Vively Home Care บริการดูแลผู้สูงอายุ ผู้ป่วยสมองเสื่อม อัลไซเมอร์ ผู้ป่วยพาร์กินสัน และผู้ป่วยระยะพักฟื้น

24/04/2026

🎨 ภาษาศิลปะเป็น "ภาษาใหม่" ที่ช่วยให้ระบายความรู้สึกและสื่อสารสิ่งที่อยู่ในใจออกมา ในผู้ป่วยสมองเสื่อมที่มีปัญหาการสื่อสาร #สมองเสื่อม #ศิลปะบำบัด #กระตุ้นผู้สูงอายุ #ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ #ไวฟ์ลี่โฮมแคร์

🎨 ภาษาศิลปะ ภาษาที่เมื่อเริ่มมีปัญหาด้านการสื่อสาร ทั้งการพูด การอ่าน การเขียน ศิลปะจะกลายเป็น "ภาษาใหม่" ที่ช่วยให้ระบา...
23/04/2026

🎨 ภาษาศิลปะ ภาษาที่เมื่อเริ่มมีปัญหาด้านการสื่อสาร ทั้งการพูด การอ่าน การเขียน ศิลปะจะกลายเป็น "ภาษาใหม่" ที่ช่วยให้ระบายความรู้สึกและสื่อสารสิ่งที่อยู่ในใจออกมา

🎨ศิลปะชะลอความเสื่อม : ช่วยกระตุ้นการทำงานประสานกันของสมอง สายตา และกล้ามเนื้อมัดเล็ก

🎨ศิลปะช่วยลดปัญหาพฤติกรรม เช่น ความเครียด อาการกระวนกระวาย อาการซึมเศร้า ช่วยให้ผู้ป่วยสงบลง และจดจ่อกับชิ้นงานที่ทำ

🎨ศิลปะสร้างความภูมิใจในตัวเอง : การได้สร้างผลงานด้วยตัวเองช่วยให้ผู้ป่วยสมองเสื่อมรับรู้ถึงคุณค่าในตัวเอง (Self-esteem) แม้ความจำบางส่วนจะหายไป

🎨ศิลปะช่วยให้ระลึกถึงความทรงจำเดิม : เช่น กิจกรรมวาดภาพ/ระบายสีรูปสัตว์ อาจจะทำให้ผู้ป่วยสมองเสื่อมนึกถึงสัตว์ที่เคยเลี้ยง

🖼️ รูปแบบกิจกรรมที่เหมาะสม เป็นกิจกรรมปลายเปิดให้อิสระในการทำ ไม่จำกัดเวลาหรือรูปแบบ เช่น การระบายสีหรือวาดภาพตามแบบง่ายๆ หรือ การฟังเพลงที่คุ้นเคยเพื่อสร้างบรรยากาศผ่อนคลาย และ การเขียนบันทึกเรื่องราวต่างๆ ในชีวิตประจำวัน

💖 การใช้กิจกรรมศิลปะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการเปิดโลกการสื่อสารใหม่ให้กับผู้ป่วยสมองเสื่อม

📍ติดต่อสอบถามข้อมูล และ นัดเข้าชมสถานที่
☎️ โทร : 0915191659,0863498278
🆔 Line :
📍ที่อยู่ : 156 ซอยศูนย์วิจัย 6 (หมู่บ้านศรีนคร) แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กทม.
_ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _
#สมองเสื่อม #อัลไซเมอร์ #ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ #ไวฟ์ลี่ย์โฮมแคร์ #ผู้สูงอายุ #การสื่อสาร #สังคม #หลงลืม #ศิลปะ #ศิลปะบำบัด

ระวัง ❗️❗️ 6 โรคร้ายที่มากับหน้าร้อน 🔥🔥🔥
22/04/2026

ระวัง ❗️❗️ 6 โรคร้ายที่มากับหน้าร้อน 🔥🔥🔥

☀️🌤️ก็แดดมันร้อนนนน! 🥵
ระวัง 6 โรคร้าย ที่มักมากับหน้าร้อน 🤮🤢🫩
🥵🔥 ใครที่รู้สึกว่าช่วงนี้แดดแรงจนแสบผิว บอกเลยว่าเชื้อโรคและแบคทีเรียเขาก็ชอบอากาศแบบนี้สุดๆ ค่ะ ยิ่งร้อน ยิ่งเจริญเติบโตไว ทำให้อาหารบูดเสียง่ายกว่าปกติหลายเท่าตัว เผลอแป๊บเดียววางทิ้งไว้ หันมาอีกทีอาจกลายเป็นยาพิษทำร้ายท้องไส้เราได้เลย วันนี้เราเลยรวบรวมข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับ 6 โรคร้ายที่ชอบมาเคาะประตูบ้านเราในหน้าร้อน พร้อมวิธีรับมือมาฝากกันค่ะ จะได้ดูแลตัวเองและคนที่รักให้ปลอดภัย ห่างไกลโรงพยาบาลนะคะ ✨
1️⃣ โรคอุจจาระร่วง (Acute Diarrhea)
โรคยอดฮิตที่ครองแชมป์ทุกหน้าร้อนค่ะ สาเหตุหลักมาจากการทานอาหารหรือดื่มน้ำที่มีเชื้อโรคปนเปื้อน โดยเฉพาะอาหารสุกๆ ดิบๆ หรืออาหารที่ทำทิ้งไว้นานแล้วมีแมลงวันตอม น้ำแข็งที่ไม่สะอาดก็เป็นตัวการสำคัญนะคะ อาการที่สังเกตได้คือ ถ่ายเหลวเป็นน้ำ หรือบางทีอาจมีมูกเลือดปน ปวดท้องมวนๆ คลื่นไส้ อาเจียน ถ้าเริ่มมีอาการ แนะนำให้จิบน้ำผสมผงเกลือแร่ (ORS) บ่อยๆ เพื่อทดแทนน้ำที่เสียไป แต่ถ้าดื่มแล้วยังเพลียมาก หรือถ่ายไม่หยุด ต้องรีบไปหาหมอนะคะ
2️⃣ โรคอาหารเป็นพิษ (Food Poisoning)
ชื่อนี้คุ้นหูกันดี และเป็นกันบ่อยมาก เกิดจากสารพิษ (Toxin) ของแบคทีเรียที่ตกค้างอยู่ในอาหาร อาหารที่เสี่ยงมากคือพวกราดแกงกะทิที่อุ่นซ้ำๆ หรืออาหารทะเลที่ปรุงไม่สุกดี อาการจะคล้ายกับอุจจาระร่วง แต่จุดเด่นคือมักจะมีอาการคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วยอย่างรุนแรง บางคนอาจไม่มีไข้ แต่ถ้าถ่ายมากจนร่างกายขาดน้ำ อาจต้องได้รับน้ำเกลือช่วยค่ะ
3️⃣ โรคบิด (Dysentery)
โรคนี้ไม่ได้มาเล่นๆ เพราะเชื้อแบคทีเรียจะเข้าไปทำลายเยื่อบุลำไส้ อาการเด่นคือ ปวดบิดในท้องเหมือนลำไส้ถูกบิดผ้าขนหนู ถ่ายกะปริบกะปรอย และอุจจาระมักมีมูกหรือเลือดปนมาด้วย แถมยังมีไข้ขึ้น ปวดเมื่อยตามตัว บางคนอาจคิดว่าหายเองได้ แต่จริงๆ แล้วเชื้ออาจยังแฝงอยู่และกลับมาเป็นซ้ำได้ ดังนั้นการรักษาที่ถูกต้องและการทานยาให้ครบตามแพทย์สั่งจึงสำคัญมากค่ะ
4️⃣ ไทฟอยด์ (Typhoid)
หรือที่คนไทยเรียกกันว่า "ไข้รากสาดน้อย" โรคนี้อันตรายกว่าที่คิดนะคะ เชื้อโรคจะปนเปื้อนมากับอาหารและน้ำดื่ม อาการที่น่าสังเกตคือ มีไข้สูงลอยตลอดวัน ปวดหัวรุนแรง เบื่ออาหาร และที่แปลกกว่าไข้ทั่วไปคือ หัวใจมักจะเต้นช้าลง (ปกติคนมีไข้หัวใจจะเต้นเร็ว) ในรายที่เป็นหนักๆ อาจคลำเจอม้ามโตได้เลย การป้องกันที่ดีที่สุดนอกจากการเลือกกินอาหารสะอาดแล้ว ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันด้วยนะคะ ใครที่ต้องเดินทางบ่อยๆ หรืออยู่ในพื้นที่เสี่ยง ลองปรึกษาคุณหมอดูได้ค่ะ
5️⃣ อหิวาตกโรค (Cholera)
โรคเก่าแก่ที่ยังคงน่ากลัวค่ะ อาการสำคัญคือ "ถ่ายเหลวเป็นน้ำซาวข้าว" คือถ่ายออกมาเป็นน้ำขุ่นๆ ขาวๆ ปริมาณมากโดยไม่มีอาการปวดท้องมาก่อน ทำให้ร่างกายเสียน้ำและเกลือแร่อย่างรวดเร็วและรุนแรงมาก หากรักษาไม่ทันอาจช็อกและเสียชีวิตได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง การปฐมพยาบาลเบื้องต้นคือการเติมน้ำและเกลือแร่ให้เร็วที่สุด แล้วรีบนำส่งโรงพยาบาลทันทีค่ะ
6️⃣ โรคพิษสุนัขบ้า (Rabies)
หลายคนสงสัยว่าทำไมมาอยู่หมวดหน้าร้อน จริงๆ แล้วโรคนี้เกิดได้ทุกฤดูค่ะ แต่ในหน้าร้อนสัตว์เลี้ยงมักจะหงุดหงิดง่ายกว่าปกติ ทำให้มีโอกาสกัดหรือข่วนเราได้มากขึ้น โรคนี้เมื่อไหร่ที่แสดงอาการแล้ว "เสียชีวิต 100%" ไม่มียารักษาให้หายขาดนะคะ ดังนั้นถ้าโดนสุนัข แมว หรือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมกัด ข่วน หรือแม้แต่น้ำลายกระเด็นเข้าตา ต้องรีบล้างแผลด้วยสบู่และน้ำสะอาดทันที แล้วไปฉีดวัคซีนป้องกันให้ครบชุด ส่วนใครที่มีสัตว์เลี้ยง อย่าลืมพาน้องๆ ไปฉีดวัคซีนประจำปีด้วยนะคะ เป็นการป้องกันทั้งน้องและตัวเราเองค่ะ
🥘 ระวังพิเศษ! เมนูเสี่ยงบูดง่ายในหน้าร้อน
อยากให้ระวังเมนูเหล่านี้เป็นพิเศษค่ะ เพราะเสียง่ายมากหากวางทิ้งไว้ข้างนอก
🔸 อาหารที่มีกะทิ (แกงเขียวหวาน พะแนง ขนมหวานใส่กะทิ)
🔸 ส้มตำ ยำต่างๆ (โดยเฉพาะที่มีปูเค็ม ปูม้าดิบ)
🔸 ข้าวมันไก่ (ตัวข้าวมีความมัน เชื้อชอบมาก)
🔸 ขนมจีน (เส้นหมัก เสียง่ายถ้าอากาศร้อนจัด)
💡 ข้อควรปฏิบัติในช่วงหน้าร้อนนี้
ก่อนรับประทานอาหารทุกมื้อในช่วงนี้ ขอให้ใช้ "ประสาทสัมผัสทั้ง 3" เช็กก่อนเสมอค่ะ คือ ตาดู (สีเปลี่ยนไหม มีฟองปุดหรือเปล่า) จมูกดม (กลิ่นเปรี้ยวแปลกๆ ไหม) และ ลิ้นแตะ (รสชาติเปลี่ยนไปจากเดิมหรือไม่) หากผิดปกติแม้แต่นิดเดียว ให้ทิ้งทันที อย่าเสียดายนะคะ เพราะค่ารักษาแพงกว่าค่าข้าวแน่นอนค่ะ และที่สำคัญ ยึดหลัก "กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ" ไว้เสมอ ปลอดภัยที่สุดค่ะ 💧🧼
ที่มา:
https://ddc.moph.go.th/uploads/publish/1686320250311080656.pdf
https://www.tessabanpua.com/37513/
#อย่าฝากชีวิตไว้กับหมอ #แดดร้อน #โรคที่มากับหน้าร้อน #โรคอุจจาระร่วง #โรคอาหารเป็นพิษ #โรคบิด

การปรับอาหารสำหรับผู้ป่วย/ผู้สูงอายุโรคไตลองนำไปปรับใช้กันดูนะคะ😊
19/04/2026

การปรับอาหารสำหรับผู้ป่วย/ผู้สูงอายุโรคไต

ลองนำไปปรับใช้กันดูนะคะ😊

🥦✨ หลักการปรับโภชนาการ
สำหรับผู้ป่วยโรคไต ระยะ 3b-5 ✨🥗

ในปัจจุบัน "โรคไต" กลายเป็นปัญหาสุขภาพที่ใกล้ตัวมากขึ้น หลายๆ คนอาจเคยได้ยินว่าการปรับอาหารมีความสำคัญมากสำหรับผู้ป่วยโรคไต แต่หลายครั้งก็ไม่แน่ใจว่าควรจะต้องปรับอาหารอย่างไรดี โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคไตระยะ 3b-5 ซึ่งเป็นช่วงที่ไตเสื่อมค่อนข้างมาก จำเป็นต้องควบคุมอาหารอย่างเข้มงวดเพื่อชะลออาการไม่ให้แย่ลงไปอีก วันนี้เราจะมาแนะนำหลักการเลือกทานอาหารเบื้องต้นเพื่อให้ทุกคนดูแลตัวเองหรือคนที่รักได้อย่างถูกต้องและปลอดภัยค่ะ 😊

1️⃣ 🍗 การเลือกเนื้อสัตว์ที่เหมาะสม
เนื้อสัตว์เป็นแหล่งโปรตีนสำคัญ แต่สำหรับผู้ป่วยโรคไตระยะ 3b-5 ควรบริโภคให้น้อยลง ประมาณ 2-3 ช้อนโต๊ะต่อมื้อก็เพียงพอค่ะ เนื่องจากไตไม่สามารถกำจัดของเสียจากโปรตีนได้ดีเหมือนเดิม โดยแนะนำให้เลือกเนื้อสัตว์ไขมันต่ำ เช่น ปลา กุ้ง เนื้อไก่ (ไม่ติดหนัง) และไข่ขาว
🔸 หลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์แดงและเครื่องในสัตว์ เช่น เนื้อวัว เนื้อควาย ส่วนเนื้อหมูควรจำกัดปริมาณไม่เกิน 2-3 มื้อต่อสัปดาห์ หรือตามคำแนะนำแพทย์เพราะขึ้นอยู่กับระยะไต
🔸 หลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์แปรรูป เช่น ไส้กรอก แฮม หมูยอ แหนม กุนเชียง เพราะอาหารกลุ่มนี้มีโซเดียมและสารปรุงแต่งสูงมาก ซึ่งจะทำให้ไตทำงานหนักขึ้น

2️⃣ 🥬 ผักที่ควรเลือกทาน
แม้ผักจะมีประโยชน์มากมาย แต่ผู้ป่วยโรคไตต้องเลือกผักที่มีโพแทสเซียมต่ำไว้ก่อน โดยแนะนำให้เน้นผักที่มีสีอ่อนๆ เช่น ผักกาดขาว ฟัก บวบ ถั่วงอก ฟักเขียว กะหล่ำปลี
🔹 หลีกเลี่ยงผักที่มีสีเข้มหรือมีโพแทสเซียมสูง เช่น คะน้า มะเขือเทศ ผักโขม แครอท มันฝรั่ง เพราะโพแทสเซียมที่สูงเกินไปอาจส่งผลต่อหัวใจและกล้ามเนื้อค่ะ
🔹 เคล็ดลับ: ให้นำผักไปต้มน้ำทิ้ง 1 ครั้งก่อนนำมาประกอบอาหาร เพื่อช่วยลดปริมาณโพแทสเซียมได้อีกทางหนึ่งค่ะ

3️⃣ 🍎 ผลไม้ที่ปลอดภัยต่อไต
ผลไม้เป็นอีกสิ่งที่ช่วยเพิ่มความสดชื่น แต่ก็ควรจำกัดปริมาณอยู่ที่ 150-200 กรัมต่อวัน โดยเน้นผลไม้โพแทสเซียมต่ำ เช่น สาลี่ แอปเปิ้ล ชมพู่
🔹 ผลไม้ที่ควรหลีกเลี่ยงคือผลไม้โพแทสเซียมสูง เช่น กล้วยทุกชนิด มะม่วงสุก แก้วมังกร มะละกอสุก ทุเรียน ขนุน ซึ่งอาจทำให้ระดับโพแทสเซียมสูงเกินไป ส่งผลเสียต่อการทำงานของหัวใจและไตค่ะ

4️⃣ 🧂 ระวัง "โซเดียม" อย่างเข้มงวด
ผู้ป่วยโรคไตควรได้รับโซเดียมไม่เกินวันละ 1800 มิลลิกรัมเท่านั้นค่ะ หลายคนอาจยังไม่ทราบว่าเครื่องปรุงทั่วไปมีโซเดียมสูงมาก เช่น น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะมีโซเดียมถึง 1590 มก. ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนโต๊ะมีถึง 1300 มก.
🔸 แนะนำให้ปรุงอาหารโดยใช้เครื่องปรุงเพียง 1 ช้อนชาต่อมื้อก็เพียงพอ
🔸 งดอาหารที่มีโซเดียมสูง เช่น ไส้กรอก แฮม ไข่เค็ม ปลาเค็ม ปลาร้า บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และอาหารหมักดองทุกชนิด
🔸 ลดการซดน้ำซุปหรือน้ำแกงเพราะมีโซเดียมปริมาณมากค่ะ

5️⃣ 🌾 ฟอสฟอรัสต้องคุมให้ดี
ฟอสฟอรัสที่สูงเกินไปจะทำให้เกิดปัญหากับกระดูกและหัวใจ ผู้ป่วยโรคไตจึงควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีฟอสฟอรัสสูงอย่างเข้มงวด เช่น ข้าวกล้อง ข้าวไรซ์เบอรี่ ขนมปังโฮลวีต ถั่วเปลือกแข็ง นมและผลิตภัณฑ์นม ไข่แดง และปลาตัวเล็กตัวน้อย
🔹 ขนมที่มีส่วนผสมไข่แดง เช่น ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง ก็ไม่ควรทานเช่นกันค่ะ

6️⃣ 🍜 คาร์โบไฮเดรตเลือกแบบโปรตีนต่ำ
แนะนำแหล่งคาร์โบไฮเดรตที่เป็นแป้งปลอดโปรตีน เช่น วุ้นเส้น เส้นเซี่ยงไฮ้ เส้นแก้ว เส้นบุก ซึ่งจะช่วยควบคุมระดับโปรตีนในอาหารแต่ละวันได้ง่ายขึ้น
🔸 เมนูแนะนำที่เหมาะสม เช่น ยำวุ้นเส้น ยำเส้นแก้ว แต่หลีกเลี่ยงขนมที่มีส่วนผสมน้ำกะทินะคะ
🔸 ข้าวขาวหรือขนมปังขาว สามารถทานได้ในปริมาณที่เหมาะสม แต่ควรจำกัดปริมาณไม่ให้มากเกินไปค่ะ ส่วนข้าวกล้อง ข้าวไรซ์เบอร์รี่ หรือขนมปังโฮลวีตควรหลีกเลี่ยง เพราะมีปริมาณฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมที่สูงกว่า ซึ่งจะทำให้ไตทำงานหนักขึ้นและส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาวได้ค่ะ

7️⃣ 🥑 แหล่งไขมันที่ปลอดภัย
เลือกไขมันชนิดดี เป็นไขมันไม่อิ่มตัวจากพืช เช่น น้ำมันมะกอก น้ำมันรำข้าว น้ำมันดอกคำฝอย
🔹 หลีกเลี่ยงไขมันจากสัตว์ เนย มาการีน และไขมันจากถั่วเปลือกแข็งที่มีฟอสฟอรัสสูงด้วยนะคะ

8️⃣ 🚰 ดื่มน้ำและเครื่องดื่มที่เหมาะสม
สำหรับผู้ป่วยโรคไต ควรดื่มน้ำและเครื่องดื่มให้พอดีกับสภาพร่างกาย เช็คปริมาณปัสสาวะที่ออกต่อวัน และควรชั่งน้ำหนักทุกวัน น้ำหนักควรคงที่หรือเปลี่ยนแปลงไม่มาก หากน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น ต้องลดปริมาณน้ำลงค่ะ
🔸 ในผู้ที่ปัสสาวะยังออกได้ดี อาจไม่มีปัญหาบวม ยังดื่มน้ำได้ปกติ ไม่เกินวันละ 2-3 ลิตร
🔸 หรือคำนวณจากน้ำหนักตัว สูตรคือ น้ำหนัก (กิโลกรัม) คูณด้วย 2.2 คูณด้วย 30 หารด้วย 2 จะได้เป็นปริมาณน้ำเป็นมิลลิลิตรที่เราควรดื่มใน 1 วัน
🔸 หรือสังเกตจากสีปัสสาวะ สีที่เหมาะสมคือเหลืองอ่อนถึงเหลืองทองค่ะ
🔸 หากมีอาการบวมน้ำ เช่น เท้าบวม มือบวม หอบเหนื่อย น้ำหนักขึ้นเร็วใน 1-2 วัน หรือปัสสาวะน้อยลง ต้องจำกัดน้ำเหลือเพียง 700-1000 มิลลิลิตรต่อวัน และรีบปรึกษาแพทย์นะคะ

💡 อย่างไรก็ตาม การแนะนำอาหารทั้งหมดนี้เป็นหลักการทั่วไปเท่านั้น การรับประทานจริงควรขึ้นอยู่กับผลเลือดและสภาพร่างกายของแต่ละบุคคลด้วยค่ะ เช่น หากผู้ป่วยไปตรวจแล้วพบว่าระดับโพแทสเซียมต่ำกว่าปกติ แพทย์ก็อาจแนะนำให้รับประทานผักหรือผลไม้ที่มีโพแทสเซียมสูงขึ้นได้บ้าง หรือบางรายที่ระดับฟอสฟอรัสต่ำ ก็สามารถรับประทานอาหารที่มีฟอสฟอรัสสูงได้ในปริมาณที่เหมาะสม ดังนั้น จึงควรติดตามผลเลือดเป็นระยะ และปรึกษานักโภชนาการหรือแพทย์ผู้ดูแลอยู่เสมอนะคะ 😊

นอกจากนี้ ผู้ป่วยก็ควรออกกำลังกายเบาๆ อย่างสม่ำเสมอ เพื่อช่วยให้ไตขับของเสียออกทางเหงื่อ เช่น เดินเร็ว โยคะเบาๆ หรือปั่นจักรยาน หากทำตามหลักการนี้อย่างสม่ำเสมอ จะช่วยชะลอการเสื่อมของไตและทำให้สุขภาพโดยรวมดีขึ้นได้ค่ะ ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่กำลังดูแลสุขภาพไตอยู่นะคะ ❤️✨

สนับสนุนโดย
PreB4 พรีไบโอติกจาก Bluzone ช่วยปรับสมดุลลำไส้เสริมเกราะป้องกันภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงจากภายใน
🛒 https://s.shopee.co.th/6AejTihx8e

#โรคไต #ผู้ป่วยโรคไต

15/04/2026

💦สุขสันต์วันสงกรานต์ 2569 #ดูแลผู้สูงอายุ #สงกรานต์ #สรงน้ําพระ #รดน้ําดําหัว 💕🤩

💦 สุขสันต์วันสงกรานต์ 2569 💦  ขอให้ทุกท่านชีวิตชุ่มฉ่ำ เย็นใจเหมือนสายน้ำ 🫧สุขภาพแข็งแรง ไร้โรคภัย ไข้เจ็บ คิดหวังสิ่งใด...
13/04/2026

💦 สุขสันต์วันสงกรานต์ 2569 💦

ขอให้ทุกท่านชีวิตชุ่มฉ่ำ เย็นใจเหมือนสายน้ำ 🫧
สุขภาพแข็งแรง ไร้โรคภัย ไข้เจ็บ คิดหวังสิ่งใดขอให้สมปรารถนา เงินทองไหลมาเทมา มีรอยยิ้มและความสุขกายสบายใจตลอดปีและตลอดไป เดินทางปลอดภัยทุกเส้นทางนะคะ💕

ติดต่อสอบถามข้อมูล และ นัดเข้าชมสถานที่

☎️ โทร : 0915191659, 0863498278

🆔 Line :

💌 : vivelyhealth@gmail.com

📍ที่อยู่ : 156 ซอยศูนย์วิจัย 6 (หมู่บ้านศรีนคร) แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กทม
_ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _
#ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ #ไวฟ์ลี่ย์โฮมแคร์ #ดูแลคนชรา #อัลไซเมอร์ #สมองเสื่อม #หลงลืม #การดูแลผู้สูงอายุหรือผู้มีภาวะพึ่งพิง #ดูแลผู้สูงอายุ #ดูแลคนแก่ #สมองเสื่อม #ดูแลผู้ป่วยพักฟื้น #พยาบาลผู้สูงอายุ #ดูแลหลังผ่าตัด #ศูนย์ฟื้นฟู #ศูนย์วิจัย #กายภาพบำบัด #เวชศาสตร์ฟื้นฟู #ศูนย์วิจัย6 #หมู่บ้านศรีนคร #ห้วยขวาง #บางกะปิ #พระราม9 #สงกรานต์ #สงกรานต์2569 #ปีใหม่ไทย

12/04/2026

ภาพบรรยากาศงานทำบุญวันสงกรานต์ของไวฟ์ลี่ย์โฮมแคร์ 2569 ประเพณีปีใหม่ไทย เพื่อความเป็นสิริมงคล อยู่เย็นเป็นสุข 🏡👴🏻💖👵🏻🥳🔫💦 #วันสงกรานต์ #ปีใหม่ไทย #สงกรานต์2569 #ทําบุญไหว้พระ

เก็บภาพบรรยากาศงานทำบุญวันสงกรานต์ของไวฟ์ลี่ย์โฮมแคร์ 2569 ประเพณีปีใหม่ไทย เพื่อความเป็นสิริมงคล อยู่เย็นเป็นสุข ร่วมชม...
12/04/2026

เก็บภาพบรรยากาศงานทำบุญวันสงกรานต์ของไวฟ์ลี่ย์โฮมแคร์ 2569 ประเพณีปีใหม่ไทย เพื่อความเป็นสิริมงคล อยู่เย็นเป็นสุข ร่วมชมภาพแห่งความสุขกันค่ะ 🏡👴🏻💖👵🏻🥳🔫💦 #วันสงกรานต์ #ปีใหม่ไทย #สงกรานต์2569 #ทําบุญไหว้พระ

ชวนวัยเก๋า มาออกกำลังกายฟื้นฟูหัวใจกันค่ะ ⬆️💖
07/04/2026

ชวนวัยเก๋า มาออกกำลังกายฟื้นฟูหัวใจกันค่ะ ⬆️💖

👴👵คู่มือออกกำลังกายฉบับวัยเก๋า
ช่วยฟื้นฟูหัวใจและเพิ่มความแกร่งให้ร่างกาย 💖
เมื่ออายุมากขึ้น หลายท่านอาจจะมีความกังวลเรื่องสุขภาพหัวใจ โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือมีความเสี่ยงเกี่ยวกับโรคหัวใจอยู่แล้ว ความเชื่อเดิมๆ อาจจะบอกว่า "เป็นโรคหัวใจต้องอยู่นิ่งๆ" แต่ในความเป็นจริงแล้ว การอยู่นิ่งเกินไปอาจทำให้ร่างกายทรุดโทรมเร็วกว่าเดิมค่ะ
การขยับร่างกายและการออกกำลังกายอย่างถูกวิธี คือยาขนานเอกที่จะช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อหัวใจให้แข็งแรง ช่วยให้เราใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างคล่องตัว และลดความเสี่ยงของโรคร้ายต่างๆ ได้อย่างไม่น่าเชื่อ วันนี้เรามาดูแนวทางการออกกำลังกายที่เหมาะสมและปลอดภัยสำหรับผู้สูงอายุและผู้ห่วงใยสุขภาพหัวใจกันค่ะ
💙 ทำไมการขยับร่างกายถึงสำคัญต่อหัวใจ?
การมีกิจกรรมทางกาย (Physical Activity) และการออกกำลังกาย (Exercise) นั้นมีความแตกต่างกันเล็กน้อยค่ะ
▪️ กิจกรรมทางกายคือการขยับตัวในชีวิตประจำวัน เช่น การเดินขึ้นบันได การทำความสะอาดบ้าน หรือการเดินไปซื้อของ
▪️ ส่วนการออกกำลังกายคือการทำกิจกรรมที่เป็นระบบระเบียบ เช่น การว่ายน้ำ หรือการเข้าคลาสโยคะ แต่ไม่ว่าจะแบบไหน ทั้งสองอย่างล้วนส่งผลดีต่อหัวใจมหาศาลค่ะ
สมาคมโรคหัวใจอเมริกา (AHA) ระบุว่า ผู้ที่มีโรคหัวใจแต่ออกกำลังกายสม่ำเสมอ มักจะมีอายุยืนยาวกว่าและมีโอกาสเกิดภาวะหัวใจวายซ้ำน้อยกว่าผู้ที่ไม่ทำอะไรเลย นอกจากนี้ การขยับร่างกายยังช่วยลดความดันโลหิต ลดระดับน้ำตาลและคอเลสเตอรอลตัวร้าย (LDL) ช่วยให้นอนหลับดีขึ้น และลดความเครียดได้เป็นอย่างดี ซึ่งทั้งหมดนี้คือกุญแจสำคัญของการมีหัวใจที่แข็งแรงค่ะ 🏥
🏃‍♂️ 1. การออกกำลังกายแบบแอโรบิก (Aerobic Exercises)
หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า "คาร์ดิโอ" นั่นเองค่ะ การออกกำลังกายประเภทนี้จะเน้นการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ เช่น แขนและขา ให้ขยับอย่างต่อเนื่องและเป็นจังหวะ เป้าหมายคือทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้นและปอดทำงานมากขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายค่ะ
🔹 กิจกรรมที่แนะนำ
• การเดินเร็ว หรือเดินแกว่งแขนในสวนสาธารณะ
• การเต้นรำ หรือเข้าคลาสเต้นเบาๆ ที่เหมาะกับผู้สูงอายุ
• การปั่นจักรยานอยู่กับที่ หรือปั่นจักรยานชมวิวในที่ที่ปลอดภัย
• การว่ายน้ำ หรือแอโรบิกในน้ำ (Water Aerobics) ซึ่งดีมากสำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื่องข้อเข่า เพราะน้ำจะช่วยพยุงน้ำหนักตัวค่ะ
💪 2. การออกกำลังกายเพื่อสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ (Strength Training)
เมื่ออายุมากขึ้น มวลกล้ามเนื้อของเราจะลดลงตามธรรมชาติ การฝึกความแข็งแรงจึงสำคัญมาก เพื่อให้เรายังมีแรงในการทำกิจวัตรประจำวัน เช่น การถือตะกร้าผ้า การลุกจากเก้าอี้ หรือการอุ้มหลาน โดยไม่ต้องพึ่งพาคนอื่นมากเกินไปค่ะ การสร้างกล้ามเนื้อยังช่วยให้ระบบเผาผลาญทำงานได้ดีขึ้นด้วยนะคะ
🔹 กิจกรรมที่แนะนำ
• การยกน้ำหนักเบาๆ (อาจใช้ขวดน้ำใส่น้ำแทนดัมเบลได้)
• การใช้ยางยืดออกกำลังกาย (Resistance Bands)
• ท่ากายบริหารที่ใช้น้ำหนักตัว เช่น การดันกำแพง (Wall Pushups) หรือการลุกนั่งบนเก้าอี้
• การทำสวน ขุดดิน หรือกิจกรรมงานบ้านที่ต้องออกแรง
ข้อแนะนำคือควรทำเซตละ 8-12 ครั้ง พักแล้วทำซ้ำ 2-3 เซต และควรบริหารกล้ามเนื้อทุกส่วนของร่างกายอย่างน้อย 2 วันต่อสัปดาห์ค่ะ
🧘‍♀️ 3. การฝึกการทรงตัวและความยืดหยุ่น (Balance and Flexibility)
การลื่นล้มเป็นเรื่องใหญ่สำหรับผู้สูงอายุ การฝึกการทรงตัวจะช่วยลดความเสี่ยงนี้ได้มาก ส่วนความยืดหยุ่นจะช่วยให้เราเคลื่อนไหวร่างกายได้คล่องแคล่ว ไม่รู้สึกติดขัดเวลาเอี้ยวตัวหรือก้มหยิบของค่ะ
🔹 กิจกรรมที่แนะนำ
• ไทเก็ก (Tai Chi) เป็นการเคลื่อนไหวช้าๆ ที่ช่วยเรื่องสมาธิและการทรงตัวได้ดีเยี่ยม
• โยคะสำหรับผู้สูงอายุ ช่วยยืดเหยียดกล้ามเนื้อและผ่อนคลาย
• การยืนขาเดียว (โดยหาที่เกาะเพื่อความปลอดภัย)
• การเดินต่อเท้า หรือเดินถอยหลัง (ควรมีคนดูแลหรืออยู่ในพื้นที่ปลอดภัย)
📊 เช็กความหนัก-เบา แค่ไหนถึงจะพอดี?
สำหรับผู้สูงอายุหรือผู้เริ่มออกกำลังกายใหม่ๆ ไม่จำเป็นต้องหักโหมจนหน้าดำหน้าแดงนะคะ เราสามารถเช็กระดับความเหนื่อยง่ายๆ ด้วย "Talk Test" หรือการทดสอบด้วยการพูดค่ะ
1️⃣ ระดับเบา: ขยับตัวสบายๆ ยังร้องเพลงได้
2️⃣ ระดับปานกลาง (แนะนำ): หัวใจเต้นเร็วขึ้น หายใจเร็วขึ้น รู้สึกเหนื่อยแต่ยัง "พูดคุยได้เป็นประโยค" แต่ร้องเพลงไม่ไหวแล้ว
3️⃣ ระดับหนัก: หายใจหอบถี่ พูดได้แค่เป็นคำๆ ต้องหยุดหายใจเพื่อพูดต่อ
ตามคำแนะนำของ CDC ผู้สูงอายุควรออกกำลังกายระดับปานกลางให้ได้สะสมรวม 150 นาทีต่อสัปดาห์ (หรือประมาณวันละ 30 นาที 5 วัน)
⚠️ สิ่งที่ต้องระวังก่อนเริ่มต้น
ก่อนจะเริ่มโปรแกรมออกกำลังกายใหม่ๆ โดยเฉพาะท่านที่มีโรคประจำตัว โรคหัวใจ หรือเคยบาดเจ็บมาก่อน "จำเป็น" อย่างยิ่งที่จะต้องปรึกษาแพทย์ประจำตัวก่อนนะคะ เพื่อประเมินว่ากิจกรรมแบบไหนที่ทำได้ และแบบไหนที่ควรเลี่ยง เพื่อความปลอดภัยสูงสุดค่ะ
สุขภาพดีไม่มีขาย แต่สร้างได้ด้วยการขยับร่างกายวันละนิดนะคะ เริ่มต้นวันนี้จากการเดินเล่นหน้าบ้าน หรือยืดเหยียดร่างกายเบาๆ ระหว่างดูทีวี สิ่งสำคัญคือความสม่ำเสมอ ทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป แล้วหัวใจของคุณจะขอบคุณที่คุณดูแลเขาเป็นอย่างดีค่ะ 😊
#อย่าฝากชีวิตไว้กับหมอ #กล้ามเนื้อหัวใจ #ลดความดันโลหิต #คุมน้ำตาล

เก็บตกภาพบรรยากาศความประทับใจจากกิจกรรม "ระบายสีน้ำ ที่มีกลิ่นหอมจากน้ำมันหอมละเหย (Art & Aroma Painting)" 🎨✨ไวฟ์ลี่ย์โฮ...
03/04/2026

เก็บตกภาพบรรยากาศความประทับใจจากกิจกรรม "ระบายสีน้ำ ที่มีกลิ่นหอมจากน้ำมันหอมละเหย
(Art & Aroma Painting)" 🎨✨

ไวฟ์ลี่ย์โฮมแคร์ 👵🏻🏡👴🏻 ขอขอบพระคุณทีมงาน บริษัทพรีเมียร์ อินโนว่า เป็นอย่างสูง ที่สละเวลามาจัดกิจกรรมดีๆ ให้กับคุณตาคุณยายของเราในวันนี้ค่ะ

🫟🎨ไม่ใช่แค่การระบายสี แต่คือกิจกรรมที่ช่วยฟื้นฟูทั้งกายและใจ ผ่านสัมผัสของงานศิลปะและกลิ่นหอมบำบัดที่ทำให้บรรยากาศในศูนย์ฯ เต็มไปด้วยรอยยิ้มและความเงียบสงบ

💕ขอบคุณที่ดูแลและใส่ใจผู้สูงอายุทุกท่านอย่างใกล้ชิด ทำให้วันนี้เป็นอีกหนึ่งวันที่มีความหมายสำหรับพวกเราจริงๆ ค่ะ😊

หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะมีโอกาสได้ร่วมกิจกรรมดีๆ แบบนี้อีกในครั้งถัดไปนะคะ🥰

ติดต่อสอบถามข้อมูล และ นัดเข้าชมสถานที่

☎️ โทร : 0915191659, 0863498278

🆔 Line :

💌 : vivelyhealth@gmail.com

📍ที่อยู่ : 156 ซอยศูนย์วิจัย 6 (หมู่บ้านศรีนคร) แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กทม

#กิจกรรมผู้สูงอายุ #ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ #ศิลปะบำบัด #ไวฟ์ลี่ย์โฮมแคร์ #ดูแลคนชรา #อัลไซเมอร์ #สมองเสื่อม #หลงลืม #การดูแลผู้สูงอายุหรือผู้มีภาวะพึ่งพิง #ดูแลผู้สูงอายุ #ดูแลคนแก่ #สมองเสื่อม #ดูแลผู้ป่วยพักฟื้น #พยาบาลผู้สูงอายุ #ดูแลหลังผ่าตัด #ศูนย์ฟื้นฟู #ศูนย์วิจัย #กายภาพบำบัด #เวชศาสตร์ฟื้นฟู #ศูนย์วิจัย6 #หมู่บ้านศรีนคร #ห้วยขวาง #บางกะปิ #พระราม9

เทคนิคจัดยา ลองนำไปปรับใช้กันดูนะคะ 😉
01/04/2026

เทคนิคจัดยา

ลองนำไปปรับใช้กันดูนะคะ 😉

7 เทคนิคจัดยาให้ผู้สูงอายุ 💊👵👴
หมดห่วงเรื่อง “กินผิด กินลืม”

เมื่อคุณพ่อคุณแม่เริ่มมีอายุมากขึ้น เรื่องสุขภาพกลายเป็นสิ่งที่เรากังวลใจเป็นอันดับต้นๆ โดยเฉพาะเรื่อง การกินยา ที่ดูเหมือนจะเป็นกิจวัตรประจำวันง่ายๆ แต่กลับกลายเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและซับซ้อนกว่าที่คิดค่ะ

หลายท่านอาจเคยเจอเหตุการณ์ที่คุณพ่อคุณแม่ลืมทานยา จำผิดมื้อ หรือหยิบยาผิดขวดเพราะสายตาเริ่มฝ้าฟาง ซึ่งปัญหาเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เลยนะคะ เพราะการได้รับยาไม่ครบหรือเกินขนาดอาจส่งผลเสียต่อร่างกายและประสิทธิภาพในการรักษาโรคได้โดยตรง

วันนี้เราจึงรวบรวมเทคนิคดีๆ ที่จะช่วยวางระบบการจัดยาให้ผู้สูงอายุในบ้าน เพื่อความปลอดภัยและความสบายใจของลูกหลานมาฝากกันค่ะ ✨

1️⃣ ใช้กล่องแบ่งยาตามมื้อ เพื่อความชัดเจนและสะดวก 📦
การใช้กล่องแบ่งยา (Pill Organizer) เป็นวิธีพื้นฐานที่ได้ผลดีมากที่สุดวิธีหนึ่งค่ะ แนะนำให้เลือกกล่องยาที่มีการแบ่งช่องตามวันและเวลา (เช้า กลางวัน เย็น ก่อนนอน) อย่างชัดเจน การจัดยาใส่กล่องไว้ล่วงหน้าเป็นรายสัปดาห์จะช่วยลดความสับสนได้ดีมาก เพราะผู้สูงอายุไม่ต้องคอยเปิดขวดหลายๆ ใบเองทุกมื้อ ซึ่งอาจทำให้งงหรือทำยาหกหล่นได้ อย่างไรก็ตาม มีข้อควรระวังเล็กน้อยคือ ยาบางชนิดไวต่อแสงหรือความชื้น หากแกะออกจากแผงฟอยล์มาใส่กล่องทิ้งไว้นานๆ ยาอาจเสื่อมสภาพได้ ดังนั้นควรปรึกษาเภสัชกรก่อนแกะยาออกจากแผงนะคะ

2️⃣ ติดสติ๊กเกอร์สีช่วยจำ แยกแยะมื้อยาได้ทันที 🎨
สายตาของผู้สูงอายุอาจแยกแยะตัวหนังสือขนาดเล็กบนฉลากยาได้ยาก การใช้ สี เข้ามาช่วยสื่อสารจึงเป็นตัวช่วยที่ดีเยี่ยมค่ะ ลองกำหนดรหัสสีง่ายๆ ให้ท่านจำได้ เช่น สีเหลืองแทนมื้อเช้า (เหมือนพระอาทิตย์ขึ้น) สีฟ้าแทนมื้อกลางวัน สีส้มแทนมื้อเย็น และสีม่วงหรือน้ำเงินเข้มแทนก่อนนอน การติดสติ๊กเกอร์สีเหล่านี้ไว้ที่หน้าซองยาหรือตลับยา จะช่วยให้ท่านหยิบยาได้ถูกต้องโดยไม่ต้องเพ่งอ่านตัวหนังสือเล็กๆ ทุกครั้ง ช่วยลดความผิดพลาดในการหยิบยาผิดมื้อได้เป็นอย่างดีเลยค่ะ

3️⃣ แยกยาที่หน้าตาคล้ายกันออกจากกันให้ชัดเจน 💊
ปัญหายาหน้าตาเหมือนกัน (Look-alike drugs) เป็นเรื่องที่พบบ่อยมากค่ะ ยาหลายชนิดมีลักษณะเป็นเม็ดกลมสีขาวเหมือนกัน หรือเป็นแคปซูลสีคล้ายกัน หากวางไว้ใกล้กัน ผู้สูงอายุอาจหยิบผิดได้ง่ายมาก แนะนำให้จัดเก็บยาที่มีลักษณะคล้ายกันไว้คนละตำแหน่ง หรือคนละช่องในกล่องยา และเขียนฉลากกำกับตัวใหญ่ๆ ทับไว้อีกที การแยกตำแหน่งที่เก็บให้ห่างกันจะช่วยเตือนสติก่อนหยิบยา ลดโอกาสที่จะเกิดการกินยาซ้ำซ้อนหรือกินยาผิดชนิด ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ค่ะ

4️⃣ อย่าเทยารวมกันในขวดเดียวเด็ดขาด 🚫
บางครั้งด้วยความหวังดีอยากให้พกพาสะดวก หรือประหยัดพื้นที่ เราอาจเผลอเทยาหลายชนิดรวมไว้ในกระปุกเดียวกัน แต่การทำแบบนี้เสี่ยงมากค่ะ เพราะนอกจากจะทำให้สับสนว่าเม็ดไหนคือยาอะไรแล้ว ยาบางชนิดอาจทำปฏิกิริยาเคมีต่อกันเมื่อสัมผัสกันโดยตรง ทำให้ยาเสื่อมสภาพ หรือเปลี่ยนสี เปลี่ยนกลิ่น จนไม่สามารถรับประทานได้ ทางที่ดีควรเก็บยาไว้ในบรรจุภัณฑ์เดิม หรือแยกใส่ตลับที่เป็นสัดส่วน เพื่อคงคุณภาพของยาและความปลอดภัยสูงสุดค่ะ

5️⃣ ตั้งนาฬิกาปลุกเตือนเมื่อถึงเวลา ⏰
เทคโนโลยีในมือถือสามารถเป็นผู้ช่วยชั้นดีในการดูแลสุขภาพได้ค่ะ การตั้งนาฬิกาปลุกในโทรศัพท์มือถือของผู้สูงอายุ หรือของผู้ดูแล โดยเลือกเสียงที่ดังฟังชัดแต่ไม่ทำให้ตกใจ จะช่วยเตือนความจำเมื่อถึงเวลาทานยาได้ตรงเป๊ะ ไม่ต้องคอยพะวงมองนาฬิกา ยุคนี้ยังมีแอปพลิเคชันสำหรับเตือนกินยาโดยเฉพาะ ที่สามารถระบุรูปร่างหน้าตาของยาในแอปฯ ให้ดูได้ด้วย ช่วยให้ผู้สูงอายุทราบทันทีว่าเสียงเตือนนี้คือเวลาของยาตัวไหนค่ะ

6️⃣ ทำตารางเช็กการกินยา เพื่อตรวจสอบความถูกต้อง ✅
การทำตารางบันทึกการกินยา (Medication Checklist) แปะไว้ในจุดที่มองเห็นง่าย เช่น หน้าตู้เย็น หรือโต๊ะกินข้าว จะช่วยป้องกันปัญหา กินแล้วลืมว่ากิน หรือ ยังไม่กินแต่นึกว่ากินแล้ว ได้อย่างชะงัดค่ะ เพียงแค่เตรียมปากกาไว้ข้างๆ เมื่อท่านทานยาเสร็จก็ให้ขีดถูกในช่องทันที วิธีนี้ช่วยให้ทั้งตัวผู้สูงอายุเองและลูกหลานที่กลับมาดูแล สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ว่าวันนี้ท่านทานยาครบถ้วนหรือไม่ เป็นการสร้างความมั่นใจให้ทั้งสองฝ่ายค่ะ

7️⃣ ตรวจสอบวันหมดอายุและสภาพยาอย่างสม่ำเสมอ 📅
ยาแต่ละชนิดมีอายุการใช้งานจำกัด และยาที่เปิดใช้แล้วอาจเสื่อมสภาพก่อนวันหมดอายุที่ระบุบนฉลากได้ ลูกหลานควรหาเวลาอย่างน้อยเดือนละ 1-2 ครั้ง ในการช่วยสำรวจตู้ยาของผู้สูงอายุ คัดแยกยาที่หมดอายุ ยาที่สีเปลี่ยน ยาที่เม็ดแตกยุ่ย หรือยาที่ไม่ได้ใช้แล้วทิ้งไป เพื่อป้องกันไม่ให้ท่านเผลอหยิบยาเสื่อมสภาพมารับประทาน ซึ่งนอกจากจะไม่ช่วยรักษาโรคแล้ว ยังอาจเป็นพิษต่อร่างกาย หรือทำลายตับและไตได้ค่ะ

💡 ข้อแนะนำเพิ่มเติมสำหรับการดูแล
การดูแลเรื่องยาให้ผู้สูงอายุไม่ใช่แค่หน้าที่ แต่คือการใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่แสดงถึงความรักค่ะ หากเป็นไปได้ ทุกครั้งที่จัดยาให้ท่าน ลองชวนท่านคุยทบทวนสรรพคุณของยาแต่ละตัวสั้นๆ เพื่อให้ท่านเข้าใจว่ายาตัวนี้ช่วยเรื่องอะไร การที่ท่านเข้าใจความสำคัญของยา จะช่วยให้ท่านให้ความร่วมมือในการทานยาได้ดีขึ้น และที่สำคัญ อย่าลืมให้กำลังใจท่านด้วยรอยยิ้มเสมอ เพราะสุขภาพใจที่ดี จะช่วยให้สุขภาพกายแข็งแรงตามไปด้วยค่ะ 🥰

ที่มา:
https://channel.mahidol.ac.th/view/1112/การใช้ยาในผู้สูงอายุ
https://dis.fda.moph.go.th/detail-infoGraphic?id=2119
https://www.nakornthon.com/article/detail/ผู้สูงอายุกับปัญหาการกินยาเรื่องสำคัญไม่ควรมองข้าม
https://www.thaihealth.or.th/วิธีป้องกัน-การลืมกินย-2/

#ผู้สูงอายุ

🍴😋 ปัญหา “ลืมอิ่ม” กับ “ลืมหิว” ของผู้ป่วยสมองเสื่อม2 ปัญหาที่ต่างกันสุดขั้ว ⬅️➡️แบบนี้ต้องทำยังไง ????
26/03/2026

🍴😋 ปัญหา “ลืมอิ่ม” กับ “ลืมหิว” ของผู้ป่วยสมองเสื่อม

2 ปัญหาที่ต่างกันสุดขั้ว ⬅️➡️

แบบนี้ต้องทำยังไง ????

https://caregiverthai.com/article-297.html?

#สมองเสื่อมลืมอิ่ม&ลืมหิว

ทั้ง “ลืมอิ่ม” และ “ลืมหิว” จัดเป็นปัญหาชวนปวดหัวสำหรับผู้ดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อม ผู้ป่วยบางบ้านลืมอิ่ม กินแล้วเรียกร้องข้าวทั้งวัน บ่นว่าปล่อยให้อดอยาก อดแบบใดทำไมอ้วนตุ้บ ส่วนทางฝั่งลืมหิว กินน้อย ไม่ยอมกิน ร่างกายขาดอาหารจนผอมลง ก็น่าเป็นห่วงเช่นกันค่ะ

เราจึงรวบสองปัญหาต่างขั้วมาไว้ในบทความใหม่ล่าสุดค่ะ คลิกลิงก์อ่าน “สมองเสื่อม ลืมอิ่ม-ลืมหิว” ทางเว็บไซต์ Caregiverthai ได้เลย

#สมองเสื่อม #อัลไซเมอร์ #พลังใจสู้สมองเสื่อม #ผู้ดูแล #สมองเสื่อมลืมอิ่มลืมหิว

ที่อยู่

156 ซอยศูนย์วิจัย 6 แยก 26-1-2-1 (หมู่บ้านศรีนคร) แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง
Bangkok
10310

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Vively Home Careผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์