14/01/2026
💊 Oral Bioavailability of ATB 💊
เสิร์ฟเนื้อหาสั้นๆ (?) อ่านกันเพลินๆ บ่ายวันหยุด
ปัจจุบันการรักษาโรคติดเชื้อต่างๆ ในโรงพยาบาล เรามี trend ที่จะลดระยะเวลาการนอน รพ. ผู้ป่วยด้วยหลักการหลายๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็น shorten ATB duration หรือ IV OPAT
1 ในเทคนิคที่ช่วยได้คือการ switch oral ATB ให้ผู้ป่วยกลับไปรับประทานต่อที่บ้าน หรือ “IV-to-PO Conversions”
ผู้ป่วยที่เหมาะสมก็ควรต้องเป็นรายที่ิอาการดีขึ้นแล้ว, GI tract function ดี สามารถดูดซึมยาได้ และเชื้อก่อโรคที่พบนั้นไวต่อ ATB ที่มี oral formulation
คำถามที่พบบ่อยคือ เราควรจะเลือก oral ATB ตัวไหนดี???
ซึ่งคำตอบของคำถามนี้นั้นไม่มีอะไรตายตัว ต้องนำหลายๆ ปัจจัยมาใช้ในการพิจารณา
หนึ่งในนั้นคือเรื่อง oral bioavailability (พูดแล้วลิ้นพันกันตลอด)
หากเป็นไปได้ การเลือกยาที่ดูดซึมได้ดี ก็มีโอกาสมีชัยมากขึ้น ในการ make sure ว่าระดับยาในเลือดจะสูงพอในการรักษา โดยเฉพาะถ้าผู้ป่วยมีการติดเชื้อที่รุนแรงตอนแรกรับ
👇🏻 วันนี้เราได้ทำตารางเปรียบเทียบ oral bioavailability ของ oral ATB มาให้ได้ดูกัน ซึ่งมีประเด็นน่าสนใจดังนี้:
• ยากลุ่ม non beta-lactam หลายๆ ตัวมี oral absorption ที่ดีมากๆ เหมาะแก่การใช้เป็น oral switching พอสมควร เช่น Cotrimoxazole (TMP-SMX), Fluoroquinolone, Clindamycin ซึ่งยากลุ่มนี้ค่อนข้างเป็น good choice สำหรับ oral switching (ในมุมมองของ ID 🤪)
• Oral 3rd generation cephalosporin โดยรวมเป็นกลุ่มที่ oral absorption ไม่ได้ดีมากเมื่อเทียบกับยากลุ่มอื่น แต่ถ้าเป็นการใช้ใน oral switching ผู้ป่วย clinical improve แล้วนั้น ก็ยังถือว่าสามารถใช้ได้เช่นกัน
• Clavulanate มี oral absorption มี่ค่อนข้าง vary ขึ้นกับหลายๆ ปัจจัย เช่น gastric pH, formulation ของยา, food effect, non-linear PK เป็นต้น
• Cephalexin vs Dicloxacillin ในการรักษา MSSA นั้น เทียบกันในแง่ oral absorption แล้ว Cephalexin ดูจะมีภาษีที่ดีกว่า
อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่า ยาที่ absorption ไม่ดีไม่ควรใช้ สุดท้ายเราคงต้องพิจารณาหลายๆ องค์ประกอบร่วมกัน ทั้งตำแหน่งการติดเชื้อ, ความไวต่อยาของเชื้อก่อโรค, โรคประจำตัวผู้ป่วย, drug-drug interaction, ราคา, จำนวนเม็ดยา, ความถี่ในการบริหารยา ฯลฯ เพื่อใช้ในการตัดสินใจว่าจะให้ยาตัวไหนดี หรือจริงๆ แล้วไม่ต้องให้ต่อกันนะ
🥸