Ramathibodi Student Well-being Center - RASW

Ramathibodi Student Well-being Center - RASW ให้บริการการปรึกษาทางจิตวิทยา สำหรับนักศึกษาคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
และแบ่งปันความรู้ทางสุขภาพใจ สำหรับผู้ที่สนใจ

28/03/2026

บางครั้งอารมณ์ที่ซับซ้อนมากๆ
ก็เหมือนเส้นด้ายที่พันกันยุ่งเหยิง
ยิ่งรีบแกะออก มันยิ่งแน่นขึ้น
ยิ่งรีบหนี ยิ่งรู้สึกเหมือนถูกตามติด

แต่ที่จริงแล้ว
เราอาจไม่จำเป็นต้อง 'จัดการ' มันทันที
แต่อาจเริ่มจากการทำความ 'เข้าใจ'

ความโกรธ ความเศร้า ความเหนื่อย
หรืออื่นๆ
ทั้งหมดไม่ใช่ศัตรู
แต่เป็นผู้ส่งสารที่กำลังบอกอะไรบางอย่างกับเรา

เมื่อเราค่อยๆ นั่งลง มองดู และฟังอย่างตั้งใจ
อารมณ์ทั้งหมดจะคลายตัวเองทีละนิด
เหมือนเส้นด้ายที่ถูกถักออกอย่างอ่อนโยน

สุดท้ายแล้วเราอาจไม่ได้ต้องการชีวิตที่ไร้ซึ่งอารมณ์
แค่ต้องการอยู่กับมันอย่างเข้าใจ
ไม่ทำร้าย และไม่ถูกเขาทำร้าย

เพราะเมื่อทำความเข้าใจอารมณ์อย่างถ่องแท้แล้ว
เราก็อาจได้พบกับเพื่อนใหม่ที่เข้าใจกันมากขึ้นก็ได้

26/03/2026

มีช่วงหนึ่งที่ผมพยายามเร่งให้เพจเติบโตให้เร็วที่สุด⁣
ต้องโพสต์ให้ได้เยอะ ต้องมีคนแชร์ ต้องมีผู้ติดตามเพิ่ม⁣
— แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือยิ่งพยายาม ยิ่งรู้สึกช้า⁣

เพราะแรงขับของการทำทั้งหมดนั้น มันไม่ใช่ความมุ่งมั่น — มันคือ ความกลัว⁣

แต่เมื่อถึงจุดที่เรายอมรับได้ว่า.. “โอเคร ฉันยอมรับว่ารู้สึกกลัวว่ามันจะไม่สำเร็จ กลัวว่าจะไม่มีคนแชร์ กลัวว่าเพจจะไม่เติบโต” สิ่งที่เกิดขึ้นคือ… ผมรู้สึกใจเบาขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อเลยครับ⁣

ทั้งที่ผมยังไม่ได้แก้ปัญหาอะไรเลย ยอดผู้ติดตามก็ยังเท่าเดิม ยอดแชร์ยอดไลค์ก็ยังทรงๆ — แต่ทำไมถึงรู้สึกเบาขึ้น…? นั่นคือคำถามที่ทำให้ผมอยากเขียนบทความนี้ครับ⁣
⁣..................................................................⁣

ในปี 2007 นักประสาทวิทยาศาสตร์ Matthew Lieberman และทีมวิจัยจาก UCLA ได้ทำการทดลองที่น่าสนใจมาก พวกเขาให้ผู้เข้าร่วมการทดลองดูภาพใบหน้าที่แสดงอารมณ์ต่างๆ — โกรธ กลัว เศร้า — ขณะที่วัดการทำงานของสมองด้วยเครื่อง fMRI⁣

พบว่า เมื่อเราพูดยอมรับหรือเรียกชื่อความรู้สึกออกมา (เช่น "ฉันรู้สึกกลัว") สมองส่วน Amygdala (ที่คอยส่งสัญญาณเตือนภัย/ความเครียด) จะทำงานลดลง และสมองส่วนหน้า (Prefrontal Cortex) จะทำงานมากขึ้น เปรียบเสมือนการ "เหยียบเบรก" ให้อารมณ์สงบลง⁣

นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อผมพูดกับตัวเองว่า “ฉันกลัวว่ามันจะไม่สำเร็จ” — ผมไม่ได้แค่รับรู้ความกลัว แต่ผมกำลังส่งสัญญาณให้สมองว่า “ฉันเห็นมันแล้ว (ความกลัว) ไม่ต้องตะโกนต่อแล้ว!!” สมองส่วนที่เกี่ยวกับการเอาตัวรอด (Fight/Flight/Freeze/Fawn) จะค่อยๆ สงบลง เมื่อมันรับรู้ว่า “โอเค… เจ้าของร่างกายรับรู้ฉันแล้ว”⁣
⁣..................................................................⁣

📍สองเส้นทางของอารมณ์ความรู้สึก⁣

#เส้นทางที่1: การเพิกเฉยและกดทับ (Invalidation)⁣

Ignore › Suppress › Self-Invalidate › Dysregulate › Escalate⁣

❶ เริ่มจากเมิน (Ignore): เราอาจจะยุ่งเกินไปหรือคิดว่าความรู้สึกนั้นไม่สำคัญ จึงเลือกที่จะไม่สนใจมัน⁣

❷ พยายามกดทับ (Suppress): เมื่อมันยังอยู่ เราก็พยายามดันมันลงไปข้างล่าง แล้วใช้ชีวิตต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น⁣

❸ ตำหนิตัวเอง (Self-Invalidate): ขั้นนี้อันตรายที่สุด คือการเริ่มตัดสินตัวเองว่า "ไม่ควรรู้สึกแบบนี้" หรือ "ทำไมเราอ่อนแอ" ซึ่งเป็นการหันมาโจมตีตัวเองแทน⁣

❹ สูญเสียการควบคุม (Dysregulate): เมื่อกดไว้นานๆ ระบบอารมณ์จะรวน จนสมองส่วนเหตุผลคุมไม่อยู่⁣

❺ ระเบิดออก (Escalate): สุดท้ายอารมณ์จะปะทุออกมาเองอย่างรุนแรง เช่น โกรธจัดโดยไม่มีเหตุผล หรือร้องไห้ออกมาในเวลาที่ไม่คาดคิด⁣


#เส้นทางที่2: การยอมรับและเรียกชื่ออารมณ์ (Acceptance)⁣

Pause › Observe › Name › Validate › Allow⁣

① เริ่มต้นจากการหยุด (Pause)— ไม่ใช่การหยุดเพื่อแก้ปัญหา แต่คือการหยุดเพื่อไม่ตอบสนองแบบอัตโนมัติ⁣

② สังเกต (Observe) ได้ — มองดูสิ่งที่เกิดขึ้นในร่างกายและความคิดโดยไม่ตัดสิน รู้สึกหนักในอกไหม? มือไม้สั่นไหม? ความคิดวนซ้ำอยู่เรื่องอะไร?⁣

③ ขั้นตอนที่สำคัญที่สุด — เรียกชื่ออารมณ์ (Name) เช่น “นี่คือความกลัว” หรือ “นี่คือความเครียด” — สมองส่วน Amygdala จะทำงานลดลงทันที เพราะสมองรับรู้ว่า “เจ้าของร่างกายเห็นฉันแล้ว ไม่ต้องตะโกนต่อแล้ว”⁣

④ ยืนยันความรู้สึก (Validate) — คือการบอกตัวเองว่า “ความรู้สึกนี้มีอยู่จริงในตอนนี้ และฉันรับรู้มันแล้ว”⁣

⑤ อนุญาตให้มันอยู่ (Allow) — ปล่อยให้อารมณ์นั้นผ่านไปตามธรรมชาติ โดยไม่เร่งให้มันหาย ไม่ต่อสู้กับมัน และไม่ตัดสินตัวเองที่รู้สึกแบบนั้น⁣


อ่านต่อเพื่อหาคำตอบเพิ่ม...✦ ⁣ selminder.com/knowledge-hub/self-awareness/ยอมรับความรู้สึก/



ผู้เขียน: Armer Khanachang
──────────⁣
#การเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคม⁣



ถ้ายัง Aware ตัวเองไม่ได้ ☘️ จะ Manage ตัวเองได้อย่างไร!?⁣

20/03/2026

มีใครเคยเป็นแบบนี้มั้ยคะ....รู้สึกว่าบางพฤติกรรมของตัวเอง มันดูเหมือนเกิดขึ้นซ้ำๆ โดยไม่รู้ว่าทำไม

ขอโทษในเรื่องที่ตัวเองไม่ได้ผิด
ยอมอยู่ในความสัมพันธ์ที่รู้ว่าไม่ดี
รู้สึกว่าต้องพยายามเอาใจคนอื่นตลอดเวลา
หรือกลัวลึกๆ ว่าวันหนึ่งคนที่รักจะทิ้งไป

บางทีสิ่งเหล่านี้มันก็ไม่ได้มาจากนิสัยนะคะ แต่มาจากเด็กคนหนึ่ง ที่ยังอยู่ข้างในใจเราค่ะ


Inner Child หรือ 'เด็กภายในใจ' คือส่วนหนึ่งของจิตใจที่เก็บความทรงจำ อารมณ์ และรูปแบบความเชื่อที่ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่วัยเด็ก

แนวคิดนี้มีรากจาก archetype ‘Divine Child’ ของ Carl Jung
เขาบอกว่า Divine Child คือส่วนที่บริสุทธิ์และเปราะบางที่สุดของเรา
John Bradshaw นักจิตวิทยาและนักเขียนผู้ทำให้แนวคิดนี้เป็นที่รู้จักในวงกว้างขึ้น อธิบายว่า เด็กภายในที่ได้รับบาดแผลจะพยายามปกป้องตัวเองไปตลอดชีวิต ผ่านพฤติกรรมที่ดูเหมือนเป็น 'ปัญหา' ในวัยผู้ใหญ่

บางแบบชัดเจน เช่น การถูกละเลย ถูกวิจารณ์ ถูกปฏิเสธซ้ำๆ
บางแบบเบา บาง และแทบมองไม่เห็น เช่น การโตในบ้านที่ไม่เคยรู้สึกปลอดภัยพอที่จะแสดงความต้องการของตัวเอง
และเมื่อเด็กคนนั้นโตขึ้น เขาอาจพกความเชื่อเหล่านี้ติดตัวมาด้วย

ความรู้สึกผิดที่ไม่รู้ที่มา
ความกลัวว่าจะถูกทิ้ง
ความรู้สึกว่าโลกไม่ยุติธรรม
ความละอายต่อตัวเองที่อธิบายไม่ได้


แล้วมันแสดงออกมาอย่างไรในชีวิตผู้ใหญ่.....
อาจจะเป็น

รู้สึกว่าการบอกความต้องการของตัวเองตรงๆ นี่มันยากจัง
มักเลือกทำงานหรืออยู่ในบทบาทที่ช่วยเหลือคนอื่น เพื่อรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า
ไวต่อคำวิจารณ์มาก และมักตั้งการ์ดสูง
รักษาระยะห่างจากผู้คน เพราะรู้สึกยากที่จะไว้ใจ
หรือตรงข้าม..... พยายามเอาใจทุกคนเพราะกลัวความขัดแย้ง

สิ่งที่น่าสังเกตคือ พฤติกรรมเหล่านี้ล้วนเคยเป็น 'วิธีรับมือที่ดีที่สุด' ของเด็กคนหนึ่ง
ในสถานการณ์ที่เขาไม่มีทางเลือกอื่น

มันทำงานได้ผลตอนนั้น แต่พอโตขึ้น มันอาจกลายเป็นสิ่งที่ขัดขวางตัวเองค่ะ


การเยียวยา Inner Child แน่นอนว่าไม่ใช่การย้อนกลับไปแก้อดีต เราทำแบบนั้นไม่ได้
แต่มันคือการเรียนรู้ที่จะ 'เป็นผู้ใหญ่ที่ดี' ให้กับเด็กคนนั้น

เป็น....
ความสัมพันธ์ที่มั่นคงและปลอดภัย กับคนอื่น และกับตัวเอง
การตั้งขอบเขตที่ดีต่อใจ
ความรู้สึกปลอดภัยกับตัวเอง
การมีเมตตาต่อตัวเอง
ความกล้าสื่อสารและแสดงความต้องการ
ความกล้ายืนหยัดเพื่อสิทธิและความต้องการของตัวเอง


เด็กภายในใจไม่ได้ต้องการให้เราสมบูรณ์แบบ
เขาแค่ต้องการให้รู้ว่า ตอนนี้มีคนดูแลเขาแล้วน่ะค่ะ



**Inner Child เป็นแนวคิดเชิงจิตวิทยาเชิงลึกและงานบำบัดสมัยใหม่ ไม่ใช่คำวินิจฉัยทางการแพทย์นะคะ

วันนี้จิตแพทย์และนักจิตวิทยา RASW ได้ไปแบ่งปันความรู้ ในงานเสวนาสภาอาจารย์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
11/03/2026

วันนี้จิตแพทย์และนักจิตวิทยา RASW ได้ไปแบ่งปันความรู้ ในงานเสวนาสภาอาจารย์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

06/03/2026

เราไม่ได้ก้าวออกจากความสบาย แล้วกลายเป็นคนใหม่ในครั้งเดียว

ส่วนใหญ่ เราค่อยๆ เอียงตัวออกมา ยืดแขน ยืดใจ อยู่ตรงพื้นที่ที่ยังไม่มั่นคง ไม่ปลอดภัยพอ แต่ก็ยังไม่อยากถอยกลับ ที่แม้จะไม่ค่อยมั่นใจแต่ก็ยังพยายามสู้ต่อไป

น่าเสียดายที่ช่วงเวลานั้นมักไม่ถูกพูดถึง ทั้งที่มันเป็นจุดที่ยากที่สุด
เพราะเราไม่ใช่คนเดิม
แต่ก็ยังไม่คุ้นกับตัวเองเวอร์ชันใหม่
เรากลัวว่าจะพลาด
กลัวว่าจะไม่เก่งพอ
กลัวว่าถ้าถอยกลับ
จะถูกมองว่าไม่พยายาม

แต่ความจริงคือ การยืด Comfort Zone ออกไป ไม่จำเป็นต้องใหญ่
มันอาจเป็นเพียงแค่ก้าวเล็กๆ ที่ค่อยก้าวต่อไปทั้งในเวลาที่มั่นใจและไม่มั่นใจ

จนถึงวันหนึ่ง สิ่งที่เคยฝืน กลายเป็นพื้นที่ที่เรายืนได้จริง
เราไม่ต้องเกร็ง ไม่ต้องพิสูจน์ ไม่ต้องพยายามทำให้ใครเห็น

และเราจะค่อยๆ เข้าใจว่า 'การเติบโต'
ไม่ใช่การวิ่งหนี Comfort Zone
แต่คือการขยายมันให้ใหญ่ขึ้น

ครั้งละนิด
ครั้งละหน่อย
แล้วทำซ้ำๆ
แบบที่เข้าใจและใจดีกับตัวเอง

27/02/2026

บางครั้งอารมณ์ของเราในแต่ละวันก็เหมือนอากาศหลายๆ รูปแบบ

เราอาจตื่นขึ้นมาพร้อมเมฆฝนลอยต่ำอยู่ในอก
ไม่ได้เศร้าเป็นเรื่องเป็นราว
แค่รู้สึกหนัก เหมือนมีอะไรชื้นๆ ค้างอยู่ข้างใน

บางเวลาเรากลับแตกหน่อเงียบๆ
ใจมีพื้นที่ให้แสงแดดลอดผ่าน
ให้ต้นไม้เล็กๆ งอกขึ้นมาเอง
โดยไม่ต้องมีใครมาบอกว่า “ตอนนี้ควรรู้สึกดีได้แล้ว”

มนุษย์ไม่ใช่สภาพอากาศเดียว
เราไม่จำเป็นต้องแจ่มใสทุกเช้า
ไม่จำเป็นต้องเข้มแข็งทุกบ่าย
และไม่จำเป็นต้องอธิบายทุกคืน

บางวัน ความคิดฟุ้งกระจายเหมือนลม
บางคืน ใจมีเสียงฟ้าร้องที่ไม่มีใครได้ยิน
บางช่วง เราอ่อนล้าเหมือนฝนที่ตกไม่หยุด
แต่บางครั้ง… เราก็อุ่น เหมือนแสงที่ค่อยๆ แตะหลังตา

ความรู้สึกไม่ใช่สิ่งที่ ‘ต้องแก้ไข’
มันเป็นสิ่งที่ต้อง อยู่ด้วย
เหมือนที่เรายอมรับว่า
วันนี้อากาศอาจไม่เหมาะกับการออกไปไกล
แต่ก็ยังเหมาะกับการหายใจช้าๆ ยู่ตรงนี้

ถ้าใจคุณวันนี้ มีทั้งเมฆ แดด ลม และสายรุ้งปะปนกัน
มันไม่เป็นไรเลย
คุณไม่ได้สับสน
คุณแค่กำลังมีชีวิต
ในแบบที่ซื่อสัตย์กับตัวเองมากพอ

และนั่นอาจเป็นสภาพอากาศที่อ่อนโยนที่สุดแล้ว
สำหรับการเป็นมนุษย์คนหนึ่ง

22/02/2026

หมอได้รู้ข่าวของ ‘พั้นช์คุง’ เจ้าลิงตัวน้อยอายุ 7 เดือน ที่สวนสัตว์แห่งหนึ่งในญี่ปุ่น แม่ของพั้นช์คุงตกเลือดตอนคลอด เกิดความเครียดสูง ทำให้ปฏิเสธการเลี้ยงลูก

พั้นช์คุงจึงถูกเลี้ยงโดยเจ้าหน้าที่สวนสัตว์ หลังจากที่แข็งแรงพอจึงถูกปล่อยเข้าฝูงลิง แต่เพราะฝูงลิงไม่คุ้นกับพั้นช์คุง ทำให้พั้นช์คุงถูกลิงตัวอื่นปฏิเสธ และถูกกันออกจากกลุ่ม

สิ่งเดียวที่ปลอบใจพั้นช์คุงได้ก็คือ ‘ตุ๊กตาอุรังอุตังตัวใหญ่’ ที่เจ้าหน้าที่ให้ไว้เพื่อทำให้พั้นช์คุงสบายใจขึ้น ทุกครั้งที่ถูกไล่จากฝูง พั้นช์คุงจะเข้าไปกอดตุ๊กตาลิงจนรู้สึกดีขึ้น แล้วค่อยๆ เดินกลับไปที่ฝูงอีกครั้ง


เรื่องของพั้นช์คุงทำให้หมอคิดถึงบทความเกี่ยวกับ Transitional Object ที่เคยเขียนหลายปีก่อน เลยอยากนำมาแบ่งปันให้ทุกคนเรียนรู้ร่วมกันอีกครั้ง

สิ่งนั้นอาจเป็นตุ๊กตา หมอน ผ้าห่ม ฯลฯ ที่มีคุณค่าทางใจ ที่ทำให้เด็กคนหนึ่งเปลี่ยนผ่านจากความเป็นเด็กเล็กที่ต้องพึ่งพาพ่อแม่ สู่ความสามารถในการพึ่งพาตัวเองได้ (Dependence to Independence)


สำหรับหมอตอนเด็กๆ จำได้ว่ามีผ้าห่มอยู่ผืนหนึ่ง หมอเรียกว่า ‘ผ้าห่มสีฟ้า’ มันอาจไม่ค่อยสะอาดในความคิดของผู้ใหญ่ แต่ก็ทำให้หมอรู้สึกดีทุกครั้งเวลานอนกอด มันมีกลิ่นเฉพาะที่คนอื่นอาจบอกว่ามันเริ่มเหม็นแล้วนะ แต่หมอไม่ชอบเวลาที่มีใครเอาไปซัก เพราะหมอชอบกลิ่นนั้น ดมแล้วมันอบอุ่นใจ

ถ้าใครเคยดูการ์ตูนเรื่อง Peanuts ที่มีตัวละครอย่าง Snoopy หรือ Charlie Brown คงเคยเห็นเด็กคนหนึ่งชื่อ Linus เด็กที่ถือผ้าห่มของเขาไปไหนมาไหนในแทบทุกฉากของการ์ตูน นั่นคือ Transitional object


สิ่งของเหล่านี้แม้จะเน่า สกปรก ฉีกขาด หรือมีกลิ่น มีร่องรอยต่างๆ แต่มันมีความหมายกับเด็กๆ เพราะเป็นสิ่งที่ช่วยให้เขารู้สึกดีและสบายใจ และช่วยให้เด็กเรียนรู้การจัดการกับความวิตกกังวล โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องห่างจากผู้ดูแล เช่น เมื่อแม่ต้องกลับไปทำงาน เป็นต้น

มันเปรียบเสมือนตัวแทนของแม่ในช่วงเวลาที่แม่ไม่อยู่กับเด็ก บางทีผู้ปกครองอาจรู้สึกว่ามันสกปรกและคิดว่าควรเอาไปทิ้ง แต่ตรงนั้นอาจสร้างความกระทบกระเทือนทางจิตใจให้เด็กพอสมควร เขาอาจร้องไห้งอแงอย่างมาก เพราะมันเปรียบเสมือนกับแม่ถูกพลัดพรากไปจากเขา


ในวัยเด็กเล็ก เช่น วัยเตาะแตะประมาณ 1–3 ขวบ เด็กกำลังเปิดโลกจากพื้นที่เล็กๆ ที่มีแค่ตัวเองและผู้ดูแล ไปสู่โลกกว้างภายนอกที่ทั้งน่าตื่นเต้นและน่ากลัวในเวลาเดียวกัน

เพราะทุกอย่างใหม่สำหรับเขา เด็กจึงอาจมีความวิตกกังวลกับหลายสิ่ง โดยเฉพาะความรู้สึกว่า บางครั้งแม่หรือผู้ดูแลใกล้ชิดก็ไม่ได้อยู่ในสายตาเสมอ แม่อาจไปทำงาน ไปทำครัว ไปอาบน้ำ หรือเด็กบางคนต้องไปอยู่สถานรับเลี้ยงเด็ก

การมีวัตถุเหล่านี้จึงช่วยในการเปลี่ยนผ่าน ให้เด็กค่อยๆ เรียนรู้ว่า ถึงแม้แม่จะไม่อยู่ตรงนี้ แต่เดี๋ยวแม่ก็จะกลับมา


บางครั้งเด็กต้องการสิ่งของเหล่านี้มากขึ้นในช่วงที่เผชิญความเปลี่ยนแปลง เช่น ไปโรงเรียนครั้งแรก หรือเวลาไม่สบาย

เด็กในวัยนี้อาจมีพฤติกรรมปลอบตัวเอง เช่น การดูดนิ้ว ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติที่พบได้ในเด็กเล็ก โดยพ่อแม่ไม่จำเป็นต้องกังวลมากเกินไป แต่หากพฤติกรรมเหล่านี้เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ก็อาจต้องสังเกตว่ามีความเครียดอะไรเป็นพิเศษหรือไม่ โดยทั่วไปพฤติกรรมหรือความต้องการวัตถุเหล่านี้จะลดลงในช่วงอายุ 4 ขวบ

หากพ่อแม่ไม่เข้าใจและบังคับให้เด็กหยุดพฤติกรรมหรือเลิกติดวัตถุเหล่านี้เร็วเกินไป อาจยิ่งทำให้เด็กปรับตัวยากและมีความเครียดเพิ่มขึ้น


เด็กบางคนอาจไม่มีของเน่าที่ติดเลย ก็ไม่ได้แปลว่าผิดปกติ อาจเป็นเพราะเขาปรับตัวได้ง่าย หรือมีผู้ดูแลที่ใกล้ชิดและมีอารมณ์สม่ำเสมอมากพอจนไม่จำเป็นต้องมีสิ่งของทดแทน

ในกรณีที่เป็นวัยรุ่นหรือผู้ใหญ่ที่ยังมีของเน่าและเลิกไม่ได้ งานวิจัยบางส่วนพบว่าอาจเกี่ยวข้องกับภาวะทางจิตใจ เช่น ความกังวลหรือซึมเศร้า แต่ก็ไม่ได้แปลว่าผิดปกติเสมอไป การประเมินควรดูภาพรวมของการใช้ชีวิต ทั้งการเรียน การทำงาน การใช้ชีวิตประจำวัน และความสัมพันธ์กับคนรอบข้างด้วย


บางทีเรื่องของพั้นช์คุงอาจไม่ได้เป็นแค่เรื่องของลูกลิงน่ารักน่าสงสารตัวหนึ่ง แต่เป็นภาพสะท้อนของเด็กหลายคนที่กำลังเติบโตไปในโลกกว้าง

โลกที่บางวันก็อ่อนโยน แต่บางวันกลับทำให้รู้สึกโดดเดี่ยวได้เหมือนกัน

ของชิ้นเล็กๆ ที่เด็กกอดไว้ไม่ได้หมายความว่าเขาอ่อนแอ แต่อาจเป็นพลังเล็กๆ ที่ช่วยให้เขากล้าพอจะเดินต่อไปข้างหน้าในจังหวะของตัวเอง

ในฐานะพ่อแม่หรือผู้ใหญ่ที่อยู่ข้างๆ เด็ก เราอาจไม่จำเป็นต้องรีบทำให้เขาปล่อยหรือทิ้งของชิ้นนั้นเร็วเกินไป วันหนึ่งเมื่อใจของเด็กเข้มแข็งพอ เขาจะค่อยๆ วางมันลง หรือเอามันไปเก็บไว้ในที่หนึ่งอย่างเป็นธรรมชาติ


สิ่งสำคัญไม่ใช่ว่าเด็กคนหนึ่งจะมีหรือไม่มี Transitional object แต่คือการที่เขารู้สึกว่ามีใครบางคนคอยเป็นที่พักใจให้เขาได้เสมอ

เพราะสุดท้ายแล้ว ไม่ว่าตุ๊กตา ผ้าห่ม หรือหมอนเน่าจะอยู่กับเด็กนานแค่ไหน สิ่งที่ช่วยให้เขามีจิตใจที่เข้มแข็ง คือความสัมพันธ์ที่มั่นคง อ้อมกอดที่อยู่ตรงนั้นในวันที่ต้องการ และการมีใครสักคนที่พร้อมยอมรับเขาในแบบที่เขาเป็น

เป็นธรรมดาที่ระหว่างทางของการเติบโต ทุกคนต้องการที่พักใจ ที่ทำให้อบอุ่นปลอดภัย ก่อนจะมีความกล้าเพียงพอที่จะก้าวออกไปเผชิญโลกกว้างด้วยตัวเอง

#หมอมินบานเย็น

19/02/2026

ภาพจำที่บีบหัวใจที่สุดของพั้นช์คุง
ที่ถูกแม่แท้ๆ ปฏิเสธการเลี้ยงดู
เนื่องจากความเครียดตั้งแต่เกิด
และทางสวนสัตว์ได้มอบ "ตุ๊กตาลิง"
ตัวหนึ่งให้เขาไว้กอดแทนแม่

พั้นช์คุงกอดตุ๊กตาตัวนั้นไว้แน่นตลอดเวลา
ไม่ว่าจะกิน จะนอน หรือเดินไปไหน เขามองว่ามันคือโลกทั้งใบ
คือความปลอดภัย และคือความรักอย่างเดียวที่เขารู้จัก

การเติบโตในวัยไม่ได้หมายความว่าคุณต้องเป็นคนที่แข็งกระด้างหรือไร้หัวใจ
แต่หมายถึงการที่เรา "เรียนรู้ที่จะเป็นแม่ให้ตัวเอง"
เหมือนที่พั้นช์คุงสุดท้ายก็กลายเป็นลิงที่แข็งแรงและพึ่งพาตัวเองได้

เรื่องราวของพั้นช์คุงไม่ได้สอนแค่ความน่ารัก
แต่มันสอนให้เราเห็นว่า "การเติบโตนั้นมีราคาที่ต้องจ่าย"
เราไม่จำเป็นต้องเก่งเหมือนใคร
แค่เป็นคุณที่กินอิ่ม นอนหลับ และซื่อสัตย์กับความรู้สึกตัวเอง...
นั่นก็คือชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแล้ว

สิ่งที่พั้นช์คุงอยากบอกคุณในวันนี้
หากคุณกำลังรู้สึกกลัวที่จะต้องก้าวไปข้างหน้าเพียงลำพัง
หรือรู้สึกว่าโลกนี้ไม่มีใครให้พึ่งพิง...
ให้ลองนึกถึงภาพพั้นช์คุงวันที่วางตุ๊กตาลงครั้งแรก

สุขสันต์วันแห่งความรัก ด้วย AI with self-love
14/02/2026

สุขสันต์วันแห่งความรัก ด้วย AI with self-love

12/02/2026

เนื่องจาก RASW Live เมื่อคืนวันพุธที่ 11 กุมภาพันธ์ มีปัญหาในการ Live
ทุกคนสามารถชมย้อนหลัง "Dear Ai, How do I love myself?" ที่นี่นะคะ 🥰

ที่อยู่

270 ถนนพระรามที่หก แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี
Bangkok
10400

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 16:30
อังคาร 08:30 - 16:30
พุธ 08:30 - 16:30
พฤหัสบดี 08:30 - 16:30
ศุกร์ 08:30 - 16:30

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Ramathibodi Student Well-being Center - RASWผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ การปฏิบัติ

ส่งข้อความของคุณถึง Ramathibodi Student Well-being Center - RASW:

แชร์

Share on Facebook Share on Twitter Share on LinkedIn
Share on Pinterest Share on Reddit Share via Email
Share on WhatsApp Share on Instagram Share on Telegram