บ้านรักษ์ยา บ่อพลอย

บ้านรักษ์ยา บ่อพลอย ยา เครื่องสำอาง อาหารเสริมสุขภาพแล?

อ่านยัง..ช่างคิดน่ะถ้าหากตัวอักษรภาษาอังกฤษ 26 ตัวA B C D E F G H I JK L M N O P Q R ST U V W X Y Zทั้งหมดนี้ แปลงเป็นตั...
20/05/2020

อ่านยัง..ช่างคิดน่ะ

ถ้าหากตัวอักษร
ภาษาอังกฤษ 26 ตัว
A B C D E F G H I J
K L M N O P Q R S
T U V W X Y Z

ทั้งหมดนี้ แปลงเป็นตัวเลข
1 2 3 4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22
23 24 25 26

ดังนั้น
Knowledge (ความรู้)
K+N+O+W+L+E+D+G+E
11+14+15+23+12+5+4+7+5 = 96%

Workhard (ทำงานหนัก)
W+O+R+K+H+A+R+D 23+15+18+11+8+1+18+4 = 98%

แสดงว่าความรู้กับการทำงานหนักมีความสำคัญเท่ากับ 96% และ 98% ต่อชีวิต

แล้ว LUCK (โชค ดวงดี)
L+U+C+K
12+21+3+11 = 47%

LOVE (ความรัก)
L+O+V+E
12+15+22+5 = 54%

ดูๆ แล้วสิ่งที่เรานึกว่าเป็นสิ่งสำคัญ ก็ไม่ได้สำคัญอย่างที่เราคิดไว้

แล้วอะไรหละ ที่จะเป็น 100% ของชีวิตคนเรา ?

มันคือ Money (เงินทอง) อย่างงั้นเหรอ ?
M+O+N+E+Y
13+15+14+5+25 = 72%

ก็ไม่ใช่นะหรือว่าคือ Leadership (การเป็นผู้นำ)
L+E+A+D+E+R+S+H+I+P
12+5+1+4+5+18+19+9
+16 = 89%

ก็ยังไม่ใช่อีก
จริงๆ แล้วสิ่งที่จะทำให้ชีวิตเราเต็มร้อยนั่นก็คือ

ATTITUDE
(ทัศนคติ/ความคิด)
A+T+T+I+T+U+D+E
1+20+20+9+20+21+4+5
= 100%

เยี่ยมมั้ย
อ่านแล้วชอบก้อส่งต่อให้เพื่อนๆด้วยน๊าา❤️

30/04/2020

#เด็ก_ผู้ใหญ่_คนแก่

1 พ.ค. 63 ออกนอกบ้านไม่สวมหน้ากากมีความผิดตามคำสั่งคณะกรรมการควบคุมโรคติดต่อ🚨🚨

#เว้นระยะห่างอย่างhappy 😊
#สู้ไปด้วยกันแข็งแรงไปพร้อมกัน✌️

 #สยส20200423  #เบาหวานไม่ควรดื่มน้ำหวาน ๆ🍊น้ำส้มคั้น 1 แก้ว มีน้ำตาลประมาณ 5-8 ช้อนชา ในช่วง 2 วันที่ดื่มไป 4 แก้วจะได้...
23/04/2020

#สยส20200423 #เบาหวานไม่ควรดื่มน้ำหวาน ๆ

🍊น้ำส้มคั้น 1 แก้ว มีน้ำตาลประมาณ 5-8 ช้อนชา ในช่วง 2 วันที่ดื่มไป 4 แก้วจะได้น้ำตาล 20-32 ช้อนชา ซึ่งเป็นน้ำตาลส่วนเกินที่ทำให้การควบคุมเบาหวานเลวลง
ผู้ป่วยเบาหวานควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มทุกชนิด ที่มีรสหวาน ทั้งน้ำหวาน น้ำอัดลม และน้ำผลไม้
ส้ม 1 ลูก (ส้มขนาด 7 ลูกต่อ 1 กิโลกรัม) มีวิตามินซีประมาณ 70 มิลลิกรัม
ความต้องการวิตามินซีสำหรับผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ ชายคือ 90 มิลลิกรัม และหญิงคือ 75 มิลลิกรัม
ดังนั้นถ้าต้องการวิตามินซี กินส้มทั้งลูก 1 ลูก ก็จะได้วิตามินซีเกือบครบถ้วนของความต้องการ โดยไม่ต้องไปดื่มน้ำส้มเป็นแก้ว ๆ ขวด ๆ กล่อง ๆ
*โรคโควิด-19 จะมีอาการรุนแรงขึ้นในผู้ป่วยเบาหวานที่คุมน้ำตาลไม่ดี ถ้ากลัวโรคโควิด-19 ต้องคุมน้ำตาลให้ดี อย่าเผลอไปกินของหวาน
*การไม่ขาดวิตามินซีก็เพียงพอแล้วสำหรับการสร้างเสริมภูมิต้านทานโรคโควิด-19 ไม่จำเป็นต้องกินเสริมในปริมาณสูงจนเป็นปัญหาต่อสุขภาพ

#เว้นระยะห่างอย่างhappy 😊
#สู้ไปด้วยกันแข็งแรงไปพร้อมกัน

09/04/2020

📌สยส.20200409 ประชาชนได้เรียนรู้อะไรบ้างจากเคสจริงรายนี้
ข้อความที่มี 👉กำกับ เป็นข้อความจาก post ต้นฉบับ
ข้อความที่มี 🚩✅💊 กำกับเป็นข้อความที่เขียนอธิบายเพิ่มเติมโดยแพทย์
------------------------------
👉เอาเคสน้องที่ป่วย เป็นพยาบาล ชื่อน้องผึ้ง (ขออนุญาตเรียบร้อยแล้ว) Waleeporn M Peden
มาฝากสำหรับคนที่ป่วยและการดูแลตัวเองที่บ้าน
บอกก่อนนะคะ ที่อเมริกา อาการไม่หนักพักรักษาตัวที่บ้านค่ะ
ไม่เกี่ยวข้องกับจะเป็นซิติเซ่น ไม่เป็นซิติเซ่น กรีนการ์ด หรือประกันต่างๆ นะคะ
🚩คนไทยที่มีอาการเข้าข่าย ตรวจฟรี รักษาฟรี ทุกคนเท่าเทียมกัน
------------------------------
👉Update วันนี้ฟ้าใสขึ้นวันแรก หลังจากป่วยโหดจริงตลอด 9 วัน เหมือนตายแล้วได้ชีวิตที่สอง
Timeline ของเรา
🚩ตัดช่วงรับเชื้อออกเพราะมีศัพท์เทคนิคมาก นำมาแสดงเฉพาะในส่วนของการเจ็บป่วย เริ่มจาก 30 มีนาคม 2563
------------------------------
👉ช่วงเริ่มป่วย
3/30 ไข้ 101-102 F (38.8 C) ตลอดวัน เสียงแหบแทบไม่มีเสียงพูดออกมา, ไอมาก ๆ ขึ้น... 6:30 pm หายใจไม่ออก
3/31 โทรไป associate health มี 2 choice ตรวจโควิด แล้วนอนรพ. ต้องนอนแน่นอน พยาบาลในสายบอก เพราะเราอาการชัดเจนขนาดนี้ เสียงแทบไม่มี แถมทั้งไข้สูงและไอ (estimate นอนรพ. 5-21วัน ขึ้นอยู่กับผลตรวจ)
หรือ 14วัน self quarantine สามีบอกจะอยู่บ้านกับเรา ที่ทำงานเขาก็อยากให้แฟนอยู่กักตัวเพราะภรรยาป่วย โอเค เลือกกักตัวอยู่บ้าน
กลางคืน ไข้หนาวสั่น เวลาบอกว่าไข้ คือ101-102 เป็น เบสิค ไอทั้งคืน ดื่มน้ำ 12ขวด/6ชั่วโมง สลับยาลดไข้
4/1 ไข้ ไอ ยังคงน้ำอุ่นทุก1-2ชม โดยสามี, น้ำ12ขวด/6ชม เสมหะออกดีมาก
🚩น้ำเปล่าเป็นยาละลายเสมหะที่ดีที่สุด ควรดื่มน้ำอุ่นไม่ใช่น้ำเย็น ดื่มเท่าที่ต้องการ ดื่มได้เรื่อย ๆ แต่ต้องระวังบ้างในคนที่เป็นโรคไต โรคหัวใจ ที่หมอได้สั่งให้จำกัดน้ำ การขาดน้ำจะทำให้เสมหะแห้ง เหนียว ขับออกยาก
👉4/2 ไข้ ไอ สูตรเดิม
4/3 ไอ พูดกับสามี มีเลือดซึมออกมาที่mask เกือบจะเป็นลม ไอเป็นเลือดแล้ววันนี้ เพื่อนพยาบาลเกาะกลุ่มปลอบใจ สรุปสู้ต่อ จะไม่ยอมตาย
4/4 ไข้พุ่งไป 103-104 สูงสุดวันนี้ เท่าที่เป็นไข้มา เริ่มรู้สึกอาการตัวเองทรุดลงอย่างรวดเร็ว เริ่มคิดถึงชีวิตหลังความตาย เริ่มอ่านหนังสือ ปลูกต้นไม้อย่างไร ให้ดอกออกตามฤดูกาล เดินลงบ้านมาด้วยความซังกะตาย บอกแฟนให้ซื้อดอก marigold (ดอกดาวเรือง) ให้หน่อยได้ไหม คิดถึงบ้านเก่า แฟนไปผิดที่หาไม่มี ช้ำใจต่อไปอีก นอนทั้งวัน ทั้งวันแบบไข้แย่ ๆ
4/5 ตื่นมาวันนี้ เฮ้ย มันหายไป ออกไปจากชีวิต ไม่มีไอ ไม่มีน้ำมูก ครั้งแรกตอนเช้าคือ ได้กลิ่นLysol (น้ำยาฆ่าเชื้อ) ได้กลิ่นอาหาร ไม่มีไข้วันแรก สูดอากาศโล่งจมูก ไอน้อยมาก กว่าทุกวันอย่างเห็นได้ชัด
🚩โรคโควิด-19 โดยทั่วไปหายได้เอง แม้มีอาการมาก เช่นไข้สูง เสียงแหบ ไอมาก เสมหะมาก เสมหะมีเลือดปน ซึ่งผู้ป่วยคือคุณผึ้งไม่ได้เล่าว่ามีอาการหอบเหนื่อย จึงคาดว่าเชื้ออาจยังลงไปไม่ถึงปอด โดยภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยยันเชื้อไว้ให้หยุดอยู่ที่หลอดลม หรือถ้าลงไปที่ปอดก็เป็นการติดเชื้อในบริเวณเล็ก ๆ ที่ร่างกายจัดการได้เอง
✅สิ่งสำคัญที่ประชาชนได้เรียนรู้คือ อาการของโรคอาจหายไปอย่างฉับพลันหรือดีขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อภูมิต้านทานโรคเอาชนะเชื้อได้แล้ว ดังนั้นหากผู้ป่วยรายนี้กินยานอกเหนือจากที่เล่ามาในวันก่อนหน้านี้ เช่นยาที่ทรัมป์สนับสนุนว่าเป็นยาดี (คลอโรควิน+อะซิโทรมัยซิน) แล้วอาการดีขึ้น ก็จะเข้าใจผิดว่าหายจากยา ทั้งที่หายเองจากภูมิต้านทานโรค
💊ประชาชนเข้าใจผิดแบบนี้มาโดยตลอด กล่าวคือเมื่อเป็นหวัด ไอ เจ็บคอ ก็ไปซื้อยาปฏิชีวนะ (ยาแก้อักเสบ) มากิน ทั้ง ๆ ที่โรคเหล่านี้เป็นโรคติดเชื้อไวรัส เมื่ออาการดีขึ้นก็เข้าใจผิดว่าดีขึ้นจากยาปฏิชีวนะ (ยาแก้อักเสบ) แล้วก็ปฏิบัติผิด ๆ อย่างนั้นเรื่อยไป ดังนั้นพฤติกรรมการกินยาปฏิชีวนะในโรคติดเชื้อของทางเดินหายใจแบบนี้ควรยุติลง
***ไม่กิน ไม่ซื้อ ไม่ขอ ยาปฏิชืวนะ (ยาแก้อักเสบ) ในโรคติดเชื้อไวรัส***
------------------------------
👉สรุประยะฟักไข้ของเรา 7วัน
ระยะเวลาที่ป่วยจากเบา-หนัก-ดีขึ้น 9วัน
🚩โรคติดเชื้อไวรัสทั้งหลายของทางเดินหายใจได้แก่หวัด คออักเสบ ไซนัสอักเสบ กล่องเสียงอักเสบ และหลอดลมอักเสบ เป็นโรคที่หายได้ด้วยภูมิคุ้มกันโรค โดยไม่ต้องใช้ยาปฏิชีวนะอย่างที่ประชาชนไทยมักเข้าใจผิด ว่าถ้าเจ็บคอ มีไข้ ไอ ต้องไปหา "ยาแก้อักเสบ" มากิน
✅ จากตัวอย่างนี้อยากให้เปลี่ยนความเข้าใจใหม่ว่า แม้อาการหนักอย่างคุณผึ้ง ก็เพียงพักผ่อน กินยาลดไข้ แล้วก็ดื่มน้ำ ก็หายได้แล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่าถ้าป่วยมากอย่างนี้ให้รักษาตนเอง (คุณผึ้งต้องรักษาตนเองเพราะสถานการณ์บังคับ) สำหรับคนไทยเมื่อไม่สบายก็ควรไปพบแพทย์ และถามแพทย์ให้เข้าใจว่าเป็นโรคอะไร เป็นโรคติดเชื้อไวรัสใช่ไหม ถ้าใช่ก็พักผ่อน กินยาลดไข้ ดื่มน้ำให้พอเพียง รอเวลาโรคก็จะหายไป เช่นกรณีนี้ใช้เวลารวม 9 วัน
💊 สิ่งสำคัญคือให้หลีกเลี่ยงยาปฏิชีวนะ (ยาแก้อักเสบ) ไว้เสมอ เห็นได้ว่าคุณผึ้งไม่ได้พูดถึงการใช้ยาปฏิชีวนะเลย
------------------------------
👉สรุปของที่ต้องมี

1.น้ำ(เราดื่มแต่น้ำขวด ขวดละ 500 ml) 2ขวด/1ชม ตอนป่วยหนักๆ ไข้สูงๆไอหนักๆ เรากินแบบชีวิตนี้ขาดน้ำไม่ได้ เพราะเมื่อเราหยุดดื่มน้ำ เราไอติดๆแบบจะขาดใจทันที และแยกออกเป็นน้ำอุ่น ทุกชั่วโมงเมื่อตื่น (น้ำอุ่น+น้ำมะนาวครึ่งลูก+ น้ำผึ้ง ตามนี้ทุกครั้ง)
🚩น้ำอุ่น+มะนาว+น้ำผึ้ง เป็นยาแก้ไอที่ดี ที่ประชาชนทำได้เองที่บ้าน

2.Tylenol 1000 mg ทุก3-4ชม ตลอดวัน เพราะไข้ตลอดๆ หัวหนักมาก
🚩ตรงนี้สำคัญมาก Tylenol คือพาราเซตามอล ต้องกินตามน้ำหนักตัว คือ 10-15 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อครั้ง เช่นหนัก 50 กิโลกรัม ควรกิน 500-750 มิลลิกรัม ไม่ใช่กิน 1000 มิลลิกรัม การกินพาราเซตามอลเกินขนาดเป็นพิษต่อตับ ควรระมัดระวังให้มาก
นอกจากนั้นการกินยานี้ควรกินห่างกันอย่างน้อย 4-6 ชั่วโมง (3 ชั่วโมงถี่เกินไป) และเมื่อรวมกันทั้งวัน (24 ชั่วโมง) ต้องไม่เกิน 3-4 กรัม เช่นถ้ากินครั้งละ 1000 มิลลิกรัม (2 เม็ด) จะกินเกิน 6-8 เม็ดต่อวันไม่ได้
💊ถ้าถามว่าแต่ไข้มันยังเป็นอยู่ จะให้ทำอย่างไร ตอบว่า ก.การดื่มน้ำอย่างพอเพียงช่วยลดไข้ได้ส่วนหนึ่ง ข.อาจใช้การเช็ดตัวช่วย แต่อย่าเช็ดจนเกิดอาการหนาวสั่น เช่นไม่ควรใช้น้ำที่เย็นหรือไม่ควรเปิดแอร์จนเย็นเกินไป ค.ถ้าไม่มีข้อห้ามใช้อาจกินไอบูโพรเฟน 400 มิลลิกรัมเสริมวันละ 1-3 ครั้ง จะช่วยลดไข้ บรรเทาอาการปวดศีรษะ ปวดเมื่อย ได้ดี และในบางคนในบางกรณีจะช่วยบรรเทาอาการไอได้บ้าง
💊ฝรั่งเศสเคยเตือนว่าอย่าใช้ไอบูโพรเฟนหรือยากลุ่มเอ็นเสดในโรคโควิด-19 ควรปฏิบัติอย่างไร ตอบว่า ยังไม่มีหลักฐานสนับสนุนคำเตือนดังกล่าว ดังนั้นองค์การอนามัยโลกจึงไม่ได้ห้ามใช้ แต่แน่นอนว่าก่อนกินควรทราบว่าเราไม่ได้มีข้อห้ามใช้ยากลุ่มนี้ เช่น ถ้าป่วยเป็นไข้เลือดออกห้ามกินไอบูโพรเฟนหรือแอสไพริน ถ้าเป็นโรคไต เป็นแผลหรือเคยเป็นแผลที่กระเพาะอาหาร กินยาบางอย่างอยู่ที่ทำให้เลือดออกง่ายเช่นวอร์ฟาริน อย่างนี้ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อน

3. Mucinex ยาละลายเสมหะ ช่วงที่รู้สึกเสมหะเหนียว
🚩Mucinex ประกอบด้วยยาขับเสมหะ ชื่อ ไกวเฟเนซิน (Guaifenesin 600 mg....................Expectorant)
https://www.mucinexprofessional.com/media/1067/mucinex_se_regular_dfl.pdf
💊ยาขับเสมหะ เป็นยาคนละกลุ่มกับยาละลายเสมหะ ยาขับเสมหะออกฤทธิ์โดยการเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับทางเดินหายใจ ทำให้เสมหะที่แห้งเหนียวมีน้ำเข้าไปแทรก ช่วยบรรเทาการไอเพราะเสมหะถูกขับออกมาง่ายขึ้น ถ้าเสมหะออกง่ายอยู่แล้วไม่ต้องกินยาขับเสมหะ
✅เห็นได้ว่าคุณผึ้งไม่ได้ใช้ยาละลายเสมหะเลย เพราะคุณผึ้งใช้ยาละลายเสมหะที่ดีที่สุดอยู่แล้วคือการดื่มน้ำมาก ๆ ด้วยเหตุนี้ยาละลายเสมหะจึงไม่ใช่ยาจำเป็น ยาละลายเสมหะจึงถูกจัดเป็นยานอกบัญชียาหลักแห่งชาติ

4.วิตามินซี 500 mg x 3ครั้ง/วัน
🚩เป็นความเชื่อของคนทั่วไปว่าวิตามินซีมีส่วนช่วยในโรคหวัด แต่จากงานวิจัยทางการแพทย์ที่มีระดับความน่าเชื่อถือสูงสุดที่เรียกว่า Cochrane systematic review ได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลการวิจัยของการใช้วิตามินซีในขนาดสูงขณะเป็นหวัดทุกเรื่องเท่าที่มีการตีพิมพ์ ไม่พบว่าวิตามินซีช่วยลดระยะเวลาของการเป็นโรคหรือช่วยลดความรุนแรงของโรคลงได้อย่างชัดเจน (Trials of high doses of vitamin C administered therapeutically, starting after the onset of symptoms, showed no consistent effect on the duration or severity of common cold symptoms.)
https://www.cochrane.org/CD000980/ARI_vitamin-c-for-preventing-and-treating-the-common-cold
💊อย่างไรก็ตามวิตามินซีไม่ได้มีราคาสูงมาก และการใช้ระยะสั้นยังไม่พบว่ามีอันตรายต่อผู้ใช้ หากประชาชนจะทดลองซื้อมาใช้เมื่อป่วยด้วยโรคหวัดก็อาจทำได้ หากรู้สึกว่าได้ผลดีก็อาจใช้ต่อไป หากไม่เห็นว่าช่วยอะไรก็ไม่ต้องหามาใช้อีก
✅ที่สำคัญแพทย์ที่ได้อ่านหลักฐานเหล่านี้แล้วก็จะไม่จ่ายวิตามินซีให้กับผู้ป่วยที่เป็นหวัด ผู้ป่วยจึงไม่ควรโกรธหรือต่อว่าแพทย์ที่ไม่จ่ายยาให้ตามที่ตนเองต้องการ

------------------------------
👉เรารอดตาย ถ้าเพื่อนที่อยู่ต่างประเทศ ไม่มีที่ไปแต่ป่วยขึ้นมา อยากลองใช้สูตรนี้ เราเอาสูตรนี้มาจาก youtuber คนจีน ที่มียอดดูเป็นล้าน เพราะเขารอดจากโควิดด้วยตัวเอง ด้วยดื่มน้ำกับTylenol
🚩ขอย้ำว่า ทั้งคุณผึ้งและ YouTuber คนจีนรอดจากโควิดได้โดยไม่ต้องใช้ยาปฏิชีวนะ (ยาแก้อักเสบ)
✅และขอเพิ่มเติมว่า การกินยาปฏิชีวนะ (ยาแก้อักเสบ) นำไปก่อนขณะเป็นมีไข้ ไอ เจ็บคอ น้ำมูกไหล แล้วต่อมาพบว่าเป็นโควิด-19 อาจส่งผลเสียร้ายแรงถ้าเชื้อลงปอด เพราะถึงตอนนั้นจะมีแบคทีเรียมาซ้ำเติม และถูกกระตุ้นจากยาปฏิชีวนะที่กินไปก่อนให้เป็นแบคทีเรียดื้อยา เป็นแบคทีเรียชนิดดุร้าย ที่จะหายาปฏิชีวนะมารักษาได้ยาก เพิ่มโอกาสที่จะป่วยหนักหรือเสียชีวิต
💊อย่าใช้ยาปฏิชีวนะ (ยาแก้อักเสบ) อย่างพร่ำเพรื่อเป็นอันขาด

👉เรามีทางเลือกที่จะรักษาฟรี ที่รพ.ตัวเอง เพราะเราติดโรคจากหน้าที่, แต่เราเลือกทางนี้ เพราะpolicy ของรพ.เปลี่ยนตลอด
เราได้ขึ้นงาน เห็น code blueคนไข้Covid เราไม่ อยากตายแบบนั้น
เราได้ float ไปดูแลคนไข้ ward Covid เราไม่อยากได้รับการtreatแบบนั้น เช่นกัน

เราบอกไม่ได้ว่าอะไรดีสำหรับใคร แต่ตอนที่เราเลือก เรามองทางไว้แล้ว ชั่งน้ำหนักและเลือกสถานการณ์ที่ดีที่สุดของตัวเองตอนนั้น

สามีและลูกไอตามเรา ถึงแม้เราจะใส่mask, ใส่ถุงมือ และวันนี้วันเดียวกัน เราและทุกคน หยุดไอ มีแค่เราบางช่วงที่ไอ แต่น้อยกว่าปกติมาก
🚩สามีและลูก ก็โชคดีที่หายในเวลาเดียวกันกับคุณผึ้ง ทั้งหมดก็คงจะใช้วิธีการรักษาเดียวกัน คือดื่มน้ำให้มาก น้ำอุ่น+น้ำผึ้ง+มะนาว พักผ่อน และยาลดไข้

👉เราคิดว่าครอบครัวเรา รวมถึงตัวเรา น่าจะได้ active immunity กันรอบนี้ โรคนี้น่ากลัวตอนเราไม่รู้จักกับมัน พอเราผ่านมา ยอมรับหนักมากจริง ไม่อยากให้ใครเผชิญแบบเราเลย ทรมานมาก , แต่ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ เราสู้กับมันให้สุดความสามารถ
🚩active immunity หมายถึง การได้รับเชื้อโรคแล้วร่างกายต่อสู้จนสำเร็จด้วยการสร้างภูมิคุ้มกันมาต้านทานโรค ภูมิคุ้มกันที่ร่างกายสร้างขึ้นเองนี้เรียกว่า active immunity ซึ่งรวมไปถึงการให้วัคซีน เช่นวัคซีนไข้หวัดใหญ่เมื่อนำมาฉีดร่างกายก็จะสร้างภูมิขึ้นจากการกระตุ้นด้วยวัคซีน ซึ่งก็เป็น active immunity เช่นเดียวกัน
ส่วน passive immunity คือการนำภูมิต้านทานของผู้อื่น มาใส่ให้กับผู้ป่วย เช่น ที่เราได้ยินการขอบริจาคเลือดของผู้ที่หายแล้วจากโรคโควิด-19 เพื่อสกัดเอาพลาสมามารักษาผู้ป่วยรายอื่น ซึ่งพลาสมาของผู้ที่หายแล้วจะมีภูมิคุ้มกันที่เรียกว่าแอนติบอดี้ (antibody) อยู่ ถ้าใช้อย่างเหมาะสมอาจช่วยป้องกันหรือรักษาโรคได้

------------------------------
👉โรคนี้ทำให้คนส่วนใหญ่ตายจาก เสมหะเหนียวหลุดออกไม่ได้แล้วไปblock ท่ออากาศ ในปอด ในหลอดลม ถ้าทุกครั้งเพื่อนทำให้เสมหะออกมาได้มากจนเราไม่อึดอัด นั่นคือgoal ถ้าเสมหะเราไม่ข้นเหนียวหนืด เราสบายใจ น้ำอุ

 😊
20/03/2020

😊

If we can slow the virus down, it could save hundreds of thousands of lives. Read more about the Covid-19 coronavirus pandemic at http://vox.com/coronavirus ...

ป้องกันการแพร่กระจายจากภายนอก+ดูแลสุขภาพจากภายในกันด้วยนะคะ✌️ ่าร๊ากก #บ้านรักษ์ยาพร้อมดูแลคุณ
19/03/2020

ป้องกันการแพร่กระจายจากภายนอก+ดูแลสุขภาพจากภายในกันด้วยนะคะ✌️

่าร๊ากก
#บ้านรักษ์ยาพร้อมดูแลคุณ

ไหนๆมีใครซื้อได้บ้าง มาบอกกันหน่อยนะคะ😅ปล.ถ้าไม่ป่วยใช้แมสผ้าก็พอน๊าา #ไม่ป่วยใช้แมสผ้า
08/03/2020

ไหนๆมีใครซื้อได้บ้าง มาบอกกันหน่อยนะคะ😅

ปล.ถ้าไม่ป่วยใช้แมสผ้าก็พอน๊าา

#ไม่ป่วยใช้แมสผ้า

08/03/2020

ความรู้เรื่องน้อง โควิด (COVID-19) ฉบับรวม 2 ภาคของคุณหมอ...เห็นว่ามีประโยชน์เลยขออนุญาตนำมาเผยแพร่ ขอขอบคุณคุณหมอ ไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะคะ🙏

ช่วงนี้ “อิน” กับเรื่อง COVID-19 มาก พยายามหาข้อมูล หาความรู้ อ่าน paper เพราะผมเองเป็นหมอโรคเลือดเด็ก ไม่ใช่หมอโรคติดเชื้อ หมอโรคปอด หมอ ICU หรือ หมอไวรัสวิทยา ก็ไม่แน่ใจว่า ความรู้แบบ กุมารแพทย์ที่เรียนมา มันจะใช้ได้ไหม อีกอย่าง โรคนี้ก็เพิ่งระบาด สมัยเรียนแพทย์ มันก็ไม่มีแบบนี้ เราก็อยากรู้เหมือนทุกคนว่า ข้อมูลไหนจริง อันไหน มั่วนิ่ม

แล้วเราจะวางแผนชีวิตแล้วทำตัวอย่างไร

ก็เลยคิดหนักว่าจะเล่าดีไหม เพราะเกรงใจ เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ที่เป็นบรรดาผู้เชี่ยวชาญจะดุเอา แต่เอาว่า เล่าในฐานะ คนเป็น “พ่อ” แล้วกัน สนใจเรื่องนี้ เพราะเป็นห่วงลูก ห่วงตัวเอง ห่วงครอบครัวครับ เอาเป็นว่า เล่าสู่กันฟังนะครับ แบบหมอบ้านๆ คนหนึ่ง ถือว่าเป็นการทำ วิทยาทาน นะครับ เพราะช่วงนี้งดเดินสาย บรรยาย ต่างประเทศ ไม่ได้สอนใครเลย...เหงา😊

วันนี้ผมเก็บความมาจาก การประชุมผ่านทางไกล ที่เรียกว่า webcast ที่เป็นรวบรวมผู้เชี่ยวชาญจาก จีน ทั้งกวางโจว เสิ้นเจิ้น เซี่ยงไฮ้ ฮ่องกง สิงคโปร์ อิตาลี มาแลกเปลี่ยนข้อมูล มาแชร์ประสบการณ์การวินิจฉัย การดูแลคนไข้

ผมนั่งฟังแบบจดจ่อ ขนลุก เก็บ pearl ทุกเม็ดที่ร่วงจากปาก บรรดา world experts 555 ภาษาอังกฤษเรียกว่า นั่ง gob smacked อยู่หลายตอน แอบเอา lecture note มาให้ดูด้วย ว่าตั้งใจฟังจริงๆ ตลอด 3 ชม.

สรุปตามนี้ครับ ไปกันเลย

1. ข้อแรก สำคัญที่สุด คือ Health Care Professionals (HCP) prevention is the priority ทุกคนพูดตรงกัน การป้องกันไม่ให้แพทย์ บุคลากรทางการแพทย์ได้รับเชื้อ โดยมีเครื่องมือป้องกันตัว เพียงพอ เหมาะสม สำคัญที่สุด (ไม่ต้องเอาหน้ากากอนามัย มาแจกและถ่ายรูปที่ บางโรงพยาบาลก็ได้ครับ แต่ขอให้ พวกเรา มีใช้กันก่อนทั้งประเทศ...โปรดฟังอีกครั้ง อันนี้มีแดกดันเล็กๆ 5555)

2. Prof. Gali จาก Milan ก็คิดว่ากลไกการติดเชื้อน่าจะคล้ายๆ SARs คือแบ่งเป็น 3 ระยะ ระยะละ 1 อาทิตย์ สัปดาห์แรกรับเชื้อ ฟักตัว ยังไม่มีอาการ (แต่อาจจะแพร่เชื้อได้) พอเข้าสัปดาห์ที่ 2 เริ่มมีอาการ ช่วงแรกๆ จะมีแค่ ไอๆ เมื่อยเนื้อเมื่อยตัว แล้วจะเริ่มมีไข้ ช่วงนี้ เป็นช่วงสำคัญ เพราะคนส่วนใหญ่ 82% (จากข้อมูลใน ฮ่องกง) ก็มีอาการน้อย หรือ stable แบบนี้ ไปจนเข้า สัปดาห์ที่ 3 แล้วเชื้อก็จะหายไป

3. แต่ที เรากลัวคือ ส่วนหนึ่งจะเริ่มมีอาการรุนแรงขึ้น หอบมากขึ้น เหนื่อยมากขึ้น จนหายใจไม่ได้ (การหายใจล้มเหลว) พวกนี้อาจต้องไปนอนให้ ออกซิเจน เริ่มตั้งแต่ระดับตำ่ๆ จนต้องเข้า ICU ใส่ท่อช่วยหายใจ เข้าเครื่อง ฟอกไต ใส่ ECMO ถ้าเป็นแบบนี้ก็ยาว และมีอัตราการตาย 1-3% (ที่ฮ่องกง ตาย 2%)

4. อาการที่รุนแรงขึ้นในคนไข้ ส่วนนี้ เพราะมี cytokine storm เกิดขึ้น เหมือนที่ผมเปรียบเทียบว่า เราเอา “ไฟ” มาไล่ “มด” ใน post ก่อนครับ

5. อัตราการตาย ก็ขึ้นกับหลายปัจจัยครับ ความพร้อมของเครื่องมือ ทีมแพทย์ การรักษาที่มี

6. การวินิจฉัย ที่เป็นมาตรฐานยังเป็นการตรวจ หาเชื้อไวรัสด้วยวิธี RT-PCR ครับ ถ้าเก็บเสมหะได้จะดีที่สุด เพราะจะเกิดผลลบลวงตำ่ (false negative) แบบขากสเลดออกมาเอง แต่จะให้หมอพ่นนำ้เกลือ ความเข้มข้นสูงๆกระตุ้นสเลดไม่น่าจะดีเพราะเชื้อจะฟุ้งกระจาย เบิกบาน ถ้าเก็บสเลดไม่ได้ ขากตุ๋ยไม่เป็น ก็ให้เก็บใน โพรงจมูก แบบเอาไม้แหย่รู หรือ ป้ายจากหลังคอ มาแทน

7. เมื่อติดเชื้อแล้ว ตรวจโดย RT-PCR 2 ครั้งแล้วผลเป็นบวกจะทำอย่างไร ถ้าเป็นสิงคโปร์ ฮ่องกง ที่คนไม่เยอะ จำนวนไม่มาก เขาก็ให้นอน รพ. เลย สังเกตอาการ และเริ่มให้ยาต้านไวรัส ชนิด ที่เราเอามารักษาโรคติดเชื้อ HIV ร่วมกับยาอื่นๆ แล้วแต่สูตร แล้วนอนรพ. ต่อไปจนกว่าจะไข้ลดลง และตรวจ RT-PCR ซำ้ 2 ครั้ง ใน 24 ชม. ไม่พบเชื้อ ถึงจะปล่อยกลับบ้าน

8. อันนี้ก็มีประเด็นเยอะ เพราะประสบการณ์จากจีน ที่คนไข้เยอะ มาก เขาจับนอน รพ. สนามที่เขาสร้างใหม่ขึ้นมาหมด กักตัวไว้เลยโดยเฉพาะที่อู่ฮั่น (เหมือนที่เราเห็นเขาแชร์ภาพ แชร์คลิปกัน เพิ่งเข้าใจ idea โง่มาตั้งนาน ที่เราเห็น คนไข้นอนเรียงกันเป็นตับจาก แล้วเย็นลงพวกหมอๆ ในชุดหมีๆ ก็มาพาคนไข้เต้นออกกำลังกาย คลายเครียด) Prof. ที่อู่ฮั่นกับกวางโจว บอกว่า ยาต้านไวรัส อาจจะช่วยได้ไม่มาก ในช่วงนี้ที่จีน มีการให้ยาอื่นๆ เช่น ยารักษามาลาเรีย chloroquine หรือ hydroxychloroquine ให้ วิตามินซีขนาดสูงๆ อะไรพวกนี้ แบบที่เขาแชร์ๆ กัน

9. ที่เป็นแบบนี้เพราะ เขายังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนออกมา จากการวิจัยที่เรียกว่า randomized control trial ที่เขากำลังทำ แต่ยังไม่สรุปข้อมูลครับ ว่าจะให้ยาต้านไวรัส ดีกว่าไม่ให้ยาหรือไม่ หรือให้ยาอื่นๆ จะมีประโยชน์จริงไหม เพราะฉะนั้น รอนิดนะครับพี่น้อง เห็นขยับกระเป๋าตังค์ จะไปซื้อยามาตุนกันแล้วใช้มั๊ย 😊

10. แต่ที่ญี่ปุ่น แม้จะพบว่าติดเชื้อ แต่ยังไม่มีอาการ หรืออาการน้อย (milder) เขาก็ให้อยู่บ้าน ทำการกักตัวเอง (self quarantine) ไม่ได้ให้ยาต้านไวรัส แต่ให้ทำการดูแลแบบประคับประคองแทน (supportive care) เช่น พักผ่อน นอนหลับ ไม่เล่นไลน์ ทานอาหารที่มีประโยชน์ เสริมพวกยาพวกต้านอนุมูลอิศระ คนที่สังเกตอาการที่บ้าน หากมีอาการรุนแรงขึ้น เช่น หอบ เหนื่อยมากขึ้น เพลียมากขึ้น ทานไม่ได้ ค่อยเอารถมีหมอใส่ชุดหมีไปรับ

11. ถ้าเมืองไทย เรามีคนไข้เป็นพัน แบบญี่ปุ่น (คนญี่ปุ่นมีวินัยเป็นเลิศ อันนี้ใครๆก็รู้) คงต้องทำ self quarantine แน่ๆ เพราะต้องเก็บ รพ. เก็บ ICU ไว้ให้คนที่เป็นรุนแรง แต่คิดแล้วก็ กลุ้มใจนะครับ ถ้าทำ self quarantine คนไทย มีวินัยแบบไทยๆ จบแน่ๆ😭😅😭
เพราะ “ทำอะไรตามใจคือไทยแท้” ใช่ไหมครับ

12. ในคนไข้ที่วินิจฉัยแล้ว พบเชื้อ อาการน้อย จะมีประเด็นคือเราจะรู้ได้ไงว่า คนไข้คนไหน ต่อไป จะกลายเป็นคนไข้ที่รุนแรง (คือพวกที่ไฟจะไหม้บ้าน ใครไม่เข้าใจมุกนี้ ไปหา post เดิมผมอ่านนะครับ) Prof Zhang บอกว่าจะมี เกณฑ์จากจีน 10 ข้อ ที่จะบ่งว่าใครจะเป็นรุนแรง เช่น อายุ อาการที่เปลี่ยนแปลงเร็ว เช่น หอบมากขึ้น ภาพเอ็กซเรย์ หรือ CT ปอดดูแย่ลงเร็ว ค่าออกซิเจนลดลง มีโรคประจำตัวอยู่เดิม มีเม็ดเลือดขาวชนิด ลิมส์โฟไซต์ ตำ่กว่า 1000 มีค่า LDH หรือ ค่าสารเหลือง (direct bilirubin) >2 เท่าของค่าปกติสูงสุด ภาษาแพทย์ เรียกว่า พวกที่มี คะแนน (score) สูง

13. คนไข้ที่มีแนวโน้มจะเกิดไฟไหม้บ้านเหล่านี้ ควรได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด มีการอภิปรายอย่างกว้างขวางเรื่องการให้ยาสเตียรอยด์ (steriod) ขนาดตำ่ๆ ในช่วงนี้ ว่าอาจจะมีประโยชน์ครับ ก่อนเกิด cytokine storm เพื่อ “ตัดไฟเสียแต่ต้นลม” แต่ถ้าเกิดแล้ว ก็ต้องรักษากันไป ด้วยวิธีการต่างๆ รวมไปถึงการใช้สเต็มเซลล์ (stem cell) ตามที่เล่าไปก่อนหน้านี้ครับ

14. คิดจำนวนคนไข้ ที่จะเกิด ในบ้านเราคิดอัตราการเกิด serious illness แค่นี้หมอพยาบาล บุคลากรทางสาธารณสุขก็น่าแย่แล้ว จะทำโรงพยาบาลสนาม ทันไหมเนี่ย ถ้าเกิดพวกเราไม่ยอมกักตัวเอง

15. เพราะเราจะ “อยู่กันไปอีกนาน” กับหนูไวรัส COVID-19 เนี่ย น่าจะนานมากกว่า 6 เดือนแน่นอน อาจมีช่วงลด drop ไปช่วง เมษ-พค เพราะเป็นหน้าร้อนนรก แต่พันธุ์นี้ฆ่าไม่ตาย เดี๋ยวเข้าพรรษาหน้าฝนมาเขาก็จะกลับมาเอง

16. แล้วในที่สุดเขาจะกลายเป็นโรคประจำถิ่น แปลว่าสุดท้าย เราทุกคน ต้องติด และมีภูมิ เพื่อให้เกิด สิ่งที่เรียกว่า herd immunity เพราะฉะนั้นที่ดีที่สุดของบ้านเราคือ ก็ค่อยๆติดกันไปที่ละเล็กละน้อย เป็นอิ่งอ้อย ยิ่งเป็นกันยาวๆ คนไข้ที่มีไฟไหม้จะได้ค่อยๆมี ที่ละคน สองคน ไม่งั้นเกิดระเบิดตูม ระบาดแรง ไหม้เป็นร้อย ระบบเราก็รับไม่ไหว ครับ อายเขาถ้าเราตายเยอะ

17. เรื่องวัคซีน ผู้เชี่ยวชาญของไทย ที่เป็นอาจารย์ของผม บอกว่า ยังอีก 6-8 เดือนเรา”อาจ”จะมี (เหมือนที่เขา discuss กันใน panel) แต่เชื้อ มันกลายพันธุ์ (mutate) เก่ง เกิน corona อื่น (วันก่อนผมก็เพิ่ง share ข้อมูลไปว่ามันมี S type กับ L type ต่อไป มันไม่รู้จะมีอีกกี่ type) อาจต้องมีวัคซีนแบบไข้หวัดใหญ่หรือ influenza คือต้องฉีดกระตุ้นกันทุกปี ปรับตามการกลายพันธุ์ของเชื้อ

18. มีคนถามว่า ลูกจะไปแลกเปลี่ยนที่ญี่ปุ่น ไปได้ไหม อยู่ยาวเลย 1 ปี อาจารย์แม่บอกว่า “ไปเลย” 555 ยังไงก็ “ติด” ไปติดที่นู้นอาจจะดีกว่าติดเมืองไทย 5555 😭😅

19. ข่าวดี เด็กน้อย ติดโควิดได้ แต่อาการน้อยครับ คงไม่ค่อยเกิด “ไฟไหม้” แบบ ผู้ใหญ่ ก็เป็น โชคดี ของ หมอเด็ก กันไปนะครับ

20. ข่าวดีที่ 2 จนถึงปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานว่า น้องโควิด ถ่ายทอดจาก”แม่สู่ลูก”ได้ ครับ เพราะตรวจไม่เจอเชื้อในรก นำ้ครำ่ เลือดสายสะดือ แต่ผลระยะยาวคงยังบอกไม่ได้ 100% ครับ ว่าจะทำให้ หัวเล็ก หรือมีความพิการอื่นๆอีกได้หรือไม่ 😆

ข้อสุดท้าย ผู้เชี่ยวชาญทุกคนพูดตรงกันว่า การดูแลคนไข้ COVID ต้องเป็น MDT ครับ มาจาก คำว่า “multi disciplinary team” เป็นงานแบบ “สหสาขา” คือมีคนจากหลายสาขา มาช่วยกันทำงานแบบ ลงแขกคือมี ทั้ง หมอระบาดหมอทั่วไป หมอเด็ก หมออายุรศาสตร์ หมอปอด หมอไต หมอเลือด (เขามีทำ ล้างน้ำเหลือง ทำ stem cell ด้วยไงครับ) หมอ ICU หมอโรคติดเชื้อ หมอระบบประสาท หมอโภชนาการ หมอพยาธิ และที่สำคัญมาก คือ หมอจิตเวช เพราะคนไข้จะเครียด จะซึมเศร้า เพราะไม่เข้าใจโรค กลัวไปต่างๆนาๆ ทำให้โรคมันแย่ลง

ทำเป็น ทีม แล้วเราจะส่งคนไข้กลับบ้านได้อย่าง happy ending ครับ

ยาวจริงๆ จะมีคนอ่านจนจบไหมเนี่ย ขอสรุปข่าวจากการเป็น 1 ใน ล้าน ของหมอที่เข้าร่วมฟัง webcast ในวันนี้จากทั่วโลกครับ

เฮ้อ เหนื่อย😅😅😅 ผิดพลาดประการใด กรุณาย้อนไปดูย่อหน้าแรกของผมนะ เราใส่ disclaimers ไว้แล้ว 😊😀🧐

#ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนนะครับ เราจะผ่านมันไปด้วยกันครับ

Cr.นพ. วิปร วิประกษิต

รูเยิฟ😁 #สาระต้องรู้นะ #รู้ยัง
11/10/2019

รูเยิฟ😁

#สาระต้องรู้นะ
#รู้ยัง

ข้อมูลจาก Page Rational Drug Use ()  #ยังไม่ต้องกินพาราเซตามอลร่วมกับยาละลายเสมหะNAC1. ในทางทฤษฎีการกินพาราเซตามอลร่วมกั...
19/07/2019

ข้อมูลจาก Page Rational Drug Use ()

#ยังไม่ต้องกินพาราเซตามอลร่วมกับยาละลายเสมหะNAC

1. ในทางทฤษฎีการกินพาราเซตามอลร่วมกับยา n-acetylcysteine หรือ NAC (ใช้เป็นยาละลายเสมหะได้ มีทั้งแบบผงเป็นซองกับแบบเม็ดฟู่) อาจช่วยป้องกันการเกิดพิษต่อตับจากการกินพาราเซตามอลเกินขนาดได้ เนื่องจาก n-acetylcysteine เป็นยาที่ใช้รักษาผู้ที่กินพาราเชตามอลเกินขนาดให้รอดชีวิตจากการที่ตับจะถูกทำลาย ซึ่งได้ผลดีหากใช้ยาทันต่อเหตุการณ์
2. ปัจจุบันยังไม่มีคำแนะนำทางการแพทย์ในตำรา บทความ หรือแนวทางเวชปฏิบัติ หรือหน่วยงานใดที่แนะนำให้ใช้ n-acetylcysteine ร่วมไปกับการกินพาราเซตามอล
3. มีความเห็นของนักวิชาการในวารสารทางวิชาการในปี 2011 และ 2015 ที่เสนอว่า ควรผลิตพาราเซตามอลผสมกับ n-acetylcysteine ออกจำหน่าย เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากการกินยาเกินขนาด โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีความเสี่ยงในการกินยาเพื่อฆ่าตัวตาย รวมทั้งกลุ่มประชากรทั่วไปที่อาจได้รับพาราเซตามอลเกินขนาดโดยไม่ตั้งใจ
https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC3614100/
https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/26250417
4. การนำ n-acetylcysteine มาใช้ร่วมกับพาราเซตามอลในขณะนี้ยังไม่เหมาะสมที่จะกระทำเนื่องจาก
4.1 ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าต้องกิน n-acetylcysteine ในปริมาณเท่าใดจึงจะเหมาะสม ซึ่งงานวิจัยในหนูมีข้อมูลว่าอาจใช้ยาในขนาดเท่ากันกับขนาดยาพาราเซตามอล ซึ่งต้องใช้ยาชนิดซอง (200 มก.ต่อซอง) จำนวน 5 ซอง หรือยาชนิดเม็ดฟู่ (600 มก) จำนวน 2 เม็ด ต่อการกินยาพาราเซตามอล 500 มก. ครั้งละ 2 เม็ด หากใช้ยาชนิดซองต้องใช้น้ำละลายยาในปริมาณมากน่าจะดื่มได้ไม่หมด หากใช้ยาเม็ดฟู่ก็ยังต้องใช้น้ำในปริมาณพอสมควร
4.2 ยา 5 ซองมีราคาต้นทุนประมาณ 5-15 บาท ยาเม็ดฟู่มีราคาต้นทุนประมาณ 8-13 บาทต่อเม็ด วันหนึ่งกินพาราเซตามอลกี่ครั้งก็ต้องคูณค่าใช้จ่ายเข้าไป ซึ่งถ้าใช้ราคาขายก็จะแพงกว่าที่ระบุไว้ ซึ่งเห็นได้ว่าไม่มีความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ
5. มีวิธีที่ช่วยลดหรือป้องกันการเกิดพิษต่อตับในการใช้พาราเซตามอลในชีวิตประจำวันได้ดี คือการใช้พาราเซตามอลให้ถูกขนาด เหมาะสมกับน้ำหนักตัวของผู้ใช้ คือ 10-15 มก./กก./ครั้ง ไม่เกิน 1,000 มก. ต่อครั้ง และไม่เกิน 4,000 มก.ต่อวัน
5.1 วิธีใช้พาราเซตามอลให้ปลอดภัยขึ้น คือการใช้ตามคำแนะนำของ
ก. CDER US FDA. The Acetaminophen Hepatotoxicity Working Group. 2008.
http://www.fda.gov/downloads/UCM164898.pdf
ข. CDER US FDA. Drug Safety and Risk Management Advisory Committee และ the Nonprescription
Drugs Advisory Committee. 2009.
http://www.fda.gov/downloads/AdvisoryCommittees/CommitteesMeetingMaterials/Drugs/
DrugSafetyandRiskManagementAdvisoryCommittee/UCM164897.pdf
ซึ่งแนะนำให้ใช้พาราเซตามอลเม็ดเล็กคือ 325 มก.ต่อเม็ด เป็นยามาตรฐาน ลดขนาดยาสูงสุดต่อวันเป็นไม่เกิน 650 มก. และลดขนาดยาสูงสุดใน 24 ชม.เป็นไม่เกิน 3,250 มก. (ครั้งละ 2 เม็ดไม่เกิน 5 ครั้งต่อวัน)
5.2 เปลี่ยนความเข้าใจกันใหม่ว่า paracetamol 325 มก. เป็นยาสำหรับเด็กและผู้ใหญ่ ไม่ใช่พาราเซตามอลเฉพาะของเด็ก
5.3 Tylenol USA เรียกพาราเซตามอล 325 มก.ว่า regular strength tablet (ยาเม็ดความแรงปกติ) และเรียกพาราเซตามอล 500 มก.ว่า extra strength tablet (ยาเม็ดความแรงพิเศษ) ซึ่งปัจจุบัน Tylenol USA ระบุให้ใช้ยาชนิดความแรงพิเศษนี้ไม่เกิน 6 เม็ด หรือ 3,000 มก.ต่อวัน
Tylenol USA. Product Information. Last access July 2016.
https://www.tylenol.com/safety-dosing/usage/dosage-for-adults
5.4 ข้อความในบทความ “พาราเซตามอล” ยาพิษ!สามัญประจำบ้าน กับความไม่รู้ของคนไทย ที่แชร์กันอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน ระบุไว้อย่างไม่ถูกต้องว่า "องค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา ได้สั่งยกเลิก พาราเซตามอล ในขนาด 500 มก และให้ขายเพียงขนาด 325 มก เท่านั้น"
https://siamrath.co.th/n/88830
https://www.facebook.com/saveganja/photos/a.483187282216725/532008517334601/?type=3&theater
5.5 คนน้ำหนักตัวน้อย (น้อยกว่า 67 กก.) ไม่ควรกินพาราเซตามอล 500 มก. ครั้งละ 2 เม็ด
5.6 คนน้ำหนักตัวมาก (ตั้งแต่ 67 กก.) กินพาราเซตามอล 500 มก. ครั้งละ 2 เม็ดได้ แต่ควรกินห่างกันอย่างน้อย 6 ชั่วโมง เพื่อไม่ให้กินยาเกิน 4 ครั้ง (4 กรัม) ต่อวัน
5.7 คนที่หนักระหว่าง 50-75 กก. กินพาราเซตามอล 500 มก. ครั้งละ 1 เม็ดครึ่งได้ ไม่จำเป็นต้องข้ามจาก 1 เม็ดไปเป็น 2 เม็ดเสมอไป
ไม่ควรใช้พาราเซตามอลเกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวันสําหรับการใช้ระยะยาวในผู้ใหญ่ เช่นกรณีโรคข้อเสื่อม
5.8 คลินิกและสถานพยาบาลไม่ควรเขียนฉลากยาพาราเซตามอล 500 มก. ว่าให้รับประทาน 1-2 เม็ด ทุก 4-6 ชั่วโมง เพราะทำให้ได้ยาในขนาดต่ำไปหรือสูงไปได้ขึ้นกับน้ำหนักตัวของผู้ป่วย
5.9 ไม่ใช้พาราเซตามอลเกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน ในผุ้ป่วยโรคตับ
5.10 หลีกเลี่ยงการใช้ยาผสมที่มีพาราเซตามอลเกิน 325 มก.ต่อเม็ด (ควรยกเลิกการผลิตด้วย)
US FDA. Drug Safety and Availability. FDA recommends health care professionals discontinue
prescribing and dispensing prescription combination drug products with more than 325 mg of
acetaminophen to protect consumers. January 14, 2014.
https://www.fda.gov/Drugs/DrugSafety/ucm381644.htm
5.11 หลีกเลี่ยงการใช้พาราเซตามอลร่วมกับแอลกอฮอล์เพื่อป้องกันอันตรายต่อตับ และยังอาจเป็นพิษต่อไตได้ด้วยแม้เป็นการดื่มในปริมาณน้อย
Medscape Medical News. November 2013.
http://www.medscape.com/viewarticle/814484
5.12 หลีกเลี่ยงการใช้พาราเซตามอลชนิดหยดในเด็กทารก เนื่องจากมีความเข้มข้นของยาสูงเป็น 4 เท่าของยาน้ำสำหรับเด็กโต หากป้อนผิดพลาดมีโอกาสเกิดพิษต่อตับได้ง่าย
US FDA. Drug Safety and Availability. December 22, 2011.
http://www.fda.gov/Drugs/DrugSafety/ucm284756.htm
5.13 ไม่ใช้พาราเซตามอลซ้ำซ้อน เช่น ไม่กินซาร่าหรือไทลีนอล ร่วมกับยาคลายกล้ามเนื้อสูตรผสมเช่นนอร์จีสิก และไม่กินร่วมกับยาแก้หวัดแบบแผงเช่นทิฟฟี่ ดีคอลเจน
5.14 ป้อนยาพาราเซมอลแก่เด็กด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ อ่านฉลากยาให้แน่ใจว่ามีความเข้มข้นมากน้อยเพียงใด โดยใช้ให้สอดคล้องกับน้ำหนักตัวของเด็กตามที่ระบุไว้ในเอกสารกำกับยา และไม่ใช้เกิน 4-5 ครั้งต่อวัน
Tylenol USA. Product Information. Last access July 2016.
https://www.tylenol.com/children-infants/safety/dosage-charts
UK Summary of Product Characteristics. Paracetamol. February 15, 2016.
https://www.medicines.org.uk/emc/medicine/10741
6. การซื้อยาพาราเซตามอลใช้เองเป็นสิ่งที่ทำได้ แต่ควรใช้ในช่วงสั้น ๆ ไม่กี่วัน ถ้าต้องใช้ต่อเนื่องนานหลายวันเนื่องจากอาการไม่ดีขึ้น ควรไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุของการเจ็บป่วย เช่นเป็นไข้สูงอยู่วันสองวันถ้าไม่ดีขึ้นก็ควรไปตรวจว่าเป็นไข้เลือดออกหรือไม่ ถ้าปวดศีรษะเรื้อรังเมื่อไปพบแพทย์อาจได้ยาที่ป้องกันไม่ให้ปวดศีรษะเลยจะได้ไม่ต้องกินยาแก้ปวดมากเกินไป
7. จงใช้พาราเซตามอลเป็นยาขนานแรกในการลดไข้ แก้ปวด เสมอ โดยไม่ต้องเกิดความแตกตื่นตกใจว่าเป็นยาพิษ เพราะหากไม่ใช้พาราเซตามอลประชาชนบางส่วนอาจไปใช้ยาชุดแก้ปวดหรือใช้เอ็นเสดแทน ซึ่งมีอันตรายมากกว่าพาราเซตามอลอย่างเทียบกันไม่ได้
7.1 อันตรายของยาแก้ปวด ลดไข้ ในกลุ่มเอ็นเสด คือ พิษต่อหลอดเลือดหัวใจและสมองทำให้หัวใจวายหรือเป็นอัมพาต พิษต่อไตทำให้ไตวายได้ง่ายกว่าพาราเซตามอลมาก ทำให้ความดันเลือดสูงขึ้น ทำให้อาการหัวใจล้มเหลวกำเริบ ทำให้เกิดแผลเลือดออกในทางเดินอาหาร บางชนิดเป็นพิษต่อตับ ทำให้เกิดการแพ้ที่ผิวหนังขั้นรุนแรง ทำให้เลือดออกหยุดยากโดยเฉพาะหากใช้กับผู้เป็นไข้เลือดออก เป็นต้น ซึ่งผลข้างเคียงที่กล่าวมาไม่เกิดขึ้นหรือแทบไม่เกิดขึ้นเลยกับพาราเซตามอล

Department of Clinical Toxicology and Forensic Medicine, Faculty of Medicine, Birjand University of Medical Sciences, Ghaffari Avenue, Birjand, Iran

เปรี้ยวจี๊ดไม่มีเบื่อ! 10 พันธุ์มะม่วงเปรี้ยว-หวาน หั่นกินจิ้มเกลืออร่อยเว่อร์อย่าเบื่อเรื่องเปรี้ยวๆเลย เมื่อประเทศไทยเ...
27/10/2018

เปรี้ยวจี๊ดไม่มีเบื่อ! 10 พันธุ์มะม่วงเปรี้ยว-หวาน หั่นกินจิ้มเกลืออร่อยเว่อร์
อย่าเบื่อเรื่องเปรี้ยวๆเลย เมื่อประเทศไทยเรายังมีผลไม้สุดเปรี้ยวจี๊ด-หวานอร่อยกับ 10 พันธุ์มะม่วงเปรี้ยว-หวาน หั่นทานคู่ข้าวเหนียว หรือจะจิ้มพริก จิ้มเกลือ ก็ยังอร่อยเหาะแบบไม่ต้องดราม่า ไม่ว่าจะเป็น มะม่วงพิมเสนมันทะวาย มะม่วงมันเดือนเก้า มะม่วงอกร่องพิกุลทอง มะม่วงมันศาลายา อูยยิ่งพูดยิ่งเปรี้ยวปากอย่ารอช้ารีบอ่าน รีบไปสอยจากตลาดมาหั่นปอกทานกันดีกว่าค่ะ

1. มะม่วงพิมเสนมันทะวาย
มะม่วงรูปทรงกลมรี ปลายผลงอนย้อยหรืองอนแหลม ผลใหญ่ น้ำหนักเฉลี่ย 1 กิโลต่อผล ที่ผลดิบแก่จะมีสีเขียวเข้มรสชาติเปรี้ยวจี๊ด แต่เมื่อสุกงอมผลจะมีสีเหลืองงอมส้มให้รสชาติหวานอมเปรี้ยว มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว รับประทานเปล่าๆ กรอบหวานเปรี้ยวกำลังดี หรือจะทานคู่ข้าวเหนียวนึ่งสุกใหม่ก็อร่อยเหาะ

2. มะม่วงมันขายตึก
รวยใหญ่แล้วนะมาขายตึก…ใช่หรอ? มะม่วงพันธุ์โบราณที่เน้นทานดิบเท่านั้น รสชาติอร่อยมาก จนโบราณเปรียบเปรยว่ามีบ้านขายบ้าน มีตึกขายตึกมาทานก็ยอมเลยทีเดียว ผลรูปทรงคล้ายมะม่วงมัน หรือมะม่วงแรด แต่ใหญ่กว่า ผลดิบสีเขียวรสชาติหวานเปรี้ยวกรุบกรอบ หน้าจิ้มเกลือ กะปิ น้ำปลาหวานแซ่บเว่อร์

3. มะม่วงมันเดือนเก้า
มะม่วงพันธุ์นี้ยอดนิยม หาทานง่าย ชาวสวนชาวไร่นิยมปลูกเพราะออกดอกออกผลง่าย ผลใหญ่น้ำหนักเกือบ 500 กรัม เนื้อมีกลิ่นแรง เนื้อละเอียด ทานได้ทั้งดิบและสุก โดยผลดิบจะเปรี้ยวจี๊ด ส่วนผลแก่จัดจะเปรี้ยวมันอมหวาน น่าทานกำลังดี เชื่อเถอะเดินไปตลาดเดี๋ยวนี้เดี๋ยวก็ได้กินทันที

4. มะม่วงน้ำดอกไม้มัน
มะม่วงน้ำดอกไม้ที่นิยมกินกันสุกๆ จะให้รสหวานอร่อย เนื้อเนียนฉ่ำน้ำเยอะ โดยลักษณะผลจะมีทรงรี น้ำหนัก เกือบ 1 กิโล ผลดิบเนื้อสีเขียวปนขาว พอสุกจะมีสีเหลืองงอมสวยงาม เป็นอีกหนึ่งมะม่วงสุกพันธุ์ดีที่นิยมทานกับข้าวเหนียวนึ่งหอมๆ อร่อยจนน้ำลายสอ

5. มะม่วงสามฤดู
สุดยอดมะม่วงอีกพันธุ์หนึ่ง ที่ให้ผลผลิตทุกสามฤดูตามชื่อ หรือง่ายๆ คือให้ผลตลอดทั้งปี ผลรูปทรงป้อมมีโหนกสูง ผลสั้น โดยผลดิบจะรสเปรี้ยวจัดฉ่ำน้ำ สามารถคั้นน้ำใช้แทนน้ำมะนาวได้เลย ส่วนเมื่อผลสุกรสชาติหอมหวานใกล้อร่อยใกล้เคียงสูสีกับมะม่วงอกร่องเลยทีเดียว คนสมัยก่อนนิยมทานกับความสวยร้อนๆเป็นกับข้าวได้เลย

6. มะม่วงแก้วลืมรัง
ลืมรังแล้วจะกลับบ้านยังไง…พอเหอะ! มะม่วงแก้วลืมรัง ที่เมื่อผลสุกจะให้รสชาติหวานจัด เปรียบเสมือนนกแก้วกินยังหวานจนลืมรัง ผลเรียวยาว หัวมนแบนไม่กลมมาก นิยมกินกับข้าวเหนียวมะม่วง แต่ข้อเสียคือ มักจะออกผลในระยะสั้นๆ หาทานได้ยาก และนิยมส่งออกเป็นส่วนใหญ่

7. มะม่วงอกร่องพิกุลทอง
มะม่วงที่คนนิยมทานสุกคู่กับข้าวเหนียวมากที่สุดพันธุ์หนึ่ง มีผลใหญ่ว่ามะม่วงอกร่องธรรมดามากกว่า 3 เท่า ผิวเปลือกมีสีเหลืองสวย ตรงแก้มมีสีแดงอมชมพู ผลเนื้อเนียนละเอียดอ่อน มีกลิ่นหอมชวนน้ำลายสอ อร่อยตลอดกาลเมื่อทานเป็นข้าวเหนียวมะม่วง เชื่อสิ!

8. มะม่วงพราหมณ์ขายเมีย
ใจร้ายบาปกรรมขายเมีย…เอาที่สบายใจละกัน! มะม่วงไทยพันธุ์โบราณที่มีรสชาติความอร่อยถึงขั้นเปรียบเปรยว่าทำให้ “พราหมณ์” ต้องยอมขายเมียเพื่อเอาเงินมาไปซื้อผลสุกมากินเลยทีเดียว นิยมปลูกและหาทานได้ในแถบย่านตลิ่งชัน ฝั่งธนบุรี แถวนี้ล่ำลือพันธุ์มะม่วงนี้มาอย่างช้านาน

9. มะม่วงมันขุนศรี
มะม่วงโบราณอีกพันธุ์ รูปร่างสังเกตง่ายๆ ส่วนหัวจะป่านด้านหลังคล้ายตัว “S” ผลดิบให้รสชาติเปรี้ยวจัด แนะนำให้ทานตอนสุกหน่อย จะมีผลสีเหลืองปนส้ม รสชาติจะเปรี้ยวหวานกรอบกำลังดี อร่อยคล้ายๆ มะม่วงพิมเสนมันนั่นแหละ

10. มะม่วงมันศาลายา
เป็นมะม่วงที่ปลูกได้ทุกบ้าน ดูแลง่าย ให้ผลเก็บกินเก็บขายได้ตลอดปี รับประทานได้ทั้งดิบและสุก โดยแบบดิบจะมันกรอบหวานอมเปรี้ยว ฉ่ำน้ำ ทานคู่พริกเกลือนี่ละเด็ด! ส่วนผลสุกก็รสชาติหวานกำลังดี เนื้อแน่นไม่เหนียวเละ น้ำหนักไม่มากนัก สวนบ้านใครมีที่ว่างพอเหมาะแนะนำให้ปลูกได้เลยค่ะ แล้วคุณจะมีมะม่วงกินตลอดปี
ขอบคุณเรื่องราวแซ่บๆจากอันดับแซ่บค่ะ👍

ที่อยู่

462/8 หมู่5หลุมรัง
Amphoe Bo Phloi
71160

เวลาทำการ

จันทร์ 08:00 - 21:00
อังคาร 08:00 - 21:00
พุธ 08:00 - 21:00
พฤหัสบดี 08:00 - 21:00
ศุกร์ 08:00 - 21:00
เสาร์ 08:00 - 21:00
อาทิตย์ 08:00 - 21:00

เบอร์โทรศัพท์

0864058256

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ บ้านรักษ์ยา บ่อพลอยผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์