อาหารเสริมบำรุงเซลล์

อาหารเสริมบำรุงเซลล์ บำรุงเซลล์ ฟื้นฟูเซลล์ด้วยอาหารเสริม

แครนเบอร์รี่ ดีต่อสุขภาพจริงหรือ ?   แครนเบอร์รี่ เป็นผลไม้รสเปรี้ยวที่เชื่อว่าอาจช่วยป้องกันโรคหัวใจ บรรเทาอาการไข้หวัด...
19/07/2022

แครนเบอร์รี่ ดีต่อสุขภาพจริงหรือ ?

แครนเบอร์รี่ เป็นผลไม้รสเปรี้ยวที่เชื่อว่าอาจช่วยป้องกันโรคหัวใจ บรรเทาอาการไข้หวัด รักษาโรคติดเชื้อบางชนิด และยับยั้งการติดเชื้อเอชไพโลไร (H. Pylori) ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดแผลในกระเพาะอาหารและมะเร็งกระเพาะอาหาร

แครนเบอร์รี่

แครนเบอร์รี่เป็นแหล่งวิตามินและเกลือแร่หลากชนิด ทั้งวิตามินซี วิตามินอี วิตามินเค1 แมงกานีส และทองแดง ซึ่งล้วนเป็นสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย และยังอุดมไปด้วยสารชีวภาพหลายชนิดที่มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ เช่น เควอซิทิน (Quercetin) พีโอนิดิน (Peonidin) ไมริซิทิน (Myricetin) กรดเออร์โซลิก (Ursolic Acid) และโปรแอนโทไซยานิดิน ชนิดเอ (A-type Proanthocyanidins) นอกจากนี้ แครนเบอร์รี่ยังมีกรดซาลิไซลิก (Salicylic Acid) ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในยาแอสไพรินที่มีสรรพคุณช่วยบรรเทาอาการบวม ป้องกันการเกิดลิ่มเลือด และอาจช่วยต้านเซลล์มะเร็งได้ แต่หากบริโภคน้ำแครนเบอร์รี่เป็นประจำ ก็อาจส่งผลให้ระดับกรดซาลิไซลิกในร่างกายเพิ่มสูงขึ้นได้ จนเสี่ยงเกิดนิ่วในไต

ส่วนคำกล่าวอ้างถึงคุณประโยชน์ด้านต่าง ๆ ของแครนเบอร์รี่นั้นจริงเท็จมากน้อยเพียงใด มีการศึกษาและหลักฐานทางการแพทย์บางส่วนได้พิสูจน์แง่มุมต่าง ๆ เกี่ยวกับแครนเบอร์รี่ไว้ ดังนี้

แครนเบอร์รี่กับประโยชน์ต่อโรคหัวใจ

โรคหัวใจมักเกิิดจากการสะสมของไขมันภายในหลอดเลือดแดง ทำให้เสี่ยงเกิดลิ่มเลือดอุดตันและหลอดเลือดภายในอวัยวะต่าง ๆ เกิดความเสียหายจนเจ็บป่วยรุนแรงหรือเสียชีวิตได้ แครนเบอร์รี่เป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยสารอาหารและสารต้านอนุมูลอิสระหลากชนิด จึงเชื่อว่าการบริโภคแครนเบอร์รี่อาจส่งผลดีต่อสุขภาพหัวใจด้วย โดยการศึกษาทดลองในมนุษย์พบว่า น้ำแครนเบอร์รี่หรือสารสกัดจากแครนเบอร์รี่อาจมีประโยชน์กับผู้ที่มีความเสี่ยงโรคหัวใจ เช่น ช่วยเพิ่มระดับคอเลสเตอรอลชนิดที่ดี (HDL) ลดระดับคอเลสเตอรอลชนิดที่ไม่ดี (LDL) ในผู้ป่วยโรคเบาหวาน ลดระดับความดันโลหิตและลดความแข็งตึงของหลอดเลือดในผู้ป่วยโรคหัวใจ รวมถึงลดระดับโฮโมซีสเตอีน ซึ่งเป็น 1 ในปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจ

แม้การศึกษาข้างต้นจะแสดงให้เห็นว่าการบริโภคน้ำแครนเบอร์รี่อาจส่งผลดีต่อสุขภาพหัวใจ และอาจช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจ แต่งานค้นคว้าอีกส่วนหนึ่งกลับแสดงผลลัพธ์ที่ต่างกันออกไป จึงจำเป็นต้องศึกษาเพิ่มเติมในด้านนี้ต่อไป เพื่อยืนยันประสิทธิภาพของแครนเบอร์รี่ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น และควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับความปลอดภัย ปริมาณ และระยะเวลาในการบริโภคที่เหมาะสมก่อนตัดสินใจบริโภคแครนเบอร์รี่เพื่อหวังประโยชน์ต่อสุขภาพหัวใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ป่วยโรคหัวใจ ผู้ที่มีความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจสูง หรือผู้ที่มีปัญหาสุขภาพใด ๆ

แครนเบอร์รี่กับการบรรเทาอาการไข้หวัด

ไข้หวัดเป็นการติดเชื้อไวรัสชนิดไม่รุนแรงที่ระบบทางเดินหายใจส่วนบน ได้แก่ จมูก ไซนัส คอ ทำให้มีอาการไอ เจ็บคอ คัดจมูก น้ำมูกไหล หลายคนเชื่อว่าการรับประทานผลไม้รสเปรี้ยวอย่างแครนเบอร์รี่ช่วยบรรเทาอาการที่เกิดจากไข้หวัดได้ จากการศึกษาหนึ่งแสดงให้เห็นว่า การบริโภคน้ำแครนเบอร์รี่ปริมาณ 450 มิลลิกรัม เป็นประจำทุกวัน อาจช่วยบรรเทาอาการของไข้หวัดได้ เนื่องจากแครนเบอร์รี่ประกอบด้วยสารพอลีฟีนอลและสารโปรแอนโทไซยานิดินที่อาจเป็นประโยชน์ต่อระบบภูมิคุ้มกัน

อย่างไรก็ตาม การค้นคว้าดังกล่าวเป็นงานทดลองขนาดเล็ก จึงควรศึกษาวิจัยถึงประสิทธิผลที่ชัดเจนของแครนเบอร์รี่ในด้านนี้ต่อไปในอนาคต

แครนเบอร์รี่กับการต้านเชื้อเอชไพโลไร

เชื้อเอชไพโลไรเป็นแบคทีเรียชนิดหนึ่งที่เป็นสาเหตุของแผลในกระเพาะอาหาร และการติดเชื้อเอชไพโรไลในผู้ป่วยบางรายอาจนำไปสู่โรคมะเร็งกระเพาะอาหารได้ ในทางการแพทย์คาดว่าแครนเบอร์รี่อาจมีฤทธิ์ต้านเชื้อเอชไพโลไร โดยมีการศึกษาชิ้นหนึ่งพบว่า การบริโภคน้ำแครนเบอร์รี่เป็นประจำทุกวันช่วยยับยั้งการติดเชื้อเอชไพโลไรในผู้ป่วยที่ติดเชื้อชนิดนี้ได้

แครนเบอร์รี่กับการป้องกันโรคทางเดินปัสสาวะอักเสบ

โรคทางเดินปัสสาวะอักเสบมักเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย เช่น เชื้ออีโคไล (E. Coli) ที่เพิ่มจำนวนและเจริญเติบโตในทางเดินปัสสาวะ ซึ่งหลายคนเชื่อว่าสารประกอบในแครนเบอร์รี่จะช่วยป้องกันแบคทีเรียเหล่านั้นจากการเกาะตัวตามผนังกระเพาะปัสสาวะจนเกิดการติดเชื้อได้ แต่การศึกษาวิจัยจำนวน 24 ชิ้น ได้ชี้ให้เห็นว่า โดยส่วนใหญ่การบริโภคแครนเบอร์รี่ชนิดเม็ดหรือแคปซูล และน้ำแครนเบอร์รี่ไม่อาจช่วยป้องกันโรคทางเดินปัสสาวะอักเสบได้ โดยอาจเป็นเพราะสารต่าง ๆ ในแครนเบอร์รี่มีประสิทธิภาพไม่เพียงพอ อีกทั้งการบริโภคน้ำแครนเบอร์รี่เป็นเวลานานอาจทำให้เกิดผลเสียต่อร่างกายด้วย

รับประทานแครนเบอร์รี่อย่างไรให้ปลอดภัยต่อสุขภาพ

การรับประทานแครนเบอร์รี่ในปริมาณที่พอเหมาะนั้นค่อนข้างปลอดภัยสำหรับคนส่วนใหญ่ แต่การดื่มน้ำแครนเบอร์รี่ปริมาณมาก อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงเป็นอาการปวดท้องหรือท้องเสียได้เล็กน้อย หรือหากดื่มน้ำแครนเบอร์รี่ปริมาณมากกว่าวันละ 1 ลิตร ติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจเพิ่มความเสี่ยงเกิดนิ่วในไตได้อีกด้วย

บุคคลในกลุ่มต่อไปนี้ ควรระมัดระวังในการรับประทานแครนเบอร์รี่เป็นพิเศษ

หญิงตั้งครรภ์หรืออยู่ในช่วงให้นมบุตร ไม่ควรรับประทานแครนเบอร์รี่ เนื่องจากยังมีข้อมูลด้านความปลอดภัยไม่เพียงพอ จึงควรหลีกเลี่ยงความเสี่ยงในขณะตั้งครรภ์หรือในช่วงให้นมบุตร
เด็ก การรับประทานหรือดื่มน้ำแครนเบอร์รี่ในปริมาณที่เหมาะสมนั้นค่อนข้างปลอดภัยสำหรับเด็ก
ผู้ที่แพ้ยาแอสไพริน ห้ามรับประทานหรือดื่มน้ำแครนเบอร์รี่ในปริมาณมาก เนื่องจากแครนเบอร์รี่ประกอบไปด้วยกรดซาลิไซลิก ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของยาแอสไพริน ทำให้ผู้ที่แพ้ยาแอสไพรินเสี่ยงเกิดอาการแพ้ต่าง ๆ จากการบริโภคแครนเบอร์รี่ได้เช่นกัน
ผู้ที่กำลังใช้ยาวาร์ฟาริน อาจต้องปรับปริมาณยาที่ใช้อยู่และไปตรวจเลือดเป็นประจำ เพราะแครนเบอร์รี่อาจขยายระยะเวลาที่ยาวาร์ฟารินอยู่ในร่างกาย และทำให้เกิดแผลฟกช้ำหรือมีเลือดออกได้ง่าย
ผู้ป่วยเยื่อบุกระเพาะอาหารอักเสบ และผู้ที่มีกรดในกระเพาะต่ำ เพราะแครนเบอร์รี่อาจกระตุ้นให้ร่างกายดูดซึมวิตามินบี12 เพิ่มมากขึ้น หากร่างกายมีวิตามินบี12 มากเกินไป อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงได้ เช่น มีผื่นคัน คลื่นไส้ ท้องเสีย ความดันโลหิตต่ำ เป็นต้น
ผู้ป่วยนิ่วในไต รวมถึงผู้ที่เคยเป็นนิ่วในไต ไม่ควรดื่มน้ำแครนเบอร์รี่หรือบริโภคสารสกัดจากแครนเบอร์รี่ในปริมาณมาก เนื่องจากแครนเบอร์รี่มีสารออกซาเลต (Oxalate) ซึ่งเมื่อสารนี้จับตัวกับแคลเซียม อาจเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดนิ่วในไตได้
ผู้ป่วยเบาหวาน เนื่องจากผลิตภัณฑ์น้ำแครนเบอร์รี่บางชนิดมีส่วนผสมของน้ำตาลปริมาณมาก จึงควรเลือกน้ำแครนเบอร์รี่ที่มีน้ำตาลน้อย หรือมีสารให้ความหวานทดแทนน้ำตาล

สัญญาณของโรคหัวใจขาดเลือดที่ไม่ควรมองข้าม   โรคหัวใจขาดเลือด (Heart Attack) เกิดขึ้นเมื่อเลือดสูบฉีดภายในหัวใจลดลงหรือเล...
19/07/2022

สัญญาณของโรคหัวใจขาดเลือดที่ไม่ควรมองข้าม

โรคหัวใจขาดเลือด (Heart Attack) เกิดขึ้นเมื่อเลือดสูบฉีดภายในหัวใจลดลงหรือเลือดขาดการไหลเวียนจนกล้ามเนื้อหัวใจได้รับเลือดไม่เพียงพอ โรคนี้ถือเป็นโรคอันตรายเนื่องจากผู้ป่วยอาจไม่ทันระวังหรือไม่รู้ตัวว่าตนเองกำลังมีอาการของโรคนี้อยู่ และอาจทำให้เสี่ยงต่อการชีวิตได้

แม้ว่าอาการเจ็บหน้าอกที่ลุกลามไปยังกราม คอ หรือหัวไหล่เป็นอาการที่พบได้ทั่วไปในผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือด แต่ก็ยังมีอาการอื่น ๆ ที่เป็นสัญญาณของโรคนี้เช่นกัน หากเรารู้ลักษณะอาการและวิธีรับมือเอาไว้ก่อน อาจช่วยให้ตนเองหรือคนใกล้ตัวที่มีอาการของโรคหัวใจขาดเลือดได้รับการรักษาอย่างทันท่วง

สัญญาณของโรคหัวใจขาดเลือดที่ไม่ควรมองข้าม

อาการของโรคหัวใจขาดเลือดที่ควรรู้
อาการของโรคหัวใจขาดเลือดที่เราทุกคนไม่ควรมองข้าม คือ

เจ็บหน้าอกจากโรคหัวใจขาดเลือด (Angina Pectoris) โดยผู้ป่วยจะรู้สึกเจ็บแน่นกลางอกหรือบริเวณใต้อกคล้ายถูกกดหรือถูกรัด อาการเจ็บอาจลุกลามไปในบริเวณต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น ไหล่ข้างซ้าย แขนข้างซ้ายหรือแขนทั้ง 2 ข้าง ขากรรไกร คอ หลังส่วนบน หรือลิ้นปี่
หัวใจเต้นผิดจังหวะ
หายใจไม่อิ่ม หายใจลำบาก เหนื่อยง่ายผิดปกติหรืออ่อนเพลียโดยไม่ทราบสาเหตุ
ระบบย่อยอาหารทำงานผิดปกติ เช่น เรอ คลื่นไส้ แสบร้อนกลางอก อาเจียน หรืออาหารไม่ย่อย
ปวดหัวหรือเวียนหัว ปวดฟัน
เหงื่อออกมาก
ขา ข้อเท้าหรือเท้าบวม
เมื่อมีอาการโรคหัวใจขาดเลือดต้องทำอย่างไร
หากตนเองหรือคนใกล้ตัวมีอาการโรคหัวใจขาดเลือด ควรนำตัวส่งห้องฉุกเฉินอย่างเร่งด่วน หรือโทรเรียกรถพยาบาลได้ที่เบอร์สายด่วน 1669 โดยในระหว่างรอรถพยาบาลมาถึง ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดควรให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นตามคำแนะนำต่อไปนี้

ผู้ที่ให้ความช่วยเหลือควรตั้งสติให้ได้มากที่สุด คลายเสื้อของผู้ป่วยให้หลวม ตรวจดูการหายใจและตรวจดูว่าผู้ป่วยหมดสติอยู่หรือไม่
กรณีที่ผู้ป่วยหายใจได้ตามปกติ ให้จัดท่าผู้ป่วยให้อยู่ในท่านอนตะแคง จับแขนที่อยู่ด้านบนของลำตัวข้ามหน้าอกมาวางมือไว้ที่แก้มอีกข้างหนึ่ง ส่วนแขนอีกข้างเหยียดตรงออกไปด้านหน้า จากนั้นค่อย ๆ จับเข่าข้างที่อยู่ด้านบนให้งอขึ้นไปให้ตรงกับตำแหน่งของศอกข้างที่เหยียดตรง
หากผู้ป่วยมียาไนโตรกลีเซอริน (Nitroglycerin) ที่แพทย์จ่ายให้ ให้ผู้ป่วยอมยาไวใต้ลิ้นทันทีเมื่อมีอาการเจ็บแน่นหน้าอก โดยห้ามเคี้ยวหรือกลืน หากอาการเจ็บหน้าอกไม่ดีขึ้นหลังใช้ยา ให้อมยาซ้ำอีก 1 เม็ด โดยเว้นจากเม็ดแรกประมาณ 5 นาที และอมติดต่อกันได้ไม่เกิน 3 เม็ด
กรณีที่ผู้ป่วยหยุดหายใจ คลำไม่เจอชีพจรและหมดสติ ให้จับผู้ป่วยนอนราบและเริ่มทำ CPR หรือนวดหัวใจด้วยการวางสันมือซ้อนกันบนกระดูกหน้าอกและประสานนิ้วกัน ก่อนจะกดลงบนหน้าอกประมาณ 15 ครั้ง แล้วสลับมาเป่าปาก 2 ครั้งเพื่อช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ขึ้นในระหว่างรอรถพยาบาล
แม้จะได้รับการรักษาแล้ว หัวใจของผู้ป่วยอาจเกิดความเสียหายหลังอาการของโรคหัวใจขาดเลือดกำเริบได้ ผู้ป่วยจึงควรดูแลร่างกายและหัวใจให้แข็งแรงโดยการควบคุมน้ำหนัก ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ กินอาหารที่ดีต่อหัวใจ พบแพทย์อย่างสม่ำเสมอเพื่อรับการรักษาอย่างต่อเนื่อง เลิกสูบบุหรี่ และดูแลสุขภาพจิตให้ไม่เครียดหรือวิตกกังวลเพื่อไม่ให้หัวใจทำงานหนักจนเกินไป

อาการตาลาย สัญญาณสุขภาพเสี่ยงอุบัติเหตุ รู้จักสาเหตุและวิธีรับมือ   ตาลายเป็นปัญหาด้านการมองเห็นที่มักเกิดพร้อมกับอาการเ...
18/07/2022

อาการตาลาย สัญญาณสุขภาพเสี่ยงอุบัติเหตุ รู้จักสาเหตุและวิธีรับมือ

ตาลายเป็นปัญหาด้านการมองเห็นที่มักเกิดพร้อมกับอาการเวียนหัว ถึงแม้จะเรียกว่าอาการตาลาย แต่อาการนี้มักไม่ได้เกิดจากความผิดปกติของดวงตาโดยตรง เพราะส่วนใหญ่อาการตาลายมักเป็นผลกระทบที่เกิดจากอวัยวะและระบบใกล้เคียงดวงตาเกิดความผิดปกติ และกระทบกระเทือนถึงการมองเห็น

บางคนอาจพบอาการตาลายร่วมกับอาการบ้านหมุน เสียการทรงตัว หน้ามืด และเป็นลมได้เช่นกัน โดยความผิดปกติด้านการรับรู้เหล่านี้เกิดได้จากหลายสาเหตุ ทั้งความดันเลือดต่ำ น้ำตาลในเลือดต่ำ หรือแม้แต่ความเครียดก็ส่งผลให้เกิดอาการได้ แม้ว่าอาการตาลายจะเป็นอาการทั่วไป แต่บางครั้งอาการดังกล่าวอาจนำไปสู่การบาดเจ็บและอุบัติเหตุได้

อาการตาลาย สัญญาณสุขภาพเสี่ยงอุบัติเหตุ รู้จักสาเหตุและวิธีรับมือ

อาการตาลายเกิดจากอะไร
ดวงตาและระบบการมองเห็นเชื่อมต่อและตั้งอยู่ใกล้กับอวัยวะและระบบอื่นมากมาย เช่น หู สมอง และระบบประสาท ด้วยเหตุนี้เมื่ออวัยวะและระบบใกล้เคียงผิดปกติก็อาจทำให้การมองเห็นเปลี่ยนไปและเกิดอาการตาลายได้ แม้ว่าจะไม่ได้เกิดความผิดปกติกับดวงตาโดยตรงก็ตาม

อาการตาลายในชีวิตประจำวันเกิดได้จากหลายสาเหตุ โดยสาเหตุและปัจจัยที่อาจทำให้เกิดอาการดังกล่าว เช่น

อาการปวดหัวไมเกรน
โรคเกี่ยวกับหู เช่น การติดเชื้อในหูชั้นใน โรคหินปูนในหูชั้นในเคลื่อน
อาการเมารถ เมาเรือ หรือพาหนะชนิดอื่น
ผลข้างเคียงจากยาบางชนิด โดยเฉพาะยาปฏิชีวนะ ยาต้านเศร้า และยากันชัก
ผลกระทบจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และสารที่ทำให้มึนเมา
ความดันเลือดต่ำลงแบบฉับพลัน มักเกิดได้บ่อยเมื่อลุกขึ้นยืนเร็ว ๆ หลังจากการนั่งหรือนอนนาน ๆ
ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ (Hypoglycemia) ที่อาจเกิดจากการกินอาหารไม่ตรงเวลา ไม่ได้กินอาหาร หรือเป็นผลข้างเคียงจากการใช้ยารักษาโรคเบาหวาน
ภาวะทางอารมณ์ที่รุนแรง เช่น ความเครียดและความวิตกกังวล
การออกกำลังกายหนักหรือนานจนเกินไป ส่งผลให้ร่างกายสูญเสียน้ำและเกลือแร่
ภาวะขาดน้ำที่อาจเกิดจากการดื่มน้ำน้อย อยู่ในที่ที่อากาศร้อน ท้องเสีย และอาเจียน
อาการตาลายเป็นอาการทั่วไปที่พบได้บ่อย แต่อาการตาลายเพียงอย่างเดียวอาจไม่สามารถระบุสาเหตุที่แน่ชัดของโรคหรือปัญหาสุขภาพที่ทำให้เกิดขึ้นได้ จึงจำเป็นต้องดูหลาย ๆ ปัจจัยประกอบ

บางครั้งอาการตาลายอาจเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงชั่วคราวที่ไม่ร้ายแรง แต่บางกรณีอาการนี้ก็อาจสื่อถึงปัญหาสุขภาพที่เป็นอันตราย อย่างเนื้องอกในสมอง เนื้องอกในหู โรคมะเร็ง โรคหลอดเลือดอุดตัน และโรคอื่น ๆ

เมื่อตาลาย รับมืออย่างไรดี
อาการตาลาย เวียนหัว หน้ามืด และเป็นลมล้วนส่งผลต่อการทรงตัว ซึ่งหากเสียการทรงตัวก็อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุตามมาได้ เช่น การหกล้ม การตกบันได หรือรถชน

โดยอุบัติเหตุเหล่านี้อาจทำให้เกิดการบาดเจ็บไม่มากก็น้อย แต่ในกรณีที่เกิดกับผู้สูงอายุอาจเป็นอันตรายและทำให้เสียชีวิตได้ อีกทั้งผู้สูงอายุเป็นช่วงวัยที่เสี่ยงต่ออาการตาลายและอาการในลักษณะเดียวกันมากกว่าคนวัยอื่นด้วย

เพื่อป้องกันและลดความรุนแรงของอุบัติเหตุ วิธีต่อไปนี้อาจช่วยได้

นั่งหรือนอนลงบนพื้น เก้าอี้ เตียงนอน โซฟา หรือพื้นที่อื่น ๆ ที่ปลอดภัยและมั่นคง เพื่อป้องกันการหกล้มหรือกระแทกกับส่งของต่าง ๆ หากไม่อยู่ในสถานการณ์หรือสถานที่ที่เอื้ออำนวย อย่างน้อยควรคว้าราวจับ อย่างราวบันไดเพื่อลดแรงกระแทกให้ได้มากที่สุด
เมื่อนั่งหรือนอนในที่ปลอดภัยแล้ว ไม่ควรพยายามลุกขึ้นหรือเคลื่อนไหวในทันที ควรรอให้อาการดีขึ้นก่อน แต่หากอาการไม่ดีขึ้น ควรร้องหรือโทรศัพท์ขอความช่วยเหลือ
ไม่ควรลุกขึ้นยืนเร็วจนเกินไปเพื่อป้องกันความดันเลือดต่ำลงแบบฉับพลัน
กินอาหารให้ตรงเวลาและกินให้หลากหลาย ร่วมกับการดื่มน้ำให้เพียงพอต่อวัน
พักผ่อนให้เพียงพอ
ออกกำลังกายอย่างพอเหมาะ และจิบน้ำระหว่างออกอยู่เสมอ
หลีกเลี่ยงความเครียดและอารมณ์ด้านลบ
ใช้ยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัดเพื่อลดความเสี่ยงของผลข้างเคียง หากใช้ยาตามแพทย์สั่งแล้วยังพบอาการตาลายหรืออาการข้างเคียง ควรปรึกษาแพทย์ถึงวิธีแก้ไข
งดดื่มแอลกอฮอล์และหลีกเลี่ยงสารที่มีฤทธิ์มึนเมาประเภทอื่น ๆ
อย่างที่ได้บอกว่าอาการตาลายอาจเป็นสัญญาณของการเจ็บป่วย ตั้งแต่ระดับที่ไม่รุนแรงไปจนถึงระดับที่เป็นอันตราย หากพบอาการตาลายที่รุนแรงขึ้น เป็นติดต่อกันนาน เกิดขึ้นบ่อย หรืออาการดังกล่าวเริ่มส่งผลต่อการใช้ชีวิต ควรไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยหาสาเหตุที่แน่ชัด สำหรับคนที่ทราบถึงการเจ็บป่วยของตนเองและสงสัยว่าโรคของตนเองอาจเกี่ยวข้องกับอาการตาลาย ควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับอาการที่เกิดขึ้น เพื่อรับคำแนะนำและการรักษาที่ถูกต้อง

หากพบอาการตาลาย เวียนหัว หน้ามืด ร่วมกับอาการแน่นหน้าอก ปวดหัวอย่างรุนแรง ได้รับการบาดเจ็บบริเวณหัวทั้งหลังและก่อนเกิดอาการตาลาย มีไข้สูง หัวใจเต้นผิดปกติ ชักเกร็ง กระตุก หายใจไม่อิ่ม ท้ายทอยแข็ง พูดไม่ชัด การมองเห็นและการได้ยินเปลี่ยนไป อาเจียน ปากเบี้ยว ยกแขน ขา หรือควบคุมอวัยวะไม่ได้ ควรไปพบแพทย์ทันที

แสงสีฟ้าจากหน้าจอ เสี่ยงจอประสาทตาเสื่อม   นอกจากอันตรายจากรังสีอัลตราไวโอเลต (UV) ในแสงแดดที่เราต้องต่อกรด้วยทุกวันแล้ว...
18/07/2022

แสงสีฟ้าจากหน้าจอ เสี่ยงจอประสาทตาเสื่อม

นอกจากอันตรายจากรังสีอัลตราไวโอเลต (UV) ในแสงแดดที่เราต้องต่อกรด้วยทุกวันแล้ว แสงอีกประเภทที่น่ากลัวและอยู่ใกล้ตัวเราในชีวิตประจำวัน แต่หลายคนยังไม่ตระหนักถึงอันตรายมากนัก คือแสงจากอุปกรณ์ดิจิทัลต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นแสงจากหลอดไฟฟลูออเรสเซนต์ แสงไฟ LED จากหน้าจอสมาร์ทโฟน คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต และทีวีจอแบน แสงที่อุปกรณ์เหล่านี้ปล่อยออกมามีชื่อเรียกง่าย ๆ ว่า แสงสีฟ้า

แสงสีฟ้า (Blue Light) คือ แสงพลังงานสูงที่มองเห็นได้ (High-energy Visible Light: HEV) เป็นหนึ่งในเจ็ดของสเป็คตรัมแสงสีรุ้งที่ประกอบไปด้วยสีม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง แสด แดง อย่างที่เราเห็นท้องฟ้าเป็นสีฟ้าก็เพราะแสงนี้นั่นเอง แสงสีฟ้ามีคลื่นความยาวประมาณ 400-500 นาโนเมตร เป็นคลื่นความยาวที่สั้นที่สุด พลังงานมากที่สุด นอกจากจะมีอยู่ในแสงแดดแล้วก็ยังมีอยู่ในสิ่งประดิษฐ์ที่มนุษย์สร้างขึ้นด้วย

แสงสีฟ้าในเวลากลางคืน

แสงสีฟ้านำมาใช้ในอุปกรณ์ดิจิทัลเพื่อเพิ่มความสว่างและความชัดของหน้าจอ แม้ว่าแสงสีฟ้าที่สังเคราะห์ขึ้นจะเป็นส่วนเล็ก ๆ เมื่อเทียบกับแสงที่ปล่อยโดยตรงมาจากดวงอาทิตย์ แต่การใช้งานอุปกรณ์ดิจิทัลเหล่านี้บ่อย ๆ อย่างต่อเนื่องหลายปีสามารถส่งผลกระทบโดยตรงต่อสายตา เสี่ยงต่อการเป็นโรคต่าง ๆ ดังนี้

เสี่ยงจอประสาทตาเสื่อม
ในระยะยาวดวงตาที่รับแสงสีฟ้ามากเกินไปสามารถนำไปสู่การเสื่อมของศูนย์กลางเรตินา การวิจัยทางการแพทย์เผยว่าแสงสีฟ้าสามารถแทรกผ่านสารสีที่พบในตาและเป็นอันตรายต่อดวงตาบริเวณเซลล์ที่ศูนย์กลางเรตินา โดยจะเข้าไปลดความเข้มข้นของสารสี เกิดเป็นปัจจัยเสี่ยงให้จอประสาทตาเสื่อมเมื่อมีอายุมากขึ้น ที่สำคัญโรคนี้อันตรายถึงขั้นตาบอดได้เลย นอกจากนี้สถาบันโรคจอประสาทตาเสื่อมในผู้สูงอายุยังรายงานว่า แสงสีฟ้าอาจเป็นตัวเร่งให้เกิดโรคนี้ก่อนวัยอันควร จากที่ปกติพบในผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไป

ดวงตาล้าจากการจ้องหน้าจอ
ทุกครั้งที่จ้องหน้าจอ ดวงตาของคนเราต้องทำงานหนักจากการเพ่งมองภาพที่ประกอบขึ้นมาจากพิกเซลเล็กๆ ที่สั่นไหวอยู่ตลอดทุกวินาที และเนื่องจากคุณสมบัติของแสงสีฟ้าที่มีคลื่นความยาวสั้นที่สุด ทำให้การกระจายของแสงสูงกว่าแสงสีอื่น ๆ ส่งผลให้ระบบสายตาทำงานลำบากและโฟกัสภาพบนจอได้ยาก ความคมชัดของภาพจึงลดลงและทำให้ตาอ่อนล้า นอกจากนี้อาจตามมาด้วยอาการปวดไหล่ ปวดหัว ระคายเคืองที่ตา เจ็บตา ตาพร่าหรือเห็นภาพซ้อน ตาอ่อนไหวต่อแสงแดด น้ำตาไหล ตาแห้ง และมองภาพไม่ชัดเจนได้ด้วย

นาฬิกาชีวิตผิดเพี้ยน
การได้รับแสงสีฟ้าในเวลากลางวันจะทำให้รู้สึกกระตือรือร้น ช่วยในเรียนรู้ การจดจำ และอารมณ์ดีขึ้น แต่ตรงกันข้าม การได้รับแสงสีฟ้าในตอนกลางคืน โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานกลางคืนหรือปิดไฟเล่นโทรศัพท์มือถือ 2-3 ชั่วโมงก่อนนอน จะส่งผลกระทบต่อการตื่นและการนอนได้มาก อาจทำให้ต้องเผชิญภาวะนอนไม่หลับ และเกิดอาการเหนื่อยล้าในเช้าวันถัดไป

งานวิจัยของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ทดสอบด้วยการเปรียบเทียบผลกระทบจากการได้รับแสงสีฟ้ากับแสงสีเขียวที่มีคลื่นความยาวในระดับถัดจากแสงสีฟ้าเพียงแถบเดียวเป็นเวลา 6 ชั่วโมงครึ่ง พบว่าฮอร์โมนเมลาโทนินที่มีหน้าที่ควบคุมนาฬิกาชีวิตจะถูกยับยั้งโดยแสงสีฟ้า และทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของนาฬิกาชีวิตในกลุ่มผู้ทดลองเป็นสองเท่าของแสงสีเขียวเลยทีเดียว

สุขภาพตาที่ดีสร้างได้ง่าย ๆ
การหลีกเลี่ยงแสงสีฟ้าที่มีอยู่แทบทุกที่คงเป็นไปได้ยาก โดยเฉพาะในปัจจุบันที่ทุกคนต่างมีโทรศัพท์มือถือเป็นปัจจัยที่ 5 ในการดำรงชีวิต การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตัวเองง่าย ๆ เพียงไม่กี่ข้อต่อไปนี้อาจช่วยต่ออายุของสุขภาพสายตาให้อยู่กับเราได้นานยิ่งขึ้น

ไม่จ้องหน้าจอใกล้เกินไป ควรรักษาระยะห่างที่ประมาณ 20-26 นิ้ว หรือในระยะที่สามารถเหยียดแขนตรงออกไปแตะหน้าจอได้ ซึ่งจะเป็นระยะที่สบายต่อสายตา
ปรับหน้าจอคอมพิวเตอร์ให้ตรงหน้า ไม่เอียงซ้ายหรือขวา และอยู่ในระดับต่ำกว่าสายตาประมาณ 10-15 องศา และเงยหน้าจอขึ้น 10-15 องศา เพื่อป้องกันอาการเมื่อยคอและไหล่จากการนั่งผิดท่า
ใช้สูตร 20-20-20 วิธีผ่อนคลายกล้ามเนื้อในการเพ่งมองของดวงตาที่แพทย์สายตาต่างแนะนำ ทำได้ง่าย ๆ โดยการหยุดพักสายตาเป็นเวลา 20 วินาที ทุก ๆ 20 นาที ด้วยการมองไกลออกไป 20 ฟุต วิธีนี้ยังกระตุ้นให้เรากระพริบตาเพื่อเพิ่มน้ำหล่อเลี้ยงที่ดวงตาด้วย เพราะการจ้องคอมเป็นเวลานาน ๆ มักทำให้ลืมกระพริบตาไปโดยปริยาย
ปรับความสว่างของหน้าจอในระดับสบายตา ให้แสงไฟโดยรอบอยู่ในปริมาณที่เหมาะสมและพอดีกัน ไม่สว่างจ้าจนตัดกันเกินไป
เลือกเลนส์แว่นตาที่ป้องกันการสะท้อนแสง และหลีกเลี่ยงการนั่งบริเวณที่หน้าจอเกิดแสงสะท้อน เพื่อช่วยให้สบายตายิ่งขึ้น
ควรถือสมาร์ทโฟนให้ห่างสายตาเพื่อช่วยลดอาการล้า และควรปรับขนาดตัวอักษรและรูปภาพให้อ่านแล้วสบายตา
ตรวจสายตาเป็นประจำทุกปี ปัญหาทางสายตาอย่างสายตายาว สายตาเอียง หรือตาพร่าก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ดวงตาอ่อนล้าจากการเล่นคอมพิวเตอร์ได้ง่ายขึ้น จึงควรตรวจเช็คสายตาเพื่อตัดเลนส์ที่ช่วยปรับสายตาให้เป็นปกติและใช้คอมพิวเตอร์ได้สบายตายิ่งขึ้น
ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสายตาในการตัดแว่นสายตาสำหรับภาวะแสงน้อย เพื่อช่วยปรับภาพให้สว่างขึ้น อีกทั้งยังบรรเทาอาการล้าจากการจ้องหน้าจอและป้องกันแสงสีฟ้าได้ด้วย
รับประทานอาหารที่มีส่วนช่วยในการบำรุงสายตา การได้รับวิตามิน แร่ธาตุ และสารอาหารต่าง ๆ ที่มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพดวงตาและลดความเสี่ยงต่อปัญหาด้านการมองเห็น อาหารที่ควรรับประทานเพื่อสุขภาพตาที่แข็งแรง เช่น
ลูทีน (Lutein) และซีแซนทิน (Zeaxanthin) พบได้ในไข่ไก่ ส้ม มะละกอ ข้าวโพด และผักใบเขียวอย่างคะน้า บรอกโคลี่ ผักโขม เป็นต้น มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีบทบาทสำคัญในการปกป้องดวงตาจากรังสีอัลตราไวโอเลตและแสงสีฟ้า อีกทั้งมีงานวิจัยหลายงานชี้ว่าสารทั้ง 2 ชนิดนี้อาจช่วยป้องกันและรักษาโรคจอประสาทตาเสื่อม โรคต้อกระจก และโรคตาบอดตอนกลางคืนจากกรรมพันธุ์ได้
เบต้าแคโรทีน (Beta-Carotene) มักพบได้จากอาหารที่มีสีเหลืองหรือส้ม เช่น แครอท ฟักทอง มันเทศ มะม่วง เป็นต้น ร่างกายจะเปลี่ยนสารชนิดนี้เป็นวิตามินเอที่มีคุณสมบัติช่วยในด้านการมองเห็นและบำรุงสายตา โดยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์บางงานสนับสนุนว่าการรับประทานอาหารที่มีเบต้าแคโรทีนหรือวิตามินเอ รวมทั้งสารอาหารอื่นที่คาดว่ามีคุณสมบัติช่วยป้องกันความเสียหายของจอประสาทตาจากอนุมูลอิสระได้เช่นเดียวกันอย่างวิตามินซี วิตามินอี และอย่างสังกะสี น่าจะช่วยชะลอการเกิดโรคจอประสาทตาเสื่อมได้
บิลเบอร์รี่ (Bilberry) หนึ่งในผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ที่อาจมีประโยชน์ในการช่วยถนอมและบำรุงสายตา เนื่องจากมีการศึกษาบางชิ้นพิสูจน์ให้เห็นว่าการรับประทานอาหารเสริมที่ประกอบด้วยสารสกัดจากบิลเบอร์รี่ช่วยลดอาการตาล้าที่เกิดจากการเพ่งมองจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน
คริลล์ ออยล์ (Krill Oil) เป็นน้ำมันสกัดจากสัตว์น้ำในตระกูลเคย ประกอบไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า 3 และสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูงอย่างแอสตาแซนทิน (Astaxanthin) ซึ่งคาดว่ามีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพดวงตา และมีงานวิจัยชิ้นหนึ่งกล่าวสนับสนุนว่าการรับประทานอาหารเสริมที่ประกอบด้วยแอสตาแซนทิน ลูทีน กรดไขมันโอเมก้า 3 ชนิด DHA และไซยานิดิน-3-กลูโคไซด์ (Cyanidin-3-Glucoside) มีส่วนช่วยลดอาการตาล้า ซึ่งย่อมส่งผลดีต่อผู้ที่ต้องใช้สายตาจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือเป็นประจำ

Imageสุขภาพนอนน้อยส่งผลเสียต่อสุขภาพอย่างไร   นอนน้อย (Lack of Sleep) คือ ภาวะที่ร่างกายนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ ซึ่งส่ง...
17/07/2022

Image
สุขภาพ
นอนน้อยส่งผลเสียต่อสุขภาพอย่างไร

นอนน้อย (Lack of Sleep) คือ ภาวะที่ร่างกายนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ ซึ่งส่งผลต่อสภาวะอารมณ์และประสิทธิภาพในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ผู้ที่นอนน้อยอาจอารมณ์เสียหรือทำงานได้ไม่ดี การนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอเป็นประจำนั้นทำให้เสี่ยงป่วยและมีปัญหาสุขภาพต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นโรคเบาหวาน โรคหัวใจ และโรคอ้วน ผู้ที่นอนน้อยมักรู้สึกเหนื่อยและง่วงซึมตลอดวัน สามารถหลับได้ภายใน 5 นาทีเมื่อนอนลงไป หรืออาจประสบภาวะวูบหรือหลับในช่วงเวลาสั้น ๆ (Microsleep) ทั้งนี้ ภาวะนอนน้อยอาจส่งผลต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน สมรรถภาพในการทำสิ่งต่าง ๆ จะลดลง เช่น ขับรถหรือควบคุมการทำงานของอวัยวะแต่ละส่วนให้สอดประสานกันได้ยาก เมาแอลกอฮอล์ง่ายกว่าคนที่นอนหลับอย่างเพียงพอ ไม่หายง่วงหลังจากรับประทานคาเฟอีนหรือเครื่องดื่มชูกำลังอื่น ๆ รวมทั้งเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย

นอนน้อย

นอนหลับให้เพียงพอดีกว่านอนน้อยอย่างไร
หากกล่าวตามหลักการทางกายภาพแล้ว การนอนหลับถือเป็นกระบวนการซับซ้อนเกี่ยวกับการปรับร่างกายให้เป็นปกติ โดยผู้คนเชื่อว่าการนอนหลับสำคัญต่อกระบวนการทำงานของร่างกาย ซึ่งรวมไปถึงการเปลี่ยนความทรงจำระยะสั้นให้กลายเป็นความทรงจำระยะยาว (Memory Consolidation) นักวิทยาศาสตร์ยังไม่มีคำอธิบายว่าเหตุใดมนุษย์จำเป็นต้องนอนหลับ อย่างไรก็ดี การนอนหลับถือเป็นสิ่งที่สำคัญต่อมนุษย์และสิ่งมีชีวิต โดยผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับการนอนหลับจะพักผ่อนไม่เพียงพอ ส่วนผู้ที่นอนน้อยก็อาจมีปัญหาสุขภาพที่ส่งผลต่อร่างกายและสภาวะอารมณ์ได้

โดยทั่วไปแล้ว การนอนหลับได้รับอิทธิพลมาจากนาฬิกาชีวภาพ (Circadian Rhythms) ที่มีเซลล์ประสาทสมองทำหน้าที่ควบคุมอยู่ โดยเซลล์ประสาทสมองจะตอบสนองต่อแสง อุณหภูมิ และสัญญาณต่าง ๆ อันรวมไปถึงนาฬิกาชีวิตของร่างกาย ซึ่งช่วยจัดระบบวงจรการนอนหลับและตื่นนอนให้เป็นปกติ หากวงจรดังกล่าวถูกรบกวน อาจส่งผลให้รู้สึกง่วงหรือตื่นผิดไปจากเวลาเดิมได้ ยกตัวอย่างเช่น ผู้ที่ต้องเดินทางข้ามเขตเวลา (Time Zones) มักประสบภาวะ Jet Lag ซึ่งต้องใช้เวลาหลายวันในการปรับนาฬิกาชีวิตให้เข้ากับเขตเวลาที่แตกต่างจากที่เคยชิน โดยขึ้นอยู่กับระยะห่างของเขตเวลาทั้ง 2 เขตว่าต่างกันมากน้อยเท่าไร และระบบของอวัยวะแต่ละส่วนนั้นฟื้นตัวแตกต่างกันไปในแต่ละระดับ

การนอนหลับมี 2 ระยะ
นอกจากนี้ การนอนหลับยังมีระยะการนอนที่แตกต่างกัน โดยแบ่งออกเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะหลับธรรมดา และระยะหลับฝัน ดังนี้

1. ระยะหลับธรรมดา (Non-Rapid Eye Movement: NREM)
การนอนระยะหลับธรรมดามี 3 ระดับด้วยกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับรูปแบบการทำงานของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในสมอง ดังนี้

ระดับที่ 1 (Stage N1 Sleep) คือ ระยะที่ร่างกายเปลี่ยนจากภาวะตื่นตัวเข้าสู่การนอนหลับลึก ถือเป็นระยะการนอนหลับขั้นแรก โดยผู้คนมักไม่รู้สึกตัวว่ากำลังหลับอยู่
ระดับที่ 2 (Stage N2 Sleep) คือ ระยะที่ร่างกายนอนหลับสนิท คิดเป็นร้อยละ 40-50 ของช่วงเวลานอนหลับ
ระดับที่ 3 (Stage N3 Sleep) คือ ระยะที่ร่างกายนอนหลับลึกและอาจเกิดอาการละเมอได้ คิดเป็นร้อยละ 20 ของช่วงเวลานอนหลับสำหรับเด็กวัยรุ่น ส่วนใหญ่แล้ว ผู้คนมักนอนหลับลึกในช่วงครึ่งแรกตอนกลางคืน ทั้งนี้ ยังเป็นช่วงที่ร่างกายหลั่งโกรทฮอร์โมนและฮอร์โมนอื่น ๆ ออกมา โดยร่างกายจะซ่อมแซมเนื้อเยื่อ สร้างกระดูกและกล้ามเนื้อ รวมทั้งเสริมสร้างความแข็งแรงให้แก่ระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย การนอนหลับระยะนี้จึงสำคัญมาก
2. ระยะหลับฝัน (Rapid Eye Movement: REM)
ผู้คนจะเข้าสู่การนอนระยะหลับฝันหลังหลับไปได้ 90 นาที การนอนหลับระยะนี้แตกต่างกับการนอนหลับระยะอื่น โดยคลื่นสมองของระยะหลับฝันมีความถี่ที่เร็วและแรงดันโวลต์ต่ำเหมือนกับคลื่นสมองขณะที่ตื่นอยู่ ทั้งนี้ กล้ามเนื้อลายจะไม่เคลื่อนไหวขณะที่นอนหลับ ยกเว้นกล้ามเนื้อส่วนที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของดวงตา ผู้ที่ตื่นจากการนอนระยะหลับธรรมดามักกำลังฝันอยู่ โดยการนอนระยะนี้คิดเป็นร้อยละ 20-25 ของเวลาที่นอนหลับ ส่วนทารกอาจคิดเป็นประมาณร้อยละ 40 ระยะหลับฝันเป็นระยะการนอนที่ปลุกให้ตื่นได้ยาก โดยผู้ที่ถูกปลุกให้ตื่นจากการนอนระยะนี้จะล้มตัวลงนอนหลับอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ ระยะหลับฝันเป็นช่วงที่สมองทำงานหนักไม่น้อยกว่าตอนตื่น เนื่องจากสมองมีกระบวนการจัดการข้อมูลต่าง ๆ ที่รับเข้ามา โดยจัดระเบียบข้อมูลทำให้เกิดเป็นความทรงจำ ความเข้าใจ และข้อมูลอื่น ๆ ที่จำเป็นในการดำเนินชีวิต

นอนนานเท่าไรจึงเรียกว่านอนน้อย
ร่างกายแต่ละคนต้องการการนอนหลับพักผ่อนมากน้อยไม่เท่ากัน อีกทั้งยังไม่ปรากฏหลักเกณฑ์การนอนหลับที่จำเป็นและเหมาะสมกับทุกคนเหมือนกันอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม ผู้คนแต่ละช่วงวัยก็ควรนอนหลับพักผ่อนในจำนวนช่วงเวลาที่เหมาะสมโดยประมาณ ดังนี้

ทารก ควรนอนหลับวันละ 16-18 ชั่วโมง
เด็กเล็กก่อนวัยเรียน ควรนอนหลับวันละ 10-12 ชั่วโมง
เด็กโตที่เข้าเรียนและวัยรุ่น ควรนอนหลับอย่างน้อย 9 ชั่วโมง
ผู้ใหญ่ ควรนอนหลับ 7-9 ชั่วโมง
สตรีมีครรภ์ที่อายุครรภ์อ่อน ควรนอนหลับมากกว่าที่เคยนอนปกติ
นอกจากนี้ ระยะการนอนหลับจะเปลี่ยนไปตามอายุ โดยผู้ที่อายุมากขึ้นจะหลับลึกน้อยลง หลับได้ยาก และตื่นได้ง่าย

นอนน้อยส่งผลเสียต่อสุขภาพอย่างไร
ผู้ที่นอนน้อยหรือพักผ่อนไม่เพียงพอจะประสบภาวะและข้อเสียทางสุขภาพต่าง ๆ ดังนี้

กระทบต่อกระบวนการคิด การนอนหลับมีบทบาทสำคัญต่อการคิดและการเรียนรู้ หากร่างกายพักผ่อนน้อยอาจส่งผลกระทบต่อกระบวนการคิดได้ โดยจะทำให้ความตื่นตัว ความสามารถในการใช้เหตุผล ทักษะการแก้ปัญหา และสมาธิในการทำสิ่งต่าง ๆ ลดลง ส่งผลให้ไม่สามารถเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพได้
นำไปสู่ปัญหาสุขภาพหลายอย่าง ผู้ที่นอนน้อยหรือประสบปัญหาเกี่ยวกับการนอนหลับเรื้อรัง เสี่ยงป่วยเป็นโรคต่าง ๆ ได้แก่ โรคหัวใจวาย โรคหัวใจและหลอดเลือด หัวใจล้มเหลว หัวใจเต้นผิดจังหวะ ความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดสมอง และเบาหวาน เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันจะผลิตไซโตไคน์ (Cytokines) เซลล์ และแอนติบอดี้ต้านเชื้อโรคขณะที่นอนหลับ โดยสารเคมีเหล่านี้จะต้านเชื้อแบคทีเรียและเชื้อไวรัส รวมทั้งช่วยให้นอนหลับ ส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันปกป้องร่างกายจากการป่วยเป็นโรคต่าง ๆ ได้ หากนอนหลับไม่เพียงพอก็จะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันไม่สามารถผลิตสารเคมีที่ช่วยป้องกันเชื้อโรคได้
ความต้องการทางเพศลดลง การนอนน้อยส่งผลให้แรงขับทางเพศและความสนใจการร่วมเพศลดลง โดยผู้ชายที่ประสบภาวะหยุดหายใจขณะหลับนั้นจะมีฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนลดลง ซึ่งส่งผลให้แรงขับทางเพศลดลงไปด้วย
ก่อให้เกิดอาการซึมเศร้า ผู้ที่นอนน้อยหรือมีปัญหาสุขภาพเกี่ยวกับนอนหลับ เกิดอาการซึมเศร้าได้ ทั้งนี้ ภาวะนอนไม่หลับ ซึ่งเป็นปัญหาสุขภาพเกี่ยวกับการนอนที่พบได้มากที่สุด และเป็นอาการที่เกี่ยวเนื่องกับภาวะซึมเศร้าอย่างเด่นชัด เนื่องจากภาวะนอนไม่หลับเป็นหนึ่งในอาการที่พบได้เป็นอันดับแรกของโรคซึมเศร้า
ผิวเสียลง ผู้ที่ไม่ได้นอนติดต่อกัน 2-3 คืน มักมีผิวเหี่ยวและตาบวม โดยผู้ที่อดนอนติดต่อกันเป็นเวลานานจะมีรอยย่นและรอยคล้ำรอบดวงตาร่วมด้วย เนื่องจากร่างกายหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอลซึ่งเป็นฮอร์โมนความเครียดออกมาย่อยสลายคอลลาเจนและโปรตีนที่ช่วยให้ผิวเรียบตึงหายไป ทั้งนี้ ผู้ที่นอนน้อยหรืออดนอนจะหลั่งโกรทฮอร์โมน (Growth Hormone) ออกมาน้อยมาก โดยฮอร์โมนนี้จะช่วยในการเจริญเติบโตและเพิ่มความสูงเมื่ออายุน้อย รวมทั้งช่วยเพิ่มมวลกล้ามเนื้อ ทำให้ผิวหนังหนา และกระดูกแข็งแรงเมื่ออายุมากขึ้น
ขี้ลืมง่าย การนอนหลับมีบทบาทสำคัญต่อความจำ เนื่องจากสมองจะพักเซลล์ประสาทของสมอง รวมทั้งจัดการพื้นที่ความคิดให้พร้อมเปิดรับข้อมูลในวันต่อไปขณะที่นอนหลับ หากนอนน้อยหรือพักผ่อนไม่เพียงพอ ก็อาจส่งผลต่อความจำ ทำให้ลืมสิ่งที่ได้รับรู้หรือพบเจอมาในแต่ละวันได้
น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น ภาวะนอนน้อยอาจเกี่ยวข้องกับความหิว น้ำย่อยที่เพิ่มมากขึ้น และภาวะอ้วน โดยพบว่าผู้ที่นอนน้อยกว่า 7 ชั่วโมงต่อวัน มีแนวโน้มที่น้ำหนักตัวจะมากขึ้น และเสี่ยงเป็นโรคอ้วนได้สูงกว่าผู้ที่นอนหลับ 7 ชั่วโมง เนื่องจากผู้ที่นอนน้อยจะมีสารเคมีเลปติน (Leptin) ที่ช่วยให้รู้สึกอิ่มอยู่ในระดับต่ำ และมีฮอร์โมนเกรลิน (Ghrelin) ที่กระตุ้นให้หิวอยู่ในระดับมาก ทั้งนี้ การนอนน้อยยังกระตุ้นให้รู้สึกหิวอาหารที่มีไขมันและคาร์โบไฮเดรตสูง
ส่งผลต่อการตัดสินใจ ภาวะนอนน้อยส่งผลต่อการทำความเข้าใจและประเมินสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เมื่อต้องเผชิญเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งที่ต้องตัดตินใจ ผู้ที่นอนน้อยจะตัดสินใจไม่ได้ เนื่องจากไม่สามารถประเมินสถานการณ์โดยรวมได้อย่างแม่นยำ ส่งผลให้ตัดสินใจโต้ตอบได้ไม่ดี
ฮอร์โมนสืบพันธุ์ลดลง ผู้ที่ประสบภาวะมีลูกยาก ทั้งชายและหญิง อาจมีสาเหตุมาจากการพักผ่อนไม่เพียงพอ เนื่องจากภาวะนอนน้อยจะหลั่งฮอร์โมนสืบพันธุ์ออกมาน้อย ส่งผลให้มีลูกได้ยาก
เสี่ยงเกิดประสาทหลอน ผู้ที่อดนอนหรือนอนน้อยติดต่อกันเป็นเวลานานเสี่ยงเกิดอาการประสาทหลอนได้ โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคลมหลับ (Narcolepsy) หรือโรคลูปัส (Systemic Lupus Erythematosus)
ทำให้ประสบอุบัติเหตุ ภาวะนอนน้อยถือเป็นปัจจัยหนึ่งที่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรง เนื่องจากผู้ที่อดนอนหรือนอนน้อยจะง่วงซึม ตอบสนองต่อสิ่งที่เกิดขึ้นช้าลง ส่งผลให้ประสบอุบัติเหตุหรือได้รับบาดเจ็บได้
แก้ปัญหานอนน้อยอย่างไร
ผู้ที่มีปัญหานอนน้อย พักผ่อนไม่เพียงพอ หรือนอนหลับยาก อาจได้รับผลกระทบในการดำเนินชีวิตประจำวัน โดยปัญหานอนน้อยแก้ไขได้ตามวิธีต่อไปนี้

เข้านอนตรงเวลา ผู้ที่มีปัญหานอนน้อยควรเข้านอนให้ตรงเวลา โดยฝึกนอนหลับให้เพียงพอ กำหนดว่าจะหลับนานเท่าไรและทำเช่นนั้นอย่างสม่ำเสมอ การเข้านอนตรงเวลาจะช่วยปรับสมองและนาฬิกาชีวิตของร่างกายให้คุ้นชิน ซึ่งส่วนใหญ่แล้วผู้ใหญ่มักนอนหลับประมาณ 6-9 ชั่วโมง
เลี่ยงอาหารและพฤติกรรมเสี่ยง ควรเลี่ยงอาหารและเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของคาเฟอีน แอลกอฮอล์ นิโคติน รวมทั้งพฤติกรรมที่ทำให้นอนไม่หลับหรือนอนหลับได้ยาก เช่น ไม่ควรออกกำลังกายหนักก่อนเข้านอนไม่กี่ชั่วโมง การเลี่ยงอาหารและพฤติกรรมเสี่ยงเหล่านี้จะช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้น
เขียนบันทึก ผู้ที่นอนน้อยอาจลองเขียนบันทึกเกี่ยวกับการนอนของตัวเอง เนื่องจากจะช่วยให้เห็นพฤติกรรมการใช้ชีวิตและกิจกรรมแต่ละวันที่ช่วยให้นอนหลับได้ ทั้งนี้ บันทึกดังกล่าวยังเป็นประโยชน์ในการช่วยวินิจฉัยปัญหาการนอนหลับ ส่วนผู้ที่เครียดหรือกังวลเรื่องต่าง ๆ จนนอนไม่หลับอาจเขียนรายชื่อสิ่งที่ต้องทำในวันต่อไป เพื่อช่วยให้ผ่อนคลายและไม่รู้สึกเครียด
ผ่อนคลายก่อนนอน ก่อนเข้านอนควรทำร่างกายและจิตใจให้ผ่อนคลาย เช่น อาบน้ำอุ่นเพื่อปรับอุณหภูมิร่างกายให้เหมาะสม ออกกำลังกายคลายเส้น เช่น ยืดเส้นหรือเล่นโยคะ หรืออ่านหนังสือหรือฟังเพลงเพื่อไม่ให้ฟุ้งซ่านก่อนเข้านอน
จัดห้องนอนให้ดี ห้องนอนควรมีบรรยากาศที่ผ่อนคลาย ไม่ควรนำสิ่งของที่รบกวนการพักผ่อน เช่น โทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ ที่ก่อให้เกิดแสง สี เสียง หรือเตียงนอนและผ้าปูที่นอนที่ไม่เอื้อต่อการพักผ่อนมาไว้ในห้องนอน สภาพแวดล้อมของห้องนอนควรใช้สีโทนเย็น ให้ความรู้สึกสงบ เป็นระเบียบ และอุณหภูมิอยู่ระหว่าง 18-24 องศาเซลเซียส
ฝึกการนอนที่ถูกสุขลักษณะ วิธีนี้จะช่วยให้นอนหลับได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยฝึกพฤติกรรมต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการนอนให้เป็นนิสัย เช่น หลีกเลี่ยงการดูโทรทัศน์หรือใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ก่อนเข้านอน ไม่ควรเข้านอนทั้งที่ยังรู้สึกกังวลหรือเครียดเกี่ยวกับเรื่องบางอย่าง หรือออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
บำบัดด้วยวิธีต่าง ๆ ผู้ที่ประสบปัญหาสุขภาพเกี่ยวกับการนอนนั้นต้องเข้ารับการบำบัดอื่น ๆ ร่วมด้วย โดยวิธีพฤติกรรมบำบัดถือเป็นวิธีรักษาผู้ป่วยโรคนอนไม่หลับที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก ซึ่งจะใช้วิธีควบคุมสิ่งเร้าต่าง ๆ เช่น ฝึกใช้เตียงสำหรับนอนพักผ่อนเท่านั้น ไม่ให้นอนอ่านหนังสือหรือดูโทรทัศน์บนเตียง นอกจากนี้ ยังมีวิธีบำบัดด้วยการจำกัดการนอน (Sleep Restriction) ซึ่งจะช่วยให้ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับการนอนไม่อยู่บนเตียงหรือหลับนานเกินไป
ปรึกษาแพทย์ ผู้ที่มีโรคประจำตัวอันทำให้นอนหลับยากหรือนอนไม่หลับเป็นเวลานานจนส่งผลต่อคุณภาพชีวิต ควรพบแพทย์ปรึกษาปัญหาดังกล่าว เพื่อวินิจฉัยสาเหตุและรับการรักษาต่อไป

อาหารบำรุงสายตา เลือกรับประทานอย่างไรให้ดวงตาแข็งแรง   การรับประทานอาหารบำรุงสายตาถือเป็นวิธีการดูแลดวงตาให้แข็งแรงได้อย...
17/07/2022

อาหารบำรุงสายตา เลือกรับประทานอย่างไรให้ดวงตาแข็งแรง

การรับประทานอาหารบำรุงสายตาถือเป็นวิธีการดูแลดวงตาให้แข็งแรงได้อย่างง่าย ๆ ที่ทุกคนควรให้ความใส่ใจ เนื่องจากดวงตาถือเป็นอวัยวะสำคัญของร่างกายที่ถูกใช้งานอยู่ตลอดเวลาตั้งแต่ตื่นนอนจนถึงเข้านอน

อย่างไรก็ตาม หลายคนที่เริ่มสนใจการรับประทานอาหารบำรุงสายอาจยังไม่แน่ใจว่าควรเลือกอาหารประเภทใดมารับประทานดี เนื่องจากในปัจจุบันมีอาหารและผลิตภัณฑ์อาหารเสริมที่อ้างถึงสรรพคุณในการดูแลดวงตาอยู่มากมายหลายชนิดในท้องตลาด

อาหารบำรุงสายตา เลือกรับประทานอย่างไรให้ดวงตาแข็งแรง

บทความนี้จึงได้รวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวกับสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อดวงตา รวมทั้งตัวอย่างอาหารบำรุงสายตาที่สามารถหารับประทานได้ง่ายมาให้ได้ศึกษาและนำไปใช้เป็นแนวทางในการเลือกรับประทาน

อาหารบำรุงสายตา หาได้จากที่ไหนบ้าง
ในการเลือกรับประทานอาหารบำรุงสายตา ควรเลือกอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น ลูทีน (Lutein) ซีแซนทีน (Zeaxanthin) เบต้าแคโรทีน (Beta-carotene) วิตามินเอ วิตามินซี วิตามินอี โอเมก้า 3 และสังกะสี ซึ่งสามารถพบได้ในอาหารดังต่อไปนี้

1. แครอท
แครอทเป็นอาหารบำรุงสายตาที่หารับประทานได้ง่าย และอุดมไปด้วยสารอาหารสำคัญที่เป็นประโยชน์ต่อดวงตา อย่างวิตามินเอที่มีส่วนช่วยให้ดวงตามีความชุ่มชื้นและป้องกันการเกิดอาการตาแห้ง และเบต้าแคโรทีนที่ช่วยให้ประสิทธิภาพในการมองเห็นตอนกลางคืนดีขึ้น ชะลอการเสื่อมสภาพของเซลล์ดวงตา และลดความเสี่ยงในการเกิดโรคต้อกระจก (Cataracts)

นอกจากนี้ การรับประทานวิตามินเอและเบต้าแคโรทีนยังอาจช่วยให้พื้นผิวของดวงตามีความแข็งแรงขึ้น และช่วยป้องกันการติดเชื้อบริเวณดวงตาอีกด้วย

ทั้งนี้ นอกจากแครอทแล้ว วิตามินเอและเบต้าแคโรทีนยังสามารถพบได้ในอาหารชนิดอื่นอีกเช่นกัน เช่น มันเทศ มะม่วง ผักปวยเล้ง ไข่ไก่ ผลิตภัณฑ์จากนมวัว

2. เนื้อปลา
เนื้อปลาถือเป็นแหล่งของกรดไขมันโอเมก้า 3 ซึ่งเป็นสารอาหารสำคัญที่ช่วยบำรุงจอประสาทตา (Retina) และช่วยให้กระบวนการผลิตน้ำตาของร่างกายทำงานได้ดีขึ้น โดยสามารถเลือกรับประทานปลาได้หลากหลายชนิด เช่น ปลาแซลมอน ปลากะพงขาว ปลาดุก ปลาช่อน ปลาสลิด ปลาทูน่า ปลาซาร์ดีน ปลาแมคเคอเรล

มีงานวิจัยพบว่าการรับประทานกรดไขมันโอเมก้า 3 เป็นประจำอาจมีส่วนช่วยบำรุงดวงตาในหลาย ๆ ด้าน เช่น อาจมีส่วนช่วยในการชะลอภาวะสูญเสียการมองเห็นในผู้ป่วยจอประสาทตาเสื่อม (Age-Related Macular Degeneration: AMD) อาจช่วยลดการระเหยของน้ำตาที่จะนำไปสู่อาการตาแห้ง และอาจช่วยให้ร่างกายผลิตน้ำตาได้มากขึ้น

นอกจากนี้ โอเมก้า 3 ยังสามารถพบได้มากในอาหารอื่น ๆ อีกเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นหอยนางรม เมล็ดเจีย เมล็ดแฟลกซ์ ถั่วเหลือง และวอลนัท

3. ผักเคล
ผักเคลเป็นอาหารบำรุงสายตาอีกชนิดที่หารับประทานได้ง่าย อุดมไปด้วยลูทีนและซีแซนทีน ซึ่งเป็นสารที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระที่ร่างกายไม่สามารถสร้างได้เอง การรับประทานสารอาหารเหล่านี้อาจมีส่วนช่วยในการเพิ่มระดับความหนาแน่นของเม็ดสีในดวงตาส่วนมาคูลา (Macula) ที่มีหน้าที่ป้องกันเซลล์ต่าง ๆ จากแสงสีฟ้า และรังสียูวีที่อาจส่งผลเสียต่อดวงตาได้

นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยที่พบว่าการรับประทานสารลูทีนและซีแซนทีนเป็นประจำ อาจมีส่วนช่วยในการลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะจอประสาทตาเสื่อมขั้นรุนแรงได้ นอกจากผักเคลแล้ว อาจเลือกรับประทานอาหารชนิดอื่นที่ให้สารอาหารลูทีนและซีแซนทีนได้เช่นกัน เช่น ไข่ ผักคะน้า ผักกาดแก้ว ข้าวโพด ถั่วลันเตา กะหล่ำปลี ผักปวยเล้ง

4. เมล็ดทานตะวัน
เมล็ดทานตะวันเป็นพืชที่อุดมไปด้วยวิตามินอี ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่จะช่วยบำรุงเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกายให้แข็งแรง และยังเป็นอาหารบำรุงสายตาได้เป็นอย่างดี เนื่องจากการรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินอีเป็นประจำอาจมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหรือภาวะผิดปกติทางดวงตาบางชนิดได้ เช่น ภาวะจอประสาทตาเสื่อม โรคต้อกระจก

นอกจากนี้ วิตามินอียังสามารถพบได้ในอาหารชนิดอื่น ๆ ได้เช่นกัน เช่น อัลมอนด์ เนยถั่ว ผักปวยเล้ง อะโวคาโด ธัญพืช น้ำมันข้าวโพด น้ำมันมะกอก

5. บรอกโคลี
บรอกโคลีถือเป็นแหล่งของวิตามินซี ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีความสำคัญต่อดวงตา โดยการป้องกันเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกายจากอนุมูลอิสระที่อาจมาจากสิ่งรอบตัว ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานอาหารทอด การสูบบุหรี่ หรือรังสียูวีจากดวงอาทิตย์

นอกจากนี้ วิตามินซียังอาจมีส่วนช่วยในการป้องกัน ลดความเสี่ยง หรือชะลอการเกิดโรคตาบางชนิด เช่น ภาวะจอประสาทตาเสื่อม โรคต้อกระจก โดยแหล่งของวิตามินซีอื่น ๆ ที่สามารถพบได้ เช่น ส้ม สตรอว์เบอร์รี ฝรั่ง กีวี ลิ้นจี่ มะละกอ

6. สัตว์เนื้อแดง
เนื้อหมู เนื้อวัว หรือเนื้อแดงชนิดอื่น ๆ เป็นแหล่งของซิงค์หรือสังกะสี ซึ่งเป็นสารที่พบได้มากที่ดวงตา โดยเฉพาะบริเวณจอประสาทตาและคอรอยด์ (Choroid) โดยมีส่วนช่วยให้จอประสาทตามีความแข็งแรง ช่วยในการมองเห็นตอนกลางคืน อาจลดความเสี่ยงในการเกิดโรคต้อกระจก และมีส่วนช่วยป้องกันดวงตาจากรังสียูวี

โดยทั่วไปปริมาณสังกะสีสำหรับผู้ใหญ่ไม่ควรเกิน 40 มิลลิกรัมต่อวัน หากร่างกายได้รับมากเกินไปอาจทำให้ระดับแร่ธาตุทองแดงในร่างกายลดต่ำลงจนกระทบต่อกระบวนการสร้างเม็ดเลือดแดงได้

อย่างไรก็ตาม สัตว์เนื้อแดงมักมีปริมาณคอเลสเตอรอลค่อนข้างสูง ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคอื่น ๆ ตามมา เราจึงควรรับประทานในปริมาณที่เหมาะสมและเลือกส่วนที่ไม่ติดมัน และอาจเลือกรับประทานพืชตระกูลถั่วบางชนิดที่เป็นแหล่งของทั้งสังกะสีและทองแดง เช่น ถั่วแดง ถั่วเหลือง ถั่วลูกไก่ เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน

นอกจากการรับประทานอาหารบำรุงสายตาแล้ว เพื่อสุขภาพดวงตาที่ดี ควรปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันบางอย่างร่วมด้วย เช่น งดสูบบุหรี่ สวมอุปกรณ์ป้องกันดวงตาเมื่อทำกิจกรรมที่เสี่ยงต่อการกระแทก สวมแว่นกันแดดขณะอยู่กลางแจ้ง พักสายตาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟนบ่อย ๆ และไปพบจักษุแพทย์ทุก ๆ 1–2 ปี โดยเฉพาะผู้ที่สมาชิกในครอบครัวมีประวัติเกิดภาวะจอประสาทตาเสื่อม

ที่อยู่

กรุงเทพมหานคร
Bangkok

เบอร์โทรศัพท์

+66626784641

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ อาหารเสริมบำรุงเซลล์ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ การปฏิบัติ

ส่งข้อความของคุณถึง อาหารเสริมบำรุงเซลล์:

แชร์