Learn for Life เปิดสอนพิเศษและฝึกอบรมด้านการพัฒน?

ไม่ว่าจะกี่ยุคกี่สมัย มนุษย์ต่างก็พยายามที่จะพัฒนาตนเองไปสู่ความเป็นเลิศ ด้วยกลวิธีต่าง ๆ มากมาย แต่แล้วเทคนิควิธีการที่สามารถเผยแพร่ไปทั่วโลกและทนทานต่อการพิสูจน์ของกาลเวลา และยืนยงอยู่ได้มากว่า 40 ปีก็คือ NLP หรือ Neuro-Linguistic Programming ซึ่งปัจจุบันในประเทศไทยได้มีการเปิดตัวสถาบันฝึกอบรมเทคนิควิธีการดังกล่าวขึ้นหลายแห่ง แต่ส่วนใหญ่ก็จะกระจุกตัวกันอยู่แค่ในเมืองหลวงของเราเท่านั้น ผมซึ่งศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับ NLP มาหลายวิธี จึงได้นำเอาบทเรียนจากเทคนิควิธีต่าง ๆ มาผสมประสานเข้ากับหลักจิตวิทยา และการสะกดจิต แล้วรวบรวมขึ้นเป็นหลักสูตรการสอน และฝึกอบรม เพื่อเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับบุคคลที่ต้องการพัฒนาตนเองไปสู่ความเป็นเลิศทั้งด้านร่างกาย และจิตใจ
ดั่งพุทธพจน์ที่ว่า "ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน ทุกสิ่งทุกอย่างสำเร็จได้ด้วยใจ" และ "จิตที่ฝึกดีแล้ว ย่อมนำความสุขมาให้"
เราจึงมุ่งเน้นส่งเสริมให้ผู้คนมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการพัฒนาจิต อันจะเป็นทางเลือกหนึ่งในการเรียนรู้ที่จะนำพาชีวิตตนเองไปสู่ความสุข ความสำเร็จได้อย่างง่ายดาย และรวดเร็ว

ในปี 2016 ได้มีการทดลองหนึ่ง น่าทึ่งมาก!!นักวิทยาศาสตร์ และผู้เชี่ยวชาญด้านฟิสิกส์ควอนตัม ของประเทศสหรัฐอเมริกาได้ให้ผู้...
06/12/2025

ในปี 2016 ได้มีการทดลองหนึ่ง น่าทึ่งมาก!!

นักวิทยาศาสตร์ และผู้เชี่ยวชาญด้านฟิสิกส์ควอนตัม ของประเทศสหรัฐอเมริกา
ได้ให้ผู้เข้าร่วมการทดลองจำนวน 120 คน
ทำสิ่ง ๆ หนึ่ง แค่สิ่งเดียว เป็นเวลา 4 วัน
วันละ 3 ครั้ง
ครั้งละ 10 – 15 นาที

นั่นก็คือ ฝึก “รู้สึกดี” และ “ขอบคุณ”

วิธีการทำก็ง่าย ๆ เลยครับ

เริ่มจากช่วงเช้า เมื่อตื่นนอน ให้จดบันทึก ความรู้สึกดี ๆ และสิ่งที่อยากขอบคุณรอบ ๆ ตัว (แม้จะเป็นเพียงสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ แค่ไหนก็ตาม)
เช่น

อย่างแรก “ความรู้สึกดี ๆ”
- ฉันรู้สึกดีจังเลยที่ตื่นมามีลมหายใจ
- ดีจังเลยได้นอนบนเตียงนุ่ม ๆ และมีผ้าห่มที่เบาสบาย
- ฉันรู้สึกดีมากที่ร่างกายของฉันแข็งแรงสมบูรณ์

อย่างที่สอง “ขอบคุณ”
- ฉันขอบคุณแสงแดดยามเช้าที่ทำให้โลกรอบตัวของฉันสดใส
- ฉันขอบคุณสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงของฉัน ฉันรู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่า
- ฉันขอบคุณลูกค้าทุกคนที่หลั่งไหลมาหาฉันอย่างสม่ำเสมอในทุก ๆ วัน
เป็นต้น

สิ่งสำคัญก็คืออย่าสักแต่ว่าเขียน แต่ต้องรู้สึกซาบซึ้งและขอบคุณจริง ๆ

เพียงแค่นี้เองครับ

ผลปรากฏว่า
- ภูมิคุ้มกันของผู้เข้าร่วมการทดลองเพิ่มขึ้นถึง 50%
- โรคที่เกี่ยวกับภูมิคุ้มกันต่าง ๆ ก็ดีขึ้น อาการปวดและอาการอักเสบลดลง
- อารมร์ความรู้สึกจะเปลี่ยนแปลงไปในทางบวกมากขึ้น

นี่คือหลักฐานว่า...

ความคิดของคุณสามารถรักษาตัวเองได้ (และดึงดูดสิ่งดี ๆ เข้ามาในชีวิตได้ด้วย)

เพราะเมื่อภายในของคุณเต็มไปด้วยความรู้สึกดี รู้สึกซาบซึ้งและขอบคุณอย่างแท้จริง
ภายในของคุณจะเต็มไปด้วยพลังงานที่บริสุทธิ์ ร่างกายภายนอกก็จะเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางเดียวกัน

นี่คือเทคนิคง่าย ๆ ที่สามารถนำไปทำกันได้เลยนะครับ
ทุกเช้า (อีก 2 ครั้ง อาจเป็นช่วงหลังเลิกงาน และก่อนนอน) กับการใช้เวลาเพียง 10 – 15 นาที
เริ่มจากสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ รอบตัวสัก 3 สิ่ง ที่เรารู้สึกดี และอยากขอบคุณ


#นักจิตวิทยา
#นักสะกดจิตบำบัด

คุณรู้หรือไม่ว่า “การบ่น”ทำให้ร่างกายอักเสบ!!!หลายคนอาจคิดว่า การบ่น เป็นเพียงการพูดลอย ๆ คงไม่มีพิษสงอะไรแต่แท้จริงแล้ว...
05/12/2025

คุณรู้หรือไม่ว่า “การบ่น”
ทำให้ร่างกายอักเสบ!!!

หลายคนอาจคิดว่า การบ่น เป็นเพียงการพูดลอย ๆ คงไม่มีพิษสงอะไร
แต่แท้จริงแล้ว มันคือการกระตุ้นสมองส่วนของ “ความเครียด” ให้ทำงานซ้ำ ๆ

ทุกครั้งที่เราบ่น
ไม่ว่าจะบ่นออกมาเป็นคำพูดดัง ๆ หรือแม้แต่คิดบ่นอยู่ในใจเงียบ ๆ
สมองจะหลั่งสารแห่งความเครียดที่ชื่อว่า “คอร์ติซอล” (Cortisol) ออกมา

เจ้าสารแห่งความเครียดตัวนี้แหละครับที่จะเป็นต้นเหตุให้ร่างกายของเราเกิด...
- ความรู้สึกเครียดเรื้อรัง
- ส่งผลต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด
- ภูมิคุ้มกันในร่างกายอ่อนแอลง
- เพิ่มระดับสารสื่อประสาทที่เกี่ยวข้องกับการไปกระตุ้นการอักเสบของเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกาย

น่ากลัวกว่าที่คิดนะเนี่ย!!!

งานวิจัยที่ศึกษาเกี่ยวกับความเครียดระบุว่า...

ความเครียดเรื้อรัง (โดยเฉพาะที่เกิดจากการบ่นซ้ำซากนี่แหละครับ)
มีผลต่อสุขภาพเทียบเท่ากับการสูบบุหรี่เลยทีเดียว!!!

นอกจากนี้ “เสียงบ่น” ยังเป็นพลังงานเชิงลบที่คอยส่งกระแสรบกวนให้ตัวคุณและคนที่ได้ยิน (แม้ไม่ใช่คนที่ถูกบ่นโดยตรงก็ตาม) เกิดความหม่นหมองลงได้โดยไม่รู้ตัว

ดังนั้น... ทุกครั้งที่คุณเริ่มรู้สึกว่า กำลังจะบ่น
ให้หยุด!!
แล้วหายใจลึก ๆ หลาย ๆ ครั้ง
พร้อมกับค่อย ๆ เปลี่ยนคำ (ที่กำลังจะบ่น) เป็นคำพูดเชิงบวกแทน
เช่น เปลี่ยนจากคำว่า “เหนื่อยมากเลย ไม่ไหวแล้ว”
ไปเป็น “ตอนนี้ร่างกายกำลังส่งสัญญาณให้ฉันพัก งั้นฉันจะพักก่อน แล้วเดี๋ยวอะไร ๆ ก็จะค่อย ๆ ดีขึ้น”

การบ่น
บางครั้งอาจเป็น การระบายอารมณ์ที่ดีในระยะสั้น
แต่ควรตระหนักถึงผลเสียที่อาจเกิดขึ้นหากทำเป็นประจำ

เลิกบ่น = เลิกเครียด = สุขภาพดี


#นักจิตวิทยา
#นักสะกดจิตบำบัด

เคยเป็นกันไหมครับโกรธ จนปรี๊ดแตก วิตก จนเหมือนจะเป็นบ้า หรือ กลัว จนแทบจะเสียสติ ความโกรธ ความกลัว ความวิตก ก็มีกันทุกคน...
04/12/2025

เคยเป็นกันไหมครับ
โกรธ จนปรี๊ดแตก
วิตก จนเหมือนจะเป็นบ้า
หรือ กลัว จนแทบจะเสียสติ

ความโกรธ ความกลัว ความวิตก ก็มีกันทุกคนนั้นแหละครับ
แต่หากเป็นถึงระดับนั้น เราเรียกว่า “ภาวะอารมณ์ท่วมท้น” (Emotional Flooding)

เมื่อภาวะอารมณ์ท่วมท้นเกิดขึ้น เรามักควบคุมจิตใจ หรือร่างกายตนเองไม่ค่อยได้
ทำให้ส่งผลกระทบต่อตนเอง และความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง

เวลาที่คนเราเกิดความขัดแย้งรุนแรงจนรู้สึกท่วมท้นด้วยอารมณ์ ไม่ว่าจะเป็นความกลัว ความวิตกกังวล หรือความโกรธก็ตาม
สิ่งที่มักเกิดตามมาโดยอัตโนมัติก็คือ “ความเครียด” ทำให้หัวใจเต้นแรง หายใจเร็ว กล้ามเนื้อเกร็ง และสมองไม่สามารถคิดอย่างมีเหตุผลได้ตามปกติ

การตอบสนองอารมณ์ดังกล่าว จึงมักเกิดขึ้นอย่างขาดสติ หุนหันพลันแล่น ใช้ถ้อยคำรุนแรง แสดงพฤติกรรมก้าวร้าว ตะโกน ด่า ขาดการสื่อสารที่ดี พูดหรือทำในสิ่งที่ไม่ตั้งใจ และมักรู้สึกเสียใจภายหลัง

หรือในทางตรงกันข้าม คือไม่ทำอะไรเลย ปิดตัว ไม่พูดไม่จา ไม่สุกสิงกับใคร ทำให้เกิดปัญหาความสัมพันธ์กับคนรอบตัวในระยะยาวได้

ส่วนสาเหตุ ก็อาจเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย เช่น
- ถูกกระตุ้นด้วยถ้อยคำที่รุนแรง หรือประชดประชัน
- ความเครียดจากปัญหาในอดีตที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข
- ความเครียดจากปัญหาทางการงาน หรือการเงิน
- ความเหนื่อยล้าทางจิตใจ
- มีความผูกพันใกล้ชิดกับคนที่มีภาวะอารมณ์ท่วมท้นอยู่เสมอ
- และที่สำคัญคือ บาดแผลทางอารมณ์ในอดีตที่ยังฝังใจ อาจถูกกระตุ้นขึ้นมาเมื่อพฤติกรรมของคนใกล้ตัวไปสะกิดความทรงจำที่เจ็บปวดโดยไม่รู้ตัว

แม้ภาวะอารมณ์ท่วมท้นจะเป็นกลไกอัตโนมัติของร่างกาย
แต่ก็สามารถจัดการได้หากเรารู้เท่าทันตัวเอง!
มาดูกันครับว่ามีกระบวนการจัดการอย่างไร?

1. สังเกตสัญญาณ
ทางร่างกาย เช่น หัวใจเต้นเร็ว หายใจถี่
ทางจิตใจ เช่น รู้สึกมีความขัดแย้งภายในอย่างรุนแรง สับสน หรือหมดหนทาง

2. เมื่อรู้ตัวแล้วให้หยุดพักก่อน
กรณีอยู่กับคู่สนทนา ให้หยุดสื่อสาร เช่น อาจพูดว่า “เรารู้สึกไม่ไหวแล้ว ขอพักก่อนนะ เดี๋ยวกลับมาคุยใหม่ได้ไหม”
กรณีอยู่คนเดียว ให้หยุดคิดวนซ้ำถึงสาเหตุ แล้วเปลี่ยนไปโฟกัสกับสิ่งที่ทำให้สบายใจแทน

3. ให้ทำกิจกรรมที่จะช่วยให้สมองกลับมาทำงานอย่างสมดุล และเปิดทางให้เรากลับไปสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ได้อีกครั้ง เช่น
- การฝึกหายใจลึก ๆ
- การทำท่าบริหารเพื่อคลายกล้ามเนื้อ
- ฟังเพลงเบา ๆ
- เดินเล่นในสวน
- สังเกตความรู้สึกในร่างกายและเสียงรอบตัวอย่างมีสติ (ฝึกสมาธิ)
เป็นต้น

4. หากใครพบว่าตัวเองตกอยู่ในภาวะอารมณ์ท่วมท้นเป็นประจำ หรือมีความขัดแย้งที่เรื้อรังในความสัมพันธ์ การขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญก็เป็นทางเลือกที่ควรพิจารณา เช่น จากนักจิตวิทยา หรือนักบำบัดความสัมพันธ์

“ภาวะอารมณ์ท่วมท้น”
ไม่ใช่ความอ่อนแอทางใจ
แต่เป็นสัญญาณว่าร่างกายและจิตใจ กำลังร้องขอความปลอดภัย ความเข้าใจ และการเยียวยา
เมื่อเรารับรู้สิ่งนี้อย่างจริงใจ
ยอมรับว่าตัวเองก็มีวันที่ท่วมท้น
แล้วหันมาเรียนรู้ที่จะดูแลตัวเองด้วยความรักความเมตตา
เราก็จะสามารถฟื้นฟูอารมณ์ให้กลับมาสู่ความสมดุลได้อีกครั้ง


#นักจิตวิทยา
#นักสะกดจิตบำบัด

หวังเต๋อซุ่นผู้เร่าร้อนเสมอ..ผมมีโอกาสได้ดูคลิป ๆ หนึ่งที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับตัวเองได้มากพอดู และ เชื่อว่า หลายคนก็คง...
20/11/2025

หวังเต๋อซุ่น
ผู้เร่าร้อนเสมอ..

ผมมีโอกาสได้ดูคลิป ๆ หนึ่ง
ที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับตัวเองได้มากพอดู

และ เชื่อว่า หลายคนก็คงจะรู้สึกเช่นกัน

ผมจึงอยากสรุปออกมาสั้น ๆ ให้พวกเราได้อ่านกัน
เพื่อเป็นยาบรรเทาอาการท้อแท้ สิ้นหวัง
ให้กลับมามีพลังขึ้นใหม่อีกครั้งได้ง่าย ๆ

(หมายเหตุ : อ่านได้เกินวันละสองรอบ
โดยไม่ต้องขอคำแนะนำจากใครก็ได้ครับ)

แม้เรื่องนี้ดูจะเหมาะพิเศษสำหรับคนที่มี อายุ 40 ปีขึ้นไป แต่ใช่ว่าคนที่ อายุต่ำกว่านั้น จะไม่ได้รับประโยชน์...ผมมั่นใจ!

มาเริ่มกันเลยครับ

นี่คือเรื่องราวของ “หวังเต๋อซุ่น”
เขาเกิดที่เมืองเสิ่นหยาง ประเทศจีน
หลายคนรู้จักเขาในฐานะนายแบบ

คุณคงกำลังจินตนาการถึงภาพนายแบบ หนุ่มหล่อ อายุ 20 ต้น ๆ กันใช่ไหมครับ
แต่ หวังเต๋อซุ่น เดินแบบตอน อายุ 79 ปีครับ ผู้คนเรียกเขาว่า “คุณปู่สุดหล่อ”

หวังเต๋อซุ่นเริ่มโด่งดังมากขึ้นหลังจากเรื่องราวของเขาเผยแพร่ออกไปทางอินเทอร์เน็ต
มีคนถามเขาว่า “ทำได้อย่างไร?”
คำตอบเรียบง่ายมากเลยครับ
“ทุกคนมีความสามารถภายในตัวเองอยู่แล้ว แค่เอามันออกมาใช้”

ชีวิตหวังเต๋อซุ่น ก็มีทั้งสุขทุกข์ ร้ายดี ขึ้น ๆ ลง ๆ เฉกเช่นคนทั่วไป...
ตอนเขาอายุ 24 ปี เขาเริ่มหัดแสดงละครเวที
นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นให้เขาเป็นคนกล้าแสดงออก และมีความมั่นใจเมื่อต้องอยู่บนเวที

หลายสิบปี ที่หวังเต๋อซุ่นอยู่ในวงการนี้ จนกระทั่ง เมื่ออายุ 49 ปี เขาจึงสร้างคณะละครใบ้ของตัวเองขึ้นมา
แต่ก็ได้รับความนิยมอยู่ไม่นาน เมื่อโลกเทคโนโลยีก้าวหน้า ผู้คนเลือกจะอยู่หน้าจอ มากกว่า หน้าโรงละคร
รายได้เริ่มหดหาย เงินที่เหลืออยู่ไม่พอใช้จ่าย สุดท้ายกลายเป็นคนเร่ร่อน ไร้ที่อยู่ ไร้ชื่อเสียง

หวังเต๋อซุ่นเริ่มถามตนเอง
จะยอมแพ้แค่นี้หรือลุกขึ้นมาเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง

สำหรับคน อายุ 50 ปี
การเริ่มใหม่จะเป็นไปได้แค่ไหนกัน?

แต่เขาเลือกที่จะสู้ครับ

หวังเต๋อซุ่น เริ่มหันมาดูแลตัวเองอีกครั้ง ด้วยการออกกำลังกายหลายชนิด
โดยเฉพาะว่ายน้ำ และฝึกเพาะกาย
แล้วพาตัวเองกลับ สู่เวทีการแสดงอีกครั้งตอน อายุ 57 ปี

ขณะนั้นหวังเต๋อซุ่นได้สร้างการแสดงที่มีเพียงหนี่งเดียวในโลกขึ้นมา นั่นคือ
“รูปปั้นที่มีชีวิต”

เพราะการแสดงนี้ต้องอาศัยร่างกายที่มีความอดทนและมีรูปร่างที่ดี
หวังเต๋อซุ่นจึงฝึกฝนการเพาะกายอย่างจริงจังมาโดยตลอด
และด้วยฝันที่จะกลับไปเป็นนายแบบบน catwalk อีกครั้ง

เมื่ออายุ 70 ปี หวังเต๋อซุ่นเริ่มเพาะกายอย่างหนัก และ จริงจังมากขึ้น (ชนิดคนหนุ่ม ๆ ยังอายเลยครับ)
พออายุ 79 ปี เขาก็กลับขึ้นไปบน catwalk ได้สำเร็จ

เป็นนายแบบที่อายุมากที่สุดในโลก
และได้รับความนิยมอย่างมาก

เป็นไงครับ รู้สึกมีพลังขึ้นมาเหมือนผมบ้างรึยัง อายุเป็นเพียงตัวเลขจริง ๆ

ยังครับ ยังไม่จบแค่นี้ !
ท้ายคลิป หวังเต๋อซุ่น บอกว่า
ตอนนี้เขาอายุ 80 ปีแล้ว แต่ยังมีอีกหลายสิ่งที่ต้องทำ และอีกหลายความฝันที่ ต้องสำเร็จ !!

ฟังดี ๆ นะครับ

ไม่ใช่แค่ “อยากทำ” แต่ “ต้องทำ”

เขากล่าวว่า
“ศักยภาพในตัวคุณยังมีอีกมาก
ถ้าคุณคิดว่า สายเกินไป
ให้ระวัง!
อย่าปล่อยให้มันกลายเป็นข้ออ้างสำหรับการพ่ายแพ้
ไม่มีใครหยุดความสำเร็จของคุณได้
นอกจากตัวคุณ
เมื่อถึงเวลาที่คุณต้องเปล่งประกาย
ก็จงเปล่งให้เต็มที่สุดความสามารถ”

ครับ นี่คือ เรื่องราวย่อ ๆ ของ “หวังเต๋อซุ่น”
ที่อ่านทุกครั้ง ก็ทำให้ผมรู้สึกเลือดลมสูบฉีด อะดรีนาลีนพลุ่งพล่าน อยากลุกขึ้นมาสร้างโลกเลยทีเดียว

แล้วคุณละ มี ความฝัน ที่รอให้ไปทำให้เป็นจริงอยู่รีป่าว...ไปลุยกันเลยครับ!!!


#นักจิตวิทยา
#นักสะกดจิตบำบัด

วิธีชาร์จพลังให้กับชีวิต…หลังจากที่คุณคร่ำเคร่งกับการเรียน การทำงาน การเดินทาง หรืออะไรก็ตาม ที่มันดูดพลังงานชีวิตคุณไปจ...
19/11/2025

วิธีชาร์จพลังให้กับชีวิต


หลังจากที่คุณคร่ำเคร่งกับการเรียน
การทำงาน การเดินทาง
หรืออะไรก็ตาม ที่มันดูดพลังงานชีวิตคุณไปจนแทบหมดสิ้นในแต่ละวัน

อย่าปล่อยไว้แบบนั้นครับ (เว้นแต่คุณจะไม่รักตัวเอง!!)
ลองเจียดเวลาสักเล็กน้อย ทำตามวิธีเหล่านี้ดูครับ
มันจะช่วยชาร์จพลังให้ชีวิตคุณได้

• นวดใบหู
นวดบริเวณใบหูประมาณ 10 วินาที
สามารถคลายอาการปวดศีรษะ และปวดบริเวณต้นคอได้

• ดื่มน้ำมาก ๆ
ควรจะดื่มน้ำบ่อย ๆ แม้ว่าคุณจะไม่รู้สึกกระหายน้ำก็ตาม
เพราะเป็นการกระตุ้นให้ร่างกายสดชื่น กระปรี้กระเปร่า
การที่ร่างกายขาดน้ำจะทำให้คุณดูอิดโรย ผิวหนังขาดความชุ่มชื้น

• หัวเราะดัง ๆ
การมีอารมณ์ขันและหัวเราะเสียงดังบ้างเป็นครั้งคราว
ช่วยกระตุ้นให้คุณได้ใช้พลังงานอย่างเต็มที่

• หายใจให้ลึก
โดยการหายใจลึก ๆ ซึ่งจะช่วยให้เซลล์ต่าง ๆ
ในร่างกายได้รับออกซิเจนทั่วถึง

• อาบน้ำร้อนสลับกับน้ำเย็น
อุณหภูมิของน้ำที่เปลี่ยนไป เป็นการกระตุ้นให้คุณรู้สึกตื่นตัว สดชื่น กระปรี้กระเปร่าไปได้ทั้งวัน

• ออกไปโดนแดด
แสงแดดที่ไม่แรงนัก เช่น ในเวลาเช้า
ช่วยกระตุ้นให้ร่างกายสังเคราะห์วิตามินดี
และยังกระตุ้นให้มีการหลั่งสารสื่อประสาทบางประเภทในสมอง เช่น ซีโรโทนิน และ โดพามีน ซึ่งมีผลในการควบคุมอารมณ์

• ท้าทายสมอง
ลองทำอะไรที่แตกต่างไปจากเดิมบ้าง
เช่น ลองเปลี่ยนเส้นทางใหม่ระหว่างการ
ไปทำงาน
ช่วยฝึกให้สมองได้คิดและมีการพัฒนามากขึ้น

• แอบงีบบ้างไม่ผิด
ถ้ารู้สึกอ่อนล้ามาก ๆ
ลองงีบพักสักครู่จะช่วยให้คุณสดชื่นขึ้น

• ฝึกทักษะให้สมอง
การเรียนรู้ภาษาใหม่ ๆ
หรือการเล่นเกม เช่น หมากรุก จะช่วยพัฒนาสมอง และช่วยให้สมองไม่ล้าจากการทำงาน

• สดชื่นเข้าไว้
ข้อนี้สำคัญมากครับ
ยิ่งถ้าคุณรู้สึกเบื่อ อ่อนล้า เหนื่อยอ่อนมากเท่าไร
ก็จะเป็นการดูดพลังงานของคนรอบข้างให้รู้สึกเช่นนั้นไปด้วย
อาจจะลองหาที่สงบอยู่กับตัวเองซักพัก
เมื่อรู้สึกดีขึ้น
อาจจะลองปฏิบัติวิธีที่กล่าวมาแล้วทั้งหมด แล้วค่อยกลับมาเริ่มงานด้วยความสดชื่นต่อไปครับ

ขอให้ทุกวันเป็น “วันที่ดี”


#นักจิตวิทยา
#นักสะกดจิตบำบัด

คำกล่อมจิตก่อนนอนเพื่อสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรง..วันนี้ผมนำคำกล่อมจิตดี ๆ มาฝากกันครับ เป็นที่รู้กันว่า ช่วงเวลาก่อนนอน(หล...
18/11/2025

คำกล่อมจิตก่อนนอน
เพื่อสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรง..

วันนี้ผมนำคำกล่อมจิตดี ๆ มาฝากกันครับ
เป็นที่รู้กันว่า ช่วงเวลาก่อนนอน(หลับ) เป็นช่วงนาทีทองของการสั่งจิตใต้สำนึก
เป็นช่วงที่จิตใต้สำนึกเปิดรับข้อมูลใด ๆ ก็ตามที่เราใส่เข้าไป
ดังนั้น การพูด (หรืออัดคลิปเสียงไว้ฟัง) ด้วยข้อความเหล่านี้ก่อนนอน
จะช่วยเปลี่ยนแปลงชีวิตของเรา ให้มีสุขภาพที่ดีขึ้น แข็งแรงขึ้น สมบูรณ์เพิ่มขึ้นได้อย่างน่าอัศจรรย์

มาเริ่มกันเลยครับ!!
***
***

“ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นล้วนดีเสมอ
ฉันมีความสุขอยู่เสมอ
ร่างกายของฉันแข็งแรง
ฉันคือคนสุขภาพดี
ฉันสุขภาพดี สุขภาพดี สุขภาพดี
ฉันมีความเพียบพร้อม สมบูรณ์แบบ
แข็งแรง ทรงพลัง
เปี่ยมด้วยความรัก และมีความสุข
ขอบคุณร่างกายฉันที่สมบูรณ์แข็งแรง
ฉันฟิตสุด ๆ
ฉันแข็งแรงกระปรี้กระเปร่า
ฉันมีพลังล้นเหลือ
ฉันแข็งแรงเหมือนช้างสาร
ฉันรู้สึกกระชุ่มกระชวย
ฉันมีรูปร่างที่ดี
ผลตรวจสุขภาพของฉันดีเยี่ยม
ฉันไม่เจ็บไข้ได้ป่วยง่าย ๆ
ร่างกายของฉันสมดุลดีและสมบูรณ์แข็งแรง
ฉันคิดบวก ร่างกายเลยมีสุขภาพดีเยี่ยม
ร่างกายของฉันแข็งแรงเต็มร้อย
ร่างกายของฉันทำงานประสานกันดี
ร่างกายของฉันมั่นคงสมบูรณ์
ฉันสามารถมองเห็นชัดแจ๋ว
ฉันสามารถได้ยินชัดเจน
การได้ยินของฉันสมบูรณ์แบบ
การมองเห็นของฉันสมบูรณ์แบบ
การทรงตัวของฉันสมบูรณ์แบบ
กระดูกของฉันแข็งแรง
ฉันตื่นนอนทุกเช้าโดยที่ได้นอนหลับเต็มอิ่ม
ผ่อนคลาย และสดชื่นแจ่มใส
ขอบคุณร่างกายของฉันที่แข็งแรงขึ้นเรื่อย ๆ
ฉันรู้สึกยอดเยี่ยม
ฉันรู้สึกวิเศษไปเลย
ฉันมีชีวิตที่สบายดี สบายดี สบายดี
ฉันมีชีวิตที่ยืนยาว ยืนยาว ยืนยาว
ฉันมีความสุข มีความสุข มีความสุข
ฉันมีสุขภาพดี สุขภาพดี สุขภาพดี
ขอบคุณ ขอบคุณ ขอบคุณ
ขอบคุณสุขภาพอันสมบูรณ์แข็งแรง
และความอยู่ดีมีสุข”


#นักจิตวิทยา
#นักสะกดจิตบำบัด

แค่ขีด ๆ เขียน ๆ วันละไม่กี่นาทีเราก็มีสมองที่ดี และแข็งแรงได้…คุณคิดว่าสิ่งที่ทำให้มนุษย์ เหนือกว่าสัตว์ทุกชนิดคืออะไรค...
17/11/2025

แค่ขีด ๆ เขียน ๆ วันละไม่กี่นาทีเราก็มีสมองที่ดี และแข็งแรงได้


คุณคิดว่าสิ่งที่ทำให้มนุษย์ เหนือกว่าสัตว์ทุกชนิดคืออะไรครับ

คำตอบคือ “สมอง” ครับ

สมองมนุษย์เป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่ทรงคุณค่าที่สุด

มนุษย์สามารถคิดและทำเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ
ไปจนถึงเรื่องยิ่งใหญ่ทั้งหลาย
มาตั้งแต่ในอดีต จวบจนปัจจุบัน
และจะมีต่อไปเรื่อย ๆ ในอนาคต
ก็ล้วนเป็นผลงานของเจ้า “สมอง” ที่ว่านี่แหละ

และคงจะเป็นเรื่องน่าเสียดายมาก หากจะมีใครปล่อยให้สมองของตนเองนั้นค่อย ๆ เสื่อมสภาพไปตามอายุที่มากขึ้น

(บางคนเร่งการเสื่อมสภาพได้ไวกว่านั้นซะอีก ด้วยเหล้า บุหรี่ มลพิษ ความหดหู่ และการคิดในแง่ลบทั้งหลาย)

มีคนเคยกล่าวไว้ว่า สมองที่ไม่ถูกใช้ หรือใช้ผิดวิธี
ก็เหมือนมีด ที่ถูกทิ้งไว้นานจนทื่อ หรือนำไปใช้งานผิดประเภทนั่นเอง

ดังนั้นเมื่อสมองของเราไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่ ย่อมส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตอย่างไม่ต้องสงสัย

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องง่าย ๆ อย่าง การอ่าน การเขียน การพูด ก็เริ่มติด ๆ ขัด ๆ
ความจำเสื่อมถอย
ขาดความมั่นใจในตนเอง
ไม่มีสมาธิจดจ่อกับงาน
ทำให้บรรลุเป้าหมาย หรือประสบความสำเร็จได้ยากขึ้น
เป็นต้น

แต่ ข่าวดี ก็คือ!
เราสามารถ พัฒนาสมอง ให้แข็งแรง มีคุณภาพที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง มีศักยภาพในการสร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ ที่จะก่อให้เกิดประโยชน์ ทั้งต่อตนเอง ครอบครัว สังคม ประเทศชาติ และต่อโลกใบนี้ได้อย่างมหาศาล

ด้วยวิธีที่แสนเรียบง่าย และแน่นอนครับว่าเหมาะสำหรับคนทุกเพศทุกวัย ...
นั่นก็คือ “การเขียน” ครับ

อยากรู้แล้วใช่ไหมครับ
ว่าต้อง เขียน อย่างไร?

แค่คุณเขียน บันทึกประจำวัน (ไดอารี่)
วันละอย่างน้อยหนึ่งประโยค

สมองของคุณก็จะแข็งแรงขึ้นได้แล้วครับ
นักจิตวิทยา แห่ง College de France ในปารีส กล่าวว่า
“เมื่อเราเขียน ระบบประสาทบางส่วนจะถูกกระตุ้นขึ้นมา เพราะลักษณะท่าทางการเขียนหนังสือ จะส่งผลโดยตรงให้มีการเปลี่ยนแปลงในสมอง และการเปลี่ยนแปลงนั้นส่งผลเฉพาะทางต่อระบบประสาทในส่วนที่เกี่ยวกับความจำ ซึ่งช่วยทำให้การเรียนรู้ง่ายขึ้น”

งานวิจัยนี้แสดงให้เราเห็นว่า สมองเราถูกกระตุ้นขึ้นมา.. เฉพาะเวลาที่เรา “เขียน” ... ครับ
แต่ ... ไม่ใช่ เวลาที่เรา “พิมพ์” ...

ดังนั้น การเขียนนี่เอง ที่เป็นส่วนสำคัญในการจะช่วย กระตุ้นสมองของเรา ให้สามารถจดจำอะไรต่าง ๆ ได้ดีขึ้นครับ

งั้นมาเขียนบันทึกกันเยอะ ๆ นะครับ

ก่อนที่คุณจะเริ่มเขียนผมก็มีข้อที่อยากแนะนำอีกสองสามข้อดังนี้ครับ

1. ให้คุณ เขียนทุกวัน ข้อนี้นับว่าสำคัญมาก เพราะมันจะทำให้การเขียนของคุณกลายเป็นนิสัย

และหากคุณทำได้
คุณควร กำหนดช่วงเวลาที่ตายตัวไปเลยว่าคุณจะเขียนในช่วงเวลานั้นเป็นประจำทุกวัน เช่น
หลังเลิกเรียนหรือเลิกงาน ตอนเที่ยง ก่อนนอน หรือทุกวันตอน 6 โมงเย็น เป็นต้น

2. อย่า! อย่ารอจนผ่านไปหลายวัน แล้วค่อยมารวบยอดเขียนทีเดียว มันไม่ส่งผลต่อการพัฒนาสมองครับ

3. จะเขียนสั้น ๆ เพียงประโยคเดียว หรือมากกว่านั้น คุณก็ไม่ควรจะรีบเขียนนะครับ ให้ค่อย ๆ นึกทบทวนเรื่องที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน แล้วค่อย ๆ เขียนด้วยความใส่ใจ

เป็นไงครับ ไม่ยากเลยใช่ไหม?
พยายามทำทุกวันนะครับ
ทำจนกลายเป็นนิสัย

เพื่อสมองที่ดีขึ้น
มีประสิทธิภาพมากขึ้น
มีความจำดีขึ้น
และมีสมองที่แข็งแรงไปตลอดชีวิตครับ


#นักจิตวิทยา
#นักสะกดจิตบำบัด

5 เทคนิคทำให้คุณเป็น  ที่รัก   ของทุกคน…มีลูกศิษย์หลายคนมักมาพูดเชิงน้อยใจให้ผมฟังว่า “ใคร ๆ ก็ไม่รัก” ซึ่งความรักของแต่...
15/11/2025

5 เทคนิค
ทำให้คุณเป็น ที่รัก ของทุกคน


มีลูกศิษย์หลายคนมักมาพูดเชิงน้อยใจให้ผมฟังว่า “ใคร ๆ ก็ไม่รัก”
ซึ่งความรักของแต่ละคนก็มีความหมายที่แตกต่างกันออกไป ผมคงไม่ลงรายละเอียด แต่วันนี้จะขอยกตัวอย่าง 5 เทคนิคง่าย ๆ ที่จะทำให้คุณเป็นที่รักของทุกคนได้ (สักที)

1. พูดชื่นชม และยกย่อง
หมั่นพูดเพราะ ๆ คอยหยอดคำหวาน
แค่นี้ก็ทำให้คนบางคนใจละลายได้แล้ว เช่น

“ตัวเองน่ารักจังเลย”
“ขอบคุณมาก ๆ เลยนะ...น่ารักที่สุด”
“ถ้าไม่ได้คุณช่วยเอาไว้...ฉันคงแย่แน่ ๆ”
“วันนี้คุณดูสวย/หล่อ มาก ๆ เลยนะครับ”
“ผมรู้สึกชื่นชมในความกล้าหาญของคุณจากใจจริง” ฯลฯ

ใช้ ปิยวาจา ในเวลาที่เหมาะสมด้วยถ้อยคำ ที่กลั่นมาจากใจ
ใคร ๆ ก็จะชื่นชอบในตัวคุณครับ

2. คอยช่วยเหลือ และสนับสนุนเขา
การ หยิบยื่นการสนับสนุน เป็นสะพานเชื่อมหัวใจของผู้คนได้เป็นอย่างดี

เมื่อคุณเห็นเขากำลังทำงาน หรือทำภารกิจอะไรอยู่
สอบถามเขาสักนิด
หยิบยื่นน้ำใจ
และความช่วยเหลือไปให้

ที่สำคัญคือ
การสนับสนุนนี้ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นเรื่องใหญ่ ๆ ก็ได้ เพราะแม้การสนับสนุนเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ล้วนมีคุณค่าทางจิตใจทั้งสิ้น

และการช่วยเหลือเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างต่อเนื่อง
ก็อาจมีผลต่อใจเขามากกว่า การหยิบยื่น ของใหญ่ ๆ เพียง 1 ครั้งนะครับ

3. มอบของขวัญพิเศษให้กับเขา
แอบมีของขวัญเล็ก ๆ ไปเซอร์ไพรส์เขา
ไปไหนมาไหน มีของฝากติดไม้ติดมือมาบ้าง ทำให้รู้ว่า คุณยังคิดถึงเขา อยู่

และทุก ๆ ครั้งที่เขาหยิบเอาของขวัญของคุณขึ้นมา
เขาจะคิดถึงคุณ ครับ

ฝากเยอะ ๆ ฝากบ่อย ๆ
คุณจะไปอยู่ในใจเขาอย่างรวดเร็ว

4. มอบช่วงเวลาที่มีคุณภาพให้แก่เขา
แบ่งเวลาคุณภาพให้กับเขา
มอบเวลาของคุณ เพื่ออยู่กับเขาอย่างเต็มที่ เต็ม 100
ใช้ช่วงเวลาดี ๆ ร่วมกัน

อาจเป็นการทำกิจกรรมเพื่อสังคม
ใช้เวลาเพื่อดูหนังกันอย่างอิ่มเอม
หรือการนั่งลง และพูดคุยกันแบบเปิดอก
พูดคุยกันอย่าง เป็นกันเองและสนุกสนาน

ทำให้ช่วงเวลาที่ได้ใช้ไปด้วยกันนี้
เป็น ช่วงเวลาที่มีคุณภาพ
เป็น ช่วงเวลาที่ดี และน่าจดจำ

5. สัมผัส โอบกอด ทำให้เขารู้ว่าคุณอยู่ข้าง ๆ เขา
การ สัมผัส และการ โอบกอด เป็นอีก 1 วิธีการ ของการแสดงออก ถึง ความรัก ที่น่าทึ่งนะครับ
บางคนพูดอะไรมากมาย เป็นร้อยเป็นพันคำ กลับทำให้อีกฝ่ายรู้สึกอบอุ่นได้ไม่เท่าการโอบกอด เพียงไม่กี่นาที

คุณอาจ สวมบทบาท เป็น หมอนวดแผนไทย ชั่วคราว
ทำการบีบนวดผ่อนคลายให้เขา หลังจากที่เขาต้อง
เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้ามาทั้งวัน...

แค่นี้คนถูกนวดก็ฟิน
และรักคุณจะตายแล้ว


#นักจิตวิทยา
#นักสะกดจิตบำบัด

เรื่องผีมีดีกว่าที่คิด!ใครเป็นเหมือนกันบ้างกลัวผี!! แต่ชอบฟังเรื่องผี!!!ฟังเสร็จกลับไปนอนไม่หลับ บอกตัวเองว่าทีหลังไม่เอ...
12/11/2025

เรื่องผีมีดีกว่าที่คิด!

ใครเป็นเหมือนกันบ้าง
กลัวผี!! แต่ชอบฟังเรื่องผี!!!
ฟังเสร็จกลับไปนอนไม่หลับ บอกตัวเองว่าทีหลังไม่เอาไม่ฟังแล้ว แต่พอมีโอกาสก็เห็นตั้งไจฟังซะงั้น

ข่าวดี.. รู้หรือไม่ว่า
การฟังเรื่องผีอาจทำให้สุขภาพของเราดีขึ้นได้ด้วยนะ

“มนุษย์เราทุกคนชอบเรื่องน่ากลัว เพราะต้องการความตื่นเต้นครับ”

นี่เป็นผลของงานวิจัยที่นักจิตวิทยาหลายคนในต่างประเทศได้ศึกษาไว้
และแน่นอนว่า พวกหนังสยองขวัญ เรื่องราวลี้ลับต่างๆ ตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี

ลองมาดูตัวอย่างงานวิจัยกันซักหน่อยครับ

Aristotle นักปราชญ์ชาวกรีกกล่าวว่า “ เรื่องราวน่ากลัวและบทละครที่มีความรุนแรง ดึงดูดผู้คนได้ เพราะมันช่วยล้างอารมณ์เชิงลบหรือการรู้สึกว่าตัวเองได้ปลดปล่อยความรู้สึกก้าวร้าว”

Psychoanalytic Theory โดย Freud and Jung ได้กล่าวว่า “ความสยองขวัญเป็นการแสดงให้เห็นความคิดความรู้สึกที่แปลกประหลาดที่หลายคนคุ้นเคย”

นอกจากนี้
เรื่องราวที่น่ากลัว สยองขวัญ หรือความรุนแรง มักกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นซึ่งเป็นความต้องการตามธรรมชาติของมนุษย์ทุกคนอยู่แล้ว

ยิ่งเป็นเรื่องราวที่ลึกลับซับซ้อน ที่ไม่เคยรู้เคยเห็น ยิ่งช่วยกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นให้มากขึ้นได้นั่นเอง

Sigmund Freud กล่าวว่า “ความก้าวร้าวรุนแรงเป็นสัญชาตญาณภายในของมนุษย์ทุกคนที่ถูกกดทับซ่อนเร้นไว้ ดังนั้น การได้รับรู้เรื่องราวผี ๆ หรือการดูหนังสยองขวัญ อ่านนิยายอาชญากรรม ทำให้เราได้ปลดปล่อยอารมณ์ออกมา”

(ปลดปล่อยกับการดูหนัง ดีกว่าไปปลดปล่อยกับผู้คนรอบข้างเป็นไหน ๆ จริงไหม?)

แล้วหนังผีอาจช่วยให้เรามีสุขภาพดีขึ้นได้อย่างไรล่ะ?

ก็เพราะความลึกลับ ซับซ้อน ซ่อนเร้น ตื่นเต้น สยองขวัญ มันทำให้สมองของเรา “ตื่นตัว” (รู้สึกถึงความน่ากลัว แต่ไม่ถึงตาย) ส่งผลให้ร่างกายหลั่งสาร Adrenaline Endorphin และ Dopamine ออกมา
ทำให้หัวใจสูบฉีดเลือดได้มากขึ้น
ทำให้ปลดปล่อยความเครียด ร่างกายจะรู้สึกดีขึ้น
ทำให้เกิดความสุขโดยที่เราไม่รู้ตัว

นอกจากนี้
ยังมีบางงานวิจัยที่ชี้ว่า การฟังหรือดูเรื่องราวประเภทนี้ ทำให้เรามีการเตรียมตัวเตรียมใจที่ดีไว้ล่วงหน้าอีกด้วย
เรามีแนวโน้มที่จะจัดการกับปัญหาได้ดีขึ้นหากต้องอยู่ในสถานการณ์นั้น ๆ
อย่างที่เรามักพูดว่า “อย่าไปทางนั้น” “หากเป็นฉันจะไม่ทำอย่างนั้น” ขณะดูหนังดูละครนั่นเอง

ดังนั้น เมื่อเกิดเหตุการณ์แบบนั้นขึ้นจริง สมองเราจะรู้วิธีรับมือ และทำให้ตัวเองปลอดภัยมากขึ้นครับ

น่าสนใจมากใช่ไหมล่ะ!

ว่าแล้วคืนนี้ชวนพี่ ๆ น้อง ๆ มาดูหนังผีกันดีกว่าครับ หรือใครอยากนั่งดูคนเดียวก็ไม่ผิดกติกาอะไร เอาที่สบายใจเลยครับ


#นักจิตวิทยา
#นักสะกดจิตบำบัด

ที่อยู่

Ban Hat Yai

เบอร์โทรศัพท์

+66856951493

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Learn for Lifeผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ การปฏิบัติ

ส่งข้อความของคุณถึง Learn for Life:

แชร์

Share on Facebook Share on Twitter Share on LinkedIn
Share on Pinterest Share on Reddit Share via Email
Share on WhatsApp Share on Instagram Share on Telegram