P.Diagnostics นำเข้าและจัดจำหน่ายสินค้าทางด้านการแพทย์

🦟 ไข้สูงเฉียบพลัน อย่าคิดว่าเป็นแค่ไข้ธรรมดา!ช่วงอากาศร้อนแบบนี้ ยุงลายเพิ่มขึ้นเร็ว ทำให้โรคจากยุง เช่นDengue feverChik...
14/03/2026

🦟 ไข้สูงเฉียบพลัน อย่าคิดว่าเป็นแค่ไข้ธรรมดา!

ช่วงอากาศร้อนแบบนี้ ยุงลายเพิ่มขึ้นเร็ว ทำให้โรคจากยุง เช่น

Dengue fever
Chikungunya
พบได้บ่อยมากขึ้น

⚠️ อาการเริ่มต้นที่หลายคนมองข้าม
• ไข้สูงทันที
• ปวดหัว ปวดเมื่อยตัว
• อ่อนเพลีย คล้ายไข้ไม่ทราบสาเหตุ
หลายครั้ง อาการช่วงแรกคล้ายไข้ทั่วไป ทำให้วินิจฉัยได้ยาก

🛡️ ป้องกันตัวเองง่าย ๆ
• กำจัดน้ำขังรอบบ้าน
• ใช้ยากันยุง / นอนมุ้ง
• ใส่เสื้อผ้ามิดชิดในพื้นที่ยุงเยอะ

🔬 ปัจจุบันมี Rapid Test ที่ช่วยคัดกรองโรคในกลุ่มไข้จากยุงได้รวดเร็ว
ช่วยให้บุคลากรทางการแพทย์ แยกสาเหตุของไข้และดูแลผู้ป่วยได้เร็วขึ้น

💬 คลินิกหรือหน่วยงานที่สนใจชุดตรวจ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง Inbox หรือ Line:

#ไข้ไม่ทราบสาเหตุ #ไข้เลือดออก #โรคจากยุง

🔥 อากาศยิ่งร้อน ยุงยิ่งเพิ่ม!
รู้หรือไม่? อุณหภูมิที่สูงขึ้นทำให้ ยุงลายเติบโตเร็ว กัดบ่อย และขยายพันธุ์ไวขึ้น 🦟

วงจรชีวิตจากไข่สู่ตัวเต็มวัย
จากเดิมประมาณ 2 สัปดาห์ อาจเหลือเพียง 1 สัปดาห์ เมื่ออากาศร้อนขึ้น

💡 ป้องกันตัวเองง่าย ๆ
• นอนในมุ้ง หรือห้องที่มีมุ้งลวด
• ใช้ผลิตภัณฑ์ป้องกันยุง
• สำรวจและกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงทุก 7 วัน

อย่าปล่อยให้ยุงลายเพิ่มจำนวน เพราะอาจนำมาซึ่ง โรคร้าย ⚠️

#กรมควบคุมโรค #โรคไข้เลือดออก #โรคติดเชื้อไวรัสซิกา #ไข้ปวดข้อยุงลาย #ยุง #รู้ทันโรคแมลง #โรคติดต่อนำโดยแมลง #โรคจากแมลง #กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุง

11/03/2026

🦟 เรื่องเล่าจากข้อมูลระบบเฝ้าระวัง: #ไข้ปวดข้อยุงลาย ในประเทศไทย

ทุกท่านรู้จักหรือเคยได้ยิน โรคไข้ปวดข้อยุงลายหรือเปล่าครับ?

🦟 โรคไข้ปวดข้อยุงลาย เกิดจากเชื้อไวรัส Chikungunya ถ่ายทอดโดย ยุงลาย (Aedes aegypti และ Aedes albopictus) ซึ่งเป็นยุงชนิดเดียวกับที่แพร่ #โรคไข้เลือดออก

📍 ประเทศไทยพบโรคนี้ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2501 ที่กรุงเทพมหานคร ในช่วงที่ระบบเฝ้าระวังโรคของประเทศเริ่มพัฒนา หลังจากนั้นพบผู้ป่วยประปรายในหลายพื้นที่

🔎 ช่วงเวลาที่หลายคนเริ่มรู้จักโรคนี้จริง ๆ คือ การระบาดใหญ่ในปี 2551–2552 โดยเฉพาะในภาคใต้ของประเทศ ซึ่งการระบาดใหญ่ในครั้งนั้นมีผู้ป่วยจำนวนหลักหลายหมื่นคน แต่กระจุกตัวอยู่ในหลายจังหวัดภาคใต้ เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้โรคไข้ปวดข้อยุงลายกลับมาอยู่ในความสนใจอีกครั้ง

🔎 ต่อมาในช่วง ปี 2561–2563 ประเทศไทยเจอการระบาดใหญ่อีกระลอกหนึ่ง มีผู้ป่วยหลายมื่นคนเช่นเดียวกันแต่คราวนี้เจอผู้ป่วยกระจายทั่วประเทศ

🔎 ข้อมูลจาก ระบบเฝ้าระวังโรคของกรมควบคุมโรค บอกเราว่า โรคนี้ไม่ได้หายไป แต่ยังคงมีการพบผู้ป่วยอย่างต่อเนื่องในหลายพื้นที่

📍 ข้อมูลช่วง ปี 2563–2568 จะเห็นรูปแบบที่ชัดเจนขึ้น โรคนี้มีรูปแบบการระบาดตามฤดูกาล โดยผู้ป่วยมักเพิ่มขึ้นในช่วง กลางปี โดยเฉพาะเดือนกรกฎาคม ช่วงเวลานี้ตรงกับฤดูฝน ซึ่งเป็นช่วงที่ ยุงลายเพิ่มจำนวนมากที่สุด

📍 ข้อมูลระบาดวิทยายังบอกอีกอย่างหนึ่งที่น่าสนใจ ผู้ป่วยจำนวนมากอยู่ในกลุ่ม วัยทำงาน อายุ 20–59 ปี โดยเฉพาะช่วงอายุ 30–49 ปี นี่สะท้อนให้เห็นว่า โรคนี้กระทบกับประชากรวัยทำงาน ซึ่งมีการเคลื่อนไหวและมีโอกาสสัมผัสยุงมากกว่า

📍 และนั่นหมายความว่า
โรคไข้ปวดข้อยุงลายได้กลายเป็น โรคที่พบได้ประจำ (endemic) ในหลายพื้นที่ของประเทศไทยแล้ว

🌍 ฝรั่ง กลัวโรคนี้ เพราะ
เพราะสามารถระบาดได้รวดเร็วและกระจายข้ามประเทศได้ง่าย ผู้ป่วยจำนวนมากมีอาการปวดข้อรุนแรง และบางรายอาจปวดต่อเนื่องนานหลายเดือน ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตและความสามารถในการทำงาน อีกทั้งโรคนี้ยังไม่มีการรักษาเฉพาะ

☑️ ข่าวดีคือ
แม้โรคนี้จะทำให้มีไข้และปวดข้อรุนแรง แต่ อัตราการเสียชีวิตค่อนข้างต่ำ

⚠️ แต่ที่ต้องระวังคือ
ตราบใดที่ยังมียุงลาย โรคนี้ก็ยังสามารถกลับมาระบาดได้เสมอ

วิธีป้องกันที่ดีที่สุดยังคงเหมือนเดิม คือ จัดการยุงตัวแก่ จัดการแหล่งลูกน้ำยุงลาย ป้องกันไม่ให้ยุงกัด

ปัจจุบัน เริ่มมีวัคซีนที่ได้รับการอนุมัติแล้วในบางประเทศ แต่ยังไม่ได้ใช้ในวงกว้างเหมือนวัคซีนโรคอื่น

11/03/2026
10/03/2026

หากวันใดที่ออเจ้า เจ็บไข้ได้ป่วย
อย่าลืมนึกพวกข้า บริษัทพี.ไดแอกโนสติกส์
โดย พญาออกไมล์คุง007

ข่าวเด่น เย็นนี้ รู้ทัน Noro Rota !!ช่วงเทศกาลหน้าร้อนนี้  สาเหตุที่เกิด • ติดต่อผ่านมือ อาหาร น้ำ และสิ่งของที่ปนเปื้อน...
09/03/2026

ข่าวเด่น เย็นนี้
รู้ทัน Noro Rota !!
ช่วงเทศกาลหน้าร้อนนี้

สาเหตุที่เกิด
• ติดต่อผ่านมือ อาหาร น้ำ และสิ่งของที่ปนเปื้อน
• ใช้เชื้อปริมาณน้อยก็ติดได้
• เด็กเล็กเสี่ยงขาดน้ำได้เร็ว หากอาเจียนหรือถ่ายมาก

เมื่อมีอาการซึมหนัก ไม่กินน้ำ อย่างอาเจียนหรือถ่ายมาก ควรพบแพทย์ทันที

สนใจข้อมูลเพิ่มเติม
สามารถสอบถามได้ที่นี่ได้เลยนะคะ
Line :

09/03/2026

🦠 เฝ้าระวัง #โรคสุกใส (Chickenpox) หรือที่คุ้นหูกันว่า #อีสุกอีใส เนื่องจากในช่วงนี้มีแนวโน้มพบผู้ป่วยสูงขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มเด็กเล็กและเด็กวัยเรียน 🏫
📊 สถานการณ์โรคในประเทศไทย (ข้อมูลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 4 มีนาคม 2569)
- ผู้ป่วยสะสม 10,560 ราย (ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต)
- แนวโน้มสูงกว่าค่ามัธยฐาน 5 ปีย้อนหลัง และสูงกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา
- กลุ่มอายุที่พบผู้ป่วยสูงสุด 3 อันดับแรก คือ อายุ 5–9 ปี รองลงมาเป็น 10–14 ปี และ 0–4 ปี
- พบรายงานการระบาดเป็นกลุ่มก้อนแล้ว 4 เหตุการณ์ (ในสถานศึกษา 3 เหตุการณ์)
🗓️ โรคสุกใสพบการระบาดได้ตลอดทั้งปี แต่แนวโน้มมักเพิ่มขึ้นในช่วงเดือนมกราคม-เมษายน (โดยเฉพาะช่วงเปิดภาคเรียน)
🚨 มีไข้ มีตุ่มน้ำใส ต้องรีบแยกตัวและพบแพทย์ทันที อย่าปล่อยให้แพร่กระจาย‼
#กองระบาดวิทยา

09/03/2026
09/03/2026

#นิปาห์: เรื่องเล่าจากค้างคาวสู่มนุษย์
ปริทัศน์โรคอุบัติใหม่และการเตรียมความพร้อมทางสาธารณสุข

🦠 ผ่านมากว่าสองเดือนนับตั้งแต่ต้นปีที่ข่าวไวรัสนิปาห์ในอินเดีย กลายเป็นประเด็นที่หลายประเทศจับตา ซึ่งในตอนนั้นมีรายงานพบผู้ติดเชื้อยืนยัน 2 ราย ซึ่งเป็นบุคลากรทางการแพทย์ โดยรัฐบาลอินเดียได้มีมาตรการแยกกักผู้ป่วย และติดตามผู้สัมผัสเกือบ 200 คน ขณะเดียวกัน หลายประเทศได้เพิ่มการคัดกรองผู้เดินทางที่สนามบินและเฝ้าระวังผู้เดินทางจากอินเดีย

🦇เหตุการณ์นั้นหลายคนตั้งคำถามว่า
ไวรัสชนิดนี้คืออะไร และทำไมโลกจึงต้องจับตา

หากมองผ่านมุมของนักระบาดวิทยา โรคอุบัติใหม่จำนวนไม่น้อยไม่ได้เริ่มต้นจากโรงพยาบาล แต่เริ่มต้นจาก ธรรมชาติ

ในป่าเขตร้อนของเอเชีย ค้างคาวแม่ไก่บินออกจากที่พักพิงยามค่ำคืน พวกมันกินผลไม้และบินข้ามสวนผลไม้ ทุ่งนา และพื้นที่ที่มนุษย์อาศัยอยู่ ในโลกของค้างคาว ไวรัสบางชนิดสามารถอยู่ร่วมกับพวกมันได้อย่างเงียบ ๆ โดยไม่ทำให้เกิดอาการป่วย

➡️หนึ่งในไวรัสเหล่านั้นคือ ไวรัสนิปาห์ (Nipah virus)
ไวรัสชนิดนี้อยู่ในกลุ่ม Henipavirus และถูกจัดอยู่ในเชื้อระดับความปลอดภัยชีวภาพสูง (BSL-4) เนื่องจากสามารถก่อโรครุนแรงในมนุษย์ได้ โดยมีอัตราการเสียชีวิตประมาณ 40–75% และจนถึงปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนที่ใช้ในมนุษย์อย่างแพร่หลาย

➡️เมื่อไวรัสข้ามพรมแดนระหว่างสายพันธุ์
โลกเริ่มรู้จักไวรัสนิปาห์ในปี 1998 ที่ประเทศมาเลเซีย การระบาดครั้งนั้นเริ่มต้นจากฟาร์มสุกร

ไวรัสจากค้างคาวแพร่เข้าสู่สุกร
และจากสุกรจึงแพร่สู่เกษตรกรผู้เลี้ยงหมู

เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้มีผู้ป่วย 265 ราย และเสียชีวิต 105 ราย และจำเป็นต้องกำจัดสุกรกว่า 1 ล้านตัว เพื่อหยุดการระบาด

📍ต่อมา รูปแบบการระบาดของโรคก็เปลี่ยนไป
ในประเทศ บังกลาเทศและอินเดีย การติดเชื้อจำนวนหนึ่งเกิดจากการดื่ม น้ำหวานอินทผลัมสดที่ปนเปื้อนน้ำลายหรือปัสสาวะของค้างคาว จากนั้นจึงเกิดการแพร่เชื้อจากคนสู่คนในครอบครัวหรือในโรงพยาบาล

ส่วนใน ฟิลิปปินส์ มีรายงานการติดเชื้อที่เกี่ยวข้องกับ ม้าและการบริโภคเนื้อม้า

เรื่องราวเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าโรคอุบัติใหม่ไม่ได้มี “เส้นทางเดียว” แต่เป็นโครงข่ายของความสัมพันธ์ระหว่าง สัตว์ มนุษย์ และสิ่งแวดล้อม

➡️โลกที่เปลี่ยนไป ทำให้โรคเปลี่ยนไป
นักวิทยาศาสตร์พบว่าการเกิดโรคชนิดนี้สัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศ เช่น
• การขยายตัวของเมือง
• การตัดไม้ทำลายป่า
• การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
• การทำเกษตรขนาดใหญ่ใกล้พื้นที่สัตว์ป่า
เมื่อถิ่นอาศัยของค้างคาวเปลี่ยนไป พวกมันจึงเข้าใกล้พื้นที่เกษตรและชุมชนของมนุษย์มากขึ้น จุดที่สัตว์ป่า สัตว์เลี้ยง และมนุษย์มาอยู่ใกล้กัน
จึงกลายเป็น พื้นที่เสี่ยงของการเกิดโรคอุบัติใหม่

⚠️ แล้วประเทศไทยอยู่ตรงไหนในเรื่องนี้
จนถึงปัจจุบัน ประเทศไทยยังไม่เคยพบผู้ป่วยโรคนิปาห์ในมนุษย์
อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยมีเงื่อนไขบางอย่างที่ทำให้ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ได้แก่
• มีค้างคาวแม่ไก่หลายชนิด ซึ่งเป็นแหล่งรังโรคตามธรรมชาติ
• มีอุตสาหกรรมสุกรขนาดใหญ่กว่า 10 ล้านตัว
• อยู่ใกล้พื้นที่ที่เคยเกิดการระบาดในภูมิภาค

งานวิจัยในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2545 พบหลักฐานของไวรัสนิปาห์ในค้างคาวบางชนิด ทั้งการตรวจพบสารพันธุกรรมของไวรัสและแอนติบอดีต่อไวรัส

ตัวอย่างการศึกษาที่ตรวจค้างคาวมากกว่า 1,054 ตัวอย่าง พบแอนติบอดีต่อไวรัสประมาณ 7.8% และมีการตรวจพบ RNA ของไวรัสใน ปัสสาวะและน้ำลายของค้างคาวแม่ไก่

อย่างไรก็ตาม จนถึงปัจจุบัน
• ยังไม่พบการติดเชื้อในสุกร
• และยังไม่พบผู้ป่วยในมนุษย์ในประเทศไทย

⚠️ อีกด้านหนึ่งของการเตรียมพร้อม: วัคซีน
แม้ในปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนสำหรับมนุษย์ที่นำมาใช้ในวงกว้าง แต่การพัฒนาวัคซีนป้องกันไวรัสนิปาห์กำลังเดินหน้าต่อเนื่องในหลายประเทศ หนึ่งในวัคซีนที่อยู่ในขั้นตอนการศึกษา คือ ChAdOx1 NiV vaccine ซึ่งกำลังอยู่ในกระบวนการวิจัยและประเมินประสิทธิภาพ

🦇บทเรียนจากไวรัสนิปาห์
ไวรัสนิปาห์เตือนเราว่า
โรคอุบัติใหม่มักเริ่มต้นจากธรรมชาติ การเฝ้าระวังต้องมาก่อนการระบาด และการวิจัยรวมถึงการเตรียมวัคซีนต้องเริ่มตั้งแต่วันนี้

ในโลกที่เชื่อมโยงกันมากขึ้นทุกวัน โรคที่เกิดในที่หนึ่งอาจกลายเป็นเรื่องของทั้งโลกได้ในเวลาไม่นาน และการป้องกันที่ดีที่สุด อาจเริ่มจากการ เข้าใจธรรมชาติของมัน ก่อนที่มันจะมาถึงจริง ๆ ครับ

07/03/2026

HIV ลดลง…แต่โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์กลับพุ่ง!
กรมควบคุมโรคเตือน “รู้เร็ว รักษาได้ ป้องกันได้” 🦠
กรมควบคุมโรคเผยแนวโน้มผู้ติดเชื้อ เอชไอวีรายใหม่ลดลงต่อเนื่อง
📉 ปี 2565 → 9,230 ราย
📉 ปี 2566 → 9,083 ราย
📉 ปี 2567 → 8,124 ราย

แต่สิ่งที่ยังน่าห่วงคือ เกือบครึ่งเป็นเยาวชนอายุ 15–24 ปี และยังมีคนจำนวนหนึ่งติดเชื้อโดยไม่รู้ตัว เพราะไม่เคยตรวจ

ขณะเดียวกัน “โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์” กลับเพิ่มขึ้นชัดเจนในช่วง 5 ปี
⚠️ ซิฟิลิส เพิ่ม 2.7 เท่า
⚠️ หนองใน เพิ่ม 2.5 เท่า
สะท้อนว่า การป้องกันยังไม่สม่ำเสมอ

✅ ข่าวดี:
หากตรวจพบเร็วและกินยาต้านไวรัสต่อเนื่อง
* ควบคุมเชื้อจน ตรวจไม่พบ (Undetectable)
* ไม่แพร่เชื้อสู่ผู้อื่น
* ใช้ชีวิต เรียน ทำงาน มีครอบครัวได้ปกติ

🎯 นโยบายและการรณรงค์สำคัญ
* ส่งเสริมการตรวจ HIV ให้เข้าถึงง่าย
* เข้ารักษาทันทีหลังรู้ผล
* รณรงค์ Safe S*x อย่างจริงจัง

👉 วิธีป้องกันที่ง่ายที่สุด:
ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง ทุกคน ทุกช่องทาง

เพราะ “การป้องกัน” ยังเป็นวัคซีนที่ดีที่สุดในวันนี้
🙏🏻ขอบคุณข้อมูลจาก อีจัน
ข้อมูลเพิ่มเติม https://www.ejan.co/health/ejan-healthy/6bf44hqw6q5y
#ชีวิตติดรีวิว #ชีวิตติดโปร

07/03/2026

มะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง รู้ก่อน รักษาได้ หายขาดได้

มะเร็ง ไม่ได้แปลว่า “จุดจบ” เสมอไปโดยเฉพาะ มะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง ทุกวันนี้เรามีทั้งความรู้ เทคโนโลยี และระบบคัดกรองที่ช่วยให้ “รู้ก่อน รักษาได้ หายขาดได้”

นายแพทย์สกานต์ บุนนาค รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า ในประเทศไทย มะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงเป็นมะเร็งที่พบบ่อยเป็นอันดับ 3 มีผู้ป่วยรายใหม่เฉลี่ยวันละ 51 คน เสียชีวิตเฉลี่ยวันละ 16 คน และเป็นมะเร็งที่มีแนวโน้มพบมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งตัวเลขเหล่านี้ไม่ควรเป็นเพียงสถิติ แต่คือสัญญาณเตือนว่าการตรวจคัดกรองตั้งแต่ยังไม่มีอาการ คือโอกาสของชีวิต เพราะมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง “เริ่มต้นเงียบ ๆ” ระยะแรกมักไม่มีอาการ หลายคนมาพบแพทย์เมื่อโรคลุกลามแล้ว และมักได้ยินคำว่า “มาช้าไป” อาการที่พบเมื่อโรคเริ่มรุนแรง ได้แก่ ถ่ายเป็นเลือด หรือถ่ายเป็นมูกเลือด ท้องผูกสลับท้องเสีย ปวดท้อง อืดแน่น น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ ซีด อ่อนเพลีย ภาวะลำไส้อุดตัน อย่ารอให้ร่างกายส่งสัญญาณเตือน เพราะการตรวจที่ดีที่สุดคือ “การตรวจก่อนมีอาการ”

เรืออากาศเอกนายแพทย์สมชาย ธนะสิทธิชัย ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าวว่า ปัจจุบันคนไทยอายุ 50–70 ปี ทุกสิทธิการรักษาสามารถตรวจหาเลือดแฝงในอุจจาระ (F***l Immunochemical Test: FIT) ได้ฟรีตามสิทธิประโยชน์ของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ การตรวจทำได้ง่าย ปลอดภัย สามารถเก็บตัวอย่างที่บ้านได้เอง หากผลผิดปกติ จะได้รับการส่องกล้องลำไส้ใหญ่เพื่อวินิจฉัยอย่างละเอียด สำหรับผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง ควรเริ่มตรวจเร็วกว่าปกติ โดยใช้อายุที่ญาติสายตรงตรวจพบโรคลบสิบปี เช่น ถ้าพ่อเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงที่อายุ 50 ปี แนะนำให้ลูกเริ่มตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงที่อายุ 40 ปี เป็นต้น

นายแพทย์ธนิจ เลาหวินิจ แพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรมทั่วไป สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า การปรับพฤติกรรมวันนี้ ลดความเสี่ยงวันหน้า ปัจจัยเสี่ยงสำคัญของการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง มาจากพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น การบริโภคเนื้อสัตว์แปรรูป และเนื้อแดงที่ปรุงด้วยความร้อนสูง อาหารไขมันสูง ใยอาหารต่ำ ขาดการออกกำลังกาย ภาวะน้ำหนักเกิน การสูบบุหรี่ และดื่มแอลกอฮอล์ รวมถึงปัจจัยของอายุที่เพิ่มขึ้น และการมีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็ง ซึ่งการปรับพฤติกรรมสามารถช่วยลดความเสี่ยงได้อย่างมีนัยสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกายสม่ำเสมอ รับประทานผักผลไม้เพิ่มขึ้น และควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ ข่าวดีคือ การรักษาก้าวหน้าอย่างมาก ปัจจุบันมีการผ่าตัดผ่านกล้องแผลเล็ก ยาเคมีบำบัดชนิดรับประทาน และยารักษาแบบมุ่งเป้า ทำให้อัตราการรอดชีวิตดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

มะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงจึงไม่ใช่โรคที่สิ้นหวังหากเรา “รู้ทัน” และ “ลงมือดูแลสุขภาพตั้งแต่วันนี้” หากท่านมีข้อสงสัยหรือต้องการหาความรู้ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้จากสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ผ่านทาง Facebook : สถาบันมะเร็งแห่งชาติ National Cancer Institute และ Line : NCI รู้สู้มะเร็ง

#สถาบันมะเร็งแห่งชาติ #กรมการแพทย์ #มะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง....................................
- ขอขอบคุณ –
6 มีนาคม 2569

06/03/2026

🚨 สถานการณ์โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน พบยอดผู้ป่วยพุ่งสูงกว่าปีที่ผ่านมาในช่วงเวลาเดียวกัน กลุ่มที่ต้องระวังเป็นพิเศษคือเด็กเล็กอายุ 0-4 ปี ป้องกันตัวเองและครอบครัวง่าย ๆ ด้วยการยึดหลัก "สุก ร้อน สะอาด" กินอาหารปรุงสุกใหม่ อุ่นร้อนให้ทั่วถึง และล้างมือให้สะอาดเสมอ

06/03/2026

“สภาพัฒน์” กางตัวเลขสะเทือนใจ! วัยเรียนไทยติด HIV ปี 68 พุ่งแรง 13,000 คน สวนสถิติวัยรุ่นหญิงตั้งครรภ์ไต่ระดับลดลงในรอบ 10 ปี ศชส. ชี้พบเยาวชนอายุตั้งแต่ 12 ปี เริ่มมีเซ็กส์

อ่านข่าวต่อในคอมเมนต์

ที่อยู่

88/54 หมู่บ้านคาซ่าแกรนด์ ถ. สายไหม แขวงสายไหม เขตสายไหม
Bangkok
10220

เบอร์โทรศัพท์

+6621032347

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ P.Diagnosticsผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ การปฏิบัติ

ส่งข้อความของคุณถึง P.Diagnostics:

แชร์

Share on Facebook Share on Twitter Share on LinkedIn
Share on Pinterest Share on Reddit Share via Email
Share on WhatsApp Share on Instagram Share on Telegram

P.Diagnostics Company Limited

นำเข้าและจัดจำหน่ายสินค้าทางด้านการแพทย์และชุดตรวจสำหรับห้องปฏิบัติการ ได้คุณภาพมาตรฐานระดับสากล