โภชนาการ บำบัด แก้ที่ต้นเหตุ

โภชนาการ บำบัด  แก้ที่ต้นเหตุ สารสกัดจากธรรมชาติ ช่วยดูแลฟื้นฟูระดับเซลล์ มีผลงานวิจัยรองรับถึง 150 ฉบับทั่วโลก ผลิตภัณฑ์ดูบำบัด ฟื้นฟู โรคNCDs

👉 โมดูร่า  ช่วยคุณเรื่องอะไรบ้าง✔️ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันภายในร่างกาย เสริมภูมิต้านทาน✔️ช่วยให้ระบบการไหลเวียนของเลือด...
29/10/2022

👉 โมดูร่า ช่วยคุณเรื่องอะไรบ้าง
✔️ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันภายในร่างกาย เสริมภูมิต้านทาน
✔️ช่วยให้ระบบการไหลเวียนของเลือดในร่างกายไหลเวียนได้ดีขึ้น ดีท๊อกระบบเลือด
✔️ช่วยละลายลิ่มเลือดคลั่ง ของริดสีดวง
✔️ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ให้อยู่ในระดับที่ปกติ สาเหตุของเบาหวาน
✔️ ช่วยบรรเทา อาการของโรคกระเพาะอาหาร กรดไหลย้อน ช่วยย่อยอาหาร
✔️ช่วยบรรเทา อาการอักเสบเรื้อรัง อาการปวดต่างๆ รวมถึงการอักเสบชของเซลล์ในร่างกาย
✔️ช่วยสมานเเผล แผลเเห้งเร็ว
✔️ช่วยทำให้ระบบการขับถ่ายทำงานได้ดีขึ้น
✔️ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งได้อย่างดีเยี่ยม
✔️ช่วยให้ก้อนเนื้อ ส่วนเกินต่างๆ ค่อยๆยุบ ฝ่อลง
📌มะเร็ง ซีสต์ เนื้องอก ริดสีดวง ปอดอักเสบ เอาอยู่

ประโยชน์ของงาดำ        1.    ช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งสดใส ชุ่มชื้น ช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยแห่งวัย        2.    ช่วยซ...
08/10/2022

ประโยชน์ของงาดำ

1. ช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งสดใส ชุ่มชื้น ช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยแห่งวัย

2. ช่วยซ่อมแซมและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับผิวหนังของคุณ

3. ช่วยเพิ่มพลังงานและความแข็งแรงของร่างกาย

4. ช่วยในการเผาผลาญและสลายไขมัน

5. ช่วยป้องกันหลอดเลือดแข็งตัว

6. ช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจ ทำให้ระบบหัวใจแข็งแรงยิ่งขึ้น

7. มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่มีส่วนช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง

8. ช่วยบำรุงระบบประสาทและสมอง ป้องกันการเสื่อมของเซลล์ในระบบประสาท

9. งาดำมีธาตุเหล็กซึ่งช่วยบำรุงโลหิต

10. ช่วยลดความดันโลหิต ขยายหลอดเลือด ป้องกันเกล็ดเลือดที่จะเกาะตัวกันเป็นลิ่ม

11. ช่วยกระตุ้นให้ร่างกายสร้างเม็ดเลือดขาว ซึ่งมีส่วนช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย

12. การรับประทานงาดำพร้อมกันถั่วจะทำให้ร่างกายได้รับโปรตีนอย่างครบถ้วน ซึ่งบางตัวเป็นกรดอะมิโนจำเป็นที่ร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นเองได้

13. ช่วยให้นอนหลับสบาย ร่างกายกระปรี้กระเปร่า

14. ช่วยป้องกันการเกิดโรคเหน็บชา และตะคริว

15. ช่วยบำรุงกระดูกและป้องกันการเกิดโรคกระดูกพรุน

16. ช่วยป้องกันอาการท้องผูก ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคริดสีดวงทวาร

17. ช่วยต้านการอักเสบจากโรคไขข้อเสื่อม

18. น้ำมันงาสามารถนำมาใช้เป็นยานวดร่วมกับสมุนไพรอื่น ๆ เพื่อช่วยรักษาเส้นเอ็นอักเสบ

19. น้ำมันงาช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ

20. ผู้รับประทานมังสวิรัตินิยมใส่งาลงในอาหารถั่วเหลืองที่ปรุง เพื่อให้อาหารมีโปรตีนสมบูรณ์มากขึ้น

การรับประทานงาดำเพื่อให้มีประโยชน์ต่อร่างกายมากที่สุดก็คือการรับประทานงาดำเป็นอาหาร โดยวิธีที่ดีที่สุดก็คือการรับประทานด้วยวิธีการเคี้ยวจะได้ประโยชน์มากที่สุด หรือบางครั้งยังสามารถนำมาบดเป็นเนื้อครีมละเอียด เพื่อให้ร่างกายดูดซึมได้อย่างง่ายดาย วิธีรับประทานง่ายๆคือนำมาโรยใส่ข้าวหรือใส่เครื่องดื่ม น้ำเต้าหู้ หรือนำมาใส่กับขนมปังโฮลวีตรับประทานทุกเช้า แต่การรับประทานที่ดีนั้นควรรับประทานอย่างเหมาะสมพร้อมรับประทานให้ครบ 5 หมู่เพื่อให้ร่างกายได้รับประโยชน์อย่างสูงสุด

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดต่อมน้ำเหลืองอักเสบการอักเสบในอวัยวะต่างๆเช่น ผิวหนัง ช่องปาก อวัยวะเพศมีการติดเชื้อในอวัยวะระบบ...
15/09/2022

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดต่อมน้ำเหลืองอักเสบ
การอักเสบในอวัยวะต่างๆเช่น ผิวหนัง ช่องปาก อวัยวะเพศ
มีการติดเชื้อในอวัยวะระบบต่างๆของร่างกาย
มีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคต่ำ เช่น โรคเอดส์
ผู้ป่วยมะเร็ง
สาเหตุของต่อมน้ำเหลืองอักเสบ

เกิดจากการติดเชื้อของเนื้อเยื่อและ/หรืออวัยวะต่างๆเป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุด แล้วส่งผลทำให้ต่อมน้ำเหลืองที่อยู่ใกล้เคียงอักเสบตามไปด้วยโดยไม่มีการติดเชื้อที่ต่อมน้ำเหลือง

อาการจากการมีแผลหรือการอักเสบของอวัยวะใกล้เคียงเช่น โรคเหงือก ฟันผุ หรือมีไข้ อ่อนเพลีย เจ็บคอ ไอ ร่วมด้วย เมื่อมีการติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ เช่นโรคหวัด โรคหัด หรือต่อมน้ำเหลืองโต บวม แดง เจ็บ เป็นหนองที่มีสาเหตุเกิดจากต่อมน้ำเหลืองติดเชื้อแบคทีเรีย เป็นต้น

อาการของต่อมน้ำเหลืองอักเสบ

โดยปกติแล้วอาการของต่อมน้ำเหลืองอักเสบมักจะขึ้นอยู่กับสาเหตุและบริเวณที่มีต่อมน้ำเหลืองอักเสบอยู่ อาการหลักๆที่พบได้คือ ต่อมน้ำเหลืองบวมโต มีอาการกดเจ็บที่ต่อมน้ำเหลือง นอกจากนั้น ยังมีอาการอื่นๆร่วมด้วย ดังนี้

มีอาการบวม หรือกดเจ็บที่บริเวณต่อมต่อมน้ำเหลืองบริเวณคอ รักแร้ และขาหนีบ
ต่อมน้ำเหลืองเกิดอาการแข็งตัว หรือขยายตัวอย่างผิดปกติ
ผิวหนังบริเวณที่ต่อมน้ำเหลืองอักเสบแดง หรือมีริ้วสีแดงขึ้น
มีหนองในต่อมน้ำเหลือง
มีของเหลวไหลออกมาจากต่อมน้ำเหลืองและคั่งอยู่ที่ผิวหนัง
ผิวหนังบริเวณรอบๆต่อมน้ำเหลืองที่อักเสบมีอาการบวม

ซึ่งนอกจากนี้ยังอาจพบอาการอื่นๆที่เกิดร่วมกับการอักเสบของต่อมน้ำเหลือง ได้แก่ ระบบทางเดินหายใจส่วนบนผิดปกติ เช่น มีไข้ คัดจมูก เจ็บคอ แขนหรือขาบวม มีเหงื่อออกขณะนอนหลับ

โดยทั่วไปแล้ว อาการของโรคข้อเข่าเสื่อมมักจะค่อยๆ เกิดขึ้นอย่างช้าๆ และความรุนแรงของโรคก็จะค่อยๆ เพิ่มมากยิ่งขึ้นเมื่อเวล...
14/09/2022

โดยทั่วไปแล้ว อาการของโรคข้อเข่าเสื่อมมักจะค่อยๆ เกิดขึ้นอย่างช้าๆ และความรุนแรงของโรคก็จะค่อยๆ เพิ่มมากยิ่งขึ้นเมื่อเวลาผ่านไปด้วยเช่นกัน หากต้องการตรวจสอบดูว่าตัวเองมีอาการของโรคข้อเข่าเสื่อมหรือไม่นั้น สามารถสังเกตสัญญาณของโรคข้อเข่าเสื่อมได้ดังต่อไปนี้

ปวดเข่า – ผู้ป่วยมีอาการปวดบริเวณข้อเข่าเป็นๆ หายๆ มามากกว่า 6 เดือน หรือมีอาการปวดหลังจากที่ได้ทำกิจกรรมที่มีแรงกดต่อผิวข้อเข่าเยอะๆ หรือเดินไกลๆ เช่น ตอนนั่งยองๆ นั่งพับเพียบ นั่งขัดสมาธิ ขึ้นลงบันได เดินท่องเที่ยว หรือตอนนั่งในรถที่แคบๆ แล้วต้องนั่งงอเข่าอยู่เป็นระยะเวลานานๆ หากเป็นข้อเข่าเสื่อมในระยะแรกๆ หลังทำกิจกรรมนั้นแล้ว อาการปวดจะอยู่ไม่นาน และจะหายไปได้เอง แต่หากเป็นระยะปานกลางขึ้นไปแล้ว อาการปวดจะเป็นต่อเนื่อง หากไม่ได้ใช้งานข้อเข่า เช่น ตอนนอน ตอนนั่งพัก ก็ยังมีอาการปวด และไม่สามารถหายเองได้ หรือหากหายก็ไม่หายขาด
ข้อเข่าติด ฝืดตึง – สามารถสังเกตได้ตอนตื่นนอนว่า มีอาการฝืดตึง เข่าติด เคลื่อนไหวลำบากในตอนเช้า น้อยกว่าหรือเท่ากับ 30 นาทีหรือไม่ หรือหากไม่ได้เคลื่อนไหวร่างกายสักพักแล้วจึงกลับมาเคลื่อนไหวอีกครั้ง อาจมีอาการฝืดตึง รู้สึกว่าข้อต่อขาดความยืดหยุ่น หรือมีอาการข้อเข่าติดเมื่อทำการยืดเหยียดหรืองอเข่าจะรู้สึกทำได้ไม่สุด
มีเสียงในข้อเข่า – มีเสียงดังกรอบแกรบในข้อเข่าในขณะที่มีการเคลื่อนไหวร่างกาย มีการงอหรือเหยียดเข่า
มีจุดกดเจ็บบริเวณข้อเข่า - เมื่อใช้มือกดตรงบริเวณข้อเข่า จะรู้สึกว่าเจ็บ
ข้อเข่าผิดรูป – สังเกตได้ว่ากระดูกบริเวณรอบๆ ข้อเข่าจะมีลักษณะโตขึ้น อาจมีปุ่มกระดูกยื่นออกมา หรือมีข้อเข่าโก่งผิดรูปได้
มีอาการบวม – บริเวณข้อเข่าจะมีอาการบวม เมื่อสัมผัสจะรู้สึกว่าเข่าอุ่น ซึ่งเกิดจากการอักเสบที่เกิดขึ้นภายในข้อเข่า ทั้งนี้ อาการนี้จะเกิดขึ้นเมื่อข้อเข่าเสื่อมเข้าสู่ระยะปานกลางไปแล้ว

ดูแลสุขภาพ การป่วยนะคะ หากมีการต่างควรรีบดูแล

ประโยชน์ของลูกไหนต่อสุขภาพ ลูกไหน มีสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย โดยมีการศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์สนับสนุนสรรพคุณ...
12/09/2022

ประโยชน์ของลูกไหนต่อสุขภาพ

ลูกไหน มีสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย โดยมีการศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์สนับสนุนสรรพคุณของลูกไหนต่อการป้องกันและรักษาโรค ดังนี้

ช่วยบรรเทาอาการท้องผูก

การรับประทานลูกไหนที่อุดมไปด้วยไฟเบอร์และสารต้านอนุมูลอิสระอย่างสารประกอบฟีนอลิก (Phenolic) จำนวนมาก เช่น กรดนีโอคลอโรจีนิก (Neochlorogenic Acid) คลอโรจีนิก (Chlorogenic) ซอร์บิทอล (Sorbitol) ที่ออกฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อน ๆ อาจช่วยบรรเทาอาการท้องผูกและทำให้ขับถ่ายง่ายขึ้น

งานวิจัยหนึ่งที่ตีพิมพ์ในวารสาร Pediatric Gastroenterology, Hepatology & Nutrition ปี พ.ศ. 2557 ศึกษาเกี่ยวกับอาการท้องผูกเรื้องรังในเด็ก พบว่า นอกจากจะใช้ยาในการรักษาอาการท้องผูกแล้ว การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตรวมถึงการรับประทานอาหารที่เหมาะสมทั้งน้ำ โปรไบโอติก ผักและผลไม้ อาจช่วยบรรเทาอาการท้องผูก โดยลูกพรุน (ลูกพลัมแห้ง) มีประโยชน์ต่ออาการท้องผูก เนื่องจากประกอบด้วยไฟเบอร์ 14.7 กรัมต่อ 100 กรัม สารประกอบฟีนอลิก 184 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัม โดยส่วนใหญ่เป็นกรดนีโอคลอโรจีนิกและคลอโรจีนิกที่ออกฤทธิ์เป็นยาระบาย

Cr แหล่งข้อมูลดีๆค่ะ

มารู้จักนางเอกเเสนสวย ต้อนนี้กันค่ะดอกกระเจียว  มีประโยชน์มากมายดอกอ่อน มีรสเผ็ดร้อน กลิ่นหอม ใช้เป็นยาขับลมในกระเพาะอาห...
09/09/2022

มารู้จักนางเอกเเสนสวย ต้อนนี้กันค่ะ
ดอกกระเจียว มีประโยชน์มากมาย
ดอกอ่อน มีรสเผ็ดร้อน กลิ่นหอม ใช้เป็นยาขับลมในกระเพาะอาหาร ช่วยบรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ และลดกรดในกระเพาะอาหาร จึงช่วยทำให้รู้สึกสบายท้องและช่วยให้สุขภาพดี
ดอก มีสรรพคุณช่วยแก้มดลูกอักเสบสำหรับสตรีหลังคลอด
หน่ออ่อน ใช้เป็นยาสมานแผล
เหง้า ใช้เป็นยาแก้ปวดเมื่อย
ใบ ตำคั้นน้ำรักษาแผล ห้ามเลือด

ไม่ได้มีเเต่ความสวยนะคะ ยังมีสรรพคุณทางยาด้วย

คุณเคยได้ยินใช่ใหมคะ  ว่ากันว่า  กล่องโฟมไม่ควรใส่อาหารทานเพราะอันตรายต่อสุขถาพ  มาดูกันค่ะว่าเพราะอะไรบ้างจึงควรเลี่ยงข...
08/09/2022

คุณเคยได้ยินใช่ใหมคะ ว่ากันว่า กล่องโฟมไม่ควรใส่อาหารทานเพราะอันตรายต่อสุขถาพ มาดูกันค่ะว่าเพราะอะไรบ้างจึงควรเลี่ยง

ข้อมูลว่า กล่องโฟมที่ใช้บรรจุอาหารนั้นมีอันตราย เนื่องจากมีสารที่ชื่อว่า 'สไตเรียน มอนอเมอร์' หรือสไตรีน ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง โดยสารนี้จะปนเปื้อนมากับอาหารที่บรรจุในภาชนะกล่องโฟม และสารดังกล่าวนี้ หากมีการสะสมในร่างกายเป็นระยะเวลานานๆ ก็อาจก่อให้เกิดมะเร็งได้ หญิงมีครรภ์หากรับสารสไตรีนจากการทานอาหารจากกล่องโฟม อาจทำให้บุตรพิการหรือสมองเสื่อมได้ นอกจากนี้หากเราบริโภคอาหารจากกล่องโฟมทุกวัน วันละ 1 มื้อ ติดต่อกัน 10 ปี จะทำให้เรามีความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งสูงกว่าคนปกติถึง 6 เท่าอีกต่างหาก

เมื่อร่างกายได้รับสารดังกล่าวเข้าไป จะทำให้ระบบฮอร์โมนในร่างกายผิดปกติ ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคมะเร็งเต้านม มะเร็งต่อมลูกหมาก และมะเร็งอีกหลายชนิด

เรามีโอกาสได้รับสารก่อมะเร็งจากกล่องโฟม จากพฤติกรรมเหล่านี้

1. ใส่อาหารร้อนๆ ลงในกล่องโฟม ทิ้งไว้จนเย็น แล้วค่อยทาน

2. กล่องโฟมที่ใส่อาหารที่ปรุงด้วยน้ำมัน น้ำส้มสายชูแอลกอฮอล์

3. ซื้ออาหารใส่กล่องโฟมทิ้งไว้นานๆ ไม่รีบทาน

4. นำกล่องโฟมบรรจุอาหารเข้าไปอุ่นในเตาไมโครเวฟ

5. รองกล่องโฟมด้วยถุงกันร้อน ถุงพลาสติก รับทั้งสไตรีนและไดออกซินจากถุงพลาสติกเลยทีเดียว

ที่ผ่านมา กรมอนามัยได้รณรงค์ให้มีการเลิกใช้ภาชนะที่ทำจากโฟมบรรจุอาหาร มีการเปิดตัวโครงการรณรงค์ดังกล่าว และเตรียมที่จะขยายโครงการไปสู่การรณรงค์ทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนตระหนักถึงการเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ที่ปลอดภัย เป็นการส่งเสริมให้คนไทยมีสุขภาพดี ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็ง

รักสุขภาพภาพ รักโลกด้วยนะคะ ❤️❤️

การรับประทานอาหารรสเค็มเป็นเพียงสาเหตุหนึ่งที่กระตุ้นให้เกิดโรคไต แต่ยังมีสาเหตุของการเกิดโรคไตที่สำคัญอีกหลายอย่าง เช่น...
07/09/2022

การรับประทานอาหารรสเค็มเป็นเพียงสาเหตุหนึ่งที่กระตุ้นให้เกิดโรคไต แต่ยังมีสาเหตุของการเกิดโรคไตที่สำคัญอีกหลายอย่าง เช่น

โรคประจำตัวของคนไข้ เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะเรื้อรัง โรคนิ่ว
ระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง เกี่ยวกับโรคพุ่มพวง (โรคที่เกิดจากภาวะที่ร่างกายสร้างสารภูมิคุ้มกันต้านทานผิดปกติ)
การรับประทานยา อาหารเสริม หรือสมุนไพรที่ไม่มีคุณภาพ เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดโรคไตในผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น คนไข้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงอยู่แล้ว เมื่อรับประทานอาหารเสริมที่มีเกลือ โซเดียม จึงไปกระตุ้นให้ความดันสูงขึ้นจนไม่สามารถควบคุมได้ หรือในอาหารที่มีโปแตสเซียม ฟอสฟอรัสสูง ก็จะทำให้เกิดค่าแร่ธาตุในร่างกายผิดปกติ
การถ่ายทอดทางพันธุกรรม คือ โรคถุงน้ำในไต พบประมาณ 1 ใน 800 คน ถึง 1 ใน 1,000 คน ของประชากรในประเทศ โดยการถ่ายทอดทางพันธุกรรมของยีนเด่น คือ พ่อหรือแม่คนใดคนหนึ่งเป็นโรคนี้ สามารถถ่ายทอดโรคสู่รุ่นลูกได้

ตับแข็ง (cirrhosis) เป็นภาวะที่เกิดขึ้นของโรคตับ ซึ่งเกิดจากการที่ตับได้รับความเสียหายและเกิดแผลเป็นอย่างถาวร มีลักษณะเฉ...
06/09/2022

ตับแข็ง (cirrhosis) เป็นภาวะที่เกิดขึ้นของโรคตับ ซึ่งเกิดจากการที่ตับได้รับความเสียหายและเกิดแผลเป็นอย่างถาวร มีลักษณะเฉพาะคือการมีเนื้อเยื่อพังผืดเกิดขึ้นในเนื้อตับ ส่งผลให้การทำงานของตับลดลง ไม่ว่าจะเป็นการผลิตโปรตีน การเก็บสะสมสารสำคัญและแร่ธาตุต่างๆ การทำลายสารพิษ รวมทั้งปิดกั้นการไหลเวียนของเลือดที่ไหลผ่านตับด้วย

สาเหตุของภาวะตับแข็ง
ตับแข็งเกิดได้จากหลายสาเหตุ อาทิ

โรคพิษสุราเรื้อรัง เกิดจากการดื่มแอลกฮอล์ติดต่อกันเป็นเวลานาน
โรคไวรัสตับอักเสบบี ซี และดี
โรคตับอักเสบจากภูมิต้านทานตนเอง
โรคเนื้อเยื่อสะสมธาตุเหล็กผิดปกติ
ภาวะท่อน้ำดีอุดตัน ทำให้น้ำดีที่ไหลย้อนกลับไปที่ตับส่งผลทำลายเนื้อตับจนเป็นตับแข็งได้
ภาวะไขมันพอกตับ ซึ่งทำให้เกิดตับอักเสบเรื้อรังจนอาจกลายเป็นตับแข็งได้
การรับประทานยาบางชนิดติดต่อกันเป็นเวลานาน
การได้รับสารพิษบางชนิด
ภาวะหัวใจล้มเหลวหลายครั้งติดต่อกัน
อาการของภาวะตับแข็ง
ผู้ป่วยที่มีภาวะตับแข็ง อาจไม่มีอาการหรือมีอาการน้อยมาก หรืออาจมีอาการเนื่องจากภาวะแทรกซ้อนตามระยะของโรค ทั้งนี้อาการที่อาจพบได้ เช่น

อ่อนเพลีย เหนื่อยล้า ไม่อยากอาหาร ในบางครั้งอาจเกิดร่วมกับอาการคลื่นไส้ น้ำหนักลด
ในผู้หญิงอาจมีประจำเดือนผิดปกติ ในผู้ชายอาจมีเต้านมขยายใหญ่ขึ้นพร้อมอาการปวด สมรรถภาพทางเพศลดลง
ขาบวมหรือท้องโตขึ้น เนื่องจากโปรตีนอัลบูมินถูกผลิตน้อยลง ส่งผลให้มีน้ำสะสมในขาหรือท้อง
ฟกช้ำหรือเลือดออกได้ง่าย เนื่องจากมีการผลิตโปรตีนที่เป็นส่วนประกอบในการทำให้เลือดแข็งตัวลดลง
อาการดีซ่าน หรือ อาการตัวเหลืองตาเหลือง ซึ่งเกิดจากการสะสมเม็ดสีของน้ำดี
มีอาการคันที่ผิวหนังอย่างรุนแรง เนื่องจากสารประกอบของน้ำดีถูกฝังอยู่ในผิวหนัง
มีอาการทางสมอง เนื่องจากตับไม่สามารถกรองสารพิษออกมาได้ จึงเริ่มสะสมในเลือด โดยสัญญาณแรกของการสะสมสารพิษในสมองอาจสังเกตได้จากการที่ผู้ป่วยละเลยการดูแลตนเอง ไม่มีอาการตอบโต้ ลืมง่าย ไม่มีสมาธิ
มีความไวต่อยาและผลข้างเคียง เนื่องจากในผู้ป่วยโรคตับแข็ง ตับจะไม่สามารถกรองยาออกจากเลือดได้ในอัตราปกติ ตัวยาจึงออกฤทธิ์นานขึ้นและสะสมอยู่ในร่างกาย
มีเลือดออกอย่างรุนแรงในกระเพาะอาหารส่วนบนหรือหลอดอาหาร เนื่องมาจากการไหลเวียนของเลือดผิดปกติ ซึ่งจัดเป็นอาการที่รุนแรงและอันตราย แพทย์ต้องรีบหยุดเลือดโดยเร็ว

หากพบอาการดังที่กล่าวมา อยากใช้ทางเลือกเพื่อดูแลสุขภาพ ทักขอข้อมูลได้ที่ 095-858-8125

ความชื้นทำให้เกิดโรคได้อย่างไร ?ความชื้นเป็นอิน (Yin) มักทำให้ลมปราณ (Qi) ติดขัด อินเพิ่มขึ้นทำลายลมปราณหยาง (Yang) ความ...
06/09/2022

ความชื้นทำให้เกิดโรคได้อย่างไร ?

ความชื้นเป็นอิน (Yin) มักทำให้ลมปราณ (Qi) ติดขัด อินเพิ่มขึ้นทำลายลมปราณหยาง (Yang) ความชื้นเป็นน้ำจัดเป็นอิน ความชื้นมากระทบร่างกายมักเข้าไปอุดตันในอวัยวะภายในและเส้นลมปราณ ม้ามเป็นธาตุดิน ชอบความแห้ง กลัวความชื้น ม้ามถูกความชื้นรุกรานได้ง่าย ถ้าม้ามและกระเพาะอาหารกระทบความชื้นจะทำให้การย่อยและการดูดซึมอาหารเสียไป มีอาการเบื่ออาหาร ท้องอืด ท้องเดิน ปัสสาวะน้อยเกิดน้ำคั่ง บวมน้ำ การรักษาใช้วิธีเพิ่มการไหลเวียนลมปราณ และขับปัสสาวะ

ความชื้นมีคุณสมบัติหนักและขุ่นสกปรก โรคที่เกิดจากความชื้นทำให้ร่างกายมีอาการหนักเป็นสำคัญ เช่น ศีรษะหนัก ตัวหนัก แขนขาหนักล้า สิ่งคัดหลั่งหรือขับถ่ายของเหลวขุ่น สกปรก ถ้าความชื้นกระทบผิวหนังร่วมกับความร้อน จะเกิดโรคผิวหนังได้ง่าย ถ้าความชื้นเข้าสู่เส้นลมปราณและข้อ ทำให้ลมปราณติดขัด มีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง หนักและปวดตามข้อ

- ถ้าความชื้นรุกรานที่ส่วนบนของร่างกาย ทำให้ใบหน้าหมองคล้ำ ขี้ตามาก

- ถ้าความชื้นอุดตันลำไส้ใหญ่ ทำให้ถ่ายอุจจาระเป็นมูกเลือด

- ถ้าความชื้นรุกรานส่วนล่างของร่างกาย ทำให้ปัสสาวะขุ่น ผู้หญิงมีตกขาวมาก

- ถ้าความชื้นรุกรานผิวหนัง จะเกิดแผล หนอง ผื่นคันมีน้ำเหลือง

ความชื้นมีลักษณะเหนียวข้น ติดขัด ขจัดออกยาก สร้างสิ่งคัดหลั่งหรือขับถ่ายของเหลวเหนียวข้น เช่น อุจจาระเหนียวเป็นมูก ปัสสาวะขัด ฝ้าลิ้นเปียกเหนียว มีลักษณะการดำเนินโรคช้า เรื้อรังเป็น ๆ หายๆ ไม่หายขาด

ความชื้นเป็นน้ำชอบไหลลงที่ต่ำ มักรุกรานทำให้เกิดโรคที่ส่วนล่างของร่างกาย มีอาการ เช่น เท้าบวม ตกขาว ปัสสาวะขุ่น อุจจาระเป็นมูกเลือด

ความชื้นที่ก่อตัวจากภายในร่างกายเกิดจากม้ามพร่อง ไม่สามารถย่อยดูดซึมอาหารและน้ำเกิดน้ำคั่ง เรียกว่า ม้ามพร่องทำให้เกิดความชื้น มีอาการปากเหนียว เบื่ออาหาร แน่นหน้าอก คลื่นไส้อาเจียน ท้องอืด ศีรษะและลำตัวหนัก ท้องเดิน ปัสสาวะขุ่น ตกขาว บวมน้ำ

ในช่วงปลายฤดูร้อนคาบเกี่ยวไปสู่ฤดูฝน ความร้อนจะเริ่มลดลง เกิดความชื้นในอากาศมากขึ้น จึงเกิดเป็นร้อนชื้นสะสม ทำให้รู้สึกเหนียวตัวเหนอะหนะไม่ค่อยสบาย ใบหน้ามัน บางรายเกิดอาการ Eczema งูสวัด ผิวอักเสบจากไขมันอุดตัน สิว ตุ่ม หนอง (pustular
eruption) กลิ่นตัว เป็นกลากเกลื้อนที่มือ เท้า ลำตัว หรือขาหนีบ บางคนเป็นแล้วหายยาก

ม้าม มีหน้าที่ในการลำเลียงเกิดภาวะพลังอ่อนในการระบาย ทำให้เกิดความชื้นวสะสมภายใน เสมหะชื้นที่ตกค้างจะทำให้เกิดรูปร่างบวม อ้วน อยากนอนตลอดเวลา นอนกรน สีผิวไม่สดใส เกิดฝ้า ความชื้นไปอุดตันจะทำให้เกิดความร้อน ทำให้ผิวมัน เกิดสิวฝ้าได้ง่าย มีกลิ่นปาก

มะเร็งลำไส้ใหญ่ โรคที่พุ่งขึ้นมาติดอันดับต้นๆ และทำให้คนไทยเสียชีวิตมากที่สุด โดยจากสถิติพบผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่เพศชาย ...
03/09/2022

มะเร็งลำไส้ใหญ่ โรคที่พุ่งขึ้นมาติดอันดับต้นๆ และทำให้คนไทยเสียชีวิตมากที่สุด โดยจากสถิติพบผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่เพศชาย 10 คนต่อประชากรชาย 100,000 คน และเพศหญิง 7 คนต่อ 100,000 คน แต่รู้ไหมว่ามะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นโรคที่ป้องกันได้หากเรารู้สัญญาณ การสังเกตอาการ และวิธีป้องกันตัวเอง เพราะสาเหตุของการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ นอกจากกรรมพันธุ์เป็นส่วนหนึ่งแล้ว พฤติกรรมการทานอาหารของคนไทยเรานี่ล่ะ คือสาเหตุหลักของมะเร็งลำไส้ใหญ่

ที่สำคัญ มะเร็งลำไส้ใหญ่ยังเป็นโรคที่จะส่งสัญญาณเตือนออกมาเป็นอาการที่เราเห็นได้ชัดในชีวิตประจำวัน หากคอยหมั่นสังเกตตัวเองสักนิด ก็จะรู้ทันและสามารถป้องกันและหยุดยั้งแต่เนิ่นๆ ได้ และนี่คือ 6 สัญญาณเตือนของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่
1. ท้องผูกบ่อยจนกลายเป็นเรื่องปกติ
บางคนมีปัญหาเรื่องท้องผูกมาตั้งแต่เด็กๆ อาจเป็นเพราะพฤติกรรมการกินที่ไม่กินผักผลไม้ ร่างกายไม่ได้รับไฟเบอร์เพียงพอ และดื่มน้ำน้อย ทำให้ระบบขับถ่ายทำงานไม่ดี แต่ในบางคนอาจมีอาการท้องผูกเพราะพฤติกรรมการใช้ชีวิตในวัยทำงาน และปล่อยให้ท้องผูกเรื้อรังจนมองว่าเป็นเรื่องปกติในชีวิต พฤติกรรมนี้ล่ะคือสัญญาณหนึ่งที่บอกว่าคุณมีความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ในอนาคต
2. อุจจาระลีบเป็นลำเล็ก
เนื่องจากมะเร็งลำไส้ใหญ่มักเริ่มจากการมีติ่งเนื้อขึ้นมาในลำไส้ ซึ่งอาจเป็นติ่งเนื้อธรรมดาไม่ใช่เนื้อร้าย แล้วจึงพัฒนาเป็นเซลล์มะเร็งในภายหลัง การมีติ่งเนื้อขึ้นขวางภายในลำไส้นี้จึงทำให้อุจจาระที่เคลื่อนผ่านลำไส้ใหญ่มีลักษณะถูกบีบให้เป็นลำเล็กลีบ ดังนั้นหากสังเกตได้ว่าอุจจาระมีลักษณะเล็กลีบเป็นประจำ นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าคุณมีก้อนเนื้อหรือติ่งเนื้อขึ้นในลำไส้
3. มีเลือดสดหรือเลือดสีแดงเข้มมากปนมากับอุจจาระ
อาจเกิดจากอุจจาระที่แข็งเมื่อเบียดกับติ่งเนื้อที่ขึ้นผิดปกติภายในลำไส้เกิดเป็นแผลทำให้มีเลือดออกและปนออกมาในบางครั้งที่ขับถ่าย
4. มีอาการท้องเสียสลับกับท้องผูก
การอุจจาระแข็งและเหลวสลับกัน เป็นติดต่อกันแบบมีอาการเรื้อรัง ถึงแม้ว่าจะกินอาหารที่เหมาะสมไม่ได้เป็นสาเหตุให้ท้องเสียก็ยังมีอาการนี้อยู่ นี่อาจเป็นความผิดปกติที่เกิดจากภายในลำไส้
5. กินอาหารเท่าเดิมแต่น้ำหนักลดฮวบฮาบ
ลักษณะอาการคือน้ำหนักตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะมีพฤติกรรมการกินอาหารแบบเดิมหรือมากกว่าเดิม
6. อ่อนเพลียอ่อนแรงแบบไม่มีสาเหตุ
อาจเกิดจากการที่มีเลือดออกในลำไส้ ปนออกมากับอุจจาระ หากเสียเลือดจากการขับถ่ายมากอาจมีภาวะซีด และโลหิตจางร่วมด้วย และยิ่งทำให้เกิดอาการอ่อนเพลียอ่อนแรงต่อเนื่องมากขึ้นอีก ถึงแม้โรคมะเร็งลำไส้ จะเป็นมะเร็งร้ายที่คร่าชีวิตคนไทยเป็นอันดับสามในปัจจุบันนี้ แต่หากเราระวังในพฤติกรรมการกินและการใช้ชีวิต และหมั่นสังเกตตัวเองได้ทันการ จะได้รีบทำการรักษาได้ทันท่วงที โอกาสรอดชีวิตก็ยิ่งสูงขึ้น

มารู้จัก 5 ชนิดอาหาร  ที่ดูเเล  บำรุงตับกันค่ะ1 เเครอท2กระหล่ำปี3องุ่น หรือ เม็ดองุ่นด้วย4บล็อกโครี่5ถั่ว หรือ ตระกูล ธั...
02/09/2022

มารู้จัก 5 ชนิดอาหาร ที่ดูเเล บำรุงตับกันค่ะ
1 เเครอท
2กระหล่ำปี
3องุ่น หรือ เม็ดองุ่นด้วย
4บล็อกโครี่
5ถั่ว หรือ ตระกูล ธัญพืชต่างๆ

แต่ข้อควรระวังคือ สารพิษที่ปนเปื้อนมากับอาหารต่างๆนี้เองก็สามารถทำให้เราทำร้ายตับได้โดยไม่รู้ตัวก็ได้เช่นกัน

ที่อยู่

เดอะ บีไฮฟ์กรุป 77-79-81 รามคำแหง2-ชอย8 แขวงดอกไม้ ประเวศ กรุง
Bangkok
10250

เบอร์โทรศัพท์

+66958588125

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ โภชนาการ บำบัด แก้ที่ต้นเหตุผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ การปฏิบัติ

ส่งข้อความของคุณถึง โภชนาการ บำบัด แก้ที่ต้นเหตุ:

แชร์