MOODY ความรู้สึกข้างใน ยิ่งเข้าใจ ยิ่งเติบโต 🍿
(2)

เราไม่จำเป็นต้องทำให้ ‘ทุกคน’ พอใจเพราะความสมบูรณ์แบบเป็นเรื่องที่ไม่มีอยู่จริงแค่ปล่อยวาง และอ่อนโยนกับใจตัวเองการเดินต...
11/03/2026

เราไม่จำเป็นต้องทำให้ ‘ทุกคน’ พอใจ
เพราะความสมบูรณ์แบบ
เป็นเรื่องที่ไม่มีอยู่จริง
แค่ปล่อยวาง และอ่อนโยนกับใจตัวเอง
การเดินต่อไปก็จะเบาขึ้น
--------------------------
อย่าลืมใจดีกับตัวเองบ้างนะ


MOODY: เรามักถูกสอนให้เข้าใจว่าการเลิกราต้องแลกมาด้วยหยดน้ำตาและการพังทลาย แต่ในความเป็นจริง... จุดจบที่เจ็บปวดที่สุด มั...
10/03/2026

MOODY: เรามักถูกสอนให้เข้าใจว่าการเลิกราต้องแลกมาด้วยหยดน้ำตาและการพังทลาย แต่ในความเป็นจริง... จุดจบที่เจ็บปวดที่สุด มักมาในรูปแบบของ ‘ความเงียบ’
-------------------
มันอาจเริ่มจากความเพิกเฉยที่คืบคลานเข้ามาในห้องนอน คืนที่ความใกล้ชิดกลายเป็นความแปลกหน้า และความผูกพันที่เคยแน่นแฟ้นถูกกัดกินไปทีละน้อยจนคำว่า ‘เรา’ จางหายไป เหลือทิ้งไว้เพียงพื้นที่ว่างเปล่าและอากาศที่ดูจะเบาบางลงทุกที
MOODY จึงอยากพามารู้จักกับสภาวะที่เรียกว่า ‘Silent Breakup’ การเลิกราแบบเงียบๆ ที่ความสัมพันธ์สิ้นสุดลงโดยที่ไม่มีใครต้องเอ่ยคำว่า “เราเลิกกันเถอะ” ออกมาแม้แต่คำเดียว
ในสายตาคนอื่น เราอาจยัง ‘คบกันอยู่’ แต่ในทางกลับกัน เราต่างเดินจากกันไปตั้งนานแล้ว ความห่างเหินทางอารมณ์เข้ามาแทนที่ความไว้ใจและการสื่อสาร ไม่มีการทะเลาะกันใหญ่โต ไม่มีการนอกใจที่ชัดเจน มีเพียงระยะห่างที่ขยายตัวออกไปอย่างเงียบเชียบ ผ่านรอยร้าวเล็กๆ ที่เรามองข้าม
แล้วความเหินห่างทางอารมณ์เกิดจากอะไร?
1 - การซ่อนปัญหาไว้ใต้พรม การไม่แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอาจก่อให้เกิดความไม่พอใจ จนทำให้เริ่มมีกำแพงในความสัมพันธ์ รู้สึกไม่ปลอดภัยที่จะเปิดใจ และเลือกที่จะปิดกั้นตัวเองแทน
2 - ชีวิตที่เต็มไปด้วยงาน และตารางเวลาที่แน่นมาก อาจทำให้เรามีเวลาให้กันน้อยลง จนเริ่มไม่ให้ความสำคัญซึ่งกันและกัน การเจอกันค่อยๆ จางหายไป การพูดคุยกลายเป็นเรื่องที่ต้อง ‘เอาไว้ก่อน’
3 - เมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายให้ตลอดเวลา ในขณะที่อีกฝ่ายเอาแต่รับ เมื่อความต้องการของอีกฝ่ายไม่ได้รับการแสดงออก จนในที่สุดทั้งสองฝ่ายก็จะรู้สึกว่าตนเองไม่ได้รับการเข้าใจและถูกมองข้าม
4 - เมื่อเราเลือกที่จะถอยห่างช่วงที่ต้องเผชิญกับความเครียดแทนที่จะพยายามเข้าหากัน และทั้งสองฝ่ายต่างเก็บกดทางอารมณ์ ส่งผลให้ความสัมพันธ์นั้นไม่มีทางที่จะเติบโตไปได้มากกว่านี้แล้ว
เราอาจจะบอกกับตัวเองได้ว่ามันเป็นแค่ช่วงหนึ่ง เดี๋ยวทุกอย่างก็จะกลับมาเป็นปกติ การพูดถึงระยะห่างอาจทำให้มันแย่ลงไปอีก เราจึงทำได้แค่รอ ปรับตัว และแสร้งที่จะทำเป็นว่าความเงียบคือเรื่องปกติ และยิ่งเราจมอยู่กับความคิดของตัวเองมากเท่าไหร่ การที่จะเอื้อมมือไปหาอีกฝ่ายก็จะยิ่งยากขึ้นเท่านั้น ช่องว่างนั้นไม่ได้ระเบิดออกมา มันแค่ขยายออกไปอย่างเงียบๆ ก็เท่านั้น
การที่เราไม่เคยทะเลาะไม่ได้หมายความว่าความสัมพันธ์นั้นไม่มีปัญหา ในความเป็นจริง คู่รักที่ไม่เคยทะเลาะกันมักจะทนทุกข์อยู่เงียบๆ เพราะทั้งสองต่างหลีกเลี่ยงการทำให้ความสัมพันธ์สั่นคลอน แต่ความจริงแล้ว ความขัดแย้งเล็กๆ น้อยๆ เป็นสัญญาณว่าคุณใส่ใจมากพอที่จะต่อสู้เพื่อความสัมพันธ์ เพราะ ‘ความเงียบ’ มันอันตรายกว่านั้นมาก
สุดท้ายแล้ว แม้เพียงคนเดียวจะพูดถึงการเปลี่ยนแปลงได้ แต่การสร้างใหม่อาศัยคนสองคนเสมอ ความสนิทสนมไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่มันเติบโตจากการตัดสินใจเลือกที่จะอยู่ข้างกันในทุกๆ วัน
-------------------
ความสัมพันธ์ไม่ได้จบลงเมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเดินจากไป แต่มันจบลงตั้งแต่ตอนที่ทั้งสองฝ่าย ‘หยุดพยายาม’ ที่จะกลับมาหากันต่างหาก

แล้วเพื่อนที่ดีของทุกคนคือแบบไหน?แท็กเพื่อนแล้วมาคุยกันดูน้า 🌞
10/03/2026

แล้วเพื่อนที่ดีของทุกคนคือแบบไหน?
แท็กเพื่อนแล้วมาคุยกันดูน้า 🌞


MOODY: เก่งเกินไปจนลืมให้ใจได้พัก เมื่อคำว่า ‘อดทน’ ค่อยๆ ผลักเราลงสู่หลุมที่เรียกว่า ‘ภาวะหมดไฟ’เคยสังเกตตัวเองไหมว่า บ...
09/03/2026

MOODY: เก่งเกินไปจนลืมให้ใจได้พัก
เมื่อคำว่า ‘อดทน’ ค่อยๆ ผลักเรา
ลงสู่หลุมที่เรียกว่า ‘ภาวะหมดไฟ’
เคยสังเกตตัวเองไหมว่า บางครั้งงานที่เราเคยรักและตั้งใจทำอย่างเต็มที่ กลับค่อยๆ ทำให้รอยยิ้มของเราจางหายไปทีละนิด
ถ้าวันนี้คุณรู้สึกเหนื่อยจนไม่อยากลุกไปไหน แต่ยังคงฝืนบอกตัวเองให้อดทนต่อไป เพราะอยากให้ทุกอย่างออกมาดีที่สุด แต่ความรู้สึกว่างเปล่าก็ยังคงอยู่ภายในใจลึกๆ
MOODY อยากชวนทุกคนมาสำรวจตัวเองว่าสิ่งที่เรากำลังเผชิญอยู่นั้นเป็นแค่ความเหนื่อยล้าธรรมดา หรือเรากำลังตกลงไปในหลุมที่เรียกว่าภาวะหมดไฟ (Burnout syndrome) ความเหนื่อยล้าทางอารมณ์ที่ค่อยๆ สะสมขึ้นจากการแบกรับความเครียดและความกดดันในที่ทำงาน
1. แบตเตอรี่ในใจตอนนี้เหลือเท่าไหร่? (Emotional Exhaustion) คุณกำลังรู้สึกสูญเสียพลังงาน อ่อนล้า และหมดแรงทันทีที่หมดเวลาทำงาน เหมือนพยายามชาร์จแบตตัวเองเท่าไหร่แต่ก็ไม่เคยเต็มสักทีอยู่หรือเปล่า?
2. กำแพงรอบตัวสูงขึ้น (Depersonalization)​ เริ่มรู้สึกห่างจากเพื่อนร่วมงาน และรู้สึกเฉยชา ไร้ชีวิตชีวา ไม่อยากผูกพันกับใครในที่ทำงานอีกต่อไป
3. คุณยังมองเห็น ‘ความเก่ง’ ของตัวเองอยู่หรือเปล่า? (Low Self-Esteem) รู้สึกว่าตัวเองไร้ความสามารถ ทำอะไรก็ล้มเหลว จัดการปัญหาไม่ได้ และไม่มีแรงจูงใจที่จะไปต่อจนหมดแพสชันไหม?
ถ้าคำตอบส่วนใหญ่คือ ‘ใช่’ บางทีสิ่งที่เราต้องการอาจไม่ใช่การฝืนทำงานให้หนักขึ้น แต่เป็นการกลับมาทบทวนว่า เราจะอยู่กับงานและชีวิตอย่างสมดุลได้อย่างไร
MOODY อยากชวนทุกคนมารู้จักกับงานที่จะช่วย ‘จัดการชีวิต พิชิตงาน’ PEOPLE PERFORMANCE CONFERENCE 2026 (PPC2026) ภายใต้ธีม ‘Year of Work Life Intelligence’ เพราะในโลกการทำงานวันนี้ แค่เก่งอย่างเดียวอาจไม่พอ แต่เราต้องมีความฉลาดในการจัดการ 3 มิติสำคัญไปพร้อมกัน นั่นคือ คิดเรื่องงานให้เป็น (Work), จัดการชีวิตให้เป็น (Life) และพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลง เพื่อให้ผลลัพธ์ของงานออกมาดีที่สุด
ภายในงานมี 2 เวทีหลักที่จะพาไปสำรวจ ‘การจัดการงาน’ และ ‘การจัดการชีวิต’ กับเวที ‘Work Performance Stage’ และ ‘Life Growth Stage’ พร้อม Speaker กว่า 20 ท่าน กับ 16 เซสชันจัดเต็ม นำทีมโดย แอน ทองประสม, เขื่อน ภัทรดนัย, คิวเท โอ็ปป้า, ดุจดาว วัฒนปกรณ์, สิทธิพงศ์ ศิริมาศเกษม และอีกเพียบ
โอกาสสุดท้ายสำหรับบัตร Early Bird รับส่วนลด 10 เปอร์เซ็นต์ เพียงกรอกโค้ด CODE: MOODY
PEOPLE PERFORMANCE CONFERENCE 2026
วันที่: 1 เมษายน 2569
สถานที่: BHIRAJ HALL, BITEC BANGNA
จองบัตรได้ที่: https://www.zipeventapp.com/e/PPC2026?code=MOODY
ติดตามรายละเอียดที่: เพจ People Performance Conference



ไม่ต้องกลัวการเปลี่ยนแปลง เพราะการสิ้นสุดครั้งนี้คือการเปิดรับสิ่งที่ดีกว่า และเธอจะมีคนคอยซัพพอร์ตในทุกก้าวที่เริ่มต้นใ...
09/03/2026

ไม่ต้องกลัวการเปลี่ยนแปลง
เพราะการสิ้นสุดครั้งนี้คือการเปิดรับสิ่งที่ดีกว่า
และเธอจะมีคนคอยซัพพอร์ตในทุกก้าวที่เริ่มต้นใหม่


MOODY QUOTE: “ใช้ชีวิตให้มันสนุกขึ้นบ้างก็ได้ เล่นให้เยอะขึ้นบ้างก็ได้ ผิดพลาดได้ ไม่เป็นไร”หลายๆ คนอาจเติบโตมาพร้อมกับก...
08/03/2026

MOODY QUOTE: “ใช้ชีวิตให้มันสนุกขึ้นบ้างก็ได้ เล่นให้เยอะขึ้นบ้างก็ได้ ผิดพลาดได้ ไม่เป็นไร”
หลายๆ คนอาจเติบโตมาพร้อมกับการย้ำเตือนตัวเองอยู่บ่อยๆ ว่าต้องทำทุกอย่างให้ดีที่สุด ต้องห้ามพลาด ต้องสมบูรณ์แบบ จนลืมไปว่าเราก็เป็นเพียงแค่มนุษย์คนหนึ่งที่ ‘เล่น’ และ ‘พลาด’ ได้
เหมือนที่ ‘เต้ย จรินทร์พร’ ได้แชร์บทเรียนชีวิตที่ติดล็อกมานานนับสิบปี กับการพยายามสมบูรณ์แบบเพื่อให้ทุกคนยอมรับ แต่ในวันนี้ เธอเลือกที่จะอนุญาตให้ตัวเองได้กลับไปเป็นเด็ก ได้ลองผิดลองถูกดูอีกครั้ง เพื่อเริ่มต้นสร้าง ‘กล้ามเนื้อหัวใจ’ มัดใหม่ ที่ทำให้เธอได้ใช้ชีวิตอย่างมีความหมายมากขึ้น
ลองลดบทบาทการเป็น ‘คนใจร้าย’ กับตัวเอง
แล้วหันมาเป็นเพื่อนเล่นที่พร้อมจะหัวเราะไปกับความผิดพลาดดูบ้าง
เพราะชีวิตที่สนุก คือชีวิตที่เราได้เป็นตัวเอง...


07/03/2026

บางครั้งการปล่อยใจสบายๆ ทำไปตามสัญชาตญาณบ้างก็ไม่แย่อะไรนะ 🐼


MOODY QUOTE: “ความเหนื่อย คือส่วนหนึ่งของความสำเร็จ ความผิดพลาด คือส่วนหนึ่งของความสำเร็จ แต่การไม่ทำต่อ หยุด และไม่ทำเล...
07/03/2026

MOODY QUOTE: “ความเหนื่อย คือส่วนหนึ่งของความสำเร็จ ความผิดพลาด คือส่วนหนึ่งของความสำเร็จ แต่การไม่ทำต่อ หยุด และไม่ทำเลย นั่นคือขั้วตรงข้ามกับความสำเร็จ”
เพราะความสำเร็จคือผลลัพธ์ของการลงมือทำ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่มีใครสำเร็จโดยไม่ลงมือ และไม่มีผู้ประสบความสำเร็จคนไหนไม่เคยผิดพลาด แน่นอนว่าระหว่างทางอาจรู้สึกเหนื่อยและท้อเป็นเรื่องปกติ การอยากล้มเลิกก็เป็นเรื่องปกติ แต่หากเป้าหมายที่อยากไปให้ถึงมีคุณค่ากับเรามากพอ ต่อให้ยากแค่ไหนก็ไปถึงได้
MOODY เชื่อว่าคำพูดปลอบใจแฟนคลับจาก ‘นนท์ ธนนท์’ ศิลปินนักร้องเสียงอบอุ่น ผู้ไม่เคยยอมแพ้ให้กับคำวิจารณ์ มุ่งมั่นต่อความฝันของตัวเองจนเดินมาอยู่ในจุดที่เรียกว่าประสบความสำเร็จในฐานะศิลปิน แถมยังเป็นแรงบันดาลใจให้ใครอีกหลายคน จนทำให้ใครก็ตามที่ได้ยินคำพูดนี้มีกำลังใจมากขึ้นในทุกวัน


MOODY: เรามักถูกสอนให้เข้าใจว่า ‘ความโกรธ’ คืออารมณ์ด้านลบที่ควรกดเอาไว้ แต่บ่อยครั้งมันอาจเป็น ‘เกราะกำบัง’ที่ปกปิดความ...
06/03/2026

MOODY: เรามักถูกสอนให้เข้าใจว่า ‘ความโกรธ’
คืออารมณ์ด้านลบที่ควรกดเอาไว้
แต่บ่อยครั้งมันอาจเป็น ‘เกราะกำบัง’
ที่ปกปิดความรู้สึกที่เปราะบางกว่าไว้ข้างใต้
-------------------
MOODY อยากให้เราลองสังเกตว่า จริงๆ ความโกรธเกิดขึ้น มักมาพร้อมกับแรงจูงใจที่จะลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่าง เพื่อแก้ไขสถานการณ์ที่ความต้องการของเราไม่ได้รับการตอบสนอง แท้จริงแล้ว หากเราลองเปิดใจรับฟังสารที่ความโกรธส่งมา แทนที่จะพยายามขับไล่มันไป เราจะพบว่าความโกรธนั้นเป็นดั่งเข็มทิศ ที่เผยให้เห็นคุณค่าในใจเรา และเป็นพลังบวกที่ช่วยปกป้องทั้งตัวเราและผู้อื่นได้
และนี่คือแนวทางปฏิบัติเพื่อแปรเปลี่ยนพลังของความโกรธให้กลายเป็นพลังแห่งการเติบโต
1 - เพิ่มช่องว่างให้เราได้หายใจ
วิกเตอร์ แฟรงเคิล (Victor Frankl) จิตแพทย์ผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เคยกล่าวประโยคไว้ว่า “ระหว่างสิ่งเร้าและการตอบสนอง มีพื้นที่ว่างอยู่ ในพื้นที่ว่างนั้นคืออำนาจในการเลือกการตอบสนองของเรา และในการตอบสนองของเรานั้นเอง คือที่ตั้งของการเติบโตและอิสรภาพของเรา”
ดังนั้น การจะเปลี่ยนความโกรธคือการสร้าง ‘พื้นที่ว่าง’ ที่ว่านี้ขึ้นมา เมื่อไหร่ที่เราเริ่มรู้สึกความโกรธที่พลุ่งพล่าน ให้ลองหยุดนิ่งและหายใจเข้าลึกๆ เพียงหนึ่งครั้งก็ทำให้เราสงบลงได้ และการหายใจต่ออีกไม่กี่ครั้ง ก็จะช่วยสร้างช่องว่างให้เรากลับมาควบคุมตนเองได้อีกครั้ง
การหยุดชั่วครู่นี้จะช่วยให้เราไม่ตอบโต้ไปแบบอัตโนมัติ ที่มักจบลงด้วยความเสียใจภายหลัง แล้วเปลี่ยนเป็นการตอบสนองอย่างมีสติได้ และหยุดยั้งไม่ให้อารมณ์ลุกลามจนเกินควบคุม
2 - ทำความรู้จักและเป็นมิตรกับความโกรธ
เมื่อความโกรธมาเยือน MOODY แนะนำว่าให้เรายอมรับไปตรงๆ เลยว่า “ตอนนี้ฉันกำลังรู้สึกโกรธ” การระบุชื่ออารมณ์จะช่วยสร้างระยะห่างระหว่างตัวเรากับอารมณ์นั้น และนอกจากนี้ ความโกรธยังมักส่งสัญญาณผ่านความตึงเครียด เราอาจลองสำรวจร่างกายดูว่ามันกำลังแสดงออกที่ไหน? และการผูกมิตรกับความโกรธแทนที่จะต่อสู้กับมัน จะช่วยให้เราค้นพบว่า ความโกรธเป็นสิ่งที่ทนได้และให้ข้อมูลที่มีค่า มากกว่าจะเป็นสิ่งที่น่ากลัวจนรับไม่ไหว
3 - ไตร่ตรองถึงสิ่งเร้าและรูปแบบอารมณ์ของเรา
เมื่อใจเริ่มสงบลงแล้ว ถึงเวลาที่เราจะมาวิเคราะห์ถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะอย่างที่บอกว่า ความโกรธมักเกิดจากความต้องการที่ยังไม่ได้รับการตอบสนอง
ลองถามตัวเองว่าทำไมเหตุการณ์นี้ถึงรู้สึกไม่ยุติธรรม? ทำไมเราถึงตอบโต้ออกไปแบบนั้น? ลองเจาะลึกไปว่าสิ่งที่เราขาดไปในตอนนั้นคืออะไร? เมื่อไหร่ที่เราระบุความต้องการเหล่านี้ได้ชัดเจน เราจะเปลี่ยนจากการเป็นฝ่าย ‘ตั้งรับ’ ไปสู่การเป็นฝ่าย ‘ตั้งมั่น’ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการสื่อสารเพื่อจัดการปัญหาอย่าง
4 - ลองสื่อสารอย่างสร้างสรรค์
เมื่อเราเข้าใจความต้องการของตัวเองแล้ว ขั้นตอนสำคัญคือการเปลี่ยนความโกรธให้กลายเป็น ‘ความชัดเจน’ ผ่านการสื่อสารและการกระทำ และการสื่อสารที่สร้างสรรค์นั้นหมายถึงคือการเน้นไปที่ความรู้สึกและความต้องการของเรา แทนที่จะตำหนิข้อบกพร่องของอีกฝ่าย การสื่อสารแบบนี้มีแนวโน้มที่จะสร้างความร่วมมือมากกว่าการปะทะ
และอย่าหยุดแค่การพูด แต่จงลงมือทำเพื่อบรรลุความต้องการนั้นทีละน้อย การฉลองความสำเร็จเล็กๆ ในการจัดการปัญหาจะช่วยสร้างรากฐานใหม่ให้เรากลายเป็นคนที่มีสติและสงบยิ่งขึ้น
ถ้าหากเราค่อยๆ ทำความรู้จัก เรียนรู้ที่จะเป็นมิตร หรือฝึกฝนที่จะอยู่กับความโกรธด้วยความเข้าใจ เมื่อเวลาผ่านไปเราจะพบว่าความโกรธแบบวู่วามจะลดลง และถูกแทนที่ด้วยความสมดุลและความเป็นผู้ใหญ่
-------------------
และเราจะพบว่า ความโกรธที่ใช้อย่างถูกวิธี
คือพลังที่ผลักดันให้เรา
กลายเป็นคนในเวอร์ชันที่ดีที่สุดนั่นเอง


MOODY เปิดร้านแล้วน้า! 🎉สำหรับแฟนๆ ที่กำลังรอช็อปสินค้าฮีลใจน่ารักๆ พวกเราเปิดให้ทุกคนได้เข้ามาจับจอง MOODY’s Merchs เป็...
06/03/2026

MOODY เปิดร้านแล้วน้า! 🎉
สำหรับแฟนๆ ที่กำลังรอช็อปสินค้าฮีลใจน่ารักๆ พวกเราเปิดให้ทุกคนได้เข้ามาจับจอง MOODY’s Merchs เป็นของตัวเองแล้ววันนี้ ที่ MOODY LINE SHOP: https://shop.line.me/?

เริ่มจากยิ้มสู้ ถ้ายิ้มไม่ไหวให้สู้เลย!เผชิญหน้ากับทุกอุปสรรคที่เข้ามาเธอทำได้! 😊🥊💪🏻
06/03/2026

เริ่มจากยิ้มสู้ ถ้ายิ้มไม่ไหวให้สู้เลย!
เผชิญหน้ากับทุกอุปสรรคที่เข้ามา
เธอทำได้! 😊🥊💪🏻


MOODY: แม้วัยเด็กอาจไม่เติบโตมาอย่างสวยงาม หลายอคนอาจมีรูปแบบความผูกพันที่ไม่มั่นคง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าชีวิตจะเป็นแ...
05/03/2026

MOODY: แม้วัยเด็กอาจไม่เติบโตมาอย่างสวยงาม หลายอคนอาจมีรูปแบบความผูกพันที่ไม่มั่นคง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าชีวิตจะเป็นแบบนั้นตลอดไป
-------------------
ช่วงนี้หลายคนอาจกำลังรับบทเป็นแม่เลี้ยงออนไลน์ให้เจ้าลิงหิมะญี่ปุ่นตัวน้อยอย่าง ‘พันช์คุง’ ที่เป็นไวรัลในโลกอินเทอร์เน็ตมาแล้วกว่าสองสัปดาห์ ภาพเจ้าลิงน้อยลากตุ๊กตาลิงแดงที่เป็นเสมือนตัวแทนแม่ไปทุกที่ และไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นตุ๊กตาตัวนี้เปรียบดั่งพื้นที่ปลอดภัยและสิ่งเดียวที่ให้ความมั่นคงแก่ลิงน้อย
แต่ชีวิตของเจ้าพันช์คุงไม่ได้เป็นเพียงสารคดีชีวิตสัตว์โลกที่ทำให้เราได้ชมความน่ารักและการสู้ชีวิตของมันอย่างเดียวเท่านั้น แต่ลิงน้อยยังทำให้เราเรียนรู้ถึงสัญชาตญาณของความผูกพัน แม้ในยามที่ความสัมพันธ์แรกเริ่มแตกสลายอีกด้วย
โดย เบียทริส อิง-เคสเลอร์ (Beatrice Ng-Kessler) นักจิตวิทยาคลินิกเล่าไว้ในบทความของเธอว่า เจ้าพันช์คุงทำให้เธอนึกถึงทฤษฎีความผูกพันของจอห์น โบลบี (John Bowlby) ที่เคยอธิบายไว้ว่า มนุษย์เกิดมาพร้อมแรงขับในการแสวงหาความใกล้ชิด ความปลอดภัย และความมั่นคงทางอารมณ์ ความผูกพันไม่ใช่ความอ่อนแอ หากเป็นกลไกพื้นฐานของการอยู่รอด
งานวิจัยคลาสสิกของ แมรี เอนส์เวิร์ธ (Mary Ainsworth) ก็ชี้ให้เห็นว่า ประสบการณ์การดูแลในช่วงต้นของชีวิตมีอิทธิพลอย่างมากต่อวิธีที่เด็กเติบโตขึ้นและสร้างความสัมพันธ์กับผู้คนในอนาคต ความอบอุ่น ความสม่ำเสมอ หรือแม้แต่ความห่างเหินจากผู้เลี้ยงดู ล้วนค่อยๆ กลายเป็นแบบแผนเงียบๆ ที่บอกเราว่าโลกปลอดภัยแค่ไหน และเราควรเข้าใกล้หรือถอยห่างจากความสัมพันธ์นั้นอย่างไร
อย่างไรก็ตาม งานวิจัยร่วมสมัยก็ย้ำเตือนเราว่า รูปแบบความผูกพันไม่ได้ถูกกำหนดตายตัวตั้งแต่วัยเด็กเสมอไป นักวิจัยที่ใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกที่เรียกว่า ‘Adult Attachment Interview’ พบปรากฏการณ์ที่เรียกว่า ‘ความผูกพันมั่นคงที่ได้มา’ หรือ ‘Earned Secure Attachment’ หมายถึงบุคคลที่อาจเติบโตมากับความไม่สม่ำเสมอในการเลี้ยงดู การละเลย หรือบาดแผลทางใจในวัยเด็ก แต่ในภายหลังกลับสามารถพัฒนาความสามารถในการมีความสัมพันธ์ที่มั่นคงกับผู้อื่นได้
สิ่งที่ทำให้คนกลุ่มนี้แตกต่าง ไม่ใช่การมีอดีตที่สมบูรณ์แบบ แต่คือความสามารถในการทำความเข้าใจอดีตของตัวเอง พวกเขาสามารถมองย้อนกลับไปที่ประสบการณ์ในวัยเด็กอย่างซื่อสัตย์ โดยไม่ต้องยกย่องมันเกินจริง และไม่จมอยู่กับความขุ่นเคือง พวกเขาเรียนรู้ที่จะเชื่อมโยงความทรงจำ ความรู้สึก และความหมายของมันเข้าด้วยกัน จนเรื่องราวชีวิตเริ่มมีความสอดคล้องมากขึ้น
ในแง่นี้ ความมั่นคงทางความผูกพันจึงไม่ได้เกิดจากการไม่มีบาดแผล หากแต่เกิดจากการไม่ปล่อยให้บาดแผลมากำหนดชีวิตทั้งหมดของเรา คนที่พัฒนาความมั่นคงลักษณะนี้มักมีความสามารถในการสะท้อนคิดเกี่ยวกับจิตใจของตนเองและผู้อื่น
พวกเขาไม่ได้ถามเพียงว่า “เกิดอะไรขึ้นกับฉัน”
แต่ยังถามต่อว่า “มันมีความหมายอย่างไรกับชีวิตของฉัน”
พวกเขาสามารถอยู่กับอารมณ์ของตัวเองได้โดยไม่ต้องรีบผลักไสมันออกไป และสามารถเล่าเรื่องชีวิตของตัวเองอย่างมีความสอดคล้อง
ที่สำคัญ หลายคนได้พบ ‘ความสัมพันธ์เชิงแก้ไข’ ในภายหลังของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นคู่รัก ครู ที่ปรึกษา หรือแม้แต่นักบำบัดที่มอบพื้นที่ปลอดภัยให้พวกเขาได้ค่อยๆ สำรวจตัวเอง
ในบริบทของการบำบัด เบียทริสอธิบายว่า แนวคิดเรื่อง ‘การเลี้ยงดูทดแทนอย่างจำกัด’ หรือ ‘Limited Reparenting’ อธิบายบทบาทของนักบำบัดในฐานะฐานที่มั่นคงทางอารมณ์ ความสัมพันธ์เชิงบำบัดจึงไม่ใช่เพียงการพูดคุยเพื่อแก้ปัญหา แต่เป็นประสบการณ์ความสัมพันธ์รูปแบบใหม่ ที่ช่วยสร้างความรู้สึกปลอดภัยขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป
ผู้คนที่เข้ามาในห้องบำบัดมักไม่ได้เพียงต้องการคำตอบ แต่พวกเขากำลังทดสอบบางอย่างอย่างเงียบๆ เช่น หากพูดสิ่งที่อยู่ลึกที่สุดในใจออกมา จะถูกตัดสินหรือไม่ หากแสดงความโกรธ จะถูกปฏิเสธหรือเปล่า หรือถ้าเป็นตัวเองอย่างแท้จริง จะมากเกินไปสำหรับใครบางคนหรือไม่
เมื่อมีใครสักคนที่ยังคงอยู่ตรงนั้นอย่างสม่ำเสมอ ไม่หนี ไม่ปฏิเสธ และไม่ทำให้เรารู้สึกว่าความรู้สึกของเรานั้นผิด ความสัมพันธ์นั้นจะค่อยๆ สร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับระบบความผูกพันของเรา
ดังนั้น ภาพของพันช์คุงที่เกาะตุ๊กตานุ่มๆ หลังจากถูกแม่ปฏิเสธจึงไม่ใช่เพียงเรื่องราวสะเทือนใจ แต่มันยังช่วยเป็นเครื่องเตือนใจว่า แม้จะมีความแตกแยกเกิดขึ้นในช่วงต้นของชีวิต แรงขับในความผูกพันก็ยังคงอยู่ สิ่งมีชีวิตยังคงพยายามเข้าใกล้ ยังคงแสวงหาการเชื่อมต่อ และยังคงหวังว่าจะมีพื้นที่ปลอดภัยพอให้ตนเองได้พักพิง
แม้รูปแบบความผูกพันจะเริ่มต้นจากวัยเด็ก แต่มันไม่ได้ถูกกำหนดตายตัวไปตลอดชีวิต ความมั่นคงทางความสัมพันธ์สามารถค่อยๆ ถูกสร้างขึ้นใหม่ได้ ผ่านการเรียนรู้ การสะท้อนตนเอง และความสัมพันธ์ที่ปลอดภัยพอ
-------------------
เหมือนกับเจ้าพันช์คุงที่ตอนนี้เริ่มกลายเป็นหนึ่งเดียวกับฝูงทีละน้อย แม้ยังคงมีตุ๊กตาและพี่เลี้ยงคอยเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวหลัก แต่การยอมรับค่อยๆ เกิดขึ้นอย่างช้าๆ อย่างที่ตอนนี้มีพี่สาวโกะจังเข้ามาเป็นอีกหนึ่งความปลอดภัยและความมั่นคงทางใจให้อีกด้วย

ที่อยู่

6, 1 Ari5 Fang Nuea Alley, Phaya Thai
Bangkok

เบอร์โทรศัพท์

+66968964594

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ MOODYผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ การปฏิบัติ

ส่งข้อความของคุณถึง MOODY:

แชร์

Share on Facebook Share on Twitter Share on LinkedIn
Share on Pinterest Share on Reddit Share via Email
Share on WhatsApp Share on Instagram Share on Telegram