AMARC บริษัท ศูนย์ห้องปฏิบัติการ และวิจัยทางการแพทย์
และการเกษตรแห่งเอเซีย หรือ เอมาร์ค (AMARC)
(1)

ศูนย์ห้องปฏิบัติการและวิจัยทางการแพทย์และการเกษตรแห่งเอเซีย หรือเอมาร์ค (AMARC) เป็นแล็บด้านเกษตร อาหาร และยา ที่ให้บริการครบวงจร ทั้งการทดสอบ วิเคราะห์ผลิตภัณฑ์ การสอบเทียบเครื่องมือและอุปกรณ์ การตรวจและการรับรอง การให้คำปรึกษา และการฝึกอบรม ครอบคลุมตั้งแต่ปัจจัยการผลิต กระบวนการผลิต จนถึงผลิตภัณฑ์ โดยได้รับการยอมรับจากระบบมาตรฐานทั้งระดับประเทศและระดับสากล

AMARC จัดอบรมอ่านใบรายงานผลสอบเทียบอย่างต่อเนื่อง พร้อมเปิดบ้านโชว์ศักยภาพห้องปฏิบัติการมาตรฐานสากล     บริษัท ศูนย์ห้อง...
13/03/2026

AMARC จัดอบรมอ่านใบรายงานผลสอบเทียบอย่างต่อเนื่อง พร้อมเปิดบ้านโชว์ศักยภาพห้องปฏิบัติการมาตรฐานสากล

บริษัท ศูนย์ห้องปฏิบัติการและวิจัยทางการแพทย์และการเกษตรแห่งเอเชีย จำกัด (มหาชน) หรือ AMARC (เอมาร์ค) เดินหน้าตอกย้ำความสำเร็จในการสร้างมาตรฐานงานห้องปฏิบัติการ จัดงานอบรมเชิงปฏิบัติการหลักสูตร “การตีความและวิเคราะห์ใบรายงานผลสอบเทียบ ครั้งที่ 1/2569” ณ อาคาร AMARC ท่ามกลางบรรยากาศการเรียนรู้ที่เข้มข้นและเป็นกันเอง

สำหรับหลักสูตรนี้ ถือเป็นหนึ่งในหลักสูตรยอดนิยมของ AMARC ที่มีการจัดต่อเนื่องมาหลายรุ่น และได้รับผลตอบรับที่ดีเยี่ยมจากบุคลากรในแวดวงห้องปฏิบัติการทั่วประเทศมาโดยตลอด โดยในครั้งนี้ยังคงได้รับเกียรติจาก คุณสมชาย เนียมพันธ์ วิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านงานสอบเทียบและระบบคุณภาพห้องปฏิบัติการ มาเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้เชิงลึก

ความพิเศษหลักสูตรรอบรมนี้ คือการเปิดโอกาสให้ผู้เข้าอบรมได้ร่วมทำ Workshop โดยใช้ "ใบรายงานผลสอบเทียบฉบับจริง" มาเป็นตัวอย่างในการฝึกวิเคราะห์และตีความ ซึ่งช่วยให้ผู้เข้าอบรมมองเห็นภาพการทำงานจริง ลดความสับสนจากศัพท์ทางเทคนิค และสามารถนำความรู้กลับไปแก้ปัญหาที่พบในหน่วยงานของตนเองได้อย่างทันท่วงที

อีกหนึ่งกิจกรรมที่เป็นไฮไลท์สำคัญ คือการเปิดบ้านพาผู้เข้าอบรม เยี่ยมชมห้องปฏิบัติการจริง เพื่อสัมผัสบรรยากาศการทำงานและเทคโนโลยีเครื่องมือวัดที่ทันสมัย โดยมีทีมผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำแนะนำและแชร์ประสบการณ์การจัดการระบบคุณภาพ ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นในศักยภาพและความเป็นมืออาชีพของ AMARC ในฐานะห้องปฏิบัติการชั้นนำได้เป็นอย่างดี

สำหรับผู้ที่พลาดการอบรมในรอบนี้ หรือองค์กรที่สนใจยกระดับศักยภาพบุคลากร สามารถสมัครอบรมในรุ่นถัดไป วันที่ 19 สิงหาคม 2569 หรือสอบถามรายละเอียดหลักสูตร In-house Training ด้วยหลักสูตรที่ประยุกต์เข้ากับระบบงานของลูกค้าอีกด้วย

☎ ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ☎
TEL : 02-516-2422
Website : http://www.amarc.co.th/
Line : (มี@นำหน้านะคะ)

#เอมาร์ค #มาตรฐานแล็บระดับสากล

“หวาน 100%” ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป     กรมอนามัยปรับมาตรฐานใหม่ ลดความหวานเครื่องดื่มชง หวังลดความเสี่ยงโรค NCDs     ตั้ง...
11/03/2026

“หวาน 100%” ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

กรมอนามัยปรับมาตรฐานใหม่ ลดความหวานเครื่องดื่มชง หวังลดความเสี่ยงโรค NCDs

ตั้งแต่วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นไป กรมอนามัยประกาศปรับมาตรฐานระดับความหวานของเครื่องดื่มชงใหม่ โดยกำหนดให้ระดับ “หวาน 100%” เทียบเท่ากับความหวานประมาณ 50% ตามสูตรเดิม เพื่อกระตุ้นให้ผู้บริโภคลดการบริโภคน้ำตาล และส่งเสริมพฤติกรรมการดูแลสุขภาพของคนไทย

มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายสำคัญเพื่อลดความเสี่ยงจาก โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ และโรคอ้วน ซึ่งมีความสัมพันธ์โดยตรงกับพฤติกรรมการบริโภค โดยเฉพาะการได้รับน้ำตาลในปริมาณที่มากเกินความจำเป็น

ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคเบาหวาน มากกว่า 6 ล้านคน และส่วนใหญ่เป็น โรคเบาหวานชนิดที่ 2 ซึ่งเกิดจากภาวะที่ระดับน้ำตาลในเลือดสูงต่อเนื่อง เนื่องจากร่างกายไม่สามารถใช้อินซูลินได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากผลกระทบด้านสุขภาพแล้ว การบริโภคน้ำตาลในปริมาณสูงยังเชื่อมโยงกับประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมอีกด้วย เนื่องจากอุตสาหกรรมน้ำตาลมีความเกี่ยวข้องกับการผลิตอ้อย ซึ่งในบางพื้นที่ยังคงมีปัญหา การเผาไร่อ้อย ที่ก่อให้เกิดฝุ่นควันและมลพิษทางอากาศ

ที่ผ่านมาภาครัฐได้พยายามผลักดันมาตรการต่าง ๆ เพื่อลดผลกระทบดังกล่าว เช่น การส่งเสริมให้โรงงานรับซื้อ อ้อยสดแทนอ้อยเผา การกำหนดมาตรการควบคุมและบทลงโทษสำหรับโรงงานที่รับอ้อยไฟไหม้เกินเกณฑ์

จึงเห็นได้ว่า พฤติกรรมการบริโภคของผู้คน ระบบการผลิต และสิ่งแวดล้อม ล้วนมีความเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด เมื่อความต้องการบริโภคน้ำตาลสูง การผลิตก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว หากไม่มีมาตรการควบคุมที่เหมาะสม

การปรับมาตรฐานความหวานของเครื่องดื่มในครั้งนี้ จึงถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการส่งเสริมสุขภาพของคนไทย และอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคในสังคม เพื่อให้ทั้ง สุขภาพของผู้คนและสิ่งแวดล้อม สามารถดำเนินไปอย่างสมดุลและยั่งยืน

เพราะการลดความหวานลงเล็กน้อยในวันนี้ อาจช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาวของทุกคนได้

ที่มาข้อมูล : https://shorturl.asia/fnL83

📌 AMARC ให้บริการตรวจวิเคราะห์ ดังนี้

อ้างอิงตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับที่ 445 (พ.ศ. 2566) เรื่องฉลากโภชนาการ

1. ตรวจวิเคราะห์เพื่อจัดทำข้อมูลโภชนาการ (Nutrition Labelling) ค่าพลังงานทั้งหมด (Total energy), ไขมัน (Total Fat), ไขมันแบบอิ่มตัว (Saturated fatty acid), คอเลสเตอรอล (Cholesterol), โปรตีน (Protein), คาร์โบไฮเดรต (Carbohydrate), น้ำตาล (Sugar), โซเดียม (Sodium), โพแทสเซียม (Potassium)

หากลูกค้าต้องการแจ้งปริมาณให้ผู้บริโภคทราบและสามารถระบุที่บรรจุภัณฑ์ ของรายการที่นอกเหนือจากกรอบโภชนาการ ตามเงื่อนไขประกาศกระทรวง

📍 AMARC ให้บริการตรวจวิเคราะห์ ดังนี้

1. แร่ธาตุ (Mineral)

2. วิตามิน (Vitamin)

3. ไขมันแบบไม่อิ่มตัว (Monounsaturated fatty acid, Polyunsaturated fatty acid)

4. กรดไขมันโอเมก้า 3 (Omega-3 fatty acids)

5. ตรวจวิเคราะห์หาแร่ธาตุ เช่น ไอโอดีน (Iodine), แคลเซียม (Calcium), ทองแดง (Copper), เหล็ก (Iron), แมกนีเซียม (Magnesium), แมงกานีส (Manganese), ฟอสฟอรัส (Phosphorus), ซีลีเนียม (Selenium) และสังกะสี (Zinc) เป็นต้น

6. ตรวจวิเคราะห์หาวิตามิน เช่น วิตามินซี (Vitamin C), วิตามินดี (Vitamin D), วิตามินอี (Vitamin E) เป็นต้น

7. กรดอะมิโน (Amino acid Profile)

นอกเหนือจากข้างต้น สามารถตรวจการปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์, วัตถุเจือปนอาหาร, สารก่อภูมิแพ้

📌 AMARC ให้บริการตรวจวิเคราะห์ดังนี้

1. ตรวจวิเคราะห์เชื้อจุลินทรีย์ เช่น จำนวนจุลินทรีย์ (Total Viable Count), โคลิฟอร์ม (Coliform), คลอสทริเดียม เพอรฟริงเจนส์ (Clostridium perfringens), อี.โคไล (Escherichia coli), เอนเทอโรแบคทีเรียซีอี (Enterobacteriaceae), ลิสทิเรีย โมโนไซโตจิเนส (Listeria monocytogenes), สแตฟิโลค็อกคัส ออเรียส (Staphylococcus aureus), แซลโมเนลลา (Salmonella spp.), ซัลไฟด์รีดิวซิ่ง คลอสตริเดีย (Sulfite Reducing Clostridia), ยีสต์และรา (Yeast & Mold)

2. วัตถุเจือปนอาหาร
2.1 ตรวจวิเคราะห์หาวัตถุกันเสีย โปแตสเซียมซอร์เบต (Potassium Sorbate) และโซเดียมเบนโซเอต (Sodium benzoate) เป็นต้น
2.2 ตรวจวิเคราะห์หาสารให้ความหวาน เช่น แอสพาร์เทม (Aspartame) และแซ็กคาริน (Saccharin) เป็นต้น
2.3 ตรวจวิเคราะห์หาสารฟอกสี ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (Sulfurdioxide) เป็นต้น
2.4 สีสังเคราะห์ (Synthetic color) เช่น แอลลูรา เรด (Allura Red), บริลเลียนต์ บลู เอฟซีเอฟ (Brilliant Blue FCF), ปองโซ 4 อาร์ (Ponceau 4R), ซันเซตเยลโลว์เอฟซีเอฟ (Sunset Yellow FCF) และตาร์ตราซีน (Tartrazine) เป็นต้น

3. ตรวจวิเคราะห์สารพิษจากเชื้อรา เช่น แอฟลาทอกซิน (Aflatoxin)

☎ ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ☎
TEL: 02-516-2422
Website: http://www.amarc.co.th/
Line: (มี@นำหน้านะคะ)

#เอมาร์ค #มาตรฐานแล็บระดับสากล

“หวานร้อย ที่หมายถึง หวานน้อย (50%)” เมื่อกรมอนามัยตั้งมาตรฐานความหวานใหม่ให้กับเครื่องดื่มชงในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 นี้ เพื่อส่งสริมคนไทยให้รักษาสุขภาพ ด้วยการลดบริโภคน้ำตาลเกินความจำเป็น ลดความเสี่ยงจากภาวะน้ำหนักเกิน และโรค NCDs กลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ซึ่งมาจากพฤติกรรมในการดำเนินชีวิต
เพราะความขมที่ถูกซ่อนไว้ใต้ความหวานร้อย คือจำนวนผู้ป่วยโรคเบาหวานที่เพิ่มขึ้นสูงขึ้นในทุก ๆ ปี ซึ่งในปัจจุบันนี้ก็มีมากกว่า 6 ล้านคนไปแล้ว และส่วนใหญ่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 คือภาวะเรื้อรังที่เกิดขึ้นเมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูงอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากร่างกายไม่สามารถใช้อินซูลินได้อย่างเหมาะสม
การบริโภคน้ำตาลที่มากเกินไปนั้นไม่ได้ส่งผลกระทบแค่เฉพาะสุขภาพเราเท่านั้น แต่รวมถึงสุขภาพโลกใบนี้ด้วยเช่นกัน เพราะอุตสาหกรรมน้ำตาลก็ถือเป็นหนึ่งในตัวการที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมีนัยสำคัญ อย่างเช่นปัญหาฝุ่นควันที่มาจากการเผาไร่อ้อย ประเด็นที่ถูกพูดถึงไม่ต่างจากการเผาตอซังข้าว ซึ่งทางภาครัฐเองก็ได้ออกมาตรการมาควบคุมมากขึ้น เช่น ขอความร่วมมือโรงงานช่วยประกันราคารับซื้ออ้อยสด หรือการลงโทษปรับโรงงานที่รับอ้อยไฟไหม้เกินเกณฑ์ที่กำหนด เป็นต้น
เห็นได้ชัดว่าทุกอย่างล้วนมีความเกี่ยวข้องและเชื่อมโยงกัน ไม่ใช่แค่มิติใดมิติหนึ่งเพียงด้านเดียว เมื่อความต้องการน้ำตาลสูงก็ส่งผลให้การผลิตสูงขึ้นตามมา หากไร้ซึ่งมาตรการควบคุมที่ดี การได้มาซึ่งน้ำตาลก็จะมีส่วนทำลายสิ่งแวดล้อมไม่น้อยเลยทีเดียว ดังนั้นภาครัฐจึงถือเป็นผู้กลัดกระดุมเม็ดแรกที่สำคัญอย่างมากให้กับภาพรวมประเทศ
การลดมาตรฐานความหวานลงในครั้งนี้ นับเป็นการเคลื่อนไหวที่สำคัญ และเราเองก็หวังเป็นอย่างมากเช่นกันว่าจะได้เห็นสถิติของจำนวนผู้ป่วยเบาหวานลดลง เพราะท้ายที่สุดแล้วเรี่ยวแรงและกำลังที่เปี่ยมไปด้วยสุขภาพกายใจที่แข็งแรงนั้น จะสามารถสร้างสรรค์และขับเคลื่อนโลกให้น่าอยู่ต่อไปได้อย่างมีความหมายอีกยาวนาน
รักษาสุขภาพกันด้วยนะทุกคน

#กรมอนามัย #โรคเบาหวาน #หวานน้อย

ที่มา
https://multimedia.anamai.moph.go.th/news/230169/
https://www.thaihealth.or.th/%
https://www.industry.go.th/th/secretary-of-industry/11514 #

AMARC ร่วมแบ่งปันโอกาส ส่งต่อปฏิทินเก่าเพื่อสร้างสื่อการเรียนรู้สำหรับผู้พิการทางสายตา     คุณณัฐพงศ์ วงศ์แสงนาค ผู้ช่วย...
06/03/2026

AMARC ร่วมแบ่งปันโอกาส ส่งต่อปฏิทินเก่าเพื่อสร้างสื่อการเรียนรู้สำหรับผู้พิการทางสายตา

คุณณัฐพงศ์ วงศ์แสงนาค ผู้ช่วยผู้อำนวยการสายบริหาร และรักษาการผู้อำนวยการสายบริหาร พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและพนักงาน บริษัท ศูนย์ห้องปฏิบัติการและวิจัยทางการแพทย์และการเกษตรแห่งเอเซีย จำกัด (มหาชน) หรือ AMARC ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนสังคมผ่านกิจกรรม CSR นำปฏิทินตั้งโต๊ะเก่าสภาพดี ที่ได้รับบริจาคจากพนักงานภายในองค์กร มอบให้แก่ ศูนย์เทคโนโลยีการศึกษาเพื่อคนตาบอด

ภายใต้ปณิธานที่ต้องการเปลี่ยนของเหลือใช้ให้เป็นสื่อการเรียนรู้อันล้ำค่า เพื่อนำไปผลิตเป็นหนังสืออักษรเบรลล์สำหรับผู้พิการทางสายตาต่อไป กิจกรรมนี้ไม่เพียงแต่เป็นการสร้างสาธารณประโยชน์ แต่ยังเป็นการส่งเสริมวัฒนธรรมการแบ่งปันและการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุดอย่างยั่งยืน

AMARC ให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยเชื่อมั่นว่าการแบ่งปันเล็ก ๆ จากองค์กร สามารถต่อยอดเป็นโอกาสที่ยิ่งใหญ่ให้กับสังคมได้

☎ ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ☎
TEL: 02-516-2422
Website: http://www.amarc.co.th/
Line: (มี@นำหน้านะคะ)

#เอมาร์ค #มาตรฐานแล็บระดับสากล

5 ทิศทางเกษตรโลก ปี 2569 ที่เกษตรกรและผู้ประกอบการควรรู้     ในช่วงที่ภาคการเกษตรทั่วโลกกำลังเผชิญความผันผวน ทั้งด้านสภา...
04/03/2026

5 ทิศทางเกษตรโลก ปี 2569 ที่เกษตรกรและผู้ประกอบการควรรู้

ในช่วงที่ภาคการเกษตรทั่วโลกกำลังเผชิญความผันผวน ทั้งด้านสภาพภูมิอากาศ ต้นทุนการผลิต และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว การ “มองทิศทางให้ชัด” ก่อนตัดสินใจขยับแผนธุรกิจ ถือเป็นจุดตั้งต้นสำคัญของความยั่งยืน

AMARC ชวนติดตาม 5 สัญญาณจากเวทีเกษตรโลก ที่จะช่วยให้เกษตรกรและผู้ประกอบการไทยเตรียมความพร้อมได้อย่างรอบด้าน

1.เกษตรที่สมดุลสำคัญกว่าการเร่งผลผลิต
ฟาร์มที่ทำงานสอดคล้องกับธรรมชาติ และบริหารจัดการทรัพยากรอย่างเหมาะสม กำลังได้รับความสำคัญมากขึ้นในเวทีเกษตรโลก

2.เกษตรกรไม่ใช่แค่ผู้ผลิต แต่คือผู้ดูแลคุณภาพอาหาร
ผู้บริโภคยุคใหม่ให้ความสำคัญกับแหล่งที่มา ความโปร่งใส และมาตรฐานความปลอดภัยของอาหารมากกว่าที่เคย

3.การเรียนรู้และปรับตัว คือหัวใจของเกษตรยุคใหม่
ฟาร์มที่ติดตามข้อมูลและพร้อมปรับตัว จะสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ต้นทุน และตลาดได้ดีกว่า

4.ระบบที่เรียบง่ายแต่มีมาตรฐาน คือจุดแข็งระยะยาว
การจัดการฟาร์มอย่างเป็นระบบ ลดความซับซ้อน และทำสิ่งพื้นฐานให้ดีอย่างสม่ำเสมอ ช่วยให้ธุรกิจเกษตรยืนระยะได้

5.ความยั่งยืนเริ่มจากการดูแลคนทำเกษตร
การวางแผนอย่างพอดี ดูแลทั้งแปลงและผู้ปลูก คือพื้นฐานของการทำเกษตรที่เดินหน้าต่อได้อย่างมั่นคง

✅ การเข้าใจทิศทางของโลกเกษตร จะช่วยให้เกษตรกรและผู้ประกอบการเตรียมพร้อม และก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นใจ

ที่มาข้อมูล : https://shorturl.asia/QeKts

📌 AMARC ให้บริการรับตรวจรับรอง ตามมาตรฐานดังนี้

1. การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) ด้านพืช
1.1 ข้าวหอมมะลิไทย (มกษ.4400-2552)
1.2 ข้าว (มกษ.4401-2551)
1.3 ข้าวโพดเมล็ดแห้ง (มกษ.4402-2553)
1.4 มันสำปะหลัง (มกษ.5901-2553)
1.5 อ้อยโรงงาน (มกษ.5902-2553)
1.6 พืชอาหาร (มกษ.9001-2564)
1.7 พืชสมุนไพร (มกษ.3502-2561)
1.8 เมล็ดพันธุ์ข้าว (มกษ.4406-2560)
1.9 ลำไย (มกษ.1000-2546)
1.10 มะพร้าวน้ำหอม (มกษ.1001-2551)
1.11 หน่อไม้ฝรั่ง (มกษ.2500-2548)
1.12 กระเจี๊ยบเขียว (มกษ.2501-2548)
1.13 ข้าวโพดฝักอ่อน (มกษ.2503-2550)

2. การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) ด้านประมง
2.1 ฟาร์มเลี้ยงกุ้งทะเล (มกษ.7401-2565, GAP กรมประมง)
2.2 โรงเพาะกุ้งทะเล (มกษ. 7422-2561, GAP กรมประมง)
2.3 ฟาร์มเลี้ยงสัตว์น้ำจืด (มกษ.7417-2559, GAP กรมประมง)
2.4 โรงเพาะสัตว์น้ำจืด (มกษ.7421-2561, GAP กรมประมง)
2.5 ฟาร์มเลี้ยงปลาทะเล (มกษ.7429-2559)
2.6 ฟาร์มเลี้ยงสัตว์น้ำเพื่อการบริโภค (มกษ.7436-2563)
2.7 ฟาร์มเพาะพันธุ์และอนุบาลสัตว์น้ำเพื่อการบริโภค (มกษ.7438-2565)
2.8 ฟาร์มสัตว์น้ำจืดสวยงาม (มกษ.7426-2555)

3. การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีด้านเกษตรอินทรีย์ (ORG)
3.1 เกษตรอินทรีย์ : การผลิต การแปรรูป การแสดงฉลาก และการจำหน่ายผลิตผลและผลิตภัณฑ์อินทรีย์ (มกษ.9000-2564)

4. การผลิตผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม (ISIC Code 15) ด้าน (GMP)
4.1 GHPs/HACCP Codex
4.2 GMP มกษ.9023-2564
4.3 HACCP มกษ.9024-2564
4.4 การรมผลไม้สดด้วยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (มกษ.1004-2557)
4.5 โรงสีข้าวและโรงปรับปรุงสภาพข้าว (มกษ.4403-2564)
4.6 ศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบ (มกษ.6401-2558)
4.7 สุขลักษณะสำหรับการแปรรูปสัตว์น้ำเบื้องต้น (มกษ.7420-2552)
4.8 โรงคัดบรรจุผักและผลไม้สด (มกษ.9035-2563)
4.9 การผลิตผักและผลไม้สดตัดแต่งพร้อมบริโภค (มกษ.9039-2556)
4.10 การผลิตสินค้าเกษตรแช่เยือกแข็ง (มกษ.9041-2557)
4.11 การผลิตทุเรียนแช่เยือกแข็ง (มกษ.9046-2560)
4.12 โรงรวบรวมผักและผลไม้สด (มกษ.9047-2560)
4.13 หลักปฏิบัติในการตรวจและรับผลทุเรียนสำหรับโรงรวบรวมและคัดบรรจุ (มกษ.9070-2566)

☎ ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ☎
TEL : 02-516-2422
Website : http://www.amarc.co.th/
Line : (มี@นำหน้านะคะ)

#เอมาร์ค #มาตรฐานแล็บระดับสากล

5 สัญญาณเกษตรโลกปี 2569 ที่เกษตรกรควร “รับรู้” ก่อนเริ่มปีใหม่
วันแรกของปี ไม่จำเป็นต้องรีบลงมือ แค่ “ตั้งหลักให้ถูกทาง” ก็ถือว่าก้าวนำแล้ว เกษตรสัญจรชวนอ่าน 5 สัญญาณจากเกษตรโลก เพื่อเตรียมใจ เตรียมแผน ก่อนฤดูใหม่จะเริ่ม
1. โลกกำลังให้คุณค่ากับ “เกษตรที่พอเหมาะ” มากกว่าเกษตรที่เร็ว
การเร่งผลผลิตให้ได้มากและไว ไม่ใช่คำตอบระยะยาวอีกต่อไป เกษตรโลกกำลังหันมามองฟาร์มที่ทำงานสอดคล้องกับธรรมชาติ เข้าใจศักยภาพของดิน น้ำ และสภาพแวดล้อม ฟาร์มที่รู้จักชะลอ รู้จักรอ และรู้จักดูแลระบบพื้นฐาน จะมีความมั่นคงมากกว่าในวันที่โลกผันผวน
2. เกษตรกรกำลังถูกมองเป็น “ผู้ดูแลอาหาร” มากกว่าแค่ผู้ผลิต
ผู้บริโภคยุคใหม่สนใจมากกว่าราคาและปริมาณ พวกเขาอยากรู้ว่าอาหารมาจากไหน ใครเป็นคนปลูก และปลูกด้วยแนวคิดแบบใด ความโปร่งใส ความจริงใจ และความรับผิดชอบต่อผู้บริโภค กำลังกลายเป็นคุณค่าที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับฟาร์ม
3. ฟาร์มที่เรียนรู้เร็ว จะฟื้นตัวและปรับตัวได้เร็วกว่า
ในโลกที่อากาศแปรปรวน ต้นทุนผันผวน และตลาดเปลี่ยนตลอดเวลา ฟาร์มที่เปิดใจเรียนรู้ ติดตามข้อมูลและกล้าปรับวิธีคิด จะรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้ดีกว่า การเรียนรู้ไม่ใช่ภาระแต่คือเครื่องมือสำคัญของเกษตรกรยุคใหม่
4. ความเรียบง่าย กำลังกลายเป็นจุดแข็งของเกษตรกร
เกษตรโลกเริ่มพิสูจน์ให้เห็นว่า ไม่จำเป็นต้องซับซ้อนหรือใช้เงินลงทุนสูงเสมอไป ฟาร์มที่จัดการเป็นระบบ ลดสิ่งที่ไม่จำเป็น และทำสิ่งเดิมให้ดีอย่างสม่ำเสมอ กลับมีความยืดหยุ่นและยืนระยะได้ดีกว่าในระยะยาว
5. เกษตรกรยุคใหม่ ต้องดูแลใจ ควบคู่กับแปลง
ปีที่ผ่านมาหลายคนอาจเหนื่อย ล้า หรือท้อ แต่ปีใหม่คือโอกาสทบทวนและเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง เมื่อเกษตรกรตั้งเป้าหมายอย่างพอดี ให้เวลากับการพักและการคิดทบทวน ใจที่พร้อมจะช่วยให้การทำเกษตรเดินต่อไปได้อย่างมั่นคง
วันขึ้นปีใหม่ ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนทุกอย่างในทันที แค่เริ่มต้นปีด้วยความเข้าใจ มองเห็นทิศทางของตัวเองให้ชัดขึ้น และค่อย ๆ ก้าวไปตามจังหวะที่เหมาะกับแปลงของเรา ก็ถือว่าเราได้วอร์มอัพก่อนวันใหม่อย่างเพียงพอแล้ว
เกษตรสัญจร ขอเป็นกำลังใจให้ทุกแปลงที่กำลังดูแล ทุกหยาดเหงื่อที่ตั้งใจ และทุกชีวิตเกษตรที่ยังยืนหยัดเดินหน้าต่อไป แม้เส้นทางจะไม่ง่าย แต่ทุกก้าวที่ทำด้วยความตั้งใจ ล้วนมีความหมายเสมอ
#วอร์มอัพก่อนวันใหม่ #เริ่มปีใหม่อย่างมีสติ #ชีวิตเกษตร #คิดก่อนปลูก #ปีใหม่เกษตร #สาระความรู้คนทำเกษตร #เกษตรกรไทย #เกษตรสัญจร
……………………………………
เกษตรสัญจร ศูนย์รวมความรู้และเทคนิคการทำเกษตร

ก่อนหยิบชาเขียวสำเร็จรูปมาดื่ม ควรรู้อะไรบ้าง      ปัจจุบัน “ชาเขียว” กลายเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมของคนรักสุขภาพ ด้วยภาพลั...
27/02/2026

ก่อนหยิบชาเขียวสำเร็จรูปมาดื่ม ควรรู้อะไรบ้าง

ปัจจุบัน “ชาเขียว” กลายเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมของคนรักสุขภาพ ด้วยภาพลักษณ์ที่ดูสดชื่นและมีสารต้านอนุมูลอิสระ แต่รู้หรือไม่ว่า การดื่มชาเขียวให้ได้ประโยชน์สูงสุด ต้องรู้จักเลือกอย่างเหมาะสมและบริโภคในปริมาณที่พอดี

สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ให้ข้อมูลว่า ชาเขียวเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์สุขภาพได้ หากดื่มอย่างถูกวิธี เพราะแม้จะมีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่การดื่มในปริมาณมากเกินไป หรือเลือกสูตรที่มีน้ำตาลสูง อาจให้ผลเสียมากกว่าผลดี

✨ ประโยชน์ของชาเขียวที่หลายคนรู้จัก
ชาเขียวมีสารสำคัญที่ช่วยเสริมการทำงานของร่างกาย และช่วยให้รู้สึกสดชื่น เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเครื่องดื่มทางเลือกที่มีคาเฟอีนในระดับอ่อนๆ อย่างไรก็ตามชาเขียวไม่ใช่เครื่องดื่มมหัศจรรย์ที่สามารถทดแทนการดูแลสุขภาพด้านอื่นๆ ได้ การรับประทานอาหารครบ 5 หมู่ พักผ่อนเพียงพอ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ยังคงเป็นพื้นฐานสำคัญที่สุดของสุขภาพที่ดี

✔️ ดื่มชาเขียวอย่างไรให้ได้ประโยชน์มากกว่าโทษ จากคำแนะนำของ อย. ผู้บริโภคควรใส่ใจรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ดังนี้
- เลือกดื่มชาเขียวที่ไม่หวาน หรือหวานน้อย เพื่อลดปริมาณน้ำตาลสะสม
- อ่านฉลากโภชนาการและส่วนประกอบก่อนซื้อทุกครั้ง
- หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่โฆษณาเกินจริง เช่น อ้างสรรพคุณรักษาโรค
- ไม่ควรดื่มในปริมาณมากเกินไป โดยเฉพาะช่วงก่อนนอน หรือผู้ที่ไวต่อคาเฟอีน

เครื่องดื่มชาเขียวสำเร็จรูปบางชนิดอาจมีการปรุงแต่งรสชาติ สี หรือความหวาน แม้จะถูกกฎหมาย แต่ผู้บริโภคควรเลือกอย่างเหมาะสม และไม่ควรดื่มติดต่อกันหลายแก้วต่อวัน การเลือกเครื่องดื่มที่มีสีตามธรรมชาติและไม่เข้มฉูดฉาด จะช่วยลดความเสี่ยงจากการได้รับสารปรุงแต่งเกินความจำเป็น

ชาเขียวเป็นไลฟ์สไตล์เครื่องดื่มที่ดีต่อสุขภาพได้ หากเลือกดื่มอย่างมีสติและเหมาะสม อย่าลืมว่า การดูแลสุขภาพไม่ได้ขึ้นอยู่กับเครื่องดื่มชนิดใดชนิดหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่คือการสร้างสมดุลในทุก ๆ ด้านของการใช้ชีวิต

เพราะ “การเลือกบริโภคอย่างรู้เท่าทัน” คือกุญแจสำคัญของสุขภาพที่ยั่งยืน

ที่มาข้อมูล : https://shorturl.asia/o0q5B

📌AMARC ให้บริการตรวจวิเคราะห์เครื่องดื่ม

1. ตรวจวิเคราะห์โลหะหนัก เช่น สารหนู (Arsenic), ตะกั่ว (Lead), ปรอททั้งหมด (Mercury), ดีบุก (Tin)

2. ตรวจวิเคราะห์วัตถุเจือปนอาหารดังนี้
- สารให้ความหวาน เช่น แอซีซัลเฟมโพแทสเซียม (Acesulfame K), แอสพาร์เทม (Aspartame), อีริทริทอล (Erythritol), แซ็กคาริน (Saccharin), ซูคราโลส (Sucralose)
- สารกันเสีย เช่น วัตถุกันเสีย โปแตสเซียมซอร์เบต (Potassium Sorbate), โซเดียมเบนโซเอต (Sodium benzoate), กรดเบนโซอิก (Benzoic acid), กรดซอร์บิก (Sorbic acid), ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (Sulfur dioxide)
- สีสังเคราะห์ (Synthetic color) เช่น แอลลูรา เรด (Allura Red), บริลเลียนต์ บลู เอฟซีเอฟ (Brilliant Blue FCF), ฟาสต์ กรีนเอฟซีเอฟ (Fast Green FCF), ปองโซ 4 อาร์ (Ponceau 4R), ซันเซตเยลโลว์เอฟซีเอฟ (Sunset Yellow FCF), ตาร์ตราซีน (Tartrazine)

3. ตรวจวิเคราะห์สารพิษจากเชื้อรา เช่น แอฟลาทอกซิน (Aflatoxin)

4. ตรวจวิเคราะห์หาเชื้อจุลินทรีย์ เช่น โคลิฟอร์ม (Coliform), อี.โคไล (Escherichia coli), แบซิลลัส ซีเรียส (Bacillus cereus), คลอสทริเดียม เพอรฟริงเจนส์ (Clostridium perfringens), ลิสทิเรีย โมโนไซโตจิเนส (Listeria monocytogenes),แซลโมเนลลา (Salmonella spp.), สแตฟิโลค็อกคัส ออเรียส (Staphylococcus aureus), ยีสต์และรา (Yeast & Mold)
- ตรวจวิเคราะห์อ้างอิงมาตรฐาน “เกณฑ์คุณภาพทางจุลชีววิทยาของอาหารและภาชนะสัมผัสอาหาร ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2560) ข้อ 6.เครื่องดื่มที่ไม่ได้บรรจุในภาชนะปิดสนิท เช่น น้ำผลไม้ น้ำหวาน ชา และกาแฟ เป็นต้น รายการทดสอบดังนี้ ยีสต์ (Yeast), รา (Mold), อี.โคไล (Escherichia coli), สแตฟิโลค็อกคัส ออเรียส (Staphylococcus aureus), แซลโมเนลลา (Salmonella spp.), คลอสทริเดียม เพอร์ฟริงเจนส์ (Clostridium perfringens), แบซิลลัส ซีเรียส (Bacillus cereus)

☎ ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ☎
TEL : 02-516-2422
Website : http://www.amarc.co.th/
Line : (มี@นำหน้านะคะ)

#เอมาร์ค #มาตรฐานแล็บระดับสากล

ชาเขียวเครื่องดื่มสำหรับคนรักสุขภาพ แต่จะดื่มอย่างไรดีนะถึงจะมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากที่สุด วันนี้ อย. จะมาแนะนำวิธีการกินชาเขียวให้ได้ประโยชน์ มาติดตามกันเลย #อย #ผลิตภัณฑ์สมุนไพร #ชาเขียว #ชาเขียวมีประโยชน์ #การดื่มชาเขียว #ดื่มชาเขียว #ประโยชน์ของชาเขียว #สุขภาพดี #เครี่องดื่มสุขภาพ

สามารถติดตามบทความและข้อมูลอ้างอิงต่อได้ที่..>>https://oryor.com/media/infoGraphic/media_printing/2406

ไม่อยากพลาดข้อมูลข่าวสารสุขภาพดี ๆ จาก อย. มาเป็นเพื่อนไลน์กับเราได้ที่ TikTok : เพียงแค่คลิก https://www.tiktok.com/

"โรคข้าวผัด" (Fried Rice Syndrome) ภัยเงียบจากอาหารค้างคืนที่คุณอาจไม่รู้     การนำ "ข้าวสวยค้างคืน" มาปรุงเมนูข้าวผัดเพ...
25/02/2026

"โรคข้าวผัด" (Fried Rice Syndrome) ภัยเงียบจากอาหารค้างคืนที่คุณอาจไม่รู้

การนำ "ข้าวสวยค้างคืน" มาปรุงเมนูข้าวผัดเพื่อให้ได้เนื้อสัมผัสที่ร่วนสวย เป็นเทคนิคการทำอาหารที่แพร่หลาย แต่ในเชิงวิทยาศาสตร์การอาหาร หากมีการเก็บรักษาที่ไม่ถูกต้อง เคล็ดลับนี้อาจกลายเป็นสาเหตุของภาวะอาหารเป็นพิษรุนแรงที่เรียกว่า "Fried Rice Syndrome" ได้ค่ะ

โรคนี้เกิดจากแบคทีเรียชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า Bacillus cereus ซึ่งสามารถพบสปอร์ของเชื้อได้ในสิ่งแวดล้อมทั่วไป โดยเฉพาะในอาหารประเภทแป้ง เช่น ข้าว พาสต้า และมันฝรั่ง

เมื่ออาหารที่ปรุงสุกแล้วถูกทิ้งไว้ในอุณหภูมิห้องนานเกิน 2 ชั่วโมง เชื้อแบคทีเรียจะเจริญเติบโตและสร้างสารพิษที่ชื่อว่า "Cereulide" ออกมา สารพิษชนิดนี้มีคุณสมบัติพิเศษคือ ทนทานต่อความร้อนสูง (Heat-stable) แม้จะนำไปผัดด้วยไฟแรงหรืออุ่นซ้ำจนร้อนจัด สารพิษก็ยังคงประสิทธิภาพในการทำลายร่างกายได้เหมือนเดิม

🤢 อาการที่ควรเฝ้าระวัง
สารพิษจะเข้าไปกระตุ้นระบบประสาทในทางเดินอาหารและศูนย์ควบคุมการอาเจียนในสมอง ทำให้ผู้ป่วยมีอาการอย่างรวดเร็ว (ภายใน 30 นาที ถึง 6 ชั่วโมง) ดังนี้:
- คลื่นไส้และอาเจียนอย่างรุนแรง
- ปวดเกร็งท้อง
- ในบางกรณีอาจมีอาการท้องร่วงร่วมด้วย (มักเกิดจากการได้รับตัวเชื้อเข้าไปโดยตรง)

💡 แนวทางการป้องกันและดูแลรักษา
อาหารที่ปรุงสุกแล้วหากยังไม่รับประทาน ควรเก็บเข้าตู้เย็นทันทีที่คลายความร้อน (ไม่ควรวางทิ้งไว้นอกตู้เย็นเกิน 2 ชั่วโมง) การใช้ภาชนะปิดสนิทช่วยลดการปนเปื้อนซ้ำ และไม่ควรเก็บอาหารค้างคืนไว้นานเกินความจำเป็น

🩺แนวทางในการรักษา
ส่วนใหญ่เป็นการรักษาตามอาการ (Supportive Treatment) เช่น การดื่มน้ำเกลือแร่ ORS เพื่อชดเชยน้ำและเกลือแร่ ไม่แนะนำให้ใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็น เนื่องจากสาเหตุหลักเกิดจากสารพิษ ไม่ใช่การติดเชื้อแบคทีเรียโดยตรง

ความปลอดภัยด้านอาหาร (Food Safety) เป็นเรื่องใกล้ตัวที่ทุกคนในครอบครัวไม่ควรมองข้ามนะคะ เพื่อสุขภาพที่ดีและสุขอนามัยที่ยั่งยืนค่ะ 🌿

ที่มาข้อมูล : https://shorturl.asia/5TRNS

📌AMARC ให้บริการตรวจวิเคราะห์ ประเภทอาหารดังนี้

1. อาหารพร้อมบริโภคทั่วไป เช่น ข้าวแกง ก๋วยเตี๋ยว ขนมจีน ไส้กรอก ปูอัด ซูชิ แซนด์วิช ส้มตำ ยำ น้ำตก ลาบ อาหารจานเดียว อาหารตามสั่ง เป็นต้น
2. อาหารทะเลที่บริโภคดิบ เช่น ปลา กุ้ง ปลาหมึก หอย และซาซิมิ เป็นต้น
3. อาหารหมักพื้นเมือง เช่น แหนม กะปิ ปลาร้า ปลาจ่อม ส้มฟักหรือปลาส้ม บูดูและข้าวหมาก เป็นต้น
4. ผักและผลไม้ตัดแต่ง สลัดผัก เช่น ผักและผลไม้ที่บรรจุในถาดโฟมหรือถุงพลาสติก เป็นต้น
5. ขนมหวานหรือขนมไทย เช่น ขนมหม้อแกง ทองหยอด ขนมชั้น ขนมขี้หนู และกล้วยบวชชี เป็นต้น
6. ขนมอบที่มีไส้หรือไม่มีไส้ เช่น คุกกี้ บิสกิต แครกเกอร์ ขนมเปี๊ยะ ขนมโมจิ ปัง พาย เอแคลร์ แยมโรล ขนมเค้ก เป็นต้น
7. เครื่องดื่มที่ไม่ได้บรรจุในภาชนะปิดสนิท เช่น น้ำผลไม้ น้ำหวาน ชา กาแฟ เครื่องดื่มหาบเร่แผงลอย เป็นต้น

📍 บริการตรวจวิเคราะห์รายการดังนี้

1. เชื้อจุลินทรีย์ เช่น จำนวนจุลินทรีย์ (Total Plate Count), แบซิลลัส ซีเรียส (Bacillus cereus), อี.โคไล (Escherichia coli), ลิสทิเรีย โมโนไซโตจิเนส (Listeria monocytogenes), สแตฟิโลค็อกคัส ออเรียส (Staphylococcus aureus), แซลโมเนลลา (Salmonella spp.), ยีสต์และรา (Yeast & Mold), คลอสทริเดียม เพอรฟริงเจนส์ (Clostridium perfringens),วิบริโอ คอเลอเร่ (Vibrio cholerae) และ สำหรับอาหารที่มีอาหารทะเลเป็นส่วนประกอบ เพิ่มรายการ วิบริโอ พาราฮีโมไลติคัส (Vibrio parahaemolyticus)

2. โลหะหนัก เช่น สารหนู (Arsenic), ตะกั่ว (Lead), ปรอททั้งหมด (mercury), ดีบุก (Tin) เป็นต้น

3. สารปนเปื้อน เช่น ฟอร์มาลดีไฮด์ (Formaldehyde), บอร์แรกซ์ (Borax) เป็นต้น

4. วัตถุเจือปนอาหาร
4.1 ตรวจวิเคราะห์หาวัตถุกันเสีย โปแตสเซียมซอร์เบต (Potassium Sorbate) และโซเดียมเบนโซเอต (Sodium benzoate) เป็นต้น
4.2 ตรวจวิเคราะห์หาสารให้ความหวาน เช่น แอสพาร์เทม (Aspartame) และแซ็กคาริน (Saccharin) เป็นต้น
4.3 ตรวจวิเคราะห์หาสารฟอกสี ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (Sulfurdioxide) เป็นต้น
4.4 สีสังเคราะห์ (Synthetic color) เช่น แอลลูรา เรด (Allura Red), บริลเลียนต์ บลู เอฟซีเอฟ (Brilliant Blue FCF), ปองโซ 4 อาร์ (Ponceau 4R), ซันเซตเยลโลว์เอฟซีเอฟ (Sunset Yellow FCF) และตาร์ตราซีน (Tartrazine) เป็นต้น

5. สารก่อภูมิแพ้
5.1 สารก่อภูมิแพ้จากสัตว์น้ําที่มีเปลือกแข็ง (Crustacean Allergen)
5.2 สารก่อภูมิแพ้จากไข่ (Egg Allergen)
5.3 สารก่อภูมิแพ้จากปลา (Fish Allergen)
5.4 สารก่อภูมิแพ้จากธัญพืชที่มีกลูเตน (Gluten Allergen)
5.5 สารก่อภูมิแพ้จากนม (Milk Allergen)
5.6 สารก่อภูมิแพ้จากถั่วลิสง (Peanut Allergen)
5.7 สารก่อภูมิแพ้จากถั่วเหลือง (Soy Allergen)
5.8 สารก่อภูมิแพ้จากงา (Sesame Allergen)
5.9 สารก่อภูมิแพ้จากข้าวสาลี (Wheat allergen)

6. ตรวจหาสิ่งแปลกปลอม (Filth test)

📌 นอกจากนี้ AMARC ยังให้บริการตรวจสอบสุขลักษณะของสถานที่ ภาชนะและผู้ประกอบอาหาร โดยการตรวจเชื้อจุลินทรีย์ ดังนี้

1. ภาชนะสัมผัสอาหาร เช่น จาน ชาม ถ้วย แก้วน้ำ และตะเกียบ เป็นต้น
2. พื้นผิวสัมผัสอาหาร เช่น พื้นผิวโต๊ะประกอบอาหาร เป็นต้น
3. มือผู้สัมผัสอาหาร

☎ ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ☎
TEL : 02-516-2422
Website : http://www.amarc.co.th/
Line : (มี@นำหน้านะคะ)

#เอมาร์ค #มาตรฐานแล็บระดับสากล

“ข้าวผัดที่อร่อย ต้องใช้ข้าวค้างคืน”
หลายคนอาจได้ยินประโยคนี้จากคุณแม่ หรือคนในครอบครัวตอนสอนทำเมนูข้าวผัด เป็นที่ทราบกันดีว่าการปรุงเมนูข้าวผัดที่สมบูรณ์แบบนั้น มักอ้างอิงถึงเคล็ดลับที่สืบทอดกันมา คือการใช้ข้าวสวยที่หุงค้างคืน เพื่อให้ได้เนื้อสัมผัสที่ร่วน และไม่แฉะเวลาผัด
อย่างไรก็ตาม สูตรอาหารและความเชื่อดังกล่าวกลับเป็นจุดเริ่มต้นของความเสี่ยงด้านความปลอดภัยทางอาหารของครอบครัว ซึ่งเป็นที่รู้จักในวงการสาธารณสุขว่า "โรคข้าวผัด" และนั่นคือจุดเริ่มต้นของหายนะ อ้วก-แตก ยกบ้าน
โรคข้าวผัด (fried rice syndrome) คือภาวะอาหารเป็นพิษที่เกิดจากแบคทีเรีย 𝐵𝑎𝑐𝑖𝑙𝑙𝑢𝑠 𝑐𝑒𝑟𝑒𝑢𝑠 ซึ่งสามารถพบสปอร์ของเชื้อในสิ่งแวดล้อมทั่วไป จึงสามารถปนเปื้อนในอาหารที่เก็บรักษาไม่ถูกวิธี เช่น ทิ้งอาหารที่ปรุงสุกไว้นอกตู้เย็น ทำให้ 𝐵. 𝑐𝑒𝑟𝑒𝑢𝑠 เจริญเติบโตออกลูกออกหลาน และสร้างสารพิษที่เรียกว่า cereulide โดยอาการที่ตามมาหลังจากการบริโภคอาหารที่มีสารพิษนี้ ได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน และปวดท้อง อาจมีท้องเสียได้บ้าง ซึ่งมักแสดงอาการภายใน 30 นาทีถึง 6 ชั่วโมงหลังรับประทาน
จุดที่ผู้คนเข้าใจผิดมากที่สุดคือ การเชื่อว่าการผัดข้าวด้วยความร้อนสูงจะช่วยกำจัดเชื้อโรคทั้งหมดไปได้ ทำให้เช้าวันต่อมา เมื่อโยนข้าวลงในกระทะที่ร้อนจัดจนเกิดเสียงดัง "ฉ่า!" และมีควันโขมง ผู้ปรุงอาหารมักคิดว่าตนเองได้ฆ่าเชื้อโรคในอาหารหมดแล้ว
ซึ่งตามหลักวิทยาศาสตร์ความร้อนสูงฆ่าเชื้อโรคได้จริง แต่กับ B. cereus เป็นเหมือนการฆ่า "ตัวแบคทีเรีย" ที่กำลังปาร์ตี้อยู่มากกว่า เพราะความร้อน ไม่สามารถ ทำลาย "สารพิษ" ที่เชื้อ 𝐵. 𝑐𝑒𝑟𝑒𝑢𝑠 ได้สร้างทิ้งไว้ได้ สารพิษที่ว่าคือ cereulide ซึ่งมีคุณสมบัติ ทนทานต่อความร้อนสูง (heat-stable) ดังนั้น ต่อให้ผัดข้าวจนไหม้ สารพิษดังกล่าวก็ยังคงอยู่ครบถ้วน
ที่มาของชื่อโรคข้าวผัดมาจากการสืบสวนทางระบาดวิทยาในช่วงปี ค.ศ. 1960-1980 ในสหรัฐอเมริกาและประเทศแถบยุโรป ซึ่งพบว่าการระบาดของโรคมักมีความสัมพันธ์กับการรับประทานข้าวผัด ซึ่งภัตตาคารในประเทศตะวันตกมักมีพฤติกรรมในการผัดข้าวผัดทีละเยอะ ๆ เสร็จมาตั้งทิ้งไว้ พอจะเสิร์ฟค่อยเอามาอุ่นเป็นจาน ๆ จึงเป็นโอกาสที่สามารถปนเปื้อน B. cereus ได้ง่าย
สารพิษดังกล่าวจะเข้าไปกระตุ้นเส้นประสาทรับความรู้สึกในทางเดินอาหาร (gastrointestinal sensory neurons) และศูนย์ควบคุมการอาเจียนในสมอง (vomiting center) ทำให้ผู้ป่วยมีอาการคลื่นไส้ และอาเจียนอย่างรุนแรง จะเห็นว่าผู้ป่วยจะเกิดอาการค่อนข้างเร็วเพราะมันเหมือนกับผู้ป่วยรับประทานอาหารใส่ยาพิษที่สามารถออกฤทธิ์ได้เลย
นอกจากโรคข้าวผัดแล้ว B. cereus สามารถสามารถก่อโรคอีกลักษณะคือทำให้ผู้ป่วยอาจมีอาการท้องร่วงได้ ซึ่งกรณีนี้เกิดจากการที่เราบริโภคอาหารที่มีเชื้อ 𝐵. 𝑐𝑒𝑟𝑒𝑢𝑠 ปนเปื้อนที่ความร้อนกำจัดเชื้อได้ไม่หมด เชื้อที่รอดชีวิตจึงเข้าไปเพิ่มจำนวน และสร้างสารพิษกลุ่ม enterotoxin ภายในลำไส้เล็ก ทำให้เกิดอาการท้องร่วง ปวดท้อง และปวดเกร็งท้อง หลังรับประทานไปแล้วประมาณ 6 - 16 ชั่วโมง หลังรับประทานอาหาร จะเห็นว่าอาการจะเกิดช้ากว่าโรคข้าวผัด เพราะกรณีนี้เป็นการกินตัวเชื้อเข้าไป ซึ่งต้องรอให้เชื้อไปแบ่งตัวสร้างสารพิษในลำไส้ซะก่อน
ดังนั้นแพทย์จึงมักวินิจฉัยได้ทันทีจากอาการทางคลินิกที่ค่อนข้างจำเพาะ ร่วมกับการซักประวัติการรับประทานอาหาร การรักษาโรคนี้จึงเน้นไปที่การรักษาแบบประคับประคอง (supportive treatment) เป็นหลัก เช่น การดื่มน้ำเกลือแร่ ORS ชดเชย เนื่องจากอาการมักไม่รุนแรง และสามารถหายได้เองในระยะเวลาอันสั้น
การรักษาโดยปกติ ไม่จำเป็น ต้องใช้ยาปฏิชีวนะ เนื่องจากอาการส่วนใหญ่เกิดจากสารพิษที่แบคทีเรียสร้างทิ้งไว้ ไม่ใช่การติดเชื้อ ดังนั้นถ้าเรามีอาการดังกล่าว อย่าเพิ่งรีบวิ่งไปหายาปฏิชีวนะมากิน เพราะไม่มีประโยชน์แถมยังมีโอกาสทำให้เชื้อดื้อยามากขึ้นด้วย อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่มีภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง เช่น ภาวะลำไส้เน่า หรือการติดเชื้อในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง แพทย์อาจพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะได้
แต่ในกรณีที่จำเป็นต้องมีการยืนยันผล เช่น เพื่อประโยชน์ทางระบาดวิทยา หรือเพื่อหาต้นตอสำหรับดำเนินการทางกฎหมาย อาจมีการเพาะเชื้อจากตัวอย่างอาหารที่สงสัยว่าปนเปื้อน เพื่อหาจำนวนเชื้อ 𝐵. 𝑐𝑒𝑟𝑒𝑢𝑠 หรืออาจมีการตรวจหาสารพิษ enterotoxin ซึ่งมักดำเนินการในห้องปฏิบัติการเฉพาะทาง
ถึงโรคนี้จะชื่อว่าโรคข้าวผัด แต่อย่าเพิ่งเข้าใจผิดคิดว่า 𝐵. 𝑐𝑒𝑟𝑒𝑢𝑠 จะเล็งเป้าหมายแค่ข้าวนะ เพราะความจริงแล้วมันเกิดขึ้นได้กับอาหารประเภทแป้งทุกชนิด ทั้งพาสต้าต้มทิ้งไว้ ขนมปังค้างคืน หรือมันฝรั่งบดที่รอเสิร์ฟนานเกินไป ดังนั้นไม่ควรทิ้งอาหารปรุงสุกไว้ที่อุณหภูมิห้องนานเกิน 2 ชั่วโมง และควรเก็บเข้าตู้เย็นทันทีที่อาหารเริ่มเย็น ถ้ายังอยากกินข้าวผัดจากข้าวค้างคืนก็ยังกินได้นะจ๊ะ เพียงแต่ต้องเก็บข้าวให้เหมาะสม ใส่ภาชนะปิดและแช่ตู้เย็นไว้ เท่านี้ก็ยังได้ลิ้มรสข้าวผัดสูตรดั้งเดิมกันต่อได้
และโปรดจำไว้ว่า ตู้เย็นไม่ใช่เครื่องหยุดเวลาหรือไทม์แมคชีน ที่จะสามารถรักษาคุณภาพอาหารไว้ได้ตลอดกาล แต่มันคือการยืดเวลาให้ 𝐵. 𝑐𝑒𝑟𝑒𝑢𝑠 โตช้าลง ดังนั้นพ่อ ๆ แม่ ๆ ที่กะว่าพรุ่งนี้เช้าจะรังสรรค์เมนูโต๊ะอร่อย โปรดอย่าเอาข้าวเก่าเก็บที่เก็บไว้นานเกินมาทำ เดี๋ยวกลายเป็นเมนูโต๊ะอี๋ ที่จะพาทุกคนไปใช้เวลาครอบครัวในห้องน้ำ ซะงั้น
#โรคข้าวผัด #มนุษย์แม่ #ท้องเสีย #ท้องร่วง #อาหารเป็นพิษ #ข้าวผัด

AMARC ร่วมแสดงศักยภาพและแนะแนวอาชีพแก่คนรุ่นใหม่ ในงาน "HI Job Fairs 2026" ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน    ...
20/02/2026

AMARC ร่วมแสดงศักยภาพและแนะแนวอาชีพแก่คนรุ่นใหม่ ในงาน "HI Job Fairs 2026" ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน

บริษัท ศูนย์ห้องปฏิบัติการและวิจัยทางการแพทย์และการเกษตรแห่งเอเซีย จำกัด (มหาชน) หรือ AMARC (เอมาร์ค) ได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในโครงการส่งเสริมศักยภาพนิสิตสู่ความเป็นเลิศ กิจกรรม "HI Job Fairs 2026" จัดโดยคณะอุตสาหกรรมบริการ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 ณ ห้องอนามัย ดำเนตร แกรนด์บอลรูม แอนด์คอนเวนชั่น อาคารนิวัติ เรืองพานิช

ภายในงานได้รับเกียรติจาก รองศาสตราจารย์ ดร.อนามัย ดำเนตร ปฐมคณบดีและผู้ก่อตั้งคณะอุตสาหกรรมบริการ ขึ้นกล่าวต้อนรับ ซึ่งกิจกรรมนี้จัดขึ้นเพื่อบูรณาการความรู้และเตรียมความพร้อมให้นิสิตก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงานอย่างมีคุณภาพ

ในฐานะห้องปฎิบัติการมาตรฐานระดับสากล AMARC ได้ร่วมออกบูธเพื่อนำเสนอข้อมูลทักษะที่จำเป็นในโลกการทำงานยุคใหม่ รวมถึงเปิดรับสมัครบุคลากรในตำแหน่งงานต่างๆ เพื่อรองรับการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมการเกษตรและอาหาร โดยได้รับความสนใจอย่างดียิ่งจากนิสิตและผู้เข้าร่วมงานกว่า 80 สถานประกอบการ ในการแลกเปลี่ยนความรู้และสอบถามรายละเอียดด้านอาชีพ

AMARC เชื่อมั่นในศักยภาพของคนรุ่นใหม่ และพร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนโอกาสทางอาชีพ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากลให้แก่สังคมและประเทศชาติต่อไป

☎ ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ☎
TEL : 02-516-2422
Website : http://www.amarc.co.th/
Line : (มี@นำหน้านะคะ)

#เอมาร์ค #มาตรฐานแล็บระดับสากล

ที่อยู่

361 ซอยลาดพร้าว122 ถนนลาดพร้าว แขวงพลับพลา เขตวังทองหลาง กรุงเทพฯ
Bang Kapi

เบอร์โทรศัพท์

+6625162422

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ AMARCผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ การปฏิบัติ

ส่งข้อความของคุณถึง AMARC:

แชร์

Share on Facebook Share on Twitter Share on LinkedIn
Share on Pinterest Share on Reddit Share via Email
Share on WhatsApp Share on Instagram Share on Telegram