MOODY ความรู้สึกข้างใน ยิ่งเข้าใจ ยิ่งเติบโต 🍿
(1)

สำหรับบางคน ‘คำวิจารณ์’ ไม่เคยเป็นเพียงคำแนะนำเพื่อการเติบโต แต่มันคืออาวุธที่ทิ่มแทงลงบนบาดแผลลึกที่ซ่อนไว้มาตั้งแต่เด็...
02/02/2026

สำหรับบางคน ‘คำวิจารณ์’ ไม่เคยเป็นเพียงคำแนะนำเพื่อการเติบโต แต่มันคืออาวุธที่ทิ่มแทงลงบนบาดแผลลึกที่ซ่อนไว้มาตั้งแต่เด็ก ทิ้งคำถามที่กัดกินใจซ้ำๆ ว่า
"หรือจริงๆ แล้ว... เรายังดีไม่พอ?"
-------------------
วันนี้ MOODY อยากชวนมาดูสาเหตุที่ทำไมบางคนถึงเจ็บปวดกับคำวิจารณ์มากกว่าปกติ และเราจะโอบกอดตัวเองในสถานการณ์นั้นได้อย่างไร
1 - การขาดความเข้าใจในตนเอง: เมื่อเราไม่รู้จักตัวเองดีพอ เราจะอ่อนไหวต่อคำพูดคนอื่นได้ง่าย ต่างจากคนที่รู้จักตนเองดี ซึ่งจะรู้ว่าแม้จะมีจุดที่ต้องแก้ แต่เรายังมีข้อดีอื่นๆ อีกมากมายซ่อนอยู่ในตัว
2 - การขาดความเห็นอกเห็นใจตนเอง: ในวันที่มีคนอื่นมาตำหนิเรา เรากลับไม่เห็นอกเห็นใจตัวเอง แต่เลือกหยิบคำพูดเหล่านั้นมาซ้ำเติมแผลเก่าให้ลึกกว่าเดิม
3 - ปัญหาในการจัดการอารมณ์: เมื่อต้องเผชิญกับคำวิจารณ์ เรามักจะไม่รู้ว่าต้องจัดการกับพายุอารมณ์ในตอนนั้นอย่างไร จึงทำได้เพียงยืนนิ่งเพื่อรับแรงกระแทก
4 - ขาดความกล้าแสดงออก: เพราะความกลัวที่จะสื่อสาร เราจึงยอมเป็นถังขยะรองรับอารมณ์ของคนอื่น เพียงเพราะหวังว่านั่นจะทำให้เรา 'ดูดีพอ' ในสายตาเขา
ร่องรอยเหล่านี้มักหลงเหลือมาจาก ‘การถูกละเลยทางอารมณ์ในวัยเด็ก’ (Childhood Emotional Neglect) ในบ้านที่ความรู้สึกของเราอาจเคยเป็นสิ่งที่ถูกมองข้าม หรือไร้เกราะคุ้มกันทางใจที่แข็งแรงพอ
แล้วเราจะรับมือกับมันได้อย่างไร?
วิธีการรับมืออาจต้องเริ่มจากการสร้าง ‘พื้นที่ปลอดภัย’ เล็กๆ ระหว่างผลงานกับตัวตนของเรา คอยย้ำเตือนใจตัวเองว่า สิ่งที่เขากำลังวิจารณ์อยู่คือสิ่งที่มือเราสร้าง ไม่ใช่คุณค่าที่เรามี เพราะงานอาจจะมีจุดที่ต้องแก้ไข แต่ตัวตนและความเป็นมนุษย์ของเรานั้น ยังคงงดงามและมีค่าในแบบของมันเสมอ
หากคำวิจารณ์นั้นเต็มไปด้วยพลังงานที่เป็นพิษ จงมองว่ามันเป็นเพียง ‘ขยะทางอารมณ์’ ที่ไม่จำเป็นต้องเก็บมาใส่ใจ แต่ถ้ามีส่วนที่นำไปพัฒนาต่อได้ การขอเวลาถอยออกมาเพื่อตั้งสติก่อนจะตอบกลับ จะช่วยให้เราได้ใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์ชั่ววูบ
ท้ายที่สุดแล้ว ในวันที่โลกภายนอกใช้คำพูดรุนแรงกับเรา สิ่งสำคัญไม่ใช่การฝืนเข้มแข็ง แต่คือการไม่หันมาทำร้ายตัวเองซ้ำ การเลือกถอยออกมาตั้งหลัก หรือยอมรับว่าวันนี้เรารับมือไม่ไหว ไม่ได้แปลว่าเราพ่ายแพ้ แต่คือการรู้ขีดจำกัดและเลือกที่จะ 'ใจดีกับตัวเอง'
-------------------
เพราะการรักษาตัวเองให้ยังพอมีแรงคิดและเติบโตต่อได้... สำคัญกว่าการพยายามฝืนยืนรับทุกคำพูดรุนแรง จนปล่อยให้ใจต้องแหลกสลายลงไปเสียก่อน

MOODY QUOTE: “การมีสถานที่ให้กลับไป ช่างวิเศษเหลือเกิน เพราะการกลับบ้าน ทำให้เราได้ค้นพบตัวตนใหม่อีกครั้ง” .ในวันที่โลกภ...
02/02/2026

MOODY QUOTE: “การมีสถานที่ให้กลับไป ช่างวิเศษเหลือเกิน เพราะการกลับบ้าน ทำให้เราได้ค้นพบตัวตนใหม่อีกครั้ง”
.
ในวันที่โลกภายนอกหมุนเร็วเกินไป เราอาจเผลอทำชิ้นส่วนบางอย่างของตัวเองหล่นหาย การออกเดินทางไกลอาจไม่ใช่แค่การไปข้างหน้า แต่มันคือการเรียนรู้ที่จะโอบกอดความอ้างว้างในที่ที่เราไม่คุ้นเคย
แต่ไม่ว่าการเดินทางจะเหนื่อยล้าแค่ไหน ‘บ้าน’ ยังเป็นพื้นที่อันแสนสงบ เป็นพื้นที่ที่อนุญาตให้เราถอดความคาดหวังโยนทิ้งไว้หน้าประตู แล้วกลับมาเป็นเพียงเด็กธรรมดาคนหนึ่งอีกครั้ง
ถ้อยคำที่อบอุ่นใจนี้มาจาก ‘กิกิ’ ในหนังสือ ‘แม่มดกิกิผจญภัย’ แม่มดน้อยฝึกหัดที่ต้องจากบ้านเกิดมาเพื่อเรียนรู้การใช้ชีวิตเพียงลำพัง จากเรื่องราวของกิกิ ทำให้เราเห็นว่าการเติบโต ไม่ได้หมายถึงการทิ้งอดีตไว้ข้างหลัง แต่คือการที่ยังมีบ้านที่เต็มไปด้วยไออุ่นให้กลับไป ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่ไม่มีวันจบสิ้น
หนังสือ: แม่มดกิกิผจญภัย ตอน ไปรษณีย์ด่วนแม่มด
เขียน: เอโกะ คาโดโนะ
สำนักพิมพ์: Biblio


ไม่ว่าจะเจอช้าหรือเร็ว แต่ MOODY เชื่อว่าทุกคนย่อมมีคนที่ ‘คู่ควร’ กับตัวเองรอให้พบเจออยู่นะแต่หากวันนี้ใครที่กำลังอยู่ใ...
01/02/2026

ไม่ว่าจะเจอช้าหรือเร็ว แต่ MOODY เชื่อว่าทุกคนย่อมมีคนที่ ‘คู่ควร’ กับตัวเองรอให้พบเจออยู่นะ
แต่หากวันนี้ใครที่กำลังอยู่ในช่วงเวลาแห่งการเยียวยา หรือตั้งคำถามกับตัวเอง ลองให้หนังสือ ‘ตราบใดที่ฉันยังอยู่ เธอจะถูกรักอยู่เสมอ’ เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ช่วยทำให้หัวใจได้กลับมานุ่มฟูขึ้นดูสิ
เพราะเนื้อหาในเล่มคือคำพูดให้กำลังใจที่มาในบทกวีสั้นๆ ที่คอยปลอบประโลมหัวใจอันบอบช้ำ หรือจิตวิญญาณที่เหนื่อยหน่ายให้ดีขึ้น เพื่อสักวันจะได้พบกับคนที่ใช่
หนังสือ: ตราบใดที่ฉันยังอยู่ เธอจะถูกรักอยู่เสมอ
เขียน: Itmydefinition
สำนักพิมพ์: .s.publish


เคยสังเกตไหมว่า บางครั้งความรักทำให้เรามองใครบางคนต่างออกไปจากที่คนอื่นเห็น-------------------หลายครั้งที่คนรอบตัวเตือนว...
30/01/2026

เคยสังเกตไหมว่า บางครั้งความรักทำให้เรามองใครบางคนต่างออกไปจากที่คนอื่นเห็น
-------------------
หลายครั้งที่คนรอบตัวเตือนว่า “ความสัมพันธ์นี้ไม่โอเคนะ” แต่ในสายตาเรา เขากลับดูเป็นคนอบอุ่น มีเสน่ห์ และเข้าใจเรามากกว่าที่ใครๆ เคยเป็น สิ่งที่คนอื่นมองว่าเป็นนิสัยไม่น่ารัก ในหัวของเรากลับบอกว่าเขาแค่เป็นคนตรงไปตรงมา และบางครั้ง เราก็เผลอปลอบใจตัวเองว่า “นี่อาจไม่ใช่ธงแดงอย่างที่ใครๆ คิด แต่อาจเป็นสีชมพูที่คนอื่นมองไม่เห็นต่างหาก”
ในช่วงเวลานั้น เราไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองกำลังมองอะไรผิดไป แต่เรากลับรู้สึกว่าคนอื่นต่างหากที่ ‘ยังไม่รู้จักเขาดีพอ’ และเราเองคือคนที่มองเห็นด้านที่ซ่อนอยู่ของเขา ด้านที่อ่อนโยนและจริงใจ ซึ่งไม่ใช่ด้านที่ทุกคนจะได้เห็น
ความรู้สึกแบบนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก และไม่ได้เกิดจากความหลงจนขาดสติ แต่มันคือกลไกของสมองที่พยายามรักษาความสัมพันธ์เอาไว้
MOODY อยากชวนทุกคนมาทำความรู้จัก ‘Positive Illusions’ แนวคิดทางจิตวิทยาที่อธิบายว่า ทำไมบางครั้งความรักถึงทำให้เรามองคนรักในเวอร์ชันที่ดีเกินความเป็นจริง
Positive Illusions คือภาพลวงตาทางบวก ที่สมองจะสร้างภาพในจินตนาการตามอุดมคติทางบวก โดยที่มักจะเน้นไปที่ข้อดีของคนรักและมองข้ามข้อเสีย พฤติกรรมบางอย่างที่ควรถูกตั้งคำถามจึงถูกอธิบายใหม่ให้ดูเบาลงและโฟกัสในด้านที่ดีแทน
ตัวอย่างเช่น คนรักชอบนอกใจหลายต่อหลายครั้ง แต่ข้อดีคือคอยดูแลเอาใจใส่เรา สมองจึงสร้างภาพลวงตาให้โฟกัสแค่ข้อดีเพื่อหลีกเลี่ยงความเจ็บปวด และทำให้เราเชื่อว่าความสัมพันธ์นี้ ‘มีอะไรที่พิเศษ’ มากกว่าที่คนนอกเห็น
ภาพลวงตานี้ไม่ได้แย่เสมอไป งานวิจัยหลายชิ้นพบว่าคนที่มองคู่ของตัวเองในแง่บวกกว่าความเป็นจริงเล็กน้อย มักจะรู้สึกพึงพอใจในความสัมพันธ์ และมีแนวโน้มที่จะรักษาความสัมพันธ์ได้นานกว่า เพราะภาพลวงตาเหล่านี้ช่วยประคองใจในวันที่ความรักไม่สวยงามอย่างที่หวัง
แต่ปัญหาจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อภาพลวงตานั้นหนาเกินไป จนกลบความจริงที่ทำร้ายใจซ้ำๆ เพราะเชื่อว่ามันจะดีขึ้นเอง หรือเพราะหวังว่าสักวันคนรักจะเปลี่ยน ในจุดนี้ Positive Illusions จะไม่ใช่กลไกที่ช่วยประคองความรักอีกต่อไป แต่มันกำลังกลายเป็นภาพลวงตาที่ทำให้เรามองไม่เห็นอันตรายตรงหน้า
เมื่อสมองคุ้นชินกับการอธิบายทุกอย่างในแง่ดี เราจะเริ่มลดทอนความรู้สึกของตัวเองลงโดยไม่รู้ตัว ความไม่สบายใจจะถูกบอกให้ ‘อดทน’ ความเสียใจถูกแทนที่ด้วยเหตุผลว่า ‘เขาไม่ได้ตั้งใจ’ และเริ่มทำให้เราสงสัยความรู้สึกของตัวเอง
เมื่อทุกครั้งที่เราเจ็บ เรากลับถามตัวเองว่าเราคิดมากไปหรือเปล่า
เมื่อทุกครั้งที่ไม่โอเค เรากลับโทษว่าตัวเองไม่เข้าใจเขามากพอ
เมื่อทุกครั้งที่มีคนเตือน เรากลับเชื่อว่าพวกเขาไม่เห็น ‘เวอร์ชันที่แท้จริง’ ของคนรักแบบที่เราเห็น
ในที่สุด ภาพของคนรักในอุดมคติอาจเริ่มสำคัญกว่าความเป็นจริงที่เกิดขึ้นตรงหน้า เรารักษาภาพนั้นไว้ ไม่ใช่เพราะมันทำให้เรามีความสุขเสมอ แต่เพราะการยอมรับว่ามันไม่เป็นอย่างที่คิด อาจหมายถึงการต้องเผชิญหน้ากับความผิดหวัง ความสูญเสีย หรือการตัดสินใจที่ยากเกินจะรับไหว
ความรักที่ดีจึงไม่ควรต้องแลกมาด้วยการเพิกเฉยต่อความรู้สึกของตัวเอง Positive Illusions ควรเป็นเพียงพื้นที่พักใจ ไม่ใช่ที่ซ่อนตัวจากความจริงทั้งหมด และ ‘ความสัมพันธ์นี้ทำให้เรารู้สึกปลอดภัยและเป็นตัวเองได้จริงหรือเปล่า’
-------------------
คนที่เหมาะจะอยู่ในชีวิตเรา ไม่ควรต้องถูกมองผ่านภาพลวงตาตลอดเวลา และไม่ควรต้องอาศัยการอธิบายซ้ำๆ เพื่อให้ความเจ็บปวดดูเล็กลง

แค่เปิด ‘มุมมอง’ ให้กว้างพอ ‘ความงดงาม’ ที่เคยหล่นหายก็จะกลับมาผลิบานอีกครั้ง
30/01/2026

แค่เปิด ‘มุมมอง’ ให้กว้างพอ
‘ความงดงาม’ ที่เคยหล่นหาย
ก็จะกลับมาผลิบานอีกครั้ง


ใครมีเพื่อนที่โสดมานาน แล้วอยากให้มีแฟนสักที ใครที่โสด แสนดี แล้วงงว่าทำไมฉันถึงยังไม่มีคนรู้ใจหรือใครที่ไม่โสด แต่อยากเ...
29/01/2026

ใครมีเพื่อนที่โสดมานาน แล้วอยากให้มีแฟนสักที
ใครที่โสด แสนดี แล้วงงว่าทำไมฉันถึงยังไม่มีคนรู้ใจ
หรือใครที่ไม่โสด แต่อยากเติมรักให้หวานขึ้น
เตรียมพบกับ ‘Soul Speak - เมื่อใจได้คุยกัน’ จาก MOODY
งานที่ไม่ว่าจะโสดเดี่ยว โสดคู่ โสดยกแก๊ง หรือมีคู่แล้วก็มาได้!
เพราะเราอยากชวนทุกคนที่อยากมีความรักดีๆ
อยากรู้ว่าความรักที่แท้จริงของเรามีหน้าตาแบบไหน
แต่ไม่รู้จะเริ่มยังไง มาร่วม ‘ค้นใจ’ ไปด้วยกัน
ผ่านกิจกรรมที่จะทำให้รู้จักตัวเองและคนใกล้ตัวมากขึ้น
เตรียมพบกันได้ที่ HOUSE LAGOM สุขุมวิท 20
13 กุมภาพันธ์ 2569
เพราะความรักดีๆ เริ่มต้นที่ตัวเราเอง
ติดตามรายละเอียดได้ที่นี่ เร็วๆ นี้!
#เมื่อใจได้คุยกัน

ขอให้ทุกคนได้พบเจอ ‘ความรักดีๆ’ นะ ♥️
29/01/2026

ขอให้ทุกคนได้พบเจอ ‘ความรักดีๆ’ นะ ♥️


เคยไหม… ในวันที่โลกข้างนอกมันวุ่นวายจนรับไม่ไหว เราแค่อยากจะหายไปในโลกอีกใบที่ไหนสักแห่งMOODY อยากชวนทุกคนมารู้จักกับ ‘B...
28/01/2026

เคยไหม… ในวันที่โลกข้างนอกมันวุ่นวายจนรับไม่ไหว เราแค่อยากจะหายไปในโลกอีกใบที่ไหนสักแห่ง
MOODY อยากชวนทุกคนมารู้จักกับ ‘Bibliotherapy’ หรือการบำบัดด้วยหนังสือ มีงานวิจัยบอกไว้ว่า ตัวอักษรในวรรณกรรมมีพลังเยียวยาจิตใจ ช่วยจัดระเบียบความคิด และลดความกังวลในใจเราได้ ในวันที่การพบนักจิตวิทยาอาจเป็นเรื่องยากหรือมีค่าใช้จ่ายสูง หนังสือจึงกลายเป็น ‘ยาสามัญประจำใจ’ ที่เราเอื้อมถึงได้ง่ายที่สุด
แต่หนังสือก็เหมือนอาหาร ไม่ใช่ทุกเล่มที่จะถูกปากหรือดีต่อเราในทุกเวลา บางเล่มที่คนอื่นว่าดี อาจจะกระทบใจเราจนเจ็บกว่าเดิมก็ได้ หัวใจสำคัญจึงไม่ใช่แค่การอ่าน แต่คือการเลือกหนังสือที่ ‘ถูกที่ ถูกเวลา และถูกกับใจ’ ของเรา
How to เลือกหนังสือฮีลใจ
1 - หนังสือที่ช่วยให้รู้จักตัวเอง: เหมือนมีคนใจดีมาเล่าบทเรียนชีวิตให้ฟัง ช่วยให้เราเตรียมใจรับมือกับการเปลี่ยนแปลง
2 - หนังสือเยียวยาโดยผู้เชี่ยวชาญ: การอ่านภายใต้คำแนะนำของนักจิตวิทยาจะช่วยให้เราก้าวผ่านเรื่องยากๆ ได้ปลอดภัยขึ้น
3 - นวนิยายและเรื่องสั้น: ให้จินตนาการได้พาเราหลีกหนีจากความจริงไปพักผ่อนสักครู่ อาจไม่มีบทเรียนอะไร แค่ทำให้เรายิ้มได้ก็พอแล้ว
เมื่อเราอ่านเรื่องราวของตัวละครที่พบเจอสถานการณ์คล้ายเรา… เราจะรู้สึกว่า “อ๋อ เราไม่ได้เจออยู่คนเดียวนี่นา” โดยการอ่านจะช่วยลดความโดดเดี่ยว เพิ่มความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) และที่สำคัญสุด คือมันช่วยสร้าง ‘พื้นที่สงบ’ เล็กๆ ให้เราได้กลับมาเรียนรู้ที่จะอยู่กับตัวเอง
คืนนี้… ลองวางโทรศัพท์มือถือ แล้วหยิบหนังสือสักเล่มมาอ่านดูสักบทดีไหม?
ประโยคไหนในหนังสือที่เคยโอบกอดคุณไว้? ลองพิมพ์บอกเราหน่อย

แล้ววันนี้ทุกคนเหนื่อยไหม? 🧡
28/01/2026

แล้ววันนี้ทุกคนเหนื่อยไหม? 🧡


ลองจินตนาการถึง ‘มะนาว’ ที่เน่าเสียเมื่อมันอยู่ใกล้ๆ กับผลไม้สดชนิดใดไม่นานนัก ผลไม้ที่เหลือก็เน่าเสียตามไปด้วย---------...
27/01/2026

ลองจินตนาการถึง ‘มะนาว’ ที่เน่าเสีย
เมื่อมันอยู่ใกล้ๆ กับผลไม้สดชนิดใด
ไม่นานนัก ผลไม้ที่เหลือก็เน่าเสียตามไปด้วย
-------------------
ในโลกของความสัมพันธ์ มีสิ่งที่เรียกว่า ‘Rotten Lemon Effect’ ที่หมายถึง ‘รูปแบบความสัมพันธ์เชิงลบ’ ที่เกิดขึ้นซ้ำๆ เช่น คำวิจารณ์ที่เชือดเฉือน หรือความต้องการที่ถูกละเลย เมื่อมันถูกวางทิ้งไว้ในใจ ก็จะค่อยๆ เปลี่ยนรสชาติความรักให้กลายเป็นความขมขื่นได้อย่างไม่น่าเชื่อ
แล้วทำไมเรื่องแย่ๆ เพียงเรื่องเดียว ถึงพ่ายแพ้ต่อความดีนับร้อยครั้ง? หลายครั้งที่เราประคับประคองความสัมพันธ์ด้วยการเติมความหวานให้แก่กัน แต่ความพยายามเหล่านั้นกลับพ่ายแพ้ให้กับคำพูดแค่ไม่กี่คำ
สิ่งนี้คือการทำงานของสมองที่เรียกว่า ‘อคติเชิงลบ’ เพราะมนุษย์เราถูกวิวัฒนาการมาเพื่อให้ความสำคัญกับข้อมูลที่ดูเป็นอันตราย ประสบการณ์ที่เจ็บปวด จึงเป็นที่จดจำมากกว่า ความเจ็บปวดเพียงครั้งเดียวก็สามารถบดบังความรักนับร้อยนับพันครั้งได้ ปัญหาจึงมักไม่ได้อยู่ที่ว่าเหตุการณ์นั้น ‘ใหญ่โต’ แค่ไหน แต่อยู่ที่ว่ามันปรากฏขึ้น ‘ซ้ำๆ’ จนสมองเราเริ่มจดจำว่านี่คือพื้นที่ที่ไม่ปลอดภัย
ในความสัมพันธ์ คู่รักจะทำงานเหมือนระบบที่พึ่งพิงทางอารมณ์ต่อกันอย่างสมบูรณ์ อารมณ์ของอีกฝ่ายหนึ่ง จึงสามารถแผ่ไปถึงอีกฝ่ายได้เสมอไม่ว่าจะเป็นน้ำเสียง สีหน้า จังหวะการพูด นี่คือเหตุผลว่าทำไมในบางวันที่แฟนของเราบอกว่า “ไม่เป็นไร” แต่เรากลับสัมผัสได้ถึงความตึงเครียด
และเมื่อรูปแบบมะนาวเน่าเกิดขึ้นซ้ำๆ มันจะสร้างสิ่งที่เรียกว่า ‘Sentiment override’ เมื่อมีแต่บรรยากาศลบๆ เกิดขึ้น เราจะเริ่มตอบสนองต่อเหตุการณ์ตรงหน้าน้อยลง แต่ไปตอบโต้ต่อ ‘ตะกอนทางอารมณ์’ ที่สะสมมาจากอดีตมากขึ้น
ในความสัมพันธ์ที่ดี เมื่อฝ่ายหนึ่งทำผิด เราจะพร้อมแก้ไขร่วมกัน แต่ในความสัมพันธ์ที่ ‘เน่าเสีย’ การกระทำก็จะถูกตีความในแง่ร้าย เพื่อมายืนยันความรู้สึกแย่ๆ ที่เรามีอยู่เดิม
คู่รักจะเลิกปฏิสัมพันธ์กับ ‘ตัวตนจริงๆ’ ของกันและกัน และเริ่มหันไปตอบโต้กับเศษซากของความขุ่นมัวแทน จนในที่สุดแม้แต่ความสุขที่วางอยู่ตรงหน้า เราก็อาจจะมองไม่เห็นมันอีกต่อไป
และจะส่งผลต่อมาถึงความใกล้ชิด เพราะเมื่อเกิดความขุ่นเคืองซ้ำ เราก็จะเริ่มถอยห่างเพื่อปกป้องตัวเองโดยอัตโนมัติ และไม่ยอมอนุญาตให้ตัวเองเปราะบางกับใครอีกต่อไป
ข่าวดีก็คือ เราสามารถ ‘เยียวยา’ ได้ด้วยสิ่งที่เรียกว่า ‘Repair attempts’ หรือความพยายามในการแก้ไขที่เล็กน้อยแต่สม่ำเสมอ
การเยียวยาไม่ใช่การต้องทำเรื่องยิ่งใหญ่ แต่มันคือการสร้างประสบการณ์ใหม่ที่ถูกต้อง เช่น กลับมารับผิดชอบต่ออารมณ์ตัวเอง ตอบสนองความรู้สึกของอีกฝ่าย เป้าหมายอาจไม่ใช่ให้สิ่งลบๆ หายไปทั้งหมด แต่อย่างน้อยพลังบวกต้องมากกว่า
-------------------
‘มะนาวเน่า’ อาจเป็น ‘ม่านหมอก’ ที่บดบังช่วงเวลาดีๆ
แต่เมื่อเราคอยปัดกวาด และกลับมาดูแลกันอีกครั้ง
หัวใจที่เคยบูดเบี้ยวก็สามารถกลับมาสดใสได้มากกว่าเดิม

ขอแค่เพียง ‘ใจ’ เราแข็งแกร่งพอ…‘ความฝัน’ ที่ยิ่งใหญ่ ก็จะเป็นจริงได้ในไม่ช้า
27/01/2026

ขอแค่เพียง ‘ใจ’ เราแข็งแกร่งพอ…
‘ความฝัน’ ที่ยิ่งใหญ่ ก็จะเป็นจริงได้ในไม่ช้า


หลายๆ ครั้ง เรามักสัญญากับคนรักว่าจะ ‘ปรับปรุง’ ตัวให้ดีขึ้นแต่สุดท้าย เราก็จะกลับไปทำพฤติกรรมเดิมๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนนำไป...
26/01/2026

หลายๆ ครั้ง เรามักสัญญากับคนรักว่า
จะ ‘ปรับปรุง’ ตัวให้ดีขึ้น
แต่สุดท้าย เราก็จะกลับไปทำพฤติกรรมเดิมๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
จนนำไปสู่ความล้มเหลวและความรู้สึกผิด
-------------------
MOODY อยากให้เราลองตั้งคำถามกับตัวเองว่า สิ่งเหล่านั้นที่เราสัญญาไว้ มันคือความพยายามที่จะ ‘เปลี่ยน’ มากไป จนแม้แต่สมองเรายังรับไม่ไหวหรือเปล่า?
เพราะแท้จริงแล้ว ในหลายๆ ครั้งเมื่อเราตั้งเป้าหมายในความสัมพันธ์ที่รู้สึกว่า ‘ฝืน’ หรือ ‘ใหญ่’ เกินไป ระบบประสาทและสมองจะรับรู้ว่าสิ่งนี้คือภาระหนักหน่วง และส่งสัญญาณเตือนภัยออกมา
ผลที่ตามมาคือเราจะเกิดอาการ ‘เป็นอัมพาตทางความรู้สึก’ (Emotional Paralysis) คืออยากทำแต่ทำไม่ได้ จนนำไปสู่การหลีกเลี่ยงหรือการป้องกันตนเอง
นี่คือเหตุผลว่าทำไมการก้าวเพียง ‘1 เปอร์เซ็นต์’ ถึงทรงพลัง เพราะมันคือระยะที่เล็กพอจะเล็ดลอด ‘เรดาร์ตรวจจับภัยคุกคาม’ ของสมองไปได้ ทำให้เรารู้สึกปลอดภัยพอที่จะทดลองลงมือทำ
ตามหลักการแล้ว การขยับเพียง 1 เปอร์เซ็นต์ ช่วยให้เราอยู่ใน Window of Tolerance หรือขอบเขตความอดทนทางอารมณ์ที่พอดี ไม่เครียดจนเกินไปจนสติหลุด
นอกจากนี้ ในทางจิตวิทยา ความสัมพันธ์คือ ‘ระบบ’ ที่ส่งผลต่อกัน เมื่อคนหนึ่งปรับเปลี่ยนเพียงเล็กน้อย มันจะจุดชนวนให้เกิดการตอบสนองเชิงบวกจากอีกฝ่าย ลองนึกภาพว่ามันคือ ‘ดอกเบี้ยทบต้นทางอารมณ์’ การฝากเงิน เทียบได้กับพฤติกรรมดีๆ ที่เมื่อทำทีละน้อยวันละครั้ง อาจดูเหมือนไม่มีอะไรในวันนี้ แต่เมื่อเวลาผ่านไป มันจะกลายเป็นการลงทุนที่สร้างผลตอบแทนมหาศาลให้กับชีวิตคู่
MOODY ขอชวนมาดูรูปแบบการปรับ 1 เปอร์เซ็นต์ ที่เราสามารถเริ่มทำได้ทันทีกันสักนิด
1 - 1 เปอร์เซ็นต์ ของความเห็นอกเห็นใจ (Empathy): ความเห็นอกเห็นใจคือการ ‘หยุด’ เพื่อลองถามตัวเองสั้นๆ ก่อนจะโต้ตอบ หรือลองมองมุมกว้างๆ เพื่อรับรู้ความรู้สึกเขาก่อนจะอธิบายมุมมองของตัวเอง การขยับเล็กๆ นี้จะช่วยสร้างความปลอดภัยให้อีกฝ่ายรู้สึกว่าเขาไม่ได้กำลังถูกตัดสิน
2 - 1 เปอร์เซ็นต์ ของความอดทน (Patience): หรือการซื้อเวลาให้สมองส่วนหน้า ได้ทำหน้าที่แทนอารมณ์ เราอาจลองหายใจหนึ่งครั้งหรือหยุดนิ่งๆ 10 วินาที ก่อนที่จะพูดตอบโต้ฝ่ายตรงข้ามอย่างรุนแรง
และช่วงเวลาเพียงเสี้ยวนาทีนี้แหละ ที่จะกลายเป็นตัวชี้วัดว่าความสัมพันธ์ของเราจะขาดสะบั้นลงหรือกลับมาเชื่อมต่อกันอีกครั้ง
3 - 1 เปอร์เซ็นต์ ของความอยากรู้อยากเห็น (Curiosity): เลิกทึกทักไปเองว่าเรารู้จักเขาดีพอแล้ว เราอาจลองพูดคุยหรือแลกเปลี่ยนกับคู่รักของเรา อย่างน้อยก็วันละ 1 ข้อ
เพราะความอยากรู้อยากเห็นเล็กๆ จะช่วยลดการเข้าใจผิด และทำให้คนรักรู้สึกว่าเขายังมีพื้นที่ให้เป็นตัวเองได้อย่างเต็มที่
ทั้งนี้ เพื่อให้พฤติกรรมเหล่านี้ หยั่งรากลึกในระบบประสาท ลองใช้กระบวนการทบทวนตัวเอง ในแต่ละวัน เช่น วันนี้เราได้ปรับเปลี่ยน 1 เปอร์เซ็นต์ ตรงไหนไปบ้าง? หรือพรุ่งนี้เราจะเพิ่ม 1 เปอร์เซ็นต์ ตรงไหนได้อีก?
สุดท้ายแล้ว MOODY อยากให้เรารับรู้ไว้ว่า การปรับเปลี่ยนที่ยั่งยืนที่สุด ไม่ใช่การยกเครื่องชีวิตขนานใหญ่ แต่คือการยอมรับว่าคนเราสามารถผิดพลาดกันได้ ขอเพียงทั้งคู่พร้อมที่จะขยับเข้าหากันทีละนิด
-------------------
การเปลี่ยนแปลงตัวเองเพียง 1 เปอร์เซ็นต์
ไม่มีความกดดัน
ไม่มีความรู้สึกผิด
มีเพียงความอ่อนโยน
ที่ค่อยๆ เปลี่ยนบรรยากาศ
ของความสัมพันธ์ไปอย่างช้าๆ แต่มั่นคง

ที่อยู่

6, 1 Ari5 Fang Nuea Alley, Phaya Thai
Bangkok

เบอร์โทรศัพท์

+66968964594

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ MOODYผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ การปฏิบัติ

ส่งข้อความของคุณถึง MOODY:

แชร์

Share on Facebook Share on Twitter Share on LinkedIn
Share on Pinterest Share on Reddit Share via Email
Share on WhatsApp Share on Instagram Share on Telegram