รักสุขภาพด้วยสารอาหารบำบัด

รักสุขภาพด้วยสารอาหารบำบัด สารอาหารบำบัดระดับเซลล์จากเกษรดอก?

!!!อ า ห า ร ที่ กิ น คู่ กั น . . . อั น ต ร า ย ! ! 1. กินทุเรียนกับ น้ำอัดลม  ให้พิษร้าย มากกว่าพิษงูเห่า!2. เต้าหู้ก...
06/07/2021

!!!อ า ห า ร ที่ กิ น คู่ กั น . . . อั น ต ร า ย ! !
1. กินทุเรียนกับ น้ำอัดลม ให้พิษร้าย มากกว่าพิษงูเห่า!
2. เต้าหู้กับน้ำผึ้ง ห้ามรับประทานด้วย กันจะทำให้หูหนวก..
3. น้ำเต้าหู้ ห้ามใส่ น้ำตาลแดง จะทำให้ เสียวิตามิน
4. มันฝรั่งกับกล้วย ทุกชนิด ห้าม รับประทานรวมกัน จะทำให้หน้าเป็นฝ้า
5. หัวไชเท้ากับผลไม้ ทุกชนิด ห้าม รับประทานรวมกัน จะทำให้เกิดคอพอก
6. กล้วยกับเผือก ห้ามรับประทานด้วย กัน จะทำให้ท้องอืด
7. บวบ ซือกวย ไชเท้า ห้ามรับประทานวัน เดียวกัน จะทำให้เป็น เบาหวาน ทำให้เชื้อ อสุจิอ่อนไม่แข็งแรง
8. กล้วย+มะละกอ +แตงโม ห้าม รับประทานด้วยกัน จะทำให้เป็นโรคไตกับโรคเบาหวาน
9. มังคุดกับน้ำตาล กินรวมกันจะทำให้เสียชีวิต
10. ผักป๋วยเล้ง ห้าม รับประทาน กับเต้าหู้ จะทำให้เป็นนิ่วที่ไขสันหลัง
11. น้ำผึ้ง ห้ามชงด้วย น้ำที่ร้อนจะทำให้เสีย วิตามิน
12. ส้มกับมะนาว ห้าม รับประทานด้วยกัน จะทำให้กระเพาะทะลุ
13. ปลาทุกชนิด ห้ามต้มกับผักกาดดอง จะทำให้เป็นโรคมะเร็ง
14. ขิงดอง ห้ามเข้า ตู้เย็น กินแล้วจะเป็น โรค มะเร็ง
15. น้ำข้าว ห้ามใส่กับ นม จะทำให้เสียวิตามิน
16.น้ำเต้าหู้กับนมสด ห้ามใส่ไข่ เพราะจะทำ ให้ท้องผูกและเส้นเลือดตีบ
17. ถั่วลิสงกับฟักทอง ห้ามรับประทานรวม กัน จะทำให้ทำร้าย ร่างกายและลำไส้ อักเสบ
18. มันเทศกับลูกพลับ ห้ามรับประทานรวม กัน จะทำให้เกิดนิ่ว ในกระเพาะอาหาร
19. เหล้าขาวกับลูก พลับ ห้ามรับประทาน ด้วยกันจะทำให้เป็นพิษ
20. เหล้าขาวกับเบียร์ ห้ามรับประทานด้วย กัน จะทำให้เส้นเลือด ในสมองแตก
21. หัวไชเท้ากับเห็ด หูหนู ทั้งดำและขาว ห้ามรับประทารด้วย กัน จะเป็นโรคผิวหนัง
* * มีนักท่องเที่ยว ชาวจีนวัยเพียง28ปี รายหนึ่ง ตอนมาเที่ยว เมืองไทยได้รับประทานทุเรียนไปจำนวนมาก หลังจากนั้นก็ดื่มน้ำอัดลม สารคาเฟอินในน้ำ อัดลมก่อให้เกิดความ ดันโลหิตสูงขึ้นอย่าง รวดเร็ว ทำให้หัวใจ วายอย่างเฉียบพลัน
+ + ประเทศไทย ได้ออกกฎอย่าง ชัดเจนไว้ว่า ภายใน 8 ชั่วโมงหลังจาก การรับประทานทุเรียน เป็นจำนวนมาก ห้ามดื่ม น้ำอัดลม เป็นอันขาด ! !
* ทุเรียนก่อให้เกิด แก๊สในกระเพาะสูงเลยทีเดียว..เพื่อชาติอันเป็นที่รักยิ่งของเรา
โปรดแชร์ด่วนเพื่อ ญาติมิตรและเพื่อนคนไทย🎃🍊🍏🍋🍎🍅🍓🍑🍐🍌🍉🍈🌽🍠🍆🍑🌶🍍🍦🍼
คลิปปรึกษาผู้เชียวชาญ
https://bit.ly/32LNyeT

🎯โรคปอดคืออะไรปอดอักเสบจากการติดเชื้อหรือโรคนิวโมเนีย เป็นโรคติดเชื้อในตำแหน่งของหลอดลมฝอย ลุกลามจนถึงถุงลมปอด🎯ส่วนใหญ่เ...
05/07/2021

🎯โรคปอดคืออะไร
ปอดอักเสบจากการติดเชื้อหรือโรคนิวโมเนีย เป็นโรคติดเชื้อในตำแหน่งของหลอดลมฝอย ลุกลามจนถึงถุงลมปอด

🎯ส่วนใหญ่เกินกว่าครึ่งเกิดจากเชื้อไวรัสและเชื้อแบคทีเรีย นอกจากนี้ยังเกิดจากการติดเชื้อโรคชนิดอื่นได้ เช่น พยาธิ และเชื้อรา
ขึ้นอยู่กับระดับภูมิคุ้มกัน ของผู้ป่วย เมื่อปอดติดเชื้อ ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะส่งเม็ดเลือดขาว มาที่เซลล์ปอด และเกิดปฏิกิริยาการอักเสบจากการทำลายเชื้อโรค เกิดหนอง หรือของเหลวท่วมขัง อยู่ภายในถุงลมปอด รวมทั้งทำให้เซลล์ปอดบวมใหญ่ขึ้น เป็นที่มาของคำว่า “ปอดบวม” นั่นเอง

🎯โรคปอดมีกี่ประเภท
1.มะเร็งปอด เกิดจากการที่ปอดได้รับสารเคมีที่เป็นพิษหรือเป็นสารก่อมะเร็ง
จากการหายใจ โดยร้อยละ 85-90 ของมะเร็งปอด มีสาเหตุมาจากการ
สูบบุหรี่

🎯อาการของมะเร็งปอด
ไอเรื้อรัง เสมหะมีเลือด เหนื่อยหอบอาจมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น ปวด
กระดูก ปวดศีรษะ หากมีการแพร่กระจายไปที่อวัยวะที่อื่น กลุ่มเสี่ยง หาก
ไอต่อเนื่องเกิน 3 สัปดาห์ หรือไอผิดปกติ ควรปรึกษาแพทย์
2. ถุงลมโป่งพอง ปอดของคนประกอบด้วยถุงลมเล็ก ๆ เป็นจำนวนนับล้าน
ถุงลมมีขนาดเล็กมากกว่าปลายเข็ม ผนังถุงลมจะบางมาก และมีเส้นเลือด
ฝอยอยู่ตามผนังถุงลม

🎯เวลาหายใจ อากาศที่มีออกซิเจนจะเข้าถึงถุงลมเล็กๆ ซึ่งเป็นที่ที่ออกซิเจนซึมผ่านผนังถุงลมเข้าสู่เส้นเลือดฝอย เพื่อไปเลี้ยงร่างกายคาร์บอนไดออกไซด์ จะถูกขับออกจากเส้นเลือดฝอย เข้าสู่ถุงลม
และถูกขับออกจากร่างกายโดยการหายใจออก

🎯ในการสูบบุหรี่ ควันบุหรี่จะถูกดูดเข้าสู่ทางเดินหายใจไปจนถึงถุงลมปอด ซึ่งนิโคตินและสารเคมีอื่นๆ ในควันบุหรี่จะถูกดูดซึมสู่เส้นเลือดฝอยที่บุตามถุงลม จากนั้นนิโคตินจะถูกพาไปตามกระแสเลือด ไปสู่สมอง ซึ่งเป็นสารเสพติดที่ทำให้ผู้สูบติดบุหรี่

🎯อาการของถุงลมโป่งพอง
แน่นหน้าอก เหนื่อย หอบ เพราะมีการเสื่อมลงของปอดอย่างรวดเร็ว
3.วัณโรค เนื้อปอดที่ถูกทำลายจากสารพิษในควันบุหรี่ ทำให้การขจัดเชื้อ
วัณโรคที่หายใจเข้าสู่ปอด มีประสิทธิภาพลดลง ส่งผลให้ผู้สูบบุหรี่ติดเชื้อ
วัณโรคง่ายขึ้น ผู้สูบบุหรี่ที่ได้รับเชื้อวัณโรค ร่างกายจะควบคุมเชื้อไม่อยู่
ทำให้เกิดเป็นวัณโรคปอด ในผู้ที่สูบบุหรี่และเป็นวัณโรค โรคจะรุนแรง
ลุกลามเร็วและรักษายากขึ้น ผู้ที่สูบบุหรี่แล้วเป็นวัณโรคมีโอกาสเสียชีวิต

🎯อาการของโรควัณโรค
-ไอเกิน 2 สัปดาห์
-ไอเสมหะมีเลือด
-น้ำหนักลด อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย
-เจ็บหน้าอกขณะหายใจหรือไอ
-เบื่ออาหาร
-มีไข้ต่ำ ๆ เหงื่อออกกลางคืน
4.โรคภูมิแพ้ ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหลอดลม เกิดการหลั่งสารน้ำ
เหลืองออกมาในจำนวนที่มากกว่าปกติ ควันบุหรี่ทำให้ขนเล็ก ๆที่ผิว
หลอดลมไม่ทำงาน ฝุ่นและเสมหะจะตกค้างในหลอดลม ส่วนคนที่เป็นหืด
หากสูบบุหรี่หรือได้รับควันบุหรี่ อาการจะรุนแรงและควบคุมยากขึ้น ปอด
จะเสื่อมเร็วขึ้นร่างกายตอบสนองต่อการรักษาน้อย และต้องใช้ยามากขึ้น

🎯อาการหืดจับ เกิดขึ้นได้อย่างไร
ในคนที่เป็นหืด เมื่อลมหายใจมีสิ่งที่แพ้หรือระคายเคืองต่อหลอดลม ผิวหลอดลมจะเกิดอาการอักเสบ กล้ามเนื้อรอบหลอดลมหดตัว ทำให้รูหลอดลมเล็กลง ส่งผลให้ลมหายใจเข้าออก ลำบากเกิดเป็นอาการหืดจับขึ้น
5.โรคปอดอักเสบจากการติดเชื้อหรือโรคนิวโมเนีย เป็นโรคติดเชื้อใน
ตำแหน่งของหลอดลมฝอย ลุกลามจนถึงถุงลมปอด ส่วนใหญ่เกินกว่าครึ่ง
เกิดจากเชื้อไวรัสและเชื้อแบคทีเรีย นอกจากนี้ยังเกิดจากการติดเชื้อโรค
ชนิดอื่นได้ เช่น พยาธิและเชื้อรา ขึ้นอยู่กับระดับภูมิคุ้มกันของผู้ป่วย

🎯เมื่อปอดติดเชื้อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะส่งเม็ดเลือดขาว มาที่เซลล์ปอด และเกิดปฏิกิริยาการอักเสบจากการทำลายเชื้อโรค เกิดหนองหรือของเหลวท่วมขัง อยู่ภายในถุงลมปอด รวมทั้งทำให้เซลล์ปอดบวม ใหญ่ขึ้น เป็นที่มาของคำว่า “ปอดบวม
6.โรคปอดรั่ว คือ ภาวะที่ถุงลมในปอดแตก ทำให้อากาศรั่วเข้าไปแทรกอยู่
ในช่องอกจนเบียดเนื้อปอดและหัวใจ ทำให้ปอดขยายตัวไม่เต็มที่ ส่งผล
ต่อการหายใจ เพราะภาวะดังกล่าวอันตรายถึงขั้นเสียชีวิต ได้หากลมที่รั่ว
นั้นกดเบียดหัวใจรุนแรง สัญญาณเตือนปอดรั่ว

🎯อาการเบื่้องต้นของโรคปอด
1.เหนื่อยง่าย
2.ไอแห้งๆ
3.ไอมีเสมหะ
4.ไอเป็นเลือด
5.เจ็บหน้าอก

🎯สาเหตุการเกิดโรคปอด
🎯ปอดบวม หรือโรคปอดอักเสบ เกิดได้จาก 2 สาเหตุ
1. การติดเชื้อหรือที่เรียกว่า pneumonia ซึ่งพบได้บ่อยที่สุดไม่ว่าจะเป็นเชื้อ
ไวรัส เชื้อแบคทีเรีย และเชื้อรา และที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ เช่น การ
หายใจเอาฝุ่น ควัน หรือสารเคมีที่ระเหยได้ที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อ
ระบบหายใจ
2. การรักษาโรคปอดอักเสบจากการติดเชื้อ เป็นการรักษาการติดเชื้อร่วมกับ
การป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น โดยทางเลือกในการรักษา
ประกอบด้วย ใช้ยาปฏิชีวนะตามเชื้อที่คิดว่าเป็นสาเหตุของโรค
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันพบว่าการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างแพร่ หลายอาจทำให้
เชื้อบางชนิด มีการดื้อยาเพิ่มมากขึ้น
1.การรักษาแบบประคับประคองตามอาการ สำหรับผู้ป่วยโรคปอดอักเสบจาก
เชื้อไวรัส และเชื้ออื่นๆ ให้ยาลดไข้ ยาขยายหลอดลม ยาละลายเสมหะ
ในรายที่มีอาการรุนแรง อาจจำเป็นต้องให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ ให้
ออกซิเจน และทำกายภาพบำบัดทรวงอก เป็นต้น
2. การรักษาภาวะแทรกซ้อน เป็นกรณีที่พบได้ในกลุ่มเสี่ยง โดยภาวะ
แทรกซ้อนที่พบบ่อยได้แก่ เชื้อแบคทีเรียแพร่กระจายจากปอดเข้าสู่
กระแสเลือดส่งผลให้อวัยวะอื่นๆ

🎯ติดเชื้อตามไปด้วย บางรายอาจพบฝีในปอด หรือเกิดภาวะมีน้ำในโพรง
เยื่อหุ้มปอดที่จำเป็นต้องเจาะ หรือดูดออก ในรายที่อาการรุนแรงมาก ผู้
ป่วยอาจเกิดภาวะหายใจล้มเหลว เป็นอันตรายถึงชีวิตและจำเป็นต้องใส่
ท่อเข้าหลอดลม ร่วมกับเครื่องช่วยหายใจ

🎯ผลข้างเคียงจากการรักษาโรคปอด
1. อาการท้องเสียอาการรุนแรงจนทำให้ร่างกายสูญเสีย น้ำมากและเกิด
ปัญหาต่อการทำงาน ของไต ทำให้มีอาการไตวายเฉียบ พลัน
2. อาการทางผิวหนังยาต้าน EGFR ทำให้เกิดผื่นแดงหรือผื่นคล้ายสิวผิวหนัง
ลอกหรือพุพองมาก ท่านจะต้องหยุดรับ ประทานยาต้าน EGFR และพบ
แพทย์ทันที
3. อาการเจ็บปากรับประทานยาต้าน EGFR ว่า มีเหงือกอักเสบ เจ็บเหงือก
หรือมี เลือดออกหรือไม่ มีแผลบริเวณริมฝีปาก ลิ้น ภายใน ช่องปาก
เพดานปากด้านบนหรือด้านล่าง
4. ติดเชื้อที่เล็บผิว หนังบริเวณรอบเล็บ หรือจมูกเล็บ เกิดการอักเสบ หรือ
ติดเชื้อ
5. ความอยาก อาหารลดลง
อาหารบำรุงปอด
1. แอปเปิล มีวิตามินซีและเส้นใยสูง มีเบต้าแคโรทีน หรืออนุมูลอิสระที่มีชื่อ
ว่าเคอร์ซิทีน ช่วยลดความเสี่ยงโรคมะเร็งปอด รวมถึงวิตามิน และแร่ธาตุ
ในแอปเปิล ยังจะช่วยดูแลสุขภาพปอดอีกด้วย
2. แครอท มีเบต้าแคโรทีนสูงเช่นกัน และมีปริมาณวิตามินเอสูงมาก ซึ่งช่วย
ป้องกันอาการหอบหืด และช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของเรา
3. รังนก มีสรรพคุณช่วยบำรุงปอด เสริมพลัง และยังช่วยในการช่วยละลาย
เสมหะ แก้ไอ อีกทั้งยังบำรุงและระบายความร้อนในร่างกาย
4. ขิง เป็นสมุนไพรที่ดีต่อระบบทางเดินหายใจ โดยเฉพาะกับคนที่มักจะมี
ปัญหาเสมหะบ่อยๆ การดื่มน้ำขิงจะช่วยขับเสมหะได้
5. กระเทียม สรรพคุณเด่น คือ ต้านการอักเสบ และมีสารต้านอนุมูลอิสระที่
ชื่ออัลลิซิน ที่ช่วยลดความเสี่ยงโรคมะเร็ง เกือบทุกชนิดได้เป็นอย่างดี
6. ชาดำ มีคาเฟอีนอยู่จำนวนไม่น้อย ควรเลือกดื่มชาใบสน เพราะมีสรรพคุณ
ช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียในช่องปากและลำคอ
7. บรอกโคลี วิตามินซีสูงและอุดมไปด้วยวิตามินบี 5 ที่มีคุณสมบัติทดแทน
การสูญเสียวิตามินซีจากการสูบบุหรี่ และมีหน้าที่ปกป้องดูแลปอดไม่ให้
เกิดความเสียหายจากสารพิษในบุหรี่ด้วย
8. เมล็ดแปลกซ์ อุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า3 แมกนีเซียม
9. แคนตาลูบ มีสารต้านอนุมูลอิสระมีวิตามินcสุง1
10. กาแฟ ช่วยระบบทางเดินหายใจ ลดการอักเสบ ติดเชื้อ และโรคหอบหืด
11. ขมิ้น ลดการอักเสบและการลุกลามของสารพิษ
12. เบอรี สารต้านอนุมูลอิสระ เพื่อนต่อสู้กับเซลล์มะเร็งและโรคติดเชื้อ
13. อะโวคาโด ต้านอนุมูลอิสระซื่อ กลูตาไธโอน

🎯อาหารที่คนเป็นโรคปอด ต้องระวัง
1.ไข่ อาจมีอาการแพ้
2. ถั่วลิสง มีผลเสียต่อผู้เป็น โรคหอบหืด
3. เกลือ เกิดการอักเสบที่เกิดจากการกักเก็บของเหลว
4. หอย ไมควรรับประทานอาหารทะเล
5.ไวน์ มีสารกันปูด เรียกว่า ซัลไฟต์ ไม่ดีต่อโรคหอบหืดและปอด

🎯คลิปปรึกษาผู้เชียวชาญ
🎯https://bit.ly/32LNyeT
*******

กาแฟดีอย่างไรควรรู้ไว้1. การดื่มกาแฟ ทำให้เส้นเลือดใหญ่ในร่างกายของผู้ดื่ม มีความแข็งแรงมากกว่าผู้ไม่ดื่ม2. การดื่มกาแฟ ...
30/06/2021

กาแฟดีอย่างไรควรรู้ไว้
1. การดื่มกาแฟ ทำให้เส้นเลือดใหญ่ในร่างกายของผู้ดื่ม มีความแข็งแรงมากกว่าผู้ไม่ดื่ม
2. การดื่มกาแฟ ช่วยป้องกันความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งสำไส้ใหญ่
3. การดื่มกาแฟ ช่วยให้ร่างกายได้รับสารต้านอนุมูลอิสระมากกว่า 1299 มิลลิกรัม ในขณะที่เครื่องดื่มอย่างเช่น ชา มีสารต้านอนุมูลอิสระเพียง 294 มิลลิกรัม
4. การดื่มกาแฟจำนวน 2-3 แก้วต่อวัน จะลดอัตราเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจ
5. การดื่มกาแฟ ช่วยลดอัตราเสี่ยงของการเป็นเบาหวานเพราะในกาแฟมีสารประกอบที่เรียกว่า “ควินิน” ที่ช่วยให้ร่างกายผลิตสารอินซูลินได้ดีขึ้น
6. การดื่มกาแฟ จะช่วยลดอัตราการเกิดภาวะความจำเสื่อม ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกคนไม่พึงปรารถนา
7. การดื่มกาแฟเป็นประจำ จะช่วยลดการจับตัวของคอเลสเตอรอลในร่างกาย ช่วยป้องกันโรคหัวใจ ในกาแฟมี “นิโคติน” ซึ่งเป็นวิตามินบีรวมชนิดหนึ่ง (คนละชนิดกับนิโคตินในบุหรี่) กาแฟจึงช่วยป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือดแข็งตัว
8. การดื่มกาแฟจะช่วยลดความอ้วนได้ เพราะกาแฟช่วยละลายไขมัน การดื่มกาแฟหลังจากอิ่มจากอาหาร จะช่วยให้ไขมันแตกตัว และให้พลังงาน
9. การดื่มกาแฟ 1 แก้วต่อวัน จะช่วยลดความเสี่ยงจากการเป็น “ตับแข็ง” ได้ถึง 20% และหากดื่ม 4 แก้วต่อวัน จะช่วยลดอัตราเสี่ยงได้ถึง 80%
10. การดื่มกาแฟจะช่วยลดความเสี่ยงจากการเป็นนิ่วในถุงน้ำดี โดยเฉพาะผู้ดื่มกาแฟอย่างน้อย 2 แก้วต่อวัน
11. การดื่มกาแฟจะช่วยปรับสีผิวของเรา ช่วยลดริ้วรอยและทำให้ผิวหนังของผู้ดื่มเรียบเนียนขึ้นด้วย
แหม….ประโยชน์ข้อนี้ คุณผู้หญิงถึงกับตาลุกเลยใช่ไหมล่ะ
12. การดื่มกาแฟช่วยลดอาการของการเกิดโรคหืด และสามารถกำจัดโรคหืดในผู้ป่วยบางคน
13. การดื่มกาแฟช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งต่อลูกหมาก
14. การดื่มกาแฟช่วยลดอาการปวดศีรษะ โดยเฉพาะโรคไมเกรนโดยคาเฟอีนในกาแฟ จะสามารถช่วยลดอาการปวดหัวได้ถึง 40%
15. การดื่มกาแฟจะช่วยลดอาการปวดกล้ามเนื้อภายหลังออกกำลังกายได้ถึง 58% แต่ต้องดื่มอย่างน้อยวันละ 2 แก้ว
16. การดื่มกาแฟจะช่วยคลายความเครียด และทำให้อารมณ์แจ่มใส ซี่งเท่ากับช่วยแก้โรคซึมเศร้าให้ผู้ดื่ม
17. การดื่มกาแฟช่วยป้องกันฟันผุ ทั้งนี้เพราะในกาแฟมีสารประกอบที่ทำให้กาแฟมีกลิ่นหอม และรสขม ซึ่งทำให้มีประสิทธิภาพช่วยในการป้องกันแบคทีเรีย และการก่อตัวของแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรคฟันผุ
18. การดื่มกาแฟเป็นประจำ จะช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดในสมอง และสมรรถภาพสมอง ผู้รู้บอกว่า ความหอมของกาแฟจะช่วยกระตุ้นสมองให้ทำงานได้เร็วขึ้น มีสมาธิมากขึ้น และมีประสิทธิภาพในการทำงานมากขึ้น
19. การดื่มกาแฟจะช่วยให้ไม่ง่วง และเกิดความรู้สึกตื่นตัว กระฉับกระเฉง และช่วยลดความรู้สึกหนาว เนื่องจากในกาแฟมีสารคาเฟอีน
20. การดื่มกาแฟเป็นประจำ จะช่วยไล่ความชรา กาแฟที่เข้มข้นจะทำให้ออกไซด์แตกตัวกระตุ้นการเผาผลาญในร่างกายของผู้ดื่ม คุณสมบัติข้อนี้ของกาแฟ จึงเหมาะกับคนที่กลัวความแก่
คลิปปรึกษาผู้เชียวชาญ
https://bit.ly/32LNyeT
097-110-4828

(มะนาว)(มะนาว)(มะนาว)(มะนาว)(มะนาว)ที่บ้าน ท่านปลูก มะนาวหรือยัง🩸ศ.นพ.ธีรวัฒน์ กุลทนันทน์ อดีตคณบดีเเพทย์ศิริราช.ได้แนะว...
26/06/2021

(มะนาว)(มะนาว)(มะนาว)(มะนาว)(มะนาว)
ที่บ้าน ท่านปลูก มะนาวหรือยัง

🩸ศ.นพ.ธีรวัฒน์ กุลทนันทน์ อดีตคณบดีเเพทย์ศิริราช.ได้แนะวิธีทำน้ำด่างทานง่ายๆ (น้ำมะนาวแช่ใส่น้ำเย็น/โซดา )

🩸ตัดชิ้นบางๆของมะนาว🍋ใส่ในแก้ว(มะนาว)หรือโถ แล้วดื่มมันจะกลายเป็นน้ำที่มีความเป็นด่างสูงมาก เชื้อโรคในร่างกายไม่สามารถเติบโตในสภาพที่มีความเป็นด่าง

🩸 ดังนั้น การทานน้ำด่างทุกวัน จึงช่วยทำลายเชื้อโรค ดื่มน้ำด่างจะทำให้มีสุขภาพดีขึ้นมาก

🩸 สถาบันทางวิทยาศาตร์อนามัย ระบุว่า นี่คือยาที่มีผลต่อมะเร็งดีเยี่ยมล่าสุดของโลก
มะนาว(มะนาว)(มะนาว)เป็นผลไม้ที่มหัศจรรย์มากที่สามารถฆ่าเซลล์มะเร็งได้เป็น 1หมื่นเท่ามากกว่า-เคโมเทอราฟี ..

🩸 ทำไมเราไม่รู้เรื่องนี้เลย เพราะว่า ปฏิบัติการห้องแล็บส่วนใหญ่นั้นไม่ยอมพูดเรื่องนี้เพราะมันจะทำให้สูญเสียผลประโยชน์อันยิ่งใหญ่ไป

🩸 เราท่านทั้งหลายสามารถช่วยเพื่อนท่านได้
ในการบอกให้เขาหรือเธอเหล่านั้น ว่า
(มะนาว)น้ำมะนาวนั้น มีประโยชน์ยิ่งในการป้องกันโรคภัยไข้เจ็บ มีรสชาติที่ดี และไม่มีผลข้างเคียงเหมือนการฉีดคีโมฯ คนมากมายอาจตาย ในขณะที่ความลับที่ป้องกันมะเร็งนี้ได้ถูกเก็บงำเอาไว้ เพื่อไม่ให้ต้องการทำลายผลประโยชน์
นับล้านๆ ของบริษัทยาใหญ่ๆ

🩸 ทราบไหมว่า (มะนาวแป้น มะนาวทุกชนิด) ท่านจะกินมะนาวเหล่านี้ในวิธีต่างๆก็ได้ เช่น กินเปลือก กินน้ำ หรือคั้น หรือเตรียมเป็นเครื่องดื่มใดๆ ก็ตาม แต่ที่เราชอบ และมันทำได้หลายอย่าง แต่ถ้าดื่มน้ำ(มะนาว)มะนาวผสมกับโซดาจะทำให้น้ำมะนาว ดูดซึมเข้าร่างกายได้ดียิ่งขึ้น ที่น่าสนใจ คือ มันขจัด ซีสต์ได้ (ก้อนเนื้อร้าย) ..

🩸 ผลไม้ชนิดนี้ พิสูจน์แล้วว่า สามารถต่อต้านมะเร็งได้ อย่างดีเยี่ยม มีคนกล่าวไว้ว่า

✅ (มะนาว)มันมีผลประโยชน์ในการกำจัดมะเร็งหลายชนิด
✅ (มะนาว)ป้องกันการอักเสบของเชื้อแบตทีเรีย เชื้อราได้
✅ (มะนาว)สามารถที่จะต่อต้านพาราไซส์ที่อยู่ ข้างใน
✅ (มะนาว)ทำให้เกร็ดลือดที่สูงเกินไปหรือต่ำเกินไป เข้าสู่ภาวะปกติ
✅ (มะนาว)ทำให้คลายเครียด
✅ (มะนาว)ต่อต้านโรคประสาท
✅ (มะนาว)ป้องกันโรคฟุ้งซ่าน

🩸 ข่าวสารเรื่องนี้มาจากบริษัทผลิตยาขนาดใหญ่มากกว่า 20 บริษัทในโลกได้ทำการทดลองเรื่องนี้ผลการทดลองเปิดเผยออกมาได้ว่า
✅ (มะนาว)มะนาวสามารถทำลาย
มะเร็งเนื้อร้ายที่รุนแรงได้ถึง 12 ชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
- มะเร็งลำไส้เล็ก
- มะเร็งเต้านม
- มะเร็งต่อมลูกหมาก
- มะเร็งปอด
- มะเร็งตับอ่อน

✅ (มะนาว)ส่วนผสมของไซทัสหรือมะนาว มีความสามารถในการทำลายมะเร็งได้มากกว่ายาที่ใช้การทำคีโมทำให้การเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งหยุดอยู่กับที่(คงที่)

✅ นอกจากนี้มันยังเป็นสิ่งที่น่าประหลาดใจมากในการรักษาด้วยมะนาวนี้ สามารถทำลายต่อต้านมะเร็งได้อย่างรุนแรง โดยไม่มีผลข้างเคียง
มาดื่มน้ำมะนาวกันเถอะ

🩸 บอกให้คนที่รักนะ แต่ถึงเกลียดก็บอกเถอะได้บุญใหญ่หลวงนะ

♻️ ..คลิปปรึกษาผู้เชียวชาญ
♻️ https://bit.ly/32LNyeT.......

นี่คือ 8 สิ่งมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นหลังจากที่ฉันนั่งสมาธิทุกวันจนครบ 100 วัน1. ชีวิตมีความเป็นระเบียบยิ่งหัวสมองปลอดโปร่งก...
24/06/2021

นี่คือ 8 สิ่งมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้น
หลังจากที่ฉันนั่งสมาธิทุกวันจนครบ 100 วัน
1. ชีวิตมีความเป็นระเบียบ
ยิ่งหัวสมองปลอดโปร่งก็ยิ่งเพิ่มโอกาส
ในการประสบความสำเร็จ มีการจัดระเบียบความคิด
มีสมาธิกับการทำงานและพร้อมที่จะก้าวสู่งานชิ้นต่อไป
ได้ง่ายขึ้น ฉันจะตั้งใจทำงานที่อยู่ตรงหน้าให้ดีที่สุด
แล้วค่อยทำงานอื่นต่อไป
2. เริ่มรู้จักคิดก่อนพูด
เดิมทีฉันปากไวหรือพูดทันที
ที่ความคิดนั้นปรากฏขึ้นมาในหัว แต่ตอนนี้ฉันต้องหยุดคิด
ก่อนว่าจะพูดอะไรแล้วค่อยตอบกลับไปอย่างระมัดระวัง
การหยุดคิดจะช่วยให้ฉันเรียบเรียงคำพูดได้ชัดเจน
และเมื่อพูดออกไปแล้วฉันจะทบทวนว่าสิ่งที่พูดไปนั้น
ดีพอหรือยัง หรือคราวหน้ายังสามารถทำได้ดีกว่านี้อีกไหม
ซึ่งปกติฉันไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน
3. สุภาพและรู้จักเห็นอกเห็นใจผู้อื่น
ฉันกลายเป็นคนขี้รำคาญน้อยลง อดทนมากขึ้น
ไม่เบื่อกับการต้องเข้าคิวนานๆ ฉันเริ่มมองสถานการณ์ต่างๆ
ในมุมมองของคนอื่น ด้วยวิธีนี้เองทำให้ฉันสามารถปรับเปลี่ยน
พฤติกรรมที่กระทำต่อคนอื่นได้อย่างสิ้นเชิง
4. มีพลัง
ฉันสามารถนอนหลับได้สนิทกว่าเดิมและตื่นขึ้นมา
พร้อมกับความสดชื่นมีพลังพร้อมเริ่มวันใหม่
ขนาดหลังเลิกงานฉันก็ยังมีพลังเหลือเฟือที่จะออกไปวิ่ง
หรือออกไปเที่ยวกับเพื่อนๆต่อได้เลย
5. รู้จักเลือกรับประทานอาหารได้ดีขึ้น
ฉันตัดสินใจได้ดีขึ้นเมื่ออยู่ในซุปเปอร์มาร์เก็ต
หรือร้านอาหาร ฉันมักจะถามตัวเองก่อนเสมอว่าอาหารนี้
มีประโยชน์ต่อร่างกายของฉันมากน้อยแค่ไหน
6. ดูโทรทัศน์น้อยลง
ความปรารถนาในการดูโทรทัศน์ของฉันลดลงอย่างไม่น่าเชื่อ
แต่ฉันกลับมีสมาธิกับสิ่งที่ทำให้ชีวิตดีขึ้น เช่น การอ่านหนังสือ
การออกกำลังกาย การออกไปพบปะเพื่อนฝูง
หรือการทำงานบนเว็บไซต์ของตัวเอง
7. ใกล้ชิดกับธรรมชาติมากขึ้น
ฉันเริ่มรู้จักหยุดสังเกต และชื่นชมกับความสวยงาม
ของธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้หรือพระอาทิตย์ตกดิน
นี่คือปรากฏการณ์มหัศจรรย์ชัดๆ ฉันจะพยายามดื่มด่ำ
กับช่วงเวลาเหล่านี้ให้มากที่สุด
8. ดีขึ้นทุกอย่าง
นี่อาจเป็นคุณประโยชน์ที่ดีที่สุดอีกอย่างหนึ่งของการนั่งสมาธิ
ฉันรู้ว่าตัวเองเป็นใครและสามารถทำอะไรได้บ้าง
ฉันกล้าเปิดเผยความรู้สึกของตัวเองมากขึ้น
ฉันมีกำลังใจที่จะเป็นตัวของตัวเอง และกล้าเสี่ยง
เพื่อที่จะเติบโตต่อไปในวันข้างหน้า
ฉันรู้ว่าอะไรคือสิ่งสำคัญ
และสามารถประสบความสำเร็จในสิ่งที่ต้องการได้
และนี่คือการเปลี่ยนแปลงของฉันหลังจากที่เริ่มนั่งสมาธิ
แม้ว่าสิ่งเหล่านี้อาจจะไม่เกิดขึ้นภายในวันเดียวหรือ 100 วัน
แต่ฉันรู้ว่าทุกวันนี้ฉันไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไปแล้ว
ฉันมีความสุขมากขึ้นเพราะฉันได้เป็นตัวของตัวเองจริงๆ
ถ้าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นหลังจากที่นั่งสมาธิผ่านไปเพียง 100 วัน
ฉันก็อยากเห็นว่าอีก 200 วันหรือแม้แต่ 1,000 วันจะเป็นอย่างไร
ลองนั่งสมาธิวันละ 20 นาทีติดต่อกันสัก 100 วันดูสิ
ฉันมั่นใจว่าคุณจะกลายเป็นคนใหม่อย่างแน่นอน..🌼
คลิปปรึกษาผู้เชียวชาญ
https://bit.ly/32LNyeT

5 โรคมะเร็งร้าย ที่ผู้หญิงต้องระวัง❗️📌  สำหรับโรคมะเร็งที่เกิดกับผู้หญิงนั้น รายงานจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติระบุว่า ชนิดขอ...
23/06/2021

5 โรคมะเร็งร้าย ที่ผู้หญิงต้องระวัง❗️
📌 สำหรับโรคมะเร็งที่เกิดกับผู้หญิงนั้น รายงานจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติระบุว่า ชนิดของมะเร็งที่พบผู้ป่วยรายใหม่มากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก มะเร็งปอด และมะเร็งมดลูก ซึ่งผู้หญิงทุกคนล้วนมีโอกาสเป็นได้ทั้งสิ้น ดังนั้น การรู้จักกับโรคมะเร็งเหล่านี้และรู้ว่าจะป้องกันตัวเองจากโรคได้อย่างไรจะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคได้มากขึ้น
📌มะเร็งเต้านม
เป็นชนิดของโรคมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับ 1 ในผู้หญิงไทย โดยความเสี่ยงต่อโรคจะเพิ่มขึ้นตามอายุโดยเฉพาะผู้หญิงที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป
📌 นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ได้แก่ พันธุกรรม การกลายพันธุ์ของยีน BRCA การสัมผัสกับเอสโตรเจนเป็นเวลานาน เคยมีประวัติเป็นมะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่ และการใช้ชีวิตในแบบที่ทำลายสุขภาพไม่ว่าจะเป็นการปล่อยให้น้ำหนักเกิน ขาดการออกกำลังกาย หรือการ ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
📌 ผู้หญิงควรสงสัยว่าตัวเองอาจมีอาการของโรคมะเร็งเต้านมและรีบไปพบแพทย์ทันทีหากคลำพบก้อนในเต้านมหรือใต้แขน บริเวณหัวนมบุ๋ม มีน้ำเหลือง หรือมีแผล เต้านมมีผื่น แดง ร้อน ผื่นคล้ายผิวส้ม และมีอาการปวดบริเวณเต้านม
📌การป้องกันตัวเองจากมะเร็งเต้านม*
แพทย์แนะนำให้ผู้หญิงที่อายุ 40 ปีขึ้นไปเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมด้วยเครื่องดิจิตอลแมมโมแกรมพร้อมอัลตราซาวนด์ทุก 1-2 ปี
📌มะเร็งปากมดลูก
เป็นมะเร็งที่พบได้บ่อยเป็นอันดับ 2 ของผู้หญิง โดยเกิดได้กับผู้หญิงทุกคนที่ผ่านการมีเพศสัมพันธ์ เนื่องจากกว่าร้อยละ 90 ของผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกมีสาเหตุจากการติดเชื้อไวรัส HPV (Human Papillomavirus) ซึ่งเป็นไวรัสที่ติดต่อผ่านการสัมผัสทั้งจากการมีเพศสัมพันธ์และไม่ใช่เพศสัมพันธ์
📌 ส่วนปัจจัยอื่นที่ทำให้ผู้หญิงมีโอกาสเป็นโรคมะเร็งปากมดลูกมากขึ้น ได้แก่ ช่วงอายุระหว่าง 40-50 ปี มีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุยังน้อย เปลี่ยนคู่นอนบ่อยๆ มีบุตรหลายคน สูบบุหรี่ รวมถึงการมีปัญหาระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น เป็นโรคแพ้ภูมิตัวเอง (SLE) เป็นผู้ติดเชื้อเอชไอวี
📌 มะเร็งปากมดลูกในระยะเริ่มแรกหรือระยะก่อนเป็นมะเร็งนั้นผู้ป่วยจะไม่มีอาการใดๆ เลย ดังนั้น หากพบว่ามีเลือดออกผิดปกติจากช่องคลอด ประจำเดือนมานานผิดปกติ มีเลือดออกทั้งที่อยู่ในวัยหมดประจำเดือนแล้ว
📌 บางรายมีอาการตกขาวมากและมีกลิ่นผิดปกติ เมื่อตรวจพบมะเร็งปากมดลูกจึงหมายความว่าโรคได้ดำเนินไปมากแล้ว
📌**การป้องกันตัวเองจากมะเร็งปากมดลูก**
ผู้หญิงที่มีเพศสัมพันธ์แล้ว ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกภายใน 3 ปีหลังการมีเพศสัมพันธ์ และหากยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์อาจเริ่มตรวจได้ตั้งแต่อายุ 30 ปีขึ้นไปโดยการตรวจแปปสเมียร์ (Pap test) ร่วมกับการตรวจหาเชื้อ HPV
📌 ส่วนผู้หญิงที่ยังไม่มีเพศสัมพันธ์ที่มีอายุตั้งแต่ 9 - 26 ปีควรฉีดวัคซีนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันสำหรับต่อต้านเชื้อ HPV ก่อนมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก
📌มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก
เป็นโรคมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับ 3 ของผู้หญิง โดยปัจจุบันแพทย์ยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงของการเกิดโรค แต่พบว่าปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงของโรคมะเร็งชนิดนี้ ได้แก่ อายุ โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป
📌 มีประวัติคนในครอบครัวเคยเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่หรือเคยถูกตรวจพบว่ามีติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่มาก่อน มีประวัติเป็นโรคลำไส้ใหญ่อักเสบเรื้อรัง สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ ขาดการออกกำลังกาย น้ำหนักเกิน
📌 และที่สำคัญคือเป็นผู้ที่ชื่นชอบอาหารไขมันสูงและไม่ค่อยรับประทานผัก ผลไม้
📌มะเร็งปอด
มะเร็งปอดเป็นโรคมะเร็งที่ผู้หญิงเป็นมากในอันดับที่ 4 โดยไม่เพียงเป็นโรคที่พบได้บ่อย แต่ยังเป็นโรคที่มีความรุนแรงและมีอัตราการเสียชีวิตสูงมากคือกว่าร้อยละ 60 ของผู้ป่วยตรวจพบโรคเมื่อเซลล์มะเร็งลุกลามเข้าสู่ระยะที่ 4 ซึ่งเป็นระยะที่มีอัตราการอยู่รอดห้าปีไม่ถึงร้อยละ 5
📌 เราทราบกันดีว่าสาเหตุหลักของโรคมะเร็งปอดเเกิดจากการสูบบุหรี่ แต่ผู้ที่ไม่เคยสูบบุหรี่เลยก็มีความเสี่ยงเช่นกัน โดยเฉพาะผู้ที่ไม่สูบบุหรี่แต่สัมผัสควันบุหรี่ (second-hand smoking) และผู้ที่เคยรับสารพิษจากการสูดดมเมื่ออายุน้อยๆ ซึ่งอาการของโรคจะปรากฎเมื่อมะเร็งเข้าสู่ระยะที่ 3-4
📌 โดยผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการเหนื่อยหอบ หายใจผิดปกติ ติดเชื้อในปอดบ่อยๆ เจ็บหน้าอก เสียงแหบ น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ หากมะเร็งเกิดที่หลอดลมก็จะมีอาการไอเรื้อรัง บางรายอาจไอมีเลือดปน
📌*การป้องกันตัวเองจากมะเร็งปอด**
หากคุณมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งปอด เช่น เป็นผู้ที่สูบบุหรี่หรือมีประวัติสูบบุหรี่ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป เลิกสูบมาไม่เกิน 15 ปี มีบุคคลในครอบครัวสูบบุหรี่
📌 และอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ได้รับมลภาวะและสารพิษต่างๆ ติดต่อกันเป็นเวลานาน ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์แบบใช้ปริมาณรังสีต่ำ (low-dose computerized tomography หรือ low-dose CT)
📌 ซึ่งใช้ปริมาณรังสีน้อยแต่ให้ภาพที่มีความละเอียดสูงเช่นเดียวกับการเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ การตรวจจึงมีความปลอดภัยและแม่นยำ
📌 อาการของมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักในระยะต้นๆ มักไม่มีความผิดปกติใดๆ จนกระทั่งโรคพัฒนาขึ้น ผู้ป่วยจะมีอาการท้องเสีย ท้องผูก รู้สึกถ่ายไม่หมด ปวดมวนท้องไม่ทราบสาเหตุ อุจจาระมีเลือดปน ลักษณะอุจจาระเล็กเรียวยาวกว่าปกติ รู้สึกคลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลีย น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ และมีภาวะโลหิตจาง
📌*การป้องกันตัวเองจากมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก**
โดยทั่วไปแพทย์แนะนำให้ตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักด้วยการตรวจหาเลือดในอุจจาระ
📌 การส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ (colonoscopy) หรือวิธีอื่นๆ ตั้งแต่อายุ 50 ปี แต่ปัจจุบันผู้ป่วยมะเร็งชนิดนี้เริ่มมีอายุน้อยลง ดังนั้น ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงควรตรวจคัดกรองเร็วขึ้นคือเริ่มที่อายุ 40 ปี
📌มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก
เป็นโรคมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับ 5 ของผู้หญิงไทย โดยสาเหตุของการเกิดโรคยังไม่แน่ชัด แต่เนื่องจากมะเร็งชนิดนี้ ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับฮอร์โมนเพศหญิง
📌 ดังนั้นผู้หญิงที่มีบุตรน้อยหรือไม่มีบุตร มีประจำเดือนต่อเนื่องแม้จะถึงวัยที่ควรหมดประจำเดือนแล้ว มีภาวะฮอร์โมนผันผวน เช่น ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ รวมถึงผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน มีน้ำหนักตัวมากเกินไป อาจมีความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกได้มากขึ้น
📌 อาการของมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก คือ ประจำเดือนผิดปกติ เช่น มาบ้างไม่มาบ้าง มานานกว่าปกติ มีเลือดออกจากช่องคลอดทั้งที่หมดประจำเดือนแล้ว
*📌การป้องกันตัวเองจากมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก**
เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีวิธีการตรวจคัดกรองมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก ดังนั้น ผู้หญิงที่มีภาวะประจำเดือนผิดปกติจึงจำเป็นต้องไปพบสูตินรีแพทย์ให้เร็วที่สุดเพื่อตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุของอาการที่เกิดขึ้น
📌 โดยแพทย์อาจทำการอัลตราซาวนด์หรือใช้วิธีเก็บเซลล์จากโพรงมดลูกไปตรวจ หรือใช้วิธีส่องกล้องเข้าทางปากมดลูกเพื่อตรวจโพรงมดลูกว่ามีเนื้องอกหรือมะเร็งหรือไม่
📌 เรียบเรียงโดย
นพ. ฉันทวัฒน์ เชนะกุล ศูนย์สูติ-นารีเวช โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์
นพ. หฤษฎ์ สุวรรณรัศมี ศูนย์มะเร็งฮอไรซัน โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์
📌 อ้างอิง : (21 พฤษภาคม 2561)
คลิปปรึกษาผู้เชียวชาญ
https://bit.ly/32LNyeT

🎯โรคเบาหวาน  เป็นภาวะที่ร่างกายมีน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ เนื่องจากการขาดฮอร์โมนอินซูลิน (Insulin) หรือการดื้อต่อฮอร์โมน...
22/06/2021

🎯โรคเบาหวาน เป็นภาวะที่ร่างกายมีน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ เนื่องจากการขาดฮอร์โมนอินซูลิน (Insulin) หรือการดื้อต่อฮอร์โมนอินซูลิน ส่งผลให้กระบวนการดูดซึมน้ำตาลในเลือดให้เป็นพลังงานของเซลล์ในร่างกายมีความผิดปกติ
🎯จากข้อมูลของสหพันธ์เบาหวานนานาชาติ พบผู้ป่วยโรคเบาหวานทั่วโลกราว 425 ล้านคนในปี 2560 และคาดการณ์ว่าจะมีจำนวนผู้ป่วยด้วยโรคนี้มากถึง 629 ล้านคนในปี 2588 สำหรับสถานการณ์โรคเบาหวานในประเทศไทยพบว่า คนไทยช่วงอายุ 20-79 ปี
🎯อาการของโรคเบาหวาน
โรคเบาหวานในระยะแรกจะไม่แสดงอาการผิดปกติ บางรายอาจตรวจพบโรคเบาหวานเมื่อพบภาวะแทรกซ้อนขึ้นแล้ว คือ กระหายน้ำมาก ปากแห้ง ปัสสาวะบ่อย หิวบ่อย น้ำหนักลดหรือเพิ่มผิดปกติ สายตาพร่ามัว เห็นภาพไม่ชัด รู้สึกเหนื่อยง่าย มีอาการชาโดยเฉพาะมือและขา บาดแผลหายยาก เป็นต้น
🎯การรักษาโรคเบาหวาน
ประเภทที่ 1 จำเป็นต้องได้รับฮอร์โมนอินซูลินเข้าไปทดแทนในร่างกายด้วยการฉีดยาเป็นหลัก ควบคู่ไปกับการคุมอาหารและออกกำลังกายที่เหมาะสม ในขณะที่โรคเบาหวาน
ประเภทที่ 2 หากเป็นในระยะแรก ๆ สามารถรักษาได้ด้วยการรับประทานอาหารที่เหมาะสม การออกกำลัง และควบคุมน้ำหนัก หากอาการไม่ดีขึ้น แพทย์อาจให้ยาควบคู่ไปด้วยหรือฉีดอินซูลินเข้าไปทดแทนเช่นเดียวกับโรคเบาหวานชนิดที่ 1
🎯สำหรับผู้เป็นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ ควรเข้าฝากครรภ์กับแพทย์ตั้งแต่ในระยะแรก พร้อมทั้งควบคุมอาหารที่รับประทานและออกกำลังกายตามคำแนะนำของแพทย์
🎯สาเหตุของโรคเบาหวาน
อย่าปล่อยให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นเป็นเวลานาน จะส่งผลต่อเส้นเลือดที่นำสารอาหารไปเลี้ยงอวัยวะในร่างกาย จนนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆเช่น
🎯โรคแทรกซ้อนชนิดที่เกิดกับเส้นเลือดขนาดเล็ก เช่น เบาหวานขึ้นตา โรคไต เป็นต้น หรือ
โรคแทรกซ้อนชนิดที่เกิดกับเส้นเลือดขนาดใหญ่ เช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคเส้นเลือดแดงส่วนปลายอุดตัน เป็นต้น
🎯โรคแทรกซ้อนที่ระบบประสาท และที่สามารถทำให้ผู้ป่วยต้องสูญเสียอวัยะบางส่วน นอกจากนี้สตรีมีครรภ์ที่เป็นโรคเบาหวานจะเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะครรภ์เป็นพิษ การแท้งบุตรได้
🎯การป้องกันโรคเบาหวาน
สิ่งสำคัญของการป้องกันโรคเบาหวานทุกชนิด คือ ต้องคอยหมั่นระวังระดับน้ำตาลในเลือด และคอเลสเตอรอล ให้อยู่เกณฑ์ปกติ เน้นการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และสารอาหารครบถ้วน มีกากใยสูง หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ และการสูบบุหรี่
คลิกปรึกษาสุขภาพ
https://bit.ly/32LNyeT

โรคติดเชื้อเอชพีวี ( HPV ) หรือ Human Papillomavirus คืออะไร 💩โรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสเอชพีวี ที่สามารถกระตุ้นให้เก...
18/06/2021

โรคติดเชื้อเอชพีวี ( HPV ) หรือ Human Papillomavirus คืออะไร
💩โรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสเอชพีวี ที่สามารถกระตุ้นให้เกิดโรคมะเร็งในระบบสืบพันธ์ได้ พบบ่อยในเพศหญิง จัดอยู่ในกลุ่มโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ที่สามารถติดต่อได้หลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นทางปากช่องคลอด ทวารหนัก หรือ การสัมผัสเชื้อโดยตรง เป็นสาเหตุหลักของ
โรคมะเร็งปากมดลูก
💩ความแตกต่างระหว่าง HPV และ HIV
หมายถึงโรคที่ติดต่อจากบุคคลหนึ่งไปยังอีกบุคคลหนึ่ง โดยผ่านการมี เพศสัมพันธ์เหมือนกัน แต่เกิดจากเชื้อไวรัสคนละสายพันธ์
1.HPV คือโรคเกิดจากเชื้อไวรัสที่ชื่อว่า Human papilloma virus
2.HIV คือ โรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสที่ชื่อว่า Human Immunodeficiency Virus
ตัวเอย่างเช่น ผู้ชายที่มีเชื้อ HIV อยู่ในร่างกาย เมื่อมีเพศสัมพันธ์ กับ เพศชายอาจทำให้เกิดมะเร็งทวารหนัก หรือหากมีเพศสัมพันธ์กับผู้หญิง
นอกจากติดเชื้อ HIV แล้ว ยังเสี่ยงต่อมะเร็งปากมดลูกอีกด้วย
💩อาการ HPV
1. มีหูดหงอนไก่ เป็นติ่งเนื้อลักษณะคล้ายดอกกะหล่ำ มักเกิดขึ้นบริเวณ อวัยวะเพศหญิง อวัยวะเพศชาย และทวารหนัก ส่วนใหญ่ไม่มีอาการเจ็บ แต่อาจทำให้รู้สึกคัน
2. มีอาการตกขาวมากกว่าปกติอาจมีเลือดปนตกขาว ตกขาวมีกลิ่นเหม็น หรือมีเลือดออก กระปริดกระปรอยจากช่องคลอด หากติดเชื้อที่ทวารหนัก
ก็จะมีแผลหรือก้อนยื่นออกมาผิดปกติ
💩ความน่ากลัวของ เชื้อ HPV คือการไม่แสดงอาการมานาน แต่พอเริ่มมีอาการปรากฏ นั้นหมายถึงเซลล์มะเร็งลุกลามไปแล้ว ดังนั้นจึงควรหาเชื้อ HPV หรือตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกเป็นประจำ
💩การป้องกันโรค HPV
1.การรักษาสุขภาพให้แข็งแรง การมีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัย
2.สวมถุงยางอนามัยก่อนมีเพศสัมพันธ์
3.การสูบบุหรี่ การรับประทานยาคุมกำเนิดต่อเนื่อง เป็นระยะเวลานาน
4.การฉีดวัคซีนป้องกันโรค HPVควรได้รับวัคซีนตั้งแต่ อายุช่วง 9-14 ปี
💩สาเหตุการเกิด โรค HPV
1.การมีเพศสัมพันธ์กับผู้ป่วยที่ติดเชื้อโดยตรง หรือแม้แต่การสัมผัสทางผิวหนัง แล้วเชื้อเข้าสู่ร่างกาย
2.เชื้อสามารถอยู่ในร่างกาย นานถึง 12 เดือน อยู่ในช่องคลอด หรือปากมดลูกผู้หญิง ถ้าร่างกายอ่อนแอเชื้อก็จะสามารถกระตุ้นให้เซลล์ เปลี่ยนแปลงไปเป็นมะเร็งได้
3.ผู้ที่เปลี่ยนคู่นอนบ่อยๆ ทั้งเพศชายและหญิง เริ่มมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุน้อยกว่า 16 ปี
💩เมื่อติดเชื้อ HPV ควรทำอย่างไร หากสังเกตเห็นความผิดปกติของตนเอง เช่น มีตุ่ม เกิดในบริเวณอวัยวะเพศ ควรรีบไปพบแพทย์
💩การดูแลตัวเองเมื่อติดเชื้อ HPV
1.รับประทานที่ถูกสุขลักษณะ
2.นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
3.ออกกำลังกาย
4.งดสูบบุหรี่
5.ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์
6.เข้ารับการตรวจคัดกรองทุกๆ 6-12 เดือน
💩อาการแทรกซ้อนของเชื้อไวรัส HPV
เชื้อ HPV ยังสามารถนำไปสู่การเกิดมะเร็ง เช่น มะเร็งปากมดลูก มะเร็งช่องคลอด อวัยวะสืบพันธุ์ภายนอก และทวารหนัก ได้ในผู้หญิง ส่วนในผู้ชาย สามารถก่อให้เกิดมะเร็งที่องคชาติ และทวารหนักได้เช่นกัน
คลิกปรึกษาผู้เชียวชาญ
https://bit.ly/32LNyeT

📌กรดไหลย้อน เป็นภาวะที่กรดหรือน้ำย่อยในกระเพาะไหลย้อนกลับมาในหลอดอาหาร จนทำให้เกิดการอักเสบของหลอดอาหาร โดยผู้ป่วยจะรู้ส...
17/06/2021

📌กรดไหลย้อน เป็นภาวะที่กรดหรือน้ำย่อยในกระเพาะไหลย้อนกลับมาในหลอดอาหาร จนทำให้เกิดการอักเสบของหลอดอาหาร โดยผู้ป่วยจะรู้สึกแสบร้อนกลางอก เรอเปรี้ยว และคลื่นไส้
📌อาการของกรดไหลย้อน
📌ผู้ที่มีภาวะกรดไหลย้อนจะรู้สึกจุกเสียดบริเวณใต้ลิ้นปี่ ปวดแสบปวดร้อนบริเวณอกบ่อยครั้ง มีอาการจุกเสียดแน่นคล้ายอาหารไม่ย่อย เรอบ่อย คลื่นไส้ อาจมีน้ำรสเปรี้ยวหรือขมไหลย้อนขึ้นมาในปากและคอ ไปจนถึงกลืนอาหารได้ลำบาก ในบางรายที่เป็นเรื้อรังอาจพบอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น ไอเรื้อรัง รู้สึกระคายเคืองคอตลอดเวลา เสียงแหบแห้ง หรือฟันผุ
📌สาเหตุของกรดไหลย้อน
เกิดจากการทำงานที่ผิดปกติของกล้ามเนื้อหูรูดบริเวณส่วนปลายของหลอดอาหาร ทำให้กรดหรือน้ำย่อยภายในกระเพาะอาหารไหลย้อนกลับขึ้น
📌การรักษาอาการกรดไหลย้อน
การปรับพฤติกรรมในการดำเนินชีวิตเช่น รับประทานอาหารในปริมาณที่พอดี ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ไม่ควรเข้านอนทันทีหลังรับประทานอาหาร
📌ภาวะแทรกซ้อนของกรดไหลย้อน
ภาวะกรดไหลย้อนมักส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน เนื่องจากฤทธิ์ของกรดได้สร้างความระคายเคืองแก่หลอดอาหารไปถึงอวัยวะบริเวณทางเดินหายใจ ทำให้กลืนอาหารได้ลำบาก รู้สึกเจ็บ หรือมีเลือดออกในหลอดอาหาร รวมทั้งอาจเกิดภาวะหลอดอาหารตีบตัน อาจกระตุ้นให้เกิดอาการหอบหืด ไอเรื้อรัง อีกทั้งยังมีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งหลอดอาหาร เนื่องจากเกิดการเปลี่ยนแปลงของเซลล์บริเวณหลอดอาหาร
คลิกปรึกษาสุขภาพ
https://bit.ly/32LNyeT

มะเร็งปากมดลูกคือ ส่วนของอวัยวะสืบพันธุ์เพศหญิงที่ต่อจากมดลูกในช่องท้องโผล่ยื่นออกในช่องคลอด (ดังรูป)     🎃ปากมดลูกเป็นท...
14/06/2021

มะเร็งปากมดลูกคือ ส่วนของอวัยวะสืบพันธุ์เพศหญิงที่ต่อจากมดลูกในช่องท้องโผล่ยื่นออกในช่องคลอด (ดังรูป)
🎃ปากมดลูกเป็นทางผ่านของเลือดประจำเดือน ซึ่งมาจากมดลูกและไหลออกมาภายนอกผ่านช่องคลอดขณะมีเพศสัมพันธ์น้ำอสุจิจะไปอยู่ในช่องคลอดเข้าไปสู่มดลูกทางปากมดลูก เมื่อเกิดการปฏิสนธิกับไข่ของคุณผู้หญิงจะทำให้เกิดทารกน้อยๆ อาศัยในโพรงมดลูก และคลอดออกมาทางช่องคลอดเมื่อครบกำหนด
🎃สาเหตุสำคัญของโรคนี้เกิดจากเชื้อฮิวแมนแป๊ปปิโลม่าไวรัส (Human papilloma virus = HPV) หรืออีกชื่อหนึ่งว่า เชื้อเอชพีวี (HPV) ซึ่งติดต่อไปยังบุคคลอื่นๆ ได้จากการมีเพศสัมพันธ์ ในชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่งอาจจะเคยได้รับเชื้อนี้ แต่ร่างกายสามารถกำจัดไปได้ และมีบางส่วนที่ไม่สามารถกำจัดเชื้อได้ รวมถึงมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อบริเวณปากมดลูกและทำให้เกิดโรคต่างๆ เช่น หูดหงอนไก่ มะเร็งปากมดลูก และอื่นๆ
🎃ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ นอกจากเชื้อ HPV ที่กล่าวมาได้แก่
1. อายุ ส่วนใหญ่มะเร็งปากมดลูกมักพบในผู้ที่อายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป
2. มีคู่นอนหลายคน ทำให้มีโอกาสได้รับเชื้อ HPV มากขึ้น
3. สูบบุหรี่
4. มีบุตรจำนวนมาก
5. ร่างกายมีภูมิคุ้มกันบกพร่อง (โรคเอดส์)
🎃ไม่เคยตรวจภายใน เพื่อค้นหารอยโรคระยะก่อนเป็นมะเร็ง ซึ่งในช่วงเวลานี้ผู้ป่วยส่วนใหญ่ จะไม่มีอาการ แต่สามารถตรวจพบด้วยการตรวจทางเซลล์วิทยา ที่เรียกว่าแป๊ปสเมียร์ (Pap smear) และสามารถรักษาได้ หากตรวจพบรอยโรคในระยะนี้ ก็จะสามารถป้องกันการเกิดเป็นมะเร็งปากมดลูกได้
วิธีการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกในปัจจุบันมีหลายวิธี แต่ที่นิยมใช้คือ
🎃การตรวจเซลล์ปากมดลูกด้วยวิธีทางเซลล์วิทยา หรือแป๊ปสเมียร์ (Pap smear) ซึ่งแพทย์จะทำการตรวจเช็คให้ในขณะที่ทำการตรวจภายใน ซึ่งหลังจากตรวจเสร็จแพทย์จะนัดฟังผลตรวจหรือแจ้งผลให้ทราบในภายหลัง หากมีความผิดปกติก็จะใช้การรักษาตามความผิดปกติของรอยโรค
🎃ในปัจจุบันแนะนำให้ผู้หญิงไทยตรวจภายในพร้อมตรวจแป๊ปสเมียร์ในกลุ่มที่มีเพศสัมพันธ์แล้วประมาณ 3 ปี หรืออายุมากกว่า 30 ปี หรือมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ
🎃มะเร็งระยะเริ่มแรกผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่มีอาการ แต่เมื่อโรคเป็นมากขึ้น
มีอาการดังต่อไปนี้
1.เลือดออกหลังจากมีเพศสัมพันธ์ สวนล้างช่องคลอด ตรวจภายใน
2.เลือดออกทางช่องคลอดที่ไม่ใช่รอบประจำเดือน
3.เลือดออกทางช่องคลอด หลังจากหมดประจำเดือนไปนานแล้ว
(วัยทอง)
4.ตกขาวมากขึ้น มีกลิ่นเหม็น
5.ปวดท้องน้อย หรืออุ้งเชิงกราน
6.เจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์
7.หากคุณมีอาการเหล่านี้ควรปรึกษาสูตินรีแพทย์เพื่อตรวจหาความ
ผิดปกติ
🎃มะเร็งปากมดลูกมี 4 ระยะ
ระยะที่ 1 เป็นระยะต้น
ระยะที่ 2-3 เป็นระยะกลาง
ระยะที่ 4 เป็นระยะสุดท้าย อาจมีการแพร่กระจายของโรคไปยังอวัยวะ
อื่นๆ ในร่างกาย เช่น ตับ, ปอด, กระดูก เป็นต้น
🎃ผลข้างเคียงจากการรักษา เสียเลือดมาก หรือหลังผ่าตัดใหม่ๆ เช่น แผลติดเชื้อ เป็นต้น แต่หากเป็นการรักษาด้วยวิธีฉายรังสีรักษาส่วนใหญ่มีผลข้างเคียงมักจะเกิดในช่วงหลังรักษา 2-3 ปีขึ้นไป อาการที่อาจเกิดขึ้น เช่น ปัสสาวะหรืออุจจาระเป็นเลือด
🎃ส่วนการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด โดยทั่วไปจะเกิดผลข้างเคียงคือ คลื่นไส้อาเจียน อ่อนเพลีย เม็ดเลือดขาวต่ำติดเชื้อโรคง่ายขึ้น อาจมีผมร่วงในการใช้ยาบางชนิด
ดังที่กล่าวมาแล้ว คุณผู้หญิงสามารถป้องกันการเกิดมะเร็งปากมดลูกด้วยการรับการตรวจภายใน พร้อมตรวจแป๊ปสเมียร์ เพื่อตรวจหารอยโรคระยะก่อนเป็นมะเร็ง ทำให้ป้องกันการเกิด มะเร็งปากมดลูกได้
ในปัจจุบันเริ่มมีการผลิตวัคซีน สำหรับป้องกันโรคมะเร็งปากมดลูก ในขณะนี้ยังไม่สามารถป้องกันโรคได้ทั้งหมด หากคุณมีความสนใจอาจปรึกษาสูติ-นรีแพทย์เพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติมได้
คลิกปรึกษาสุขภาพ
https://bit.ly/32LNyeT

ที่อยู่

Bangkok
10140

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ รักสุขภาพด้วยสารอาหารบำบัดผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์