12/03/2026
#วิธีรับมือคำพูดเชิงลบ
หมอชอบคำถามของคุณแม่ท่านหนึ่ง คิดว่าเป็นคำถามที่ดี ชอบตรงที่คุณแม่ถามว่า “จะรับมือยังไงดี สำหรับทั้งลูกและแม่ด้วย”
หมอเข้าใจเลยว่า ตอนคุณแม่ได้ยินคำพูดแบบนี้ที่ลูกเล่าให้ฟัง คุณแม่ก็น่าจะจิตตกเหมือนกันใช่ไหม
มันเป็นความจริงเลยว่า ก่อนที่แม่จะให้กำลังใจลูกเรื่องนี้ได้ ดังนั้นทัศนคติของคุณแม่ต้องมีกำลังใจและรับมือให้ได้ก่อน
หมอจะเขียนเป็นข้อๆ ให้อ่านแล้วกันค่ะ เพื่อความเข้าใจง่าย แต่อาจยาวหน่อย
1. - ก่อนอื่นก็อย่าเพิ่งรีบไปบอกลูกว่า “ไม่เป็นไรนะลูก” หรือ “เพื่อนล้อเล่นมั้ง” ตรงนี้ผู้ใหญ่บางคนก็คิดว่าเป็นการปลอบ แต่จริงๆ ลูกอาจจะรู้สึกเป็นไรหรือไม่เป็นไร เรายังไม่รู้เลย
เอาเป็นว่าฟังความรู้สึกเขาก่อนนะคะ เพราะถ้าเรารีบปลอบ สมมติเด็กรู้สึกว่า "มันเป็นไรนะแม่ หนูรู้สึกแย่มาก" เด็กอาจจะรู้สึกว่า เราไม่ให้ความสำคัญกับความรู้สึกเขาก็ได้
2. - ดังนั้นลองถามลูกก่อนว่า “แล้วฟังเพื่อนพูดแบบนี้ หนูรู้สึกอย่างไรบ้างลูก”
ความรู้สึกจะแปรผันตามความคิดที่เกิดขึ้นในสถานการณ์นั้นๆ คุณแม่ได้ยินเช่นนั้น คุณแม่อาจจะรู้สึกบางอย่าง ทำให้เราคิดไปแล้วว่าลูกก็คิดและรู้สึกเหมือนเรา
ในเรื่องแบบนี้เด็กๆ ส่วนใหญ่แน่นอนจะมีความรู้สึกแย่ แต่อาจจะ แย่มาก แย่น้อย หรือไม่อาจจะเฉยๆ ก็ได้ (คือ หมอเคยถามคำถามนี้กับเด็กบางคน เรื่องราวคล้ายๆ กันนี้ เด็กบอกว่า “ก็เสียใจตอนแรกนะหมอ แต่คิดว่าเขาคงหวังดี อยากให้เราทำให้ดีขึ้น คิดแบบนี้หนูก็สบายใจ” ซึ่งถ้าแบบนั้นเด็กคงไม่รู้สึกแย่มากมาย)
3. - อย่างไรก็ตามเมื่อได้รับฟังคำพูดลักษณะนี้ เด็กส่วนใหญ่ก็จะรู้สึกไม่ชอบ เสียใจ น้อยใจ อายที่เพื่อนว่า ยิ่งถ้าเพื่อนพูดต่อหน้าคนอื่นๆ เป็นธรรมดา
ช่วงที่เด็กระบาย ตรงนั้นขอให้คุณแม่รับฟัง พยักหน้ารับ แสดงให้เห็นว่าเราเข้าใจความรู้สึกเขา อาจจะบอกลูกว่า “ถ้าเป็นแม่ได้ยินแบบนั้น ก็คงมีรู้สึกไม่ดีเหมือนกัน” การที่เรารับฟังความรู้สึกเด็ก ตรงนั้นจะช่วยให้เด็กสบายใจขึ้น
4. - พออารมณ์ลูกโอเคขึ้น พร้อมสักหน่อย เราก็ค่อยคุยกับเขาเรื่องรับมือคำพูดเชิงลบเหล่านี้
5. - แต่ว่าก่อนคุยคุณแม่เองต้องมีทัศนคติรับมือกับคำพูดบั่นทอนคล้ายๆกันนี้ให้ได้ก่อน จึงจะไปคุยกับลูกได้
6. - อย่างเรื่องของคำพูดวิพากษ์วิจารณ์ ต้องเข้าใจเลยว่ามันเป็นสิ่งที่เราควบคุมคนอื่นไม่ได้
อย่างความชอบไม่ชอบ สวยหรือไม่สวย ส่วนใหญ่ก็เป็นความรู้สึกส่วนบุคคล
เราคงเห็นตัวอย่างในสังคม นางงามจักรวาลก็ยังมีคนตำหนิว่าไม่สวย หรือตึกอาคารบางแห่งที่ซึ่งเรามองไม่เห็นว่ามันสวยตรงไหน แต่สถาปนิกมืออาชีพอาจจะบอกว่ามันสวยสุดยอดก็ได้
การเป็นอารมณ์มากมายไปกับความเห็นของคนอื่น มันจึงทำให้คนคนนั้นเป็นทุกข์ได้ง่าย คนที่ปล่อยวางได้นั้นจะสบายใจกว่า
การที่เราปล่อยวางไม่เป็นอารมณ์มาก เราจะเข้าใจได้ว่า “มันธรรมดานะ ที่บางคนอาจจะชอบรูปที่เราวาด บางคนก็ไม่ชอบ คิดว่ารูปเราไม่สวยไม่ดี ก็เป็นทัศนคติของเขา สำคัญที่สุดคือ เราชอบมั้ยล่ะ ถ้าเราชอบ เรามีความสุขที่จะวาด ก็วาดต่อ ถ้าสิ่งที่เราทำ อาจจะมีคนที่ชอบไม่ชอบ แต่เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ ไม่ได้เป็นโทษกับตัวเราหรือคนอื่น ก็ทำต่อไปเถอะ”
7. - สามารถสอนเด็กในเรื่อง empathy ความเห็นอกเห็นใจคนอื่นได้ด้วย บอกเขาว่า “ลูก ถ้าเราไม่ชอบวิธีพูดแบบนั้นของเพื่อน เราก็เรียนรู้ไว้นะ และอย่าไปพูดแบบนี้กับคนอื่น การวิจารณ์ว่าดีหรือไม่ ควรเลือกใช้คำพูดที่ไม่ทำให้อีกฝ่ายเสียความรู้สึกและมีกำลังใจในการพัฒนาตัวเอง เช่น เราบอกเขาเป็นการส่วนตัว อย่าตำหนิต่อหน้าคนอื่น ให้เขาอับอาย บอกเขาเราอยากให้เขาปรับตรงไหน อย่าไปว่าเขาแบบตีตราว่า เธอทำไม่ดี ไม่สวย ไม่ได้เรื่อง“ จุดนี้ก็พลิกเรื่องแย่ๆ ให้เป็นคำสอนดีๆ ได้ด้วย
8. ถ้าเราฟังที่เขาพูดวิจารณ์ แล้วปล่อยวาง เราอาจใจเย็นพอจะพิจารณาว่า บางอย่างที่เขาบอกก็มีส่วนจริงอยู่ "อืม มีบางจุดแหละ ที่เราก็ทำไม่ค่อยดีนะ" เราสามารถนำคำพูดเขามาใช้ประโยชน์ ปรับปรุงพัฒนาตัวเอง แต่ถ้าที่เขาพูดมันไม่มีหลักฐานสนับสนุน ก็แค่ไม่ต้องไปสนใจ
ขอบคุณคำถามของคุณแม่ และหวังว่าคำตอบจะมีประโยชน์กับคนอ่านเพจบ้างไม่มากก็น้อย
เป็นกำลังใจให้ทุกคนผ่านพ้นคำพูดเชิงลบต่างๆ ในชีวิตไปได้นะคะ
#หมอมินบานเย็น