11/03/2026
“หวาน 100%” ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
กรมอนามัยปรับมาตรฐานใหม่ ลดความหวานเครื่องดื่มชง หวังลดความเสี่ยงโรค NCDs
ตั้งแต่วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นไป กรมอนามัยประกาศปรับมาตรฐานระดับความหวานของเครื่องดื่มชงใหม่ โดยกำหนดให้ระดับ “หวาน 100%” เทียบเท่ากับความหวานประมาณ 50% ตามสูตรเดิม เพื่อกระตุ้นให้ผู้บริโภคลดการบริโภคน้ำตาล และส่งเสริมพฤติกรรมการดูแลสุขภาพของคนไทย
มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายสำคัญเพื่อลดความเสี่ยงจาก โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ และโรคอ้วน ซึ่งมีความสัมพันธ์โดยตรงกับพฤติกรรมการบริโภค โดยเฉพาะการได้รับน้ำตาลในปริมาณที่มากเกินความจำเป็น
ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคเบาหวาน มากกว่า 6 ล้านคน และส่วนใหญ่เป็น โรคเบาหวานชนิดที่ 2 ซึ่งเกิดจากภาวะที่ระดับน้ำตาลในเลือดสูงต่อเนื่อง เนื่องจากร่างกายไม่สามารถใช้อินซูลินได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากผลกระทบด้านสุขภาพแล้ว การบริโภคน้ำตาลในปริมาณสูงยังเชื่อมโยงกับประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมอีกด้วย เนื่องจากอุตสาหกรรมน้ำตาลมีความเกี่ยวข้องกับการผลิตอ้อย ซึ่งในบางพื้นที่ยังคงมีปัญหา การเผาไร่อ้อย ที่ก่อให้เกิดฝุ่นควันและมลพิษทางอากาศ
ที่ผ่านมาภาครัฐได้พยายามผลักดันมาตรการต่าง ๆ เพื่อลดผลกระทบดังกล่าว เช่น การส่งเสริมให้โรงงานรับซื้อ อ้อยสดแทนอ้อยเผา การกำหนดมาตรการควบคุมและบทลงโทษสำหรับโรงงานที่รับอ้อยไฟไหม้เกินเกณฑ์
จึงเห็นได้ว่า พฤติกรรมการบริโภคของผู้คน ระบบการผลิต และสิ่งแวดล้อม ล้วนมีความเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด เมื่อความต้องการบริโภคน้ำตาลสูง การผลิตก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว หากไม่มีมาตรการควบคุมที่เหมาะสม
การปรับมาตรฐานความหวานของเครื่องดื่มในครั้งนี้ จึงถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการส่งเสริมสุขภาพของคนไทย และอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคในสังคม เพื่อให้ทั้ง สุขภาพของผู้คนและสิ่งแวดล้อม สามารถดำเนินไปอย่างสมดุลและยั่งยืน
เพราะการลดความหวานลงเล็กน้อยในวันนี้ อาจช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาวของทุกคนได้
ที่มาข้อมูล : https://shorturl.asia/fnL83
📌 AMARC ให้บริการตรวจวิเคราะห์ ดังนี้
อ้างอิงตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับที่ 445 (พ.ศ. 2566) เรื่องฉลากโภชนาการ
1. ตรวจวิเคราะห์เพื่อจัดทำข้อมูลโภชนาการ (Nutrition Labelling) ค่าพลังงานทั้งหมด (Total energy), ไขมัน (Total Fat), ไขมันแบบอิ่มตัว (Saturated fatty acid), คอเลสเตอรอล (Cholesterol), โปรตีน (Protein), คาร์โบไฮเดรต (Carbohydrate), น้ำตาล (Sugar), โซเดียม (Sodium), โพแทสเซียม (Potassium)
หากลูกค้าต้องการแจ้งปริมาณให้ผู้บริโภคทราบและสามารถระบุที่บรรจุภัณฑ์ ของรายการที่นอกเหนือจากกรอบโภชนาการ ตามเงื่อนไขประกาศกระทรวง
📍 AMARC ให้บริการตรวจวิเคราะห์ ดังนี้
1. แร่ธาตุ (Mineral)
2. วิตามิน (Vitamin)
3. ไขมันแบบไม่อิ่มตัว (Monounsaturated fatty acid, Polyunsaturated fatty acid)
4. กรดไขมันโอเมก้า 3 (Omega-3 fatty acids)
5. ตรวจวิเคราะห์หาแร่ธาตุ เช่น ไอโอดีน (Iodine), แคลเซียม (Calcium), ทองแดง (Copper), เหล็ก (Iron), แมกนีเซียม (Magnesium), แมงกานีส (Manganese), ฟอสฟอรัส (Phosphorus), ซีลีเนียม (Selenium) และสังกะสี (Zinc) เป็นต้น
6. ตรวจวิเคราะห์หาวิตามิน เช่น วิตามินซี (Vitamin C), วิตามินดี (Vitamin D), วิตามินอี (Vitamin E) เป็นต้น
7. กรดอะมิโน (Amino acid Profile)
นอกเหนือจากข้างต้น สามารถตรวจการปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์, วัตถุเจือปนอาหาร, สารก่อภูมิแพ้
📌 AMARC ให้บริการตรวจวิเคราะห์ดังนี้
1. ตรวจวิเคราะห์เชื้อจุลินทรีย์ เช่น จำนวนจุลินทรีย์ (Total Viable Count), โคลิฟอร์ม (Coliform), คลอสทริเดียม เพอรฟริงเจนส์ (Clostridium perfringens), อี.โคไล (Escherichia coli), เอนเทอโรแบคทีเรียซีอี (Enterobacteriaceae), ลิสทิเรีย โมโนไซโตจิเนส (Listeria monocytogenes), สแตฟิโลค็อกคัส ออเรียส (Staphylococcus aureus), แซลโมเนลลา (Salmonella spp.), ซัลไฟด์รีดิวซิ่ง คลอสตริเดีย (Sulfite Reducing Clostridia), ยีสต์และรา (Yeast & Mold)
2. วัตถุเจือปนอาหาร
2.1 ตรวจวิเคราะห์หาวัตถุกันเสีย โปแตสเซียมซอร์เบต (Potassium Sorbate) และโซเดียมเบนโซเอต (Sodium benzoate) เป็นต้น
2.2 ตรวจวิเคราะห์หาสารให้ความหวาน เช่น แอสพาร์เทม (Aspartame) และแซ็กคาริน (Saccharin) เป็นต้น
2.3 ตรวจวิเคราะห์หาสารฟอกสี ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (Sulfurdioxide) เป็นต้น
2.4 สีสังเคราะห์ (Synthetic color) เช่น แอลลูรา เรด (Allura Red), บริลเลียนต์ บลู เอฟซีเอฟ (Brilliant Blue FCF), ปองโซ 4 อาร์ (Ponceau 4R), ซันเซตเยลโลว์เอฟซีเอฟ (Sunset Yellow FCF) และตาร์ตราซีน (Tartrazine) เป็นต้น
3. ตรวจวิเคราะห์สารพิษจากเชื้อรา เช่น แอฟลาทอกซิน (Aflatoxin)
☎ ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ☎
TEL: 02-516-2422
Website: http://www.amarc.co.th/
Line: (มี@นำหน้านะคะ)
#เอมาร์ค #มาตรฐานแล็บระดับสากล
“หวานร้อย ที่หมายถึง หวานน้อย (50%)” เมื่อกรมอนามัยตั้งมาตรฐานความหวานใหม่ให้กับเครื่องดื่มชงในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 นี้ เพื่อส่งสริมคนไทยให้รักษาสุขภาพ ด้วยการลดบริโภคน้ำตาลเกินความจำเป็น ลดความเสี่ยงจากภาวะน้ำหนักเกิน และโรค NCDs กลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ซึ่งมาจากพฤติกรรมในการดำเนินชีวิต
เพราะความขมที่ถูกซ่อนไว้ใต้ความหวานร้อย คือจำนวนผู้ป่วยโรคเบาหวานที่เพิ่มขึ้นสูงขึ้นในทุก ๆ ปี ซึ่งในปัจจุบันนี้ก็มีมากกว่า 6 ล้านคนไปแล้ว และส่วนใหญ่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 คือภาวะเรื้อรังที่เกิดขึ้นเมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูงอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากร่างกายไม่สามารถใช้อินซูลินได้อย่างเหมาะสม
การบริโภคน้ำตาลที่มากเกินไปนั้นไม่ได้ส่งผลกระทบแค่เฉพาะสุขภาพเราเท่านั้น แต่รวมถึงสุขภาพโลกใบนี้ด้วยเช่นกัน เพราะอุตสาหกรรมน้ำตาลก็ถือเป็นหนึ่งในตัวการที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมีนัยสำคัญ อย่างเช่นปัญหาฝุ่นควันที่มาจากการเผาไร่อ้อย ประเด็นที่ถูกพูดถึงไม่ต่างจากการเผาตอซังข้าว ซึ่งทางภาครัฐเองก็ได้ออกมาตรการมาควบคุมมากขึ้น เช่น ขอความร่วมมือโรงงานช่วยประกันราคารับซื้ออ้อยสด หรือการลงโทษปรับโรงงานที่รับอ้อยไฟไหม้เกินเกณฑ์ที่กำหนด เป็นต้น
เห็นได้ชัดว่าทุกอย่างล้วนมีความเกี่ยวข้องและเชื่อมโยงกัน ไม่ใช่แค่มิติใดมิติหนึ่งเพียงด้านเดียว เมื่อความต้องการน้ำตาลสูงก็ส่งผลให้การผลิตสูงขึ้นตามมา หากไร้ซึ่งมาตรการควบคุมที่ดี การได้มาซึ่งน้ำตาลก็จะมีส่วนทำลายสิ่งแวดล้อมไม่น้อยเลยทีเดียว ดังนั้นภาครัฐจึงถือเป็นผู้กลัดกระดุมเม็ดแรกที่สำคัญอย่างมากให้กับภาพรวมประเทศ
การลดมาตรฐานความหวานลงในครั้งนี้ นับเป็นการเคลื่อนไหวที่สำคัญ และเราเองก็หวังเป็นอย่างมากเช่นกันว่าจะได้เห็นสถิติของจำนวนผู้ป่วยเบาหวานลดลง เพราะท้ายที่สุดแล้วเรี่ยวแรงและกำลังที่เปี่ยมไปด้วยสุขภาพกายใจที่แข็งแรงนั้น จะสามารถสร้างสรรค์และขับเคลื่อนโลกให้น่าอยู่ต่อไปได้อย่างมีความหมายอีกยาวนาน
รักษาสุขภาพกันด้วยนะทุกคน
#กรมอนามัย #โรคเบาหวาน #หวานน้อย
ที่มา
https://multimedia.anamai.moph.go.th/news/230169/
https://www.thaihealth.or.th/%
https://www.industry.go.th/th/secretary-of-industry/11514 #