หมอนัดโภชนาการ

หมอนัดโภชนาการ Nutrition educator and Nutritional and lipid biochemistry researcher

โค้ชชิ่งโภชนาการ NCD หายได้

 # # 🔥 “ไตรกลีเซอไรด์สูง…ไม่ใช่แค่ลดน้ำตาล แต่ต้อง ‘ลดให้ถูกจังหวะ’”การดูไขมัน ไม่ใช่เพื่อลดไขมัน แต่เพื่อลดโรค และมีสุข...
02/04/2026

# # 🔥 “ไตรกลีเซอไรด์สูง…ไม่ใช่แค่ลดน้ำตาล แต่ต้อง ‘ลดให้ถูกจังหวะ’”

การดูไขมัน ไม่ใช่เพื่อลดไขมัน แต่เพื่อลดโรค และมีสุขภาพดี ดังนั้น เวลาตรวจคนไข้ จะส่งผลเลือดมาให้หมอดูแลบอกว่า ดี หรือไม่ดี ไม่ได้นะครับ เพราะยังมีมิติอื่น ๆ ทางการแพทย์ที่ต้องดู ทั้ง disease vs. illness และมิติชีวิตความเป็นอยู่ด้วย

หลายคนคิดว่า TG สูง = งดคาร์บไปเลย หรือไปกินไขมันแทนแบบเต็มที่
แต่ความจริง guideline กำลังบอกเราว่า
👉 **ต้อง “ปรับความเข้ม” ตามระดับความเสี่ยง ไม่ใช่ทำสุดตั้งแต่แรก**

ในระดับ 150–499 mg/dL ยังเป็นช่วงที่ “ปรับสมดุล” ได้ เน้นลดน้ำตาลและคาร์โบไฮเดรตขัดสี ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นหลักของ TG แต่ยังสามารถกินคาร์บดีและไขมันในสัดส่วนปกติได้ ขณะที่ระดับ 500–999 mg/dL เริ่มเข้าสู่ช่วงที่ต้องควบคุมจริงจังมากขึ้น ทั้งการลดน้ำตาล ลดไขมัน และงดแอลกอฮอล์อย่างเคร่งครัด และเมื่อระดับ ≥1000 mg/dL ถือเป็นภาวะเสี่ยงสูงที่ต้องจัดการแบบเข้มงวดทันที ทั้งการตัดน้ำตาล จำกัดไขมันอย่างมาก และงดแอลกอฮอล์ เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนสำคัญอย่างตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน

---

# # # 🔑 สรุปแบบเข้าใจง่าย

* **TG 150–499 → ปรับสมดุล**
ลด “พลังงานว่างเปล่า” แต่ยังไม่ต้องสุดโต่ง

* **TG 500–999 → คุมจริงจัง**
ลดทั้งน้ำตาล + ไขมัน และงดแอลกอฮอล์

* **TG ≥1000 → ระดับอันตราย**
คุมเข้มทุกด้าน เพื่อป้องกัน pancreatitis แต่ควรพบแพทย์ก่อน

---

# # # 🧠 สิ่งที่คนมักเข้าใจผิด

* ❌ TG สูง = กินไขมันแทนได้เยอะ → **ไม่จริง**
* ❌ ต้อง keto ทุกคน → **ไม่จำเป็น**
* ❌ ดูแค่ตัวเลข → **ลืมความเสี่ยงระยะยาว**

---

👉 สุดท้าย…
**เราไม่ได้รักษาแค่ค่า TG แต่เรากำลังป้องกัน “โรคที่อาจอันตรายถึงชีวิต”**

🧠 **Dyslipidemia Guideline 2026 USA: ใช้จริงในคลินิกไทยต้องรู้อะไรบ้าง?**1️⃣ **ไม่ต้องงดอาหารก็ตรวจได้ (Non-fasting)**ใช...
01/04/2026

🧠 **Dyslipidemia Guideline 2026 USA: ใช้จริงในคลินิกไทยต้องรู้อะไรบ้าง?**

1️⃣ **ไม่ต้องงดอาหารก็ตรวจได้ (Non-fasting)**
ใช้ได้ในคนส่วนใหญ่ ให้ค่า prognostic เทียบเท่า
👉 งดเฉพาะ TG สูงมาก (>400), สงสัย FH หรือ genetic dyslipidemia

2️⃣ **อย่าดู Total cholesterol**
👉 โฟกัสที่

* **LDL-C = ตัวหลัก**
* **Non-HDL-C = ตัวรวมไขมันอันตราย**

3️⃣ **ApoB = จำนวน “อนุภาคเสี่ยง”**
1 particle = 1 ApoB
👉 บางคน LDL ปกติ แต่ ApoB สูง = ยังเสี่ยง (residual risk) โดยผมแนะนำอนุมาน ได้จาก TC-HDL (non HDL-C) จาก post ที่ผ่านมาของผม ใช้แทนกันดีมาก

4️⃣ **Primary prevention ไม่ใช่แค่ LDL**
ทั้ง atherogenic lipids + ApoB
→ สัมพันธ์กับ MI จริง
การรักษา ภาวะไขมันผิดปกติ เพื่อป้องกัน เส้นเลือดตีบ จึงใช้คำว่า primary prevention ไม่ใช่ secondary prevention (ซึ่งแปลว่า การลดไขมันในเลือดเฉย)

5️⃣ **ระวัง undertreatment**
LDL ดูดี แต่ ApoB ยังสูง = อาจยังรักษาไม่พอ

การรักษา lipid lowering therapy ไม่ไดัมีทางเดียว แต่ส่วนใหญ่คนไข้ที่คุมไขมันแล้ว LDL ลดลงอย่าง sig. มันน้อย และบางรายอาจจะต้องพบนักกำหนดอาหาร ที่ทำ nutrition counseling

---

⚖️ **Risk score สำคัญ…แต่ต้องสื่อสารให้เข้าใจ**
Guideline US ใช้ % risk (เช่น ≥10%)
แต่ในชีวิตจริง คนไข้จำนวนมาก “ไม่เห็นภาพ %”

🇹🇭 **บริบทไทยต้องปรับใช้**

* ใช้ **Thai risk / EGAT** ควบคู่ ผมว่า risk score เค้า ไว้ไปคือ risk 3% ก็กด LDL แล้ว เราไม่มี study คนไทย ก็ยากที่จะดู number need to treat ของเราเอง

* ดูทั้ง metabolic profile + พฤติกรรม
* ไม่ใช่ copy guideline ตรง ๆ

---

🎯 **Key message สำหรับคนไข้**
“เราไม่ได้รักษาแค่ LDL แต่กำลังลด ‘จำนวนอนุภาคที่ทำให้เส้นเลือดอุดตัน’”

---

❤️ **และสิ่งที่สำคัญที่สุด…**

“ไขมันในเลือดสูง” อาจเป็น *disease* ที่เราวัดได้จากตัวเลข
แต่สิ่งที่เราดูแลจริง ๆ คือ *illness* ของคนไข้แต่ละคน

คนไข้ไม่ได้มีแค่ LDL หรือ ApoB
แต่มีชีวิต พฤติกรรม ความเชื่อ และข้อจำกัดที่ต่างกัน

👉 การรักษาที่ดี
ไม่ใช่แค่ทำให้ตัวเลข “ถึง guideline”
แต่ต้อง

* ยืดหยุ่น (flexibility)
* เคารพความต้องการของคนไข้ (preference)
* และทำได้จริงในชีวิต (ability)

เพราะสุดท้าย…
**แผนที่ดีที่สุด ไม่ใช่แผนที่สมบูรณ์แบบ
แต่คือแผนที่คนไข้ “ทำได้ต่อเนื่องจริง” ในระยะยาว**

https://www.ahajournals.org/doi/full/10.1161/CIR.0000000000001423

🔬 เมื่อ ApoB วัดไม่ได้…เรายังเห็นความเสี่ยงได้ไหม?จากการอัปเดตแนวทางไขมันในเลือดล่าสุด เราจะเห็นว่าการประเมินความเสี่ยงย...
31/03/2026

🔬 เมื่อ ApoB วัดไม่ได้…เรายังเห็นความเสี่ยงได้ไหม?

จากการอัปเดตแนวทางไขมันในเลือดล่าสุด เราจะเห็นว่าการประเมินความเสี่ยงยังคงยึด LDL-C และ ApoB เป็นตัวหลัก ขณะที่ตัวชี้วัดอื่น เช่น TC/HDL ratio หรือ lipoprotein particle size ยังไม่ได้ถูกนำมาใช้ในทางปฏิบัติอย่างแพร่หลาย เนื่องจากหลักฐานยังไม่ชัดเจนว่าช่วยเพิ่มความแม่นยำในการคัดแยกความเสี่ยงได้จริง

อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลที่ทีมของเฃผมที่กำลังรอตีพิมพ์ เราพบว่า non-HDL cholesterol (TC–HDL) ซึ่งสะท้อนไขมันตัวก่อโรคทั้งหมดและไม่ต้องงดอาหาร มีความสัมพันธ์กับ ApoB สูงมาก (Pearson correlation ~0.98) จนสามารถใช้เป็นตัวประมาณได้ในเชิงปฏิบัติ ตอนได้กราฟครั้งแรก ผมถึงขั้นตกใจ และสงสัย เพราะปกติเวลาวิเคราะห์ Pearson ผมไม่ค่อยเจอค่าแบบนี้

นั่นหมายความว่า ในบริบทที่ไม่สามารถตรวจ ApoB ได้ ค่า non-HDL ใช้แทน APOB ได้ (โดยที่มากกว่า 130 mg/dL อาจช่วยบ่งชี้ “ความเสี่ยง ASCVD ที่ซ่อนอยู่” แม้ LDL จะไม่ได้สูงชัดเจน โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่ดูเหมือนความเสี่ยงต่ำจากปัจจัยทั่วไป แม้ข้อมูลนี้ยังต้องการการยืนยันเพิ่มเติมในประชากรอื่นและผลลัพธ์ทางคลินิกในระยะยาว แต่ในมุมของการดูแลผู้ป่วยจริง non-HDL อาจเป็นเครื่องมือที่เรียบง่าย เข้าถึงได้ และไม่ควรถูกมองข้าม

ผมคิดว่า การแพทย์แม่นยำ เป็นสิ่งที่เราจะมุ่งไปไม่ใช่แค่ด้านมะเร็ง แต่เป็นด้าน NCD ด้วยแน่นอนครับ โชคดีที่ผมและทีมได้ทำเร...
27/03/2026

ผมคิดว่า การแพทย์แม่นยำ เป็นสิ่งที่เราจะมุ่งไปไม่ใช่แค่ด้านมะเร็ง แต่เป็นด้าน NCD ด้วยแน่นอนครับ โชคดีที่ผมและทีมได้ทำเรื่องนี้ด้วยกัน

https://www.facebook.com/share/p/1NZW2swBQu/?mibextid=wwXIfr

สรุป Key Takeaways จาก Session 'Road to Global Medical Hub' พิมพ์เขียวพลิกวิกฤตสุขภาพไทย สู่ศูนย์กลางการแพทย์ระดับโลก
คนไทย 4 คน เสียชีวิตจากโรคเรื้อรัง 3 คน ผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่วันละ 500 คน นำเข้าเทคโนโลยีการแพทย์ปีละกว่า 3,000 ล้านดอลลาร์ และกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบ — ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นพร้อมกัน
ศ.ดร.นพ.ยงยุทธ ศิริวัฒนอักษร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศิริราช ขึ้นเวที Techsauce Healthspan 2026 นำเสนอพิมพ์เขียวที่ระดมสมองจากโรงพยาบาลทั้งรัฐและเอกชนกว่า 10 แห่ง ชี้ว่าวิกฤตทั้ง 4 ด้านนี้ไม่ใช่ทางตัน แต่คือโอกาสสร้างเศรษฐกิจใหม่ของประเทศ
[1] จีโนมิกส์ — กุญแจที่ขาดหายไป
ระบบสุขภาพไทยยังดูแลโรคเรื้อรังแบบ 'ตั้งรับ' รอให้คนไข้มาหาหมอเอง แทนที่จะไปหาเขาก่อน พิมพ์เขียวเสนอโมเดลคัดกรองสองขั้น — ยังคงคัดกรองทั่วไปใน 30 ล้านคน แต่เพิ่มการคัดกรองทางพันธุกรรมแบบมุ่งเป้าในกลุ่มเสี่ยง 500,000 คน เพื่อสร้างฐานข้อมูลพันธุกรรมระดับชาติที่จะเป็นสินทรัพย์มหาศาลด้านการวิจัยและดึงดูดการลงทุน ต้นทุนต่อหัวเพียงไม่กี่พันบาท แต่ถ้าไม่ทำ ก็เท่ากับขาดกุญแจแข่งขัน ในขณะที่สิงคโปร์และมาเลเซียไปไกลกว่าเราแล้ว
[2] เทคโนโลยีการแพทย์ — สร้างสะพานข้ามหุบเขาแห่งความตาย
ไทยมีสตาร์ตอัปด้านเทคโนโลยีการแพทย์เก่ง ๆ เยอะ แต่ส่วนใหญ่ตกหลุมตายก่อนจะไปถึงตลาดได้ เพราะขาดเงินทุนคุณภาพสูง กฎระเบียบไม่คล่องตัว และระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่เข้มงวด ทางออกคือสร้าง 'สะพาน' ผ่านกองทุนรวมโรงพยาบาลที่ให้โรงพยาบาลเป็นผู้ร่วมสร้างนวัตกรรม ระดมทุนผ่านโทเคนดิจิทัล และเร่งรัดการเข้าตลาดหลักทรัพย์ ถ้าไม่รีบทำ เม็ดเงินก็ไหลออกนอกประเทศไปเรื่อย ๆ
[3] ศูนย์ความเป็นเลิศด้านมะเร็ง — แข่งกับเวลา ไม่ใช่แข่งกับระบบ
ผู้ป่วยมะเร็งในไทยต้องเจอกับระบบส่งต่อที่กระจัดกระจาย กว่าจะพบแพทย์ที่ใช่ โรคก็ลุกลามไปแล้ว ทั้ง ๆ ที่แพทย์ด้านมะเร็งของไทยเก่งระดับสากล และค่ารักษาถูกกว่าสิงคโปร์มาก พิมพ์เขียวเสนอสร้างศูนย์ความเป็นเลิศด้านมะเร็งระดับภูมิภาค เสริมระบบการแพทย์ทางไกล สร้างมาตรฐานการแพทย์แม่นยำที่ทุกคนเข้าถึงได้ และเร่งผลิตบุคลากร ทั้งหมดขับเคลื่อนผ่านความร่วมมือรัฐ-เอกชน เพื่อดึงดูดผู้ป่วยต่างชาติและสร้างรายได้หมุนเวียนกลับเข้าระบบ
[4] ชุมชนผู้สูงวัย — เขตสุขภาวะฉบับไทย
ผู้สูงอายุไทย 'ฟิตกว่าฝรั่ง' อายุ 65 ยังเดินปร๋อ ยังเล่นกีฬา โดยเฉพาะต่างจังหวัดที่แข็งแรงกว่าคนกรุงอีก แทนที่จะโฟกัสแค่มิติการรักษา ควรสร้างชุมชนขนาดใหญ่ในรูปแบบเขตสุขภาวะที่มีชีวิตชีวา ครบทั้งโภชนาการ กิจกรรม การมีส่วนร่วมทางสังคม และจุดมุ่งหมายในการใช้ชีวิต เปิดรับผู้สูงวัยต่างชาติที่อยากมาใช้ชีวิตบั้นปลายในไทยได้ถึง 1.5 ล้านคน โดยพื้นที่ที่ทีมงานมองว่าเหมาะสมที่สุดคือหัวหิน
ทั้ง 4 เสาหลักจะขับเคลื่อนผ่าน Thailand Global Medical Hub Fund ที่เปิดให้เอกชนร่วมลงทุนกับรัฐ คาดว่าจะเพิ่มจีดีพีรวมกว่า 2.5% และเปลี่ยนผู้ป่วยจาก 'ผู้รับบริการ' ให้เป็น 'เจ้าของร่วม' ในระบบเศรษฐกิจสุขภาพ
'เรากำลังเปลี่ยนวิกฤต 4 เรื่องให้เป็นโอกาส โอกาสที่จะสร้างระบบเศรษฐกิจที่เอาการดูแลสุขภาพเข้าไปเป็นตัวละครหลัก ทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการแพทย์ระดับโลกอย่างแท้จริง'
ที่มา: สรุปเนื้อหาจาก Session 'Road to Global Medical Hub: พิมพ์เขียวการสร้างระบบสุขภาพแห่งอนาคต' โดย ศ.ดร.นพ.ยงยุทธ ศิริวัฒนอักษร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศิริราช ในงาน Techsauce Healthspan 2026

👨‍⚕️ เคสจากห้องตรวจวันนี้ ที่สะท้อนการดูคนไข้แบบ “รอบด้าน”ผู้ชายอายุ 60+ มาตรวจสุขภาพประจำปี ไม่มีอาการเจ็บหน้าอกหรือเหน...
24/03/2026

👨‍⚕️ เคสจากห้องตรวจวันนี้ ที่สะท้อนการดูคนไข้แบบ “รอบด้าน”

ผู้ชายอายุ 60+ มาตรวจสุขภาพประจำปี ไม่มีอาการเจ็บหน้าอกหรือเหนื่อยง่าย ผลเลือดโดยรวมถือว่า “ไม่ได้แย่” ไขมันรวม 203 มก.%
LDL ประมาณ 120++ mg/dL, HDL ดี, triglyceride ต่ำ น้ำตาลและไตปกติ เมื่อผมประเมินความเสี่ยงโรคหัวใจด้วย CVD/ASCVD risk score ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ guideline ใช้ทั่วโลก พบว่าความเสี่ยงใน 10 ปีอยู่ประมาณ 3–5% (ความเสี่ยงต่ำ)

ตามแนวทางมาตรฐาน จุดนี้ยัง “ไม่จำเป็นต้องเริ่มยา” การรักษาที่เหมาะสมคือแนะนำเรื่องอาหาร การออกกำลังกาย การนอน และพฤติกรรมสุขภาพ ซึ่งผมก็ได้อธิบายและวางแผนร่วมกับคนไข้ตามนั้น

แต่ในความเป็นจริง การดูแลคนไข้ไม่ได้จบแค่ “ตัวเลขตัวเดียว”
ผมยังมององค์ประกอบอื่นร่วมด้วย เช่น
• อายุที่มากขึ้น
• ความเป็นไปได้ของโรคที่สะสมมานานโดยไม่แสดงอาการ
• และคำถามสำคัญว่า “risk score ต่ำ…แต่หลอดเลือดจริง ๆ เป็นอย่างไร?”

จึงตัดสินใจส่งตรวจ CAC score (Coronary Artery Calcium) ซึ่งเป็นการดู “หินปูนในหลอดเลือดหัวใจ” โดยตรง เพื่อช่วยตอบคำถามนี้

ผลที่ได้คือ
👉 CAC = 320

นี่คือจุดเปลี่ยนของเคสทั้งหมด

เพราะตัวเลขนี้ไม่ได้เป็นแค่ “ความเสี่ยง”
แต่มันคือหลักฐานว่า

มีคราบหินปูนสะสมในหลอดเลือดแล้ว

หรือก็คือ
👉 subclinical atherosclerosis (โรคหลอดเลือดหัวใจที่เริ่มเกิด แม้ยังไม่มีอาการ)

ในมุม clinical นี่หมายความว่า
แม้ risk score จะดูต่ำ
แต่ “biology ของคนไข้” บอกเราว่า
👉 ความเสี่ยงจริงสูงกว่าที่คิด

การตัดสินใจจึงเปลี่ยนทันที
จากเดิมที่เน้น lifestyle อย่างเดียว
กลายเป็นการเริ่ม statin (rosuvastatin) เพื่อลดความเสี่ยงของโรคหัวใจในระยะยาว และชะลอการดำเนินของโรค

สิ่งสำคัญของเคสนี้ไม่ใช่แค่ “ได้ยา”
แต่คือกระบวนการคิดทั้งหมด:

เราไม่ได้รีบให้ยาเพราะเห็น LDL 120++
และก็ไม่ได้ละเลยเพราะ risk score ต่ำ

แต่เราใช้
• 🔢 risk score เพื่อดูภาพรวมประชากร
• 🧪 ค่าเลือด เพื่อดู metabolic status
• 🫀 CAC เพื่อดู “โรคที่เกิดขึ้นจริงในหลอดเลือด”
• 👤 และบริบทของคนไข้แต่ละคน

ทั้งหมดนี้มาประกอบกัน ก่อนตัดสินใจ ร่วมกับคนไข้ ว่าเค้าเลือกอย่างไร เพราะความเป็นจริงคนไข้ต่างหากที่ตัดสินบทข้อมูลนี้

เป็น

precision + personalization + evidence-based

สรุปสั้น ๆ จากเคสนี้:

คนไข้บางคน “ตัวเลขดูไม่สูง” แต่โรคเริ่มเกิดแล้ว
และถ้าเราไม่มองให้รอบด้าน เราอาจพลาดโอกาสป้องกันโรคไป

การดูแลที่ดีที่สุด
ไม่ใช่การให้ยามากที่สุด
แต่คือการให้ “ถูกคน ถูกเวลา และพอดีที่สุด” ครับ ❤️

กินยาตามยีน ยังไปได้ช้าในไทยหรือไม่ อยากชวนกันคิดครับ ลองนึกภาพตามนะครับ…ยาตัวเดียวกันขนาดเท่ากันหมอให้เหมือนกันทุกอย่าง...
21/03/2026

กินยาตามยีน ยังไปได้ช้าในไทยหรือไม่ อยากชวนกันคิดครับ

ลองนึกภาพตามนะครับ…

ยาตัวเดียวกัน
ขนาดเท่ากัน
หมอให้เหมือนกันทุกอย่าง

แต่ผลลัพธ์กลับ “ไม่เหมือนกันเลย”

บางคนดีขึ้น
บางคนไม่ดีขึ้น
และบางคน…กลับแย่ลง

นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญครับ
แต่มันคือ “ความแตกต่างที่ซ่อนอยู่ในตัวเรา”

---

ช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้เรียน pharmacogenomics ที่ Cambridge
ซึ่งต้องบอกตามตรงว่า

เรื่องนี้…ไม่ได้ใหม่เลยครับ

มันมีมาหลายปีแล้ว
มีงานวิจัย มี guideline มีคนทำในประเทศไทยมานานแล้ว

แต่สิ่งที่ต่างออกไป คือ
“ผมเพิ่งเข้าใจมันจริง ๆ ที่นี่”

ไม่ใช่แค่รู้ว่าอะไรคือ CYP2C19
แต่เข้าใจว่า มันเปลี่ยนชีวิตคนไข้ได้อย่างไร

---

ลองดูเคสง่าย ๆ

คนไข้ใส่ stent
ได้รับยา clopidogrel

ทุกอย่างดูถูกต้อง
แต่สุดท้ายกลับเกิดลิ่มเลือดซ้ำ

ไม่ใช่เพราะหมอผิด
ไม่ใช่เพราะคนไข้ไม่กินยา

แต่เพราะยีนที่ชื่อ **CYP2C19**

ยาตัวนี้ต้องถูกแปลงในตับก่อนถึงจะออกฤทธิ์
แต่ถ้าคนไข้มี variant เช่น *2 หรือ *3
เอนไซม์จะทำงานได้น้อย

ผลคือ…

กินยา แต่ยา “ไม่ทำงาน”

และในคนเอเชีย—including คนไทย—พบ variant นี้สูงมาก ประมาณ 20–30%

แปลว่า
ในคน 3–4 คน จะมี 1 คน ที่อาจไม่ได้ประโยชน์จากยานี้เลย

---

ภาพที่ผมทำไว้ก็สะท้อนเรื่องนี้ชัดมาก

แนวคิดแบบเดิมคือ
“one size fits all”

ให้ยาเหมือนกันกับทุกคน

แต่ในความจริง
ร่างกายของแต่ละคนตอบสนองไม่เหมือนกัน

เพราะตับของเราไม่เหมือนกัน
และยีนของเราไม่เหมือนกัน

---

สิ่งที่ Cambridge ทำให้ผมเห็นชัดคือ

โลกกำลังเปลี่ยนจาก
“ลองใช้ยา แล้วดูผล”

ไปเป็น
“รู้ยีนก่อน แล้วเลือกยา”

ไม่ใช่แค่ clopidogrel

แต่รวมถึง

* Allopurinol → เสี่ยงแพ้รุนแรง (SJS/TEN)
* Warfarin → เสี่ยงเลือดออก
* Statin → ปวดกล้ามเนื้อ

ทั้งหมดนี้ เรารู้ล่วงหน้าได้

---

ประเทศไทยเราไม่ได้เริ่มจากศูนย์เลยครับ

เรามีองค์ความรู้
มีคนทำเรื่องนี้มานาน

แต่สิ่งที่เรายังขาด
อาจไม่ใช่ “ความรู้”

แต่คือ “การเอามาใช้จริงอย่างเป็นระบบ”

---

สำหรับผม

การมาเรียนที่นี่
ไม่ได้ทำให้ผมรู้เรื่องใหม่

แต่ทำให้ผม “เข้าใจของเดิม…ลึกขึ้นมาก”

และทำให้ผมกลับมาตั้งคำถามง่าย ๆ อีกครั้งว่า

“เราจะยังรักษาแบบเดิม
ทั้งที่เรารู้แล้วว่าคนไข้แต่ละคน…ไม่เหมือนกันจริง ๆ
ไปอีกนานแค่ไหน?”

LDL สูง: คือคำสั่งประหาร หรือแค่ตัวเลขที่ไม่มีความหมาย?ถ้าคุณกำลังสับสนท่ามกลางสงครามข้อมูลระหว่างกลุ่ม "สายไขมันไม่กลัว...
18/03/2026

LDL สูง: คือคำสั่งประหาร หรือแค่ตัวเลขที่ไม่มีความหมาย?

ถ้าคุณกำลังสับสนท่ามกลางสงครามข้อมูลระหว่างกลุ่ม "สายไขมันไม่กลัวตาย" กับกลุ่ม "สายลด LDL ให้ต่ำที่สุด" ผมบอกเลยว่าคุณไม่ได้เหงาครับ ในฐานะหมอที่คลุกคลีกับเรื่องโภชนาการและการป้องกันโรค ผมเห็นคนไข้มากมายถูกทิ้งไว้กลางทางความขัดแย้งนี้ แต่ความจริงที่น่าอึดอัดที่ไม่มีใครอยากบอกคุณคือ... "ทั้งสองฝั่งนั้นไม่ได้ถูกทั้งหมด" และการเชื่อด้านใดด้านหนึ่งแบบสุดโต่ง คือการเอาชีวิตไปเสี่ยงบนความไม่รู้ที่อันตรายที่สุด

ทำไมผมถึงกล้าพูดแบบนี้? เพราะถ้าไขมันไม่สำคัญจริง Guideline การรักษาระดับโลกคงไม่ระบุเกณฑ์ LDL ที่เข้มงวดถึงขั้นต้องต่ำกว่า 55 mg/dL ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง สิ่งนี้ยืนยันว่าไขมันมีผลทำลายหลอดเลือดจริง แต่จุดที่คนส่วนใหญ่มองข้ามไปคือ "มิติของเวลา" หรือ The Cumulative Effect

ความเสี่ยงไม่ได้วัดกันที่ผลเลือดวันนี้ว่าสูงหรือต่ำ แต่มันคือ "การสะสมตลอดชีวิต" (Lifetime Exposure) ไขมันที่สูงตั้งแต่อายุ 20 ย่อมส่งผลต่างจากคนที่เพิ่งมาสูงตอนอายุ 60 อย่างมหาศาล นี่คือความจริงที่ตัวเลขบนกระดาษเพียงแผ่นเดียวบอกคุณไม่ได้ ในขณะเดียวกัน ผมก็เจอคนที่ตรวจสุขภาพ และไม่ได้มีโอกาสปรับพฤติกรรมตนเอง ไม่ว่าจะเพราะอาการดังกล่าวไม่มีอาการ หรือ ไม่มีเวลา หรืออะไรก็ตาม

เมื่อตัวเลข LDL พื้นฐานบอกความจริงไม่หมด หน้าที่ของหมอจึงต้องเปลี่ยนไป เราต้องมองให้ไกลกว่าแค่การอ่านค่าผลเลือด:

* The Missing Links: บางครั้ง LDL ปกติ แต่ค่า ApoB หรือ Lp(a) กลับสูงลิ่ว ซึ่งตัวชี้วัดเหล่านี้ต่างหากที่เป็นตัวบ่งชี้ความสามารถในการอุดตันหลอดเลือดและปัจจัยทางพันธุกรรมที่แท้จริง
* The Hidden Risk: พยาธิสภาพของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนทนทานต่อไขมันได้สูง ในขณะที่บางคนหลอดเลือดเปราะบางต่อไขมันแม้ในระดับที่ดูเหมือนจะ "ปกติ"

ผมไม่ได้ต้องการแค่สั่งยาตามตำรา หรือไม่สั่งยา แต่ผมเลือกที่จะทำในสิ่งที่ผมเรียกว่า "งานยากที่ต้องมีคนทำ" ดังนี้ครับ:

1. การมองทะลุ (Deep Analysis): เรื่องไขมันต้องมองวิเคราะห์ลึกไปถึงต้นตอ ทั้งระยะเวลาที่ร่างกายสัมผัสไขมัน และตัวบ่งชี้พิเศษที่ซ่อนอยู่ใต้ตัวเลขพื้นฐาน เพื่อหาความเสี่ยงที่แท้จริงในระดับบุคคล

2. การตัดสินใจร่วมกัน (Collaborative Decision): การรักษาไม่ใช่การออกคำสั่ง แต่คือการใช้ประสบการณ์ทางคลินิกมาวิเคราะห์ร่วมกับไลฟ์สไตล์และความกังวลของคนไข้ เพราะ "ตัวเลข" ของคุณ คือส่วนหนึ่งของ "ชีวิต" คุณ

3. ความสมดุล (Practical Balance): ผมไม่เลือกข้างว่าไขมันคือ "ผู้ร้าย" หรือ "ผู้บริสุทธิ์" แต่ผมเลือกที่จะจัดการตามความจำเป็นจริง ไม่ประมาทจนมองข้ามสัญญาณอันตราย และไม่รักษาจนเกินความจำเป็น (Over-treatment)

มันไม่ใช่งานที่ง่ายเลยครับที่ต้องมานั่งแยกย่อยความเสี่ยงให้เห็นทีละมิติ แต่มันคือความจริงใจที่ผมมีให้ เพราะเราไม่ได้กำลังรักษาแค่ตัวเลขบนแผ่นกระดาษ แต่เรากำลังจัดการความเสี่ยงเพื่อปกป้องชีวิตในระยะยาว

การดูแลเรื่องไขมันไม่ใช่เรื่องของแฟชั่นหรือกระแส แต่มันคือการบริหารความเสี่ยงอย่างมีกลยุทธ์ หากคุณยังไม่แน่ใจว่าค่าเลือดที่ถืออยู่ในมือนั้นกำลังบอกอะไร หรือควรจะกังวลแค่ไหน มาคุยกันได้ครับ ผมยินดีช่วยวิเคราะห์ให้แบบที่เห็นภาพรวมทั้งหมด

"มองให้ลึก และมองให้ทะลุไปด้วยกัน" เพื่อให้คุณเดินหน้าสู่สุขภาพที่ดีด้วยความมั่นใจและไม่ต้องอยู่ท่ามกลางความสงสัยอีกต่อไปครับ

หมอนัดโภชนาการ

18 มีค.​2568

🌙 นอนน้อย + นอนผิดเวลา = ร่างกายพังกว่าที่คิด! ภัยเงียบ "เบาหวาน" และ "ยีนรวน" ในผู้หญิง 👩‍⚕️รู้ไหมครับว่า "การนอน" ไม่ใ...
15/03/2026

🌙 นอนน้อย + นอนผิดเวลา = ร่างกายพังกว่าที่คิด! ภัยเงียบ "เบาหวาน" และ "ยีนรวน" ในผู้หญิง 👩‍⚕️
รู้ไหมครับว่า "การนอน" ไม่ใช่แค่เรื่องของความเหนื่อย แต่มันคือการตั้งค่า "นาฬิกาชีวิต" (Circadian Rhythm) ที่ควบคุมการทำงานของยีนในร่างกายเรามากกว่า 50%! หากเราใช้ชีวิตผิดจังหวะ ผลที่ตามมาอาจรุนแรงกว่าที่คิด โดยเฉพาะในผู้หญิงครับ
📌 สรุปประเด็นร้อนจากงานวิจัยล่าสุด:
1️⃣ นอนน้อยกว่า 6.2 ชม. เสี่ยงเบาหวานพุ่ง! 📈 งานวิจัยในวารสาร Diabetes Care (2024) พบว่าผู้หญิงที่นอนหลับเพียง 6 ชม. ต่อคืน ติดต่อกัน 6 สัปดาห์ ร่างกายจะเกิดภาวะ "ดื้ออินซูลิน" (Insulin Resistance) อย่างชัดเจน ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนก่อนเป็นโรคเบาหวานประเภทที่ 2
2️⃣ น้ำหนักไม่เพิ่ม...แต่ข้างในพัง! ⚠️ สิ่งที่น่ากลัวคือ ภาวะดื้ออินซูลินนี้เกิดขึ้น "โดยไม่เกี่ยวกับน้ำหนักตัวหรือไขมันที่เพิ่มขึ้น" หมายความว่า ต่อให้คุณหุ่นดีเท่าเดิม แต่ถ้าอดนอนเรื้อรัง ระบบเผาผลาญภายในก็พังไปเรียบร้อยแล้ว
3️⃣ วัยทอง...ยิ่งต้องระวัง! 👵 ผลกระทบจากการนอนน้อยจะรุนแรงเป็นพิเศษใน "ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน" เนื่องจากร่างกายขาดฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ช่วยปกป้องระบบเผาผลาญ ทำให้ความเสี่ยงเบาหวานพุ่งสูงกว่าวัยอื่น
4️⃣ "นอนดึก-ตื่นสาย" ไม่เท่ากับ "นอนปกติ" 🕒 ถึงจะนอนครบ 8 ชั่วโมง (เช่น นอนตี 2 ตื่น 10 โมง) แต่ร่างกายคุณยังเผชิญกับภาวะ "Social Jetlag" เพราะนาฬิกาชีวิตภายในทำงานขัดกับแสงอาทิตย์และวงจรธรรมชาติ ทำให้การหลั่งฮอร์โมนอย่างเมลาโทนินและอินซูลินผิดจังหวะไปหมด ส่งผลเสียต่อทั้งระบบหัวใจและเพิ่มความเสี่ยงมะเร็ง
5️⃣ ศาสตร์แห่ง "เวลา" ในการรักษา (Chronotherapy) 💊 ไม่ใช่แค่การนอน แต่การกินยาก็ต้องถูกเวลา! งานวิจัยพบว่ายาหลายชนิด (เช่น ยามะเร็ง ยาความดัน) จะมีประสิทธิภาพสูงสุดและมีพิษน้อยสุดเมื่อกินในเวลาที่สอดคล้องกับจังหวะของยีนในแต่ละอวัยวะ
✅ คำแนะนำเพื่อสุขภาพที่ดี:
ควรนอนหลับให้ได้อย่างน้อย 7 ชั่วโมงต่อคืน
เข้านอนและตื่นนอนให้เป็นเวลา เพื่อรักษาจังหวะนาฬิกาชีวิตให้คงที่
ใส่ใจกับ "เวลา" ในการทำกิจกรรมต่างๆ ไม่ใช่แค่ "ระยะเวลา"
การนอนที่มีคุณภาพในเวลาที่เหมาะสม คือ "ยา" ที่ดีที่สุดและราคาถูกที่สุดที่คุณสร้างเองได้ครับ! 💤✨
#นาฬิกาชีวิต #สุขภาพผู้หญิง #นอนน้อยเสี่ยงเบาหวาน #ศาสตร์แห่งการนอน

--------------------------------------------------------------------------------
ข้อมูลอ้างอิงจาก: "Chronic Insufficient Sleep in Women Impairs Insulin Sensitivity" (Diabetes Care, 2024) และ "Circadian Medicine: ChronoPGx" (University of Cambridge)

11/03/2026

ช่วงหลายวันที่ผ่านมา มีข่าวเกี่ยวกับผู้ป่วยที่แพทย์สงสัยภาวะ **Malignant Hyperthermia** หลังได้รับยาสลบ และมีการพูดถึง “นามสกุล” ของครอบครัวที่อาจมีความเสี่ยงทางพันธุกรรม เรื่องนี้สะท้อนว่าการสื่อสารเรื่องพันธุกรรมในสังคมยังต้องการความเข้าใจอีกมาก เพราะข้อมูลด้านพันธุกรรมถือเป็น **ข้อมูลสุขภาพที่อ่อนไหว** และควรได้รับการคุ้มครองตามหลักจริยธรรมและกฎหมาย การระบุหรือตีตรานามสกุลของใครว่าเป็น “กลุ่มเสี่ยงทางพันธุกรรม” อาจสร้าง stigma ต่อบุคคลหรือครอบครัวนั้นได้ในระยะยาว

ในทางวิทยาศาสตร์ ภาวะนี้เกี่ยวข้องกับการกลายพันธุ์ของยีนบางชนิด เช่น **RYR1** และ **CACNA1S** ซึ่งเป็นการถ่ายทอดแบบ **autosomal dominant** หมายความว่าในครอบครัวเดียวกัน ลูกหลานบางคนอาจได้รับยีนนี้ แต่บางคนก็อาจไม่ได้รับเลย ดังนั้นการใช้ “นามสกุล” มาเป็นตัวแทนความเสี่ยงทางพันธุกรรมจึงไม่ถูกต้องนัก เพราะครอบครัวมีการขยายออกไป และถ้าไม่ได้แต่งงานกันในครอบครัว ก็ยิ่งมีโอกาสเจอได้น้อยมาก หรือไม่มี สิ่งสำคัญคือ โดยเฉพาะเรื่่องความเป็นส่วนตัวของทุก ๆ คน เรื่องนี้ไม่ควรทำอย่างยิ่ง

ภาวะ malignant hyperthermia เองถือว่า **พบได้ค่อนข้างน้อย** โดยรายงานทางระบาดวิทยาพบว่าอุบัติการณ์ของการเกิดภาวะนี้ระหว่างการดมยาสลบอยู่ประมาณ **1 ต่อ 10,000 ถึง 1 ต่อ 250,000 การให้ยาสลบ** ขึ้นอยู่กับประชากรและระบบเฝ้าระวังของแต่ละประเทศ ขณะที่การศึกษาทางพันธุกรรมพบว่าความไวต่อโรคอาจพบได้ประมาณ **1 ต่อ 2,000–3,000 คน** ในประชากรทั่วไป ซึ่งหมายความว่ามีคนจำนวนหนึ่งที่มียีนที่เกี่ยวข้อง แต่ **อาจไม่เคยเกิดเหตุการณ์ทางคลินิกเลยตลอดชีวิต** แต่ในคนไทยผมคิดว่า ก็น่าสนใจที่จะศึกษาครับ เกี่ยวกับเรื่องนี้

ประเด็นนี้สะท้อนแนวคิดสำคัญของพันธุศาสตร์ คือ **penetrance และ variable expressivity** กล่าวคือ การมียีนไม่ได้หมายความว่าจะเกิดโรคทุกคน และในคนที่มียีนเดียวกัน อาการก็อาจแตกต่างกันได้ ตัวอย่างในทาง **pharmacogenomics** เช่น ยีนที่เกี่ยวข้องกับการตอบสนองต่อยาลดไขมันกลุ่ม statin อย่าง **SLCO1B1** ซึ่งบางคนอาจมี variant ที่เพิ่มความเสี่ยงต่ออาการกล้ามเนื้ออักเสบ แต่ในความเป็นจริงคนจำนวนมากที่มียีนลักษณะนี้กลับ **ไม่เคยมีอาการเลย** แนวทางของ **Clinical Pharmacogenetics Implementation Consortium** จึงแนะนำว่า หากผู้ป่วยใช้ยา statin อยู่แล้วและไม่มีอาการผิดปกติ ก็สามารถใช้ยาต่อได้ เพราะผลข้างเคียงของยาอาจขึ้นกับปัจจัยอื่นร่วมด้วย เช่น การออกกำลังกายหนัก การใช้ยาร่วม หรือแม้แต่ **nocebo effect**

ในทางกลับกัน โรคทางพันธุกรรมบางโรค เช่น **Neurofibromatosis type 1** หรือ “โรคเท้าแสนปม” มี **penetrance เกือบ 100%** หมายความว่าคนที่มียีนมักจะแสดงอาการของโรค แต่ลักษณะของโรคในแต่ละคนอาจแตกต่างกันมาก ซึ่งเรียกว่า **variable expressivity**

ในทางปฏิบัติ สิ่งสำคัญก่อนการผ่าตัดยังคงเป็น **การซักประวัติอย่างละเอียด** เช่น เคยมีปัญหาระหว่างการดมยาสลบหรือไม่ หรือมีญาติที่เคยเกิดเหตุการณ์คล้ายกันหรือไม่ หากมีความเสี่ยง แพทย์สามารถเลือกยาสลบชนิดอื่นและเตรียมการรักษาได้อย่างปลอดภัย

ในฐานะแพทย์ที่ทำงานด้าน genomics ผมคิดว่าสิ่งที่สังคมควรทำคือ **“ตระหนัก แต่ไม่ตระหนก”** เพราะพันธุกรรมไม่ใช่ชะตากรรมที่ตายตัว มีอีกหลายอย่างที่ประชาชนควรทราบ และคนที่จบด้านนี้ และทำด้านนี้ในไทย มีจำกัดมาก

และเป้าหมายของ genomic medicine คือการใช้ข้อมูลเหล่านี้เพื่อ **เพิ่มความปลอดภัยและการรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล**

เราเข้าใกล้ personalized medicine มากครับ แต่ เราต้องสร้างฐานความเข้าใจ และกำลังคน กำลังงบให้พร้อม เพื่อประโยชน์อันใกล้

Genomics genetics ไม่ใช่เพื่อสร้างความกลัวหรือการตีตราในสังคม และเป็นโอกาสให้คนไทยได้เข้าใจ genetics genomics อย่างถูกต้อง มากขึ้น

ตลอดช่วงที่มาเรียน **MSt in Genomic Medicine ที่ Cambridge** ผมเริ่มรู้สึกชัดขึ้นเรื่อย ๆ ว่าเส้นทางของตัวเองกำลังมุ่งไป...
07/03/2026

ตลอดช่วงที่มาเรียน **MSt in Genomic Medicine ที่ Cambridge** ผมเริ่มรู้สึกชัดขึ้นเรื่อย ๆ ว่าเส้นทางของตัวเองกำลังมุ่งไปทางไหน

และยิ่งเรียน ยิ่งรู้สึกว่าอีก 1–2 ปีข้างหน้า ผมอาจจะ “crazy” กับงาน genomics มากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะมันเป็นพื้นที่ที่ผมรู้สึกว่าเราสามารถเอาความรู้ ความพยายาม และสิ่งที่เราถนัด มารวมกันเพื่อสร้างประโยชน์จริงได้

หลายคนอาจคิดว่าการได้มาเรียนที่นี่เป็นความบังเอิญ แต่จริง ๆ แล้วมันคือผลจากการเริ่มต้นทำงานเล็ก ๆ หลายอย่างมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา

ถ้าย้อนกลับไปไม่กี่ปี ผมยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า **VUS (Variant of Uncertain Significance)** คืออะไร และต้องยอมรับว่ามันสะท้อนว่าเราแทบไม่ได้ถูกสอนเรื่อง genomics อย่างเป็นระบบมาก่อน เวลาอ่าน paper หรือ guideline ก็อ่านไม่เข้าใจ เพราะเรื่องเหล่านี้ต้องมี **ground knowledge** พอสมควร

แม้แต่ในวงการแพทย์สมัยใหม่ หลายครั้งความเข้าใจเรื่อง genomics ยังอยู่ในระดับผิวเผิน เช่นรู้จักคำว่า telomere หรือ epigenetics แต่ยังไม่ได้เข้าใจลึกถึงระดับที่นำไปใช้กับผู้ป่วยจริง

การได้มาเรียนที่นี่ทำให้ผมเห็นภาพชัดขึ้นมาก
ว่าการแพทย์กำลังเปลี่ยนไปอย่างไร และเราจะมีบทบาทอะไรได้บ้าง

ผมอยากบอกเพื่อน ๆ และรุ่นน้องว่า
**อย่าหยุดฝัน และอย่าหยุดทำในสิ่งที่เราชอบ**

ภาพของเส้นทางชีวิตจะค่อย ๆ ชัดขึ้นเอง เมื่อเราเลือกทำในสิ่งที่เราสนใจจริง ๆ และพยายามทำมันให้ดีที่สุด

ปีนี้ผมได้ทราบว่าหลักสูตรนี้มีผู้สมัครประมาณ **400 คน แต่รับเพียง 40 คน**
การได้เป็นหนึ่งในนั้นถือเป็นโอกาสที่มีค่ามากสำหรับผม

อีกอย่างที่ผมคิดว่าเหมาะกับตัวเองมาก คือการเรียน **part-time 2 ปี**
เพราะมันทำให้ผมสามารถกลับไปทำงานจริง ทดลอง ปรับระบบ และเข้าใจสิ่งที่เรียนในบริบทของงานวิจัยและผู้ป่วยได้ดีขึ้น

ผมมองว่า **genomic medicine เป็น “low hanging fruit” สำหรับทีมของเรา**
เพราะเมื่อ 10 ปีก่อน เราได้เริ่มสร้าง **Siriraj Health Cohort** ขึ้นมา

ถ้าในวันนั้นไม่มี **อาจารย์รวงผึ้ง** และทีมที่ร่วมกันสร้าง cohort นี้ขึ้นมาอย่างอดทน งานหลายอย่างที่กำลังเริ่มสร้างประโยชน์ให้กับคนไทยในวันนี้ก็คงไม่เกิดขึ้น

คำถามที่หลายคนถามผมคือ
**แล้วปีหน้าจะทำอะไรต่อ?**

ผมคิดว่าคงต้อง “เกาะ Cambridge ไว้อีกสักระยะ”

เพื่อทำให้งานที่เราอยากทำ
และสิ่งที่เราอยากสร้างให้เกิดประโยชน์กับคนไทย

**เกิดขึ้นจริง**

ใครอ่านถึงท้าย ถือว่าเป็น FC ตัวจริง รบกวน กด หัวใจ หรืออะไรใน comment นะครับ

ปีถัดๆไป ผมจะหาทุนมาชวนคนที่เกี่ยวข้องมาตรวจ genomics กันนะครับ แต่ขอวางแผนดี ๆ ก่อน มีบางงานที่ได้ทุนแล้ว และบางงานกำลังทำอยู่

วันนี้เป็นการมาเรียนที่ Cambridge ครั้งที่ 3 ของผมครับที่นี่มีมากกว่า 31 colleges แต่ละแห่งมีอายุหลายร้อยปี อาคารจำนวนมา...
01/03/2026

วันนี้เป็นการมาเรียนที่ Cambridge ครั้งที่ 3 ของผมครับ

ที่นี่มีมากกว่า 31 colleges แต่ละแห่งมีอายุหลายร้อยปี อาคารจำนวนมากถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ยุคที่ยังไม่มีคอนกรีตเสริมเหล็ก แต่ยังคงแข็งแรงและสวยงามมาจนถึงปัจจุบัน สะท้อนให้เห็นว่าความรู้และนวัตกรรมของมนุษย์สามารถส่งต่อข้ามศตวรรษได้จริง

ครั้งนี้ผมมีโอกาสพาเพื่อนจาก Oxford มาเดินชม college ต่าง ๆ ทำให้ยิ่งรู้สึกว่า มหาวิทยาลัยไม่ใช่เพียงสถานที่เรียน แต่เป็นพื้นที่ที่ผู้คนจากหลายประเทศมาพบกัน เพื่อเรียนรู้ แลกเปลี่ยนมุมมอง และสร้างเครือข่ายชีวิต

สิ่งสำคัญที่อยากฝากไว้คือ
การศึกษาไม่ได้จบเมื่อเราเรียนจบ แต่คือการพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง การได้มาอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยคนเก่งและคนที่รักการเรียนรู้ ทำให้เราเติบโตเร็วขึ้นกว่าการเดินคนเดียว

การได้มาเรียนที่นี่จึงเป็นหนึ่งในโอกาสสำคัญของชีวิต ที่เกิดจากความพยายาม ความตั้งใจ และการไม่หยุดเรียนรู้

หวังว่าเรื่องราวนี้จะเป็นกำลังใจให้ทุกคนลงทุนกับการพัฒนาตัวเอง เพราะความรู้คือสิ่งที่ไม่มีใครเอาไปจากเราได้ครับ

#หมอนัทโภชนาการ #เรียนรู้ตลอดชีวิต
:::

ช่วงนี้มีประเด็นเรื่องคำแนะนำโภชนาการต่างประเทศที่เปิดพื้นที่ให้ดื่ม **whole milk** มากขึ้น จนหลายคนตั้งคำถามว่า เราควรก...
20/02/2026

ช่วงนี้มีประเด็นเรื่องคำแนะนำโภชนาการต่างประเทศที่เปิดพื้นที่ให้ดื่ม **whole milk** มากขึ้น จนหลายคนตั้งคำถามว่า เราควรกลับไปดื่มนมไขมันเต็มส่วนหรือไม่?

ถ้ามองตามหลักฐานในภาพรวมประชากรทั่วไป งานวิจัยไม่ได้พบความแตกต่างชัดเจนระหว่างการดื่มนมไขมันเต็มส่วนกับนมไขมันต่ำในเรื่องน้ำหนักตัวอย่างที่หลายคนเข้าใจ และในบริบทของประเทศไทยเอง ก็ยังไม่มีข้อมูลชัดเจนว่าคนทั่วไปจำเป็นต้องเลือกนม low-fat เพื่อควบคุมน้ำหนักเสมอไป

ในแง่คุณค่าทางโภชนาการ นมไขมันเต็มส่วนมีไขมันประมาณ 3–3.5% ซึ่งช่วยคงวิตามินที่ละลายในไขมัน เช่น วิตามิน D หากเป็นนมไขมันต่ำ ปริมาณวิตามินเหล่านี้อาจลดลงได้ถ้าไม่มีการเสริมกลับเข้าไป ขณะเดียวกัน ไขมันที่แยกออกในกระบวนการผลิตก็ถูกนำไปทำเนยหรือผลิตภัณฑ์อื่นต่อ จึงเป็นเรื่องของระบบอุตสาหกรรมอาหารด้วย (เครดิตมุมมองเชิงระบบจาก รศ.ดร.เรวดี จงสุวัฒน์ นายกสมาคมโภชนาการแห่งประเทศไทย)

แต่ประเด็นที่สำคัญที่สุดคือ “ภาพรวมของอาหารทั้งวัน”
หลายครั้งเรากังวลกับไขมัน 3% ในนม แต่กลับมองข้ามเครื่องดื่มหวาน ของทอด หรือขนมแปรรูปที่ให้พลังงานสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ

อีกทั้งการเลือกชนิดนมควรดูบริบทส่วนบุคคล เช่น เด็กที่กำลังเจริญเติบโต ผู้สูงอายุที่ต้องการพลังงานเพิ่ม ผู้ที่มีภาวะไขมันในเลือดสูง หรือผู้ที่ต้องควบคุมพลังงานอย่างเข้มงวด ย่อมอาจเหมาะกับตัวเลือกที่แตกต่างกัน ไม่มีคำตอบเดียวที่ใช้ได้กับทุกคน

สรุปคือ นมไม่ใช่พระเอก และไม่ใช่ผู้ร้าย
สุขภาพและน้ำหนักตัวขึ้นกับพฤติกรรมโดยรวมในระยะยาว คุณภาพอาหารทั้งระบบ และความสมดุล (balanced diet) มากกว่าการโฟกัสอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งเพียงอย่างเดียวครับ 🥛

ที่อยู่

Wanglang
Bangkok Noi
10700

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 20:00
อังคาร 09:00 - 20:00
พุธ 09:00 - 20:00
พฤหัสบดี 09:00 - 20:00
ศุกร์ 09:00 - 20:00
เสาร์ 09:00 - 17:00
อาทิตย์ 09:00 - 17:00

เบอร์โทรศัพท์

+6624192640

เว็บไซต์

http://www.mahagarun.com/

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ หมอนัดโภชนาการผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ การปฏิบัติ

ส่งข้อความของคุณถึง หมอนัดโภชนาการ:

แชร์