Learn for Life เปิดสอนพิเศษและฝึกอบรมด้านการพัฒน?

ไม่ว่าจะกี่ยุคกี่สมัย มนุษย์ต่างก็พยายามที่จะพัฒนาตนเองไปสู่ความเป็นเลิศ ด้วยกลวิธีต่าง ๆ มากมาย แต่แล้วเทคนิควิธีการที่สามารถเผยแพร่ไปทั่วโลกและทนทานต่อการพิสูจน์ของกาลเวลา และยืนยงอยู่ได้มากว่า 40 ปีก็คือ NLP หรือ Neuro-Linguistic Programming ซึ่งปัจจุบันในประเทศไทยได้มีการเปิดตัวสถาบันฝึกอบรมเทคนิควิธีการดังกล่าวขึ้นหลายแห่ง แต่ส่วนใหญ่ก็จะกระจุกตัวกันอยู่แค่ในเมืองหลวงของเราเท่านั้น ผมซึ่งศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับ NLP มาหลายวิธี จึงได้นำเอาบทเรียนจากเทคนิควิธีต่าง ๆ มาผสมประสานเข้ากับหลักจิตวิทยา และการสะกดจิต แล้วรวบรวมขึ้นเป็นหลักสูตรการสอน และฝึกอบรม เพื่อเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับบุคคลที่ต้องการพัฒนาตนเองไปสู่ความเป็นเลิศทั้งด้านร่างกาย และจิตใจ
ดั่งพุทธพจน์ที่ว่า "ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน ทุกสิ่งทุกอย่างสำเร็จได้ด้วยใจ" และ "จิตที่ฝึกดีแล้ว ย่อมนำความสุขมาให้"
เราจึงมุ่งเน้นส่งเสริมให้ผู้คนมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการพัฒนาจิต อันจะเป็นทางเลือกหนึ่งในการเรียนรู้ที่จะนำพาชีวิตตนเองไปสู่ความสุข ความสำเร็จได้อย่างง่ายดาย และรวดเร็ว

ตกนรกลงไปแล้วจะปีนกลับขึ้นมาโอกาสแทบเป็นศูนย์..ครั้งหนึ่งพระพุทธเจ้าได้เคยใช้ปลายนิ้วสัมผัสพื้นดินแล้วตรัสถามลูกศิษย์ด้ว...
14/03/2026

ตกนรกลงไปแล้วจะปีนกลับขึ้นมาโอกาสแทบเป็นศูนย์..

ครั้งหนึ่ง
พระพุทธเจ้าได้เคยใช้ปลายนิ้วสัมผัสพื้นดิน
แล้วตรัสถามลูกศิษย์ด้วยคำถามง่าย ๆ

“ดินที่ติดปลายนิ้วตถาคต กับดินในมหาปฐพีนี้ อย่างไหนมากกว่ากัน”

แน่นอนครับ
ดินที่ติดปลายนิ้วนั้นน้อยนิดจนแทบมองไม่เห็น เมื่อเทียบกับพื้นดินทั้งโลก

แต่คำตอบที่ตามมากลับหน้าขนลุกกว่านั้นหลายเท่า
พระองค์ตรัสว่า

“ มนุษย์ที่ตายไปแล้วได้กลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีกครั้งมีจำนวนเท่ากับเศษดินที่ปลายเล็บ ส่วนที่เหลือมหาศาลเท่าดินในมหาปฐพีนั้นล้วนพุ่งดิ่งลงสู่อบายภูมิ ทั้งนรก เปรต และสัตว์เดรัจฉาน”

หลายคนฟังแล้วอาจจะกลัวตัวเลขแต่ความจริงเบื้องหน้าที่น่ากลัวกว่าจำนวนคือความยากในการปีนกลับขึ้นมา

ทำไมดินปลายเล็บถึงมีน้อยนัก
เพราะเมื่อจิตหลุดจากสภาวะมนุษย์ลงสู่ความมืดบอดแล้ว เราจะสูญเสียเครื่องมือในการทำความดีไปจนหมดสิ้น
ในโลกของสัตว์หรือนรกไม่มีพื้นที่ให้ฝึกสติ ไม่มีเวลาให้เห็นธรรม
มีแต่การเบียดเบียน และการจองจำด้วยวิบากกรรมที่มองไม่เห็นจุดจบ

ลองนึกภาพเต่าตาบอดตัวหนึ่งกลางมหาสมุทรที่บ้าคลั่ง
ทุก ๆ 100 ปีมันจะโผล่หัวขึ้นมาหายใจเพียงครั้งเดียว
โอกาสที่หัวของมัน จะสวมเข้าไปพอดีกับรูแอกไม้ที่ลอยส่ายไปมากลางพายุนั้น ยากเพียงใด
พระองค์ตรัสว่า

“การที่ผู้ที่ตกลงไปแล้วจะกลับขึ้นมาเป็นมนุษย์อีกครั้งยากยิ่งกว่านั้นอีก”

ดังนั้น การที่เรายังมีลมหายใจ มีสติพอที่จะตั้งคำถามและได้ยินเรื่องราวนี้ในตอนนี้
คือโอกาสระดับหนึ่งในล้านล้าน ที่คุณต้องคว้าไว้ให้มั่น

ความจริงเบื้องหน้าคือโอกาสหนึ่งในล้านล้านนี้ ไม่ได้มีไว้ให้เราหวาดกลัวแต่มันมีไว้เพื่อให้เราตื่น
อย่ารอจนกลายเป็นเต่าตาบอดที่หลงทาง ในวันที่เรายังมีดวงตาที่มองเห็นแสงสว่างอยู่ตรงหน้าครับ


#นักจิตวิทยา
#นักสะกดจิตบำบัด

ขอเวลา 25 นาที แลกกับการไม่ต้องเสียเวลาชีวิตฟรี ๆ ไปอีก 20 ปี!..วันนี้ผมมีโอกาสได้ฟัง Podcast เรื่องหนึ่ง บอกเลยว่า มันโ...
13/03/2026

ขอเวลา 25 นาที แลกกับการไม่ต้องเสียเวลาชีวิตฟรี ๆ ไปอีก 20 ปี!..

วันนี้ผมมีโอกาสได้ฟัง Podcast เรื่องหนึ่ง
บอกเลยว่า มันโดนใจสุด ๆ
ที่ว่าโดน ไม่ใช่แค่เหมือนใครเอามือมาสัมผัสเบา ๆ ตรงหน้าอกด้านซ้าย หรือกระซิบเบา ๆ ข้างหูให้พอใจสั่น ๆ
แต่มันคือการเอาไม้หน้าสามมากระแทกเข้าไปจัง ๆ ตรงหน้า พร้อมเสียงตะโกนใส่แบบไม่ยั้งว่า “เฮ่! ลุกขึ้น แล้วไปใช้ชีวิตแบบถูกต้องซะ”

เอาละ ถ้าคุณพร้อมแล้ว ไปดูกันว่า Jay Shetty เขาอยากบอกอะไรเรา

เขานำเสนอความจริงที่แอบเจ็บปวดแต่น่าคิดว่า
“คนส่วนใหญ่ไม่ได้ทำชีวิตพังเพราะตัดสินใจพลาดครั้งใหญ่
แต่พังเพราะปล่อยให้ชีวิตไหลไปเรื่อย ๆ กับสิ่งที่ ‘ก็โอเคดี’ นานเกินไป”

นี่คือ 6 หลุมพรางทางจิตวิทยาที่ทำให้เราเสียเวลาชีวิตไปฟรี ๆ พร้อมวิธีแก้ไขครับ

1. ติดกับดัก “ความคุ้นเคย”
- สิ่งที่เกิดขึ้น : เรามักยอมทนอยู่ในที่ที่แย่ (เช่น งานที่หมดไฟ หรือความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ) เพียงเพราะเราชินกับมัน
- ความจริงคือ : มนุษย์กลัว “ความไม่แน่นอน” มากกว่า “ความทนทุกข์” เราเลยยอมเจ็บปวดกับเรื่องเดิม ๆ มากกว่าเสี่ยงไปเจอสิ่งใหม่
- ข้อคิด : “ถ้าคุณไม่ชอบจุดที่ยืนอยู่ ก็แค่เดินออกมา คุณไม่ใช่ต้นไม้นะ”

2. หลอกตัวเองว่า “ยังมีเวลา”
- สิ่งที่เกิดขึ้น : เรามักคิดว่าเดี๋ยวค่อยทำก็ได้ เวลาเหลือเฟือ
- ความจริงคือ : พออายุเลย 30 เราจะรู้สึกว่าเวลาผ่านไปไวมาก ไม่ใช่เพราะนาฬิกาเดินเร็วขึ้น แต่เพราะชีวิตเรา “ขาดความตื่นเต้นและสิ่งใหม่ ๆ” พอทำอะไรซ้ำเดิมทุกวัน สมองจะไม่บันทึกความจำ ทำให้เวลาดูสั้นลง
- ข้อคิด : การใช้ชีวิตแบบไม่มีอะไรใหม่เลย จะทำให้รู้สึกว่าชีวิตสั้น แม้คุณจะอายุยืนก็ตาม

3. เสพติดยาที่แพงที่สุด นั่นคือ “ความสบาย”
- สิ่งที่เกิดขึ้น : สมองเราถูกออกแบบมาให้ประหยัดพลังงานและเลี่ยงความลำบาก เราเลยชอบเลือกสิ่งที่ง่ายและสบายไว้ก่อน
- ความจริงคือ : ความเติมเต็มในชีวิตมาจาก “ความหมาย” ไม่ใช่ “ความสุขฉาบฉวย” ซึ่งความหมายมักแลกมาด้วยความเหนื่อยยากเสมอ ลองมองย้อนกลับไป ความสำเร็จหรือความเข้มแข็งที่คุณมีในวันนี้ ล้วนมาจากช่วงเวลาที่คุณก้าวผ่าน “ความอึดอัด” มาแล้วทั้งสิ้น

4. คุณไม่ใช่เป้าหมายที่คุณตั้งไว้ แต่คือ “สิ่งที่คุณทำซ้ำ ๆ”
- สิ่งที่เกิดขึ้น : เรามักหลอกตัวเองด้วยการตั้งเป้าหมายสวยหรู แต่พฤติกรรมในแต่ละวันกลับตรงกันข้าม
- ความจริงคือ : กว่า 45% ของสิ่งที่เราทำในแต่ละวันคือ “ความเคยชิน”
- ข้อคิด : คำถามสำคัญไม่ใช่ “คุณอยากได้อะไร” แต่คือ “วันนี้คุณกำลังฝึกทำอะไรอยู่?” ถ้าคุณฝึกเล่นมือถือฆ่าเวลาทุกวัน คุณก็จะได้ชีวิตที่เลื่อนลอยเป็นผลลัพธ์

5. ภาพลวงตาของคำว่า “ไว้ก่อน”
- สิ่งที่เกิดขึ้น : ไว้ก่อนรอให้พร้อมกว่านี้ ไว้ก่อนรอให้ว่างกว่านี้...
- ความจริงคือ : คำว่า “ไว้ก่อน” ไม่มีอยู่จริง มันเป็นแค่นิทานที่เราแต่งขึ้นมาหลอกให้ตัวเองรู้สึกผิดน้อยลงตอนที่ขี้เกียจ เพราะ “ตัวเราในอนาคต” ก็คือตัวเราในวันนี้นี่แหละ แค่พกพานิสัยผัดวันประกันพรุ่งที่ฝังรากลึกกว่าเดิมไปด้วย

6. “ความกลัว” ที่สวมรอยเป็น “เหตุผล”
- สิ่งที่เกิดขึ้น : เวลาไม่กล้าทำอะไร เรามักหาข้ออ้างหล่อ ๆ เช่น “มันยังไม่สมเหตุสมผล” หรือ “มันเสี่ยงเกินไป”
- ความจริงคือ : นี่คือการใช้ตรรกะมาปกป้องความกลัว
- ข้อคิด : ถ้าเหตุผลของคุณทำให้คุณรู้สึก “ปลอดภัยแต่ไม่มีความสุข” นั่นไม่ใช่ความฉลาด แต่มันคือความกลัว

**วิธีดึงชีวิตตัวเองกลับมา**

Jay Shetty แนะนำว่า อย่าเสียเวลาจมอยู่กับความรู้สึกผิดที่ผ่านมา แต่ให้เริ่มเปลี่ยนทิศทางชีวิต “เดี๋ยวนี้” ด้วย 3 ขั้นตอนง่าย ๆ

1) ใช้ชีวิตตาม “ค่านิยม” : ลองเลือกคุณค่าที่คุณให้ความสำคัญมา 1 อย่าง (เช่น ความซื่อสัตย์ ความเห็นอกเห็นใจ หรือการพัฒนาตัวเอง) แล้วพยายามใช้ชีวิตให้สอดคล้องกับสิ่งนั้นเป็นเวลา 30 วัน

2) รับผิดชอบต่อ “ความสนใจ” ของตัวเอง : คัดกรองสิ่งที่คุณเสพ ดู ฟัง หรือคนที่คุณคุยด้วย เพราะสิ่งเหล่านี้คือตัวป้อนข้อมูลที่จะกลายมาเป็นนิสัยของคุณ

3) เลือก “การเติบโต” มากกว่า “การถูกใจ” : เลิกทำสิ่งต่าง ๆ เพียงเพื่อให้คนอื่นยอมรับ แต่จงทำเพราะมันทำให้คุณเติบโตขึ้น

แก่นสำคัญที่สุด
“อย่ารอให้เห็นทางชัดเจนแล้วค่อยเดิน เพราะความชัดเจนจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อคุณยอมก้าวเท้าเดินต่างหาก”

Cr. Jay Shetty Podcast


#นักจิตวิทยา
#นักสะกดจิตบำบัด

กิจกรรม 1 ชั่วโมงแรกหลังตื่นนอนจะกำหนดคุณภาพชีวิตของคุณได้ทั้งวัน!..มีสูตร “จูนสมอง” ง่าย ๆ ที่สามารถทำได้ทันทีที่ลืมตาร...
11/03/2026

กิจกรรม 1 ชั่วโมงแรกหลังตื่นนอน
จะกำหนดคุณภาพชีวิตของคุณได้ทั้งวัน!..

มีสูตร “จูนสมอง” ง่าย ๆ ที่สามารถทำได้ทันทีที่ลืมตา

รู้ไหมครับว่าช่วงเวลาที่จิตใต้สำนึกของคุณ “เปิดรับ” ข้อมูลได้ดีที่สุดคือช่วง 1 ชั่วโมงแรกหลังตื่นนอน
(สมองยังอยู่ในระดับคลื่น Theta)
ซึ่งถ้าตื่นมาปุ๊บ จับมือถือปั๊บ แล้วไถดูข่าวลบ ๆ หรือเรื่องดราม่าต่าง ๆ ทันที
คุณกำลังสั่งจิตให้ดึงดูดเรื่องปวดหัวเข้ามาทั้งวัน!

คุณคงไม่ชอบแน่ ๆ จริงไหม?

งั้นเรามาเปลี่ยนตอนเช้าของคุณให้กลายเป็น “พลังงานบริสุทธิ์” ที่จะช่วยดึงดูดสิ่งดี ๆ ให้คุณได้ตลอดทั้งวันกันดีกว่า

ด้วยสูตรง่าย ๆ ดังนี้ครับ

1) ลุกขึ้นจากเตียงด้วยความกระตือรือร้น รู้สึกดีใจ มีความสุข และตื่นเต้นอย่างเหลือล้นเสมือนกำลังจะได้รับสิ่งดี ๆ ที่รอมาทั้งคืน

2) ห้ามแตะมือถือ 60 นาทีแรก
ให้เวลาตัวเองได้ตื่นอย่างสมบูรณ์แบบ
อย่าเพิ่งเอาความวุ่นวายของโลกภายนอกเข้ามาในหัว

3) ดื่มน้ำเปล่า 1 แก้วเต็ม ๆ
น้ำคือตัวนำพลังงานชั้นดี
จินตนาการว่าน้ำแก้วนี้กำลังเข้าไปชะล้างความขุ่นมัว และเติมความสดชื่นให้เซลล์ทุกเซลล์พร้อมรับพลังงานดี ๆ เข้ามา

4) จินตนาการภาพความสำเร็จ 3 นาที
หลับตาลง นึกถึงเป้าหมาย 1 อย่างที่คุณต้องการที่สุด
(เช่น ยอดขายทะลุเป้า, ได้รับข่าวดี, หายจากอาการป่วยไข้)
รู้สึกถึงความสุขตอนที่มันเกิดขึ้นจริง ๆ ยิ้มรับความรู้สึกนั้น

5) พูดคำขอบคุณล่วงหน้า
พูดกับตัวเองเบา ๆ ว่า “ขอบคุณเรื่องราวดี ๆ และความสำเร็จที่ฉันจะได้รับมาอย่างง่ายดายในวันนี้”

จำไว้ว่า
“วิธีที่คุณเริ่มต้นวัน คือวิธีที่คุณใช้ชีวิตทั้งวัน”
จงตื่นขึ้นมาในฐานะผู้ควบคุมโชคชะตา ไม่ใช่เหยื่อของสถานการณ์

มาเริ่มทำ 5 ข้อนี้กันตั้งแต่พรุ่งนี้เลยนะครับ



#นักจิตวิทยา
#นักสะกดจิตบำบัด

สิ่งที่ควรใส่ใจ..* สุขภาพร่างกายรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ดื่มน้ำให้เพียงพอ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และตรวจสุขภาพประจ...
08/03/2026

สิ่งที่ควรใส่ใจ..

* สุขภาพร่างกาย
รับประทานอาหารที่มีประโยชน์
ดื่มน้ำให้เพียงพอ
ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
และตรวจสุขภาพประจำปี

* สุขภาพจิตใจ
จัดการกับความเครียด
ไม่กดดันตัวเอง
รู้วิธีการผ่อนคลาย
ขอบคุณตัวเอง
ขอบคุณผู้อื่น
และรู้จักให้อภัย

* ความสัมพันธ์
ให้เวลากับครอบครัว
ใส่ใจคนรัก
เข้าใจเพื่อน ๆ
และรับฟังซึ่งกันและกัน

* การพัฒนาตนเอง
เรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ อยู่เสมอ
ปรับปรุงความรู้
พัฒนาการทำงาน
และมองโลกในแง่บวก

* การใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย
มีเป้าหมายที่ชัดเจน
ทำสิ่งที่รัก ที่ถนัด
ชื่นชมความสำเร็จเล็ก ๆ น้อย ๆ
ช่วยเหลือผู้อื่น
และทำประโยชน์ต่อส่วนรวม


#นักจิตวิทยา
#นักสะกดจิตบำบัด

การตื่นลืมตาขึ้นมาในแต่ละวันคือ “ปาฏิหาริย์” แห่งชีวิต..ทุกเช้าที่คุณตื่นลืมตาขึ้นมา มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มันคือโอก...
07/03/2026

การตื่นลืมตาขึ้นมาในแต่ละวันคือ “ปาฏิหาริย์” แห่งชีวิต..

ทุกเช้าที่คุณตื่นลืมตาขึ้นมา มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มันคือโอกาสใหม่ ที่จะได้เริ่มต้นแก้ไข หรือสร้างสรรค์สิ่งดี ๆ อีกครั้ง

เราไม่สามารถล่วงรู้อนาคต หรือกลับไปแก้อดีตได้ การอยู่กับปัจจุบัน และใช้ชีวิตอย่างรู้คุณค่าในวันนี้ จึงเป็นกำไรที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

แง่คิดเกี่ยวกับความมหัศจรรย์ของการตื่นมาในแต่ละวัน
- เป็นของขวัญและโอกาสใหม่
ทุกเช้าที่ลืมตาตื่นคือโอกาสที่ได้รับชีวิตเพิ่มอีกวัน เพื่อทำสิ่งที่ค้างคาให้สำเร็จ หรือสร้างรอยยิ้มใหม่ ๆ โดยไม่ต้องเดินซ้ำทางเดิม

- โอกาสในการตระหนักรู้ (Awakening)
การตื่นรู้ไม่ได้หมายถึงแค่ตื่นนอน แต่คือการเข้าใจเหตุผลของการใช้ชีวิต รู้ว่าเราทำไปเพื่ออะไร และเลือกที่จะตอบสนองต่อสิ่งต่าง ๆ รอบตัวอย่างไร

- อย่าเปรียบเทียบชีวิตกับผู้อื่น
ให้มองโลกตามจริงและใช้ชีวิตอย่างมีความหมายในแบบของตัวเอง แม้จะมีอุปสรรค แต่ก็เป็นเพียงบททดสอบที่จะทำให้เราแข็งแกร่งขึ้น

- การใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย
ตื่นมาพร้อมกับเป้าหมาย ทำให้แต่ละวันเป็นความโชคดี ไม่ใช่แค่ตื่นมาแล้วนอนเหม่อไปวัน ๆ

การตื่นมาในทุกเช้าจึงเป็นสิ่งที่สมควรขอบคุณ และใช้มันให้คุ้มค่าที่สุด


#นักจิตวิทยา
#นักสะกดจิตบำบัด

ฮอร์โมนความสุข..ฮอร์โมนความสุข หรือสารสื่อประสาทที่ช่วยขับเคลื่อนอารมณ์เชิงบวก ประกอบด้วย 4 ชนิดหลัก ๆ ได้แก่ 1) โดปามีน...
06/03/2026

ฮอร์โมนความสุข..

ฮอร์โมนความสุข หรือสารสื่อประสาทที่ช่วยขับเคลื่อนอารมณ์เชิงบวก
ประกอบด้วย 4 ชนิดหลัก ๆ ได้แก่

1) โดปามีน (Dopamine) ฮอร์โมนแห่งความสำเร็จ, รางวัล
เกิดจากการตั้งเป้าหมายเล็ก ๆ แล้วทำให้สำเร็จ, ทำกิจกรรมหรืองานอดิเรกที่ชอบ, การได้รับคำชม, การออกกำลังกาย, กินอาหารอร่อย ๆ, ฟังเพลงโปรด, ช้อปปิ้ง เป็นต้น
โดปามีนจะช่วยให้เรารู้สึกดี มีความพึงพอใจ กระปรี้กระเปร่า และมีแรงจูงใจมากขึ้น

2) ออกซิโทซิน (Oxytocin) ฮอร์โมนแห่งความรัก, ความผูกพัน
เกิดจากการได้กอดคนที่เรารัก หรือกอดตัวเอง, พูดคุยกับเพื่อนสนิท, เล่นกับสัตว์เลี้ยง, การนวด, การช่วยเหลือผู้อื่น, ทำงานจิตอาสา, การพูดคุยหรือทักทายผู้อื่น เป็นต้น
ออกซิโทซินจะช่วยให้เรารู้สึกรัก เชื่อมความสัมพันธ์กับผู้คน มีความรู้สึกปลอดภัยและอบอุ่น

3) เซโรโทนิน (Serotonin) ฮอร์โมนแห่งความผ่อนคลาย และสงบ
เกิดจากการออกไปรับแสงแดดตอนเช้า 10 – 15 นาที, ออกกำลังกาย, เดินเล่นในธรรมชาติ, นั่งสมาธิ กำหนดลมหายใจ, นวดผ่อนคลาย เป็นต้น
เซโรโทนินจะช่วยให้เรารู้สึกผ่อนคลาย มีอารมณ์ที่มั่นคง ลดความเครียดและอาการซึมเศร้าได้

4) เอ็นดอร์ฟิน (Endorphin) ฮอร์โมนแห่งความสุข ความรื่นเริง, ลดความเจ็บปวด
เกิดจากการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ, ยิ้มง่าย, หัวเราะบ่อย ๆ, ทานช็อกโกแลต หรือดาร์กช็อกโกแลต, ดูหนังตลก เป็นต้น
เอ็นดอร์ฟินจะช่วยให้เรารู้สึกเคลิบเคลิ้ม, ผ่อนคลายความเครียด และยังช่วยลดความเจ็บปวดได้ด้วย

ดังนั้น การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันเหล่านี้จะช่วยให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนความสุขชนิดต่าง ๆ ออกมา เช่น การออกกำลังกายเป็นประจำ จะช่วยกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนโดปามีน เซโรโทนิน และเอนดอร์ฟินได้พร้อมกัน
ในขณะที่การกอด การสัมผัสกับธรรมชาติ และการทำสมาธิ ช่วยเพิ่มระดับความสุข ลดความเครียด และทำให้สุขภาพกายและใจดีขึ้นได้อย่างยั่งยืน


#นักจิตวิทยา
#นักสะกดจิตบำบัด

“โลก” กับมุมมองที่แตกต่าง..บางคนมองโลกในแง่ดีเพราะเชื่อว่า สิ่งดี ๆ จะเกิดขึ้น แม้ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก มักมองเห็นโอกาส...
05/03/2026

“โลก” กับมุมมองที่แตกต่าง..

บางคนมองโลกในแง่ดี
เพราะเชื่อว่า สิ่งดี ๆ จะเกิดขึ้น แม้ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก
มักมองเห็นโอกาสมากกว่าอุปสรรค
มักเป็นคนที่มีแรงใจ มีความสุข ทนต่อความเครียดได้ และมีสุขภาพจิตดี
แต่บางครั้ง การมองโลกแง่ดีเกินไป อาจทำให้มองข้ามความเสี่ยงหรือผิดหวังได้ง่าย

บางคนมองโลกในแง่ร้าย
เพราะเชื่อว่า สิ่งร้าย ๆ จะเกิดขึ้น แม้ในสถานการณ์ที่ดีที่สุด
มักมีความกังวลและระแวดระวังสูง
มักมีการวางแผนสำรองไว้ล่วงหน้าได้ดีกว่าคนอื่น เพราะเตรียมรับสถานการณ์แย่ ๆ ไว้แล้ว
แต่การมองโลกแง่ร้ายเกินไป ส่งผลให้มีปัญหาสุขภาพจิตได้ง่าย มีความเครียด และความวิตกกังวลสูง

บางคนมองโลกตามความเป็นจริง
คนกลุ่มนี้จะมองสิ่งต่าง ๆ ตามที่มันเป็นจริง ใช้เหตุผล ประเมินข้อดีข้อเสีย และเตรียมพร้อมรับมือกับสิ่งที่อาจเกิดขึ้น
เป็นกลุ่มที่มีสุขภาพจิตดีและมั่นคงที่สุด เพราะไม่คาดหวังสูงเกินไปจนเครียดหรือผิดหวัง สามารถปรับตัวและรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ดีที่สุด

บางคนมองโลกแบบผสมผสาน
คือการนำข้อดีของทั้ง 3 แบบมาใช้ เช่น
“มองโลกตามความเป็นจริง แต่ก็มีความหวังในแง่ดี” คือการเห็นปัญหาว่ามีจริง แต่เชื่อมั่นว่าตนเองสามารถแก้ไขและจัดการให้ผลลัพธ์ออกมาดีได้

การปรับทัศนคติให้เหมาะสมกับสถานการณ์ โดยเฉพาะการเน้นมองโลกตามความเป็นจริงผสมกับแง่ดี เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการรักษาสุขภาพจิตและประสบความสำเร็จในชีวิต

คุณละ มองโลกแบบไหน?


#นักจิตวิทยา
#นักสะกดจิตบำบัด

ไม่ต้องรอให้พร้อม ก่อนลงมือทำ!..เพราะไม่มีใครพร้อมจริง 100% ก่อนเริ่มเรื่องสำคัญ ๆ หรอกครับเรามักคิดว่า “คนสำเร็จ” คือคน...
01/03/2026

ไม่ต้องรอให้พร้อม ก่อนลงมือทำ!..

เพราะไม่มีใครพร้อมจริง 100% ก่อนเริ่มเรื่องสำคัญ ๆ หรอกครับ

เรามักคิดว่า “คนสำเร็จ” คือคนที่ก้าวออกมาพร้อมกับความมั่นใจเต็มเปี่ยม
พร้อมแผนการที่ไร้ที่ติ
ความจริงคือ พวกเขามักเริ่มต้นจากความไม่พร้อมนั่นแหละครับ แต่กล้าที่จะกระโดดออกไปทั้งที่ข้อมูลยังไม่ครบ ทั้งที่ใจยังสั่น ต่างหากละ!

นั่นทำให้คนที่เริ่มทั้งที่ไม่พร้อม กลายเป็นผู้ชนะ ในขณะคนที่รอให้พร้อมก่อน จึงเป็นได้แค่คนช่างฝัน

การรอให้พร้อม คือรูปแบบหนึ่งของการ “ผัดวันประกันพรุ่ง” นั่นเอง (แม้ดูเหมือนจะมีเหตุผลในตอนแรกก็ตาม)

เรามักเข้าใจว่า ต้องเก่งกว่านี้ก่อน ต้องมีความมั่นใจก่อน ถึงจะลงมือทำ
แต่ความจริงก็คือ เมื่อเราลงมือทำ (ทั้งที่กลัวและไม่พร้อมนั่นแหละ) จะยิ่งทำให้เราค่อย ๆ พัฒนาความเก่งได้มากขึ้น และความมั่นใจก็จะยิ่งค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเอง

เพราะความเก่งไม่ได้เกิดจากการนั่งคิด แต่เกิดจากการลงมือทำ ความผิดพลาดที่เกิดขึ้น จะทำให้เราเกิดการเรียนรู้ และพัฒนา อันจะนำไปสู่ความมั่นใจที่มากขึ้นเรื่อย ๆ ในที่สุด

คนเราไม่ได้เกิดมาเก่งหรือฉลาดเลยนี่นา ก็ต้องผ่านช่วงเวลาของการเป็นมือใหม่กันมาทั้งนั้น
การมีความอดทนกับการถูกมองว่า ไม่เก่ง ดูเงอะงะ และเป็นมือใหม่ได้โดยไม่หนีเตลิดไปเสียก่อน จึงเป็นราคาที่ต้องจ่าย เพื่อเป็นคนเก่ง ชำนาญ และเป็นมือโปรในวันหน้า

การทำทั้งที่ไม่พร้อม จึงไม่ได้แปลว่า การทำไปอย่างมั่ว ๆ หรือไร้สติ
แต่มันคือการทำภายใต้ข้อมูล ทรัพยากร หรือแผนงานที่ดีที่สุดในตอนนี้
แล้วนำสิ่งที่ได้เรียนรู้เพิ่มเติมระหว่างทาง (ที่อาจจะลำบากและทุลักทุเลไปบ้าง) มาปรับปรุง แก้ไข พัฒนาให้ดีขึ้น

จำไว้ว่า “คนชนะไม่ใช่คนที่ไม่เคยพลาด แต่คือคนที่เริ่มเร็ว พลาดเร็ว และปรับตัวได้ไวที่สุด” (Agility)

โอกาสมักตกเป็นของคนที่กล้าลงมือทำก่อน
คนที่กล้าจะพูดว่า “ฉันยังไม่เคยทำ แต่จะหาทางทำให้ได้” จะถูกสถานการณ์ที่บีบคั้น นั้น ดึงศักยภาพที่แฝงอยู่ภายในตัวตนออกมา และพาเราก้าวไปสู่การเติบโต

ถ้าวันนี้เรามีเรื่องที่สำคัญหรือยิ่งใหญ่ให้ต้องทำ แล้วรู้สึกว่า “ฉันยังไม่พร้อม”
จงยิ้มรับมัน...
เพราะนั่นเป็นสัญญาณว่า คุณกำลังจะได้ก้าวออกไปสู่การเติบโตขึ้นอีกขั้นหนึ่ง

ไม่ต้องรอให้หายกลัว ไม่ต้องรอให้ใจหายสั่น ไม่ต้องรอให้พร้อม
แค่ยิ้มรับ แล้วลงมือทำไปเลยครับ


#นักจิตวิทยา
#นักสะกดจิตบำบัด

การลงทุนที่ฉลาดที่สุดในชีวิต เพื่อเพิ่มศักยภาพให้กับอนาคตตนเอง..“ถ้าคุณสามารถฝึกเด็กได้แค่ทักษะเดียว คุณควรเลือกอะไร?”  ...
26/02/2026

การลงทุนที่ฉลาดที่สุดในชีวิต เพื่อเพิ่มศักยภาพให้กับอนาคตตนเอง..

“ถ้าคุณสามารถฝึกเด็กได้แค่ทักษะเดียว คุณควรเลือกอะไร?”

จากการศึกษาเป็นเวลา 50 ปี ของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ได้ยืนยันว่า เด็กที่มีศักยภาพในอนาคต 90% มักใช้เวลาว่างไปกับการ “อ่านหนังสือ”
พวกเขาเลือกที่จะใช้เวลาในห้องสมุด แทนที่จะเพลิดเพลินกับชายหาดอันอบอุ่น

จากงานวิจัยของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดแสดงให้เห็นว่า...
นักศึกษาฮาร์วาร์ด 85% อ่านหนังสืออย่างน้อย 1 เล่มต่อสัปดาห์ (ผลสำรวจ Harvard Crimson ปี 2019)

โดยเฉลี่ยแล้วนักศึกษาแต่ละคนอ่านหนังสือ 50-70 เล่มต่อปี (รวมถึงเอกสารทางวิชาการ)

นักศึกษาที่ใช้เวลาว่างไปกับการอ่านหนังสือ 90% ได้รับทุนการศึกษาอย่างง่ายดาย

ในกลุ่มที่อ่านหนังสือมากกว่า 15 เล่มต่อปีมีโอกาสได้รับทุนการศึกษาเพิ่มขึ้น 27%

นักศึกษาที่อ่านหนังสือเพื่อความบันเทิงเป็นประจำมีคะแนน SAT สูงขึ้น 10-15%

การอ่านหนังสือไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มพูนความรู้เท่านั้น แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือฝึกการคิดวิเคราะห์และจินตนาการอีกด้วย

คนประสบความสำเร็จจำนวนมากพิสูจน์แล้วว่า นิสัยการอ่านหนังสือคือ “ความลับ” ที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิต เช่น

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ที่จัดทำ “แผนการอ่านหนังสือรายสัปดาห์” มาตั้งแต่สมัยประถมศึกษา

บิล เกต ที่อ่านหนังสือปีละ 50 เล่ม และยอมรับว่า “การอ่านหนังสือไม่หยุดช่วยให้ผมมีความสามารถในการหาเงินที่แข็งแกร่ง”

ชาร์ลี มังเกอร์ อัจฉริยะด้านการลงทุน มักพกหนังสือติดตัวมาตั้งแต่เด็ก เขากล่าวว่า “ความสำเร็จของผมเกิดจากการไม่เสียเวลาในการอ่านแม้แต่นาทีเดียว”

ถ้าเราอยากช่วยให้เด็ก ๆ มีพัฒนาการอย่างรอบด้าน ทั้งด้านสติปัญญา อารมณ์ และบุคลิกภาพ ก็ควรส่งเสริมให้พวกเขารักการอ่านกันครับ

การศึกษาทางวิทยาศาสตร์และประสบการณ์จริงมากมายได้พิสูจน์แล้วว่า
เด็กที่รักการอ่าน มักจะมีข้อได้เปรียบที่โดดเด่นทั้งในด้านการเรียนรู้และการใช้ชีวิต

การอ่านหนังสือ ยังมีประโยชน์อื่น ๆ อีกมากมาย ได้แก่
1) ขยายความรู้ให้กว้างขวางขึ้น : เด็ก ๆ สามารถเข้าถึงข้อมูลที่หลากหลาย ตั้งแต่วิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ศิลปะ วรรณกรรม และอีกมากมายนับไม่ถ้วน ช่วยพัฒนาทักษะทางภาษา การแสดงออก กระบวนการคิดแบบต่าง ๆ ไปจนถึงการใช้ชีวิตอย่างมีประสิทธิภาพ

2) พัฒนาจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ : การอ่านช่วยกระตุ้นจินตนาการอันทรงพลัง ต่างจากการดูทีวี หรือเล่นเกม เพราะขณะอ่าน เด็ก ๆ จะต้องจินตนาการถึงตัวละคร ฉาก และโครงเรื่อง ซึ่งจะช่วยเพิ่มความคิดสร้างสรรค์ในการเรียนรู้ได้มากกว่า

3) การฝึกอารมณ์และบุคลิกภาพ : เรื่องราวในหนังสือที่เกี่ยวกับความเมตตา ความเพียรพยายาม มิตรภาพ และครอบครัว ช่วยให้เด็ก ๆ เข้าใจผู้อื่น เรียนรู้วิธีรับมือกับความยากลำบากจากตัวละครในหนังสือ เสริมสร้างความภาคภูมิใจในตนเองและความมุ่งมั่น ผ่านตัวอย่างที่ยอดเยี่ยม

4) ลดความเครียด เพิ่มสมาธิ : ในยุคเทคโนโลยี เด็ก ๆ มักถูกรบกวนจากโทรศัพท์และคอมพิวเตอร์ได้ง่าย การอ่านช่วยพัฒนาความอดทน เพราะการอ่านต้องใช้สมาธิสูง นอกจากนี้ เด็ก ๆ ยังช่วยลดความเครียดได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออ่านหนังสือตลกหรือการ์ตูน และพัฒนาความจำด้วยการจดจำเนื้อเรื่องที่อ่าน

5) การประหยัดต้นทุน : หนังสือถือเป็นเครื่องมือการเรียนรู้ที่คุ้มค่าที่สุด ราคาไม่แพงแต่คุ้มค่า อ่านได้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ทุกครั้ง เข้าถึงได้ง่าย ไม่ว่าจะจากห้องสมุดโรงเรียน หรืออีบุ๊ก การลงทุนในหนังสือเป็นการลงทุนที่ชาญฉลาดที่สุดสำหรับอนาคตของเด็ก ๆ ทุกคนครับ


#นักจิตวิทยา
#นักสะกดจิตบำบัด

มาบอกตัวเองด้วยถ้อยคำดี ๆ เพื่อต้อนรับวันใหม่กันทุกเช้าครับ..คุณรู้ไหมว่า การพูดกับตัวเองในแง่ลบแม้จะเป็นเพียงคำล้อเล่นก...
25/02/2026

มาบอกตัวเองด้วยถ้อยคำดี ๆ เพื่อต้อนรับวันใหม่กันทุกเช้าครับ..

คุณรู้ไหมว่า การพูดกับตัวเองในแง่ลบ
แม้จะเป็นเพียงคำล้อเล่นก็ตาม ก็ไม่ควรทำครับ
เพราะร่างกายไม่เข้าใจว่า อะไรคือเรื่องเล่น อะไรคือเรื่องจริง
ทุกถ้อยคำคือพลังงาน และพลังงานนั้นสามารถสร้างอิทธิพลได้
ดังนั้น เมื่อคุณเปลี่ยนวิธีพูดกับตัวเอง
คุณก็ได้เริ่มเปลี่ยนชีวิตของตัวเองไปด้วยเช่นกัน

และวันนี้ ผมมีคำพูดแง่บวกมาให้พวกเราได้เลือกพูดกับตัวเองกันครับ (หรือจะพูดทั้งหมดนี้เลยก็ไม่ผิดกติกาอะไรนะ)

ฉันคู่ควรกับความสุข
ฉันคู่ควรกับความสงบสุข
ฉันควรได้รับความรักที่ราบรื่นไม่ต้องฝืนใจ
ฉันคู่ควรกับความปรองดองกัน
ฉันคู่ควรกับแสงสว่างในชีวิต
ฉันคู่ควรกับจิตวิญญาณของฉันที่เปล่งประกายอย่างแท้จริง
ฉันคู่ควรกับปาฏิหาริย์
ฉันคู่ควรกับความรื่นไหล
ฉันคู่ควรกับพรดี ๆ ที่จะช่วยให้ฉันเติบโตก้าวหน้า
ฉันคู่ควรกับความอุดมสมบูรณ์
ฉันคู่ควรกับความสุขใจ
ฉันคู่ควรกับความรู้สึกนี้เสมอไป
ฉันคู่ควรกับทุกอย่างนี้เลย


#นักจิตวิทยา
#นักสะกดจิตบำบัด

อยากประสบความสำเร็จ ต้องฝึกสมองแบบ HARVARD..1) การฝึกสมองเพื่อเพิ่มศักยภาพ (โดย Dr. Howard E. LeWine)* แนวคิดสำคัญเกี่ยว...
24/02/2026

อยากประสบความสำเร็จ ต้องฝึกสมองแบบ HARVARD..

1) การฝึกสมองเพื่อเพิ่มศักยภาพ (โดย Dr. Howard E. LeWine)

* แนวคิดสำคัญเกี่ยวกับการฝึกสมอง *

1. สมองมีความยืดหยุ่น สามารถเรียนรู้และพัฒนาได้ตลอดชีวิต แต่ต้องได้รับการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ

2. การฝึกสมองเป็นการสร้างทุนสำรองทางปัญญา เพราะเมื่ออายุมากขึ้น ทักษะการคิดและความจำจะเริ่มถดถอย

3. กิจกรรมที่ท้าทายและต้องเรียนรู้อย่างต่อเนื่องเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการรักษาสุขภาพสมอง

4. การออกกำลังกายสม่ำเสมอช่วยพัฒนาการทำงานของสมองหลายด้าน ทั้งความจำ การแก้ปัญหา สมาธิ และความใส่ใจในรายละเอียด ยกตัวอย่างเช่น การว่ายน้ำ นอกจากจะได้ประโยชน์ต่อหัวใจและกล้ามเนื้อแล้ว ยังต้องใช้การคิด ประมวลผล และเรียนรู้เรื่องการหายใจและท่าทางอย่างต่อเนื่อง

* เคล็ดลับการฝึกสมอง *

5. เลือกทำกิจกรรมใหม่เพียงหนึ่งอย่าง เพื่อให้สามารถทุ่มเทได้อย่างเต็มที่

6. สมัครเรียนคอร์สที่สนใจ โดยเฉพาะกิจกรรมที่ต้องใช้ทักษะเฉพาะ เช่น การวาดภาพหรือดนตรี

7. จัดตารางเวลาฝึกฝนให้แน่นอน เน้นความสม่ำเสมอมากกว่าระยะเวลา

* หลักการเลือกกิจกรรมที่เหมาะสม *

8. มีความท้าทาย : สมองต้องได้รับการท้าทายเพื่อพัฒนา การเรียนรู้สิ่งใหม่จึงมีประโยชน์มาก

9. มีความซับซ้อน : กิจกรรมที่ซับซ้อนจะกระตุ้นการทำงานของสมองด้านการแก้ปัญหาและความคิดสร้างสรรค์

10. ต้องมีการฝึกฝน : การฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอสำคัญกว่าการพยายามพัฒนาอย่างก้าวกระโดด

11. งานวิจัยพบว่ากิจกรรมสร้างสรรค์ เช่น การวาดภาพ การเล่นดนตรี การเขียน และการเรียนภาษา ช่วยพัฒนาการทำงานของสมองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

* ข้อแนะนำในการเริ่มต้น *

12. เลือกกิจกรรมที่สนใจจริง ๆ เพื่อสร้างแรงจูงใจในระยะยาว

13. เริ่มจากระดับที่เหมาะสม ไม่ง่ายหรือยากจนเกินไป

14. หากไม่พร้อมเริ่มกิจกรรมใหม่ ลองเพิ่มความท้าทายในกิจกรรมที่ทำอยู่แล้ว

2) เทคนิคการเรียนแบบนักศึกษาฮาร์วาร์ด (โดย Lian Parsons)

* หลักการสำคัญในการเรียนรู้ *

1. การท่องจำไม่ใช่การเรียนรู้ที่ลึกซึ้งพอจะจดจำได้ในระยะยาว

2. ไม่ควรอ่านทบทวนแบบหักโหม แม้อาจทำข้อสอบได้ดี แต่ไม่ได้หมายความว่าเข้าใจเนื้อหาอย่างแท้จริง

3. การวางแผนล่วงหน้าและมีเป้าหมายชัดเจนจะช่วยให้รู้สึกเตรียมพร้อมและมีแนวทางที่ชัดเจน

4. อย่าลังเลที่จะขอความช่วยเหลือ ทั้งจากอาจารย์ ติวเตอร์ หรือเพื่อนร่วมชั้น การหาความช่วยเหลือเพิ่มเติมเป็นเรื่องปกติในสถานศึกษา

5. การเรียนรู้แบบกลุ่มมีประโยชน์ เพราะช่วยให้ได้อธิบายเนื้อหาให้กันฟัง ทดสอบความรู้ และสร้างเครือข่ายการเรียนรู้

6. ค้นหาสไตล์การเรียนรู้ของตัวเอง ผ่านกระบวนการ metacognition (เป็นความสามารถในการตระหนักรู้ วางแผน ตรวจสอบ และประเมินกระบวนการเรียนรู้หรือการทำงานของตนเอง ช่วยให้บุคคลเข้าใจจุดแข็ง-จุดอ่อน วางแผนการทำงาน และปรับเปลี่ยนกลยุทธ์เพื่อแก้ปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ)

7. ทบทวนความรู้เดิมก่อนเรียนเนื้อหาใหม่

8. จดบันทึกข้อมูลใหม่และเชื่อมโยงกับความรู้เดิม

9. สรุปสิ่งที่เรียนรู้และหาคำตอบสำหรับคำถามที่ยังค้างคา

10. พักสมองอย่างเหมาะสม งานวิจัยพบว่าการพักระหว่างการเรียนช่วยเพิ่มความจำ และการพักผ่อนมีความสำคัญพอ ๆ กับการฝึกฝนในการเรียนรู้ทักษะใหม่

11. สร้างพื้นที่การเรียนรู้ที่เหมาะสม ปราศจากสิ่งรบกวน และมีอุปกรณ์พร้อม

12. ให้รางวัลตัวเอง งานวิจัยพบว่าการให้รางวัลเล็ก ๆ น้อย ๆ ระหว่างการเรียนช่วยเพิ่มความสนใจและแรงจูงใจได้ดีกว่าการรอให้รางวัลครั้งใหญ่ตอนจบ

13. ตั้งเป้าหมายตามหลัก SMART
- Specific : เฉพาะเจาะจง รู้ว่าต้องทำอะไร เช่น “จะอ่านหนังสือทุกวันช่วง 14.00-16.00 น. ที่ห้องสมุด”
- Measurable : วัดผลได้ เช่น กำหนดจำนวนหน้า จำนวนบทเรียน หรือชั่วโมงที่จะอ่าน
- Achievable : บรรลุผลได้ อยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง ท้าทายแต่สามารถทำได้
- Realistic : เป็นไปได้จริง ไม่มากหรือยากเกินไปจนท้อแท้ หรือมีเหตุผลที่คุ้มค่าที่จะทำ
- Time-specific : มีกรอบเวลาที่ชัดเจน มีจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดที่แน่นอน สอดคล้องกับตารางเรียนและภาระงานอื่น ๆ

3) คุณสมบัติ 5 ประการของนักเรียนที่ประสบความสำเร็จ (โดย Pond Apiwat Atichat)

1. มีแรงผลักดันภายใน ไม่ใช่แค่เรียนเพราะพ่อแม่บังคับ แต่มีความกระหายในการเรียนรู้จริง ๆ ชอบตั้งคำถามและมีส่วนร่วมในการอภิปราย มองเห็นเป้าหมายในอนาคตชัดเจน

2. มีความอยากรู้อยากเห็นทางปัญญา ชอบคิดวิเคราะห์และท้าทายตัวเอง เปิดรับการเรียนรู้แบบลึกซึ้ง ไม่ใช่แค่ท่องจำ

3. มีความเป็นตัวของตัวเอง รู้จักบริหารเวลา รับผิดชอบงานของตัวเองได้โดยไม่ต้องมีคนคอยตาม กล้าขอความช่วยเหลือเมื่อต้องการ

4. เปิดใจกว้าง พร้อมเรียนรู้จากผู้คนที่มาจากต่างวัฒนธรรม ไม่ด่วนตัดสินความคิดที่แตกต่าง มองความหลากหลายเป็นโอกาสในการเรียนรู้

5. พร้อมรับความท้าทาย ไม่กลัวที่จะออกจาก comfort zone มองความยากเป็นโอกาสในการพัฒนา ไม่ท้อถอยเมื่อเจออุปสรรค


#นักจิตวิทยา
#นักสะกดจิตบำบัด

8 พฤติกรรม ที่ยิ่งทำ ชีวิตยิ่งดี..พฤติกรรมใดก็ตามที่เราทำเป็นประจำ มันจะกลายเป็นนิสัย และนิสัยที่ยังทำอย่างต่อเนื่อง จะส...
23/02/2026

8 พฤติกรรม ที่ยิ่งทำ ชีวิตยิ่งดี..

พฤติกรรมใดก็ตามที่เราทำเป็นประจำ มันจะกลายเป็นนิสัย และนิสัยที่ยังทำอย่างต่อเนื่อง จะส่งผลลัพธ์อย่างมหาศาลต่อชีวิตในอนาคต
ดังนั้น อนาคตที่ดี ย่อมขึ้นอยู่กับการเลือกทำพฤติกรรมที่ดีในปัจจุบัน

มาดูกันครับว่า มีพฤติกรรมอะไรบ้างที่เราควรลงมือทำตั้งแต่ตอนนี้ และยิ่งทำจนมันกลายเป็นนิสัยได้ ก็ยิ่งรับประกันความสำเร็จของชีวิตในวันหน้าได้อย่างแน่นอนครับ

1. เริ่มต้นวันด้วยการดื่มน้ำ :
การดื่มน้ำทันทีหลังตื่นนอนตอนเช้า 1-2 แก้ว (ประมาณ 300-500 มล.) เป็นการเติมความชุ่มชื้นที่ขาดหายไปตลอดทั้งคืน ช่วยให้ลำไส้ทำงานได้ดีขึ้น ช่วยกระตุ้นระบบขับถ่าย ช่วยกระตุ้นการเผาผลาญและช่วยคุมน้ำหนัก ช่วยปรับสมดุลระบบน้ำเหลือง ช่วยให้เลือดไหลเวียนได้สะดวกยิ่งขึ้น ช่วยเพิ่มออกซิเจนให้สมอง ส่งผลให้สมองสดชื่น ลดอาการง่วงนอน ช่วยให้ร่างกายพร้อมทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

2. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ :
การออกกำลังกายอย่างน้อย 30 นาที/วัน, 5 วัน/สัปดาห์ ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทาน ช่วยให้ระบบไหลเวียนโลหิตดีขึ้น ช่วยป้องกันการเกิดโรคต่าง ๆ และลดความเครียด ช่วยเผาผลาญพลังงานส่วนเกิน ลดความอ้วน ช่วยทำให้ร่างกายผ่อนคลายและหลับสนิท โดยควรเลือกกิจกรรมที่ชอบ เช่น เดินเร็ว, ว่ายน้ำ หรือปั่นจักรยาน เริ่มต้นช้า ๆ และควรอบอุ่นร่างกายก่อนทุกครั้งเพื่อประสิทธิภาพและความปลอดภัยสูงสุด

3. การตั้งเวลาเลิกใช้โทรศัพท์ก่อนนอน :
การตั้งเวลาเลิกใช้โทรศัพท์ก่อนนอนควรทำอย่างน้อย 30-60 นาที เพื่อลดแสงสีฟ้าที่ยับยั้งเมลาโทนิน ช่วยให้สมองผ่อนคลาย และทำให้หลับได้ง่ายขึ้น ช่วยลดความเครียดและอาการสมองเบลอ เพิ่มสมาธิและความจำ พร้อมช่วยให้ร่างกายได้ผ่อนคลายและฟื้นฟูอย่างเต็มที่ ส่งผลให้ตื่นมาสดชื่น

4. ฝึกมองโลกในแง่ดี :
การฝึกตนเองให้มองโลกในแง่ดี ไม่ใช่การเพิกเฉยต่อความจริง แต่คือการจัดการกับปัญหาอย่างมีเหตุผล ซึ่งส่งผลดีต่อสุขภาพกาย ลดความเครียด และเพิ่มความยืดหยุ่นในการใช้ชีวิต ช่วยส่งเสริมสุขภาพใจให้แข็งแรงขึ้น โดยลดความเครียด ความวิตกกังวล และความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้า เพิ่มภูมิคุ้มกันและอายุยืนยาว นอกจากนี้ยังช่วยให้จัดการกับความล้มเหลวหรือปัญหาได้ดีขึ้น มองเห็นโอกาสในอุปสรรค

5. ฝึกการขอบคุณ :
เขียนหรือพูดสิ่งที่รู้สึกขอบคุณในแต่ละวัน เพื่อเพิ่มพลังบวกและลดความเครียด งานวิจัยพบว่าการขอบคุณช่วยลดระดับฮอร์โมนความเครียดและเพิ่มความสุขได้อย่างมีนัยสำคัญ

6. กล้าออกจาก Comfort Zone :
การกล้าที่จะออกมาจากพื้นที่ปลอดภัยที่เราคุ้นเคยบ้างนั้น จะช่วยให้เกิดการพัฒนาตนเองอย่างก้าวกระโดดเพราะการเผชิญสิ่งที่ไม่คุ้นเคยช่วยให้เราเรียนรู้ได้เร็วขึ้น และขยายขีดความสามารถของตัวเองให้มากกว่าเดิม ช่วยสร้างความมั่นใจในตัวเอง เพราะเมื่อก้าวข้ามความกลัวและทำสำเร็จ จะเกิดความภาคภูมิใจและเชื่อมั่นในศักยภาพตัวเองมากขึ้น ช่วยให้รับมือความท้าทายได้ดีขึ้น ค้นพบศักยภาพที่ซ่อนอยู่ และเปิดโอกาสใหม่ ๆ ทั้งในด้านการทำงานและการดำเนินชีวิต ช่วยกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ เมื่อไม่ต้องอยู่กับกรอบเดิม ๆ สมองจะถูกกระตุ้นให้คิดสิ่งใหม่ ๆ มากขึ้น

7. ใช้เทคนิค Pomodoro :
คือการแบ่งเวลาทำงานออกเป็นช่วง ๆ ช่วงละ 25 นาที และพัก 5 นาที (นับเป็น 1 รอบ) ทำซ้ำได้ 4 รอบ เมื่อครบ 4 รอบ ให้พักยาว 15 – 30 นาที เทคนิคนี้เน้นการทำงานทีละอย่าง อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งจะช่วยลดการวอกแวกระหว่างทำงาน การพักบ่อย ๆ จะช่วยให้สมองสดชื่น ลดความเหนื่อยล้า ช่วยแก้ปัญหาผัดวันประกันพรุ่ง เพราะงานจะดูน่าทำมากขึ้นเพราะถูกแบ่งออกเป็นส่วนย่อย ๆ ง่ายต่อการลงมือทำทันที

8. ทำสมาธิสั้นๆ ก่อนเริ่มงานหรือกิจกรรม :
ใช้เวลา 3-5 นาทีในการหลับตาและโฟกัสที่การหายใจ จะช่วยเพิ่มสมาธิและความจดจ่อกับงานตรงหน้าได้ดีขึ้น ช่วยลดความเครียด ทำให้สมองไม่รู้สึกล้าเกินไปตั้งแต่เริ่มต้น ช่วยเพิ่มความคิดสร้างสรรค์และไอเดียใหม่ ๆ เพราะการทำสมาธิจะช่วยให้จิตใจสงบ ส่งผลให้สมองส่วนที่คิดสร้างสรรค์ทำงานดีขึ้น ช่วยควบคุมอารมณ์และเพิ่มสติ ทำให้รับมือกับปัญหาเฉพาะหน้าได้ และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน


#นักจิตวิทยา
#นักสะกดจิตบำบัด

ที่อยู่

Ban Hat Yai

เบอร์โทรศัพท์

+66856951493

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Learn for Lifeผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ การปฏิบัติ

ส่งข้อความของคุณถึง Learn for Life:

แชร์

Share on Facebook Share on Twitter Share on LinkedIn
Share on Pinterest Share on Reddit Share via Email
Share on WhatsApp Share on Instagram Share on Telegram