Learn for Life เปิดสอนพิเศษและฝึกอบรมด้านการพัฒน?

ไม่ว่าจะกี่ยุคกี่สมัย มนุษย์ต่างก็พยายามที่จะพัฒนาตนเองไปสู่ความเป็นเลิศ ด้วยกลวิธีต่าง ๆ มากมาย แต่แล้วเทคนิควิธีการที่สามารถเผยแพร่ไปทั่วโลกและทนทานต่อการพิสูจน์ของกาลเวลา และยืนยงอยู่ได้มากว่า 40 ปีก็คือ NLP หรือ Neuro-Linguistic Programming ซึ่งปัจจุบันในประเทศไทยได้มีการเปิดตัวสถาบันฝึกอบรมเทคนิควิธีการดังกล่าวขึ้นหลายแห่ง แต่ส่วนใหญ่ก็จะกระจุกตัวกันอยู่แค่ในเมืองหลวงของเราเท่านั้น ผมซึ่งศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับ NLP มาหลายวิธี จึงได้นำเอาบทเรียนจากเทคนิควิธีต่าง ๆ มาผสมประสานเข้ากับหลักจิตวิทยา และการสะกดจิต แล้วรวบรวมขึ้นเป็นหลักสูตรการสอน และฝึกอบรม เพื่อเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับบุคคลที่ต้องการพัฒนาตนเองไปสู่ความเป็นเลิศทั้งด้านร่างกาย และจิตใจ
ดั่งพุทธพจน์ที่ว่า "ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน ทุกสิ่งทุกอย่างสำเร็จได้ด้วยใจ" และ "จิตที่ฝึกดีแล้ว ย่อมนำความสุขมาให้"
เราจึงมุ่งเน้นส่งเสริมให้ผู้คนมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการพัฒนาจิต อันจะเป็นทางเลือกหนึ่งในการเรียนรู้ที่จะนำพาชีวิตตนเองไปสู่ความสุข ความสำเร็จได้อย่างง่ายดาย และรวดเร็ว

เรากำลังถูกผลักดันให้อยู่คนเดียวอย่างสมบูรณ์แบบ..- เราสามารถสั่งอาหารมาส่งถึงบ้านได้ เพียงแค่กระดิกนิ้วดูหนังกี่เรื่องก็...
14/02/2026

เรากำลังถูกผลักดันให้อยู่คนเดียวอย่างสมบูรณ์แบบ..

- เราสามารถสั่งอาหารมาส่งถึงบ้านได้ เพียงแค่กระดิกนิ้ว
ดูหนังกี่เรื่องก็ได้โดยไม่ต้องก้าวออกจากห้องนอน
การมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ถูกแทนที่ด้วยการสื่อสารผ่านหน้าจอ

- ผู้คนยอมทุ่มเงินมหาศาลไปกับการยกระดับสุขภาพด้วยอาหารเสริม การทำศัลยกรรมเพื่อชะลอวัย
แต่กลับไม่ตระหนักว่า “มิตรภาพ” คือเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดในการยืดชีวิตให้ยืนยาว

- ทุกวันนี้การจะเดินเข้าไปทำความรู้จักเพื่อนใหม่สักคน “เป็นเรื่องยาก”
เราเก่งเรื่องการส่งข้อความหากัน แต่กลับประหม่าเมื่อต้องนั่งสบตา และพุดคุยเรื่องที่ลึกซึ้ง

- เรากำลังอยู่ในยุคที่ “ความเหงา” เกิดง่ายพอ ๆ กับความหิว
ทั้งที่จริง ๆ แล้ว ทางออกของความอ้างว้าง ไม่ได้อยู่ที่การพยายามทำให้คนอื่นมารักเรา แต่อยู่ที่การ “รับใช้ผู้อื่น”

- กับบางคน “ความรัก” หมดลงเร็วพอ ๆ กับตอนที่มันเกิดขึ้น
แต่กับบางคนที่มีความรักอันบริสุทธิ์ พวกเขาไม่ได้กลัวตายเท่ากับกลัวที่จะทำให้คนที่พวกเขารักต้องผิดหวัง

- ความล้มเหลวส่วนใหญ่ในชีวิตคู่ ไม่ได้เกิดจากการใช้ชีวิตที่ผิดพลาด
แต่เกิดจากการขาดทักษะ “การสื่อสารเรื่องที่น่าอึดอัดใจ” และ “การเผชิญหน้าเพื่อแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์”
หยุดสาดโคลนใส่กัน แล้วเปลี่ยนมาใช้เทคนิคที่ว่า “ฉันจะบอกสิ่งที่ฉันทำผิด และบอกสิ่งที่เธอทำถูก”
แค่นี้ความขัดแย้งก็จะหายไป

- วันสุดท้ายของชีวิต เราจะไม่นึกถึงเงินในบัญชีว่ายังมีมากแค่ไหน
แต่สิ่งที่เราสนใจจริง ๆ คือ “ยังมีใครที่รักเราบ้าง และเราได้รักพวกเขามากพอหรือเปล่า”
เพราะที่ผ่านมา เงินเป็นเพียงเครื่องมือที่จะทำให้เราไปถึงจุดหมายบางอย่าง
แต่ความสุขที่แท้จริงคือการมีเพื่อนร่วมทางไปด้วยกัน
การมีเงินมหาศาลก็ไร้ค่า ถ้าไม่มีคนที่อยากจะแบ่งปันด้วย

การเรียนรู้ที่จะเป็นเพื่อนที่ดี และรับใช้ผู้อื่น จะทำให้เราพบกับความสุขที่ยั่งยืน และไม่ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวอีกต่อไป


#นักจิตวิทยา
#นักสะกดจิตบำบัด

ต้องสำเร็จก่อนถึงจะมีความสุขหรือมีความสุขก่อนจึงจะประสบความสำเร็จ..ที่อยากบอกก็คือ...คุณสามารถมีชีวิตที่มีความสุขได้เลยต...
12/02/2026

ต้องสำเร็จก่อนถึงจะมีความสุข
หรือมีความสุขก่อนจึงจะประสบความสำเร็จ..

ที่อยากบอกก็คือ...
คุณสามารถมีชีวิตที่มีความสุขได้เลยตอนนี้
โดยไม่จำเป็นต้องรอให้สำเร็จก่อนก็ได้ครับ

เราทุกคนต่างเคยฝันถึงชีวิตที่มีความสำเร็จ หรือชีวิตที่ดีขึ้นในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นมีบ้านหลังใหญ่ มีรถคันงาม มีชีวิตที่หรูหรา ฯลฯ

แต่ถ้ามองให้ลึกลงไป สิ่งที่เราต้องการจริง ๆ ไม่ใช่วัตถุเหล่านั้น แต่คือความรู้สึก “มีความสุข” ต่างหากละ

ด้วยเรามักเอาตัวความสุขไปผูกติดอยู่กับปริมาณของสิ่งของที่มากขึ้นนั่นเอง
เลยทำให้เราต่างไล่ล่า ตามหาสิ่งนั้นสิ่งนี้ไปเรื่อย ๆ ไม่สิ้นสุด จนทำให้ดูเหมือนว่า ความสุขที่ควรจะมากขึ้นตาม กลับลดน้อยลงไปเรื่อย ๆ

วันนี้ผมจึงมีแนวคิดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่น่าจะช่วยให้เราค้นพบความสุขที่แท้จริงได้ โดยไม่จำเป็นต้องรอให้มีทุกสิ่งทุกอย่างก่อน

(1) ชื่นชมสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ รอบตัวให้บ่อยขึ้นไม่ว่าจะเป็นแสงแดดอุ่น ๆ ยามเช้า กาแฟถ้วยโปรด เสียงหัวเราะของคนรอบตัว หรือเพลงโปรดที่บังเอิญได้ยิน
นี่คือสิ่งธรรมดา ๆ ที่เรามักมองข้าม เป็นความงดงามในชีวิตประจำวัน ที่เราได้รับอยู่แล้วโดยไม่ต้องเสียเงินซื้อ

(2) ปริมาณความสุขจะแปรผันตรงกับปริมาณความพึงพอใจ
นั่นหมายความว่า คุณไม่จำเป็นต้องมีทุกอย่างก่อน แค่คุณมีความพึงพอใจกับสิ่งที่มีอยู่ ที่เป็นอยู่ และที่ทำอยู่ คุณก็มีความสุขได้ทันที ยิ่งคุณพึงพอใจมากเท่าใด คุณก็มีความสุขมากเท่านั้นครับ

(3) ความอยาก เป็นความรู้สึกที่ตอกย้ำถึง ความขาด และยังไม่มีความสุข
ยิ่งเราเปรียบเทียบตนเองกับคนอื่น ทำนองว่า “ทำไมฉันถึงไม่มีอย่างเขานะ” ทำให้เรารู้สึกว่าชีวิตของตัวเองยังขาดอะไรอยู่อีกมากมาย
ทางออกคือ ฝึกมองไปรอบ ๆ แล้วพูดกับตัวเองว่า “แค่นี้ก็พอแล้ว” เมื่อนั้น คุณจะรับรู้ได้ทันทีว่า ความสุขไม่ได้ต้องการอะไรมากมายเลย

(4) เคยเป็นแบบนี้กันไหมครับ
ไปทานอาหารร้านหรูระดับ 5 ดาว แต่รสชาติกลับธรรมดา เราก็จะรู้สึกผิดหวัง..
แต่เมื่อไปทานอาหารร้านริมทาง รสชาติกลับอร่อยถูกปากเหลือเกิน เราก็จะรู้สึกถูกใจและมีความสุข..
นั่นแหละครับ การไม่ตั้งความคาดหวังที่สูงเกินจริง ย่อมทำให้เกิดความมั่นคงทางจิตใจได้มากกว่า

(5) คนที่มีความสุข ไม่ใช่คนที่มีทุกอย่าง แต่ยังต้องการไม่สิ้นสุด แต่คือคนที่มีไม่มาก แต่ไม่ต้องการอะไรเพิ่มอีกแล้ว
และนั่นไม่ได้หมายความว่าคุณต้องละทิ้งความฝันหรือความทะเยอทะยาน แต่คือการเรียนรู้ที่จะมีความสุขกับ ‘ปัจจุบัน’

และการมีความสุขนั่นแหละครับ คือความสำเร็จของชีวิต


#นักจิตวิทยา
#นักสะกดจิตบำบัด

5 เทคนิคการฝึกฝน เพื่อดึงพลังที่ซ่อนอยู่ในตัวคุณออกมาใช้ได้อย่างสูงสุด (ตอนที่ 5)..เทคนิคที่ 5 ใช้ศัตรูให้เป็นประโยชน์คุ...
11/02/2026

5 เทคนิคการฝึกฝน เพื่อดึงพลังที่ซ่อนอยู่ในตัวคุณออกมาใช้ได้อย่างสูงสุด (ตอนที่ 5)..

เทคนิคที่ 5 ใช้ศัตรูให้เป็นประโยชน์

คุณคงสงสัยว่าทำไมเรื่องนี้ถึงเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงตัวเอง
แต่ถ้ามองว่าเหตุการณ์ สิ่งของ คนที่คุยยาก = ศัตรูที่หลีกเลี่ยงและปฏิเสธไม่ได้ คุณก็ทำเรื่องอื่น ๆ เพิ่มได้อีกมาก

วิธีปฏิบัติ
เทคนิคที่ 5
ใช้ศัตรู (อาจหมายถึงคนที่ไม่อยากคุย งานที่ไม่ถนัด เรื่องลบ ๆ ที่เกิดขึ้น...)

พยายามเข้าไปข้องเกี่ยวกับเพื่อนร่วมงานหรือหัวหน้างานที่ไม่อยากยุ่งด้วย แล้วลองคิดดูว่าจะใช้ประโยชน์หรือมีอะไรให้เรียนรู้ไหม
ลองไปสถานที่ที่ไม่ชอบ เช่น ถ้าไม่ชอบที่ที่คนเยอะ วันหยุดให้ลองออกไปแหล่งท่องเที่ยว
ลองเลือกสิ่งที่ไม่ชอบ เช่น สมมติว่าปกติไม่สนใจหนังสือขายดี ก็ให้ไปซื้อหนังสือขายดีสิบอันดับแรกมาอ่าน
สิ่งสำคัญคือการใช้ประโยชน์จากศัตรู ไม่ใช่การกำจัดศัตรู
ถ้าเป็นเชิงลบหน่อยก็อาจคิดว่า “หาทางใช้ประโยชน์ให้ได้” ใช้ศัตรูที่เราไม่เคยให้ราคาซะเลย
เมื่อเราเปลี่ยนวิธีคิดกับศัตรูเสียใหม่ และพยายามเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องราว สิ่งของ หรือคนที่ปกติไม่อยากเข้าใกล้ เราจะค้นพบสิ่งที่ไม่คาดคิด
เราอาจสังเกตได้ว่า แม้เพื่อนร่วมงานที่เคยคิดว่าไม่อยากยุ่งจะมีแง่มุมในด้านลบ แต่การที่เขาเป็นที่ถูกใจของหัวหน้า แสดงว่ามีฝีมือเรื่องงานอยู่พอตัว
สิ่งที่เป็นกระแสช่วงนี้ซึ่งปกติเคยตั้งแง่รังเกียจ ก็สังเกตได้ว่าสินค้านี้เป็นกระแสอย่างสมเหตุสมผล
หรืออย่างคนที่เคยคิดว่าเป็นศัตรู ก็สังเกตได้ว่าความจริงแล้วเข้ากันได้อย่างเหลือเชื่อ
ผลตอบรับจากประสบการณ์เหล่านี้ทำให้ภายในตัวเราเปลี่ยนไป
สิ่งที่สำคัญอีกอย่างคือ การใช้ประโยชน์จากศัตรูนี้เป็นการสร้างนิสัยการมองเห็นคุณค่าของสิ่งที่เคยมองในแง่ลบด้วย

ให้คุณเขียนชื่อคนที่ไม่อยากยุ่งด้วยตามลำดับ(จากบนลงล่าง) ลงในตาราง

ช่องที่หนึ่งหัวข้อ “ใคร” (ชื่อคนที่คิดว่าเป็นศัตรู) เช่น
ชื่อผู้จัดการฝ่าย, ชื่อเพื่อนร่วมงาน, ชื่อลูกน้อง, ชื่อแม่ยาย

ช่องที่สองหัวข้อ “ลักษณะของอีกฝ่าย” (เขียนความสามารถหรือจุดเด่นของเขา) เช่น
ปากหวาน, รู้ลึกเรื่องการลงทุน, เก่งอุปกรณ์ไอที, มีสมบัติ

ช่องสามหัวข้อ “ประโยชน์ที่จะได้รับ” (เขียนว่าจะใช้ประโยชน์จากอีกฝ่ายได้อย่างไร) เช่น
เข้ากับคนที่ตำแหน่งสูงกว่าได้ดี อาจมีประโยชน์ในการสร้างโอกาสเสนอเรื่องต่อประธานบริษัทโดยตรงได้, อาจได้ข้อมูลการลงทุนที่ดี, อาจได้ข้อมูลอุปกรณ์ไอทีใหม่ ๆ, ดูแลให้ดี เผลอ ๆ อาจได้มรดก

ถึงจะไม่ถนัดหรือเกลียดอย่างไร การตัดขาดจากศัตรูก็ไม่เกิดประโยชน์ แต่หากมองว่า “น่าจะพอใช้ประโยชน์ได้บ้าง” คุณก็จะใช้ประโยชน์จากอีกฝ่ายได้

จบแล้วครับสำหรับ 5 เทคนิคการฝึกฝน เพื่อดึงพลังที่ซ่อนอยู่ในตัวคุณออกมาใช้ได้อย่างสูงสุด
ลองนำไปฝึกใช้กันดูนะครับ แล้วชีวิตคุณจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นจนคุณเองยังประหลาดใจเลยครับ


#นักจิตวิทยา
#นักสะกดจิตบำบัด

5 เทคนิคการฝึกฝน เพื่อดึงพลังที่ซ่อนอยู่ในตัวคุณออกมาใช้ได้อย่างสูงสุด (ตอนที่ 4)..เทคนิคที่ 4 ทำเรื่องที่ “น่าอายสุด ๆ”...
10/02/2026

5 เทคนิคการฝึกฝน เพื่อดึงพลังที่ซ่อนอยู่ในตัวคุณออกมาใช้ได้อย่างสูงสุด (ตอนที่ 4)..

เทคนิคที่ 4 ทำเรื่องที่ “น่าอายสุด ๆ”

ข้อนี้อาจยากที่สุด เพราะทำให้เกิดการต่อต้านทางใจ ดังนั้นนิสัยที่ได้บ่มเพาะมา(จาก 3 เทคนิคก่อนหน้านี้) จะมีประโยชน์ตรงนี้
หากเข้าใจว่า “การทำเรื่องน่าอายสุด ๆ” นั้นมีประโยชน์อย่างไร คุณก็น่าจะลงมือทำได้ง่ายขึ้น (นั่นคือ เมื่อคนเราชินกับความอับอาย เราจะเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ง่ายขึ้น หรือการทำสิ่งที่น่าอายสุด ๆ ทำให้เราเข้าใจว่า แม้จะผิดพลาดก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร)

วิธีปฏิบัติ
เทคนิคที่ 4
ทำเรื่อง “น่าอายสุด ๆ”

เช่น ไปซื้อไอศกรีมในเซเว่น แล้วบอกพนักงานตอนคิดเงินว่า “ช่วยอุ่นให้ด้วยครับ”
ไปซื้อของในร้านสะดวกซื้อแล้วออกมาสักพักกลับเข้าไปใหม่ แล้วถามพนักงานที่เมื่อกี้คิดเงินให้ว่า “นี่ เมื่อกี้คุณเห็นคนหน้าตาแบบนี้ไหม” (ชี้ที่ใบหน้าตัวเอง)
“หา เมื่อกี้เข้ามาแล้วนี่คะ”
“บ้าจริง เจ้านั้นมันตัวปลอม”
หรือจะเริ่มด้วยเรื่องง่าย ๆ อย่างคุยกับคนที่ไม่รู้จักตอนขึ้นลิฟต์
แกล้งเดินไปทักใครสักคนแล้วบอกว่าจำคนผิด เป็นต้น
การมีประสบการณ์น่าอายที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ในชีวิตปกติ ทำให้ใจเราเรียนรู้วิธีจัดการความอายนั้น
และหากเราคุ้นชินกับการจัดการความอาย เวลาทำเรื่องผิดพลาดครั้งใหญ่ เราจะไม่กลัวความผิดพลาดอีก
ดังนั้น การทำ “สิ่งที่น่าอายสุด ๆ” ทำให้เราเข้าใจว่า แม้จะผิดพลาด ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร
การทำเรื่องน่าอายช่วยให้ชินกับความกดดัน
กล้ามเนื้อที่ไม่ได้รับบาดเจ็บไม่มีวันเข้มแข็งขึ้นฉันใด จิตใจที่ไม่เคยมีบาดแผลก็ไม่กล้าแข็งขึ้นฉันนั้น
เมื่อก้าวข้ามความเจ็บปวดไปได้คุณจะมีจิตใจที่เข้มแข็งขึ้นกว่าปัจจุบันมาก

ขอให้สนุกกับความอายครับ
แล้วพบกับเทคนิคที่ 5 วันพรุ่งนี้ครับ


#นักจิตวิทยา
#นักสะกดจิตบำบัด

5 เทคนิคการฝึกฝน เพื่อดึงพลังที่ซ่อนอยู่ในตัวคุณออกมาใช้ได้อย่างสูงสุด (ตอนที่ 3)..เทคนิคที่ 3 ใช้ความรู้สึก “ยุ่งยาก” เ...
09/02/2026

5 เทคนิคการฝึกฝน เพื่อดึงพลังที่ซ่อนอยู่ในตัวคุณออกมาใช้ได้อย่างสูงสุด (ตอนที่ 3)..

เทคนิคที่ 3 ใช้ความรู้สึก “ยุ่งยาก” เป็นสัญญาณลงมือทำ

แม้จะรู้เต็มอกว่าควรทำสิ่งนี้เพื่อเปลี่ยนแปลงตัวเอง แต่การลงมือทำบางอย่างก็เป็นเรื่องยุ่งยาก พูดอีกอย่างคือ มนุษย์มักคิดว่าเรื่องสำคัญที่ควรทำเป็นเรื่องยุ่งยาก
ลองเริ่มลงมือทำโดยมองอีกมุมว่าต้องเอาชนะ “ความยุ่งยาก” ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หากต้องการเปลี่ยนแปลงตัวเองจริง ๆ

วิธีปฏิบัติ
เทคนิคที่ 3
ใช้ “ความยุ่งยาก” เป็นสัญญาณลงมือทำ

มีเรื่องยุ่งยากมากมายในชีวิตประจำวัน เช่น
- ต้องตอบข้อความลูกค้าที่ไม่อยากยุ่งด้วย
- จานชามรอล้างกองเต็มซิงค์ในครัว
- ใบเสร็จที่ต้องสรุปกองสะสมอยู่หลายใบ
- ต้องจองร้านสำหรับงานเลี้ยงต้อนรับ
- ต้องเขียนรายงานการประชุมเสนอเจ้านาย

ให้เราใช้ความรู้สึก “ยุ่งยาก” นี้ เป็นสัญญาณเริ่มลงมือทำ นั่นคือ “เคลื่อนไหวทันทีเมื่อรู้สึกยุ่งยาก” เช่น พอเห็นจานชามกองเต็มห้องครัว ทันทีที่รู้สึกว่ายุ่งยาก ให้ตรงไปที่อ่างล้างจานแล้วเริ่มต้นล้างทันที!!

เคล็ดลับอย่างหนึ่งเวลาเริ่มลงมือทำในตอนแรกคือ อย่าเพิ่งคิดถึงภาพตอนจบ
สมมติคุณคิดว่า “เขียนรายงานเป็นเรื่องยุ่งยาก” ให้เปิดคอมพิวเตอร์ขึ้นมาเขียนอะไรสักอย่างก่อน อย่าเพิ่งคิดว่า “ต้องเขียนให้ได้ทั้งหมด” เพราะจะรู้สึกไม่อยากทำ
ดังนั้น เริ่มจากคิดว่า “เขียนแค่หัวเรื่องก่อน” เช่นนี้ความยากจะลดลง และพอลองเขียนแค่หัวเรื่องดูจริง ๆ จะเกิดความตื่นตัวในการทำงานและหัวแล่นขึ้น
การเริ่มทำทีละน้อย ความรู้สึกอยากทำจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้น ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานดีขึ้น

พบกับเทคนิคที่ 4 วันพรุ่งนี้ครับ


#นักจิตวิทยา
#นักสะกดจิตบำบัด

5 เทคนิคการฝึกฝน เพื่อดึงพลังที่ซ่อนอยู่ในตัวคุณออกมาใช้ได้อย่างสูงสุด (ตอนที่ 2)..เทคนิคที่ 2 เขียนบันทึกสิ่งใหม่ตั้งเป...
08/02/2026

5 เทคนิคการฝึกฝน เพื่อดึงพลังที่ซ่อนอยู่ในตัวคุณออกมาใช้ได้อย่างสูงสุด (ตอนที่ 2)..

เทคนิคที่ 2 เขียนบันทึกสิ่งใหม่

ตั้งเป้าหมายไปที่ความรู้สึก “สนุกกับการเปลี่ยนแปลง” ด้วยการสร้างพฤติกรรมใหม่ไปพร้อม ๆ กับยกระดับความพึงพอใจของตัวเอง

วิธีปฏิบัติ
เทคนิคที่ 2
เขียนบันทึกสิ่งใหม่

สิ่งใหม่ที่ทำในวันนี้ เช่น
1. เดินขึ้นบันได แทนที่จะใช้ลิฟท์
2. ปกติตื่นตอนแปดโมง วันนี้ตื่นหกโมง
3. สั่งอาหารเที่ยงเมนูที่ไม่เคยสั่ง นั่นก็คือผัดผงกะหรี่หมูราดข้าว ก็อร่อยไปอีกแบบ

ให้เขียนสิ่งใหม่ 1 – 3 เรื่องลงในสมุดบันทึกเสมอ อาจเริ่มด้วยเรื่องเล็กน้อยแค่ไหนก็ได้
โดยคุณอาจสร้างแบบฟอร์มการเขียนขึ้นมาเลย หรือเขียนลงในสมุดไดอารี่ก็ได้

นั่นหมายความว่า ในแต่ละวัน คุณต้องหา “สิ่งใหม่ ๆ” ทำอยู่เสมอ เพื่อจะได้มีเรื่องเขียนครับ
และที่สำคัญให้เขียนเติมต่อท้ายด้วยความรู้สึกดี ๆ ที่เกิดขึ้นด้วย เช่น
“ลองขึ้นบันไดไปถึงชั้นห้า เหนื่อยแทบแย่ แต่ก็ทำให้หัวโล่งจนทำงานช่วงเช้าได้อย่างมีประสิทธิภาพขึ้น”

พบกับเทคนิคที่ 3 วันพรุ่งนี้ครับ


#นักจิตวิทยา
#นักสะกดจิตบำบัด

5 เทคนิคการฝึกฝน เพื่อดึงพลังที่ซ่อนอยู่ในตัวคุณออกมาใช้ได้อย่างสูงสุด (ตอนที่ 1)..เทคนิคที่ 1 เขียนเกี่ยวกับตัวเองลงในก...
07/02/2026

5 เทคนิคการฝึกฝน เพื่อดึงพลังที่ซ่อนอยู่ในตัวคุณออกมาใช้ได้อย่างสูงสุด (ตอนที่ 1)..

เทคนิคที่ 1 เขียนเกี่ยวกับตัวเองลงในกระดาษ

เป็นกระบวนการจำแนกจุดที่ควรเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อการเปลี่ยนแปลงตัวเอง


วิธีการปฏิบัติ
เทคนิคที่ 1
เขียนเกี่ยวกับตัวเองลงในกระดาษ A4
โดยทำเป็นตาราง 3 ช่อง

ช่องที่หนึ่ง หัวข้อ “ตัวเราในปัจจุบัน” (เขียนลักษณะของตัวเองที่อยากเปลี่ยนแปลงออกมา) เช่น อ้วน, ใส่แว่นตา, ผลการเรียนอันดับสามจากท้าย, ผมฟู ...

ช่องที่สอง หัวข้อ “ตัวเราจากนี้ไป” (เขียนสิ่งที่ตรงข้ามกับช่องที่หนึ่ง) เช่น
ผอม, ใส่คอนแท็กต์เลนส์, ผลการเรียนสามอันดับแรก, ผมตรง ...

ช่องที่สาม หัวข้อ “วิธีการ” (เขียนว่าตอนนี้ควรทำอย่างไรอย่างเป็นรูปธรรม) เช่น
สมัครฟิตเนส เริ่มวิ่ง, ไปหาจักษุแพทย์, ซื้อหนังสือรวมแบบฝึกหัด, ไปร้านทำผม ...

อย่าไปนึกว่า เรื่องนี้ถูกต้องหรือเปล่า
ผมไม่ได้จะบอกว่า “ผอม” ดีกว่า “อ้วน”
หรือ “ใส่คอนแท็กต์เลนส์” ดีกว่า “ใส่แว่น”

เป้าหมายของการฝึกนี้คือ “การเปลี่ยน” เพื่อให้ได้ความมั่นใจและความสามารถว่า “ฉันเปลี่ยนแปลงได้”

และสำหรับช่องที่สาม พยายามเขียนให้เป็นรูปธรรม และลงรายละเอียดที่จะสามารถนำไปเริ่มลงมือทำอะไรสักอย่างได้ทันทีครับ

พบกับเทคนิคที่ 2 วันพรุ่งนี้ครับ


#นักจิตวิทยา
#นักสะกดจิตบำบัด

วิธีเปลี่ยนพลังงานภายในให้เป็นพลังงานบวกอยู่ตลอดเวลา ..ผมมีกิจกรรมง่าย ๆ ให้ทดลองทำกันสัก 7 วันครับ แล้วคอยสังเกตดูว่า พ...
05/02/2026

วิธีเปลี่ยนพลังงานภายในให้เป็นพลังงานบวกอยู่ตลอดเวลา ..

ผมมีกิจกรรมง่าย ๆ ให้ทดลองทำกันสัก 7 วันครับ แล้วคอยสังเกตดูว่า พลังชีวิตของคุณเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง (รับรอง คุ้มค่ากับเวลาที่เสียไปแน่นอนครับ)

ในหนึ่งวัน ให้คุณกล่าว “ขอบคุณ” ให้ครบทั้ง 4 ระดับดังนี้ครับ

ระดับที่ 1 : ขอบคุณตัวเอง
เช่น “ฉันขอบคุณตัวเองที่เมื่อเช้านี้ ได้พยายามเดินออกกำลังกายจนครบ 10 กม. ตามที่ตั้งใจไว้”

ระดับที่ 2 : ขอบคุณคนใกล้ชิด
เช่น “ฉันขอบคุณน้องสาวที่เห็นว่าฉันชอบเดินออกกำลังกาย เลยเลือกซื้อรองเท้าที่ดีต่อสุขภาพเท้ามาฝาก”

ระดับที่ 3 : ขอบคุณคนแปลกหน้า
เช่น “ฉันขอขอบคุณป้าเจ้าของร้านชำข้างบ้าน ที่วันนี้ใจดีแถมข้าวเหนียวหน้าสังขยาให้ฉันหนึ่งห่อ”

ระดับที่ 4 : ขอบคุณเหตุการณ์ยาก ๆ ที่เกิดขึ้น (ไม่ว่าจะเป็นปัญหา อุปสรรค ความผิดพลาด เรื่องราวที่ไม่ดี ไม่น่าพึงพอใจ ล้วนมีอีกมุมที่เราสามารถเรียนรู้จากสิ่งเหล่านั้นได้)
เช่น “ฉันขอบคุณที่รอบนี้แม้ฉันจะสอบเป็นตัวแทนขายไม่ผ่าน แต่มันก็ทำให้ฉันได้เรียนรู้ว่า การเตรียมตัวที่ดีเป็นสิ่งสำคัญ ฉันได้รู้ว่า ฉันควรหาความรู้เพิ่มเติมในเรื่องใด เพื่อที่ฉันจะทำให้ดีขึ้นได้ในรอบหน้า”

การฝึก “ขอบคุณ” แบบนี้เป็นประจำ เป็นการเพิ่มพลังบวก และเพิ่มความสุขให้กับชีวิตได้อย่างดีที่สุด

Dr. Robert Emmons ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียเดวิส (UC Davis) นักวิจัยเรื่อง Gratitude ชั้นนำของโลก พบว่า :
คนที่ฝึกขอบคุณเป็นประจำจะมี ความสุขเพิ่มขึ้น 23% พลังงานเพิ่มขึ้น 19% การนอนหลับดีขึ้น 25% ความมุ่งมั่นในการออกกำลังกายเพิ่มขึ้น 33% และความสามารถในการเอาชนะความเครียดเพิ่มขึ้น 31%

รู้อย่างนี้แล้ว
พวกเรามาฝึก “ขอบคุณ” ให้กลายเป็นนิสัยกันเถอะครับ


#นักจิตวิทยา
#นักสะกดจิตบำบัด

การที่เรายังไม่ลงมือทำอะไรบางอย่าง ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าควรทำนั้น เป็นเพราะอะไรกันนะ?..สมองคนเรามักเลือกที่จะทำสิ่งที่ง่าย ๆ ...
04/02/2026

การที่เรายังไม่ลงมือทำอะไรบางอย่าง ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าควรทำนั้น เป็นเพราะอะไรกันนะ?..

สมองคนเรามักเลือกที่จะทำสิ่งที่ง่าย ๆ และใช้เวลาน้อยไว้ก่อนเสมอ
แต่สิ่งที่สำคัญจริง ๆ มักเป็นเรื่องที่ยาก และต้องใช้เวลานี่สิ!
เราจึงมักเลือกที่จะเลื่อนออกไปก่อน รอให้พร้อมก่อน รอให้ฉันเก่งกว่านี้ หรือรอให้มีคนช่วย...

ทั้งที่จริง ๆ แล้ว เราแค่ต้องสร้างระบบการทำบางอย่างขึ้นมา (เดี๋ยวคุณจะรู้ว่า มันง่ายมาก) เราก็สามารถลงมือทำสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างราบรื่นแล้วละครับ

ระบบที่ว่า มันมีรูปแบบอย่างไรบ้าง มาดูกันครับ

+ ต้องมีการวางแผนอย่างเป็นขั้นเป็นตอน
หากเราไม่มีแผนในการทำงาน เราก็จะทำไปอย่างสะเปะสะปะ ไร้ทิศทาง สุดท้ายก็จะรู้สึกเบื่อ และเลิกทำในที่สุดครับ แต่หากมีแผนงานที่ชัดเจน เราจะทำได้ง่ายขึ้น

+ การวางลำดับก่อนหลังอย่างตายตัว
เพื่อลดความเหนื่อยล้าของสมองที่จะต้องต้องคอยคิดใหม่ซ้ำ ๆ ทุกวัน ว่าจะทำอะไรก่อนอะไรหลัง เช่น ตื่นนอน – นั่งสมาธิ – ออกกำลังกาย - เตรียมงาน

+ จดบันทึกให้เป็นนิสัย
เพราะบางทีที่เราไม่ทำ ไม่ใช่เพราะเราขี้เกียจ เราแค่ลืมครับ การจดบันทึกในสมุด ตั้งแอปเตือนในมือถือ หรือแปะโพสต์อิทไว้ตรงโต๊ะทำงาน แค่นี้ชีวิตก็ไม่พลาดสิ่งสำคัญ ๆ แล้วครับ

+ เลือกทำสิ่งสำคัญที่สุดก่อน
ในแต่ละวัน คนเรามักทำโน่นทำนี่ไปพร้อม ๆ กัน จนไม่มีอะไรเสร็จสักอย่าง ลองตั้งใจกับตัวเองว่า “วันนี้จะทำแค่ 3 อย่างที่สำคัญเท่านั้น” (เขียนออกมาด้วยว่ามีอะไรบ้าง) และจะไม่ทำอย่างอื่นเลยจนกว่า 3 อย่างนี้จะเสร็จ แล้วชีวิตเราจะดูมีประสิทธิภาพมากขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ

+ ตั้งเวลาการลงมือทำที่แน่นอน
สมองชอบสิ่งที่ทำซ้ำ ๆ ครับ เมื่อเรามีรูปแบบชีวิตที่แน่นอน เช่น เริ่มเขียนแผนงานประจำวันทุกตอน 8 โมงเช้า ออกไปวิ่งทุกตอน 6 โมงเย็น สมองจะจดจำว่าช่วงนั้นคือเวลาทำงานโดยอัตโนมัติ

+ โฟกัสกับสิ่งที่ทำอยู่เท่านั้น
บ่อยครั้งที่เราทำงานไม่เสร็จ หรือเสียสมาธิเพราะกำลังถูกสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างเสียงแจ้งเตือนจากมือถือ เรื่องราวจากทีวีคอยรบกวน ดังนั้นการปิดแจ้งเตือน ปิดทีวี ในช่วงทำงานจะทำให้เรามีสมาธิมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

+ เริ่มทีละน้อยก่อนก็ได้
สิ่งหนึ่งที่คอยบั่นทอนกำลังใจในการทำงานของเราก็คือ ความยากหรือมากเกินไปของงาน แต่หากเราแบ่งงานออกเป็นส่วนย่อย ๆ แล้วทำไปทีละส่วน จะรู้สึกว่าทำง่ายขึ้น หรือเริ่มทำทีละน้อย เช่น อยากเขียนหนังสือ ก็เริ่มจากเขียนวันละ 1 หน้าเท่านั้น ก็จะมีกำลังใจลงมือเขียนได้ง่ายขึ้นนั่นเองครับ

+ ยินดีกับทุกความก้าวหน้าและความสำเร็จ
ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเล็กน้อยเพียงใดก็ตาม เช่น วันนี้เมื่อเขียนหนังสือเสร็จ 1 หน้า ก็ชื่นชมตัวเอง หรือให้รางวัลเป็นไอศกรีมอร่อย ๆ สักถ้วย การทำแบบนี้ทุก ๆ วัน จะเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะสร้างความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ขึ้นในที่สุด

เป็นไงบ้างครับ แต่ละรูปแบบไม่ได้ยากเลยใช่ไหมครับ
ขอแค่เราเริ่มจัดระบบระเบียบชีวิตในแบบที่เราทำได้ ไม่ต้องยิ่งใหญ่ ไม่ต้องเพอร์เฟ็กต์ แค่เริ่มทีละนิด เราจะรู้เลยว่า เราสามารถลงมือทำได้ทุกอย่าง และเห็นทางที่จะนำไปสู่ความสำเร็จได้อย่างชัดเจนมากขึ้น


#นักจิตวิทยา
#นักสะกดจิตบำบัด

การอยู่เงียบ ๆ บ้าง ก็เพื่อจะได้ “ได้ยิน” เสียงของหัวใจชัดขึ้น..ฉันได้ยินว่าในโลกที่นอกจากจะเต็มไปด้วยเสียงดัง ความเร่งร...
03/02/2026

การอยู่เงียบ ๆ บ้าง ก็เพื่อจะได้ “ได้ยิน” เสียงของหัวใจชัดขึ้น..

ฉันได้ยินว่า
ในโลกที่นอกจากจะเต็มไปด้วยเสียงดัง ความเร่งรีบ และการแข่งขันไม่รู้จบ ก็ยังมีความเงียบของทุ่งหญ้า ที่รอให้เราไปสัมผัสอยู่ที่ไหนสักแห่ง

ฉันได้ยินว่า
ตั้งแต่เล็กจนโต เราถูกสอนให้เอาชีวิตรอด แต่ไม่เคยบอกว่า จะมีชีวิตอยู่จริง ๆ ได้อย่างไร

ฉันได้ยินว่า
ถึงแข็งแกร่งแค่ไหน หรือทำงานหนักเพียงใด เราก็กำลังดำเนินไปบนเส้นทางของชีวิตที่สั้นลงเรื่อย ๆ ดังนั้นเวลาที่เหลือ จึงควรใช้ไปเพื่อทำให้ตัวเองเป็นคนที่ดีขึ้น ไม่ใช่แค่ดูดีขึ้น

ฉันได้ยินว่า
ความแข็งแกร่งที่แท้จริง ไม่ใช่การควบคุมได้ทุกสิ่งอย่าง แต่มันคือ “การควบคุมตัวเอง เมื่อบางสิ่งบางอย่างไม่เป็นไปดั่งใจ”

ฉันได้ยินว่า
โลกภายนอก คือภาพสะท้อนของโลกภายใน ถ้าฉันโกรธ ผู้คนก็จะรู้สึกกลัว ถ้าฉันสับสน พวกเขาก็จะไม่ไว้วางใจ ปัญหาจริง ๆ จึงไม่ได้เกิดจากโลกภายนอก แต่เกิดจากจิตใจของฉันเอง

ฉันได้ยินว่า
ความผิดพลาด ก็ถือเป็นชัยชนะอย่างหนึ่ง เพราะในความเป็นจริง หากเราไม่เรียนรู้จากความผิดพลาดก่อนหน้า เราอาจต้องเริ่มต้นใหม่กับการทำสิ่งเดิมที่ผิดพลาดซ้ำ ๆ ไม่สิ้นสุด

ฉันได้ยินว่า
ไม่มีใครหรืออะไรที่สมบูรณ์แบบ การก่นด่าจึงไม่ใช่ทางของการพัฒนา การยอมรับความไม่สมบูรณ์ต่างหาก ที่จะทำให้การพัฒนาสมบูรณ์

ฉันได้ยินว่า
ฉันไม่จำเป็นต้องเป็นเหมือนใคร ๆ ไม่จำเป็นต้องให้คนอื่นชื่นชม แค่สร้างตัวตนที่ฉันเองจะรู้สึกภูมิใจ เพราะฉันไม่ได้ต้องการทุกอย่างบนโลกนี้ ฉันแค่ต้องการหัวใจที่สงบ


#นักจิตวิทยา
#นักสะกดจิตบำบัด

“วินัย” คือพื้นฐานของชีวิตที่จะนำคุณไปสู่ความสำเร็จ..มาดูการสร้างวินัยแบบง่าย ๆ ในชีวิตประจำวันกันครับ หยุดกดปุ่ม Snooz...
02/02/2026

“วินัย” คือพื้นฐานของชีวิตที่จะนำคุณไปสู่ความสำเร็จ..

มาดูการสร้างวินัยแบบง่าย ๆ ในชีวิตประจำวันกันครับ

 หยุดกดปุ่ม Snooze (เลื่อนปลุก) เพราะนั่นเป็นการสร้างนิสัยผัดวันประกันพรุ่ง และทำลายวินัยตั้งแต่ตื่นนอน
หากรู้สึกว่า การตื่นนอนตอนเช้าเป็นเรื่องลำบาก งั้นลองเปลี่ยนจากการตั้งปลุก เป็นการตั้งเตือนให้เข้านอนแทนครับ
การเข้านอนให้ตรงเวลาและเร็วพอ จะทำให้ร่างกายได้พักผ่อนเต็มที่และตื่นขึ้นมาเองตามธรรมชาติอย่างสดชื่น

 เคยสังเกตไหมครับว่า ในแต่ละวันคุณใช้เวลาไปกับการจ้องหน้าจอทีวี หรือโทรศัพท์มากน้อยแค่ไหน และเคยถามตัวเองดูบ้างไหมครับ ว่าสิ่งที่ดูอยู่นั้นเป็นเพียงความบันเทิง หรือการหาความรู้
การลงทุนเวลาไปกับหนังสือ หรือแหล่งความรู้ต่าง ๆ ในโลกออนไลน์ เป็นการ “ป้อนอาหารให้สมอง” และสร้างวินัยแห่งความสำเร็จในระยะยาว

 การแจ้งเตือนจากแอปพลิเคชันต่าง ๆ มักดึงความสนใจของคุณ จนทำให้คุณเสียสมาธิจากงานที่กำลังทำ หรือแม้แต่ยามพักผ่อนหย่อนใจ “การถูกรบกวนตลอดเวลา คือศัตรูตัวฉกาจของวินัย”
ลองปิดการแจ้งเตือนบนโทรศัพท์ของคุณ แล้วจัดสรรเวลาเพื่อเช็คข้อความ หรือโซเชียลมีเดียแทน เช่น เช็คทุก ๆ 3 ชั่วโมง เพื่อให้คุณเป็นฝ่ายควบคุม ไม่ใช่ให้การแจ้งเตือนมาควบคุมคุณ

 เขียน “รายการตรวจสอบ” (Checklist) ให้ติดเป็นนิสัย เพราะสมองของคนเราไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อจดจำทุกสิ่ง
การเขียนทุกอย่างที่ต้องทำออกมาเป็น Checklist เช่น สิ่งที่ต้องทำให้เสร็จในวันพรุ่งนี้, ขั้นตอนการทำงาน, การจัดกระเป๋า, หรือตั้งโปรแกรมท่องเที่ยววันหยุด
การทำเช่นนี้จะช่วยให้สมองปลอดโปร่ง และลงมือทำได้อย่างมีพลัง

 การสร้างนิสัยใหม่ ๆ ที่เป็นประโยชน์ แม้จะเป็นสิ่งที่ดี แต่ก็ต้องใช้เวลานาน จึงมักจะท้อและเลิกทำไปก่อนเสมอ
เพื่อแก้ปัญหานี้ ให้คุณลองค่อย ๆ สร้างนิสัยใหม่ต่อยอดจากนิสัยเดิมที่มีอยู่แล้วครับ
เช่น ถ้าคุณอยากกินวิตามินเสริม ให้เอาขวดวิตามินไปวางไว้ข้าง ๆ แปรงสีฟัน
ถ้าอยากอ่านหนังสือ ให้เอาหนังสือไปวางไว้ข้าง ๆ เครื่องชงกาแฟ
เมื่อคุณต้องทำบางสิ่งเป็นประจำอยู่แล้ว การทำอีกสิ่งควบคู่กันไปแบบนี้ วันหนึ่งมันจะกลายเป็นนิสัยใหม่ของคุณครับ

 ลองบอกเป้าหมายของคุณให้เพื่อน, แฟน, หรือคนในครอบครัวได้รับรู้ดูสิครับ
การทำเช่นนี้จะทำให้คุณรู้สึกกดดัน (ในทางที่ดี) และไม่กล้าที่จะล้มเลิกง่าย ๆ

 เริ่มต้นวันด้วยงานที่ยาก และสำคัญที่สุดก่อน เพราะช่วงเช้าเป็นเวลาที่สมองมีพลังและความคิดสร้างสรรค์สูงสุด
และเมื่อคุณทำงานที่ท้าทายที่สุดนั้นเสร็จเรียบร้อยแล้ว มันจะสร้างแรงผลักดันให้คุณจัดการงานที่เหลือของวันได้ง่ายขึ้น

 เคยได้ยินประโยคนี้กันไหมครับ “คุณคือค่าเฉลี่ยของคน 5 คนที่คุณใช้เวลาด้วยมากที่สุด” วินัยก็แบบนั้นเลยครับ
ถ้าคุณอยู่ใกล้คนที่มีวินัย คุณก็จะมีวินัยตามไปด้วย
หรือหากคุณยังไม่มีเพื่อนแบบนั้น ให้หาจากหนังสือ, พอดแคสต์, หรือคอร์สอบรมต่าง ๆ เพื่อให้ได้รับแรงบันดาลใจ และพลังงานเชิงบวกที่ดี ๆ ต่อชีวิต


#นักจิตวิทยา
#นักสะกดจิตบำบัด

10 สิ่งที่ใคร ๆ ก็ทำได้เพื่อให้มีความสุขมากขึ้นในทุก ๆ วัน..“ความสุข” คือ สภาวะทางอารมณ์ที่ประกอบด้วยความรู้สึกยินดี ควา...
01/02/2026

10 สิ่งที่ใคร ๆ ก็ทำได้เพื่อให้มีความสุขมากขึ้นในทุก ๆ วัน..

“ความสุข” คือ สภาวะทางอารมณ์ที่ประกอบด้วยความรู้สึกยินดี ความพึงพอใจ ความอิ่มเอมใจ และความสำเร็จ เป็นต้น

หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ
ความสุข คือความรู้สึกโดยรวมที่ได้สัมผัสกับอารมณ์เชิงบวกมากกว่าเชิงลบนั่นเองครับ

เมื่อปี 2020 ได้มีการศึกษาเกี่ยวกับการจัดการความสุข ของ ดร.อาเธอร์ บรูคส์ นักสังคมศาสตร์และนักวิจัยด้านความสุข จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด
เขาได้รวบรวม 68 วิธี ที่ผู้คนมักทำเพื่อช่วยเพิ่มความสุข
จากนั้นได้ปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดทั่วโลกจำนวน 18 คน ในสาขาวิทยาศาสตร์แห่งความสุข เพื่อจัดอันดับแนวทางปฏิบัติโดยพิจารณาจากประสิทธิภาพและความเป็นไปได้

และนี้คือคำตอบของพวกเขา ที่สรุปออกมาได้เป็น 10 วิธี ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่า ช่วยเพิ่มความสุขให้มีมากขึ้นได้สำหรับทุกคน

1. รักษาจิตใจและร่างกายของคุณให้กระฉับกระเฉง
เพราะความกระฉับกระเฉง ช่วยเพิ่มพลังงาน เสริมสร้างสมาธิ ทำให้นอนหลับได้ดีขึ้น ส่งผลให้คุณภาพชีวิตโดยรวมดีขึ้น มีความสุขมากขึ้น

2. ใจดีกับคนอื่น
การใจดีกับผู้อื่นไม่เพียงสร้างความสัมพันธ์ที่ดี แต่ยังช่วยลดความเครียด กระตุ้นการหลั่งออกซิโทซิน (ฮอร์โมนความรัก) และโดพามีน ทำให้มีความสุขและภาคภูมิใจในตนเองมากขึ้น

3. ใช้เงินไปกับคนที่คุณรัก
เป็นการช่วยสร้างความสุขทางใจอย่างมหาศาล เพิ่มความรู้สึกมีคุณค่า เสริมสร้างความสัมพันธ์ ซึ่งถือเป็นการลงทุนเพื่อความสุขที่แท้จริง

4. ตรวจสุขภาพ
ช่วยให้ค้นหาความผิดปกติหรือโรคแฝงในระยะเริ่มต้นได้ ทำให้รักษาได้ทันท่วงที เพิ่มโอกาสหาย ลดความรุนแรงของโรค และประหยัดค่าใช้จ่ายในระยะยาว

5. หาชมรมที่สนใจแล้วไปเข้าร่วม
ช่วยพัฒนาทักษะชีวิต ทักษะทางสังคม ช่วยค้นหาความถนัดของตนเอง เพิ่มโอกาสในการทำงานในอนาคต พร้อมทั้งส่งเสริมสุขภาพจิตที่ดีผ่านการทำกิจกรรมที่ชอบร่วมกับผู้อื่น

6. หากิจกรรมที่ได้เคลื่อนไหวร่างกาย
ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและกระดูก ลดความเสี่ยงของโรคต่าง ๆ เช่น โรคหัวใจ ความดัน เบาหวาน นอกจากนี้ยังช่วยให้ผ่อนคลายความเครียด ทำให้อารมณ์แจ่มใส และส่งเสริมสมาธิ

7. หาที่ยึดเหนี่ยวจิตใจแล้วปฏิบัติตามคำสอน
ช่วยให้จิตใจสงบ ผ่อนคลายความเครียด มีพลังใจในการฝ่าฟันปัญหา และสร้างความสุขในการดำเนินชีวิต

8. ออกไปเที่ยวท่ามกลางธรรมชาติ
ช่วยฟื้นฟูร่างกายและจิตใจอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดความเครียด เพิ่มระดับเอ็นดอร์ฟิน (ฮอร์โมนความสุข) และเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกายได้เป็นอย่างดี

9. มีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานนอกเวลางาน
ช่วยสร้างความไว้วางใจ ลดความขัดแย้ง เพิ่มความร่วมมือ ซึ่งส่งผลให้บรรยากาศการทำงานดีขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงลดอัตราการลาออก และสร้างความผูกพันกับองค์กร

10. มีน้ำใจ เผื่อแผ่ผู้อื่น
ช่วยสร้างความสุขทางใจ ทำให้ชีวิตมีคุณค่าจากการเป็นผู้ให้ เสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้าง ทำให้เป็นที่รักและน่าคบหา และสร้างสังคมที่น่าอยู่

เพียงแค่คุณเปิดใจเรียนรู้เกี่ยวกับศาสตร์แห่งความสุข และสร้างเสริม 10 วิธีเหล่านี้ให้กลายเป็นนิสัย ก็เปิดโอกาสให้ตนเองกลายเป็นคนที่มีความสุขมากขึ้นได้อย่างมหาศาลแล้วครับ


#นักจิตวิทยา
#นักสะกดจิตบำบัด

ที่อยู่

Ban Hat Yai

เบอร์โทรศัพท์

+66856951493

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Learn for Lifeผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ การปฏิบัติ

ส่งข้อความของคุณถึง Learn for Life:

แชร์

Share on Facebook Share on Twitter Share on LinkedIn
Share on Pinterest Share on Reddit Share via Email
Share on WhatsApp Share on Instagram Share on Telegram