22/06/2021
... #รักไม่มีสิ้นสุด.......สามีเดินพยุงภรรยาออกมาจากโรงพยาบาล เหตุเพราะเงินที่มีอยู่ไม่สามารถรักษาภรรยาของเขาต่อไปได้
ภรรยาของเขาซูบผอมมาก หลังจากขึ้นรถโดยสารเพื่อมุ่งสู่บ้านนอก เขาได้พบเจอกับชายคนหนึ่งแต่งตัวสุภาพเรียบร้อย.....หลังจากสนทนากัน ชายผู้นี้จึงบอกแก่สองสามีภรรยาว่า....."ผมทำงานอยู่มูลนิธิ ผมขอที่อยู่ของคุณไว้นะ หากเรื่องของคุณผ่านมติประชุม คุณก็จะได้รับเงินค่าช่วยรักษาพยาบาล".....สองสามีภรรยายกมือไหว้ขอบคุณเขาด้วยความหวังและความซาบซึ้งใจ
ผ่านไปหนึ่งอาทิตย์ สองสามีภรรยาก็ได้รับธนาณัติเป็นเงินจำนวน ๑๐,๐๐๐ บาท
เขาจึงพาภรรยาของเขากลับเข้ารับการรักษาพยาบาลอีกครั้ง.....และทุกครั้งที่เงินกำลังจะขาดมือ เขาก็จะได้รับธนาณัติจากมูลนิธินั้นเสมือนว่ามูลนิธิรู้ว่าเขากำลังเงินหมด.....นอกเสียจากค่ารักษาพยาบาลและค่าเดินทาง สองสามีภรรยาไม่กล้าใช้เงินโดยพละการ เพราะทั้งเธอและเขารู้ดีว่าเงินจำนวนนี้เป็นเงินที่มูลนิธิได้มาจากการบริจาคของคนทั่วไป....."เงินทำบุญของคนอื่น เราจะนำมาใช้สุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้ เราจะต้องใช้ให้คุ่มค่าสมกับที่เขาเมตตาเรา" สามีมักจะพูดกับภรรยา.....ในช่วงระยะเวลาสองเดือนที่ภรรยาของเขาเทียวไปเทียวมาเพื่อรักษาตัว มูลนิธิส่งเงินให้เขาและเธอเป็นจำนวน ๗๐,๐๐๐ บาท.....เมื่อสุขภาพดีขึ้น สองสามีภรรยาจึงตัดสินใจเข้าเมืองเพื่อเข้าไปขอบคุณมูลนิธินั้น.....แต่เมื่อมายืนอยู่หน้าสถานที่ๆหน้าซองจดหมายแจ้งไว้ กลับกลายเป็นบ้านธรรมดาหลังหนึ่ง เจ้าของบ้านก็คือชายคนที่เขาและเธอพบเจอบนรถโดยสารวันนั้น.....แท้ที่จริง ชายผู้นี้ไม่ได้ทำงานมูลนิธิอะไร เขาค้าขายเล็กๆน้อยๆพอที่จะไม่ทำให้ครอบครัวและลูกเมียลำบาก และเงินที่เขาส่งให้สองสามีภรรยาก็เป็นเงินทุนของเขาเอง โดยมิใช่เงินของมูลนิธิตามที่เขาบอกไว้.....วันที่เขาพบเจอกับสองสามีภรรยานั้น เป็นวันที่เขาเดินทางไปชมนิทรรศการที่จังหวัดใกล้เคียง.....เมื่อเรื่องราวนี้มีผู้คนรับรู้และแพร่กระจายเป็นวงกว้าง รายการโทรทัศน์ก็ได้ติดต่อขอสัมภาษณ์เขา.."ทำไมคุณถึงตัดสินใจช่วยเหลือสองสามีภรรยาคู่นี้ครับ?" นักข่าวยิงคำถาม.."ไม่มีอะไรครับ เพียงแค่เห็นว่าเขาทั้งสองคนยากลำบากจริงๆ คนเรายามอับจน ใครๆก็ต้องการความหวัง ผมพอทำได้ผมก็เลยอาสาทำ" เขาตอบด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม...
"ทำไมคุณไม่บอกเขาและเธอว่าเงินเหล่านี้เป็นเงินส่วนตัวของคุณเอง?" นักข่าวถามต่อ.....คราวนี้เขาไม่ได้ตอบคำถามของนักข่าวโดยตรง แต่เขาเล่าเรื่องในอดีตของเขาให้นักข่าวฟังว่า.."ตอนที่ผมเป็นเด็ก จำได้ดีว่าปีหนึ่ง บ้านเรายากจนจนแทบจะไม่มีข้าวกรอกหม้อ ตอนที่พ่อกับแม่กำลังทะเลาะกันอยู่นั้น ผู้ใหญ่บ้านก็แบกข้าวสารกระสอบหนึ่งมามอบให้กับครอบครัวเรา
ผู้ใหญ่บ้านบอกว่าเป็นข้าวสารที่ทางการมอบไว้ให้สำหรับช่วยเหลือประชาชนที่ยากจน ใครๆก็รู้ว่าบ้านของเรายากจน แถมลูกหลานก็เยอะ ข้าวคงไม่พอกิน ทางการก็เลยแจ้งให้ผู้ใหญ่นำข้าวมามอบให้กับเรา.....หลังจากปีนั้นผ่านไป ครอบครัวของเราเริ่มสบายขึ้น พ่อจึงได้รู้ความจริงจากปากลูกสะใภ้ผู้ใหญ่บ้านว่าข้าวกระสอบนั้นเป็นข้าวของผู้ใหญ่บ้านเอง ไม่ใช่ข้าวจากทางการตามที่ผู้ใหญ่บอก ทั้งๆที่บ้านผู้ใหญ่ก็ลำบาก แต่แกก็ยังมีน้ำใจหยิบยื่นความรักความอาทรให้แก่ครอบครัวเรา เพราะข้าวสารกระสอบนั้น ทำให้ผมบอกกับตัวเองเสมอว่า หากวันใดที่ผมมีกำลัง และผมช่วยเหลือใครๆได้ ผมจะช่วยเหลือทันที เพราะสิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากผู้ใหญ่บ้านก็คือ เมื่อเราได้รับความอาทรจากคนอื่น เราก็ควรให้ความอาทรนี้ต่อคนอื่นเช่นกัน"
พูดเสร็จ เขาก็หันไปมองภรรยาและลูกของเขาที่พยักหน้าและยิ้มให้กับเขาเช่นกัน.."แล้วทำไมคุณไม่มอบเงินทั้งหมดให้เขาเลย ทำไมต้องแบ่งเป็นงวดๆละครับ?" นักข่าวยิงคำถามสุดท้าย.....คราวนี้เขายิ้มกว้าง.."ผมสามารถทำได้อย่างนั้น แต่หากผมเอาเงินทั้งหมดให้กับเขาทั้งสอง มันก็แค่เงินค่ารักษาตัว แต่ที่ผมแบ่งเป็นงวดๆอย่างนี้ก็เพื่อให้พี่ทั้งสองได้รับรู้ถึงความรักและความหวังที่ไม่มีวันสิ้นสุด เพราะคนที่ประสบกับความทุกข์นั้น พวกเขาไม่ได้ต้องการความสงสารจากใครๆ แต่เป็นความรักและความหวังต่างหาก"
เมื่อเขาพูดจบ เสียงปรบมือของคนที่อยู่ในห้องก็ดังเกรียวกราว...
...
#นุสนธิ์บุคส์
Cr:Supap Rodklongtan...