักษาด้วยการส่องไฟ

••••••••

• ไม่ควรนัดผ่าตัดคลอดหรือตั้งใจชักนำคลอดก่อน full term เว้นแต่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ เช่น
• ความดันโลหิตสูงรุนแรง
• เบาหวานที่ควบคุมไม่ได้
• การเจริญเติบโตของทารกผิดปกติ รกเกาะต่ำ
• น้ำคร่ำน้อย หรือมีปัญหาอื่น ๆเช่นมีโรคประจำตัวสำคัญ

สรุป
• อายุครรภ์ 37 สัปดาห์ = Early term ไม่ใช่ก่อนกำหนดแล้ว แต่ยังไม่ใช่ช่วงที่ดีที่สุด
• การคลอดในช่วงนี้ early term ทำได้หากจำเป็น แต่หากไม่มีเหตุผลทางการแพทย์ ควรรอจนถึง full term

👩‍⚕️🧑‍⚕️ : การคลอดลูกไม่ใช่เรื่องของ “ความสะดวก” เพียงอย่างเดียว แต่คือการให้เวลาทารกได้พัฒนาอย่างเต็มที่ในครรภ์ เพื่อสุขภาพที่ดีที่สุดของลูกน้อยในระยะยาว

20/08/2025

🧠 ความฉลาดของลูก…ได้มาจากแม่มากกว่าพ่อจริงหรือ?

เคยได้ยินกันไหมครับว่า “ลูกฉลาดได้เพราะแม่” ส่วนพ่อ…อาจจะส่งต่อ “ความฮา” มากกว่า? 😂

ความเชื่อนี้มีพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์อยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพ่อไม่มีบทบาทเลยนะครับ มาดูกันว่าใครมีส่วน “ปั้นสมองลูก” กันบ้างนะครับ

••••••••

🔬 ปัจจัยทางพันธุกรรม (Genetic factors)

1. X chromosome
• ยีนที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของสมองจำนวนมากอยู่บนโครโมโซม X
• แม่ส่ง X ให้ลูกทุกคน (ทั้งลูกชายและลูกสาว) แต่พ่อส่ง X แค่ให้ลูกสาวเท่านั้น
• เพราะฉะนั้นลูกชายมักได้ “สมอง” จากแม่แบบเต็ม ๆ ส่วนลูกสาวก็ได้จากทั้งพ่อและแม่สองคน

2. Mitochondrial DNA
• ไมโตคอนเดรีย = “โรงไฟฟ้าของเซลล์” ที่ผลิตพลังงานให้สมองทำงาน ดีเอ็นเอตรงนี้ ถ่ายทอดจากแม่เท่านั้น …เพราะสเปิร์มของพ่อส่งมาแต่หัวใจรัก ไม่ส่งไมโตคอนเดรียมาด้วยครับ 😅

3. Imprinted genes
• ยีนบางชนิดจะแสดงออกเฉพาะที่ได้รับจากแม่ เช่น ยีนที่เกี่ยวข้องกับพัฒนาการสมองและการเรียนรู้ เรียกว่า “แม่สั่งเปิดสวิตช์สมองให้ลูก” โดยตรง

••••••••

👩‍🍼 ปัจจัยจากสิ่งแวดล้อมและแม่ (Maternal & Environmental factors)

• ในครรภ์ : สุขภาพ อาหาร ความเครียด และสิ่งที่แม่ได้รับ ล้วนส่งผลต่อพัฒนาการของสมองทารก

• หลังคลอดช่วงแรก : แม่มักเป็นผู้ดูแลใกล้ชิด ทำให้ “การเชื่อมต่อวงจรสมอง” ของลูกเกิดขึ้นอย่างมั่นคง

• Epigenetics : การแสดงออกของยีน (gene expression) สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามสภาพแวดล้อมในครรภ์ เช่น ถ้าแม่มีโภชนาการดี ลูกก็มีแนวโน้มแสดงยีนที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ได้ดีขึ้น

••••••••

👨 บทบาทของพ่อก็ไม่เล็กนะครับ

• พ่อส่ง autosomal genes (โครโมโซมที่ไม่ใช่เพศ) ซึ่งเป็น “กองทัพยีนหลัก” ของร่างกายและสมอง

• อายุของพ่อและคุณภาพสเปิร์มมีผลต่อสุขภาพสมองลูกเช่นกัน

• หลังคลอด พ่อที่มีส่วนร่วมในการเลี้ยงดูลูก ตั้งแต่เล่านิทานก่อนนอนจนถึงสอนการบ้าน ก็ช่วยพัฒนาทั้ง IQ (Intelligence Quotient) และ EQ (Emotional Quotient) ของลูกได้มาก

••••••••

✅ สรุป

• “แม่” อาจมีบทบาทมากกว่าเล็กน้อย เพราะมีทั้ง X chromosome, Mitochondrial DNA, และบทบาทสำคัญใน การดูแลช่วงตั้งครรภ์และหลังคลอด

• แต่ พ่อ ก็มีส่วนสำคัญไม่แพ้กัน ทั้งทางพันธุกรรมและการสร้างสภาพแวดล้อมให้ลูกเติบโตและเรียนรู้

••••••••

ดังนั้นถ้าจะชมใครว่า…. “ฉลาดได้แม่” ดูเหมือนว่าก็มีส่วนจริงนะครับ 🎈🎀🎉🎏

20/08/2025

สรุปเวลาที่ดีที่สุดในการกินยาบำรุงเลือด (ธาตุเหล็ก) สำหรับคนท้อง⸻1. เวลาที่ควรกิน • ตอนท้องว่าง (เช่น ก่อนอาหาร 1 ชั่วโม...
13/08/2025

สรุปเวลาที่ดีที่สุดในการกินยาบำรุงเลือด (ธาตุเหล็ก) สำหรับคนท้อง



1. เวลาที่ควรกิน
• ตอนท้องว่าง (เช่น ก่อนอาหาร 1 ชั่วโมง หรือหลังอาหารอย่างน้อย 2 ชั่วโมง) จะช่วยให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กได้ดีที่สุด
• หากกินตอนท้องว่างแล้วมีอาการคลื่นไส้ อาจปรับเป็น หลังกินอาหารเบาๆ เพื่อช่วยลดอาการข้างเคียง



2. สิ่งที่ช่วยเพิ่มการดูดซึม
• กินร่วมกับ วิตามินซี เช่น น้ำส้ม น้ำฝรั่ง หรือผลไม้รสเปรี้ยว
• ดื่มน้ำตามมากพอ เพื่อป้องกันอาการท้องผูก



3. สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงในช่วงใกล้เวลากินยา
• นมและผลิตภัณฑ์นม (แคลเซียมขัดขวางการดูดซึม)
• ชา กาแฟ น้ำอัดลม (แทนนินและคาเฟอีนลดการดูดซึม)
• อาหารที่มีไฟเบอร์สูงในปริมาณมากทันทีหลังทานยา



4. เคล็ดลับปฏิบัติจริงสำหรับคนท้อง
• ตัวเลือกที่ 1 (เหมาะกับคนไม่แพ้ท้องมาก): กินทันทีหลังตื่นนอน กับน้ำส้ม หรือน้ำเปล่า + วิตามินซี แล้วรอ 1 ชั่วโมงค่อยกินมื้อเช้า
• ตัวเลือกที่ 2 (เหมาะกับคนแพ้ท้อง): กินก่อนนอน หลังอาหารเย็นอย่างน้อย 2 ชั่วโมง เพื่อให้ท้องว่างและลดโอกาสคลื่นไส้

ครบ 32 เป็นแบบนี้นี่เอง ❤️
10/08/2025

ครบ 32 เป็นแบบนี้นี่เอง ❤️

08/08/2025

✅ ผลไม้ที่แนะนำ (กินได้และมีประโยชน์)
• 🍌 กล้วย – เป็นแหล่งโพแทสเซียมช่วยรักษาความดันโลหิตและลดความเสี่ยงครรภ์เป็นพิษ แถมยังย่อยง่าย ช่วยบรรเทาอาการคลื่นไส้
• 🍊 ส้มและส้มโอ – อุดมด้วยวิตามิน C และโฟเลต ช่วยป้องกันความผิดปกติของท่อประสาท และมีน้ำมากช่วยรักษาระดับน้ำในร่างกาย
• 🥭 มะม่วงสุก – มีวิตามิน A, C, โฟเลต, บี 6, ใยอาหารและทองแดง งานวิจัยพบว่าคนที่กินมะม่วงจะได้รับสารอาหารและใยอาหารมากขึ้นพร้อมลดการบริโภคน้ำตาลเพิ่ม
• 🍐 สาลี่ (แพร์) – แม้จะเป็นผลไม้ที่นำเข้า แต่หาได้ง่ายในซูเปอร์มาร์เก็ตไทย ให้ไฟเบอร์ โพแทสเซียมและโฟเลต ช่วยบรรเทาอาการท้องผูกซึ่งพบได้บ่อยในคนท้อง
• 🥑 อะโวคาโด – ผลไม้จากภาคเหนือของไทย มีวิตามิน C, E, K, ไขมันไม่อิ่มตัว, ใยอาหาร และโพแทสเซียม ไขมันดีช่วยสร้างเซลล์สมองและผิวหนังของทารก ส่วนโพแทสเซียมช่วยลดตะคริวขา
• 🍇 องุ่น – ให้วิตามิน C และ K, โฟเลต, สารต้านอนุมูลอิสระและใยอาหาร สารฟลาโวนอลและแอนโทไซยานินในองุ่นช่วยเสริมภูมิคุ้มกันและป้องกันการติดเชื้อ
• 🍏 แอปเปิล – ผลไม้ต่างประเทศที่มีขายทั่วไป ให้วิตามิน A, C, ใยอาหารและโพแทสเซียม เพิ่มพลังและช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานดี
• 🍉 แตงโม – มีน้ำสูงมาก ช่วยป้องกันการขาดน้ำ และให้วิตามิน A, C และแมกนีเซียม เหมาะสำหรับแม่ตั้งครรภ์ที่มีอาการคลื่นไส้ในไตรมาสแรก แต่แตงโมก็ต้องระวังเพราะมีค่า GI สูงมากชนิดนึงครับ ค่าน้ำตาลจะขึ้นสูงเร็วนั่นเองครับ

••••••••

ผลไม้ที่ค่า GI ต่ำ ซึ่งดีคือระดับน้ำตาลไม่พุ่งและอิ่มนานก็คือ “อะโวคาโด” และ “ฝรั่ง” ครับ

ที่อยู่

Amphoe Bang Lamung
20150

เบอร์โทรศัพท์

038909174

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ BPHLRผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์