05/12/2025
ภาพจำของ ‘พ่อ’ ของแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันออกไป
ไม่ว่าพ่อจะเป็นอย่างไร
แต่ความรักและอ้อมกอดของพ่อ
จะเป็นรากฐานอันแข็งแกร่งในใจเราตลอดไป
-------------------
พ่อคือรักแรก
สำหรับผู้ชายคนหนึ่ง อาจจะมีความทรงจำถึงลูก ตั้งแต่วันแรกที่ได้โอบอุ้มเขาในอ้อมอก อาจจะจำได้ถึงนิ้วมือเล็กๆ และเสียงร้องที่พร้อมจะแผดเสียงเรียกความสนใจจากทุกคนอย่างไม่สามารถปฏิเสธได้
แต่สำหรับเด็กหนึ่ง พ่อในความทรงจำของเธอหรือเขา ถึงแม้จะไม่ได้แจ่มชัดนัก แต่ไคล์ พรูเอ็ตต์ (Kyle D. Pruett) นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการเลี้ยงดูบุตร ระบุว่า เด็กเล็กจะสามารถแยกแยะได้ว่าพ่อหรือแม่ที่กำลังตอบโต้กับเขาอยู่ โดยเฉพาะในเด็กทารกช่วงที่ยังไม่ขวบปีดี มีแนวโน้มจะตอบสนองอย่างตื่นเต้นเมื่อถูกพ่ออุ้ม เนื่องจากเชื่อว่าความรักของพ่อน่าตื่นเต้น และคาดเดาไม่ได้ยิ่งกว่าอ้อมกอดจากแม่
นอกจากนี้ ความรักของพ่อและการมีอยู่ของพ่อจะช่วยสร้างความมั่นคงทางจิตใจ โดยงานวิจัยทางจิตวิทยาต่างชี้ตรงกันว่า สายสัมพันธ์ที่อบอุ่นและเปิดกว้างกับพ่อ จะนำไปสู่การยอมรับตัวเอง ความนับถือตัวเองสูงขึ้น และอัตราการเกิดภาวะซึมเศร้าที่ต่ำลง
ความรักของพ่อจึงเปรียบเสมือนเข็มทิศเข็มแรกในชีวิต ที่กำหนดทิศทางการเติบโตของเด็กคนหนึ่งไปตลอดชีวิต
พ่อคือนักผจญภัย
หลังจากติดตั้งเข็มทิศเข็มแรกในใจของลูกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พ่อผู้เป็นเสมือน ‘นักผจญภัย’ ก็พร้อมจะพาลูกไปผจญโลกกว้าง ดร.นาตาชา เจ. คาเบรรา (Dr. Natasha Cabrera) นักจิตวิทยาชาวแคนาดา กล่าวถึงบทบาทของพ่อว่า “พ่อจะมีบทบาทในการพัฒนาของเด็กในแบบที่ไม่ซ้ำใคร ซึ่งมันแตกต่างไปจากบทบาทของแม่”
พ่อมักจะพาเราออกจากขอบเขต ‘ความปลอดภัย’ ที่ได้รับจากแม่ และสอนให้เราเป็น ‘ผู้สำรวจโลก’ วิธีการเลี้ยงของดูพ่อจะเน้นการเสริมสร้างความมั่นใจ และแนะนำให้ลูกได้รู้จักความท้าทายของโลก ผ่านปฏิสัมพันธ์ที่เร้าใจและเต็มไปด้วยการกระตุ้น ซึ่งเป็นส่วนช่วยให้เด็กพร้อมเจอกับโลกภายนอกเมื่อเขาเติบโตขึ้น
หลายๆ บ้าน พ่อจึงมักจะเป็นครูสอนขี่จักรยานคนแรก ที่แอบปล่อยมือเมื่อเราเผลอ พร้อมกับส่งเสียงเชียร์ว่า “หนูทำได้!” (และเราก็ทำได้จริงๆ) หรือแม้กระทั่งเล่นแผลงๆ สุดแสนจะโลดโผนในแบบฉบับที่แม่ต้องร้องขอ จนเป็นที่มาของคลิปพ่อลูกที่ทั้งน่ารักและตลกบนโลกโซเชียล พร้อมกับวลีเด็ดที่คุ้นหูว่า ‘เมื่อปล่อยลูกไว้กับพ่อ’
พ่อคือของขวัญ
พ่ออาจจะไม่ใช่รักสุดท้าย
ไม่ใช่เข็มทิศชีวิตอันเดียวของเรา
และไม่ใช่คนที่จะพาเราผจญภัยไปได้ตลอดชีวิต
แต่จริงๆ แล้ว ‘การมีอยู่ของพ่อ’ ต่างหากคือของขวัญอันล้ำค่าไม่แพ้สิ่งใด
เพราะถ้าหากลูกขาดของขวัญชิ้นนี้ไป ความรู้สึกที่อยู่ก้นบึ้งของหัวใจจะเป็นสิ่งที่หล่อหลอมและกำหนดความสัมพันธ์ในอนาคต แปรเปลี่ยนเป็นความรู้สึกที่โหยหาการยอมรับและความมั่นคง บาดแผลจากของขวัญชิ้นนี้สามารถส่งผลต่อทุกแง่มุมในชีวิตของเรา ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ หน้าที่การงาน และความนับถือตัวเอง
เพราะพ่อสามารถมีส่วนร่วมกับการเลี้ยงลูกได้พอๆ กับแม่ ตั้งแต่การสอนให้ลูกเรียนรู้รสชาติชีวิต ให้ลูกรู้ว่าล้มแล้วลุกมันเป็นอย่างไร และยังคอยเสริมสร้างความมั่นใจให้ลูกกล้าที่จะเดินออกไปสำรวจโลก
และสิ่งเหล่านี้จะเป็นของขวัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่จะติดตัวลูกไปตลอดชีวิต เพราะเมื่อเราเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มั่นคง มั่นใจ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายใดๆ ก็ตามแล้วนั้น เราก็จะนึกถึงเสียงของพ่อที่คอยบอกว่า “หนูทำได้!” และเราก็จะผ่านอุปสรรคไปได้อย่างที่เคย
มนุษย์คือความไม่สมบูรณ์แบบ
การมีอยู่ของพ่อไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบ การเป็นลูกก็เช่นกัน MOODY ขอแค่ให้เราอยู่เคียงข้างกันในแบบที่ทำได้ เพราะทุกช่วงเวลานั้นมีความหมายเสมอ
ไม่ว่าในวันนี้เราจะอยู่ในฐานะพ่อหรือลูก หรืออาจเป็นทั้งสองบทบาทพร้อมกัน
เราก็สามารถเริ่มได้ด้วยวิธีการเล็กๆ
หาเวลาอยู่ด้วยกัน กินข้าว อ่านนิทาน เดินเล่น
รับฟังกันอย่างตั้งใจ แสดงออกให้ฝ่ายตรงข้ามรู้ว่าเขาสำคัญ
พ่อสามารถเป็นตัวของตัวเอง และเปิดพื้นที่ให้ลูกได้เรียนรู้ว่า ความเศร้า ความโกรธ หรือตื่นเต้นเป็นเรื่องปกติ และลูกก็จะค่อยๆ จัดการสิ่งเหล่านี้ได้ด้วยตัวเอง
ท้ายที่สุดขออย่าประเมินค่าพลังคำว่ารักต่ำเกินไป
และบอก ‘รัก’ กันสักนิดในทุกๆ วัน
-------------------
บทความนี้ขอมอบแด่
‘พ่อ’ ผู้เป็น ‘รักครั้งแรก’ ของลูกตลอดไป
และ ‘ลูก’ ผู้โชคดีที่ได้รับความรักบริสุทธิ์ไปตลอดกาล