Ramathibodi Student Well-being Center - RASW

Ramathibodi Student Well-being Center - RASW ให้บริการการปรึกษาทางจิตวิทยา สำหรับนักศึกษาคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
และแบ่งปันความรู้ทางสุขภาพใจ สำหรับผู้ที่สนใจ

25/01/2026

‘การเข้าใจตนเอง’ อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเติบโต แต่ไม่ใช่ปลายทางทั้งหมดของมัน

เพราะในโลกที่เราไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่เพียงลำพัง การเติบโตอีกครึ่งหนึ่ง เกิดขึ้นจากการเรียนรู้ที่จะเข้าใจผู้อื่น แม้ในวันที่เราไม่เห็นด้วย หรือไม่เข้าใจในทันที

Empathy & Open-mindedness หรือ ‘การเปิดใจกว้าง’ คือการค่อยๆ ขยับมุมมองออกจากศูนย์กลางของตัวเอง เพื่อรับฟังโลกจากจุดยืนที่แตกต่างออกไป ไม่ใช่เพื่อยอมรับทุกอย่าง ไม่ใช่เพื่อเห็นด้วยกับทุกความคิด

แต่เพื่อพยายาม ‘มอง’ ให้เห็น ทั้งเงื่อนไข ข้อจำกัด และประสบการณ์ชีวิต ที่หล่อหลอมใครบางคนขึ้นมา ในแบบที่ไม่เหมือนเรา

การเปิดใจกว้าง จึงไม่ใช่การลดทอนความคิดของตนเอง แต่คือการเพิ่มพื้นที่ให้ความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น ได้มีที่ยืนอยู่ข้างๆ กัน

ทักษะนี้ชวนให้เราค่อยๆ ถามตัวเองว่า หากเราเติบโตมาในบริบทเดียวกับเขา ผ่านเหตุการณ์แบบเดียวกัน และแบกรับสิ่งที่เขาแบกรับอยู่ เราจะรู้สึกอย่างไร

อะไรคือเรื่องราวที่เราไม่เคยรู้
อะไรคือความกลัว ความหวัง หรือบาดแผลที่ไม่ได้ถูกพูดออกมา
และเราจะสื่อสารกันอย่างไรโดยไม่ทำร้ายกัน แม้จะคิดต่างก็ตาม

เมื่อเราฝึก Empathy มากขึ้น เราจะเริ่มฟังเพื่อเข้าใจ ไม่ใช่ฟังเพื่อโต้แย้ง เริ่มตั้งคำถามด้วยความอยากรู้ มากกว่าความอยากเป็นคนที่ถูกต้อง

และในกระบวนการนั้น เราจะค้นพบว่า ‘การเปิดใจกว้าง’ ไม่ได้ทำให้เราสูญเสียตัวตน แต่กลับทำให้ตัวตนของเรามีมิติ มีความลึกซึ่ง รวมถึงอ่อนโยนมากยิ่งขึ้น

ในสังคมที่เต็มไปด้วยความหลากหลาย ความแตกต่างไม่ใช่สิ่งที่ต้องเอาชนะ แต่คือสิ่งที่ต้องเรียนรู้จะอยู่ร่วมกัน

Empathy จึงไม่ใช่เพียงคุณสมบัติของคนใจดี แต่เป็นทักษะสำคัญของการเป็นมนุษย์ที่อยากอยู่บนโลกใบนี้อย่างเข้าใจผู้อื่น โดยที่ยังไม่หลงลืมความเป็นมนุษย์ของตัวเอง

20/01/2026

เมื่อ "คุณล่ามมือโปร" ตกม้าตาย เพราะแปลภาษาใจคนข้าง ๆ ไม่เป็น 💔

ในซีรีส์ Can This Love Be Translated? พระเอกเป็นล่ามผู้เชี่ยวชาญการแปลสารพัดภาษา แต่กลับ "สอบตก" ไม่เป็นท่า เมื่อต้องแปล "ภาษารัก" ของคนสำคัญ

ส่วนนางเอกเป็นนักแสดงคนดังที่ได้รับความรักจากแฟนทั่วโลก แต่กลับคลุมเครือกับการแสดงความรักของตัวเอง

การสื่อสารหลายภาษาผสมกับภูมิหลังทางอารมณ์ที่ซับซ้อน ทำให้คนดูต้องคอย “ถอดรหัสหัวใจ” ของตัวละครหลักในเกือบทุกบทสนทนา
เรื่องนี้สะท้อนความจริงที่ว่า... ปัญหาความสัมพันธ์ส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากเราคุยกันคนละภาษา แต่เกิดจากเราไม่ได้ยิน "ความหมายที่ซ่อนอยู่" ในคำพูดเหล่านั้นต่างหาก

อย่างที่อาจารย์ของพระเอกบอกไว้
เราทุกคนต่างก็มีภาษาของตัวเอง
ถ้าความรักไม่มีพจนานุกรมฉบับมาตรฐาน
แล้วเราจะเรียนรู้ที่จะฟังอีกฝ่ายได้อย่างไร?
คำตอบคือการใช้ Deep Listening😆
หรือการฟังด้วยเทคนิคพื้นฐาน 3 ข้อนี้

💙1. อยู่กับคนตรงหน้าอย่าง 100% - งดซัก แทรก ตรวจสอบ และนอกจากฟังคำพูดแล้ว ยังต้องฟังน้ำเสียง และฟังกิริยาท่าทาง

💙2. รับรู้และใส่ใจความรู้สึก - เพราะคำพูดเป็นเพียง 7% ของการสื่อสาร อีก 93% คือสิ่งที่ผู้ฟังต้องสังเกตจากสิ่งที่อีกฝ่ายไม่ได้พูดออกมา ทั้งน้ำเสียง แววตา สีหน้า ท่าทาง หรือแม้แต่...ความเงียบ

💙3. เท่าทันความคิดหรือเสียงในหัว - อุปสรรคใหญ่ของการฟังที่ดีก็คือ "เสียงในใจเราเอง" ที่คอยจะตัดสิน แนะนำ หรือหาทางออกให้คนอื่น สิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นเครื่องกีดขวางการฟังของเรา ทำให้ฟังไม่จบ ไม่เป็นพื้นที่ปลอดภัยมากพอที่อีกฝ่ายจะวางใจ พูดสิ่งที่อยู่ในใจ หรือแสดงความอ่อนแอออกมา
สุดท้าย... ก่อนจะไปแปลภาษาใจของใคร อย่าลืมกลับมาฟังเสียงข้างในของตัวเองให้ชัดเจนก่อน เพราะการเข้าใจตัวเอง คือประตูบานแรกที่จะนำไปสู่การเข้าใจคนอื่น
*เรียนรู้ Deep Listening ผ่านบทเรียนออนไลน์แบบ microlearning
ลิงค์ในคอมเมนต์
ภาพจากซีรีส์ Can This Love Be Translated? ดูได้ทาง Netflix

20/01/2026

“มีสติหน่อยคุณธีร์”ไม่ใช่แค่ชื่อเรื่อง หรือประโยคเตือนสติตัวละครเอกอย่างแบบทั่วๆ ไป เท่านั้น แต่หากพิจ.....

20/01/2026
RASW ได้มีโอกาสไปให้ความรู้แก่นักศึกษาหูดีและหูหนวกที่ สถาบันราชสุดาค่ะ
16/01/2026

RASW ได้มีโอกาสไปให้ความรู้แก่นักศึกษาหูดีและหูหนวกที่ สถาบันราชสุดาค่ะ

08/01/2026

ระหว่างพยายาม ‘ซ่อม’ ชีวิตที่พังทลาย
กับเริ่มต้น ‘สร้าง’ จิตใจที่แข็งแรง
เรากำลังทุ่มเททรัพยากรไปที่ไหนมากกว่ากัน?

06:30 น. บนรถไฟฟ้าที่เงียบงัน ผู้คนนับร้อยยืนเบียดเสียดแต่โดดเดี่ยว คลินิกจิตเวชที่คิวเต็มยาวเหยียดไปอีก 3 เดือน เสียงสะอึกสะอื้นที่ลอดผ่านประตูห้องตรวจ และค่ายารักษาใจที่ต้องจ่ายไปตลอดชีวิต

นี่คือภาพสะท้อนของ "ความปกติ" ในยุคสมัยนี้
ที่ผู้ใหญ่จำนวนมากกำลังแบกรับ
ซากปรักหักพังทางอารมณ์ที่สะสมมาเนิ่นนาน

เราต่างพยายาม "ซ่อมแซม" ตัวเองอย่างหนักหน่วง
ทั้งด้วยเงิน เวลา และหยาดเหงื่อ
เพียงเพื่อให้ผ่านพ้นไปได้ในแต่ละวัน
พื่อให้กลับมาทำงานได้
เพื่อให้ดูเหมือนคนปกติ

แต่คำถามคือ... เราจะปล่อยให้วงจรนี้หมุนวนต่อไปสู่รุ่นลูกของเราหรือ?

บาดแผลของผู้ใหญ่ในวันนี้ ล้วนมีร่องรอยมาจากเด็กคนหนึ่งในวันวาน เด็กชายที่ไม่เคยได้รับอนุญาตให้อ่อนแอ จนกลายเป็นชายวัยกลางคนที่มีภาวะซึมเศร้า เด็กหญิงที่ต้องเป็นเด็กดีจนลืมความต้องการของตัวเอง จนกลายเป็นหญิงสาวที่ว่างเปล่าแม้จะมีทุกอย่าง

“It is easier to build strong children than to repair broken men.”

ในปีนี้ Mappa จะทำงานที่จะขับเคลื่อนเนื้อหาและกิจกรรมของเราตลอดทั้งปี
ภายใต้หัวข้อ "สร้างเด็กที่แข็งแรง ง่ายกว่าซ่อมผู้ใหญ่ที่แตกสลาย"

เราเชื่อว่า แทนที่จะมัวแต่ตักน้ำออกจากเรือที่กำลังจม
เราควรหันมาช่วยกัน "อุดรูรั่ว" ตั้งแต่ต้นทาง
เราไม่ได้กำลังพูดถึงแค่การเลี้ยงลูกให้เก่ง
แต่คือการสร้างมนุษย์ที่มีหัวใจแข็งแรง
รู้เท่าทันอารมณ์ และมีความสัมพันธ์ที่มั่นคง

เพื่อที่ในอีก 20 ปีข้างหน้า
พวกเขาจะไม่ต้องไปยืนร้องไห้หน้าห้องตรวจ
หรือรู้สึกว่างเปล่าบนรถไฟฟ้าเหมือนที่เราเผชิญ

มาร่วมสำรวจเส้นทางนี้ไปด้วยกัน
เริ่มต้นจากบทความซีรีส์ "ซ่อม VS สร้าง"
ผ่านเรื่องราวชีวิตจริงของคน 4 คน
ที่อาจทำให้คุณเห็นเงาสะท้อนของตัวเอง และฉุกคิดได้ว่า
วันนี้คุณกำลัง ‘ซ่อม’ หรือกำลัง ‘สร้าง’ อนาคตแบบไหนอยู่?

===============================================
อ่านบทความตอนที่ 1 : เมื่อการซ่อมคือการใช้เวลาทั้งชีวิต
https://mappamedia.co/posts/post-repair-vs-build-1
===============================================
เรื่อง : มิรา เวฬุภาค
ภาพประกอบ : Arunnoon
#สร้างเด็กที่แข็งแรงง่ายกว่าซ่อมผู้ใหญ่ที่แตกสลาย #ซ่อมVSสร้าง

07/01/2026

โตเป็นผู้ใหญ่ ไม่ได้แปลว่าจะไม่รู้สึก
แต่มันคือการรู้จักความรู้สึกของตัวเองดีพอ
กล้าอ่อนแออย่างมั่นคง
ควบคุมอารมณ์ได้โดยไม่กดทับมัน
เข้าใจคนอื่น โดยไม่ทิ้งตัวเอง
และใจดีกับตัวเอง แม้ในวันที่ยังไม่สมบูรณ์

ความเป็นผู้ใหญ่ทางอารมณ์
ไม่ใช่จุดหมายปลายทาง
แต่มันคือทักษะที่ค่อย ๆ ฝึกไปพร้อมกับการใช้ชีวิต 💛

06/01/2026

#โรคซึมเศร้าในคนที่ยังทำงานได้ดี (High functioning depression)

วันนี้จะพูดถึงโรคซึมเศร้าในคนบางกลุ่ม ที่มีทั้งข้อเหมือนและข้อแตกต่างจากโรคซึมเศร้าที่เราคุ้นเคยกัน

นั่นคือ High Functioning Depression ซึ่งหมอขอแปลเป็นไทยเองว่า โรคซึมเศร้าในคนที่ยังทำงานได้ดี

โรคซึมเศร้าหรือโรคทางจิตเวชอื่น ๆ มักส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิต ไม่ว่าจะเป็นในแง่ความสุข การรับผิดชอบหน้าที่ หรือการดูแลรักษาความสัมพันธ์
ซึ่งเมื่อผลกระทบมีหลายด้าน ผู้ป่วยก็มักจะรู้ต้วว่าตนเองไม่ปกติ แล้วไปพบแพทย์

อย่างไรก็ตาม มีผู้ป่วยจำนวนหนึ่งที่มักไม่รู้ตัวว่าตนเองก็มีอาการ เพราะยังทำงานได้ ยังเข้าสังคมเหมือนเดิม

คนกลุ่มนี้มักเป็นคนที่มีความสามารถสูง สมัยเรียนก็เป็นนักเรียนที่เรียนดี
แม้ว่าจะมีโรคซึมเศร้าเกิดขึ้นแล้ว แต่ก็ยังทำงานได้มาตรฐานเหมือนเดิม

แต่
ที่แตกต่างก็คือ พลังชีวิตทั้งหมด ถูกเอาไปใช้ไปกับ การทำสิ่งที่ต้องทำเท่านั้น นั่นก็คือการรับผิดชอบงาน และการ “ทำตัวปกติ”

แล้วเมื่อกลับถึงบ้าน ค่อยไปพังตามลำพัง

ภายนอกเขาจะดูไม่ได้ทรุดโทรมอะไร ยังพูดคุยยิ้มแย้ม ยังทำงานได้อย่างที่เคยทำ
แต่ไม่มีใครรู้ว่า จริงๆ แล้วเขารู้สึกเหนื่อยอยู่ตลอด
ในใจรู้สึกเบื่อหน่าย ว่างเปล่า หนักอึ้ง หรือไม่ยินดียินร้าย เฉย ๆ กับทุกอย่าง

บางรายรู้สึกเหนื่อยกับการมีชีวิต ที่ยังอยู่ก็เพื่อ…(พ่อ/แม่) เท่านั้นเข้ามาเป็นประจำ

กิจกรรมที่เคยชอบ ก็ไม่เพลิดเพลินอีกต่อไป
หลายคนลืมไปว่า ตัวเองเคยชอบดูกีฬา ทำขนม เล่นดนตรี ฯลฯ
เวลาว่างก็จะ นั่ง ๆ นอน ๆ เฉย ๆ ได้ทีละนาน ๆ อาจจะไถมือถือแบบไร้จุดหมายหรือนอนมองเพดาน

จะทำงานบ้านเมื่อจำเป็นต้องทำจริงๆ เช่น กองเสื้อผ้าถูกดองไว้จนกว่าไม่มีอะไรจะใส่ ห้องรกมากขึ้นเพราะไม่ค่อยได้จัด ไม่ค่อยได้ทำความสะอาด

ดูแลตัวเองน้อยลง บางวันอาจไม่ได้อาบน้ำ สระผม ทาครีม อย่างที่เคย แต่จะทำเมื่อต้องออกนอกบ้านไปพบปะผู้คน

ปัญหาการนอนอาจจะไม่มาก แต่ถึงนอนไม่หลับหรือหลับไม่ดี เขาก็จะยังสามารถตื่นเวลาเดิม แล้วเข็นตัวเองไปทำงานตรงเวลาได้ แม้ว่าในใจจะรู้สึกฝืนมากก็ตาม

หากมีงานที่ต้องทำต่อที่บ้าน ก็จะเริ่มต้นทำได้ยาก แต่ก็สามารถจัดการจนทันส่งอยู่ดี

เวลาเข้าสังคม บางคนเปลี่ยน mode มาพูดคุยยิ้มแย้มได้เหมือนนักแสดงที่ต้องมีคติว่า The show must go on.
ส่วนบางคนต้อง “ฮึบ” ทำตัวปกติ ซ่อนความรู้สึกขุ่นมัวหรือหม่นเศร้าเอาไว้ เพราะการซึม การเงียบ อาจจะทำให้มีคนทักว่าเป็นอะไร ใส่หน้ากากไปง่ายกว่า

เมื่อการงานไม่เสีย และก็ไม่มีปัญหากับใคร ผู้ป่วยกลุ่มนี้มักจะเข้าใจว่าที่ตนเองเหนื่อยล้าและรู้สึกว่าต้องต่อสู้อยู่ตลอดเวลานั้น ก็เป็นเพียงผลจากสิ่งที่ต้องเจอ เช่น เรียนปริญญาเอกมันก็ต้องเหนื่อยแบบนี้

จริง ๆ แล้วคนใกล้ชิด ก็อาจจะเห็นความเปลี่ยนแปลงของผู้ป่วยอยู่บ้าง แต่ก็มักคิดว่า คงจะทำงานเหนื่อยแหละ

ด้วยความที่ผู้ป่วยยังรับผิดชอบงานได้ดี ดังนั้นกว่าผู้ป่วยจะมาพบแพทย์ ก็อาจจะมีโรคซึมเศร้าเรื้อรัง (มากกว่า 2 ปี) แล้ว

อยากให้ลองสังเกตตัวเองกันดูนะคะ
บางทีคุณอาจกำลังต่อสู้อยู่กับโรคโดยไม่รู้ตัวก็ได้

หมายเหตุ : การวินิจฉัยที่แน่นอน จำเป็นต้องพบจิตแพทย์เพื่อซักประวัติเพิ่มเติม และตรวจสภาพจิต (Mental Status Examination) นะคะ

หมอมีฟ้า

รูปจาก The Depression Project

Edited | 22.9.65 | ตัวอย่างเคสใน comment

04/01/2026

Active Listening ไม่ได้สอนให้เราฟังเก่งขึ้น แต่มันชวนให้เราช้าลง วางอัตตา วางบทบาท และยอมรับว่าเรื่องตรงหน้าคือโลกของอีกคนหนึ่ง ไม่ใช่ของเรา

‘นักฟังที่ดี’ ไม่จำเป็นต้องเก่งที่สุด แต่ต้อง ‘เปิดพื้นที่’ ให้ความรู้สึกของอีกฝ่ายได้มีที่ยืน โดยไม่ถูกเร่ง ไม่ถูกบิด และไม่ถูกลดทอน

ในบางครั้ง ใจความหลักของ Active Listening นั้นถูกออกแบบมาให้เป็นมากกว่าการเรียนรู้เชิงเทคนิค มันอาจไม่ได้เริ่มต้นจากคำถามว่า “ต้องฟังยังไงให้ถูก” แต่เริ่มจากคำถามที่เรียบง่ายกว่า “เราฟังกันอยู่จริงไหม”

หลักๆ คือเราอาจลองทำความเข้าใจหลักการพื้นฐานของการฟังอย่างตั้งใจ ตั้งแต่การรับรู้ภาษากาย การสะท้อนความรู้สึก การฟังโดยไม่ตีความเกินจำเป็น ไปจนถึงการสังเกตเสียงภายในของตัวเองในขณะที่กำลังฟังคนอื่น

ทั้งหมดนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในกระดาษ แต่ถูกพาไปสู่การฝึกปฏิบัติจริง ผ่านกิจกรรมที่ค่อยๆ เปิดพื้นที่ ให้เราได้ลองฟัง ได้ลองเงียบ และได้ลองอยู่กับความไม่สมบูรณ์ของตัวเอง

เมื่อเราฟังเป็น ความสัมพันธ์จะไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบ แต่จะ ‘ปลอดภัย’ มากพอ ให้ทุกคนกล้าเป็นตัวเอง

บางที โลกไม่ได้ต้องการคนพูดเก่งเพิ่มอีก แต่ต้องการนักฟังที่กล้าจะอยู่กับความรู้สึกของคนอื่น โดยไม่พยายามแก้ไขมัน

และการฟังอย่างตั้งใจ อาจเป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆ ของการเข้าใจกันมากขึ้น ในโลกที่เร่งรีบเกินกว่าจะฟังใครสักคนให้จบประโยค และทำความเข้าใจกับความเป็นตัวเขาอย่างแท้จริง

#การฟังอย่างตั้งใจ

ขอบคุณทุก ๆ คนที่ติดตาม RASW มาตลอดปีนะคะ สิ้นปีนี้ชวนทุกคนมาแบ่งปัน / Reflection สิ่งที่ทำสำเร็จและภูมิใจที่สุดของตัวเอ...
29/12/2025

ขอบคุณทุก ๆ คนที่ติดตาม RASW มาตลอดปีนะคะ

สิ้นปีนี้ชวนทุกคนมาแบ่งปัน / Reflection สิ่งที่ทำสำเร็จและภูมิใจที่สุดของตัวเองในปีนี้
เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็แบ่งปันกันได้น้าา :)

29/12/2025

“รู้สึกว่ายังไม่พร้อมที่จะทำมันเลย”
อาจเป็นประโยคที่เราเคยคิดหลายครั้งในชีวิต

ในบางสถานการณ์ที่เราไม่คุ้นชิน
หรือรู้ว่ากำลังจะต้องไปเจออะไรใดๆ ที่รู้สึกไม่คุ้นเคย
ไม่พร้อม
ไม่มั่นใจ
มีแต่อะไรๆ ที่กลั่นออกมาเป็นความกลัวและความกังวล

แต่หากเรามัวแต่กลัวอะไรที่ยังไม่เกิด
นั่นอาจทำให้เราพลาดโอกาสที่
อาจเป็นก้าวสำคัญในการเติบโตในขั้นถัดๆ ไปก็ได้

“ฉันจะทำมันอยู่ดี!”
อาจลองเริ่มต้นสู้กับความกลัวและไม่กล้าด้วยประโยคนี้
(ถึงจะแอบไขว้นิ้วขณะที่กำลังให้กล่าวกับตัวเองอยู่ก็ตาม)

อย่างน้อยๆ การให้คำมั่นสัญญากับตัวเอง
ว่าถึงจะพร้อมหรือไม่พร้อมในการเผชิญโลก
แต่เราก็จะทำมันอยู่ดี

นี่แหละคือความเข้มแข็งในแบบของเราเอง
ที่สามารถก้าวต่อไปโดยไม่ต้องแข่งขันกับใครๆ

23/12/2025

ปลายปีมักเป็นช่วงเวลาที่เราถูกชวนให้ “สรุป” นู้นนี้นั่นเยอะไปหมด ทั้งสรุปผลงาน สรุปเป้าหมาย สรุปว่าเราทำอะไรสำเร็จไปแล้วบ้าง และยังขาดอะไรอยู่?⁣

แต่ท่ามกลางการสรุปเหล่านั้น มีอยู่ “หนึ่งสรุป” ที่มักหายไปเสมอ คือ “สรุปแล้วปีนี้.. เราใช้ชีวิตกับตัวเองอย่างไรบ้าง?” ตอนที่ผมร่างบทความนี้ขึ้นมา มีอยู่หลายคำถามเลยครับที่ผมอ่านแล้วต้องอุทานในใจว่า “เออจริงวะ!! ไม่เคยถามตัวเองแบบนี้มาก่อนเลย”

บทความนี้ ผมตั้งใจเลยครับ!! ยังไงก็ต้องชวนคุณลองทำ Self Year-End Checklist สิ้นปีนี้กันซักหน่อย!! เป้าหมายของผมมีอย่างเดียวเลยครับ ไม่ใช่เพื่อให้คุณเก่งขึ้น ดีขึ้น หรือพัฒนาขึ้น แต่เพื่อชวนคุณกลับมา “เห็นหัวใจของตัวเองให้ชัดขึ้นอีกนิด” ก่อนจะก้าวเข้าสู่ปีใหม่อีกครั้ง 😉⁣

──────────⁣
✦ ทำไมเราควรมี Self Year-End Checklist ?⁣

Self Year-End Checklist ในบทความนี้ ✗ ไม่ใช่ To-do list สิ่งที่ต้องทำ ✗ ไม่ใช่ Checklist ที่ต้องทำให้ครบ ✗และไม่ใช่เครื่องมือวัดคุณค่าของชีวิต แต่มันคือ ✓ พื้นที่ปลอดภัยให้คุณได้ทบทวนชีวิตในปีที่ผ่านมา ดังนั้น กฎข้อเดียวของบทความนี้คือ คุณไม่ต้องตัดสิน ไม่ต้องให้คะแนน และไม่ต้องเปรียบเทียบกับใครนะครับ “เราต่างมีเส้นทางของตัวเอง”⁣

การทบทวนตัวเองแบบนี้ ถือเป็นทักษะสำคัญของ การเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคม หรือ Social and Emotional Learning (SEL) เพราะมันช่วยให้เรา⁣
✓ รู้จักตัวเองมากขึ้น⁣
✓ จัดการอารมณ์ได้ดีขึ้น⁣
✓ เข้าใจความสัมพันธ์รอบตัว⁣
✓ และตัดสินใจเรื่องชีวิตอย่างรับผิดชอบกับใจตัวเองมากขึ้น⁣

ต่อไปนี้คือ 7 เช็คลิสต์ทบทวนใจก่อนสิ้นปี คุณไม่จำเป็นต้องตอบให้ครบก็ได้นะครับ เลือกตอบเฉพาะข้อที่รู้สึกว่า “ใช่” หรือ “สะกิดใจ” และถ้าข้อไหนทำให้คุณอยากหยุดคิด ขอแค่อยู่กับมันให้นานขึ้นอีกนิด… แค่นั้นก็พอแล้วครับ 🌱⁣

──────────⁣
✦ Self Year-End Checklist: 7 เช็คลิสต์ทบทวนใจก่อนสิ้นปี⁣

1️⃣ ปีนี้ฉันเรียนรู้อะไรเกี่ยวกับตัวเองบ้าง..⁣
2️⃣ อะไรที่ฉันจัดการได้ดี และอะไรที่ยังลำบาก..⁣
3️⃣ ความสัมพันธ์แบบไหนที่หล่อเลี้ยงฉัน และแบบไหนที่บั่นทอนฉัน..⁣
4️⃣ ปีนี้ฉันรับฟังผู้อื่นและโลกมากแค่ไหน..⁣
5️⃣ อะไรคือ 1 สิ่งที่ฉันควร “หยุดทำ” เพื่อเคารพตัวเอง..⁣
6️⃣ ปีหน้าฉันอยากลงทุนดูแลตัวเองเรื่องอะไร..⁣
7️⃣ ประโยคสั้น ๆ ที่อยากสัญญาใจกับตัวเอง คืออะไร..⁣

คุณไม่จำเป็นต้องตอบให้ครบก็ได้นะครับ เลือกแค่ข้อที่รู้สึกว่า “ใช่” หรือ “สะกิดใจ” และถ้าข้อไหนทำให้คุณอยากหยุดคิด ขอแค่อยู่กับมันให้นานขึ้นอีกนิด… แค่นั้นก็พอแล้ว 😉⁣

เพราะการเริ่มต้นปีใหม่ที่แท้จริง⁣
อาจไม่ใช่การตั้งเป้าให้สูงขึ้น⁣
แต่คือ #การยอมรับตัวเองในปีเก่าอย่างเข้าใจและเมตตา⁣


อ่านเรื่องราวเวอร์ชั่นเต็ม ➾⁣ https://selminder.com/knowledge-hub/self-year-end-checklist/



ผู้เขียน:⁣ Armer Khanachang
─────⁣
#การเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคม⁣



→ ถ้ายัง Aware ตัวเองไม่ได้ ☘️⁣
จะ Manage ตัวเองได้อย่างไร!?

ที่อยู่

270 ถนนพระรามที่หก แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี
Bangkok
10400

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 16:30
อังคาร 08:30 - 16:30
พุธ 08:30 - 16:30
พฤหัสบดี 08:30 - 16:30
ศุกร์ 08:30 - 16:30

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Ramathibodi Student Well-being Center - RASWผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ การปฏิบัติ

ส่งข้อความของคุณถึง Ramathibodi Student Well-being Center - RASW:

แชร์

Share on Facebook Share on Twitter Share on LinkedIn
Share on Pinterest Share on Reddit Share via Email
Share on WhatsApp Share on Instagram Share on Telegram