คลินิคหมออุมา/คลินิคแพทย์หญิงอุมา

คลินิคหมออุมา/คลินิคแพทย์หญิงอุมา ตรวจรักษาโรคทั่วไปเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดยา ทำแผล ผ่าตัดเล็ก ฉีดยาคุมกำเนิด ฉีดวัคซีนเด็ก เช็ค

12/03/2026

#วิธีรับมือคำพูดเชิงลบ

หมอชอบคำถามของคุณแม่ท่านหนึ่ง คิดว่าเป็นคำถามที่ดี ชอบตรงที่คุณแม่ถามว่า “จะรับมือยังไงดี สำหรับทั้งลูกและแม่ด้วย”

หมอเข้าใจเลยว่า ตอนคุณแม่ได้ยินคำพูดแบบนี้ที่ลูกเล่าให้ฟัง คุณแม่ก็น่าจะจิตตกเหมือนกันใช่ไหม

มันเป็นความจริงเลยว่า ก่อนที่แม่จะให้กำลังใจลูกเรื่องนี้ได้ ดังนั้นทัศนคติของคุณแม่ต้องมีกำลังใจและรับมือให้ได้ก่อน

หมอจะเขียนเป็นข้อๆ ให้อ่านแล้วกันค่ะ เพื่อความเข้าใจง่าย แต่อาจยาวหน่อย


1. - ก่อนอื่นก็อย่าเพิ่งรีบไปบอกลูกว่า “ไม่เป็นไรนะลูก” หรือ “เพื่อนล้อเล่นมั้ง” ตรงนี้ผู้ใหญ่บางคนก็คิดว่าเป็นการปลอบ แต่จริงๆ ลูกอาจจะรู้สึกเป็นไรหรือไม่เป็นไร เรายังไม่รู้เลย

เอาเป็นว่าฟังความรู้สึกเขาก่อนนะคะ เพราะถ้าเรารีบปลอบ สมมติเด็กรู้สึกว่า "มันเป็นไรนะแม่ หนูรู้สึกแย่มาก" เด็กอาจจะรู้สึกว่า เราไม่ให้ความสำคัญกับความรู้สึกเขาก็ได้

2. - ดังนั้นลองถามลูกก่อนว่า “แล้วฟังเพื่อนพูดแบบนี้ หนูรู้สึกอย่างไรบ้างลูก”

ความรู้สึกจะแปรผันตามความคิดที่เกิดขึ้นในสถานการณ์นั้นๆ คุณแม่ได้ยินเช่นนั้น คุณแม่อาจจะรู้สึกบางอย่าง ทำให้เราคิดไปแล้วว่าลูกก็คิดและรู้สึกเหมือนเรา

ในเรื่องแบบนี้เด็กๆ ส่วนใหญ่แน่นอนจะมีความรู้สึกแย่ แต่อาจจะ แย่มาก แย่น้อย หรือไม่อาจจะเฉยๆ ก็ได้ (คือ หมอเคยถามคำถามนี้กับเด็กบางคน เรื่องราวคล้ายๆ กันนี้ เด็กบอกว่า “ก็เสียใจตอนแรกนะหมอ แต่คิดว่าเขาคงหวังดี อยากให้เราทำให้ดีขึ้น คิดแบบนี้หนูก็สบายใจ” ซึ่งถ้าแบบนั้นเด็กคงไม่รู้สึกแย่มากมาย)

3. - อย่างไรก็ตามเมื่อได้รับฟังคำพูดลักษณะนี้ เด็กส่วนใหญ่ก็จะรู้สึกไม่ชอบ เสียใจ น้อยใจ อายที่เพื่อนว่า ยิ่งถ้าเพื่อนพูดต่อหน้าคนอื่นๆ เป็นธรรมดา

ช่วงที่เด็กระบาย ตรงนั้นขอให้คุณแม่รับฟัง พยักหน้ารับ แสดงให้เห็นว่าเราเข้าใจความรู้สึกเขา อาจจะบอกลูกว่า “ถ้าเป็นแม่ได้ยินแบบนั้น ก็คงมีรู้สึกไม่ดีเหมือนกัน” การที่เรารับฟังความรู้สึกเด็ก ตรงนั้นจะช่วยให้เด็กสบายใจขึ้น

4. - พออารมณ์ลูกโอเคขึ้น พร้อมสักหน่อย เราก็ค่อยคุยกับเขาเรื่องรับมือคำพูดเชิงลบเหล่านี้

5. - แต่ว่าก่อนคุยคุณแม่เองต้องมีทัศนคติรับมือกับคำพูดบั่นทอนคล้ายๆกันนี้ให้ได้ก่อน จึงจะไปคุยกับลูกได้

6. - อย่างเรื่องของคำพูดวิพากษ์วิจารณ์ ต้องเข้าใจเลยว่ามันเป็นสิ่งที่เราควบคุมคนอื่นไม่ได้

อย่างความชอบไม่ชอบ สวยหรือไม่สวย ส่วนใหญ่ก็เป็นความรู้สึกส่วนบุคคล

เราคงเห็นตัวอย่างในสังคม นางงามจักรวาลก็ยังมีคนตำหนิว่าไม่สวย หรือตึกอาคารบางแห่งที่ซึ่งเรามองไม่เห็นว่ามันสวยตรงไหน แต่สถาปนิกมืออาชีพอาจจะบอกว่ามันสวยสุดยอดก็ได้

การเป็นอารมณ์มากมายไปกับความเห็นของคนอื่น มันจึงทำให้คนคนนั้นเป็นทุกข์ได้ง่าย คนที่ปล่อยวางได้นั้นจะสบายใจกว่า

การที่เราปล่อยวางไม่เป็นอารมณ์มาก เราจะเข้าใจได้ว่า “มันธรรมดานะ ที่บางคนอาจจะชอบรูปที่เราวาด บางคนก็ไม่ชอบ คิดว่ารูปเราไม่สวยไม่ดี ก็เป็นทัศนคติของเขา สำคัญที่สุดคือ เราชอบมั้ยล่ะ ถ้าเราชอบ เรามีความสุขที่จะวาด ก็วาดต่อ ถ้าสิ่งที่เราทำ อาจจะมีคนที่ชอบไม่ชอบ แต่เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ ไม่ได้เป็นโทษกับตัวเราหรือคนอื่น ก็ทำต่อไปเถอะ”

7. - สามารถสอนเด็กในเรื่อง empathy ความเห็นอกเห็นใจคนอื่นได้ด้วย บอกเขาว่า “ลูก ถ้าเราไม่ชอบวิธีพูดแบบนั้นของเพื่อน เราก็เรียนรู้ไว้นะ และอย่าไปพูดแบบนี้กับคนอื่น การวิจารณ์ว่าดีหรือไม่ ควรเลือกใช้คำพูดที่ไม่ทำให้อีกฝ่ายเสียความรู้สึกและมีกำลังใจในการพัฒนาตัวเอง เช่น เราบอกเขาเป็นการส่วนตัว อย่าตำหนิต่อหน้าคนอื่น ให้เขาอับอาย บอกเขาเราอยากให้เขาปรับตรงไหน อย่าไปว่าเขาแบบตีตราว่า เธอทำไม่ดี ไม่สวย ไม่ได้เรื่อง“ จุดนี้ก็พลิกเรื่องแย่ๆ ให้เป็นคำสอนดีๆ ได้ด้วย

8. ถ้าเราฟังที่เขาพูดวิจารณ์ แล้วปล่อยวาง เราอาจใจเย็นพอจะพิจารณาว่า บางอย่างที่เขาบอกก็มีส่วนจริงอยู่ "อืม มีบางจุดแหละ ที่เราก็ทำไม่ค่อยดีนะ" เราสามารถนำคำพูดเขามาใช้ประโยชน์ ปรับปรุงพัฒนาตัวเอง แต่ถ้าที่เขาพูดมันไม่มีหลักฐานสนับสนุน ก็แค่ไม่ต้องไปสนใจ


ขอบคุณคำถามของคุณแม่ และหวังว่าคำตอบจะมีประโยชน์กับคนอ่านเพจบ้างไม่มากก็น้อย

เป็นกำลังใจให้ทุกคนผ่านพ้นคำพูดเชิงลบต่างๆ ในชีวิตไปได้นะคะ

#หมอมินบานเย็น

06/03/2026

สิ่งที่พ่อแม่ต้องควบคุมในการเลี้ยงลูก
ไม่ใช่การ "ควบคุมลูก"
แต่คือ…การ "ควบคุมตัวเอง"
เวลาลูกงอแง
เวลาลูกเถียง
เวลาลูกทำในสิ่งที่เราไม่ชอบ
สิ่งแรกที่เราอาจจะอยากทำคือ
“ต้องทำให้ลูกหยุด”
อาจจะโดยการ เสียงดัง ดุ ด่า ทำโทษ
แต่ความจริงคือ
เด็กไม่ได้เปลี่ยนเพราะเราคุมเขาอยู่
เด็กเปลี่ยนได้จริง เมื่อเขาสงบ และเข้าใจ
และเขาจะสงบได้
เริ่มจากความสงบของพ่อแม่
🔹ถ้าเราตะโกนทั้งที่โกรธ
ลูกจะเรียนรู้การตะโกน
🔹ถ้าเรานิ่งได้ทั้งที่โกรธ
ลูกจะเรียนรู้การนิ่ง
ไม่ใช่เพราะเราสอน
แต่เพราะเราคือแบบอย่าง
เมื่อพ่อแม่ดูแลอารมณ์ตัวเองได้
บ้านจะปลอดภัยขึ้น
เมื่อเด็กรู้สึกปลอดภัย
สมองส่วนคิดจะทำงานดีขึ้น
เขาจะฟังได้มากขึ้น
ควบคุมตัวเองได้มากขึ้น
และ...
การควบคุมตัวเองของพ่อแม่
ไม่ใช่การกดความรู้สึกตัวเอง
แต่คือการรับรู้มัน
เลือกที่จะไม่ตามอารมณ์ของตัวเอง
และเลือกตอบสนองอย่างมีสติแทน
.
มันอาจจะไม่ได้ง่ายนักในตอนแรกที่ทำ
แต่ถ้าเราทำได้หนึ่งครั้ง
ครั้งต่อๆ ไปก็จะตามมาแน่นอนค่ะ ^^
จากใจ ❤️… โค้ชรุ่ง


#ความรักที่ไม่มีเงื่อนไข
#เข้าใจหัวใจเราเข้าถึงหัวใจลูก
#โค้ชรุ่ง

06/03/2026

ความจริงคือ
ลูกอาจไม่เคยพูดคำว่า

“แม่เป็นแม่ที่ดีมากๆ” ออกมาตรงๆ
แต่เขาจะบอกเรา…ด้วยการกระทำ 💛

เขาจะบอกตอนที่

🫶เขามีเรื่องไม่สบายใจ
แล้วเลือกเดินมาหาแม่ก่อน
🫶เขาผิดพลาด แล้วกล้ายอมรับกับแม่
🫶เขาโตขึ้น แต่ยังโทรหาแม่ในวันที่เหนื่อย
🫶เขาไม่สมบูรณ์แบบ แต่ยังมั่นใจว่าแม่รักเขา

แม่ที่ดี ไม่ได้วัดจาก

❌ ลูกเรียนเก่งที่สุด
❌ ลูกได้ที่หนึ่ง
❌ ลูกเป็นเด็กเพอร์เฟกต์

แต่วัดจาก

✅ ลูกกล้าเป็นตัวเองต่อหน้าแม่
✅ ลูกรู้ว่าไม่ว่าเกิดอะไร แม่อยู่ข้างเขา
✅ บ้านคือที่ปลอดภัยของเขาเสมอ

บางที…คำตอบไม่ได้อยู่ที่คำพูดของลูก
แต่อยู่ที่สายตา เวลาที่เขามองเรา
และอยู่ที่ความสบายใจ เวลาเขามานั่งข้างๆเรา

วันหนึ่ง…
ลูกอาจไม่ได้พูดว่า “แม่ดีที่สุด”

แต่ถ้าเขาโตขึ้นมาเป็นคนที่
รู้จักรัก
รู้จักขอโทษ
รู้จักให้อภัย
และรู้ว่าบ้านคือที่ปลอดภัย

นั่นแหละ…คือคำตอบแล้ว
เพราะความรักที่ลูกยังเลือกกลับมาหา

คือคำยืนยันที่ชัดที่สุดแล้วว่า

“แม่คนนี้…ดีพอสำหรับเขาเสมอ” 🤍

#กาลครั้งหนึ่งถึงลูกสาว
#พี่เอแคลร์น้องเอวา
#สองสาวดับเบิ้ลเอ

05/03/2026
05/03/2026

#การรักตัวเองแบบที่ไม่เห็นแก่ตัว

พ่อแม่หลายคนกังวลว่าการสอนให้ลูก “รักตัวเอง” มากเกินไป จะกลายเป็นการเพาะพันธุ์ความเห็นแก่ตัวให้ลูกหรือเปล่า? แต่ในความเป็นจริง การรักตัวเองที่ถูกต้อง คือรากฐานของการมีความเมตตาต่อผู้อื่น เพราะเด็กที่เติมเต็มความรู้สึกดีๆ ให้ตัวเองจนล้น เขาจะมีพลังเหลือเฟือที่จะแบ่งปันและเห็นอกเห็นใจคนรอบข้างได้โดยไม่รู้สึกว่าตัวเองขาด

10 วิธีปั้นลูกให้เป็นเด็กที่รักตัวเองอย่างพอดี และเป็นผู้ให้ที่มีความสุข

1. เริ่มต้นจากการเป็น "กระจก" ที่ดี
เด็กๆ เรียนรู้ผ่านการสังเกตมากกว่าการสั่งสอน หากคุณอยากให้ลูกรักตัวเองแบบไม่เห็นแก่ตัว คุณต้องทำให้เขาเห็นก่อนว่า คุณดูแลตัวเองอย่างไร และคุณปฏิบัติต่อคนอื่นด้วยความเมตตาแค่ไหน การที่คุณช่วยเหลือเพื่อนบ้านหรือพูดจาสุภาพกับพนักงานบริการ คือบทเรียนที่มีค่าที่สุดของลูก

2. ปลูกฝัง "ใจเขาใจเรา" (Empathy)
ชวนลูกคุยเรื่องความรู้สึกบ่อยๆ เช่น "ถ้าเพื่อนโดนแย่งขนม เพื่อนจะรู้สึกยังไงลูก?" การฝึกให้ลูกหัดเอาใจเขามาใส่ใจเราจะทำให้เขาเข้าใจว่า การกระทำของเขาส่งผลต่อคนอื่น และความสุขของเขาก็ไม่ควรสร้างบนความทุกข์ของใคร

3. สอนให้รู้ว่า "การแบ่งปัน" คือความสุข
เริ่มต้นง่ายๆ จากในบ้าน เช่น การแบ่งขนม การรอคิว หรือการสละเวลามาช่วยคุณแม่ทำงานบ้าน เพื่อให้เขาซึมซับว่าโลกนี้ไม่ได้หมุนรอบตัวเขาคนเดียว และการให้ก็ทำให้ใจพองโตได้ไม่แพ้การรับ

4. ชื่นชม "หัวใจ" มากกว่า "ผลลัพธ์"
เมื่อเห็นลูกทำความดี เช่น ช่วยเพื่อนที่ล้ม หรือแบ่งของเล่น ให้รีบชื่นชมทันที บอกเขาชัดๆ ว่าคุณภูมิใจใน "ความใจดี" ของเขามากแค่ไหน การได้รับคำชมในเรื่องจริยธรรมจะทำให้เขาอยากรักษาพฤติกรรมดีๆ นี้ไว้

5. ฝึกความรับผิดชอบผ่านงานบ้าน
การมอบหมายงานเล็กๆ น้อยๆ ให้ลูกทำ ไม่ได้แค่นิสัยขยัน แต่เป็นการสอนให้เขารู้สึกว่าเขามีส่วนร่วมในสังคม (ครอบครัว) และรู้จักรับผิดชอบต่อส่วนรวม ซึ่งเป็นพื้นฐานของการลดความเห็นแก่ตัว

6. เรียนรู้ที่จะ "ให้อภัย"
อธิบายให้ลูกเข้าใจว่า "ไม่มีใครในโลกที่ไม่เคยทำผิด" เมื่อลูกเรียนรู้ที่จะให้อภัยตัวเองในวันที่พลาด เขาก็จะรู้จักให้อภัยเพื่อนในวันที่เพื่อนทำผิดต่อเขาเช่นกัน ความเมตตาต่อตัวเองและผู้อื่นต้องมาคู่กันเสมอ

7. ขอบคุณให้ติดปาก
สอนให้ลูกรู้จักขอบคุณทุกความหวังดีที่ได้รับ ไม่ว่าจะจากคนในบ้านหรือคนนอกบ้าน การกตัญญูรู้คุณจะทำให้ลูกเป็นเด็กที่อ่อนโยนและมองเห็นคุณค่าของสิ่งที่คนอื่นมอบให้

8. ใช้เวลา "ฟัง" กันจริงๆ
การสละเวลามานั่งฟังลูกเล่าเรื่องต่างๆ อย่างตั้งใจ จะทำให้เขารู้สึกว่าเขามีตัวตนและมีค่า เมื่อเขารู้สึกว่าตัวเอง "ได้รับความสำคัญ" เขาจะไม่ต้องดิ้นรนเรียกร้องความสนใจผ่านพฤติกรรมเห็นแก่ตัวกับคนอื่น

9. ใจเย็นและสม่ำเสมอ
การสร้างอุปนิสัยไม่ใช่เรื่องชั่วข้ามคืน คุณต้องอาศัยความอดทนและทำเป็นตัวอย่างให้ดูบ่อยๆ ย้ำเตือนลูกด้วยความรักมากกว่าการดุดัน

10. รักลูกแบบไม่มีเงื่อนไข
หัวใจสำคัญที่สุดคือการทำให้ลูกมั่นใจว่า "ไม่ว่าลูกจะทำพลาดหรือสำเร็จ พ่อแม่ก็ยังรักลูกเหมือนเดิม" ความรักที่ไม่มีเงื่อนไขจะเป็นเกราะกำบังที่แข็งแกร่งที่สุด ทำให้ลูกรักตัวเองได้อย่างเต็มหัวใจ โดยไม่ต้องเหยียบย่ำใครเพื่อให้ตัวเองดูดีขึ้นมา

การรักตัวเองคือการ "สร้างพลัง" ส่วนการไม่เห็นแก่ตัวคือการ "ใช้พลัง" นั้นเพื่อโลก การมีทั้งสองอย่างพร้อมกันจะทำให้ลูกเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่สง่างาม เข้มแข็ง และเป็นที่รักของทุกคนอย่างแท้จริง

#รักตัวเองแบบไม่เห็นแก่ตัว #เลี้ยงลูกเชิงบวก #เลี้ยงลูกให้เป็นคนดี #ครอบครัวมีความสุข

04/03/2026

ในโลกที่ดูเหมือนว่า ทุกอย่างหมุนเร็วกว่าเดิม วัยรุ่นไม่ได้เผชิญแค่การบ้านหรือการสอบเท่านั้น แต่ยังต้องรับมือกับแรงกดดันจากสังคมออนไลน์ ความคาดหวังของครอบครัว และคำถามสำคัญว่า

“ฉันคือใคร”

ดังนั้น ภูมิต้านทานชีวิตจึงไม่ใช่เรื่องของความเก่งเพียงอย่างเดียว แต่ภูมิต้านทานชีวิต เป็นความสามารถในการรับมือกับความผิดหวัง ความล้มเหลวในการล้มแล้วลุก คิดเองเป็น ตัดสินใจเองได้ และไม่วิ่งหนีปัญหาเมื่อต้องเจออุปสรรค

หากพ่อแม่ยังเลี้ยงลูกด้วยความห่วงใยมากเกินไปปกป้อง ป้องกันความทุกข์ ความผิดหวัง ด้วยการคิดแทน ทำแทน ภูมิต้านทานชีวิตย่อมเกิดขึ้นได้ยาก

และจุดเริ่มต้น “ภูมิต้านทาน” ไม่ใช่การควบคุม แต่คือ

“ความรักที่ถูกทาง”

1. ความรักที่ทำให้ลูก “ปลอดภัยทางใจ”

เด็กที่เติบโตมาในความสัมพันธ์ที่มั่นคง จะมี “ฐานปลอดภัย” ทางอารมณ์ (secure base) เมื่อเขารู้ว่าพ่อแม่ยังรักเขาแม้ในวันที่ทำผิด เขาจะกล้าลอง กล้าพลาด และกล้าเรียนรู้

ความรักที่ถูกทาง ไม่ใช่การตามแก้ปัญหาให้ลูกทุกครั้ง แต่คือ การอยู่ข้างๆ เมื่อเขากำลังหาทางแก้ปัญหาด้วยตัวเอง

ประโยคง่ายๆ อย่าง
• “พ่อแม่เชื่อว่าลูกคิดได้”
• “ลองดูอีกสักวิธีไหม”
• “ผิดได้ แต่เรามาเรียนรู้จากมัน”

คือการส่งสารสำคัญว่า ลูกมีคุณค่า และมีความสามารถพอจะจัดการชีวิตตัวเองได้

2. เลี้ยงลูกให้คิดเองเป็น ไม่ใช่คิดแทน

วัยรุ่นคือช่วงเวลาของการสร้างตัวตน สมองส่วนหน้าที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจและควบคุมอารมณ์กำลังพัฒนา หากพ่อแม่คิดแทน ตัดสินใจแทนทุกเรื่อง สมองส่วนนั้นจะไม่ได้ฝึกใช้งานอย่างเต็มที่

การตั้งคำถาม แทนการสั่งการ คือกุญแจสำคัญ เช่น
• “ถ้าเลือกแบบนี้ ผลจะเป็นยังไงบ้าง”
• “มีทางเลือกอื่นไหม”
• “อะไรสำคัญที่สุดสำหรับลูกตอนนี้”

คำถามเหล่านี้ไม่เพียงช่วยให้ลูกคิดเป็น แต่ยังทำให้เขารู้สึกว่าเสียงของเขามีความหมาย

3. สอนให้เผชิญ ไม่ใช่หนี

เมื่อวัยรุ่นเจอความผิดหวัง เช่น สอบตก ทะเลาะกับเพื่อน หรือความรักครั้งแรกไม่สมหวัง สิ่งที่เขาต้องการไม่ใช่คำตำหนิ แต่คือ “พื้นที่ปลอดภัย”
ให้ได้ระบาย

พ่อแม่ไม่จำเป็นต้องรีบให้คำแนะนำทันที บางครั้ง
การฟังอย่างตั้งใจ คือของขวัญที่มีค่าที่สุด

หลังจากอารมณ์นิ่งลง ค่อยชวนคิดว่า
• “ครั้งนี้เราได้เรียนรู้อะไร”
• “ถ้าเกิดอีก จะรับมือยังไงดี”

นี่คือการสอนทักษะการฟื้นตัว (resilience) ซึ่งสำคัญกว่าคะแนนสอบใดๆ

4. ชมความพยายาม มากกว่าผลลัพธ์

งานวิจัยด้านจิตวิทยาพบว่า การชมที่เน้นความพยายาม (“ลูกตั้งใจมากเลย”) ช่วยสร้างกรอบความคิดแบบเติบโต (growth mindset) มากกว่าการชมความฉลาด (“ลูกเก่งมาก”)

เมื่อเด็กเชื่อว่าความสามารถพัฒนาได้ เขาจะไม่กลัวความยาก เพราะมองมันเป็นโอกาสฝึกฝน ไม่ใช่คำตัดสินคุณค่า

ภูมิต้านทานชีวิต สร้างได้ทุกวัน

การเลี้ยงลูกให้มีภูมิต้านทานชีวิต ไม่ได้เกิดจาก
คำสอนยาวๆ แต่เกิดจากปฏิสัมพันธ์เล็กๆ ในทุกวัน
• การฟังมากกว่าพูด
• การถามมากกว่าสั่ง
• การอยู่ข้างๆ มากกว่าควบคุม

เมื่อลูกรู้ว่าตนเองมีคุณค่า คิดเองได้ และรับมือกับปัญหาได้ เขาจะไม่เติบโตเป็นคนที่สมบูรณ์แบบ แต่จะเติบโตเป็นคนที่ “เข้มแข็งจากภายใน”

และนั่นคือของขวัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ที่พ่อแม่จะมอบให้ลูกได้ตลอดชีวิต 🌱

#ทักษะชีวิต #ภูมิต้านทานชีวิต

28/02/2026

เปลี่ยนน้ำตาเป็นพลัง 4 ขั้นตอนคุยกับลูกตอนสอบตก ให้เขากล้าสู้ต่อแบบไม่กลัวพลาด

วันนี้ครูฮีมอยากจะมาชวนคุยเรื่องที่บีบหัวใจคนเป็นพ่อแม่มากที่สุดเรื่องหนึ่ง นั่นก็คือวินาทีที่ลูกรักของเราเดินคอตก น้ำตาคลอ แล้วพูดด้วยเสียงสั่นๆ ว่า หนูสอบตก

ครูฮีมรู้เลยครับว่าวินาทีนั้น ในใจของคุณพ่อคุณแม่คงเหมือนมีพายุทอร์นาโดลูกใหญ่พัดเข้ามา ทั้งตกใจ ทั้งเสียดาย บางคนอาจจะแอบโกรธ หรือบางคนก็แอบโทษตัวเองว่าเราดูแลเขาไม่ดีพอหรือเปล่า ครูฮีมเข้าใจความรู้สึกนั้นดีมากๆ ครับ เพราะในฐานะครูสอนคณิตศาสตร์ ครูเห็นเด็กๆ เดินมาร้องไห้กับครูเรื่องคะแนนสอบมานับไม่ถ้วน

แต่พวกเราลองจินตนาการตามครูฮีมแบบนี้นะครับ ลองนึกภาพว่าเราเพิ่งทำโปรเจกต์ใหญ่ของบริษัทพังราบคาบ แล้วเราต้องเดินไปบอกหัวหน้าจอมเฮี้ยบที่พร้อมจะระเบิดอารมณ์ใส่เราตลอดเวลา ตอนที่เรากำลังเดินไปเคาะประตูห้องหัวหน้า หัวใจเราเต้นแรงแค่ไหน ขาเราสั่นแค่ไหน ในหัวเราคงคิดไปต่างๆ นานาว่า จะโดนด่าไล่ออกไหม จะโดนหักเงินเดือนหรือเปล่า

นั่นแหละครับ คือความรู้สึกเดียวกันกับที่ลูกกำลังเผชิญอยู่ตอนที่เขาต้องเดินมาบอกเราว่าเขาทำพลาด สำหรับเด็กคนหนึ่ง โลกทั้งใบของเขาคือพ่อและแม่นะครับ การที่เขากล้าเดินมาบอกความผิดพลาดกับโลกทั้งใบของเขา เขาต้องใช้ความกล้าหาญมหาศาลมาก เขาไม่ได้กลัวแค่ตัวเลขบนกระดาษคำตอบ แต่เขากลัวว่าพ่อแม่จะผิดหวัง กลัวว่าจะไม่ถูกรักเหมือนเดิม

ถ้าในวินาทีนั้น เราเผลอระเบิดอารมณ์ใส่เขาไปว่า ทำไมถึงตก ไม่อ่านหนังสือใช่ไหม มัวแต่เล่นเกมใช่ไหม สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็เหมือนเราสาดน้ำกรดลงไปบนแผลสดๆ ของเขานั่นแหละครับ เขาจะเจ็บปวด และที่สำคัญที่สุดคือ ในครั้งหน้า ถ้าเขาทำพลาดอีก เขาจะไม่กล้าเดินมาหาเราแล้ว เขาจะเลือกปิดบัง โกหก หรือเก็บไปเครียดคนเดียว ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่น่ากลัวกว่าเกรดศูนย์ตั้งหลายเท่าครับ

แล้วเราควรจะรับมือกับสถานการณ์นี้ยังไงดี ให้ลูกยังกล้าคุยกับเรา และพร้อมที่จะลุกขึ้นสู้ใหม่ ครูฮีมขอเสนอวิธีแก้ปัญหาง่ายๆ แบบเป็นขั้นเป็นตอน 4 ข้อ ให้พวกเราลองเอาไปปรับใช้กันดูนะครับ

ขั้นตอนที่ 1 ดับไฟในใจตัวเองก่อน
เมื่อได้ยินคำว่าสอบตก กฎข้อแรกคือ ห้ามสวนกลับทันทีเด็ดขาดครับ ให้สูดหายใจเข้าลึกๆ ลึกแบบที่อากาศเข้าไปถึงตาตุ่มเลยนะครับ บอกตัวเองว่า นี่คือลูกเรา เขากำลังเสียใจ และเขากำลังต้องการเราที่สุด ท่องไว้ในใจเลยครับว่า คะแนนสอบวัดความรู้ได้ แต่วัดคุณค่าของลูกเราไม่ได้ ถ้าตอนนั้นอารมณ์มันพุ่งปรี๊ดจนทนไม่ไหว ให้ขอเวลานอกเลยครับ บอกลูกไปตรงๆ ด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ว่า พ่อแม่รับรู้แล้วนะลูก แต่ตอนนี้พ่อแม่กำลังตกใจ ขอเวลาพ่อแม่ทำใจสักสิบนาที แล้วเดี๋ยวเรามาคุยกันนะ การทำแบบนี้ดีกว่าการด่าออกไปตอนที่อารมณ์กำลังเดือดปุดๆ แน่นอนครับ

ขั้นตอนที่ 2 สวมกอดและยอมรับความรู้สึก
เมื่ออารมณ์นิ่งแล้ว ให้เดินเข้าไปหาลูกครับ ไม่ต้องพูดอะไรเยอะแยะ แค่ดึงเขาเข้ามากอด หรือลูบหัว ลูบหลังเบาๆ สัมผัสทางกายมันมีพลังมหาศาลเลยนะครับ มันเป็นการบอกเขาว่า ไม่ว่ายังไงพ่อแม่ก็ยังรักเขาเสมอ จากนั้นให้พูดรับรองความรู้สึกของเขาครับ เช่น หนูคงเสียใจมากใช่ไหมลูก หรือ พ่อแม่รู้ว่าหนูพยายามเต็มที่แล้ว แค่นี้เลยครับ แค่ทำให้เขารู้ว่าเราอยู่ข้างๆ เขา ไม่ได้อยู่ฝั่งตรงข้ามที่คอยซ้ำเติม การเปรียบเทียบง่ายๆ ก็คือ ตอนที่คนจมน้ำ สิ่งแรกที่เขาต้องการคือห่วงยางเพื่อพยุงตัว ไม่ใช่ครูสอนว่ายน้ำที่มายืนด่าว่าทำไมถึงว่ายไม่เป็น การกอดและการเข้าใจก็คือห่วงยางที่ช่วยชีวิตลูกในตอนนั้นครับ

ขั้นตอนที่ 3 ตั้งคำถามเพื่อหาต้นตอแบบไม่จับผิด
พอพายุสงบ ลูกหยุดร้องไห้แล้ว คราวนี้แหละครับคือเวลาของการหาสาเหตุ แต่เราจะไม่ถามด้วยคำถามปลายปิดที่เหมือนการสอบสวนศาลเตี้ยนะครับ ประเภทว่า ทำไมถึงตก ขี้เกียจใช่ไหม คำถามแบบนี้เด็กจะปิดประตูหัวใจทันทีครับ ให้เราเปลี่ยนเป็นคำถามชวนคุย เช่น หนูคิดว่าข้อสอบมันยากตรงไหนลูก หรือ ตอนที่ทำข้อสอบ หนูรู้สึกว่าตัวเองติดขัดเรื่องอะไร หรือ มีวิชาไหนที่หนูรู้สึกว่าเรียนแล้วไม่ค่อยเข้าใจบ้างไหมลูก

สมมติว่าเป็นวิชาคณิตศาสตร์ของครูฮีมเนี่ยแหละ บางทีเด็กไม่ได้ขี้เกียจนะครับ แต่เขาอาจจะไม่เข้าใจพื้นฐานตั้งแต่บทแรก พอครูสอนบทต่อไป เขาก็เลยต่อไม่ติด เหมือนการสร้างบ้านแหละครับ ถ้าเสาเข็มไม่แน่น จะก่ออิฐขึ้นไปกี่ชั้น สุดท้ายมันก็ถล่มลงมาอยู่ดี การที่เราคุยกับเขาด้วยเหตุผล จะทำให้เราเจอรากของปัญหาที่แท้จริง ว่าเขาอ่านหนังสือไม่ถูกจุด เขาแบ่งเวลาไม่เป็น หรือเขาแค่ตื่นเต้นตอนอยู่ในห้องสอบจนลืมทุกอย่าง

ขั้นตอนที่ 4 วางแผนสู้ใหม่ไปด้วยกัน
เมื่อรู้สาเหตุแล้ว เราจะไม่ทิ้งให้ลูกแก้ปัญหาคนเดียวนะครับ เราจะมาทำตัวเป็นโค้ชส่วนตัวให้เขา ชวนเขาวางแผนว่า แล้วครั้งหน้าเราจะทำยังไงให้ดีขึ้นดีล่ะลูก ให้เขาเป็นคนเสนอไอเดียก่อนนะครับ เช่น หนูจะลดเวลาเล่นเกมลงวันละครึ่งชั่วโมงดีไหม หรือ เรามาลองหาแบบฝึกหัดทำเพิ่มกันเสาร์อาทิตย์ไหม ถ้าเป็นปัญหาเรื่องความเข้าใจ เราก็อาจจะเสนอตัวช่วย เช่น ให้พ่อแม่ช่วยติวให้ไหม หรือเราจะลองไปหาที่เรียนพิเศษเพิ่มเติมดี

ที่สำคัญคือ ต้องตั้งเป้าหมายที่เป็นไปได้นะครับ อย่าไปคาดหวังว่าสอบตกปุ๊บ ครั้งหน้าต้องได้เต็มร้อยทันที แบบนั้นเด็กจะเครียดเกินไป เอาแค่ว่า ครั้งหน้าขอให้คะแนนดีกว่าเดิมสักนิดนึง หรือเข้าใจบทเรียนมากขึ้นสักหน่อย ก็ถือว่าสำเร็จแล้วครับ เราค่อยๆ เดินทีละก้าว เหมือนตอนที่เราสอนเขาก้าวเดินตอนเด็กๆ นั่นแหละครับ ล้มก็จับมือดึงขึ้นมา แล้วก็ค่อยๆ ประคองกันเดินต่อไป

เหตุผลที่ครูฮีมอยากให้พวกเราทำตาม 4 ขั้นตอนนี้ มันไม่ใช่แค่เรื่องของจิตวิทยาสวยหรูนะครับ แต่มันมีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ซ่อนอยู่ สมองของคนเราเนี่ย ตอนที่รู้สึกหวาดกลัวหรือเครียดจัดๆ สมองส่วนที่ทำหน้าที่ควบคุมอารมณ์จะทำงานหนักมาก แล้วมันจะไปปิดกั้นสมองส่วนหน้า ซึ่งเป็นส่วนที่ใช้คิดวิเคราะห์และแก้ปัญหา แปลง่ายๆ คือ ยิ่งเด็กกลัว เขายิ่งคิดอะไรไม่ออกครับ จะจำอะไรก็ไม่ได้ จะแก้ปัญหาอะไรก็ไม่เป็น

แต่เมื่อเราให้ความปลอดภัย ให้ความรัก และความเข้าใจ สมองส่วนอารมณ์จะสงบลง คราวนี้แหละครับ สมองส่วนเหตุผลจะเปิดรับเต็มที่ เขาจะเริ่มคิดได้ว่าเขาพลาดตรงไหน และควรจะทำยังไงต่อไป

นอกจากนี้ การที่เราใช้วิธีพูดคุยกันด้วยเหตุผลตามลำดับขั้นตอน มันยังเป็นการสร้างทักษะชีวิตที่สำคัญมากๆ ให้กับลูกด้วยนะครับ ทักษะนี้เรียกว่า ความล้มเหลวที่สร้างสรรค์ หรือ การล้มแล้วลุกเป็น ในชีวิตจริงของคนเรา เมื่อโตขึ้น เขาจะต้องเจอความล้มเหลวอีกนับไม่ถ้วน ไม่ว่าจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ อกหัก สมัครงานไม่ผ่าน หรือทำธุรกิจเจ๊ง ถ้าเขาไม่เคยเรียนรู้วิธีรับมือกับความพ่ายแพ้ตั้งแต่ตอนที่ยังอยู่ในอ้อมกอดของเรา พอเขาไปเจอปัญหาใหญ่ในโลกกว้าง เขาอาจจะแหลกสลายจนกู่ไม่กลับเลยก็ได้ครับ

ผลลัพธ์ที่จะตามมา ถ้าคุณพ่อคุณแม่นำวิธีเหล่านี้ไปใช้ ครูฮีมกล้าการันตีเลยครับว่า สิ่งแรกที่คุณจะได้เห็นคือ แววตาที่เปลี่ยนไปของลูก จากแววตาที่หวาดกลัว จะกลายเป็นแววตาที่ซาบซึ้งและไว้ใจ เขาจะรู้ว่าบ้านคือพื้นที่ปลอดภัยของเขาอย่างแท้จริง ไม่ว่าข้างนอกเขาจะเจอเรื่องเลวร้ายหรือทำพลาดมาแค่ไหน เขาจะรู้เสมอว่ามีคนสองคนที่พร้อมจะกางแขนรับเขา และช่วยเขาหาทางออกเสมอ

ความสัมพันธ์ระหว่างคุณกับลูกจะแน่นแฟ้นขึ้นแบบที่ไม่มีอะไรมาทำลายได้ ลูกจะกลายเป็นคนที่ไม่กลัวความล้มเหลว แต่เขาจะกลัวการที่ตัวเองไม่ได้พยายามอย่างเต็มที่ต่างหาก เขาจะกล้าคิด กล้าทำ กล้าทดลองสิ่งใหม่ๆ เพราะเขารู้ว่าถึงพลาดไป ก็แค่เริ่มใหม่ได้เสมอ

สุดท้ายนี้ ครูฮีมอยากจะบอกพวกเราทุกคนว่า รอยขีดข่วนหรือบาดแผลจากการหกล้มในวันนี้ มันคือสิ่งที่จะสร้างกล้ามเนื้อที่แข็งแรงให้กับลูกในวันหน้าครับ หน้าที่ของเราไม่ใช่การอุ้มลูกเดินเพื่อไม่ให้เขาหกล้มเลย แต่หน้าที่ของเราคือการยืนอยู่ใกล้ๆ คอยทำแผลให้เขา สอนวิธีเดินที่ถูกต้องให้เขา และเป็นกำลังใจให้เขาก้าวเดินด้วยขาของตัวเองต่อไปอย่างมั่นคงครับ

แล้วคุณพ่อคุณแม่ล่ะครับ เคยมีประสบการณ์ตอนลูกทำคะแนนสอบไม่ได้ดั่งใจไหม ตอนนั้นแต่ละบ้านใช้วิธีรับมือยังไงกันบ้าง หรือถ้าใครเคยเป็นเด็กที่สอบตกมาก่อน ตอนนั้นอยากให้พ่อแม่ทำยังไงกับเราที่สุด มาคอมเมนต์เล่าแชร์ประสบการณ์ให้ครูฮีมและเพื่อนๆ ฟังกันหน่อยนะครับ บางทีวิธีของคุณอาจจะเป็นทางออกที่ยิ่งใหญ่ให้กับอีกหลายครอบครัวก็ได้ครับ ครูฮีมรออ่านของทุกคนอยู่นะครับ

#ครูฮีม #สอนลูกให้คิดเป็น #เมื่อลูกสอบตก #คู่มือพ่อแม่ #จิตวิทยาเด็ก #เรียนรู้จากความพลาด #ครอบครัวคือพื้นที่ปลอดภัย #เทคนิคการเลี้ยงลูก

25/02/2026
23/02/2026

ออกจากโลกซึมเศร้า
พศิน อินทรวงค์

หากพบว่า มีภาวะซึมเศร้าควรทำดังนี้
1. พบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
ฟังคำแนะนำจากแพทย์

2. จัดตางรางชีวิตใหม่
ใส่กิจกรรมดีๆลงไปในแต่ละวัน
กลับมาดูแลตัวเอง รักษาสุขภาพ
ออกกำลังกาย ทำตัวเองให้สดใส
หาอะไรใหม่ๆทำ

3. มีสติรู้ตัวให้เร็ว
หากพบว่า มีความคิดเชิงลบ
ให้ดึงใจออกมาให้เร็ว
อย่าจมอยู่กับความคิดเชิงลบนาน

4. ออกห่างจากสิ่งกระตุ้นความทุกข์
เช่นสิ่งแวดล้อมบุคคล หรือสถานการณ์
ซึ่งทำให้เราเกิดความทุกข์บ่อยๆ

ทำ 4 ข้อนี้ไปพร้อมกัน
ด้วยความหวัง กำลังใจ
เชื่อมั่นว่าพรุ่งนี้ยังมีสิ่งดีๆรอเราอยู่เสมอ
อดทน รอคอย ยิ้มให้ตัวเองบ่อยๆ
ค่อยๆบ่มเพาะความรักและเมตตาให้ตนเอง
ไม่ช้า ใจที่เคยพัง จะดีดังเดิม...

***ติดต่อ พศิน อินทรวงค์***
วิทยากร/บรรยาย/หนังสือ/บทความ
https://www.facebook.com/talktopasin2013
***ติดตามช่องยูทูป***
พศิน อินทรวงค์ - Pasin Intarawong
https://www.youtube.com/channel/UCccGJ9suemcJiF6WQqxUuGQ

ที่อยู่

552 ม. 3 ถ. เพชรเกษม, , ต. ควนลัง อ. หาดใหญ่ จ. สงขลา
Amphoe Hat Yai
90110

เวลาทำการ

จันทร์ 08:00 - 12:00
อังคาร 08:00 - 12:00
พุธ 08:00 - 12:00
พฤหัสบดี 08:00 - 12:00
ศุกร์ 08:00 - 12:00
เสาร์ 08:00 - 12:00

เบอร์โทรศัพท์

+66824370433

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ คลินิคหมออุมา/คลินิคแพทย์หญิงอุมาผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ การปฏิบัติ

ส่งข้อความของคุณถึง คลินิคหมออุมา/คลินิคแพทย์หญิงอุมา:

แชร์