MOODY ความรู้สึกข้างใน ยิ่งเข้าใจ ยิ่งเติบโต 🍿

ภาพจำของ ‘พ่อ’ ของแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันออกไปไม่ว่าพ่อจะเป็นอย่างไร แต่ความรักและอ้อมกอดของพ่อจะเป็นรากฐานอันแข็งแกร่งใน...
05/12/2025

ภาพจำของ ‘พ่อ’ ของแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันออกไป
ไม่ว่าพ่อจะเป็นอย่างไร
แต่ความรักและอ้อมกอดของพ่อ
จะเป็นรากฐานอันแข็งแกร่งในใจเราตลอดไป
-------------------
พ่อคือรักแรก
สำหรับผู้ชายคนหนึ่ง อาจจะมีความทรงจำถึงลูก ตั้งแต่วันแรกที่ได้โอบอุ้มเขาในอ้อมอก อาจจะจำได้ถึงนิ้วมือเล็กๆ และเสียงร้องที่พร้อมจะแผดเสียงเรียกความสนใจจากทุกคนอย่างไม่สามารถปฏิเสธได้
แต่สำหรับเด็กหนึ่ง พ่อในความทรงจำของเธอหรือเขา ถึงแม้จะไม่ได้แจ่มชัดนัก แต่ไคล์ พรูเอ็ตต์ (Kyle D. Pruett) นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการเลี้ยงดูบุตร ระบุว่า เด็กเล็กจะสามารถแยกแยะได้ว่าพ่อหรือแม่ที่กำลังตอบโต้กับเขาอยู่ โดยเฉพาะในเด็กทารกช่วงที่ยังไม่ขวบปีดี มีแนวโน้มจะตอบสนองอย่างตื่นเต้นเมื่อถูกพ่ออุ้ม เนื่องจากเชื่อว่าความรักของพ่อน่าตื่นเต้น และคาดเดาไม่ได้ยิ่งกว่าอ้อมกอดจากแม่
นอกจากนี้ ความรักของพ่อและการมีอยู่ของพ่อจะช่วยสร้างความมั่นคงทางจิตใจ โดยงานวิจัยทางจิตวิทยาต่างชี้ตรงกันว่า สายสัมพันธ์ที่อบอุ่นและเปิดกว้างกับพ่อ จะนำไปสู่การยอมรับตัวเอง ความนับถือตัวเองสูงขึ้น และอัตราการเกิดภาวะซึมเศร้าที่ต่ำลง
ความรักของพ่อจึงเปรียบเสมือนเข็มทิศเข็มแรกในชีวิต ที่กำหนดทิศทางการเติบโตของเด็กคนหนึ่งไปตลอดชีวิต
พ่อคือนักผจญภัย
หลังจากติดตั้งเข็มทิศเข็มแรกในใจของลูกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พ่อผู้เป็นเสมือน ‘นักผจญภัย’ ก็พร้อมจะพาลูกไปผจญโลกกว้าง ดร.นาตาชา เจ. คาเบรรา (Dr. Natasha Cabrera) นักจิตวิทยาชาวแคนาดา กล่าวถึงบทบาทของพ่อว่า “พ่อจะมีบทบาทในการพัฒนาของเด็กในแบบที่ไม่ซ้ำใคร ซึ่งมันแตกต่างไปจากบทบาทของแม่”
พ่อมักจะพาเราออกจากขอบเขต ‘ความปลอดภัย’ ที่ได้รับจากแม่ และสอนให้เราเป็น ‘ผู้สำรวจโลก’ วิธีการเลี้ยงของดูพ่อจะเน้นการเสริมสร้างความมั่นใจ และแนะนำให้ลูกได้รู้จักความท้าทายของโลก ผ่านปฏิสัมพันธ์ที่เร้าใจและเต็มไปด้วยการกระตุ้น ซึ่งเป็นส่วนช่วยให้เด็กพร้อมเจอกับโลกภายนอกเมื่อเขาเติบโตขึ้น
หลายๆ บ้าน พ่อจึงมักจะเป็นครูสอนขี่จักรยานคนแรก ที่แอบปล่อยมือเมื่อเราเผลอ พร้อมกับส่งเสียงเชียร์ว่า “หนูทำได้!” (และเราก็ทำได้จริงๆ) หรือแม้กระทั่งเล่นแผลงๆ สุดแสนจะโลดโผนในแบบฉบับที่แม่ต้องร้องขอ จนเป็นที่มาของคลิปพ่อลูกที่ทั้งน่ารักและตลกบนโลกโซเชียล พร้อมกับวลีเด็ดที่คุ้นหูว่า ‘เมื่อปล่อยลูกไว้กับพ่อ’
พ่อคือของขวัญ
พ่ออาจจะไม่ใช่รักสุดท้าย
ไม่ใช่เข็มทิศชีวิตอันเดียวของเรา
และไม่ใช่คนที่จะพาเราผจญภัยไปได้ตลอดชีวิต
แต่จริงๆ แล้ว ‘การมีอยู่ของพ่อ’ ต่างหากคือของขวัญอันล้ำค่าไม่แพ้สิ่งใด
เพราะถ้าหากลูกขาดของขวัญชิ้นนี้ไป ความรู้สึกที่อยู่ก้นบึ้งของหัวใจจะเป็นสิ่งที่หล่อหลอมและกำหนดความสัมพันธ์ในอนาคต แปรเปลี่ยนเป็นความรู้สึกที่โหยหาการยอมรับและความมั่นคง บาดแผลจากของขวัญชิ้นนี้สามารถส่งผลต่อทุกแง่มุมในชีวิตของเรา ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ หน้าที่การงาน และความนับถือตัวเอง
เพราะพ่อสามารถมีส่วนร่วมกับการเลี้ยงลูกได้พอๆ กับแม่ ตั้งแต่การสอนให้ลูกเรียนรู้รสชาติชีวิต ให้ลูกรู้ว่าล้มแล้วลุกมันเป็นอย่างไร และยังคอยเสริมสร้างความมั่นใจให้ลูกกล้าที่จะเดินออกไปสำรวจโลก
และสิ่งเหล่านี้จะเป็นของขวัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่จะติดตัวลูกไปตลอดชีวิต เพราะเมื่อเราเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มั่นคง มั่นใจ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายใดๆ ก็ตามแล้วนั้น เราก็จะนึกถึงเสียงของพ่อที่คอยบอกว่า “หนูทำได้!” และเราก็จะผ่านอุปสรรคไปได้อย่างที่เคย
มนุษย์คือความไม่สมบูรณ์แบบ
การมีอยู่ของพ่อไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบ การเป็นลูกก็เช่นกัน MOODY ขอแค่ให้เราอยู่เคียงข้างกันในแบบที่ทำได้ เพราะทุกช่วงเวลานั้นมีความหมายเสมอ
ไม่ว่าในวันนี้เราจะอยู่ในฐานะพ่อหรือลูก หรืออาจเป็นทั้งสองบทบาทพร้อมกัน
เราก็สามารถเริ่มได้ด้วยวิธีการเล็กๆ
หาเวลาอยู่ด้วยกัน กินข้าว อ่านนิทาน เดินเล่น
รับฟังกันอย่างตั้งใจ แสดงออกให้ฝ่ายตรงข้ามรู้ว่าเขาสำคัญ
พ่อสามารถเป็นตัวของตัวเอง และเปิดพื้นที่ให้ลูกได้เรียนรู้ว่า ความเศร้า ความโกรธ หรือตื่นเต้นเป็นเรื่องปกติ และลูกก็จะค่อยๆ จัดการสิ่งเหล่านี้ได้ด้วยตัวเอง
ท้ายที่สุดขออย่าประเมินค่าพลังคำว่ารักต่ำเกินไป
และบอก ‘รัก’ กันสักนิดในทุกๆ วัน
-------------------
บทความนี้ขอมอบแด่
‘พ่อ’ ผู้เป็น ‘รักครั้งแรก’ ของลูกตลอดไป
และ ‘ลูก’ ผู้โชคดีที่ได้รับความรักบริสุทธิ์ไปตลอดกาล


เคยรู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่าไหม? -------------------ทั้งความคิดที่เกิดขึ้นในหัวของเรา และจากการกระทำของคนรอบตัวเองที่ทำให้...
03/12/2025

เคยรู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่าไหม?
-------------------
ทั้งความคิดที่เกิดขึ้นในหัวของเรา และจากการกระทำของคนรอบตัวเองที่ทำให้รู้สึกแบบนี้ ทั้งที่ไม่จริงเลย
เมื่อเกิดปัญหาพวกนี้ขึ้น ขอให้รู้ไว้ว่ามันไม่ใช่ปัญหาที่เกิดขึ้นกับเราเพียงคนเดียว ความรู้สึกที่ไม่เห็นค่าในตัวเอง สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน เพราะชีวิตเราย่อมมีทั้งทุกข์และสุขปะปนกันไป
แน่นอนว่าการไม่เห็นค่าในตัวเองเป็นความรู้สึกที่แย่ และคงไม่มีใครที่อยากจะรู้สึกแบบนั้นไปนานๆ
แล้วจะมีวิธีรับมืออย่างไร หากในวันใดที่เราไม่เห็นคุณค่าในตัวเอง?
ลองทำตามวิธีต่อไปนี้
1 - หาให้เจอว่าอะไรเป็นสิ่งที่ทำให้เราไม่เห็นค่าในตัวเอง: บางคนอาจเป็นเพราะครอบครัวที่เอาแต่ตอกย้ำว่าเราไม่ดี บ้างก็เป็นเพราะความรัก เมื่อเรารักใครสักคนก็มักจะเอาคุณค่าของตัวเองไปผูกกับเขา และเมื่อความรักต้องจบลง เราจึงมักรู้สึกว่าตัวเองช่างไร้ค่า
2 - เรียนรู้ที่จะยอมรับมัน: ยอมรับในสิ่งที่เกิดไปแล้ว ว่าเราไม่สามาถย้อนกลับไปแก้ไขอะไรได้ แต่เราสามารถใช้เวลาไปกับปัจจุบัน ที่จะส่งผลกับอนาคตต่อไปได้ แน่นอนว่าเรื่องนี้คงไม่ง่าย เพราะการยอมรับความจริงบางครั้งก็เจ็บปวด แต่การยอมรับความจริงจะช่วยให้เราอยู่กับปัจจุบันและเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นได้มากขึ้น
3 - ลองมองย้อนกลับไปว่าสิ่งที่เราทำมันไม่ดีพอจริงไหม: ลองทบทวนสิ่งที่เราได้ทำ ลองมองในหลายๆ มุม พูดคุยกับคนอื่นๆ บ้าง เพราะบางครั้งคำว่าดีสำหรับแต่ละคนนั้นย่อมแตกต่างกันออกไป เราจึงไม่สามารถเอาเกณฑ์ของใครมาตัดสินได้ ถ้าลองมองย้อนกลับไปแล้วรู้สึกว่าเราทำเต็มที่แล้ว ก็คิดเสียว่ามันยังไม่ใช่จังหวะเวลาที่เหมาะสมของเรา หรือถ้าคิดว่าเราสามารถปรับปรุงหรือทำให้ดีขึ้นได้ ก็ลองทำมันในครั้งหน้า
4 - อย่าลืมให้โอกาสใหม่ๆ ได้เข้ามาเสมอ: ความผิดหวัง ความล้มเหลว อาจเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต แต่ความสุขก็เช่นกัน ดังนั้นอย่าให้ความผิดหวังมาทำให้เรารู้สึกไร้ค่า จนชีวิตไม่มีความสุข
-------------------
แม้การรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่าจะเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ แต่เราสามารถเรียนรู้ที่จะดูแลตัวเองในวันแย่ๆ เหล่านั้นได้ เริ่มจากการหาต้นตอของปัญหา ยอมรับมันและก้าวข้ามไป นำบทเรียนจากความผิดหวังเหล่านั้นมาเรียนรู้และพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น และเติบโตขึ้นเพื่อผลิบานอีกครั้ง

เพื่อนแบบไหนที่เราควรมีในชีวิต?-------------------หากใครจำได้ ก่อนหน้านี้เราเคยเขียนถึง ‘เพื่อน 7 ลักษณะที่เราควรมีในชีว...
02/12/2025

เพื่อนแบบไหนที่เราควรมีในชีวิต?
-------------------
หากใครจำได้ ก่อนหน้านี้เราเคยเขียนถึง ‘เพื่อน 7 ลักษณะที่เราควรมีในชีวิต’ ไปแล้วครั้งหนึ่ง
แต่วันนี้ MOODY ไปเจอบทความของเจสสิกา ไวส์ (Jessica Weiss) วิทยากรและโค้ชด้านธุรกิจ ที่มีประสบการณ์ด้านจิตวิทยาเชิงบวก ผู้ทำงานวิจัยด้านความสุขที่ศึกษามายาวนานกว่า 15 ปี เธอเขียนอธิบายไว้ว่า ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น คือ กุญแจสู่ความสุขและสุขภาพที่ดี ซึ่งขึ้นอยู่กับ ‘ส่วนผสมของมิตรภาพ’ ที่หล่อเลี้ยงหัวใจเราในมุมที่แตกต่างกัน
เธอพบว่ามีเพื่อน 3 แบบ ที่เราต้องมีไว้ในชีวิตแล้วจะพบความสุขที่แท้จริงและทำให้ใจเราแข็งแรงขึ้นโดยไม่รู้ตัว ได้แก่
1 - เพื่อนผู้เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ
คือคนที่เรากล้าโทรหาได้แม้ในคืนที่อ่อนแอที่สุด คนที่เห็นข้อบกพร่องของเราแล้วยังรักเราอยู่ดี พวกเขาคือคนที่รู้เรื่องราว ความกลัว และคุณค่าภายในของเราอย่างลึกซึ้ง เป็นพื้นที่ปลอดภัยที่ทำให้เรากล้าแสดงความเปราะบางออกมาได้ มิตรภาพแบบนี้เป็นดั่งผืนดินที่รองรับเราในวันที่ชีวิตสั่นคลอน ช่วยพาเราผ่านวิกฤตที่หนักที่สุดอย่างแผ่วเบาแต่มั่นคง
2 - เพื่อนผู้จุดประกายแรงบันดาลใจ
อาจเป็นเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันทุกวัน ไม่ได้สนิทตัวติดกันเหมือนปาท่องโก๋ แต่ทุกครั้งที่เจอเขาจะพาเราไปสู่อะไรใหม่ๆ อยู่เสมอ เช่น อาจเป็นเพื่อนจากคลาสโยคะ คนที่เจอโดยบังเอิญในงานสัมมนา หรือเพื่อนบ้านที่มีชีวิตไม่เหมือนเราเลยสักนิด แต่กลับรู้สึกคลิกอย่างประหลาด เพื่อนประเภทนี้นำความสดใหม่ ความเบา และประกายบางอย่างเข้ามาในชีวิต ทำให้เรารู้ว่าการใช้ชีวิตมีหลายแบบ หลายจังหวะ และหลายคำตอบกว่าที่เราคิด
งานวิจัยด้านสายสัมพันธ์ ‘The Strength of Weaker Ties: An Underexplored Resource for Maintaining Emotional Well-Being in Later Life’ ยังชี้ด้วยว่าความสัมพันธ์ที่แม้มีระยะห่างแต่จริงใจแบบนี้ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นทางอารมณ์และลดความเศร้าลงได้มาก โดยเฉพาะเมื่อเราเติบโตขึ้น
3 - เพื่อนผู้เป็นสะพานแห่งการเชื่อมต่อ
คือคนที่มีประสบการณ์ ช่วงวัย หรือมุมมองต่างจากเราชัดเจน บางคนเป็นเมนเทอร์ บางคนเป็นรุ่นพี่ที่ผ่านโลกมาไกลกว่า หรืออาจเป็นอดีตเจ้านาย อาจารย์ หรือแม้แต่รุ่นน้องที่เรากำลังให้คำปรึกษา เพื่อนผู้เป็นสะพานแห่งการเชื่อมต่อนี้ จะทำให้เรามองเห็นภาพใหญ่ขึ้น เห็นเส้นทางข้างหน้าที่เป็นไปได้ และเตือนว่าเราเองก็เดินทางมาไกลไม่น้อย เขาคือคนที่ทำให้เรามีความหวังกับอนาคตมากขึ้นอย่างเงียบๆ และทำให้เรามั่นใจว่า “บางทีเราอาจกำลังอยู่ถูกที่ ถูกเวลาแล้วก็ได้”
เมื่อมิตรภาพทั้ง 3 ประเภทนี้รวมตัวกันในชีวิต เราจะพบว่าเราไม่ได้ต้องการเพื่อนเป็นร้อยคนเพื่อจะมีความสุข แต่เราต้องการ ‘ความวาไรตี้ที่หล่อเลี้ยงหัวใจ’ มากกว่า เพราะ…
เพื่อนผู้เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจทำให้ใจเรามั่นคง
เพื่อนผู้จุดประกายแรงบันดาลใจทำให้ชีวิตเราไม่หยุดนิ่ง
และเพื่อนผู้เป็นสะพานแห่งการเชื่อมต่อทำให้เราเห็นทางเดินในวันข้างหน้าได้ชัดขึ้น
-------------------
แล้วทุกคนล่ะ มีเพื่อนทั้งสามประเภทนี้อยู่รอบตัวแล้วหรือยัง?


ทางทีมผู้จัดงาน MOODY MIND DAY 2 ‘ฤดูผลิบาน’ Presented by Shiseido ขอขอบคุณเหล่าสปอนเซอร์ผู้ใจดี และพาร์ตเนอร์ที่น่ารักอ...
02/12/2025

ทางทีมผู้จัดงาน MOODY MIND DAY 2 ‘ฤดูผลิบาน’ Presented by Shiseido ขอขอบคุณเหล่าสปอนเซอร์ผู้ใจดี และพาร์ตเนอร์ที่น่ารักอย่างเป็นทางการ สำหรับการสนับสนุนงานของเรา รวมทั้งกิจกรรมสุดพิเศษต่างๆ ให้ออกมาเป็นพื้นที่ของการสำรวจฤดูกาลของตัวเอง เพื่อจังหวะแห่งการผลิบานให้มาถึง
ขอขอบคุณ SHISEIDO สำหรับเซ็ตของขวัญ New Ultimune Power Infusing Serum พร้อมคูปองส่วนลดสุดพิเศษ รวมถึง Shiseido Recharge Bar ที่มอบความสุขให้ผู้เข้าร่วมงานทุกคน
ขอขอบคุณ PMCU สำหรับสถานที่จัดงานสุดอบอุ่น
ขอบคุณ PDM สำหรับเสื่อน่ารักๆ ให้ผู้ร่วมงานได้เอนหลังสบายๆ ขอบคุณ DEPA ที่ชวนศิลปินนักวาดมาออกบูธ ขอบคุณ GC, SWISSE และ LONGLAK ที่มาร่วมออกบูธและทำกรรมในงาน รวมถึง SEE FAH, STARBUCKS และ EMILY’S สำหรับการสนับสนุนอาหารอร่อยๆ ให้ทีมงานได้อิ่มท้อง
นอกจากนี้ยังมี มีเดีย พาร์ตเนอร์ คนสำคัญของเรา ได้แก่ AD ADDICT, Creative Talk, Tellscore, Mission To The Moon, Future Trends, Alljit สุขภาพจิตใจ, SpringNews, ooca, RAiNMAKER, Mango Zero, CLEO, Conicle, The Present Haus, สำนักพิมพ์มติชน และ Spring Books ที่ทำให้งาน MOODY MIND DAY 2 ‘ฤดูผลิบาน’ Presented by Shiseido กลายเป็นวันที่อบอุ่นและเต็มไปด้วยความหมาย และเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่เข้าถึงได้สำหรับทุกคน
รวมถึง CPRAM, SEE FAH, STARBUCKS และ EMILY’S สำหรับการสนับสนุนอาหารอร่อยๆ ให้ทีมงานได้อิ่มท้อง
สุดท้าย พวกเราทุกคน ในฐานะทีมผู้จัดงาน MOODY MIND DAY 2 ‘ฤดูผลิบาน’ Presented by Shiseido รู้สึกเป็นเกียรติและซาบซึ้งใจที่ได้ร่วมเดินทางไปด้วยกัน หวังว่านี่จะเป็นเพียงก้าวแรกของการสร้างสิ่งดีๆ ให้กับทุกคน ขอบคุณอีกครั้งที่ร่วมสร้างความทรงจำที่แสนพิเศษในครั้งนี้ไปด้วยกัน!
#ฤดูผลิบาน


#อุทยาน100ปี

ขอบคุณทุกๆ คนที่มาร่วมสำรวจ ‘ฤดูผลิบาน’ ตลอดทั้งงาน MOODY MIND DAY 2 ‘ฤดูผลิบาน’ Presented by Shiseido นับว่าเป็นงานใหญ่...
01/12/2025

ขอบคุณทุกๆ คนที่มาร่วมสำรวจ ‘ฤดูผลิบาน’ ตลอดทั้งงาน MOODY MIND DAY 2 ‘ฤดูผลิบาน’ Presented by Shiseido
นับว่าเป็นงานใหญ่ส่งท้ายปีที่ MOODY อยากมอบให้แฟนๆ ที่ติดตามกันมาตลอด รวมถึงแฟนคลับสปีกเกอร์ และผู้ร่วมงานทุกคนที่มาใช้เวลาด้วยกัน
ผ่านการนั่งฟัง Session Talk จาก วิน-เมธวิน, ปัญ-ปัญสิกรณ์, แตงโม กิตติพร, น้าต๋อย เซมเบ้, รินดา-พรรณวลัย, หงส์-ศิริวรรณ, ลีโอ พุฒ และ วอร์ม-สิรวิชญ์ ที่มาร่วมแชร์เรื่องราวแห่งการผลิบานเพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้ทุกๆ คนไปลองทบทวนและปรับใช้กับตัวเอง ก่อนตั้งเป้าหมายปีใหม่ที่กำลังจะมาถึง หากเพื่อนๆ ชื่นชอบ Session ไหนกันบ้าง สามารถบอกได้ผ่านลิงก์ฟอร์มนี้ได้เลย: https://forms.gle/WyQNTj5ReEoYPQBT6
ผ่านการทำ Workshop ค้นหาสีที่ใช่เพิ่มความมั่นใจให้ตัวเอง, การเขียน Calligraphy ฝึกสมาธิ, ปรับสมดุลทางใจด้วยกลิ่นจากการทำเทียนหอม, กลับมาอยู่กับตัวเองเองผ่านการจัดดอกไม้ และสร้างความแข็งแรงทางกายด้วยพิลาทิส รวมถึงการเดินปล่อยใจไปกับการชอปสินค้าน่ารักมากมายจากบูธต่างๆ ในโซนมาร์เก็ต และหยุดแวะชมนิทรรศการเล็กๆ
ก่อนจะส่งท้ายค่ำคืนไปด้วยกันอย่างอบอุ่น จากคอนเสิร์ตวง 'Stoondio' ที่ฮีลใจทุกคนในงานด้วยเสียงเพลงที่ช่วยโอบกอดหัวใจอันเหนื่อยล้าให้ได้พักสักครู่
-------------------
MOODY จึงอยากขอบคุณเพื่อนๆ ทุกคนที่มาร่วมสำรวจ ‘ฤดูผลิบาน’ ไปด้วยกันในครั้งนี้มากๆ นะ 😊
หากมีคำติชม หรือชื่นชอบ Session ใด หรืออยากเห็น MOODY ทำอะไรเพิ่มเติม พร้อมอยากให้ปรับปรุงส่วนไหน ทุกคนสามารถบอกได้ผ่านลิงก์ฟอร์มนี้ได้เลย: https://forms.gle/WyQNTj5ReEoYPQBT6
#ฤดูผลิบาน


#อุทยาน100ปี

Bloom Beyond the Spotlight ดอกไม้ผลิบานท่ามกลาง ‘ความเข้าใจ’ ชีวิต------------------เซสชันสุดท้ายของงาน MOODY MIND DAY 2...
01/12/2025

Bloom Beyond the Spotlight ดอกไม้ผลิบานท่ามกลาง ‘ความเข้าใจ’ ชีวิต
------------------
เซสชันสุดท้ายของงาน MOODY MIND DAY 2 ‘ฤดูผลิบาน’ Presented by Shiseido เป็นเวทีพิเศษจาก SHISEIDO ที่ชวนนักแสดง ศิลปิน และผู้บริหารหนุ่มไฟแรง ‘วิน-เมธวิน โอภาสเอี่ยมขจร’ มานั่งพูดคุย เผยตัวตนในวันที่เขา ‘ประสบความสำเร็จ’ สมบูรณ์สวยงามในสายตาของหลายคน
โดยมีรุ่นพี่ผู้เคยผ่านเส้นชัยในวงการบันเทิง ‘พุฒิพงศ์ ศรีวัฒน์’ หรือที่เรารู้จักในชื่อ ‘ลีโอ พุฒ’ มาชวนพูดคุยแลกเปลี่ยน
ภายหลังประสบความสำเร็จแบบชั่วข้ามคืนจากซีรีส์ ‘เพราะเราคู่กัน’ วิน เมธวินกล่าวว่าเขารู้สึกกดดันไม่น้อย เนื่องจากเขาเองรู้สึกว่า ‘คุณภาพ’ จำเป็นจะต้องสัมพันธ์ไปกับชื่อเสียงหรือความไว้วางใจจากผู้ชม
เขาจึงกดดันว่าจะต้องทำอย่างไรเพื่อให้งานออกมามีคุณภาพเท่าทันชื่อเสียง เพราะในวันที่เขาเข้าวงการใหม่ๆ เขารู้สึกว่าตนเองยังพูดไม่เก่ง ร้องเพลง เต้นไม่เป็นสักเท่าใด
ถึงอย่างนั้นเขาก็สัมผัสได้ถึงกำลังใจจากแฟนคลับที่ช่วยให้เขาผ่านช่วงเวลายากๆ ไปได้ตั้งแต่วันแรกจนถึงตอนนี้
วิน เมธวินจึงเปรียบเทียบตัวเองเป็น ‘ดอกทานตะวัน’ ที่หันหา ‘แฟนคลับ’ ผู้เป็นดังแสงที่ดอกทานตะวันจะหันมาเสมอ
และเมื่อใดที่เขามีช่วงไม่มั่นใจ เขาก็ใช้สติและการรู้เท่าทันตัวเองว่าเรากำลังรู้สึกอะไร ไม่มั่นใจเรื่องไหน และพยายามหาคำตอบเพื่อพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นเรื่อยๆ
นอกจากพาร์ตของการแสดง วิน เมธวินยังเป็นที่น่าจับตาในพาร์ตของธุรกิจที่มีทั้งแบรนด์เสื้อผ้าและแบรนด์ขนมที่กำลังขยายตัว
สิ่งที่เขาเพิ่งเริ่มทำในตอนโต จึงเป็นการอ่านหนังสือ ลงคอร์สศึกษาเพิ่มด้านธุรกิจ เพราะจำเป็นต่อการพัฒนาแบรนด์และต่อยอดธุรกิจ
ซึ่งผลพลอยได้จากการทำธุรกิจ มันทำให้เขามีมุมมองชีวิตกว้างขึ้น เข้าใจตนเองและผู้อื่น
เพราะฉะนั้น ณ เวลานี้ จึงเปรียบเป็น ‘ฤดูร้อน’ สำหรับวิน เมธวิน ที่ทุกอย่างทั้งงานและโปรเจกต์เข้ามาอย่างร้อนแรง
ถึงแม้งานของเขาจะหนัก แต่เขาก็ยังให้ความสำคัญเรื่องการใช้เวลากับคนรอบข้างอย่างเต็มที่ และปล่อยวางเรื่องไม่ส่งผลต่อชีวิต แต่ถ้าเรื่องใดส่งผลกระทบกับชีวิต ก็จำเป็นที่จะต้องใช้สติและพิจารณาหาทางแก้ไข
สิ่งที่สะท้อนผ่านเรื่องราวของวิน เมธวิน จึงทำให้เราได้เห็นอีกแง่มุมหนึ่งของความงามในชีวิต ความงามที่ไม่เกี่ยวกับวัย แต่เกี่ยวกับ ‘อิสระ’ ที่เรายอมมอบให้ตัวเอง อิสระที่จะเติบโตช้าเร็วตามจังหวะของตัวเอง อิสระที่จะลองผิด ล้มเหลว แล้วลุกขึ้นใหม่โดยไม่ต้องเปรียบเทียบ อิสระที่จะนิยามความสำเร็จแบบที่เข้ากับชีวิตเรา ไม่ใช่แบบที่โลกบอกให้เราเป็น
ท้ายที่สุด ‘การผลิบาน’ จึงไม่ขึ้นกับอายุ เวลา หรือจังหวะของใคร มันเกิดขึ้นในวันที่เราเลิกกดดันตัวเอง เลิกกลัวว่าจะช้าไป เลิกคิดว่าต้อง ‘เป็นคนแบบนั้น’ ให้ทันใครสักคน เพราะดอกไม้ทุกดอก
มีฤดูกาลของตัวเองเสมอ และเมื่อถึงเวลา มันจะผลิบานอย่างงดงามที่สุด ในจังหวะที่เป็นของเราเท่านั้น เช่นเดียวกับวินที่ก่อนจะกลายเป็นดอกไม้ที่สวยงามของเหล่าแฟนคลับอย่างทุกวันนี้ เขาคือคนที่ที่พยายามไล่คว้าโอกาส ออกไปแคสต์งานและถูกปฏิเสธงานนับครั้งไม่ถ้วนมาเหมือนกัน และต่อจากนี้วินก็ยังมีเส้นทางที่ต้องพยายามในด้านอื่นๆ เพื่อรอวันผลิบานในฤดูถัดๆ ไปอีกครั้งเช่นกัน
วิน เมธวินจึงทิ้งท้ายว่า “ทุกคนมีจังหวะของตัวเอง อย่าหยุดพัฒนาตัวเอง และอย่าหยุดสร้างโอกาส เพราะเมื่อโอกาสมา ถ้าคุณภาพของเราพร้อม วันนั้นจะเป็นเวลาของคุณอย่างแท้จริง”
#ฤดูผลิบาน


#อุทยาน100ปี

30/11/2025

ขอบคุณพี่ๆ Stoondio ที่มาสร้างไวบ์ดีๆ ด้วยเสียงเพลงโอบกอดหัวใจใน Moody Mind Day 2 ‘ฤดูผลิบาน’ ครั้งนี้น้า 🫶🏻🥰

#ฤดูผลิบาน

#สมรสเท่าเทียม
#อุทยาน100ปี

In Between Seasons ใบไม้ที่กำลังเปลี่ยนผ่าน สู่การค่อยๆ เติบโต-------------------ใน Session 5 ของงาน MOODY MIND DAY 2 ‘ฤ...
30/11/2025

In Between Seasons ใบไม้ที่กำลังเปลี่ยนผ่าน สู่การค่อยๆ เติบโต
-------------------
ใน Session 5 ของงาน MOODY MIND DAY 2 ‘ฤดูผลิบาน’ Presented by Shiseido ‘ปัญ-ปัญสิกรณ์ ติยะกร’ อดีตสมาชิกวงไอดอล BNK48 เปรียบตัวเองว่าเป็นเหมือน ‘ใบไม้สีส้ม’ ใบไม้ที่กำลังเปลี่ยนผ่าน สู่การค่อยๆ เติบโตในจังหวะชีวิตที่กล้าจะลองเรียนรู้และยอมรับกับสิ่งต่างๆ ที่เข้ามามากขึ้น
เมื่อมองย้อนกลับไปในวันที่อยู่ใน BNK48 หลายคนมองว่าเป็นช่วงที่เธอ ‘ผลิบานที่สุด’ แต่สำหรับปัญ เธอกลับรู้สึกว่าเป็นช่วงเวลาที่ ‘หลงทางที่สุด’ เพราะใช้ชีวิตตามความคาดหวังของคนอื่น ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าความสำเร็จของตัวเองคืออะไร และยังค้นหาตัวตนไปพร้อมกับการเติบโตที่รวดเร็วเกินกว่าจะตั้งคำถามกับตัวเองได้ทัน
เมื่อถึงจุดที่ต้องก้าวออกจากกรอบเดิม นั่นคือ การจบการศึกษาจากวง BNK48 เป็นช่วงเวลาที่ปัญต้องเผชิญความกลัวและสับสน เพราะถือเป็นการเลือกเส้นทางชีวิตของตัวเองเป็นครั้งแรก จึงไม่อยากลองผิดลองถูก อยากเลือกให้มันถูกไปเลย แต่นั่นทำให้ไม่กล้าทำอะไรสักอย่าง ติดกับอยู่กับความกลัวของตัวเอง
ในวัย 25 ปีของปัญ เธอกำลังเผชิญกับสิ่งที่เรียกว่า ‘Quarter Life Crisis’ จะบอกว่าเป็นเด็กก็ไม่ใช่ เป็นผู้ใหญ่เต็มตัวก็ยังรู้สึกไม่พร้อม เป็นวัยที่ประสบการณ์การทำงานมีพอสมควร แต่ยังรู้สึกว่าตัวเองยังไม่โตพอ แต่ในขณะเดียวกันปัญก็มองว่าเธอกำลังอยู่ในช่วงจังหวะเปลี่ยนผ่าน แม้จะยังไม่ผลิบานเต็มที่ แต่ปัญกลับเห็นว่านี่คือช่วงเวลาที่งดงามในแบบของมันเอง ช่วงเวลาที่ใบไม้สีส้มกำลังค่อยๆ เปลี่ยนสู่ฤดูกาลใหม่
เธอยังบอกอีกว่า หากย้อนเวลากลับไปได้ เธออาจยังเลือกเส้นทางเดิม เพราะทุกอย่างที่เคยเกิดขึ้น ทำให้เธอเป็นตัวเองในตอนนี้ และทำให้เธอเข้าใจว่า “สิ่งที่ถูกต้องสำหรับโลกใบนี้ อาจไม่ใช่สิ่งที่ ‘ใช่’ สำหรับเราก็ได้” ยิ่งเราไปกดดันตัวเองว่าต้องรีบรู้ ต้องรีบเป็น ต้องรีบสำเร็จเหมือนคนอื่น ก็ยิ่งจะไม่มีความสุข
ณ ปัจจุบัน แม้ว่าปัญจะยังไม่ได้บรรลุเป้าหมายหรือมีความมั่นใจ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่เธอก็อยู่ในสถานะที่ชัดเจนกับตัวเองมากขึ้น จากที่เคยกลัวและกังวลไปก่อนที่จะเริ่มทำ ตอนนี้เธอกลับเปลี่ยนเป็นทัศนคติแบบ ‘ช่างมัน’ และกล้าลองผิดลองถูกมากขึ้น
ช่วงท้าย ปัญยังส่งกำลังใจให้ทุกคนที่มีความรู้สึกหรือต้องเผชิญเรื่องราวคล้ายกันกับเธอว่า ทุกคนไม่ได้เผชิญสิ่งนี้อยู่คนเดียว ทุกอย่างที่เกิดขึ้นล้วนมีเหตุผลของมัน ไม่ต้องรีบ ไม่ต้องกดดันตัวเอง แล้วทุกอย่างจะนำพาเราไปสู่สิ่งที่ดีเสมอ
#ฤดูผลิบาน


#อุทยาน100ปี

เด็กหญิงผิวด่างขาว ดอกไม้ที่ผลิบานจากการยอมรับ และเห็นคุณค่าในตัวเอง “ครอบครัวของหนูเหมือนดินและน้ำ ที่ทำให้ดอกไม้อย่างห...
30/11/2025

เด็กหญิงผิวด่างขาว ดอกไม้ที่ผลิบานจากการยอมรับ และเห็นคุณค่าในตัวเอง
“ครอบครัวของหนูเหมือนดินและน้ำ ที่ทำให้ดอกไม้อย่างหนูเติบโต และผลิดอกอย่างสวยงาม”
-------------------
“ทุกคนเคยรู้สึกไหมคะ ว่าบางครั้งเราก็อยากจะเป็นเหมือนคนอื่น เพราะกลัวว่าความแตกต่างของเราจะไม่ถูกยอมรับ”
นี่คือคำพูดของ ‘รินดา-พรรณวลัย ทิพรดารัตนสิริ’ เด็กหญิงที่เติบโตมาพร้อมกับผิวด่างขาว สิ่งที่เคยทำให้เธอรู้สึกหวาดกลัวสายตาของคนอื่น แต่วันนี้เธอใช้มันเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนมากมายหันมาเห็นคุณค่าของตัวเอง
รินดาเล่าว่า ตอนเด็กเธอมักเดินเกาะแขนแม่แน่น เพราะกลัวคนมอง กลัวคำถามที่ว่า “เป็นอะไร” “โดนน้ำร้อนลวกหรือเปล่า” หรือเสียงล้อเลียนที่เจ็บลึกในใจ “บางคนบอกว่าหนูเหมือนวัว บางคนเรียกหนูว่าไอ้ด่าง” แต่สิ่งที่ทำให้เธอไม่จมอยู่กับความเศร้า คือคำสอนของพ่อแม่
“หนูห้ามคนมองไม่ได้ แต่หนูเลือกได้ว่าจะมองตัวเองยังไง”
จากคำพูดนั้น เธอเริ่มเรียนรู้การยอมรับตัวเอง “ตอนแรกๆ หนูก็เสียใจค่ะ แต่ต่อมาหนูเข้าใจว่าผิวด่างขาวของหนูมันคือเอกลักษณ์ของหนูเอง เหมือนดอกไม้ที่บานในแบบของมัน” ความเข้าใจนี้กลายเป็นรากฐานของความมั่นใจ ทุกครั้งที่เธอส่องกระจก เธอเห็นรอยยิ้ม เห็นครอบครัวที่บอกเธอเสมอว่า “หนูสวย” และนั่นคือพลังของความรักที่ทำให้เธอเติบโตอย่างเข้มแข็ง
“หนูไม่จำเป็นต้องเพอร์เฟ็กต์ค่ะ แต่หนูเลือกที่จะยอมรับในสิ่งที่ตัวเองเป็น แค่นี้ก็เป็นตัวเองในเวอร์ชันที่ดีที่สุดแล้วค่ะ” รินดาพูดอย่างมั่นใจ พร้อมรอยยิ้มที่แสดงถึงความเข้าใจในตัวเองอย่างแท้จริง
รินดามองว่าครอบครัวคือรากฐานของชีวิต “ครอบครัวของหนูเหมือนดินและน้ำ ที่หล่อเลี้ยงให้หนูเติบโต” แต่สิ่งที่เธอเรียนรู้สำคัญกว่านั้นคือ “ถ้าเรารักและเห็นคุณค่าในตัวเองมากพอ เราจะกลายเป็นเซฟโซนให้ตัวเองได้ และยังเป็นเซฟโซนให้คนอื่นได้ด้วยค่ะ”
ทุกวันนี้ เธอไม่เพียงยอมรับในสิ่งที่ตัวเองเป็น แต่ยังใช้ความต่างของตัวเองเป็นพลังบวกให้โลก “หนูเชื่อว่าทุกคนมีความเจ๋งในแบบของตัวเองค่ะ ความเจ๋งของหนูก็คือผิวด่างขาว ที่ไม่เหมือนใคร และไม่มีใครเหมือน” เธอเน้นย้ำด้วยน้ำเสียงสดใส
“ด่างขาวไม่ใช่โรคติดต่อนะคะ มันพิเศษมากๆ หนูตื่นเต้นทุกครั้งที่เห็นรอยมันเปลี่ยนไป เหมือนกลีบดอกไม้ที่มีลายเฉพาะของตัวเอง”
จากเด็กหญิงที่เคยกลัวสายตาคนอื่น วันนี้รินดากลายเป็นนางแบบตัวน้อยที่ยืนด้วยความภาคภูมิใจบนเวทีที่เธอไม่คิดว่าจะได้ยืน ด้วยการได้รับโอกาสทำงานเป็นนางแบบตั้งแต่วัย 8 ปี
การยอมรับตัวเองพาเธอไปไกลกว่าที่คิด และสอนเราว่า ความงามที่แท้จริงไม่ใช่รูปร่างหน้าตา หากแต่คือการมองเห็นคุณค่าในตัวเอง
“สิ่งที่ทำให้เราโดดเด่น ไม่ใช่การพยายามเหมือนคนอื่น แต่คือการกล้าที่จะเป็นตัวเอง เราไม่ต้องเหมือนใคร ไม่ต้องผลิบานพร้อมใคร เพราะดอกไม้แต่ละดอกมีฤดูกาลของมันเอง”
และเมื่อฤดูกาลนั้นมาถึง ดอกไม้ที่ชื่อว่า ‘รินดา’ ก็จะได้ผลิบานอย่างงดงามด้วยหัวใจที่รักตัวเอง และส่งกลิ่นหอมแห่งความกล้าหาญไปถึงหัวใจของใครอีกหลายคนบนโลกใบนี้
#ผิวด่างขาว
#ฤดูผลิบาน


#อุทยาน100ปี

นักพากย์ผู้ผ่านหลากฤดูกาล“เด็กที่ดูการ์ตูนพวกนั้น โตขึ้นมาก็เป็นคนดี เห็นมั้ยล่ะ ทุกคนก็โตมาเป็นหมอ มาช่วยชีวิตผม”------...
30/11/2025

นักพากย์ผู้ผ่านหลากฤดูกาล
“เด็กที่ดูการ์ตูนพวกนั้น โตขึ้นมาก็เป็นคนดี เห็นมั้ยล่ะ ทุกคนก็โตมาเป็นหมอ มาช่วยชีวิตผม”
-------------------
สำหรับเซสชันที่ 3 เชื่อว่าทันทีที่ได้ยินหลายคนคงจำเสียงในวัยเด็กจากสปีกเกอร์ท่านนี้ได้ดี เพราะเขาคือ ‘น้าต๋อย เซมเบ้’ หรือ 'นิรันดร์ บุณยรัตพันธุ์' นักพากย์การ์ตูนรุ่นเก๋า ที่วันนี้มาขึ้นเวทีอีกครั้งเพื่อส่งผ่านแรงบันดาลใจ พร้อมให้กำลังใจผู้ชมที่กำลังเฝ้ารอฤดูผลิบานของตัวเอง ด้วยน้ำเสียงที่คุ้นเคย
น้าต๋อยเริ่มต้นด้วยการทักทายผู้ชมวัยเยาว์ ก่อนจะเล่าจุดเริ่มต้นของการเป็นนักพากย์มี่เริ่มจากการเป็นแฟนการ์ตูนหน้ากากเสือในวัย 10 ขวบ หลังจากนั้นอีก 10 ปีต่อมา ช่วงเรียนมหาวิทยาลัย หน้ากากเสือถูกนำเข้ามาฉายใหม่อีกครั้ง น้าต๋อยจึงได้โอกาสฟอร์มทีมพากย์หน้ากากเสือขึ้นมา
ช่วงแรกยังไม่เป็นที่นิยมในแฟนๆ วัยเด็ก ได้รับฟีดแบ็กว่าพากย์ไม่ดีจนหมดกำลังใจ แล้วด้วยสมัยนั้นคนรู้ภาษาญี่ปุ่นน้อยมาก เมื่อเกิดเหตุบทหาย จึงเกิดการด้นสดเกิดขึ้น มีการเล่นมุกเพิ่มเข้าไป แม้ไดอะล็อกจะไม่เหมือนเดิมตามเนื้อเรื่องจริง แต่ผู้ชมกลับติดงอมแงม โดยเฉพาะเด็กๆ แน่นอนว่าก็มีฝั่งที่ไม่ชอบ แต่น้าต๋อยก็ไม่ยอมแพ้ พากย์ในสไตล์นี้มาเรื่อยๆ จนมีโอกาสได้พากย์ผลงานอื่นๆ ตามมาอย่าง ‘โดราเอมอน’
จากนี้จุดนี้เองที่ความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะแฟนๆ การ์ตูนส่งจดหมายมาถึง จาก 100 ฉบับต่อสัปดาห์ กลายเป็น 10,000 ฉบับต่อสัปดาห์ กระทั่งรายการอยากให้น้าต๋อยเปิดหน้า แม้จะถูกคัดค้านว่าหน้านักพากย์ไม่ควรออกทีวี แต่น้าต๋อยก็เลือกก้าวไปข้างหน้า และเด็กทั้งประเทศก็รักน้าต๋อยมากขึ้นจากความเป็นธรรมชาติที่ไม่เสแสร้ง
หลังจากนั้น น้าต๋อยก็มาทำบริษัทของตัวเอง นอกจากพากย์การ์ตูนแล้วก็ยังมีการจัดรายการเกม ตรงนี้เองที่น้าต๋อยได้เล่าถึงเด็กคนหนึ่งที่ชื่นชอบรายการน้าต๋อย ถึงขนาดใช้เป็นแรงบันดาลใจ ในที่สุดเขาคนนั้นก็เติบโตมาเป็นผู้จัดงานเกม 'Thailand Game Show'
น้าต๋อยทำงานในอาชีพใช้เสียงสร้างความสุขและแรงบันดาลใจให้เด็กๆ เรื่อยมา จนกระทั่งเหตุการณ์น้ำท่วมเมื่อปี 2554 น้าต๋อยเกิดล้มป่วยจากการติดเชื้อผ่านผิวหนังขณะที่ลุยน้ำช่วยเหลือผู้อื่น ส่งผลให้กระดูกสันหลังอักเสบอย่างรุนแรง และร้ายแรงที่สุดคือการผ่าตัดกระดูกสันหลังฉุกเฉิน ทว่า 10 ปีต่อมา โรคเก่ากลับมากำเริบ ช่วงเวลานั้นเองที่น้าต๋อยต้องเผชิญกับความเจ็บปวดรุนแรงจนคิดว่าตัวเองกำลังจะตายเสียแล้ว
ทันใดนั้นเองที่ภาพซุนโงกุน ตัวละครที่น้าต๋อยเคยพากย์ก็โผล่เข้ามาในหัว ฉากที่โกคูสามารถเปลี่ยนพลังเป็นซูเปอร์ไซย่าได้แม้แขนจะเกือบขาด น้าต๋อยจึงใช้ความโกรธและความตั้งใจสู้กับความเจ็บปวด โดยคิดว่า "เราพากย์ตัวนี้แล้ว ทำไมเราถึงยอมแพ้" ทำให้น้าต๋อยได้สติกลับคืนมา และมีกำลังใจสู้ต่อจนกลับมาเล่าเรื่องราวสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กรุ่นใหม่ๆ อย่างที่เคยทำตลอดมา
นอกจากนี้ น้าต๋อยยังเล่าว่าในอดีตการ์ตูนมักถูกโจมตีอย่างหนัก ถูกกล่าวหาว่าเป็นสื่อมอมเมาและส่งเสริมความรุนแรง แต่น้าต๋อยไม่มองอย่างนั้น เพราะการ์ตูนเป็นสื่อที่สร้างความบันเทิงและสนุกสนานให้แก่ผู้ชม ไม่ควรไปจริงจังกับมัน โดยยกตัวอย่างว่า เด็กอนุบาลที่ดูการ์ตูนเองก็มีวิจารณญาณและไม่กระโดดลงจากที่สูงแบบโกคู
น้าต๋อยสรุปว่า เด็กที่ดูการ์ตูนก็เติบโตมาเป็นคนดี หลักฐานที่ชัดเจนที่สุดคือ 30 ปีต่อมา เด็กที่ดูการ์ตูนเหล่านั้นได้เติบโตมาเป็นหมอที่ช่วยผ่าตัดและรักษาชีวิตน้าต๋อย และน้าต๋อยยังยืนยันว่า ผู้ที่เติบโตมาจากการดูการ์ตูนนั้นล้วนเป็นผู้ประกอบอาชีพที่ดี เช่น ตำรวจ ทนาย ทหาร และหมอ
พร้อมเน้นย้ำว่า ทุกคนควรทำงานและอย่าท้อแท้กับชีวิต เพราะหากยังมีชีวิตอยู่ก็ต้องก้าวต่อไป แล้วส่งท้ายเซสชันด้วยการฝากเสียงพากย์ไทยออริจินัลของโดราเอมอน ให้ทุกๆ คนในงาน MOODY MIND DAY2 ‘ฤดูผลิบาน’ ได้บันทึกไว้เพื่อนำกลับไปฟังในวันที่หมดกำลังใจ เมื่อใดที่ได้ยินเสียงน้าต๋อย ก็ขอให้มีแรงใจลุกขึ้นมาฝ่าฟันอุปสรรคต่อไป
#น้าต๋อยเซมเบ้ #นักพากย์การ์ตูน
#ฤดูผลิบาน


#อุทยาน100ปี

บุตรผู้มีแม่สองคน"ครอบครัวที่สมบูรณ์ ไม่จำเป็นต้องมีแค่พ่อและแม่ แต่คือ ‘พื้นที่ปลอดภัย’ ที่ทำให้เรารู้สึกว่าเราเป็นตัวข...
30/11/2025

บุตรผู้มีแม่สองคน
"ครอบครัวที่สมบูรณ์ ไม่จำเป็นต้องมีแค่พ่อและแม่ แต่คือ ‘พื้นที่ปลอดภัย’ ที่ทำให้เรารู้สึกว่าเราเป็นตัวของตัวเองได้ ไม่ว่าเราจะเป็นใครก็ตาม"
-------------------
ใน Session 2 ของงาน MOODY MIND DAY 2 'ฤดูผลิบาน' Presented by Shiseido พบกับ ‘หงส์-ศิริวรรณ พรอินทร์’ เด็กสาวผู้มีแม่สองคน ดอกไม้ที่เติบโตในสวนแห่งความหลากหลาย เธอทำให้เห็นว่า ฤดูผลิบานของเธอเกิดขึ้นได้ด้วยความรักจากครอบครัว แม้จะไม่ใช่ 'ครอบครัว' ตามนิยามทั่วไปที่สังคมคุ้นชิน แต่นั่นคือรากฐานสำคัญที่ทำให้เธอเติบโตอย่างเข้มแข็ง และก้าวขึ้นมาขับเคลื่อนสังคมได้อย่างภาคภูมิใจ
หงส์คือนักกิจกรรมด้านสิทธิมนุษยชนวัย 23 ปี ผู้ซึ่งทำงานเพื่อขับเคลื่อนประเด็นสิทธิสตรีและความหลากหลายทางเพศ เธอถ่ายทอดเรื่องราวการเติบโตในครอบครัวที่มีแม่สองคน โดยนิยามว่า ‘ครอบครัว’ คือพื้นที่ปลอดภัยที่ให้การสนับสนุนและยอมรับอย่างไม่มีเงื่อนไข
[ชีวิตของบุตรที่เติบโตมาในครอบครัวสีรุ้ง]
จุดเริ่มต้นของครอบครัวสีรุ้งนี้ เริ่มจากแม่เจี๊ยบ ที่เป็นป้าแท้ๆ และแฟนของท่าน นั่นก็คือแม่จุ๋ม ทั้งสองรับหงส์มาอุปการะที่เชียงใหม่ ท่ามกลางครอบครัวใหญ่ที่เต็มไปด้วยความหลากหลาย ทั้งพี่น้องชาติพันธุ์และการทำงานด้านสิทธิมนุษยชน
แม้ในบ้านจะเต็มไปด้วยความรัก ความเข้าใจ และเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเธอ แต่เมื่อก้าวออกไปสู่โลกภายนอกกลับพบความจริงที่เจ็บปวด ทั้งการเลือกปฏิบัติทางกฎหมายที่ครอบครัวความหลากหลายทางเพศประสบมาตลอดหลายปี โดยยกตัวอย่างการไม่สามารถทำหนังสือเดินทางหรือทำประกันชีวิตได้ เนื่องจากสถานะทางกฎหมายที่ไม่เป็นที่ยอมรับ หรือแม้แต่การไม่ได้รับการยอมรับจากสังคมในโรงเรียนและโดนกลั่นแกล้ง
[เปลี่ยนความเจ็บปวดเป็นพลังขับเคลื่อน]
ประสบการณ์การถูกเลือกปฏิบัติทำให้เธอตระหนักว่าพื้นที่โรงเรียนและสังคมยังไม่ปลอดภัยสำหรับเด็กที่มีความหลากหลาย นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เธออยากทำงานเพื่อปกป้องสิทธิมนุษยชน เธอเริ่มลุกขึ้นมาเขียนบทความ เรียกร้องนโยบายคุ้มครองเด็ก และทำงานร่วมกับเยาวชนชาติพันธุ์ ใช้ศิลปะเป็นเครื่องมือสื่อสารเรื่องราวความไม่เป็นธรรม จนได้รับรางวัล Asian Girl Human Rights Award
เธอและครอบครัวยังใช้กิจกรรม ‘การวิ่งเทรล’ เป็นสัญลักษณ์ในการรณรงค์ เพื่อบอกสังคมว่า ครอบครัว LGBTQ+ มีอยู่จริง และต้องการกฎหมายที่คุ้มครองเฉกเช่นเดียวกับทุกคน
[สมรสเท่าเทียม: ชัยชนะที่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น]
การที่ประเทศไทยมีการประกาศใช้กฎหมายสมรสเท่าเทียมถือเป็นความสำเร็จครั้งใหญ่ที่ทำให้ ‘ดอกไม้’ แห่งความยุติธรรมได้ผลิบาน แต่เธอยังคงชี้ให้เห็นว่านี่ไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการต่อสู้เพื่อแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการรับบุตรบุญธรรมและสิทธิในมรดก ให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น
หงส์ปิดท้ายเซสชันว่า ครอบครัวสำหรับเธอคือพื้นที่ปลอดภัย แต่ยังมีอีกหลายครอบครัวที่ไม่ปลอดภัย ผู้หญิงและเด็กยังคงตกเป็นเหยื่อในครอบครัว เราทุกคนสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงสังคมได้ ไม่ต้องรอรัฐบาล หรือรอให้เกิดปัญหากับตัวเอง
การผลิบานของเราสามารถช่วยให้ดอกไม้อื่นๆ ผลิบานได้เช่นกัน เริ่มจากการไม่เพิกเฉยต่อความรุนแรง สนับสนุนความหลากหลาย และช่วยกันสร้างสังคมที่เป็นธรรม เพื่อให้ดอกไม้ทุกดอก ไม่ว่าจะเติบโตในรูปแบบไหน ได้มีโอกาสผลิบานอย่างงดงาม
#ฤดูผลิบาน

#สมรสเท่าเทียม
#อุทยาน100ปี

ที่อยู่

6, 1 Ari5 Fang Nuea Alley, Phaya Thai
Bangkok

เบอร์โทรศัพท์

+66968964594

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ MOODYผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ การปฏิบัติ

ส่งข้อความของคุณถึง MOODY:

แชร์

Share on Facebook Share on Twitter Share on LinkedIn
Share on Pinterest Share on Reddit Share via Email
Share on WhatsApp Share on Instagram Share on Telegram