Healthyshortcut ความรู้เกี่ยวกับเรื่องราวสุขภาพ และการดูแลตนเอง

08/01/2024

‘SHIELD’is the secret of staying healthy..
S= sleep not less than 7 hrs.
H= handle stress …try meditation
I =interaction ,engage in conversation and relationship
E = exercise
L= learn , learn something
D= diet , intake low carb less sugar
more fruit and vegetable.
Cr. FB page Dr. Joe, MD

Dear all my FB friends…..
31/12/2022

Dear all my FB friends…..

สุขภาพสมอง
30/05/2022

สุขภาพสมอง

15/09/2021

ช่วง 10 ปีสุดท้ายของชีวิตคุณจะเป็นอย่างไร. : อนาคตอยู่ในมือคุณ !

อาหาร 11 ชนิดที่ได้ชื่อว่ามีสารอาหารมากที่สุดในโลก1. ปลาแซลมอน มีกรดไขมันโอเมก้า 3 ปลาแซลมอน 100 กรัมมีกรดไขมันโอเมก้า 3...
17/08/2021

อาหาร 11 ชนิดที่ได้ชื่อว่ามีสารอาหารมากที่สุดในโลก
1. ปลาแซลมอน มีกรดไขมันโอเมก้า 3 ปลาแซลมอน 100 กรัมมีกรดไขมันโอเมก้า 3 จำนวน 2.8 กรัม และมีโปรตีนคุณภาพสูง รวมทั้งวิตามินและเกลือแร่ มีแมกนีเซียม โปแตสเซียม เซเลเนียม และวิตามินบี 2 ในปริมาณที่มาก นอกจากปลาแซลมอนจะมีรสชาติดีแล้ว มันยังทำให้รู้สึกอิ่มเร็ว โดยที่แคลอรีต่ำ ควรเลือกปลาแซลมอนจากธรรมชาติมากกว่าปลาเลี้ยง เพราะมีสัดส่วนของกรดไขมันโอเมก้า 6 ต่อโอเมก้า 3 ดีกว่าและมีสิ่งปนเปื้อนน้อยกว่า
2. ผักเคล 100 กรัมของผักเคลมีวิตามิน C ถึง 200% RDI วิตามิน A 300% RDI วิตามิน K1 1000%RDI นอกจากนี้ยังมีวิตามินB6. โปแตสเซียม แคลเซียม แมกนีเซียม ทองแดงและแมงกานีสในปริมาณที่มาก
ในปริมาณ 100 กรัมนี้ มีไฟเบอร์ 2 กรัม โปรตีน 3 กรัม และมีแคลอรี่ 50 แคลอรี่ เคลมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากกว่าผักขม เคลมี oxalate น้อยกว่า ซึ่ง oxalate เป็นตัวขัดขวางการดูดซึมแคลเซียม. เคลยังมีสาร bioactive compound เช่น isothiocyanates และ indole 3-carbinol ซึ่งต่อสู้กับมะเร็งได้จากการศึกษาในหลอดทดลองและในสัตว์
3. สาหร่ายทะเล. มีแร่ธาตุแคลเซียม เหล็ก แมกนีเซียม และแมงกานีสสูง นอกจากนี้ยังมีสาร bioactive compound เช่น phycocyanins และ carotenoids ซึ่งต้านอนุมูลอิสระและต้านการอักเสบ. สาหร่ายทะเลยังมีไอโอดีนสูงที่จำเป็นต่อฮอร์โมนไทรอยด์
4. กระเทียม มีวิตามิน C B1 B6 แคลเซียม โปแตสเซียม ทองแดง แมงกานีสและเซเลเนียมสูง กระเทียมมีสารประกอบกำมะถัน allicin ในปริมาณสูง ซึ่งช่วยลดความดันโลหิต ลด LDL และเพิ่ม HDL ลดความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจ มีรายงานวิจัยที่แสดงว่าคนที่กินกระเทียมมากๆลดความเสี่ยงจากมะเร็งโดยเฉพาะมะเร็งลำไส้และมะเร็งกะเพาะอาหาร และนอกจากนี้กระเทียมดิบยังมีคุณสมบัติเป็นตัวต่อต้านเชื้อราและแบคทีเรียด้วย.
5. หอย หอยหลายๆชนิดเช่นหอยแมลงภู่ หอยนางรม หอยลาย พบว่าหอยลายเป็นแหล่งที่ดีของวิตามิน B12 ใน 100 กรัม มีถึง 16 เท่าของ RDI นอกจากนี้ยังมีวิตามิน C วิตามิน B อีกหลายชนิด โปแตสเซียม เซเลเนียมและธาตุเหล็ก หอยนางรม 100 กรัม มี แร่ธาตุสังกะสี ถึง 600% RDI ทองแดง 200% RDI และยังมีวิตามิน B12 และ D และสารอาหารอื่นๆอีก
6. มันฝรั่ง. มีโปแตสเซียม แมกนีเซียม ธาตุเหล็ก ทองแดงและแมงกานีส ในปริมาณสูง และยังมีวิตามิน C และ B มันฝรั่งต้มเป็นอาหารที่มีค่าความอิ่มสูงกว่าอาหารอื่นๆ ถ้าทิ้งมันฝรั่งต้มให้เย็น แป้งในมันฝรั่งจะกลายเป็น resistant starch ซึ่งทำหน้าที่เหมือนเป็นไฟเบอร์ ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ
7. ตับ. ในบรรดาอวัยวะสัตว์ ตับมีคุณค่าทางอาหารมากที่สุด เพราะหน้าที่ของตับเป็นตัวเก็บสารอาหารที่สำคัญสำหรับใช้ในร่างกาย ตับวัว 100 กรัม มีสารอาหารต่อไปนี้ วิตามิน B12 . B5 B6 Niacin Folate B2 A ทองแดง เหล็ก ฟอสฟอรัส สังกะสี และเซเลเนียม และโปรตีนคุณภาพสูง
การกินตับสัปดาห์ละครั้ง ทำให้ได้สารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายพอเพียง
8. ปลาซาร์ดีน ปลาซาร์ดีนมีขนาดเล็กจึงสามารถรับประทานได้ทั้งตัว ซึ่งได้คุณค่าทางอาหารหลายชนิดจากทั้งกระดูกและจากอวัยวะภายใน ปลาซาร์ดีนมีไขมันสูง จึงมีกรดไขมันโอเมก้า 3 สูงด้วย
9. บลูเบอรี่ มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ซึ่งรวมถึง แอนโธไซยานิน และสารไฟโตนิวเทรียนต์อื่นๆ บางสารประกอบสามารถผ่าน blood -brain barrier และมีผลในการปกป้องสมอง มีรายงานว่าบลูเบอรี่สามารถช่วยปรับปรุงด้านความทรงจำแก่ผู้สูงอายุ. มีการศึกษาพบว่าเมื่อให้ผู้ป่วยโรคอ้วน ที่มีปัญหาด้านการเผาผลาญ เมื่อให้กินบลูเบอรี่ในมื้ออาหาร พบว่าทำให้ความดันโลหิตและ LDL cholesterol ลดลง
10 ไข่แดง. ถือว่าเป็น multivitamin ธรรมชาติ มีวิตามิน แร่ธาตุหลายชนิด และสารอาหารที่ทรงพลัง เช่น โคลีน มี lutein และ zeaxanthine สูง ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ปกป้องดวงตา และลดความเสี่ยงของโรคจากดวงตา ไข่ยังมีโปรตีนสูงและไขมันที่ดีต่อสุขภาพ ไข่มีราคาถูก และเตรียมปรุงอาหารได้ง่าย
11 โกโก้. มีไฟเบอร์ ธาตุเหล็ก แมกนีเซียม ทองแดง และแมงกานีส โกโก้มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดี ลดความดันโลหิต ปรับปรุงการทำงานของสมอง มีการศึกษาที่บอกว่าคนที่กินโกโก้มากกว่า 5 ครั้งต่อสัปดาห์มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจลดลงถึง 57%
ถอดความจาก. " The 11 most nutrient-dense foods on the plant " www.heathline/com/nutrition/healthyeating

15/08/2021

30 วิธีในการลดน้ำหนักอย่างธรรมชาต วันนี้มาต่อกันด้วยอีก 20 วิธีที่เหลือ
11. อดอาหารบ้างเป็นบางช่วง หรือที่เรียกว่า Intermittence fasting ซึ่งหมายถึงในช่วง 24 ชั่วโมงของวัน มีช่วงที่กิน ( feed ) กับช่วงที่ไม่กิน ( fast ) การเริ่ม ต้นอาจเป็น 8 /16 คือกินในช่วงระยะเวลา 8 ชั่วโมงเช่น. 8 โมงเช้าถึง 4 โมงเย็น และ จาก4 โมงเย็นถึง 8 โมงเช้าของอีกวัน เป็นช่วงที่ไม่กินอะไรเลย วิธีนี้นี้ทำให้ร่างกายนำ ไขมันที่สะสมไว้มาใช้เป็นพลังงาน เพราะไม่มีการเติมพลังงานจากแหล่งอื่น
12. ดื่มชาเขียวที่ไม่หวาน.
ชาเขียวเป็นเครื่องดื่มที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ การดื่มชาเขียวมีประโยชน์อื่นๆอีกเช่นเพิ่ม การเผาผลาญไขมัน และเพิ่มการใช้พลังงงานไป 4% และเพิ่มการเผาผลาญไขมันได้ถึง 17% โดยเฉพาะไขมันหน้าท้อง
13. กินผักผลไม้เพิ่มขึ้น
ผักผลไม้มีปริมาณน้ำสูง มีเยื่อใยและมีสารอาหารสูง แต่ผลไม้ต้องเป็นผลไม้ที่ไม่มีรส หวาน
14.นับแคลอรี่.
อาจใช้application. ช่วยให้ระมัดระวังในการกิน ไม่กินแคลอรี่จนเกินกว่าที่ใช้ไป ซึ่ง นำมาสู่การเพิ่มน้ำหนัก
15 ใช้จานเล็กๆ
การใช้จานเล็กทำให้กินน้อยลง ถ้าจานใหญ่คนมักจะตักอาหารใส่จนเต็มจาน ปริมาณ อาหารจะมากกว่าจานเล็ก
16 ลองทานอาหารคาร์บต่ำ.
จำกัดปริมาณคาร์โบไฮเดรท ทำให้ได้รับแคลอรี่น้อยลงซึ่งให้ผลดีในการลดน้ำหนัก มากกว่าการกินอาหารไขมันต่ำถึง 3 เท่า
17 กินช้าๆ
ถ้ากินเร็ว ทำให้ได้รับแคลอรี่มากเกินก่อนที่จะรู้ตัวว่าอิ่มแล้ว คนที่กินเร็วมักเป็นโรค อ้วนมากกว่าคนที่กินช้า
18 แทนที่น้ำมันที่เคยใช้ด้วยน้ำมันมะพร้าว น้ำมันมะพร้าวมีไตรกลีเซอไรด์ที่มีสายโซ่ปานกลาง ที่จะถูกเผาผลาญแตกต่างจากไขมัน อื่นๆ น้ำมันมะพร้าวช่วยเร่งเมตาโบลิซึมด้วย
19 เพิ่มไข่ลงในอาหาร.
ไข่มีแคลอรี่ต่ำ โปรตีนสูง และมีสารอาหารหลายชนิด อาหารโปรตีนสูงทำให้เรารู้สึก
อิ่มเร็ว ลดความอยากอาหารลง เมื่อเปรียบเทียบกับอาหารที่มีโปรตีนน้อยกว่า 20 เพิ่มเครื่องเทศในอาหาร
เช่นพริก พริกไทย จะช่วยเร่งเมตาโบลิซึม และเพิ่มการเผาผลาญไขมัน
21. กินโปรไบโอติก
โปรไบโอติกเป็นแบคทีเรียชนิดดีที่ยังมีชีวิตอยู่ ช่วยปรับปรุงสุขภาพการย่อยอาหารและ สุขภาพหัวใจ และช่วยลดน้ำหนัก มีรายงานว่าคนอ้วน หรือคนน้ำหนักเกินมีแบคทีเรีย ในลำไส้ที่แตกต่างจากคนน้ำหนักปกติ
22 นอนให้พอ.
มีการศึกษาว่าคนที่นอนไม่พอ พบว่ามีแนวโน้มเป็นโรคอ้วนมากกว่าคนที่นอนเพียงพอ ถึง 55% ทั้งนี้เพราะว่าการนอนไม่พอไปรบกวนฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับความอยาก อาหาร ฮอร์โมนอิ่มลดลง ฮอร์โมนหิวเพิ่มขึ้น
23 กินไฟเบอร์มากขึ้น.
ทำให้รู้สึกอิ่ม กะเพาะไม่ว่างและเร่งการปลดปล่อยฮอร์โมนอิ่ม ทำให้เรากินน้อยลงโดย ไม่รู้สึกหิว และไฟเบอร์ยังเป็นอาหารของแบคทีเรียลำไส้ชนิดดี ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับ การลดความเสี่ยงการเป็นโรคอ้วน
24 แปรงฟันหลังมื้ออาหาร
ช่วยให้เราไม่อยากกินพวกของขบเคี้ยวระหว่างมื้อ คนจะรู้สึกไม่อยากกินอะไรหลังจาก แปรงฟันแล้ว
25 เอาชนะการเสพติดอาหาร
การเสพติดอาหารทำให้หลายๆคนกินอาหารมากเกิน อาหารบางชนิดทำให้เสพติดได้ เช่นอาหารแปรรูปที่มีน้ำตาลสูง. ไขมันสูง หรือทั้งสองอย่าง. ซึ่งควรหลีกเลี่ยง
26 ออกกำลังแบบคาร์ดิโอ
เช่นวิ่ง ปั่นจักรยาน เดินเร็ว เพื่อช่วยเผาผลาญแคลอรี่
27 ออกกำลังแบบแรงต้านเช่นเวทเทรนนิ่ง
เพื่อป้องกันการสูญเสียกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้อเป็นตัวเผาผลาญแคลอรี่
28 ใช้โปรตีนเสริม
คนที่ได้รับโปรตีนไม่เพียงพอจากอาหาร จำเป็นต้องเสริมโปรตีนในรูปอาหารเสริม โปรตีนช่วยเพิ่มมวลกล้ามเนื้อด้วย แต่ต้องดูฉลากด้วยต้องไม่เป็นโปรตีนเสริมที่เติม น้ำตาลหรือวัตถุเจือปนอื่นๆที่ไม่ดีต่อสุขภาพ
29 ฝึก mindful eating
หมายถึงการกินอย่างมีสติ กินเมื่อหิว. เลิกกินเมื่ออิ่ม
30 จดจ่อกับการเปลี่ยนแปลงการดำเนินชีวิต
อย่าจดจ่อกับเพียงแค่การลดน้ำหนัก ต้องตั้งเป้าหมายที่จะบำรุงร่างกายด้วยอาหารและ สารอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ตระหนักว่ากินเพื่อเป็นคนที่มีความสุข และมีสุขภาพดี ไม่ใช่ แค่เพื่อการลดน้ำหนัก
"The good health is welath "

30 วิธีที่จะลดน้ำหนักได้อย่างธรรมชาติ. ( ถอดความจาก. www.healthline.com/ nutrition )1.เพิ่มโปรตีนในอาหารที่รับประทาน อาห...
14/08/2021

30 วิธีที่จะลดน้ำหนักได้อย่างธรรมชาติ. ( ถอดความจาก. www.healthline.com/ nutrition )
1.เพิ่มโปรตีนในอาหารที่รับประทาน อาหารที่มีโปรตีนสูงสามารถเร่งการเผาผลาญได้ ถึง 80-100 แคลอรี่ต่อวัน อาหารโปรตีนสูงทำให้รู้สึกอิ่ม และลดความอยากอาหารลงมี การศึกษาที่พบว่าเราสามารถกินแคลอรี่ได้น้อยลงถึง 400 แคลอรี่ต่อวัน ถ้ากินอาหาร โปรตีนสูง แค่เพิ่มไข่ต้มในอาหารเช้าก็มีประสิทธิภาพเพียงพอ
2. กินอาหารที่มีส่วนผสมของตัวมันเพียงอย่างเดียว กำจัดการเติมน้ำตาล หรือไขมัน เพิ่มลงไป หรือไม่กินอาหารแปรรูป อาหารทุกชนิดมีความเติมเต็มโดยธรรมชาติอยู่แล้ว และมันง่ายที่จะจำกัดแคลอรี่ด้วย ยกตัวอย่างไม่ควรกินมันต้มที่ต้องจิ้มน้ำตาลเพิ่มอีก 3.หลีกเลี่ยงอาหารแปรรูป อาหารแปรรูปมักจะอุดมด้วยน้ำตาล. ไขมันและแคลอรี่ และ อาหารแปรรูปมักทำให้เราเกิดความอยากกินอยู่เรื่อยๆมากกว่าอาหารที่ไม่ได้แปรรูป 4.สะสมอาหารสุขภาพและของว่างสุขภาพไว้ที่บ้าน มีการศึกษาที่พบว่าอาหารที่คุณเก็บ ไว้ที่บ้าน มีผลต่อพฤติกรรมด้านการกินและการเพิ่มน้ำหนัก การมีอาหารสุขภาพจะ ช่วยให้คุณและสมาชิกในครอบครัวลดโอกาสลดโอกาสที่จะกินอาหารที่ไร้สุขภาพ อาหารสุขภาพเช่นโยเกิร์ต. ถั่ว แครอท. ผลไม้ที่ไม่หวาน
5. จำกัดการเติมน้ำตาลในอาหาร การกินน้ำตาลมากเกินไปนำไปสู่โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หลายชนิดเช่น เบาหวาน โรคหัวใจ ความดัน และมะเร็ง โดยเฉลี่ยแล้วคนอเมริกันกิน น้ำตาล 15 ช้อนต่อวัน ซึ่งแฝงมาในอาหารแปรรูป ซึ่งทำให้กินได้โดยที่ไม่ตระหนักถึง อันตราย ปรับปรุงอาหารที่กินโดยลดปริมาณน้ำตาลลง. สสส.แนะนำว่าไม่ควรกิน น้ำตาลเกิน 6 ช้อนต่อวัน
6. ดื่มน้ำ การดื่มน้ำช่วยให้ลดน้ำหนักได้อย่างไร การดื่มน้ำช่วยเพิ่มการเผาผลาญ แคลอรี่ได้ถึง 24-30% ต่อชั่วโมง การดื่มน้ำก่อนอาหารทำให้ลดการกินแคลอรี่ลง โดย เฉพาะในวัยกลางคนและวัยสูงอายุ. การดื่มน้ำเปล่าดีสำหรับการลดน้ำหนักเพราะมันไป แทนที่การใช้เครื่องดื่มต่างๆที่มีรสหวาน
7. ดื่มกาแฟดำ กาแฟมีสารต้านอนุมูลอิสระ และสารประกอบอื่นๆที่มีประโยชน์ กาแฟ ช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญแคลอรี่ 3-11% และลดความเสี่ยงการเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 กาแฟช่วยลดน้ำหนักได้ดี เพราะทำให้รู้สึกอิ่มโดยไม่เพิ่มแคลอรี่
8. เสริมด้วยไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำได้. ( soluble fiber ) ซึ่งจะไปเติมเต็มกะเพาะและ เป็นอาหารที่ดีของแบคทีเรียลำไส้
9.หลีกเลี่ยงแคลอรี่ในรูปของเหลว เช่นเครื่องดื่มรสหวานต่างๆ เช่นน้ำผลไม้กล่อง. นม ชอคโกแลต และพวก energy drink เครื่องดื่มพวกนี้ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการเป็น โรคอ้วน
10.จำกัดการกินคาร์โบไฮเดรทแปรรูป เช่นแป้งขัดสี ซึ่งจะขจัดเอาสารอาหารและเยื่อ ใยออกไปจนหมด กระบวนการขัดสีทำให้เหลือแต่คาร์โบไฮเดรทที่ย่อยง่าย ซึ่งทำให้ เพิ่มความเสี่ยงในการกินจนมากเกินไป แหล่งของคาร์โบไฮเดรทประเภทนี้ เช่นแป้งขัด ขาว ขนมปังขาว พาสต้า. ของหวาน. อาหารว่าง และน้ำตาลที่เติมในอาหาร .........ต่อ

We're committed to being your source for expert health guidance. Come to us in your pursuit of wellness.

วันนี้ขอถ่ายทอดข้อมูลสุขภาพจากอีกมุมหนึ่งนะคะ ซึ่งถอดความมาจาก        " Saturated fat is not the major issue " BMJ 2013;...
12/08/2021

วันนี้ขอถ่ายทอดข้อมูลสุขภาพจากอีกมุมหนึ่งนะคะ ซึ่งถอดความมาจาก " Saturated fat is not the major issue " BMJ 2013;16340 doi:10.1136/bmj.f6340 (Published 22 october2013)
นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกยอมรับว่าไขมันทรานส์ที่เราพบในอาหารฟาสต์ฟู้ดทั่วไป เช่นในเบเกอรี่ และมาการีน เป็นสาเหตุของการเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ แต่ไขมันอิ่มตัวนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งเรามีความเชื่อกันมามากกว่า 4 ศตวรรษว่าเราต้องขจัดเอาไขมันอิ่มตัวออกจากอาหารที่กิน เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ แต่ก็มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ชี้ให้เห็นว่า คำแนะนำเหล่านี้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ การกำหนดขีดจำกัดของปริมาณคลอเรสเตอรอลที่ควรจะมี ทำให้หลายล้านคนต้องใช้ยา โดยเฉพาะยา statin เรามักได้รับคำแนะนำให้ตัดการกินไขมันลง 30% ของพลังงานทั้งหมด และลดไขมันอิ่มตัวลง 10% เพราะเชื่อกันว่าอาหารที่มีไขมันอิ่มตัว มีผลต่อความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ เพราะ ไขมันอิ่มตัวจะไปเพิ่มคลอเรสเตอรอลชนิด low density lipoprotein หรือ LDL ดังนั้นการลดปริมาณ LDL คือการลดการกินไขมันอิ่มตัว แต่จริงๆแล้ว LDL (type A) ที่ได้จากการกินไขมันอิ่มตัว เป็นอนุภาคที่มีขนาดใหญ่ แต่อนุภาคที่มีขนาดเล็กและแน่นคือ VLDL( very small LDL )หรือ LDL type B ต่างหากที่มีส่วนต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ ซึ่ง LDL type Bนี้ได้จากการกินแป้งและน้ำตาล
ที่จริงแล้ว ไขมันอิ่มตัวเป็นตัวป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ และแหล่งของไขมันอิ่มตัวก็มีความสำคัญ ผลิตภัณฑ์นมเป็นแหล่งที่ดีของวิตามินเอ และดี ซึ่งมีความเชื่อมโยงกันระหว่างการขาดวิตามินดี กับความเสี่ยงจากการตายด้วยโรคหลอดเลือดหัวใจ แคลเซียมและฟอสฟอรัสในผลิตภัณฑ์นมก็ทำให้ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ และพบว่าความเข้มข้นที่สูงขึ้นในพลาสมาของ Trans palmitoleic acid ( ไขมันอิ่มตัวในนม ) เกี่ยวข้องกับความเข้มข้นที่สูงขึ้นของ High density lipoprotein (HDL) และทำให้ปริมาณ triglyceride ปริมาณ C reactive protein ที่ลดลง ลดการดื่ออินซูลิน ลดการเกิดเบาหวานในผู้ใหญ่

เนื้อแดงก็เป็นแหล่งไขมันอิ่มตัวที่ดี แต่ต้องไม่บริโภคเนื้อแปรรูป ซึ่งมีไนเตรทและสารกันเสีย ไขมันมีชื่อเสียงในทางไม่ดี เนื่องจากปริมาณแคลอรี่ต่อกรัมสูงกว่าเมื่อเทียบกับโปรตีนและคาร์โบไฮเดรท มีการศึกษาที่พบว่าร่างกายไม่ได้เมตาโบไลท์สารอาหารทุกชนิดในแบบเดียวกัน เมื่อเปรียบเทียบกลุ่มที่ให้กินอาหารที่มีไขมัน 90% โปรตีน 90% คาร์โบไฮเดรท 90% พบว่ากลุ่มที่ลดน้ำหนักได้มากที่สุดคือกลุ่มที่กินไขมัน 90%. ซึ่งสรุปได้ว่าองค์ประกอบของอาหารนั้นมีความสำคัญกว่าปริมาณแคลอรี่ของอาหาร
อาหารไขมันต่ำทำให้การใช้จ่ายพลังงานลดลง เพิ่มการดื้ออินซูลิน เมื่อเปรียบเทียบกับการกินอาหารที่มีค่า Glycemic index ต่ำและอาหารโลว์คาร์บ ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา สัดส่วนการบริโภคไขมันของประชากรอเมริกันลดลงจาก 40% เป็น 30% แต่ภาวะโรคอ้วนของประชากรยังคงเพิ่มสูงขึ้น เหตุผลหนึ่งก็คือเมื่อตัดเอาไขมันออกจากอาหาร อาหารจะไม่อร่อย อุตสาหกรรมอาหารจึงเติมน้ำตาลเข้าไปแทนที่ ซึ่งมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ชี้ให้เห็นว่า น้ำตาลเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดพวก metabolic syndrome ต่างๆ โรคหลอดเลือดหัวใจเกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง และ 2 ใน 3 ของคนที่รักษาตัวในโรงพยาบาลถูกวินิจฉัยว่าเป็นกล้ามเนื้อหัวใจวายเฉียบพลันและข้อสำคัญ 75% ของคนเหล่านี้มีระดับคลอเรสเตอรอลอยู่ในเกณฑ์ปกติ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าคลอเรสตเตอรอลไม่ใช่สาเหตุสำคัญของโรคหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งความเข้าใจว่าคลอเรสเตอรอลเป็นสาเหตุสำคัญทำให้ยา statin ซึ่งใช้เป็นยาลดคลอเรสเตอรอลกลายเป็นยาทีแพทย์สั่งเป็นอันดับสองในสหรัฐอเมริกาและมีมูลค่าหลายพันล้านดอลล่าร์ทั่วโลก ในสหราชอาณาจักร คนถึง 8 ล้านคนใช้ยา statin เป็นประจำทุกวัน ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 5 ล้านคนเมื่อสิบปีที่แล้ว มีการศึกษากับคนไข้ 150,000 คนทั่วโลกที่ใช้ยา statin มีผลข้างเคียงที่ไม่น่าพอใจเช่น กล้ามเนื้ออ่อนแรง ท้องเสีย นอนไม่หลับ ความจำเสื่อม มีรายงานที่แสดงให้เห็นว่าไม่มียาลดคลอเรสเตอรอลชนิดใดที่ให้ผลดีต่อการลดการตายด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือด
การกินอาหารที่เรียกว่า Mediterenean Diet ให้ผลดีกว่าการใช้ยา statin ถึง 3 เท่า ดังนั้นแพทย์ควรคำนึงการป้องกันดีกว่าการรักษา การป้องกันขึ้นกับความรับผิดชอบส่วนบุคคล มากกว่าปล่อยให้เป็นภาระของสาธารณสุข ถึงเวลาแล้วที่ควรปรับความเชื่อเกี่ยวกับไขมันอิ่มตัวและมาคำนึงถึงอันตรายของอาหารที่แนะนำแต่นำมาสู่ภาวะโรคอ้วน

ความอ้วนเกี่ยวอะไรกับโควิด  สาเหตุที่โรคอ้วนเพิ่มความเสี่ยงทำให้อาการทรุดหนักจากโควิด19 อธิบายเป็นกลไกหลักๆคือ1. ระบบภูม...
07/05/2021

ความอ้วนเกี่ยวอะไรกับโควิด สาเหตุที่โรคอ้วนเพิ่มความเสี่ยงทำให้อาการทรุดหนักจากโควิด19 อธิบายเป็นกลไกหลักๆคือ
1. ระบบภูมิคุ้มกันไม่แข็งแรง อันเป็นผลมาจากภาวะดื้ออินซูลินและฮอร์โมนเลปตินเรื้อรัง ซึ่งเป็นภาวะที่พบในคนที่เป็นโรคอ้วน และพบว่าความอ้วนส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันแก่กว่าที่ควรจะเป็นตามช่วงอายุ
2. การอักเสบเรื้อรังในระดับโมเลกุล ซึ่งเป็นการอักเสบในระดับต่ำที่ไม่มีอาการเกิดขึ้นในผู้ป่วยโรคอ้วน เมื่อสมทบด้วยอาการอักเสบเฉียบพลันจากโควิด 19 จึงส่งผลให้มีปฏิกิริยาอักเสบที่รุนแรงขึ้น เสี่ยงต่อการทรุดหนักมากขึ้น
3. มีประตูที่เปิดรับเชื้อไวรัสมากขึ้น เช่นเซลในเยื่อบุจมูก ทางเดินหายใจ และหลายอวัยวะในร่างกาย จะมี ACE-2 receptorซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นประตูทางเข้าของไวรัส พบว่าผู้เป็นโรคอ้วนจะมีประตูนี้มากขึ้นกว่าคนทั่วไป จึงเป็นอีกหนึ่งกลไกที่ส่งผลให้ไวรัสเข้าสู่ร่างกายได้สะดวกมากขึ้น
4. ในคนที่เป็นโรคอ้วนมีความเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือดอุดตันง่าย ซึ่งการเกิดลิ่มเลือดเป็นกลไกที่ทำให้ผู้ป่วยโควิดทรุดหนัก
ความอ้วนจัดเป็นโรคที่ส่งผลเสียต่อร่างกายหลายด้าน เพิ่มความเสี่ยงต่อการทรุดหนักและเสียชีวิตจากโควิด 19 ดังนั้นควรห่างไกลจากโรคอ้วน ลดน้ำหนักอย่างถูกวิธีตามหลักโภชนาการ ออกกำลังและเคลื่อนไหวอย่างสม่ำเสมอ
ข้อมูล Cr. เพจ Pleasehealthbooks หมอผิง

จากสถิติผู้ติดเชื้อโควิดและเสียชีวิต คือกลุ่มที่โรคประจำตัว เช่นเบาหวานและความดันโลหิตสูง ฉละโดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคอ้วน มา...
06/05/2021

จากสถิติผู้ติดเชื้อโควิดและเสียชีวิต คือกลุ่มที่โรคประจำตัว เช่นเบาหวานและความดันโลหิตสูง ฉละโดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคอ้วน มาดูแลสุขภาพ ควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้อ้วน ลดไขมัน ซึ่งนอกจากท่านจะปลอดจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรังต่างๆ แล้ว ท่านยังไม่มีโอกาสเสียชีวิตและความรุนแรงของโรคไม่มากเมื่อมีโอกาสติดเชื้อโควิด มีวิธีดูแลตัวเองง่ายๆตามรูปด้านล่างเลยค่ะ

สถานการณ์ตอนนี้ขณะที่เชื้อโควิด มีอยู่ทั่วทุกหัวระแหง  และเราก็ยังไม่ได้รับวัคซีนกัน สิ่งที่เราต้องเตรียมตัวเองกันคือสร้...
04/05/2021

สถานการณ์ตอนนี้ขณะที่เชื้อโควิด มีอยู่ทั่วทุกหัวระแหง และเราก็ยังไม่ได้รับวัคซีนกัน สิ่งที่เราต้องเตรียมตัวเองกันคือสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรง ภูมิคุมกันคืออะไร ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายประกอบด้วย 2 ระบบคือ 1.ระบบภูมิคุ้มกันโดยกำเนิด innate immunity หมายถึง ระบบภูมิคุ้มกันแบบไม่จำเพาะ ติดตัวมาแต่กำเนิด เป็นกลไกการป้องกันแบบไม่จำเพาะเช่นผิวหนัง ซึ่งเชื้อโรคไม่สามารถบุกรุกผิวหนังปกติที่ไม่มีบาดแผลเข้าไปได้ ความเป็นกรดของไขมันที่ผลิตออกมาจากต่อมไขมันที่ผิวหนังช่วยทำลายเชื้อโรค
2. ระบบภูมิคุ้มกันแบบจำเพาะ adaptive immunity หมายถึงภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นภายหลัง หากเชื้อฝ่าด่านแรกเข้าสู่ร่างกายได้ เซลต่างๆของระบบภูมิคุ้มกันจะพยายามกำจัดเชื้อเหล่านั้น เช่นเซลเม็ดเลือดขาว
ภูมิคุ้มกันมาจากไหน
1. ผ่านทางรกจากแม่สู่ลูก แต่จะลดลงและหมดไปเมื่อทารกอายุ 6 เดือน
2. จากน้ำนมแม่
3. ร่างกายสร้างขึ้น เมื่อมีการติดเชื้อตามธรรมชาติ เช่นหัดเยอรมัน คางทูม อีสุกอีใส
4. จากการได้รับวัคซีน
ภูมิคุ้มกันเปรียบเหมือนร่มป้องกันเชื้อโรค ภูมิคุ้มกันมากหรือน้อยขึ้นกับพันธุกรรมและพฤติกรรม พฤติกรรมที่ทำลายภูมิคุ้มกันเช่นการสูบบุหรี่ นอนหลับไม่พอ ดื่มสุราและขาดการออกกำลัง ได้รับโภชนาการไม่พอ และความเครียด
การเพิ่มภูมิคุ้มกันทำได้โดย ทานผักผลไม้ พักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำเปล่าอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว ออกกำลังเป็นประจำ ลดความเครียด ล้างมือให้สะอาดสม่ำเสมอ
มีผลงานวิจัยจาก Nutrients 2020 รายงานว่าส่วนผสมของวิตามินซี สารสกัดจากขมิ้นชันและสารสกัดจากรากชะเอมเทศ ( Glycyrrhizic acid ) สามารถเสริมฤทธิ์ต้านการอักเสบ เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน และเสริมสุขภาพทางเดินหายใจ

ที่อยู่

Ayutthaya

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Healthyshortcutผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ การปฏิบัติ

ส่งข้อความของคุณถึง Healthyshortcut:

แชร์

Share on Facebook Share on Twitter Share on LinkedIn
Share on Pinterest Share on Reddit Share via Email
Share on WhatsApp Share on Instagram Share on Telegram