The Miracle of mind

The Miracle of mind ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก The Miracle of mind, นักบำบัด, Bangkok.
(3)

นักโปรแกรมจิต (Trance) นำสมาธิเข้าสู่โลกภายใน ปลดล๊อคพลังงานเก่าในระดับจิตใต้สำนึก สัมผัสรู้ถึงสภาวะการรักตัวเองในระดับลึก | Past Life Regression Program.
สอนการโปรแกรมจิตตนเอง | Meditation | Manifesting
ผู้ให้คำปรึกษาด้านจิตใจ : Private online 🌍 ยินดีต้อนรับสู่การเปลี่ยนแปลงในชีวิตค่ะ

โปรแกรมจิตอัพเกรดสภาวะใจ (Hypnotherapy) ด้วยศาสตร์แห่งการโปรแกรมจิตใต้สำนึก เป็นวิทยาศาสตร์ทางจิตเชิงลึก เพื่อการบำบัดและพัฒนาศักยภาพชีวิต

โปรแกรมจิตเหมาะสำหรับใคร?

▪️ ผู้ที่ต้องการเคลียร์ข้อจำกัดที่อยู่ในจิตใจ
▪️ ผู้ที่ต้องการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมใหม่
▪️ ผู้ที่ต้องการพัฒนาศักยภาพของตนเอง
▪️ ผู้ที่ต้องการเข้าถึงตัวตนภายในได้อย่างแท้จริง
▪️ ผู้ที่ต้องการให้ความรักความสัมพันธ์ดีขึ้น
▪️ ผู้ที่ต้องการเข้าถึงความรักที่บริสุทธิ์ดีงามจากภายใน
▪️ ผู้ที่ต้องการมองเห็นเป้าหมายในชีวิตได้อย่างชัดเจน
▫️▫️▫️และอื่นๆในแบบที่คุณต้องการ

“ ชีวิตสดใส เริ่มจากสภาวะจิตภายในที่เบิกบาน ”

เมื่อสภาวะจิตเกิดการตระหนักรู้ในระดับลึก คุณจะเริ่มเข้าใจชีวิตมากขึ้น สามารถมีความสุขได้ด้วยตัวคุณเอง รู้ถึงคุณค่าของการมีชีวิต รักและเมตตาตัวเองได้อย่างแท้จริง มองเห็นเป้าหมายในชีวิตชัดเจน มีอิสระทางใจ ใช้ชีวิตง่ายขึ้น และมีชีวิตที่ใหม่ที่ยอดเยี่ยมทรงพลัง..ฯ

KruRee Panapatch
Master of Hypnotherapy
นักโปรแกรมจิตอัพเกรดสภาวะใจ

🧠ความเชื่อจำกัด (Limiting Beliefs) หรือ "กำแพงทางความคิด“ เป็นสิ่งที่คอยขัดขวางไม่ให้เราแสดงศักยภาพที่แท้จริงออกมา หรือท...
26/03/2026

🧠ความเชื่อจำกัด (Limiting Beliefs)
หรือ "กำแพงทางความคิด“ เป็นสิ่งที่คอยขัดขวาง
ไม่ให้เราแสดงศักยภาพที่แท้จริงออกมา
หรือทำให้เราไม่กล้าลงมือทำในสิ่งที่ต้องการ

เพราะกลัวความล้มเหลว กลัวการถูกตัดสิน
หรือคิดว่าตัวเอง "ไม่ดีพอ .. ไม่คู่ควร"

👉ส่วนใหญ่ จะเป็นเสียงในหัวของตัวเอง เช่น

* "ฉันทำไม่ได้หรอก..."
* "ฉันไม่เก่งเรื่อง..."
* "มันสายเกินไปสำหรับฉันที่จะ..."
* "คนอย่างฉันไม่มีทาง..."

👉วิธีการปลดล็อกความเชื่อจำกัด

1. ระบุความเชื่อนั้นให้เจอ (Identify)
สังเกตเสียงในหัวของคุณเวลาที่รู้สึกประหม่า
หรือถอดใจ ลองจดมันออกมาเป็นประโยค

เช่น "ฉันพูดต่อหน้าคนเยอะๆ ไม่เก่ง"
หรือ "ฉันไม่มีหัวทางด้านธุรกิจ"

2. ท้าทายความจริง (Challenge the Truth)
ถามตัวเองอย่างซื่อสัตย์ว่า "มีความจริงหรือหลักฐานอะไรมายืนยันว่าความเชื่อนี้เป็นเรื่องจริง 100% หรือไม่?"

เช่น…
* คุณเคยทำสำเร็จสักครั้งไหม?
* มีใครในโลกที่มีต้นทุนเหมือนคุณ และเขาทำได้บ้าง?
* ความเชื่อนี้ส่งผลดีหรือผลเสียต่อชีวิตคุณมากกว่ากัน?

3. หาต้นตอ (Trace the Root)
บ่อยครั้งที่ความเชื่อเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากตัวเราเอง
แต่เกิดจากคำพูดของพ่อแม่ ครู เพื่อน คนรอบตัว

หรือประสบการณ์ที่เคยล้มเหลวในอดีต
เมื่อเรารู้ว่ามันเป็นเพียง "ข้อมูลชุดเก่า"
** เราจะแยกแยะได้ว่านั่นไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงของเรา
ในปัจจุบัน

4. สร้างความเชื่อใหม่ (Rewrite the Narrative)
แทนที่ประโยคเดิมด้วยประโยคใหม่ที่เป็นบวก
และเป็นไปได้จริง (Affirmation) แต่ต้องเป็นสิ่งที่คุณเริ่มเชื่อได้จริงๆ เช่น

* จากคำว่า … "ฉันทำไม่ได้"
* เป็น… "ฉันกำลังเรียนรู้และเริ่มต้นพัฒนาให้ดีขึ้น"

5. ลงมือทำเพื่อสร้างหลักฐานใหม่ (Create New Evidence)

สมองจะเชื่อก็ต่อเมื่อมี "หลักฐาน" เชิงประจักษ์

ให้ลองทำสิ่งเล็กๆ ที่ค้านกับความเชื่อเดิม

เมื่อคุณทำสำเร็จแม้เพียงนิดเดียว
ความเชื่อจำกัดจะเริ่มสั่นคลอน
และความมั่นใจจะค่อยๆ ถูกสร้างขึ้นมาแทนที่เอง


#แนวทางเสริม : นอกจากการวิเคราะห์ด้วยเหตุผลแล้ว
ยังมีวิธีทางจิตวิทยา และด้านพลังงานเข้ามาช่วย
เพื่อให้เข้าถึงระดับจิตใต้สำนึกได้เร็วขึ้น เช่น

✨การฝึกสมาธิและจินตภาพ (Visualization):
เห็นภาพตัวเองในเวอร์ชันที่ปลดล็อกแล้ว
หรือทำบางสิ่งบางอย่างที่สำเร็จเป้าหมายแล้ว

✨เทคนิคเคาะจุดผ่อนคลาย (EFT - Tapping): 
เพื่อระบายอารมณ์ลบที่ผูกติดอยู่กับความเชื่อนั้น

✨การโปรแกรมจิต (Mind Programming):
การฟังหรือพูดประโยคบวกซ้ำๆ ในช่วงที่สมองผ่อนคลาย (เช่น ก่อนนอนหรือหลังตื่นนอน) เป็นต้น


ส่วนใครถนัดวิธีใดก็ลองเลือกใช้
ตามความเหมาะสมได้เลยค่ะ❤️🤍


#สมาธิ
#โปรแกรมจิต
#จิตสำนึก

“เช็คลิสต์พลังจิต 3ระดับ”เพื่อประเมินสภาวะกำลังจิตของตัวเอง❇️ระดับที่ 1: ระดับการควบคุมพื้นฐาน (Basic Control & Awarenes...
24/03/2026

“เช็คลิสต์พลังจิต 3ระดับ”
เพื่อประเมินสภาวะกำลังจิตของตัวเอง

❇️ระดับที่ 1: ระดับการควบคุมพื้นฐาน (Basic Control & Awareness)

ระดับนี้เน้นที่การจัดการ "สติ" และ "สมาธิ" ในชีวิตประจำวัน

1. การหยุดความคิด : คุณสามารถมีสติหยุดคิดฟุ้งซ่าน
ได้ทันทีที่รู้ตัว และดึงจิตกลับมาอยู่กับปัจจุบันได้ภายในเวลาอันสั้น

2. การจดจ่อหรือโฟกัส : คุณสามารถอ่านหนังสือหรือทำงานอย่างมีสมาธิ แม้จะอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีเสียงดัง หรือมีคนพลุกพล่าน

3. การรับรู้ความรู้สึกทางกาย: เมื่อคุณหลับตา คุณสามารถไล่ความรู้สึกไปตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย และรับรู้ถึงอาการเต้นขยับ หรือความอุ่นในจุดนั้นๆ ได้ชัดเจน

4. การสั่งร่างกายเบื้องต้น: คุณสามารถสั่งให้ร่างกายผ่อนคลายกล้ามเนื้อที่ตึงเครียดได้เพียงแค่การนึกภาพ หรือสั่งให้ตัวเองง่วงและหลับได้ในเวลาที่ต้องการ

5. ความคงที่ของอารมณ์: เมื่อเจอคำพูดที่มากระทบ จิตของคุณมี "ช่องว่าง" หรือสติ ให้พิจารณาก่อนจะโกรธ ไม่ใช่ระเบิดอารมณ์ออกไปทันที
_______

❇️ระดับที่ 2: ระดับสัญชาตญาณและพลังงาน (Intuition & Energy)

ระดับนี้จิตเริ่มมีความละเอียด จนสามารถสัมผัสถึง "แรงสั่นสะเทือน" หรือ "ข้อมูล" ที่มองไม่เห็น

1. การสัมผัสพลังงานรอบตัว : เมื่อเดินเข้าไปในสถานที่หนึ่ง
คุณสามารถรู้สึกได้ทันทีว่าที่นี่มีพลังงาน "บวก" (โปร่งสบาย) หรือ "ลบ" (หนัก) โดยไม่ต้องมีใครบอก

2. สัญชาตญาณแม่นยำ : คุณมักจะรู้ว่าใครจะโทรมาหา หรือรู้ว่าเหตุการณ์บางอย่างกำลังจะเกิดขึ้น (Deja Vu) และเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นจริงบ่อยครั้ง

3. การนึกภาพ : คุณสามารถจินตภาพสิ่งที่ต้องการ (เช่น อาหาร, สถานที่) จนเกือบจะได้กลิ่นหรือสัมผัสความรู้สึกนั้นได้จริงในขณะที่หลับตา

4. การดึงดูดเหตุการณ์ (Synchronicity): สิ่งที่คุณเพิ่งนึกถึงหรือพูดถึง มักจะปรากฏขึ้นตรงหน้าในรูปแบบที่รู้สึกว่าเป็นเรื่องบังเอิญอย่างน่าประหลาดใจภายในเวลาอันรวดเร็ว

5. ความไวต่อวัตถุ : เมื่อสัมผัสวัตถุที่มีพลังงาน (เช่น คริสตัล, หินธรรมชาติ หรือของเก่า) คุณรู้สึกถึงความซ่า ความร้อน อุ่น หรือแรงสั่นสะเทือนที่ส่งผ่านมายังมือที่สัมผัส ได้อย่างชัดเจน
_______

❇️ระดับที่ 3: ระดับที่มีความละเอียด และการเยียวยา (Influence & Healing)

ระดับนี้จิตมีกำลังสูงจนสามารถ "ส่งออก" เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงทั้งต่อตัวเองและผู้อื่น

1. การเข้าสู่สภาวะคลื่นสมองต่ำ (Deep Trance) : คุณสามารถเข้าสู่สภาวะสงบนิ่งระดับลึก (Alpha หรือ Theta) ได้อย่างรวดเร็วแม้จะอยู่ในท่านั่งปกติ

2. การส่งต่อพลังงานบวก: คุณสามารถแผ่ความเมตตาหรือความสงบออกไปจนคนรอบข้างรู้สึกเย็น หรือรู้สึกได้ถึง "บรรยากาศ" ที่เปลี่ยนไปเมื่อคุณปรากฏตัว

3. การสั่งจิตใต้สำนึก : คุณสามารถโปรแกรมจิตให้ตัวเอง
(เช่น ความมั่นใจ, การเลิกพฤติกรรมบางอย่าง)
แล้วเห็นผลการเปลี่ยนแปลงนิสัยอย่างถาวรในระยะเวลาอันสั้น

4. การเยียวยาเบื้องต้น (Self-Healing): เมื่อมีความปวดหรืออาการไม่สบายตัวเล็กน้อย คุณสามารถใช้การรวมกระแสจิตไปที่จุดนั้นเพื่อบรรเทาความเจ็บปวดให้ลดลงได้ด้วยตัวเอง

5. ความว่างที่ทรงพลัง : คุณสามารถอยู่ในสภาวะ "ไร้ความคิด"ได้ยาวนาน โดยที่ “สติตื่น สติรู้“ แบบ ไม่ง่วง ไม่หลับ รู้สึกเบาสบาย แต่มีพลัง
_______

✨ลองประเมินตัวเองกันดูนะคะ
> หากทำได้ 4-5 ข้อในระดับแรก …
หมายถึง คุณเริ่มมีฐานจิตกำลังจิตที่พร้อมจะพัฒนาต่อยอดได้

>> หากเริ่มมีข้อใน ระดับที่ 2 …
หมายถึง สัญชาตญาณของคุณกำลังเปิดกว้าง และเริ่มใช้งานได้จริง

>>> หากมีข้อใน ระดับที่ 3 …
หมายถึง คุณมีศักยภาพในการเป็นผู้เยียวยา
หรือกำลังก้าวสู่ผู้ที่มีความชำนาญด้านพลังจิต
_______

✨สรุปว่า: การเป็นผู้ที่มีพลังจิตตั้งแต่ขั้นพื้นฐาน
ไปจนถึงขั้นระดับที่มีความเชี่ยวชาญ

เป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถฝึกการเข้าถึงพลังจิตในตัวเองได้
โดยผ่านการฝึกทำสมาธิ

👉เพียงแค่มีวินัย และมีสัจจะกับตัวเอง ฝึกอย่างต่อเนื่อง
และทำอย่างสม่ำเสมอ(ทุกวัน) คุณก็สามารถเป็นผู้ที่มีพลังจิตที่แข็งแกร่ง พร้อมกับการมีสติตื่นสติรู้ได้ โดยผ่านการฝึกนั่นเอง และทั้งหมด เป็นสิ่งที่รู้ได้เฉพาะตน

*** การฝึก ไม่ใช่เป็นไปเพื่อการแข่งขันกับใคร แต่เป็นการฝึกเพื่อทำให้ตนเองนั้นมีสติรู้ และพลังจิตที่แข็งแกร่ง เพื่อนำไปในการดำเนินชีวิตในแต่ละวัน ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ***
_______

#สติตื่นสติรู้
#พลังจิตสร้างได้
#พลังจิต
#สมาธิ

"ความถี่ซอลเฟจจิโอ" (Solfeggio Frequencies)🎧เป็นชุดความถี่เสียงที่เชื่อกันว่ามีผลต่อร่างกายและจิตใจในเชิงบวก แม้ว่าในทาง...
20/03/2026

"ความถี่ซอลเฟจจิโอ" (Solfeggio Frequencies)

🎧เป็นชุดความถี่เสียงที่เชื่อกันว่ามีผลต่อร่างกายและจิตใจในเชิงบวก แม้ว่าในทางวิทยาศาสตร์การแพทย์จะยังไม่มีหลักฐานยืนยันชัดเจนว่าเสียงสามารถ "ซ่อมแซม DNA" ได้โดยตรง

✨แต่ในแง่ของ จิตวิทยาและการบำบัดด้วยเสียง (Sound Therapy) คลื่นเหล่านี้สามารถช่วยให้ผ่อนคลายและปรับสมาธิได้ดีเลยทีเดียว

ตัวเลขความถี่เสียงแห่งการเยียวยา (Healing Frequencies)

174 Hz | ขจัดความเจ็บปวด | ช่วยลดอาการปวดทางกายและลดความเครียด เปรียบเสมือนยาชาทางธรรมชาติ

285 Hz | เพิ่มพลังงาน | ช่วยฟื้นฟูเนื้อเยื่อและอวัยวะ ช่วยให้ร่างกายรู้สึกกระปรี้กระเปร่า

396 Hz | ปลดปล่อยความรู้สึกผิดและกลัว | ช่วยล้างความรู้สึกเชิงลบที่ฝังรากลึก ทำให้จิตใจมั่นคง (จุดฐานกระดูกสันหลัง)

417 Hz | สร้างการเปลี่ยนแปลง | ช่วยล้างพลังงานลบจากเหตุการณ์ในอดีต และเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ

528 Hz | ซ่อมแซม DNA และการเปลี่ยนแปลง | เรียกกันว่า "ความถี่แห่งปาฏิหาริย์" ช่วยคืนสมดุลให้ร่างกายและจิตใจ

639 Hz | ความสัมพันธ์ | ช่วยเรื่องความรักความเข้าใจ การสื่อสาร และการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น

741 Hz | ปลุกสัญชาตญาณอันศักดิ์สิทธิ์ | ช่วยในการแก้ปัญหา ช่วย Detox เซลล์จากสารพิษ

852 Hz | กลับคืนสู่ระเบียบแห่งจิตวิญญาณ | ช่วยเรื่องการหยั่งรู้ การมองเห็นภาพรวมของชีวิตตามความเป็นจริง และการตระหนักรู้ในตนเอง
ตามหลักความเชื่อเรื่องพลังงาน (Chakra)
ความถี่เหล่านี้มักจะไล่ระดับจากส่วนล่าง
ขึ้นสู่ส่วนบนของร่างกาย

* ช่วงล่าง (174 - 396 Hz): เน้นไปที่ความรู้สึกมั่นคง การเอาตัวรอด และร่างกายส่วนล่าง (ขา, สะโพก, ระบบขับถ่าย)

* ช่วงกลาง (417 - 639 Hz): เน้นที่อารมณ์ ความคิดสร้างสรรค์ ความมั่นใจ และ หัวใจ (การเชื่อมต่อกับผู้อื่น)

* ช่วงบน (741 - 852 Hz): เน้นที่การสื่อสาร (ลำคอ) สติปัญญา (หน้าผาก/ตาที่สาม) และจิตวิญญาณ (เหนือศีรษะ)

______

แนะนำเพิ่มเติม:
✨หากต้องการลองฟัง แนะนำให้ใช้หูฟัง อยู่ในสภาพแวดล้อมที่เงียบสงบ และเปิดในระดับเสียงที่พอดี ไม่ดังจนเกินไป

วิธีการเลือก:
✨ สังเกตจากการฟังแล้วรู้สึกเบาสบาย ไม่ปวดหัว นั่นคือคลื่นเสียงที่เหมาะสำหรับคุณค่ะ

#คลื่นเสียงบําบัด
#คลื่นความถี่

"การเยียวยาจักระหัวใจ 💚(Heart Chakra Healing ) >> ด้วยตัวเองเริ่มต้น...🧘‍♀️1. นั่งในสถานที่ที่เงียบสงบ* หลับตาลง* หายใจเ...
20/03/2026

"การเยียวยาจักระหัวใจ 💚
(Heart Chakra Healing ) >> ด้วยตัวเอง

เริ่มต้น...🧘‍♀️

1. นั่งในสถานที่ที่เงียบสงบ
* หลับตาลง
* หายใจเข้าลึกๆ 5 ครั้ง โดยหายใจเข้าทางจมูก
และหายใจออกทางปาก

2. วางมือบนหัวใจ
* วางมือขวาลงบนหัวใจ
* วางมือซ้ายทับบนมือขวา
* สัมผัสถึงความอบอุ่นและความรักที่
ไหลเข้าสู่หัวใจของคุณ

3. การสร้างมโนภาพ (Visualize)

* จินตนาการถึงแสงสีเขียวที่เปล่งประกายอยู่ตรงหัวใจ
* หายใจเข้า: ให้แสงสว่างนั้นสว่างขึ้นเรื่อยๆ
* หายใจออก: ปลดปล่อยความเศร้า
ความเจ็บปวด หรืออารมณ์เก่าๆ ออกจากหัวใจ

4. บทพูด (Affirmations)
* ฉันคู่ควรกับความรัก
* หัวใจของฉันเปิดกว้างและได้รับการเยียวยาแล้ว
* ฉันให้อภัยตัวเองและผู้อื่นได้อย่างง่ายดาย
* ฉันส่งความรักให้ตัวเองและส่งต่อให้แก่โลกใบนี้

5. การหายใจผ่านหัวใจ
* จินตนาการว่าคุณกำลังหายใจเข้า
และออกจากหัวใจโดยตรง

* หายใจเข้า: คือความรัก
* หายใจออก: คือ การปลดปล่อย
และสัมผัสถึงความสงบ

✨ให้เวลากับตัวเอง ประมาณ 5-10 นาที
เพื่อให้รู้สึกถึงความสงบผ่อนคลาย

สามารถทำได้ทุกวันเพื่อเคลียร์พลังงาน
และปรับสภาวะจิตให้สมดุลค่ะ

#จักระ
#จักกระหัวใจ

20/03/2026

วันนี้คุณใช้ชีวิตอยู่ที่ความถี่เท่าไหร่.!?
>30 ลองสำรวจอารมณ์ตัวเองดูค่ะ

ในภาพจะแสดงให้เห็นว่าอารมณ์ของมนุษย์มีค่าตัวเลข (Hz) กำกับอยู่ โดยแบ่งเป็น 2 สภาวะหลัก

1. สภาวะหดตัว ❤️🧡
(Contracted - โซนสีแดง/ส้ม)

คือกลุ่มอารมณ์ที่มีพลังงานต่ำ (ต่ำกว่า 200)
เช่น ความรู้สึกผิด (30), ความเฉื่อยชา (50), หรือความโกรธ (150)

อารมณ์กลุ่มนี้จะทำให้เรารู้สึกเหมือนตัวเล็กลง
ขาดพลัง และมองโลกในแง่ร้าย

** การที่เราเข้าใจตัวเลขเหล่านี้ จะช่วยให้เรา "สังเกตจิต" ได้เร็วขึ้น เช่น ถ้าเริ่มรู้สึกโกรธ (150) ให้เราลองดึงสติขึ้นมาที่ความกล้า (200)

เพื่อเผชิญหน้ากับความโกรธนั้น แล้วเปลี่ยนมันเป็นความเข้าใจใหม่ให้ได้ด้วยสติ

_______

2. สภาวะขยายตัว 💛💚🩵💙💜
(Expanded - โซน เหลือง/สีเขียว/ฟ้า/น้ำเงิน/ม่วง)

คือกลุ่มอารมณ์ที่มีพลังงานสูง (ตั้งแต่ 200 ขึ้นไป)

💛เริ่มต้นที่ "ความกล้าหาญ"
(Courage - 200) ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ
ที่ทำให้เราหลุดพ้นจากพลังงานลบ

>> เพื่อไปสู่ความรัก (500), >> ความสงบ (600)

และจุดสูงสุดคือการตระหนักรู้ (700+)

>> อารมณ์ส่งผลต่อ "มุมมอง" และ "พลังชีวิต" ของเรา

✨ดังนั้น.. การรู้ทันอารมณ์ด้วยการมีสติรู้ อยู่ตลอดเวลา

หรือ ฝึกการขอบคุณบ่อยๆในทุกสถานการณ์ที่เจอในแต่ละวัน จะช่วยประคอง และปรับระดับจิต ให้อยู่ในสภาวะที่ควรจะเป็นได้ทันที

ซึ่งเป็นวิธีที่ง่ายมาก
และสามารถลงมือทำได้เลยค่ะ!💗

_______

ภาพ: แผนภูมิความถี่ของอารมณ์

อ้างอิงมาจากแนวคิดของ
ดร. เดวิด อาร์. ฮอว์กินส์ (Dr. David R. Hawkins)
นักจิตเวชและนักวิจัยด้านจิตวิญญาณ

19/03/2026

Self love ❤️ #จิตใต้สำนึก

19/03/2026

❤️การรักษาใจ = การรักษาระดับพลังงานในตัวเองและเป็นสิ่งที่ควรใส่ใจเป็นอันดับแรกของชีวิต

บางครั้ง... การที่เราแนะนำสิ่งดีงาม
โดยที่เขาไม่ได้ถาม..!!

หรือเขาไม่ได้อยากรู้...จะกลายเป็น
สิ่งที่ไร้สาระและไม่มีคุณค่าใดๆ เลย

หรือแม้กระทั่งการให้สิ่งของที่เขา >> ไม่ได้อยากได้ก็จะกลายเป็นว่าสิ่งนั้นจะดูไร้ค่าทันที .!!
ถึงแม้ว่าเรามีจุดประสงค์ที่ดีก็ตาม

ดังนั้น..!! ไม่ควรสิ้นเปลืองพลังงานในตัวเอง
ไปกับเรื่องราวที่ไม่จำเป็น

และควรเก็บรักษาพลังงานดีๆ ไว้เพื่อแบ่งปันให้กับผู้ที่คู่ควรได้รับ..จะดีที่สุด❤️

🥱 การเคลียร์พลังงานที่ตกค้างก่อนนอนเปรียบเสมือนการ "อาบน้ำชำระจิตใจ" ยิ่งถ้าเราเจอพลังงานลบ บ่อยๆ และไม่เคลียร์ออก จะส่ง...
18/03/2026

🥱 การเคลียร์พลังงานที่ตกค้างก่อนนอน
เปรียบเสมือนการ "อาบน้ำชำระจิตใจ"

ยิ่งถ้าเราเจอพลังงานลบ บ่อยๆ
และไม่เคลียร์ออก จะส่งต่อคุณภาพการนอน
สภาวะจิตใจ และเชื่อมโยงไปถึงการทำงานของระบบต่าง ๆ ในร่างกาย ไปจนถึงในระดับเซลล์เลยทีเดียว

หากเราปล่อยปะละเลย ไม่เห็นความสำคัญ
จนเรื่องราวต่างๆ กลายเป็นขยะตกค้างอยู่ในจิตใต้สำนึก
จนกลายเป็นข้อจำกัดสะสม จากความไม่รู้

ดังนั้น ควรเคลียร์ทุกวันจะดีที่สุด

3 วิธีง่าย ๆ ที่ทำได้จริงในชีวิตประจำวัน

1. การล้างพลังงานด้วยธาตุน้ำ

เป็นวิธีการบำบัดด้วยตัวเอง ให้ใช้ช่วงเวลาตอนอาบน้ำ และให้ใช้จินตนาการว่า…

💦น้ำที่ไหลผ่านตัว เป็นน้ำที่มีคุณสมบัติพิเศษ สามารถช่วย ชะล้างความเหนื่อยล้า ความกังวล และพลังงานที่ไม่ใช่ของคุณให้ไหลไปกับสายน้ำ

*** หากมีเกลือสปาหรือเกลือหิมาลัย สามารถนำมาขัดเบา ๆ เพื่อช่วยดูดซับประจุพลังงานที่ตึงเครียดออกจากออร่ารอบตัวได้ เช่นเดียวกัน

2. เทคนิค 4-4-8 และการสะกดจิตตัวเองเบื้องต้น

🌿การหายใจเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดในการรีเซ็ตระบบประสาท ให้กลับมาสมดุลได้อย่างรวดเร็ว

* วิธีทำ: สูดลมหายใจเข้าลึก 4 วินาที, กลั้นหายใจ 4 วินาที, และผ่อนลมหายใจออกทางปากช้า ๆ 8 วินาที

* คำสั่งจิต: ในขณะที่หายใจออก
ให้สั่งจิตตัวเองเบื้องต้นสั้น ๆ เช่น

"ตอนนี้ฉันอนุญาตให้ตัวเอง ปลดปล่อยพลังงานลบ ให้ออกไปกับลมหายใจ" >> (พูดช้าช้าด้วยสติ)

"ฉันปล่อยวาง เรื่องราวในวันนี้ได้อย่างอิสระผ่อนคลาย "

จุดประสงค์เพื่อ : ❌🧠เพื่อปิดสวิตช์การทำงานของสมองที่กำลังคิดวน

3. การทำ Journaling แบบ "Brain Dump"
การเขียนคือการดึงพลังงานจากนามธรรม (ความคิด)
ออกมาเป็นรูปธรรม (ตัวอักษร)

** ให้ใช้เวลา อยู่กับตัวเองประมาณ 3-5 นาที ก่อนนอน เขียนทุกอย่างที่ยังติดค้างในใจ ที่รู้สึกขุ่นมัว และ เขียนทุกเรื่องเท่าที่นึกขึ้นได้

👉 จุดประสงค์เพื่อ : บอกจิตใต้สำนึกให้รับรู้ว่า …

"เรื่องเหล่านี้ถูก เขียนและปลดปล่อยออกไปเรียบร้อยแล้ว และไม่จำเป็นต้องเก็บเอาไว้ในขณะที่หลับ" ❤️

😍 ขอให้ทุกท่านตื่นมาด้วยความสดชื่น แจ่มใส มีพลังนะคะ
และข้อมูลทั้ง3 ข้อนี้สามารถเลือกทำตามความถนัดของตัวเองได้เลยค่ะ

#จิตสำนึก
#จิตใต้สำนึก
#นักโปรแกรมจิต
#สะกดจิตบำบัด

“ส ว ด ม น ต์ บำ บั ด😇  .. Vibrational  Therapy”.มีผลวิจัยเกี่ยวกับ..การสวดมนต์ และสามารถอธิบายได้ทางวิทยาศาสตร์ จาก คุ...
18/03/2026

“ส ว ด ม น ต์ บำ บั ด😇 .. Vibrational Therapy”.มีผลวิจัยเกี่ยวกับ..การสวดมนต์
และสามารถอธิบายได้ทางวิทยาศาสตร์
จาก คุณหมอ รพ.รามา

การสวดมนต์ ด้วยเสียงเบาๆ แผ่วๆ ช้าๆ
ช่วยกระตุ้นการทำงานในร่างกาย
ให้ผลิตสารสื่อประสาท และปรับสมดุล

🧠เสียงสวดมนต์ กับสมอง

1) การสวดเร็ว + ดัง
เสียงสวด เข้าสู่สมองซีกซ้าย มีสารแห่งความอิ่มใจ
ปีติหลั่งออกมา ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย แต่ยังไม่เข้าสู่
ระดับการเยียวยา

2) การสวดเสียงเบาๆ แผ่วๆช้าๆ
แบบฟังคนเดียว ในลำคอ : คลื่นเสียง
จะเกิดการสั่นสะเทือน

> เสียงจะเข้า สู่หูส่วนกลาง
> แก้ลมในหู
> ช่วยการทรงตัวได้ดี

การสวดมนต์ที่เป็น วิทยาศาสตร์
เสียงสวดทุ้มๆ แผ่วๆ ช้าๆ จะส่งสัญญาณ
สู่ระบบสมอง ส่วนที่กรองสัญญาณ ...
ต่อม Thalamus - กันชัก กันสับสน
ได้สารสงบ สารเยียวยา บาดเเผลในร่างกาย
สารที่ Thalamus นี้ จะหลั่งออกมา เป็นพรวน
ความสั่นสะเทือนของเสียง ที่ต่ำกว่า 25Hz มีผลต่อThalamus
.. ช่วยสกัดโกรธ .. ลดกังวล .. เยียวยาจิตใจ

จาก Thalamus > Pituitary
> Hypothalamus > Pineal
ย้อนมาที่สมองส่วนหน้า
ซึ่งมีผลต่อนาฬิกาชีวิตของคนเรา

** การ ส ว ด ห ลั บ ต า
จะได้สารต้านอนุมูลอิสระ

** การเยียวยา บำบัดที่ดีมาจากการ ก ด > สั่ น ส ะ เ ทื อ น > แ ต ะ นิ ดๆ

** ฟั ง เ สี ย ง ค น อื่ น ส ว ด
ได้แค่ผ่อนคลาย ที่สมองเท่านั้น

** ก า ร ส ว ด เ อ ง ช่วยให้ได้รับ
ความสั่นสะเทือนภายใน

** เสียงสวดมนต์เป็นคลื่นส่วนตัว
ที่ไม่สามารถทำแทนกันได้


ผลงานวิจัย :
สวดมนต์ 12-15 นาที
เสียงเบาแผ่ว (

การสวดมนต์เบาๆมีประโยชน์มาก อธิบายได้ทางวิทยาศาสตร์ครับส่วนจะเป็นการสวดบทไหนได้ประโยชน์อย่างไร ภายในค....

เรื่องพลังของคำพูด Power of words ที่มีต่อโมเลกุลน้ำ และร่างกายมนุษย์ เพราะร่างกายของเรามีน้ำ 💦เป็นส่วนประกอบ สูงถึงประม...
17/03/2026

เรื่องพลังของคำพูด Power of words ที่มีต่อโมเลกุลน้ำ และร่างกายมนุษย์ เพราะร่างกายของเรามีน้ำ 💦เป็นส่วนประกอบ สูงถึงประมาณ 70%

#ดังนั้นสิ่งที่ส่งผลต่อน้ำ
จึงย่อมส่งผลต่อสภาวะภายในร่างกายของเรา
อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ด้วยเช่นกัน

_______

💦รายละเอียดและตัวอย่างที่เห็นภาพชัดเจน

1. ผลกระทบต่อปฏิกิริยาในน้ำ

แนวคิดนี้โด่งดังมาจากงานวิจัยของ ดร. มาซารุ เอโมโตะ (Dr. Masaru Emoto) ขาวญี่ปุ่น ที่ทำการทดลองแช่เยือกแข็งน้ำหลังจากที่ให้น้ำได้รับ "สาร" หรือ "พลังงาน"
จากคำพูดและตัวอักษรที่ต่างกัน

🤩คำพูดด้านบวก:

เมื่อนำผลึกน้ำที่ผ่านการฟังคำพูดดีๆ
หรือติดป้ายตัวอักษรทางบวก และไปส่องกล้องจุลทรรศน์
จะพบว่าน้ำก่อตัวเป็น ผลึกรูปหกเหลี่ยมที่สมบูรณ์ สวยงาม และสมมาตร คล้ายกับเกล็ดหิมะที่วิจิตรบรรจง

😡ส่วนคำพูดด้านลบ:

น้ำที่ได้รับคำพูดด่าทอหรือพลังงานลบ
จะไม่สามารถก่อตัวเป็นรูปทรงได้ และมีลักษณะบิดเบี้ยว กระจัดกระจาย ดูหม่นหมอง

2. ผลกระทบต่อร่างกายมนุษย์

เพราะ สมอง หัวใจ และเลือด มีน้ำ💦 เป็นส่วนประกอบหลัก
คำพูดจึงส่งผลโดยตรงต่อระบบประสาท และสารเคมีใน
ร่างกาย ดังนี้..

👍เมื่อได้รับคำพูดด้านบวก: ++
ร่างกายจะหลั่งสารความสุข เช่น เอ็นโดรฟิน (Endorphin) และ โดปามีน (Dopamine)

ส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรงขึ้น
การซ่อมแซมเซลล์ทำได้ดี และช่วยให้การทำงานของยีน
อยู่ในสภาวะที่เอื้อต่อสุขภาพ

👎หากได้รับคำพูดด้านลบ: - -
ร่างกายจะรับรู้ถึงสภาวะวิกฤต และหลั่งคอร์ติซอล (Cortisol) หรือฮอร์โมนความเครียดออกมา

** เมื่อได้รับบ่อยๆ จะส่งผลให้การไหลเวียนเลือดติดขัด
เซลล์เสื่อมสภาพเร็วขึ้น และอาจนำไปสู่โรคทางกาย
(Psychosomatic disorders) อีกด้วย
_______

ตัวอย่างสถานการณ์

😍คำพูดด้านบวก | "ขอบคุณนะ", "ฉันรักเธอ",
"คุณทำได้ดีมาก"

ลักษณะผลึกน้ำ: ทรงหกเหลี่ยมสวยงาม สว่างไสว

ผลต่อร่างกาย: อัตราการเต้นหัวใจคงที่, กล้ามเนื้อผ่อนคลาย, ความคิดสร้างสรรค์พุ่งพล่าน

🥹คำพูดด้านลบ | "ฉันเกลียดคุณ", "เธอมันไม่เก่งเลย", "ทำไมแย่แบบนี้"

ลักษณะผลึกน้ำ: รูปทรงแตกสลาย, มืดมน

ผลต่อร่างกาย: กล้ามเนื้อตึงเครียด, หายใจถี่สั้น,
ระบบย่อยอาหารทำงานผิดปกติ

_______

✨สรุปบทความ

พลังของคำพูดเปรียบเสมือนการวางโครงสร้างให้กับน้ำในตัวเรา หากเราเลือกใช้คำพูดที่ดีต่อจิตใจ และให้กำลังใจตัวเองได้

ก็เท่ากับเรากำลังจัดระเบียบเซลล์ในร่างกายให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดนั่นเอง

Cr.ขอบคุณเจ้าของภาพ

กับดักของคำว่า “เอาความสำเร็จไปตบหน้าคนอื่น“ประโยคนี้เป็นความรู้สึกที่อยากจะ "พิสูจน์ตัวเอง" เพื่อ ให้คนที่เคยดูถูกเห็น ...
14/03/2026

กับดักของคำว่า “เอาความสำเร็จไปตบหน้าคนอื่น“
ประโยคนี้เป็นความรู้สึกที่อยากจะ "พิสูจน์ตัวเอง" เพื่อ ให้คนที่เคยดูถูกเห็น และนำมามันเป็นแรงผลักดันให้กับชีวิตเราก็จริงอยู่

แต่ถ้าเรามองลึกลงไปอีกนิด การนิยามเอาคำว่า “ความสำเร็จ” เป็นอาวุธ ใช้ในการนำไป "ตบหน้า" ใครสักคน

อาจเป็นกับดักที่ทำให้เรา แค่มีความสุขแบบรู้สึกสะใจ
ซึ่งยังไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง ..!!

#เหตุผลเพราะ..
😡 การใช้ความแค้นหรือความโกรธเป็นเชื้อเพลิง ในการขับเคลื่อนชีวิต มันช่วยให้เรามีแรงผลักดันในระยะสั้นเท่านั้น

แต่ในระยะยาวมันจะกัดกินใจตัวเอง เพราะเป้าหมายคือการทำให้คนอื่นยอมรับ หรือเสียหน้า ซึ่งยังไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง..!!

และเป็นเพียงการผูกความสุขไว้กับปฏิกิริยาของคนอื่น ซึ่งบางทีเขาอาจจะไม่สนใจ หรือลืมเราไปแล้วด้วยซ้ำ

กลายเป็นว่าเราเหนื่อยฟรีเพื่อให้คนที่ไม่สำคัญมาเห็นความสำเร็จของตนเอง

🏃‍♂️ความสำเร็จคือ "รางวัล" ไม่ใช่ "อาวุธ"

เพราะความสำเร็จคือผลลัพธ์ของวินัย ความพยายาม และโอกาสที่เราได้รับ มันควรเป็นสิ่งที่ทำให้ชีวิตเราดีขึ้น มีความสุขมากขึ้น และนำผลลัพธ์ดีๆ จากความสำเร็จมาแบ่งปัน ส่งต่อไปยังผู้อื่นต่อไป❤️

หากเรามองสิ่งนี้เป็นอาวุธเพื่อทำร้ายความรู้สึกคนอื่น คุณค่าของความสำเร็จนั้นจะถูกลดทอนลงเหลือเพียงแค่การระบายอารมณ์เพื่อความสะใจ

🤩 หรือถ้าเรานำความสำเร็จเพื่อตบหน้าคนอื่น นั่นหมายความว่า เรากำลังให้คนอื่นกำหนด "เส้นชัย" ให้กับตัวเอง

ซึ่งมาตรฐานชีวิตเรา ไม่ควรขึ้นอยู่กับ "สายตาคนอื่น"

#ข้อแตกต่าง

👉สำเร็จเพื่อเหนือกว่าคนอื่น : ต้องรวยกว่าเขา เก่งกว่าเขา ถึงจะสะใจ

👉สำเร็จเพื่อตัวเอง: เราเก่งกว่าเมื่อวาน มีความสุขในแบบที่เราเลือก รู้คุณค่าในตัวเอง และภูมิใจในตัวเอง

✨✨สรุปบทความ

> ชัยชนะแท้จริงคือการบรรลุเป้าหมายที่เราตั้งไว้ต่างหาก ไม่ใช่การนำความสำเร็จไปตบหน้าคนอื่นเพื่อความสะใจของตัวเอง..!!

>>> ลองถามตัวเองว่าคุณกำลังโฟกัสความสุขของตัวเองหรือโฟกัสไปที่สายตาของคนอื่น?

ที่อยู่

Bangkok

เบอร์โทรศัพท์

+66919695463

เว็บไซต์

http://facebook.com/profile.php?id=100083584680632, http://lin.ee/UM4

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ The Miracle of mindผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์

Share on Facebook Share on Twitter Share on LinkedIn
Share on Pinterest Share on Reddit Share via Email
Share on WhatsApp Share on Instagram Share on Telegram

ประเภท