19/07/2019
ข้อมูลจาก Page Rational Drug Use ()
#ยังไม่ต้องกินพาราเซตามอลร่วมกับยาละลายเสมหะNAC
1. ในทางทฤษฎีการกินพาราเซตามอลร่วมกับยา n-acetylcysteine หรือ NAC (ใช้เป็นยาละลายเสมหะได้ มีทั้งแบบผงเป็นซองกับแบบเม็ดฟู่) อาจช่วยป้องกันการเกิดพิษต่อตับจากการกินพาราเซตามอลเกินขนาดได้ เนื่องจาก n-acetylcysteine เป็นยาที่ใช้รักษาผู้ที่กินพาราเชตามอลเกินขนาดให้รอดชีวิตจากการที่ตับจะถูกทำลาย ซึ่งได้ผลดีหากใช้ยาทันต่อเหตุการณ์
2. ปัจจุบันยังไม่มีคำแนะนำทางการแพทย์ในตำรา บทความ หรือแนวทางเวชปฏิบัติ หรือหน่วยงานใดที่แนะนำให้ใช้ n-acetylcysteine ร่วมไปกับการกินพาราเซตามอล
3. มีความเห็นของนักวิชาการในวารสารทางวิชาการในปี 2011 และ 2015 ที่เสนอว่า ควรผลิตพาราเซตามอลผสมกับ n-acetylcysteine ออกจำหน่าย เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากการกินยาเกินขนาด โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีความเสี่ยงในการกินยาเพื่อฆ่าตัวตาย รวมทั้งกลุ่มประชากรทั่วไปที่อาจได้รับพาราเซตามอลเกินขนาดโดยไม่ตั้งใจ
https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC3614100/
https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/26250417
4. การนำ n-acetylcysteine มาใช้ร่วมกับพาราเซตามอลในขณะนี้ยังไม่เหมาะสมที่จะกระทำเนื่องจาก
4.1 ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าต้องกิน n-acetylcysteine ในปริมาณเท่าใดจึงจะเหมาะสม ซึ่งงานวิจัยในหนูมีข้อมูลว่าอาจใช้ยาในขนาดเท่ากันกับขนาดยาพาราเซตามอล ซึ่งต้องใช้ยาชนิดซอง (200 มก.ต่อซอง) จำนวน 5 ซอง หรือยาชนิดเม็ดฟู่ (600 มก) จำนวน 2 เม็ด ต่อการกินยาพาราเซตามอล 500 มก. ครั้งละ 2 เม็ด หากใช้ยาชนิดซองต้องใช้น้ำละลายยาในปริมาณมากน่าจะดื่มได้ไม่หมด หากใช้ยาเม็ดฟู่ก็ยังต้องใช้น้ำในปริมาณพอสมควร
4.2 ยา 5 ซองมีราคาต้นทุนประมาณ 5-15 บาท ยาเม็ดฟู่มีราคาต้นทุนประมาณ 8-13 บาทต่อเม็ด วันหนึ่งกินพาราเซตามอลกี่ครั้งก็ต้องคูณค่าใช้จ่ายเข้าไป ซึ่งถ้าใช้ราคาขายก็จะแพงกว่าที่ระบุไว้ ซึ่งเห็นได้ว่าไม่มีความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ
5. มีวิธีที่ช่วยลดหรือป้องกันการเกิดพิษต่อตับในการใช้พาราเซตามอลในชีวิตประจำวันได้ดี คือการใช้พาราเซตามอลให้ถูกขนาด เหมาะสมกับน้ำหนักตัวของผู้ใช้ คือ 10-15 มก./กก./ครั้ง ไม่เกิน 1,000 มก. ต่อครั้ง และไม่เกิน 4,000 มก.ต่อวัน
5.1 วิธีใช้พาราเซตามอลให้ปลอดภัยขึ้น คือการใช้ตามคำแนะนำของ
ก. CDER US FDA. The Acetaminophen Hepatotoxicity Working Group. 2008.
http://www.fda.gov/downloads/UCM164898.pdf
ข. CDER US FDA. Drug Safety and Risk Management Advisory Committee และ the Nonprescription
Drugs Advisory Committee. 2009.
http://www.fda.gov/downloads/AdvisoryCommittees/CommitteesMeetingMaterials/Drugs/
DrugSafetyandRiskManagementAdvisoryCommittee/UCM164897.pdf
ซึ่งแนะนำให้ใช้พาราเซตามอลเม็ดเล็กคือ 325 มก.ต่อเม็ด เป็นยามาตรฐาน ลดขนาดยาสูงสุดต่อวันเป็นไม่เกิน 650 มก. และลดขนาดยาสูงสุดใน 24 ชม.เป็นไม่เกิน 3,250 มก. (ครั้งละ 2 เม็ดไม่เกิน 5 ครั้งต่อวัน)
5.2 เปลี่ยนความเข้าใจกันใหม่ว่า paracetamol 325 มก. เป็นยาสำหรับเด็กและผู้ใหญ่ ไม่ใช่พาราเซตามอลเฉพาะของเด็ก
5.3 Tylenol USA เรียกพาราเซตามอล 325 มก.ว่า regular strength tablet (ยาเม็ดความแรงปกติ) และเรียกพาราเซตามอล 500 มก.ว่า extra strength tablet (ยาเม็ดความแรงพิเศษ) ซึ่งปัจจุบัน Tylenol USA ระบุให้ใช้ยาชนิดความแรงพิเศษนี้ไม่เกิน 6 เม็ด หรือ 3,000 มก.ต่อวัน
Tylenol USA. Product Information. Last access July 2016.
https://www.tylenol.com/safety-dosing/usage/dosage-for-adults
5.4 ข้อความในบทความ “พาราเซตามอล” ยาพิษ!สามัญประจำบ้าน กับความไม่รู้ของคนไทย ที่แชร์กันอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน ระบุไว้อย่างไม่ถูกต้องว่า "องค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา ได้สั่งยกเลิก พาราเซตามอล ในขนาด 500 มก และให้ขายเพียงขนาด 325 มก เท่านั้น"
https://siamrath.co.th/n/88830
https://www.facebook.com/saveganja/photos/a.483187282216725/532008517334601/?type=3&theater
5.5 คนน้ำหนักตัวน้อย (น้อยกว่า 67 กก.) ไม่ควรกินพาราเซตามอล 500 มก. ครั้งละ 2 เม็ด
5.6 คนน้ำหนักตัวมาก (ตั้งแต่ 67 กก.) กินพาราเซตามอล 500 มก. ครั้งละ 2 เม็ดได้ แต่ควรกินห่างกันอย่างน้อย 6 ชั่วโมง เพื่อไม่ให้กินยาเกิน 4 ครั้ง (4 กรัม) ต่อวัน
5.7 คนที่หนักระหว่าง 50-75 กก. กินพาราเซตามอล 500 มก. ครั้งละ 1 เม็ดครึ่งได้ ไม่จำเป็นต้องข้ามจาก 1 เม็ดไปเป็น 2 เม็ดเสมอไป
ไม่ควรใช้พาราเซตามอลเกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวันสําหรับการใช้ระยะยาวในผู้ใหญ่ เช่นกรณีโรคข้อเสื่อม
5.8 คลินิกและสถานพยาบาลไม่ควรเขียนฉลากยาพาราเซตามอล 500 มก. ว่าให้รับประทาน 1-2 เม็ด ทุก 4-6 ชั่วโมง เพราะทำให้ได้ยาในขนาดต่ำไปหรือสูงไปได้ขึ้นกับน้ำหนักตัวของผู้ป่วย
5.9 ไม่ใช้พาราเซตามอลเกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน ในผุ้ป่วยโรคตับ
5.10 หลีกเลี่ยงการใช้ยาผสมที่มีพาราเซตามอลเกิน 325 มก.ต่อเม็ด (ควรยกเลิกการผลิตด้วย)
US FDA. Drug Safety and Availability. FDA recommends health care professionals discontinue
prescribing and dispensing prescription combination drug products with more than 325 mg of
acetaminophen to protect consumers. January 14, 2014.
https://www.fda.gov/Drugs/DrugSafety/ucm381644.htm
5.11 หลีกเลี่ยงการใช้พาราเซตามอลร่วมกับแอลกอฮอล์เพื่อป้องกันอันตรายต่อตับ และยังอาจเป็นพิษต่อไตได้ด้วยแม้เป็นการดื่มในปริมาณน้อย
Medscape Medical News. November 2013.
http://www.medscape.com/viewarticle/814484
5.12 หลีกเลี่ยงการใช้พาราเซตามอลชนิดหยดในเด็กทารก เนื่องจากมีความเข้มข้นของยาสูงเป็น 4 เท่าของยาน้ำสำหรับเด็กโต หากป้อนผิดพลาดมีโอกาสเกิดพิษต่อตับได้ง่าย
US FDA. Drug Safety and Availability. December 22, 2011.
http://www.fda.gov/Drugs/DrugSafety/ucm284756.htm
5.13 ไม่ใช้พาราเซตามอลซ้ำซ้อน เช่น ไม่กินซาร่าหรือไทลีนอล ร่วมกับยาคลายกล้ามเนื้อสูตรผสมเช่นนอร์จีสิก และไม่กินร่วมกับยาแก้หวัดแบบแผงเช่นทิฟฟี่ ดีคอลเจน
5.14 ป้อนยาพาราเซมอลแก่เด็กด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ อ่านฉลากยาให้แน่ใจว่ามีความเข้มข้นมากน้อยเพียงใด โดยใช้ให้สอดคล้องกับน้ำหนักตัวของเด็กตามที่ระบุไว้ในเอกสารกำกับยา และไม่ใช้เกิน 4-5 ครั้งต่อวัน
Tylenol USA. Product Information. Last access July 2016.
https://www.tylenol.com/children-infants/safety/dosage-charts
UK Summary of Product Characteristics. Paracetamol. February 15, 2016.
https://www.medicines.org.uk/emc/medicine/10741
6. การซื้อยาพาราเซตามอลใช้เองเป็นสิ่งที่ทำได้ แต่ควรใช้ในช่วงสั้น ๆ ไม่กี่วัน ถ้าต้องใช้ต่อเนื่องนานหลายวันเนื่องจากอาการไม่ดีขึ้น ควรไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุของการเจ็บป่วย เช่นเป็นไข้สูงอยู่วันสองวันถ้าไม่ดีขึ้นก็ควรไปตรวจว่าเป็นไข้เลือดออกหรือไม่ ถ้าปวดศีรษะเรื้อรังเมื่อไปพบแพทย์อาจได้ยาที่ป้องกันไม่ให้ปวดศีรษะเลยจะได้ไม่ต้องกินยาแก้ปวดมากเกินไป
7. จงใช้พาราเซตามอลเป็นยาขนานแรกในการลดไข้ แก้ปวด เสมอ โดยไม่ต้องเกิดความแตกตื่นตกใจว่าเป็นยาพิษ เพราะหากไม่ใช้พาราเซตามอลประชาชนบางส่วนอาจไปใช้ยาชุดแก้ปวดหรือใช้เอ็นเสดแทน ซึ่งมีอันตรายมากกว่าพาราเซตามอลอย่างเทียบกันไม่ได้
7.1 อันตรายของยาแก้ปวด ลดไข้ ในกลุ่มเอ็นเสด คือ พิษต่อหลอดเลือดหัวใจและสมองทำให้หัวใจวายหรือเป็นอัมพาต พิษต่อไตทำให้ไตวายได้ง่ายกว่าพาราเซตามอลมาก ทำให้ความดันเลือดสูงขึ้น ทำให้อาการหัวใจล้มเหลวกำเริบ ทำให้เกิดแผลเลือดออกในทางเดินอาหาร บางชนิดเป็นพิษต่อตับ ทำให้เกิดการแพ้ที่ผิวหนังขั้นรุนแรง ทำให้เลือดออกหยุดยากโดยเฉพาะหากใช้กับผู้เป็นไข้เลือดออก เป็นต้น ซึ่งผลข้างเคียงที่กล่าวมาไม่เกิดขึ้นหรือแทบไม่เกิดขึ้นเลยกับพาราเซตามอล
Department of Clinical Toxicology and Forensic Medicine, Faculty of Medicine, Birjand University of Medical Sciences, Ghaffari Avenue, Birjand, Iran