D-boone ดีบูเน่ ดูและกระดูกและไขข้อ โทร 062 597 5459

D-boone ดีบูเน่ ดูและกระดูกและไขข้อ โทร 062 597 5459 Be-active วิตามินเสริมอาหารสำหรับบำรุงกระดูกและไขข้อ เส้นเอ็น และปลายประสาท

ปวดเข่าเฉียบพลัน เป็นอะไรได้บ้าง?สาเหตุที่เป็นไปได้และพบได้บ่อยของอาการปวดข้อเข่าเฉียบพลัน ได้แก่- เอ็นอักเสบ โดยพื้นฐาน...
14/07/2022

ปวดเข่าเฉียบพลัน เป็นอะไรได้บ้าง?

สาเหตุที่เป็นไปได้และพบได้บ่อยของอาการปวดข้อเข่าเฉียบพลัน ได้แก่
- เอ็นอักเสบ โดยพื้นฐานเอ็นเป็นโครงสร้างที่ต่อกระดูกข้อเข่าเข้าไว้ด้วยกัน ให้ความมั่นคงและขยับตามการเคลื่อนไหวของข้อเข่า การใช้งานข้อเข่าอย่างหนักหรือเป็นเวลานาน จะส่งผลให้เกิดการอักเสบเฉียบพลันของเอ็นเหล่านั้น เกิดอาการตึง บวม ปวดหน่วงๆ บริเวณข้อเข่า ส่งผลให้ขยับข้อเข่าไม่คล่องเหมือนเดิมได้

- Runner’s knee พบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย ขณะวิ่งจะเกิดจากการเสียดสีอย่างต่อเนื่องของกระดูกสะบ้า กับกระดูกข้อเข่า ส่งผลให้เกิดการอักเสบใต้ต่อลูกสะบ้า หรือกระดูกอ่อนบริเวณนั้นค่อยๆ สึกลงจนส่งผลให้เกิดอาการปวดเฉียบพลันได้ โดยอาการปวดจะลึกลงใต้ต่อตัวกระดูกสะบ้า บางรายจะรู้สึกปวดบริเวณด้านหน้าของข้อเข่า โดยมีสาเหตุของอาการปวดนี้ได้หลายประการ ไว้หมอจะมาเล่าให้ฟังในบทความต่อๆไปครับ

- เอ็นฉีกขาด พบได้ไม่บ่อยนัก สาเหตุมักเกิดจากอุบัติเหตุ หรือ การเล่นกีฬาอย่างหนัก โดยเอ็นที่พบบ่อยที่สุดคือ เอ็นไขว้หน้า (ACL) เอ็นด้านในข้อเข่า (MCL) อาการคือ ปวดเฉียบพลันและอาจได้ยินเสียงป๊อป หลังจากนั้นมีอาการบวมและปวดมากตามมา

- ข้อเข่าเสื่อม ทำให้เกิดอาการปวดอย่างเฉียบพลันได้เช่นเดียวกัน โดยผู้ป่วยมีข้อเข่าเสื่อมอยู่ก่อนแล้ว และอาการอักเสบถูกกระตุ้นโดยกิจกรรมบางอย่าง เช่น นั่งยอง นั่งขัดสมาธิ นั่งพับเพียบ หรือขึ้นลงบันได ผู้ป่วยจะมีอาการปวดข้อเข่า บวม บางครั้งมีข้อเข่าอุ่นๆ ร่วมด้วย อาการจะเป็นเพียงข้างเดียวหรือทั้งสองข้างก็ได้

- หมอนรองข้อเข่าฉีกขาด สาเหตุมักเกิดจากการบิดของข้อเข่า ขณะทำกิจกรรมต่างๆ ผู้ป่วยอาจได้ยินเสียงป๊อป หลังจากนั้นตามมาด้วยอาการปวดเข่ามากเฉียบพลัน บางครั้งอาจเกิดอาการเข่าล็อคขยับไม่ได้ มักเป็นเพียงข้างเดียง

- เกาต์ เกิดจากร่างกายมีกรดยูริคสูง กรดยูริคจะไปสะสมที่เท้า และข้อเข่าทั้งสองข้าง ส่วนมากพบในชายวัยกลางคน หรือหญิงวัยหมดประจำเดือน ผู้ป่วยจะมีอาการปวดบวมแดงร้อนบริเวณข้อเข่า โดยหากไม่มีประวัติเคยปวดเข่ามาก่อนเลย มีความเป็นไปได้สูงครับ ว่าข้อเข่าอักเสบนี้อาจเป็นจากเกาต์

- ถุงน้ำข้อเข่าอักเสบ ในผู้ป่วยที่มีถุงน้ำบริเวณข้อเข่า ไม่ว่าจะเกิดจากโรคข้อเข่าเสื่อม หมอนรองข้อเข่าบาดเจ็บ หรือจากสาเหตุอื่นๆ ก็ตาม การขยับของข้อเข่าจากการเดินหรือวิ่ง มีโอกาสทำให้มีเลือดออกในถุงน้ำหรือมีการอักเสบเกิดขึ้น ส่งผลให้เกิดอาการปวดข้อเข่าเฉียบพลันได้ครับ

- ข้อเข่าติดเชื้อ เกิดจากการติดเชื้อบริเวณข้อเข่า โดยเชื้อโรคเหล่านี้อาจมาทางกระแสเลือด หรือเข้าไปในข้อเข่าโดยตรงผ่านแผลที่ผิวหนังก็ได้ อาการมักจะเริ่มจากปวด จากนั้นมีบวม แดง ร้อน ร่วมด้วย ผู้ป่วยที่มีโรคเกาต์ หรือโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง มีโอกาสที่จะเกิดโรคข้อเข่าติดเชื่อมากกว่าคนปกติครับ

- ข้อสุดท้ายคือ กระดูกแตกร้าว ส่วนมากจะเกิดจากอุบัติเหตุ ผู้ป่วยจะมีอาการปวดบวมที่ข้อเข่าอย่างเฉียบพลัน และบ่อยครั้งพบว่ามีข้อเข่าผิดรูปร่วมด้วย แต่หากผู้ป่วยเป็นโรคกระดูกพรุนอยู่ก่อน จะส่งผลให้มีโอกาสเกิดกระดูกข้อเข่าแตกร้าวมากขึ้นครับ

ปรึกษาสอบถามโทร 062-597-5459

10 สัญญานอันตราย ของอาการปวดหลัง!!!สาเหตุของอาการปวดหลังอาจเป็นแค่กล้ามเนื้ออักเสบไปจนถึงมะเร็งก็เป็นได้ แต่เมื่อไร่กันห...
12/07/2022

10 สัญญานอันตราย ของอาการปวดหลัง!!!

สาเหตุของอาการปวดหลังอาจเป็นแค่กล้ามเนื้ออักเสบไปจนถึงมะเร็งก็เป็นได้ แต่เมื่อไร่กันหละที่เราต้องระวังตัวให้มากหากมีอาการปวดหลัง หากคุณหรือญาติของคุณมีอาการปวดหลังร่วมกับอาการดังต่อไปนี้

1. มีอาการปวดร้าวลงสะโพกหรือขา
2. มีอาการชาหรือกล้ามเนื้ออ่อนแรง
3. น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
4. มีอาการปวดตอนกลางคืน
5. ปัสสาวะหรืออุจจาระผิดปกติ
6. มีประวัติเป็นโรคมะเร็ง
7. ทานยาแก้ปวดธรรมดาแล้วไม่ดีขึ้น
8. มีประวัติได้รับอุบัติเหตุ
9. มีไข้หรือหนาวสั่น
10.อายุมากกว่า 50 ปี

อาการที่ได้กล่าวมาหากพบร่วมกับอาการปวดหลังแล้ว อาจนำไปสู่โรคร้ายแรงได้ เราไม่ควรนิ่งเฉยต่ออาการเหล่านี้

สอบถามเพิ่มเติมโทร 062-597-5459

 #คอลลาเจนเปปไทด์บำรุงสุขภาพข้อเข่า : อาการเจ็บเข่าเกิดจากการที่กระดูกเสียดสีหรือกระแทกกัน ซึ่งโดยปกติแล้วกระดูกหัวเข่าจ...
10/07/2022

#คอลลาเจนเปปไทด์
บำรุงสุขภาพข้อเข่า : อาการเจ็บเข่าเกิดจากการที่กระดูกเสียดสีหรือกระแทกกัน ซึ่งโดยปกติแล้วกระดูกหัวเข่าจะมีกระดูกอ่อนหุ้มอยู่ที่ปลาย ทำหน้าที่เหมือนเบาะช่วยลดแรงกระแทกและลดความเสียหายของกระดูกจากการเสียดสี การที่เราสูญเสียคอลลาเจนจากอายุที่มากขึ้นหรือได้รับคอลลาเจนในปริมาณน้อย จะส่งผลต่อมวลของกระดูกอ่อน เนื่องจากกระดูกอ่อนประกอบด้วยคอลลาเจนมากถึง 75%-95% ดังนั้นการเสริมคอลลาเจนจึงช่วยเพิ่มมวลกระดูกอ่อน ทำให้ช่วยลดอาการปวดเข่าลงได้ ไม่ว่าจะในผู้สูงวัยหรือรวมไปถึงนักกีฬา ก็สามารถลดอาการบาดเจ็บที่เข่าลงจากการออกกำลังกายที่หนักหน่วงได้

จากงานวิจัยพบว่า คอลลาเจน Nippi มีส่วนช่วยในการลดอาการปวดเข่าอย่างเห็นได้ชัด โดยเข้าไปเพิ่มมวลกระดูกอ่อนในร่างกาย ทำให้ผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อม ข้อเข่าอักเสบ มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น อาการปวดเข่าลดน้อยลง

เสริมสร้างมวลกระดูก : ในกระดูกประกอบด้วยคอลลาเจนมากถึง 30% โดยคอลลาเจนจะทำหน้าที่กระตุ้น osteoblasts ซึ่งเป็นเซลล์สร้างกระดูก ทำให้ปริมาณมวลกระดูกสัมพันธ์กับปริมาณคอลลาเจนอย่างมีนัยสำคัญ การที่เราอายุมากขึ้นจึงทำให้การสร้างเซลล์กระดูกลดลง การรับประทานคอลลาเจนจึงเป็นทางเลือกที่ดี เพื่อช่วยเสริมสร้างมวลกระดูก และป้องกันโรคกระดูกพรุนได้

#ดีบูเน่ มีคอลลาเจนเปปไทด์
สอบถามเพิ่มเติมโทร 062-597-5459

การเดิน "ดี" ต่อสุขภาพอย่างไรการเดิน คือการออกกำลังกายที่ง่าย สะดวก และปลอดภัยที่สุด ใครที่เดินได้ก็สามารถออกกำลังกายด้ว...
09/07/2022

การเดิน "ดี" ต่อสุขภาพอย่างไร

การเดิน คือการออกกำลังกายที่ง่าย สะดวก และปลอดภัยที่สุด ใครที่เดินได้ก็สามารถออกกำลังกายด้วยวิธีนี้ได้ นั่นคือการเดินเร็วที่สม่ำเสมอและต่อเนื่องในระยะเวลาหนึ่ง จนกระทั่งเหงื่อออกโซมกาย หัวใจเต้นเร็วกว่าปกติ ชีพจรเต้นเร็ว 100-120 ครั้งต่อนาที

การเดิน "ดี" ต่อสุขภาพอย่างไร

1.สภาพร่างกายในทุกๆส่วนแข็งแรงสมบูรณ์โดยทำให้กล้ามเนื้อกระดูกและเอ็นแข็งแรง มีความยืดหยุ่น การเดินเป็นประจำจะทำให้กระดูกหนาแน่นและแข็งแรงยิ่งขึ้น

2.ป้องกันและต่อต้านการเกิดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ได้เป็นอย่างดี ดังคำกล่าวที่ว่า "กีฬาๆ เป็นยาวิเศษ"เช่น เป็นยาป้องกันรักษาโรคหัวใจ โรคความดันเลือด โรคกระดูกพรุน โรคเบาหวาน เป็นต้น

3.ชะลอความเสื่อมของร่างกาย ยืดระยะการเป็นหนุ่มสาวให้ยาวนาน พร้อมทั้งยังช่วยให้อายุยืนยาวยิ่งขึ้น

4.สติปัญญาเฉียบแหลม เพิ่มความสามารถในการคิด การจำดีขึ้น

5.ลดปัญหาการนอนไม่หลับ การเดินออกกำลังกายตอนเย็นแดดอ่อนๆ จะช่วยให้การนอนหลับดียิ่งขึ้น

6.ระบบการทำงานของหัวใจและการไหลเวียนของเลือดได้ดีและเป็นปกติ

7.หลอดเลือดขยายตัวและหดตัวสลับกัน ทำให้การไหลเวียนเลือดสะดวกยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยลดความดันเลือดลง

8.ระบบการย่อย และระบบการขับถ่ายของร่างกาย ทำงานได้ดีเป็นปกติ

9.เจริญอาหารยิ่งขึ้น

10.ระบบภูมิคุ้มกันหรือภูมิต้านทานโรคแข็งแรง

11.ผิวพรรณสดใสและเต่งตึง ใครอยากสาวเสมอสวยเสมอจงเดินออกกำลังกายเป็นประจำดู

12.ลดความเครียดได้เป็นอย่างดี กระตุ้นให้ฮอร์โมน เอนดอร์ฟิน (หรือสารความสุข) หลั่งออกมาซึ่งมีฤทธิ์กล่อมประสาท ทำให้อารมณ์ดี รู้สึกมีความสุขเป็นพิเศษ จิตใจสดชื่นเบิกบาน รวมทั้งลดความเจ็บปวดได้ด้วย

13.ลดความหงุดหงิด ความโกรธหรืออารมณ์ไม่ดีต่างๆ ได้อย่างดี

14.ผ่อนคลายความตึงเครียดของสมอง และกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ของร่างกายได้เป็นอย่างดีเช่นกัน

15.ร่างกายหลั่งฮอร์โมนเพศมากขึ้น ความรู้สึกทางเพศจึงดีขึ้นทั้งชายและหญิง

16.จิตใจสดชื่นเบิกบาน ปลอดโปร่งแจ่มใส กระชุ่มกระชวย รู้สึกมีความสุข

ขอบคุณข้อมูล สสส

อาหาร 12 ชนิด แหล่งแคลเซียมสูง ใครไม่ชอบดื่มนม บอกเลยห้ามพลาดอย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าแคลเซียมคือแร่ธาตุที่สำคัญต่อร่...
07/07/2022

อาหาร 12 ชนิด แหล่งแคลเซียมสูง ใครไม่ชอบดื่มนม บอกเลยห้ามพลาด

อย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าแคลเซียมคือแร่ธาตุที่สำคัญต่อร่างกายของคนเราอย่างมาก และเป็นแร่ธาตุที่ร่างกายขาดไม่ได้ เนื่องจากช่วยรักษาความแข็งแรงของกระดูกและฟัน รวมทั้งช่วยในเรื่องของการหดและขยายตัวของหลอดเลือด พร้อมทั้งส่งเสริมการทำงานของกล้ามเนื้อตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย ดังนั้นเราจึงรวบรวมอาหารทั้ง 12 ชนิดที่อุดมไปด้วยแคลเซียมมาแชร์ให้สาวๆ ได้ทราบกันค่ะ เพราะแคลเซียมไม่ได้อุดมอยู่แค่เฉพาะในนมอย่างเดียวเท่านั้น

1.น้ำส้ม
น้ำส้มคั้นสดไม่เพียงแต่อุดมแค่วิตามินซีสูงเท่านั้น แต่ยังมีแร่ธาตุอย่างแคลเซียมอีกด้วย ซึ่งน้ำส้ม 1 แก้วให้ปริมาณแคลเซียมแก่ร่างกายประมาณ 27 มิลลิกรัม

2.ถั่วแระ
ถั่วแระที่นำมานึ่งหรือต้ม เอามากินเป็นของว่าง จะช่วยให้ร่างกายได้รับแคลเซียมมากถึง 261 มิลลิกรัมในปริมาณถั่วแระ 1 ถ้วย

3.ถั่วขาว
ถั่วขาวอุดมไปด้วยธาตุเหล็กและแคลเซียม อีกทั้งยังมีใยอาหารสูง จึงช่วยในเรื่องของการลดน้ำหนักได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ถั่วขาวปริมาณ 1 ถ้วย ให้แคลเซียมแก่ร่างกายประมาณ 161 มิลลิกรัม

4.บร็อกโคลี
บร็อกโคลีจัดเป็นสุดยอดอาหารเพื่อสุขภาพ เนื่องจากให้สารอาหารแก่ร่างกายในปริมาณมาก ซึ่งบร็อกโคลีปริมาณ 1 ถ้วย ให้แคลเซียมแก่ร่างกายประมาณ 114 มิลลิกรัม

5.คะน้า
คะน้าคือผักที่จัดอยู่ในกลุ่มของสุดยอดอาหารเพื่อสุขภาพ เป็นผักที่อุดมไปด้วยแคลเซียมและสารต้านอนุมูลอิสระ คะน้าปริมาณ 1 ถ้วย ให้แคลเซียมประมาณ 94 มิลลิกรัม

6.เมล็ดงา
เมล็ดงาไม่เพียงแต่เป็นธัญพืชที่ถูกนำมาโรยบนอาหารเพื่อตกแต่งจานอาหารให้ดูน่ากินเท่านั้น แต่ยังให้ประโยชน์แก่ร่างกายตั้งมากมาย ทั้งช่วยลดอาการอักเสบ ช่วยลดความดันโลหิต และช่วยต่อสู้กับโรคมะเร็ง เนื่องจากมีสารต้านอนุมูลอิสระอุดมอยู่ในเมล็ดงาด้วยนั่นเอง ทั้งนี้เมล็ดงาปริมาณ 1 ช้อนชา ให้แคลเซียมแก่ร่างกายประมาณ 88 มิลลิกรัม

7.ข้าวโอ๊ต
ข้าวโอ๊ตเป็นอาหารที่อุดมไปด้วยไฟเบอร์และแคลเซียมสูง แถมยังให้โปรตีนแก่ร่างกายอีกด้วย จัดเป็นอาหารที่เหมาะสำหรับสาวๆ ที่กินมังสวิรัติอย่างดีเลยทีเดียว ปริมาณข้าวโอ๊ต 1 ถ้วย ให้แคลเซียมแก่ร่างกายประมาณ 123 มิลลิกรัม

8.อัลมอนด์
อัลมอนด์คือธัญพืชที่อุดมไปด้วยธาตุเหล็ก แคลเซียม โพแทสเซียม และวิตามินอี การกินอัลมอนด์ที่ไม่ผ่านการปรุงแต่งใดๆ แม้แต่การอบด้วยเกลือก็ตาม ร่างกายจะได้รับแคลเซียมสูงถึง 385 มิลลิกรัม ในปริมาณอัลมอนด์ 1 ถ้วยอีกด้วย

9.เต้าหู้
เต้าหู้อุดมไปด้วยโปรตีนและสารอาหารชนิดอื่นๆ ที่มีคุณค่าใกล้เคียงกับเนื้อสัตว์ และยังเป็นอาหารที่แทบจะไม่มีไขมันอีกด้วย นอกจากนี้เต้าหู้ยังให้แคลเซียมแก่ร่างกายสูงถึง 507 มิลลิกรัม ในปริมาณเต้าหู้ 1 ถ้วย ซึ่งเชื่อว่าสาวๆ อาจจะไม่เคยรู้มาก่อนว่าเต้าหู้ให้แคลเซียมสูงขนาดนี้

10.นมถั่วเหลือง
นมถั่วเหลืองถือเป็นตัวเลือกสำคัญของคนที่แพ้แลคโตสจากนมวัว ซึ่งนมถั่วเหลืองให้แคลเซียมแก่ร่างกายประมาณ 301 มิลลิกรัม ในปริมาณนมถั่วเหลือง 1 ถ้วย

11.ปลาซาร์ดีน
ปลาซาร์ดีนไม่เพียงแต่อุดมไปด้วยไขมันโอเมก้า3 หรือวิตามินดีเท่านั้น แต่ยังให้แคลเซียมแก่ร่างกายอีกด้วย ซึ่งปลาซาร์ดีนประมาณ 1 ถ้วย ให้ปริมาณแคลเซียมมากถึง 214 มิลลิกรัมเลยทีเดียว

12.ปลาแซลมอน
ปลาแซลมอนอุดมไปด้วยไขมันโอเมก้า 3 และแคลเซียมชั้นดี ปริมาณปลาแซลมอน 1 ถ้วย ให้แคลเซียมแก่ร่างกายสูงถึง 564 มิลลิกรัม

สำหรับสาวๆ คนไหนที่ไม่สามารถดื่มนม ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดๆ ก็ตาม หากต้องการให้ร่างกายได้รับแร่ธาตุอย่างแคลเซียม แนะนำให้หาอาหารทั้ง 12 ชนิดนี้มากินกันค่ะ เพราะอาหารเหล่านี้ล้วนอุดมไปด้วยแคลเซียม และในปริมาณอาหารเหล่านี้ประมาณ 1 ถ้วย ก็ให้แคลเซียมแก่ร่างกายในปริมาณที่แตกต่างกันออกไปอีกด้วย

ขอบคุณข้อมูล sanook

5 วิธี แก้ปวดหลัง ด้วยตัวเอง แบบง่ายๆ อาการปวดหลังกลายเป็นปัญหาของใครหลายๆ คนในด้านสุขภาพ หลายครั้งที่อาการปวดหลังกลายเป...
06/07/2022

5 วิธี แก้ปวดหลัง ด้วยตัวเอง แบบง่ายๆ

อาการปวดหลังกลายเป็นปัญหาของใครหลายๆ คนในด้านสุขภาพ หลายครั้งที่อาการปวดหลังกลายเป็นอุปสรรคในการใช้ชีวิตประจำวัน ทำให้ต้องหาทางแก้ปัญหาด้วยวิธีการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการบรรเทาด้วยตนเอง บรรเทาด้วยการนวด หรือแม้แต่การไปพบแพทย์ทางด้านกายภาพ สำหรับครั้งนี้ทางเราก็มี 5 วิธี แก้ปวดหลังมาฝาก หวังให้หลายๆ คนที่ประสบปัญหาได้นำไปปรับใช้ตามความเหมาะสม

ลองทำตามดูนะครับ

5 วิธีช่วยลดอาการปวดหลัง1. นั่งไขว้ขา บิดเอวได้ผลดีหากปวดหลังส่วนล่าง หรือส่วนใกล้เอว เริ่มจากนั่งขัดสมาธิบนพื้น ยกขาขวา...
05/07/2022

5 วิธีช่วยลดอาการปวดหลัง

1. นั่งไขว้ขา บิดเอว
ได้ผลดีหากปวดหลังส่วนล่าง หรือส่วนใกล้เอว เริ่มจากนั่งขัดสมาธิบนพื้น ยกขาขวาวางพาดทับขาซ้าย ขาซ้ายงอเข่านอนลงชิดพื้น ขาขวาตั้งเข่าขึ้น มือขวาแตะพื้น มือซ้ายแตะท้ายทอย จากนั้นเอียวตัวไปทางขวาจนสุด ค้างไว้ 5-7 วินาที จากนั้นกลับมาหน้าตรง วางมือซ้ายบนพื้นข้างลำตัว มือขวาแตะท้ายทอย บิดเอวไปทางขวา ค้างไว้ 5-7 วินาที จากนั้นสลับข้าง และสลับมือ บิดเอวทั้ง 2 ข้าง เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับกล้ามเนื้อส่วนหลัง โลหิตไหวเวียนในบริเวณหลัง เอว ได้ดียิ่งขึ้น

2. ดึงแขนข้ามไหล่
ใครที่ปวดเมื่อยหลังบริเวณหลังส่วนบนใกล้กับต้นแขน หรือไหล่ ลองยกแขนข้างขวาขึ้นตรงๆ บิดแขนซ้ายไปด้านหลัง ปลายนิ้ววางไว้กลางหลัง งอเฉพาะศอกขวาลงมา พยายามเอานิ้วมือขวาแตะนิ้วมือซ้ายที่กลางหลังให้ได้มากที่สุด ค้างไว้ท่านั้น 10 วินาที แล้วเปลี่ยนแขนอีกข้าง ค้างไว้ 10 วินาทีเท่ากัน สามารถทำได้เรื่อยๆ จนกว่าอาการปวดจะดีขึ้น

3. นอนราบแผ่นหลังติดพื้น
หาที่นอนที่ไม่นุ่มและไม่แข็งจนเกินไป แต่มีพื้นแบนราบพอที่จะนอนลงไปได้สบายๆ ดันแผ่นหลังให้ติดพื้น เกร็งหน้าท้อง ค้างไว้ 10 วินาที แล้วพัก จากนั้นทำซ้ำราว 2-3 ครั้ง ช่วยให้แผ่นหลังที่อ่อนล้า กลับเข้ามาอยู่ในสภาพปกติ จัดเรียงกระดูกและกล้ามเนื้อให้กลับมาเข้าที่เหมือนเดิม เห็นทำง่ายๆ แค่นี้ แต่ได้ผลดีเชียวล่ะ

4. นอนงอเข่า
นอนราบ ยกเข่าขึ้นมาทีละข้าง ไช้แขนดึงรั้งเอาไว้ ค้างไว้ 10 วินาที สลับขายกค้างไว้ 10 นาทีเท่ากัน วิธีนี้ช่วยลดอาการปวดหลังบริเวณหลังส่วนล่าง ส่วนใกล้สะโพก หรือบางคนปวดหลังแล้วร้าวลงสะโพก และขา

5.ประคบน้ำแข็ง
ใช้ถุงน้ำแข็ง หรือ ice pack เลื่อนไปตามแนวหลังคล้ายการนวดราว 5-10 นาที อาจจะให้คนใกล้ชิดช่วยทำให้เพราะเราอาจทำเองไม่สะดวก ความเย็นจากน้ำแข็งจะช่วยลดการอักเสบของกล้ามเนื้อได้

10 วิธี วิ่งอย่างไร ไม่ให้ปวดเข่าอาการปวดเข่าที่พบได้บ่อยจากการวิ่ง เกิดจากการบาดเจ็บซ้ำๆ ของกระดูกอ่อนของกระดูกสะบ้าหัว...
05/07/2022

10 วิธี วิ่งอย่างไร ไม่ให้ปวดเข่า

อาการปวดเข่าที่พบได้บ่อยจากการวิ่ง เกิดจากการบาดเจ็บซ้ำๆ ของกระดูกอ่อนของกระดูกสะบ้าหัวเข่า และกระดูกหัวเข่า โดยมักทำให้เกิดอาการปวดด้านหน้าของข้อเข่าแต่อยู่ด้านหลังของกระดูกสะบ้า อาการปวดมักเป็นมากขึ้นเวลาขึ้นลงบันได หรือเวลานั่งยองๆ เป็นเวลานาน

นอกจากนี้ในกีฬาที่ต้องมีการกระโดด เช่น บาสเกตบอล ก็อาจเกิดการบาดเจ็บซ้ำๆ ของเอ็นที่อยู่ใต้ต่อกระดูกสะบ้าร่วมด้วยการวิ่งขึ้นลงเนินบ่อยๆ หรือต้องมีการงอเข่ามากๆ อาจจะทำให้เกิดการเสียดสีของพังผืดที่อยู่ด้านข้างนอกของเข่า ทำให้เกิดอาการปวดบริเวณด้านนอกของข้อเข่าได้ ผู้ที่มีข้อเข่าเสื่อมและใส่รองเท้าที่ไม่มียางกันกระแทกหรือ Air Cushion กันกระแทกอย่างเพียงพอ อาจเกิดอาการปวดบริเวณด้านในของข้อเข่าได้

มาดู 10 วิธี วิ่งไม่ปวดเข่า เพราะการวิ่งเป็นการออกกำลังกายแบบแอโรบิกที่ดีและทำได้ง่าย แต่บางครั้งเทคนิคการวิ่งที่ไม่ถูกต้องรองเท้าหรือบริเวณที่วิ่งไม่เหมาะสม มีภาวะโรคเกี่ยวกับข้อหรือสภาพร่างกายไม่อำนวย ก็อาจทำให้เกิดอาการบาดเจ็บได้ โดยเป็นการบาดเจ็บซ้ำๆ ของกระดูกอ่อน ของกระดูกสะบ้าหัวเข่าและกระดูกหัวเข่า จอร์จจึงแนะนำเทคนิคการป้องกันไม่ให้เกิดอาการ ปวดเข่าขณะวิ่ง มีดังนี้

1. การยืดกล้ามเนื้อรอบเข่าและข้อเท้าให้เพียงพอ
ควรยืดช้าๆ ค้างไว้ 10 – 15 วินาทีต่อครั้ง และหมั่นออกกำลัง กล้ามเนื้อต้นขาโดยการเหยียดเข่าตรงและเกร็งค้างไว้ 5 วินาทีต่อครั้ง ทำประมาณ 10 – 20 ครั้งต่อวัน

2. วอร์มอัพให้เพียงพอ
โดยเริ่มจากการเดินเร็วหรือ วิ่งเหยาะๆ ก่อนที่จะวิ่งเต็มที่ เพื่อการปรับตัวของกล้ามเนื้อระบบไหลเวียนโลหิต และระบบการหายใจ

3. เลือกรองเท้าที่เหมาะสมกับการวิ่ง
ควรมีพื้นกันแรงกระแทกที่เพียงพอและมีความกระชับพอดีกับเท้า โดยทั่วไปถ้าต้อง การวิ่งออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ ให้เลือกรองเท้าแบบ Cross Training

4. ใช้อุปกรณ์เสริมอุ้งเท้า
ถ้าคุณมีเท้าแบนหรือไม่มีอุ้งเท้าสูงเพียงพอ เวลาวิ่งนานๆ อาจทำให้มีแรงปฏิกิริยาจากพื้นกระทำต่อข้อเท้าและข้อเข่าทำให้เกิด อาการปวดเข่าหรือข้อเท้าเรื้อรังได้ ควรไปพบแพทย์เพื่อขอคำปรึกษา หรือลองซื้อแผ่นยางเสริมอุ้งเท้ามาติดภายในรองเท้า

5. เลือกบริเวณวิ่งให้เหมาะสม
ควรเป็นพื้นที่เสมอกันไม่ควรวิ่งบริเวณที่เป็นพื้นเอียงหรือบริเวณที่มีการหักเลี้ยวอย่างเฉียบพลัน พื้นวิ่งที่ดีที่สุดคือพื้นยางสังเคราะห์หรือพื้นดิน เพราะมีความนุ่มและเก็บพลังงานเพื่อเปลี่ยนเป็นแรงส่งตัวได้ดี ถ้าจะวิ่งบนพื้นคอนกรีต ควรเลือกรองเท้าที่รับแรงกระแทกอย่างเพียงพอ

6. ไม่ควรวิ่งก้าวเท้ายาวเกินไป
หรือยกเข่าสูงเกินไป เพราะทำให้ข้อเข่าต้องงอมากเกินความจำเป็นทำให้เกิดปัญหา ปวดเข่าได้ง่ายขึ้น ส่วนแขนก็ควรงอเพียงเล็กน้อยและแกว่งข้างลำตัว ในกรณีที่คุณมีปัญหาปวดหลังหรือน้ำหนักตัวมาก ควรแกว่งแขน ให้ค่อนมาทางด้านหลังเพื่อไม่ให้ลำตัวก้มไปข้างหน้ามากเกินไปด้วย

7. ควรวิ่งโดยลงน้ำหนักที่ส้นเท้า
การวิ่งโดยลงน้ำหนักที่ปลายเท้านานๆ จะทำให้เกิดแรงกระชากพังผืดฝ่าเท้า ปวด กล้ามเนื้อน่อง และยังเกิดแนวแรงที่ผิดปกติที่ผ่านต่อข้อเข่าทำให้ต้องงอเข่ามากขึ้นขณะวิ่งอาจทำให้เกิดการปวดเข่าด้านหน้าอีกด้วย

8. ไม่ควรวิ่งขึ้นลงเนิน
ถ้าคุณมีปัญหาที่ข้อเข่าบ่อยๆ ถ้าจะวิ่งขึ้นเนินให้เอนลำตัวไปด้านหน้า ก้าวเท้าให้สั้นลง และมองตรงไปข้างหน้าไม่ควรแหงนหน้าขึ้น ถ้าจะวิ่งลงเนินพยายามให้ลำตัวตั้งตรงเพื่อกันการเสียหลักได้ และควรก้าวเท้าให้ยาวขึ้นและเร็วขึ้นกว่าปกติ

9. ระยะทางที่วิ่งต้องเหมาะสม
ถ้าจะเพิ่มระยะทาง ก็ควรเพิ่มช้าๆ ในแต่ละสัปดาห์

10. ค่อยๆ ลดความเร็วลง เมื่อใกล้จะหยุดวิ่ง
ควรเดินต่ออีกสักพักเพื่อให้ร่างกายได้ชะเอากรดแล็กติกออกไปจากกล้ามเนื้อบ้าง ช่วยลดอาการปวดกล้ามเนื้อหลังวิ่งในวันรุ่งขึ้น

ขอขอบคุณข้อมูล tvdirect

ที่อยู่

18/219 ซ.หทัยราษฎร์ 39 สามวาตะวันตก คลองสามวา กทม.10510
Bangkok
10510

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ D-boone ดีบูเน่ ดูและกระดูกและไขข้อ โทร 062 597 5459ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์