19/04/2026
การปรับอาหารสำหรับผู้ป่วย/ผู้สูงอายุโรคไต
ลองนำไปปรับใช้กันดูนะคะ😊
🥦✨ หลักการปรับโภชนาการ
สำหรับผู้ป่วยโรคไต ระยะ 3b-5 ✨🥗
ในปัจจุบัน "โรคไต" กลายเป็นปัญหาสุขภาพที่ใกล้ตัวมากขึ้น หลายๆ คนอาจเคยได้ยินว่าการปรับอาหารมีความสำคัญมากสำหรับผู้ป่วยโรคไต แต่หลายครั้งก็ไม่แน่ใจว่าควรจะต้องปรับอาหารอย่างไรดี โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคไตระยะ 3b-5 ซึ่งเป็นช่วงที่ไตเสื่อมค่อนข้างมาก จำเป็นต้องควบคุมอาหารอย่างเข้มงวดเพื่อชะลออาการไม่ให้แย่ลงไปอีก วันนี้เราจะมาแนะนำหลักการเลือกทานอาหารเบื้องต้นเพื่อให้ทุกคนดูแลตัวเองหรือคนที่รักได้อย่างถูกต้องและปลอดภัยค่ะ 😊
1️⃣ 🍗 การเลือกเนื้อสัตว์ที่เหมาะสม
เนื้อสัตว์เป็นแหล่งโปรตีนสำคัญ แต่สำหรับผู้ป่วยโรคไตระยะ 3b-5 ควรบริโภคให้น้อยลง ประมาณ 2-3 ช้อนโต๊ะต่อมื้อก็เพียงพอค่ะ เนื่องจากไตไม่สามารถกำจัดของเสียจากโปรตีนได้ดีเหมือนเดิม โดยแนะนำให้เลือกเนื้อสัตว์ไขมันต่ำ เช่น ปลา กุ้ง เนื้อไก่ (ไม่ติดหนัง) และไข่ขาว
🔸 หลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์แดงและเครื่องในสัตว์ เช่น เนื้อวัว เนื้อควาย ส่วนเนื้อหมูควรจำกัดปริมาณไม่เกิน 2-3 มื้อต่อสัปดาห์ หรือตามคำแนะนำแพทย์เพราะขึ้นอยู่กับระยะไต
🔸 หลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์แปรรูป เช่น ไส้กรอก แฮม หมูยอ แหนม กุนเชียง เพราะอาหารกลุ่มนี้มีโซเดียมและสารปรุงแต่งสูงมาก ซึ่งจะทำให้ไตทำงานหนักขึ้น
2️⃣ 🥬 ผักที่ควรเลือกทาน
แม้ผักจะมีประโยชน์มากมาย แต่ผู้ป่วยโรคไตต้องเลือกผักที่มีโพแทสเซียมต่ำไว้ก่อน โดยแนะนำให้เน้นผักที่มีสีอ่อนๆ เช่น ผักกาดขาว ฟัก บวบ ถั่วงอก ฟักเขียว กะหล่ำปลี
🔹 หลีกเลี่ยงผักที่มีสีเข้มหรือมีโพแทสเซียมสูง เช่น คะน้า มะเขือเทศ ผักโขม แครอท มันฝรั่ง เพราะโพแทสเซียมที่สูงเกินไปอาจส่งผลต่อหัวใจและกล้ามเนื้อค่ะ
🔹 เคล็ดลับ: ให้นำผักไปต้มน้ำทิ้ง 1 ครั้งก่อนนำมาประกอบอาหาร เพื่อช่วยลดปริมาณโพแทสเซียมได้อีกทางหนึ่งค่ะ
3️⃣ 🍎 ผลไม้ที่ปลอดภัยต่อไต
ผลไม้เป็นอีกสิ่งที่ช่วยเพิ่มความสดชื่น แต่ก็ควรจำกัดปริมาณอยู่ที่ 150-200 กรัมต่อวัน โดยเน้นผลไม้โพแทสเซียมต่ำ เช่น สาลี่ แอปเปิ้ล ชมพู่
🔹 ผลไม้ที่ควรหลีกเลี่ยงคือผลไม้โพแทสเซียมสูง เช่น กล้วยทุกชนิด มะม่วงสุก แก้วมังกร มะละกอสุก ทุเรียน ขนุน ซึ่งอาจทำให้ระดับโพแทสเซียมสูงเกินไป ส่งผลเสียต่อการทำงานของหัวใจและไตค่ะ
4️⃣ 🧂 ระวัง "โซเดียม" อย่างเข้มงวด
ผู้ป่วยโรคไตควรได้รับโซเดียมไม่เกินวันละ 1800 มิลลิกรัมเท่านั้นค่ะ หลายคนอาจยังไม่ทราบว่าเครื่องปรุงทั่วไปมีโซเดียมสูงมาก เช่น น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะมีโซเดียมถึง 1590 มก. ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนโต๊ะมีถึง 1300 มก.
🔸 แนะนำให้ปรุงอาหารโดยใช้เครื่องปรุงเพียง 1 ช้อนชาต่อมื้อก็เพียงพอ
🔸 งดอาหารที่มีโซเดียมสูง เช่น ไส้กรอก แฮม ไข่เค็ม ปลาเค็ม ปลาร้า บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และอาหารหมักดองทุกชนิด
🔸 ลดการซดน้ำซุปหรือน้ำแกงเพราะมีโซเดียมปริมาณมากค่ะ
5️⃣ 🌾 ฟอสฟอรัสต้องคุมให้ดี
ฟอสฟอรัสที่สูงเกินไปจะทำให้เกิดปัญหากับกระดูกและหัวใจ ผู้ป่วยโรคไตจึงควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีฟอสฟอรัสสูงอย่างเข้มงวด เช่น ข้าวกล้อง ข้าวไรซ์เบอรี่ ขนมปังโฮลวีต ถั่วเปลือกแข็ง นมและผลิตภัณฑ์นม ไข่แดง และปลาตัวเล็กตัวน้อย
🔹 ขนมที่มีส่วนผสมไข่แดง เช่น ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง ก็ไม่ควรทานเช่นกันค่ะ
6️⃣ 🍜 คาร์โบไฮเดรตเลือกแบบโปรตีนต่ำ
แนะนำแหล่งคาร์โบไฮเดรตที่เป็นแป้งปลอดโปรตีน เช่น วุ้นเส้น เส้นเซี่ยงไฮ้ เส้นแก้ว เส้นบุก ซึ่งจะช่วยควบคุมระดับโปรตีนในอาหารแต่ละวันได้ง่ายขึ้น
🔸 เมนูแนะนำที่เหมาะสม เช่น ยำวุ้นเส้น ยำเส้นแก้ว แต่หลีกเลี่ยงขนมที่มีส่วนผสมน้ำกะทินะคะ
🔸 ข้าวขาวหรือขนมปังขาว สามารถทานได้ในปริมาณที่เหมาะสม แต่ควรจำกัดปริมาณไม่ให้มากเกินไปค่ะ ส่วนข้าวกล้อง ข้าวไรซ์เบอร์รี่ หรือขนมปังโฮลวีตควรหลีกเลี่ยง เพราะมีปริมาณฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมที่สูงกว่า ซึ่งจะทำให้ไตทำงานหนักขึ้นและส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาวได้ค่ะ
7️⃣ 🥑 แหล่งไขมันที่ปลอดภัย
เลือกไขมันชนิดดี เป็นไขมันไม่อิ่มตัวจากพืช เช่น น้ำมันมะกอก น้ำมันรำข้าว น้ำมันดอกคำฝอย
🔹 หลีกเลี่ยงไขมันจากสัตว์ เนย มาการีน และไขมันจากถั่วเปลือกแข็งที่มีฟอสฟอรัสสูงด้วยนะคะ
8️⃣ 🚰 ดื่มน้ำและเครื่องดื่มที่เหมาะสม
สำหรับผู้ป่วยโรคไต ควรดื่มน้ำและเครื่องดื่มให้พอดีกับสภาพร่างกาย เช็คปริมาณปัสสาวะที่ออกต่อวัน และควรชั่งน้ำหนักทุกวัน น้ำหนักควรคงที่หรือเปลี่ยนแปลงไม่มาก หากน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น ต้องลดปริมาณน้ำลงค่ะ
🔸 ในผู้ที่ปัสสาวะยังออกได้ดี อาจไม่มีปัญหาบวม ยังดื่มน้ำได้ปกติ ไม่เกินวันละ 2-3 ลิตร
🔸 หรือคำนวณจากน้ำหนักตัว สูตรคือ น้ำหนัก (กิโลกรัม) คูณด้วย 2.2 คูณด้วย 30 หารด้วย 2 จะได้เป็นปริมาณน้ำเป็นมิลลิลิตรที่เราควรดื่มใน 1 วัน
🔸 หรือสังเกตจากสีปัสสาวะ สีที่เหมาะสมคือเหลืองอ่อนถึงเหลืองทองค่ะ
🔸 หากมีอาการบวมน้ำ เช่น เท้าบวม มือบวม หอบเหนื่อย น้ำหนักขึ้นเร็วใน 1-2 วัน หรือปัสสาวะน้อยลง ต้องจำกัดน้ำเหลือเพียง 700-1000 มิลลิลิตรต่อวัน และรีบปรึกษาแพทย์นะคะ
💡 อย่างไรก็ตาม การแนะนำอาหารทั้งหมดนี้เป็นหลักการทั่วไปเท่านั้น การรับประทานจริงควรขึ้นอยู่กับผลเลือดและสภาพร่างกายของแต่ละบุคคลด้วยค่ะ เช่น หากผู้ป่วยไปตรวจแล้วพบว่าระดับโพแทสเซียมต่ำกว่าปกติ แพทย์ก็อาจแนะนำให้รับประทานผักหรือผลไม้ที่มีโพแทสเซียมสูงขึ้นได้บ้าง หรือบางรายที่ระดับฟอสฟอรัสต่ำ ก็สามารถรับประทานอาหารที่มีฟอสฟอรัสสูงได้ในปริมาณที่เหมาะสม ดังนั้น จึงควรติดตามผลเลือดเป็นระยะ และปรึกษานักโภชนาการหรือแพทย์ผู้ดูแลอยู่เสมอนะคะ 😊
นอกจากนี้ ผู้ป่วยก็ควรออกกำลังกายเบาๆ อย่างสม่ำเสมอ เพื่อช่วยให้ไตขับของเสียออกทางเหงื่อ เช่น เดินเร็ว โยคะเบาๆ หรือปั่นจักรยาน หากทำตามหลักการนี้อย่างสม่ำเสมอ จะช่วยชะลอการเสื่อมของไตและทำให้สุขภาพโดยรวมดีขึ้นได้ค่ะ ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่กำลังดูแลสุขภาพไตอยู่นะคะ ❤️✨
สนับสนุนโดย
PreB4 พรีไบโอติกจาก Bluzone ช่วยปรับสมดุลลำไส้เสริมเกราะป้องกันภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงจากภายใน
🛒 https://s.shopee.co.th/6AejTihx8e
#โรคไต #ผู้ป่วยโรคไต