ดีบูน Dboone สำหรับข้อและกระดูก คุณศิรา

ดีบูน Dboone สำหรับข้อและกระดูก คุณศิรา ให้คำแนะนำ เกี่ยวกับกระดูกและข้อ

ดีบูน
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารดีบูน (DBoon) สำหรับกระดูกและข้อ

เหมาะสำหรับ
สตรีวัยหมดประจำเดือน ขาดแคลเซียม
ผู้ที่ต้องการเพิ่มความสูง
นักกีฬา หรือ ผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำ
ผู้ที่มีอาชีพที่ต้องยืนเป็นเวลานานๆ
ผู้ที่มีปัญหาโรคข้อเสื่อม ข้ออักเสบ กระดูกพรุน


รายละเอียด
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ดีบูน ผง (DBoon Powder) สำหรับกระดูกและข้อ บำรุงไขข้อ กระดูก บรรเทาอาการจากโรคเก๊าท์ รูมาตอยด์ หมอนรองกระดูกทับเส

้น ข้อเสื่อม กระดูกพรุน ข้ออักเสบ เสริมแคลเซียม
ดูแลกระดูกและข้ออย่างมีประสิทธิภาพ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเพิ่มความสูง ผู้ที่มีปัญหาโรคข้อเสื่อม ข้ออักเสบ กระดูกพรุน หมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อน นิ้วล็อค ผู้ที่ขาดแคลเซียม สุภาพสตรีวัยหมดประจำเดือน นักกีฬา อาชีพที่ต้องยืนเป็นเวลานาน บรรเทาอาการปวดตามข้อ


ดีบูนเน่ (DBoone) ช่วยในเรื่อง
ป้องกันการเกิดโรคกระดูกพรุน
บรรเทาอาการโรคหมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อน
บรรเทาอาการนิ้วล็อค โรคฮิตของคนทำงาน
บรรเทาอาการปวดตามข้อ
ป้องกันการเกิดโรคข้อเสื่อม
ป้องกันการเกิดโรคข้ออักเสบ


ส่วนประกอบที่สำคัญใน 1 เม็ด
คอลลาเจนจากปลาทะเล (Hydrolyzed Fish Collagen) 0.60%
แคลเซียม คาร์บอเนต (Calcium Carbonate 95%) 0.60%
สารสกัดจากเปลือกสน (Pine Bark Extract 95%) 0.05%
วิตามิน ซี (Vitamin C) 0.05%
สารสกัดจากขมิ้น (Turmeric Extract) 0.025%
วิตามิน ดี3 (Vitamin D3, Type 100 CWS) 0.0005%


Inactive Ingredient
Microcrystalline Cellulose (USP GRADE) 2.545%
Lactose (USP GRADE) 1.7995%
Orange Juice Powder (FOOD GRADE) 0.30%
Silicon Dioxide (USP GRADE) 0.30%


ขนาดบรรจุ : 1 กล่องบรรจุด้วย 5 ซอง (25g.)
เลขสารบบ อย. : 10-3-12052-1-0006
วิธีรับประทาน : ทาน 1 ซอง ชงดื่มกับน้ำ 1/4 แก้ว รับประทานหลังอาหารเช้า

สอบถามสั่งซื้อ โทร. 0833117558 คุณ ศิรา

ดีบูน ดูแลกระดูก และ ข้อมีปัญหา ปรึกษาเรา
14/11/2021

ดีบูน ดูแลกระดูก และ ข้อ
มีปัญหา ปรึกษาเรา

อาการปวดข้อบริเวณรอบข้อต่อบวมแดง รู้สึกอุ่นเมื่อสัมผัสหรือมีอาการกดเจ็บอาการปวดเกิดขึ้นต่อเนื่องนานกว่า 3 วันหรือมากกว่า...
11/11/2021

อาการปวดข้อ

บริเวณรอบข้อต่อบวมแดง รู้สึกอุ่นเมื่อสัมผัสหรือมีอาการกดเจ็บ
อาการปวดเกิดขึ้นต่อเนื่องนานกว่า 3 วันหรือมากกว่านั้น
มีไข้ แต่ไม่มีสัญญาณอื่นบ่งบอกถึงโรคไข้หวัด

ปวดข้อเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ โดยสาเหตุที่พบได้บ่อย ได้แก่

1.ข้ออักเสบ (Artithritis) สามารถแบ่งออกได้เป็นหลายประเภท โดยอาการปวดข้อมักมากจากภาวะข้อเสื่อม (Osteoarthritis) ที่เกิดจากการเสื่อมสภาพหรือฉีกขาดของเนื้อเยื่อภายในข้อต่อจากปัจจัยต่าง ๆ เช่น อายุหรือกิจกรรมที่ผู้ป่วยทำ ส่วนอีกประเภทคือโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ (Rheumatoid Arthritis) ถือเป็นโรคข้ออักเสบเรื้อรังชนิดที่เกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน และหากมีอาการรุนแรงอาจทำให้เกิดการทำลายกระดูกและข้อได้

2.เก๊าท์ เกิดจากการสะสมของกรดยูริกในร่างกายเป็นเวลานาน ทำให้ข้อต่อบวมแดงและเกิดการอักเสบ

3.การใช้งานข้อต่ออย่างหนักหรือได้รับบาดเจ็บ เช่น ข้อเคล็ด เนื้อเยื่อบริเวณข้อต่อฉีกขาด หรือกระดูกหัก

การรักษาอาการปวดข้อ

การรักษาอาการปวดข้ออาจแตกต่างกันไปตามสาเหตุ อาการและความรุนแรง หากแพทย์วินิจฉัยว่าอาการปวดข้อเกิดจากโรคข้ออักเสบ ทั้งภาวะข้อเสื่อมหรือข้ออักเสบรูมาตอยด์ที่เป็นภาวะเรื้อรังนั้นยังไม่มีวิธีการใดที่จะรักษาอาการปวดข้อให้หายขาดได้หรือมีโอกาสที่จะกลับมาเกิดขึ้นซ้ำได้อีก การรักษาจึงจะเน้นไปที่การป้องกันบรรเทาอาการปวดและรักษาไม่ให้อาการแย่ลง แต่หากมีการอาการรุนแรงหรืออาการปวดกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน แพทย์อาจพิจารณาให้ผู้ป่วยเข้ารับการผ่าตัดเพื่อเปลี่ยนข้อต่อ

การป้องกันอาการปวดข้อ

หลีกเลี่ยงการทำกิจกรมที่ต้องออกแรงบริเวณข้อต่อมาก เพราะอาจเสี่ยงต่อการเกิดอาการปวดข้อ เช่น การใช้แรงในการทำงาน การเล่นกีฬาที่หักโหม เป็นต้น

ควรอบอุ่นร่างกายก่อนออกกำลังกายทุกครั้ง หากไม่ได้ออกกำลังกายเป็นเวลานาน ไม่ควรหักโหม ให้เริ่มอย่างค่อยเป็นค่อยไป หรือเริ่มจากกิจกรรมเบา ๆ

หากมีอาการปวดข้ออยู่ก่อนแล้ว ควรเลือกออกกำลังด้วยการยืดเส้นเพื่อป้องกันกล้ามเนื้อข้อต่อและเส้นเอ็นยึด หรืออาจออกกำลังกายเบา ๆ ด้วยการขี่จักรยานหรือว่ายน้ำ ซึ่งจะไม่ทำให้เกิดแรงกระแทกหรือกดทับบริเวณข้อที่ปวด

ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม เนื่องจากจะช่วยลดแรงกดทับบริเวณข้อต่อ

ที่มา: พบแพทย์

ดีบูน ดูแลข้อและกระดูก
09/11/2021

ดีบูน ดูแลข้อและกระดูก

💥สุดยอดอาหารใกล้ตัว . . บำรุงข้อเข่า1. ปลา ปลานับว่าเป็นหนึ่งในแหล่งของแคลเซียมชั้นยอด โดยเฉพาะปลาซาร์ดีนและปลาแซลมอน เพ...
16/10/2021

💥สุดยอดอาหารใกล้ตัว . . บำรุงข้อเข่า

1. ปลา ปลานับว่าเป็นหนึ่งในแหล่งของแคลเซียมชั้นยอด โดยเฉพาะปลาซาร์ดีนและปลาแซลมอน เพราะด้วยความที่มีกระดูกของปลาชนิดนี้มีขนาดเล็ก จึงทำให้สามารถทาน และเคี้ยวได้ ซึ่งกระดูกของปลาดังกล่าวเรียกได้ว่าเป็นแหล่งของแคลเซียมชั้นเยี่ยม โดยแคลเซียมจะช่วยเสริมสร้างบำรุงกระดูกให้แข็งแรง อีกทั้งยังช่วยรักษามวลกระดูกอีกด้วย

2. นม คือ อาหารบำรุงกระดูกอันดับต้นๆ ที่คนนึกถึงก็คือน้ำนม เพราะแคลเซียมในนมนั้นเป็นแคลเซียมที่สามารถดูดซึมได้และยังเป็นอาหารที่หาดื่มได้ง่าย การดื่มนมเป็นประจำจึงช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุนได้

3. โยเกิร์ต เป็นผลิตภัณฑ์จากนมที่ช่วยให้กระดูกแข็งแรง และป้องกันโรคกระดูกเสื่อมได้ เพราะนอกจากมีแคลเซียมแล้ว ยังมีวิตามินดี แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส ซึ่งล้วนแต่เป็นแร่ธาตุที่มีส่วนสำคัญที่ทำให้กระดูกมีความแข็งแรง

4. กล้วย เป็นอาหารที่สามารถช่วยป้องกันการเกิดโรคกระดูกเสื่อม ข้อเข่าเสื่อมได้ เพราะกล้วยมีวิตามินเอ วิตามินซี วิตามินอี เหล็ก โปแตสเซียม และ แมกนีเซียม ซึ่งจะช่วยควบคุมการเจริญเติบโต ของโครงสร้างกระดูก

5. ถั่วอัลมอนด์ เป็นแหล่งของแมงกานีส วิตามินอี ไบโอติน คอปเปอร์และไบโอฟลาวิน ซึ่งสารอาหารเหล่านี้มีส่วนช่วยในการเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง อีกทั้งยังช่วย เพิ่มมวลของกระดูกด้วย ซึ่งถั่วอัลมอนด์เหมาะกับผู้ป่วย โรคกระดูกพรุนเป็นอย่างยิ่ง

นอกจากควรกินอาหารที่อุดมด้วยแคลเซียมแล้ว ยังควรกินผลไม้รสเปรี้ยวอย่าง ส้ม เนื่องจากมีงานวิจัยสนับสนุนว่า วิตามินซีและสารแอนติออกซิแดนต์ในส้ม หรือผลไม้รสเปรี้ยว ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคข้อเข่าเสื่อมได้ การกินผักและผลไม้ที่มีสีสันหลากหลาย เช่น มะเขือเทศสีแดง แครอตสีส้ม กะหล่ำปลีสีม่วง ข้าวโพดและฟักทองสีเหลือง ผักใบเขียวชนิดต่างๆ ก็สำคัญ เพราะในผักและผลไม้เหล่านี้ อุดมไปด้วยใย ซึ่งเป็นมีสารอาหารบํารุงข้อได้เช่นกัน และควรลดการดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เพราะสารกาเฟอีนในกาแฟจะทําให้ร่างกายขับแคลเซียมออกทางปัสสาวะ ส่งผลให้ระดับแคลเซียมในร่างกายเสียสมดุล จึงเกิดการสลายแคลเซียมในกระดูกมาใช้แทน นอกจากนี้ยังมีการศึกษาพบว่า การดื่มเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีนปริมาณมากเกินไปจะทําให้มวลกระดูกบางลง

🍀เพียงเท่านี้เราก็สามารถยืดอายุข้อต่อทั่วร่างกายให้คงประสิทธิภาพไว้ได้นานแสนนาน

ที่มา: บทความโดย รพ.บางปะกอก 3

กล้วยหอมประโยชน์ที่ได้รับจากกล้วยหอมกล้วยถือเป็นผลไม้ที่หากินได้ง่ายในบ้านเราแถมยังมีกล้วยให้เลือกกินอยู่หลายชนิดอีกต่าง...
04/06/2021

กล้วยหอม

ประโยชน์ที่ได้รับจากกล้วยหอม

กล้วยถือเป็นผลไม้ที่หากินได้ง่ายในบ้านเรา
แถมยังมีกล้วยให้เลือกกินอยู่หลายชนิดอีกต่างหาก แต่กล้วยที่ได้กินกันบ่อย ๆ ก็คงหนีไม่พ้นกล้วยน้ำว้า กล้วยไข่ และกล้วยหอม เพราะนอกจากจะกินกล้วยเป็นผลไม้แล้ว กล้วยแต่ละชนิดยังนำไปทำน้ำปั่นสมูทตี้กล้วย หรือ ไปทำขนมอร่อย ๆ ได้อีกด้วย แต่ถ้าเราจะกินกล้วยไปวัน ๆ โดยไม่รู้ ประโยชน์ที่ได้รับจากกล้วยหอม กันเลย มันก็ไม่ใช่นะคะ ดังนั้นวันนี้เราจะพาไปรู้จักกับสรรพคุณของกล้วยหอม มาดูกันว่าประโยชน์ของการกินกล้วยนั้นดีต่อสุขภาพอย่างไร

- กล้วยหอมช่วยป้องกันกระดูกเปราะ
จะเห็นได้ชัดว่ากล้วยหอมมีฟอสฟอรัสค่อนข้างสูง ซึ่งสารอาหารชนิดนี้จะมีส่วนช่วยเสริมความแข็งแรงของกระดูกเราได้ อีกทั้งในกล้วยหอมก็ยังมีแคลเซียมช่วยเสริมความแข็งแกร่งของกระดูกส่วนต่าง ๆ ในร่างกายได้อีกทาง
- กล้วยหอมช่วยต้านอนุมูลอิสระ
กล้วยเป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีอยู่พอสมควร ดังนั้นจะถือเป็นผลไม้ต้านอนุมูลอิสระตัวหนึ่งก็ไม่ผิดนัก อีกทั้งวิตามินซีที่มีอยู่ในกล้วยยังจะช่วยเสริมความแข็งแรงของหลอดเลือด และป้องกันโรคลักปิดลักเปิดได้ด้วยนะ
กล้วยหอมช่วยคลายเครียด
เมื่อร่างกายตกอยู่ในสภาวะเครียด ความดันเลือดก็จะสูงขึ้น ส่งผลให้เรารู้สึกไม่สบายเนื้อไม่สบายตัว หรืออาจก่อให้เกิดอาการปวดหัวตุบ ๆ ได้ ซึ่งจุดนี้โพแทสเซียมและวิตามินในกล้วยหอมจะช่วยลดความดันเลือดให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติ จึงทำให้ร่างกายลดระดับความตึงเครียดลงไปด้วยนั่นเอง
กล้วยหอมช่วยบำรุงสายตา
กล้วยหอมพกมาทั้งวิตามินเอ และเบต้า-แคโรทีน ซึ่งเป็นสารอาหารสำคัญต่อสุขภาพดวงตา มีส่วนช่วยบำรุงการทำงานของระบบประสาทตา จึงสามารถบำรุงสายตาและการมองเห็นได้เป็นอย่างดี
กล้วยหอมแก้ท้องผูก
ไฟเบอร์ที่มีอยู่ในกล้วยหอมเป็นไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำได้ ซึ่งดีต่อระบบขับถ่ายของเรามากเลยทีเดียว ดังนั้นใครมีอาการท้องผูกบ่อย ๆ ลองกินกล้วยหอมให้ได้ทุกวัน วันละ 1 ลูก ก็น่าจะช่วยแก้ท้องผูกให้คุณได้
กล้วยหอมช่วยเติมพลังให้ร่างกาย
บทบาทนี้ของกล้วยหอมต้องยกความดีความชอบให้กับวิตามินซีเลยค่ะ เพราะวิตามินซีมีส่วนสำคัญต่อกระบวนการผลิตพลังงานของร่างกาย ฉะนั้นใครอยากเติมพลังให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่า กล้วยหอมสักลูกก็ช่วยได้ โดยเฉพาะหากกินกล้วยหอมก่อนออกกำลังกาย ก็จะช่วยให้ออกกำลังกายได้นานขึ้นด้วยนะคะ

กล้วยหอมแก้อาการนอนไม่หลับ
กินกล้วยหอมก่อนนอนก็เป็นอีกหนึ่งวิธีแก้นอนไม่หลับได้ค่ะ เพราะกล้วยหอมอุดมไปด้วยกรดอะมิโนและทริปโตเฟน(Tryptophan) สารประกอบสำคัญของการสร้างเซโรโทนิน ฮอร์โมนในร่างกายที่ช่วยให้หลับง่ายขึ้น ดังนั้นใครมีอาการนอนหลับกระสับกระส่าย นอนไม่หลับบ่อย ๆ แนะนำให้กินกล้วยหอมหลังมื้อเย็นแล้วค่อยอาบน้ำนอน
กล้วยหอมช่วยย่อยอาหาร

กากอาหารในกล้วยหอมจะช่วยให้การทำงานของระบบย่อยอาหารคล่องตัวมากขึ้น ยิ่งถ้ากินกล้วยหอมได้บ่อย ๆ ก็จะช่วยปรับจูนระบบย่อยอาหารให้ทำงานได้เป็นปกติดี ชนิดที่เราไม่จำเป็นต้องพึ่งยาช่วยย่อยกันอีกเลย
กล้วยหอมลดความอ้วนได้

กล้วยหอมไม่ใช่ผลไม้แคลอรีต่ำ แต่จุดเด็ดที่ทำให้กล้วยหอมช่วยลดน้ำหนักได้ก็คือ กล้วยมีวิตามิน B1 และ B2 คอยช่วยเร่งการเผาผลาญน้ำตาลและไขมัน อีกทั้งยังมีคาร์โบไฮเดรตชนิดดีต่อร่างกาย มีไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำได้ ดังนั้นเมื่อกล้วยตกเข้าไปในระบบย่อยอาหารจึงดูดซับน้ำ พองตัวและช่วยทำให้ท้องรู้สึกอิ่มได้นานขึ้น

กล้วยหอมช่วยบำรุงหัวใจ
ในกล้วยหอมมีวิตามินและแร่ธาตุอีกหลายชนิดที่ดีต่อสุขภาพหัวใจ อีกทั้งยังมีสารต้านอนุมูลอิสระที่มีส่วนช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจได้อีกด้วย ที่สำคัญเบต้า-แคโรทีนในกล้วยหอมยังมีส่วนช่วยบำรุงความสมบูรณ์แข็งแรงของหลอดเลือดเราได้อีกทาง
ดังนั้นพยายามกินกล้วยหอมให้ได้ทุกวันก็จะ ” ดีต่อใจ ” มากๆ เพราะ ประโยชน์ที่ได้รับจากกล้วยหอม และสารอาหารนั้น มีมากมายจริงๆ
ที่มา: Kuvings Thailan

ปลาแซลมอน (Salmon)ปลาแซลมอนถือได้ว่าเป็นอาหารชั้นดี  ที่มากไปด้วยคุณประโยชน์ไม่ว่าจะเป็นในด้านการบำรุงสุขภาพ  ช่วยบำรุงห...
03/06/2021

ปลาแซลมอน (Salmon)

ปลาแซลมอนถือได้ว่าเป็นอาหารชั้นดี ที่มากไปด้วยคุณประโยชน์ไม่ว่าจะเป็นในด้านการบำรุงสุขภาพ ช่วยบำรุงหัวใจ และที่สำคัญปลาแซลมอนยังมีส่วนช่วยบำรุงสายตาได้ดีเลยทีเดียว โดยจะช่วยป้องกันตาแห้ง ซึ่งเหมาะสำหรับคนในยุคปัจจุบันที่ชอบจ้องหน้าจอเป็นเวลานาน เพราะในปลาแซลมอนมีโอเมก้า 3 ปริมาณมากนั่นเอง

"แซลมอน" แบบไหน ถึงจะดีต่อสุขภาพที่สุด

ประโยชน์ของ ปลาแซลมอน ที่หลายคนอาจไม่เคยรู้ รวมถึงคำแนะนำที่ว่ากรรมวิธีการปรุงแซลมอนแบบไหนที่จะทำให้ผู้รับประทานได้คุณประโยชน์จากเนื้อแซลมอนมากที่สุด
ประโยชน์ของแซลมอน
ปลาแซลมอน เป็นเนื้อปลาที่อัดแน่นไปด้วยสารอาหารและคุณประโยชน์มากมาย ดัง

กรดไขมันโอเมก้า 3 (Omega-3) เป็นกรดไขมันที่ร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นเองได้ จำเป็นต้องได้รับผ่านการรับประทานอาหาร ซึ่งแซลมอนอัดแน่นไปด้วยสารอาหารชนิดนี้

- กรดไขมันโอเมก้า 3 (Omega-3) เป็นกรดไขมันที่ร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นเองได้ จำเป็นต้องได้รับผ่านการรับประทานอาหาร ซึ่งแซลมอนอัดแน่นไปด้วยสารอาหารชนิดนี้
- เป็นแหล่งของวิตามินบี ซึ่งวิตามินบี ดีต่อสุขภาพหัวใจและสมอง และยังช่วยลดการอักเสบอีกด้วย
- มีโพแทสเซียมสูง สารโพแทสเซียมในปลาแซลมอน ช่วยในการควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในระดับที่สมดุล
- อัดแน่นไปด้วยสารซีลีเนียม (Selenium) ซึ่งดีต่อกระดูก กระตุ้นการทำงานของต่อมไทรอยด์ และช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็ง
- มีสารต้านอนุมูลอิสระที่ชื่อว่า แอสตาแซนธิน (Astaxanthin) ที่ดีต่อการทำงานของระบบประสาทและสมอง และช่วยในเรื่องของผิวพรรณด้วย
วิธีปรุงแซลมอนที่อร่อย และดีต่อสุขภาพที่สุดมีอะไรบ้าง

- ปลาแซลมอนย่าง
ไม่ควรย่างเกิน 10-15 นาที
- ปลาแซลมอนลวก
อย่าลวกนานจนเกินไป ให้ลวกเนื้อแซลมอนแค่เพียงไม่กี่นาทีเ
- ปลาแซลมอนอบ
การไม่เพิ่มไขมันให้กับเนื้อของ ปลาแซลมอน ถือเป็นแนวทางของการรับประทานแซลมอนที่ดีต่อสุขภาพ
- ปลาแซลมอน แบบรมควัน
- ปลาแซลมอนกระป๋อง
- ปลาแซลมอนดิบ
> ปลาแซลมอนดิบ มักมาในรูปแบบเมนูอย่าง ซูชิ หรือ ซาชิมิ ซึ่งข้อดีของปลาแซลมอนดิบคือ มีความสด และยังอัดแน่นไปด้วยสารอาหารมากมาย โดยเฉพาะกรดไขมันโอเมก้า 3 เพราะยังไม่ถูกนำไปผ่านกรรมวิธีใดๆ สิ่งสำคัญคือต้องแน่ใจว่า ปลาแซลมอน นั้นมีความสดใหม่จริงๆ
> อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะมีการปรุง ปลาแซลมอน ด้วยวิธีใดก็ตาม สิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามก็คือ วัตถุดิบที่นำมารับประทานหรือปรุงร่วมกับเนื้อแซลมอน โดยวัตถุดิบที่จะช่วยชูรสชาติของแซลมอน และให้คุณค่าทางสารอาหาร ได้แก่ เลมอน สลัดมันฝรั่ง หน่อไม้ฝรั่ง กะหล่ำปลีดาว วอลนัท ไวน์ขาว หรืออาจเป็นผัก ผลไม้ ธัญพืชอื่นๆ ได้ตามความต้องการ

วอเตอร์เครส (Watercress) หรือสลัดน้ำเป็นผักที่กำลังได้รับความนิยมในกลุ่มคนรักสุขภาพ เพราะอุดมไปด้วยสารอาหารหลายชนิด เป็น...
02/06/2021

วอเตอร์เครส (Watercress) หรือสลัดน้ำ

เป็นผักที่กำลังได้รับความนิยมในกลุ่มคนรักสุขภาพ เพราะอุดมไปด้วยสารอาหารหลายชนิด เป็นผักที่กำลังได้รับความนิยมในกลุ่มคนรักสุขภาพ เพราะอุดมไปด้วยสารอาหารหลายชนิด

อุดมไปด้วย แคลเซียม ธาตุเหล็ก สารต้านอนุมูลอิสระ และวิตามินต่าง ๆ ทั้งยังเชื่อกันว่ามีประโยชน์ต่อสุขภาพด้านอื่น ๆ ด้วย โดยเฉพาะสรรพคุณรักษาโรคมะเร็ง ซึ่งกำลังได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก
วอเตอร์เครสกับคุณค่าทางโภชนาการ

วอเตอร์เครสเป็นผักที่กินง่าย ซึ่งจะกินสด ๆ กินเป็นสลัด หรือนำไปประกอบอาหารเมนูอื่น ๆ ก็ได้ โดยวอเตอร์เครสปริมาณ 100 กรัม ให้พลังงานประมาณ 11 แคลอรี่เท่านั้น ทั้งยังปราศจากไขมัน และอุดมด้วยสารอาหารที่สำคัญต่อร่างกาย

- วิตามิน ผักชนิดนี้มีวิตามินเอและวิตามินซีที่มีส่วนสำคัญต่อการเจริญเติบโต การทำงานของระบบภูมิคุ้มกันและเนื้อเยื่อต่าง ๆ ในร่างกาย รวมถึงมีวิตามินเคที่ช่วยให้เลือดแข็งตัวด้วย
- แร่ธาตุ เช่น แคลเซียมที่ช่วยในการเสริมสร้างกระดูก โพแทสเซียมช่วยปรับระดับความดันโลหิตให้เป็นปกติ ธาตุเหล็กช่วยในการผลิตเม็ดเลือดแดง และแมงกานีสที่ช่วยในการทำงานของสมองและระบบประสาท เป็นต้น
- กากใยอาหาร ช่วยในการทำงานของระบบย่อยอาหาร และดีต่อระบบขับถ่าย
- สารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยต้านกระบวนการเกิดอนุมูลอิสระและการอักเสบในร่างกาย ซึ่งอาจนำไปสู่โรคร้ายแรงอย่างมะเร็ง โรคหลอดเลือดหัวใจ เบาหวาน และต้อกระจก
> กระแสการกินวอเตอร์เครสเพื่อประโยชน์ทางสุขภาพและการรักษาโรคนั้น เริ่มเป็นที่กล่าวถึงในวงกว้างมากขึ้น ซึ่งมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์บางส่วนกล่าวถึงสรรพคุณบางอย่างของวอเตอร์เครส ดังนี้
- ต้านอนุมูลอิสระและต้านการอักเสบ
- มีสารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญอย่าง ฟีนอลิก และ ฟลาโวนอยด์ ในปริมาณสูง โดยสารเหล่านี้มีหน้าที่ช่วยยับยั้งกระบวนการเกิด อนุมูลอิสระ ในร่างกายที่เป็นตัวการทำลายเนื้อเยื่อและก่อให้เกิดการอักเสบ ซึ่งอาจนำไปสู่โรคร้ายแรงในระยะยาวได้ อย่างโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคมะเร็งบางชนิด โรคต้อกระจก
> ต้านมะเร็ง
วอเตอร์เครสเป็นผักที่อุดมไปด้วยสารกลุ่มไอโซไธโอไซยาเนต ซึ่งเชื่อว่ามีฤทธิ์ต้านมะเร็งและพบได้มากในผักตระกูลกะหล่ำ สรรพคุณด้านนี้เริ่มได้รับความสนใจมากขึ้นหลังจากมีการนำสารสกัดจากวอเตอร์เครสมาทดลองโดยตรง
มีงานวิจัยในหลอดทดลองชิ้นหนึ่งทดสอบสรรพคุณต้านมะเร็งของวอเตอร์เครส
พบว่ามีฤทธิ์ช่วยยับยั้งเซลล์มะเร็งชนิดนี้ได้ทั้ง 3 ระยะ คือ ระยะเริ่มต้น ระยะเจริญเติบโต และระยะแพร่กระจาย
อย่างไรก็ตาม ควรมีการศึกษาเพิ่มเติมต่อไปว่าวอเตอร์เครสจะมีประโยชน์ในการป้องกันและรักษามะเร็งได้มากน้อยเพียงใด เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนก่อนนำมาประยุกต์ใช้ในทางการแพทย์ได้จริง ซึ่งในระหว่างนี้ ผู้บริโภคควรกินวอเตอร์เครสอย่างเหมาะสม และ คำนึงถึงความปลอดภัยด้วย
> ลดระดับน้ำตาลและไขมันคอเลสเตอรอลในเลือด
มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งค้นคว้าในด้านนี้ ด้วยการให้หนูทดลองที่เป็นเบาหวานกินสารสกัดจากใบ วอเตอร์เครส ผลปรากฏว่าหนูมีระดับน้ำตาลและไขมันในเลือดลดลง จึงเป็นไปได้ว่าการกินวอเตอร์เครสอาจส่งผลดีต่อผู้ป่วยเบาหวานที่เสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนอย่างไขมันในเลือดสูงด้วยเช่นกัน รวมทั้งช่วยลดความเสี่ยงจากโรคหลอดเลือดหัวใจไปด้วย
วอเตอร์เครสเป็นผักที่กินง่ายและกินได้แบบสด ๆ
ควรล้างให้สะอาด ก่อนนำมากินสด หรือ ปรุงเป็นเมนูอาหารทุกครั้งและ
กินผักชนิดนี้แต่พอดี คำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลัก

> เมนู จาก วอเตอร์เครส เช่น

- ทานสดจิ้มน้ำพริก
- ผัดเต้าเจี้ยว
- ต้มจืด
- ส้มตำ วอเตอร์เครส
- สลัด
- ผัดไข่
- ชุบแป้งทอด

คะน้า ผักใบเขียวเพื่อสุขภาพเป็นผักที่อยู่ที่เมนูอาหารไทยหลายเมนูด้วยกัน อีกทั้งคะน้ายังเป็นผักที่ให้ผลผลิตทุกฤดู เรียกได...
01/06/2021

คะน้า

ผักใบเขียวเพื่อสุขภาพ

เป็นผักที่อยู่ที่เมนูอาหารไทยหลายเมนูด้วยกัน อีกทั้งคะน้ายังเป็นผักที่ให้ผลผลิตทุกฤดู เรียกได้ว่าหาประโยชน์ของผักคะน้ามากินกันได้ทุกวัน แต่หากใครยังไม่รู้จักประโยชน์ของผักคะน้าว่ามีสรรพคุณดีอย่างไร วันนี้กระปุกดอทคอมได้นำประโยชน์ของคะน้า ผักใบเขียวเปี่ยมคุณค่า
คะน้ามีชื่อภาษาอังกฤษว่า Chinese Kale คะน้าจัดเป็นพืชใบเขียวที่ใบมีสีเขียวจัด และเป็นผักที่กินได้ทั้งใบไปจนถึงก้าน ผักคะน้ามีอยู่หลายชนิดด้วยกัน ทั้งคะน้าไทย คะน้าฮ่องกง ซึ่งขนาดต้นคะน้าและความกรอบ หวาน อาจแตกต่างกันเล็กน้อย ทว่าลักษณะและรสชาติโดยรวมก็ยังคงเป็นผักคะน้า พืชในตะกูลเดียวกันอยู่นั่นเอง
ประโยชน์ของคะน้า ผักใบเขียวเปี่ยมสรรพคุณ

1. เสริมภูมิคุ้มกัน
คะน้าเป็นผักที่มีวิตามินเอสูง แถมยังมีวิตามินซีอีกไม่น้อย ดังนั้นการรับประทานผักคะน้าจึงช่วยเพิ่มสารอาหารที่ดีต่อการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง มีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคต่าง ๆ โดยลดโอกาสเกิดการอักเสบของเนื้อเยื่อ และลดความเสี่ยงอาการเจ็บป่วยโดยรวมได้
2. บำรุงสายตา
สารต้านอนุมูลอิสระในผักคะน้าที่ชื่อว่าเบต้าแคโรทีน เป็นสารตั้งต้นของวิตามินเอ หมายความว่าสารต้านอนุมูลอิสระชนิดนี้สามารถเปลี่ยนตัวเองเป็นวิตามินเอ ส่งผลดีต่อการบำรุงดูแลดวงตาในด้านระบบประสาทตาและการมองเห็นได้ อีกทั้งยังมีสารลูทีน (Lutein) ซึ่งงานวิจัยพบว่า การทานอาหารที่มีลูทีนสูงจะช่วยลดความเสี่ยงโรคต้อกระจกลงถึง 20% เลย
3. เสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูก
จะเห็นได้ว่าคะน้าเป็นผักที่มีปริมาณแคลเซียมค่อนข้างสูง จึงจัดได้ว่าคะน้าเป็นอาหารเสริมแคลเซียมที่ดีชนิดหนึ่ง โดยเฉพาะคนที่แพ้นมวัวจะหันมารับแคลเซียมจากผักอย่างคะน้าก็ได้
4. บำรุงเลือด ป้องกันโลหิตจาง
ในคะน้ามีโฟเลตและธาตุเหล็กสูง ซึ่งสารทั้งสองชนิดนี้เป็นสารอาหารจำเป็นต่อการสร้างเม็ดเลือดแดง คะน้าจึงเป็นผักใบเขียวที่ช่วยบำรุงเลือด และลดความเสี่ยงภาวะโลหิตจางได้
5. บำรุงผิวพรรณ เพิ่มคอลลาเจนให้ผิว
นอกจากสารต้านอนุมูลอิสระอย่างเบต้าแคโรทีนแล้ว ในผักคะน้ารวมไปถึงผักใบเขียวทุกชนิดยังมีสารลูทีน ซึ่งเป็นสารกระตุ้นการผลิตคอลลาเจนในเซลล์ผิว ช่วยบำรุงผิวพรรณให้เรียบเนียนไร้ริ้วรอยแห่งวัยโดยไม่ต้องพึ่งสารเคมีหรือกระบวนการศัลยกรรมใด ๆ อีกทั้งวิตามินซีใน
ผักคะน้ายังจะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้เนื้อเยื่อมีความยืดหยุ่นมากขึ้นด้วย
6. ช่วยกระตุ้นการขับถ่าย
ผักคะน้ามีไฟเบอร์สูงมาก โดยเฉพาะในส่วนของใบคะน้า ดังนั้นการรับประทานผักคะน้าในปริมาณที่เหมาะสมก็มีส่วนช่วยเพิ่มใยอาหารให้ลำไส้ กระตุ้นระบบขับถ่ายให้มีความคล่องตัวมากขึ้นได้เหมือนกัน
7. ลดความเสี่ยงมะเร็ง

คะน้าเป็นผักที่มีวิตามินเอและสารต้านอนุมูลอิสระสูงมาก ซึ่งวิตามินเอที่เราได้จากคะน้ามีคุณสมบัติเป็นสารต้านการเกิดเซลล์มะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งลำไส้ มะเร็งปอด และมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ และยังมีวิตามินซีช่วยส่งเสริมภูมิคุ้มกันในร่างกาย ลดโอกาสเกิดการอักเสบของเนื้อเยื่อและเซลล์ต่าง ๆ ได้อีกด้วย

โทษของคะน้า อะไรที่ควรระวัง

ในผักคะน้าจะมีสารกอยโทรเจน (Goitrogen) สารที่มีส่วนยับยั้งการสร้างฮอร์โมนของต่อมไทรอยด์ โดยเฉพาะหากกินผักคะน้าดิบ ๆ ในปริมาณมาก อาจทำให้สารกอยโทรเจนเข้าไปขัดขวางการทำงานของระบบเมตาบอลิซึม จนก่อให้เกิดอาการท้องอืดตามมาได้ ทว่าหากนำผักคะน้าไปปรุงสุก สารกอยโทรเจนก็จะละลายหายไปกับความร้อน เราก็จะกินคะน้าได้อย่างสบายท้องมากขึ้น

คะน้าจัดเป็นผักที่มีสารตกค้างค่อนข้างสูง เนื่องจากคะน้าเป็นพืชที่ชอบมีศัตรูพืชมารบกวน เกษตรกรผู้ปลูกผักคะน้าจึงอาจจำเป็นต้องใช้ยากำจัดศัตรูพืชกับคะน้ามากขึ้น ส่งผลให้คะน้ามีสารตกค้างมาขึ้นไปด้วย ทว่าในปัจจุบันเกษตรอินทรีย์และการปลูกผักออร์แกนิกแพร่หลายมากขึ้น ก็หวังว่าผู้บริโภคอย่างเรา ๆ จะมีทางเลือกซื้อคะน้าที่ปลอดสารพิษกันมาบริโภคกันมากขึ้นตามไปด้วย

ทั้งนี้เพื่อความไม่ประมาท ก่อนนำคะน้ามาปรุงอาหาร แนะนำให้ล้างผักอย่างถูกวิธีเพื่อลดสารพิษตกค้าง

ที่มา : กองโภชนาการ กรมอนามัย

ผักหวานช้างเผือกจากพงไพรผักหวาน ในบ้านเรานั้นมีอยู่ 2 ชนิด นั่นคือ ผักหวานป่าและผักหวานบ้าน มีความแตกต่างที่แยกกันได้อย่...
30/05/2021

ผักหวาน

ช้างเผือกจากพงไพร

ผักหวาน ในบ้านเรานั้นมีอยู่ 2 ชนิด นั่นคือ ผักหวานป่าและผักหวานบ้าน มีความแตกต่างที่แยกกันได้อย่างชัดเจนมีดังนี้…
“ผักหวานป่า” จะเป็นพืชยืนต้นขนาดกลาง ใบมีลักษณะเป็นใบเดี่ยวเป็นรูปไข่หรือรูปรี สีของใบเขียวเข้ม ผลกลมรี
“ผักหวานบ้าน” เป็นพุ่มไม้ยืนต้นขนาดเล็ก มีใบเรียวแหลม ด้านบนของใบจะเป็นสีเขียวส่วนด้านล่างจะเป็นสีเขียวอ่อน และผลของผักหวานบ้านจะกลมกว่า

ฤดูเก็บเกี่ยว “ผักหวาน”

ผักหวานทั้ง 2 ชนิดมีช่วงเวลาการเก็บเกี่ยวที่แตกต่างกัน โดยผักหวานบ้านจะก็บเกี่ยวได้ตลอดทั้งปี ไม่เหมือนกับผักหวานป่าที่เก็บได้แค่ช่วยปลายฤดูหนาวถึงต้นฤดูฝนเท่านั้น ทั้งนี้ ผักหวานป่ายังเป็นผักที่มีราคาแพงและหาทานได้ยากกว่า

สรรพคุณทางยาโบราณ

ผักหวานป่าถูกนำมาใช้เป็นยาแพทย์แผนไทยกันมาช้านาน เรามาดูกันดีกว่าว่าจะมีอะไรบ้าง…
คนโบราณนิยมนำรากและใบมาใช้รักษาโรค อาทิ รักษาแผล บรรเทาอาการปวดในข้อ แก้ปวดหัว แก้ปวดท้อง
ผักหวานเป็นผักมีฤทธิ์เย็นในรากของผักหวานป่านั้นสามารถนำมาถอนพิษได้ดี แก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้พิษไข้ และบรรเทาอาการน้ำดีพิการได้
ต้นก็นิยมนำมาใช้เป็นยากวาดคอเด็ก และแก้ลิ้นเป็นฝ้าขาว

สรรพคุณบำรุงร่างกาย

อุดมไปด้วยแคลเซียมและฟอสฟอรัส ในผักหวานสามารถช่วยบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง ทำให้กระดูกไม่เปราะหักง่าย ส่งผลให้การยืดหดของกล้ามเนื้อมีประสิทธิภาพมากขึ้น
- มีวิตามินซีก็สูง ป้องกันสารอนุมูลอิสระมาทำลายเซลล์ ป้องกันการเกิดโรคมะเร็งผิวหนังจากแสงแดด และช่วยไม่ให้ผิวหนังเหี่ยวย่นก่อนวัย
- มีเบต้าแคโรทีนสูงมาก ช่วยบำรุงสายตาและลดความเสี่ยงตาบอดกลางคืน และวิตามินบี 2 ที่มีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของร่างกาย
- มีไฟเบอร์ในปริมาณค่อนข้างสูง ทำให้ผักหวานมีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อนๆ ยิ่งใครที่มีอาการท้องผูกบ่อยๆ หากรับประทานผักหวานเป็นประจำ จะทำให้ขับถ่ายคล่องขึ้น

ข้อควรระวังในการรับประทานผักหวานป่า

เพราะมีพืชอีกชนิดหนึ่งที่มีลักษณะคล้ายผักหวานป่า นั่นก็คือ “ผักหวานเมา” เป็นผักที่อยู่ในวงศ์เดียวกัน เมื่อประทานเข้าไปแล้วส่งผลให้มีอาการเวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน และอาจทำให้เสียชีวิตได้ วิธีสังเกต คือ ผักหวานป่าจะมีใบกรอบเปราะ ขยำแล้วจะได้ยินเสียงกรอบแกรบ แต่ผักหวานเมาจะมีใบเหนียวนุ่มไม่หักง่าย ที่สำคัญยังควรหลีกเลี่ยงการรับประทานผักหวานป่าแบบสด ๆ ด้วย เพราะอาจจะทำให้เกิดอาการเบื่อเมา อาเจียน และเป็นไข้

ประโยชน์ของผักหวาน

รากผักหวาน สามารถนำมาทำยาได้ เนื่องจากรากมีฤทธิ์เย็น สรรพคุณช่วยแก้ไข้ แก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้กระสับกระส่าย แก้อาการของธาตุไฟได้ตามแพทย์แผนไทย
ส่วนยอด ใบอ่อน และช่อผลอ่อนของผักหวานทั้งสองชนิด มีรสชาติหวาน กรอบ อร่อยนำมาปรุงอาหารได้หลายชนิด เช่น ต้มจิ้มน้ำพริกหรือแจ่ว ผัด อ่อม แกงใส่หน่อไม้ หรือแกงเปรอะ แกงเห็ด แกงเลียง แกงจืด ผัดผัก ยำผัก
ผลแก่ผักหวาน อาจลอกเนื้อทิ้ง แล้วนำเมล็ดไปต้มรับประทานได้เช่นเดียวกับเมล็ดขนุน มีรสหวานมัน
ที่มา: acuisine

“กีวี”ใครที่ชื่นชอบการทานผลไม้รสเปรี้ยว โดยเฉพาะผลไม้เมืองหนาวผลสีเขียวอย่าง “กีวี” แนะนำให้มาลองอ่านเรื่องราวดี ๆ เกี่ย...
29/05/2021

“กีวี”
ใครที่ชื่นชอบการทานผลไม้รสเปรี้ยว โดยเฉพาะผลไม้เมืองหนาวผลสีเขียวอย่าง “กีวี” แนะนำให้มาลองอ่านเรื่องราวดี ๆ เกี่ยวกับประโยชน์ของการทานผลไม้ชนิดนี้ที่วันนี้เรานำมาฝากกันค่ะ จะมีประโยชน์อะไรที่น่าสนใจบ้าง ตามมาดูกันเลย
ต้องการวิตามิน E เชิญทางนี้
กีวีผลเล็ก ๆ นี่แหละค่ะที่เป็นแหล่งรวมวิตามิน E ไว้มากมายเลยทีเดียว โดยเฉพาะสาว ๆ ที่เริ่มกังวลเรื่องของอายุที่เพิ่มขึ้น ต้องพึ่ง “กีวี” บ่อย ๆ แล้วค่ะ เพราะกีวีขึ้นชื่อว่ามีวิตามิน E ที่ค่อนข้างเยอะ ช่วยในการชะลอความแก่ มีสารอนุมูลอิสระที่ลดความเสื่อมของอวัยวะต่าง ๆ ที่สำคัญช่วยลดระดับโคเลสเตอรอลและช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดียิ่งขึ้น
กีวี ดี๊ดีสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์
ในผลกีวีมีปริมาณของ “โฟเลต” ที่สูงมากเมื่อเปรียบเทียบกับผลไม้ชนิดอื่นเช่นมะม่วง กล้วยหรือแอปเปิ้ล ซึ่งโฟเลตที่ว่านี้มีความสำคัญในการสร้างสารพันธุกรรม จึงเป็นสารอาหารที่จำเป็นสำหรับสตรีมีครรภ์หรือเด็กทารก ซึ่งเป็นระยะที่ต้องการเซลล์ใหม่ให้กับร่างกาย ถ้าใครที่กำลังมีลูกน้อยหรือกำลังตั้งครรภ์แนะนำให้ทานกีวีเป็นประจำอย่างน้อยอาทิตย์ละ 3 ครั้งจะดีต่อสุขภาพ ผิวพรรณรวมไปถึงเซลล์เม็ดเลือดที่ดีด้วย
“ไฟเบอร์” ช่วยหุ่นสวยสุขภาพดี
กีวีเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยเส้นใยอาหารหรือที่เราเรียกว่า “ไฟเบอร์” ซึ่งแม้จะเป็นสารที่ไม่ใช้พลังงานในร่างกาย แต่ช่วยทำให้ระบบทางเดินอาหารอิ่มเร็วและนานยิ่งขึ้น รวมไปถึงทำหน้าที่เสมือนดีท็อกซ์ ชำระล้างปรับระบบย่อยอาหารได้ดี จุดนี้แหละค่ะ ถูกใจสาว ๆ มาก เพราะช่วยทำให้สามารถควบคุมน้ำหนักได้ดีอีกด้วย ถ้ากำลังอยู่ในช่วงเวลาหักห้ามใจกับการทานอาหารอยู่ล่ะก็ แนะนำให้ปอกกีวีทานสัก 1 - 2 ผล รับรองว่าอารมณ์ดี อิ่มท้อง น้ำหนักลงแน่นอน
วิตามิน C ก็สูงมากเหมือนกัน
ในผลกีวีนอกจากจะอุดมไปด้วยวิตามิน E ที่มีสารอนุมูลอิสระอยู่จำนวนมากแล้ว ในกีวีก็ยังอัดแน่นไปด้วย “วิตามิน C” ที่ช่วยในการกระตุ้นการทำงานของภูมิคุ้มกันในร่างกาย ช่วยให้ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บได้ง่าย เช่นอาการไข้หวัด ฯลฯ นอกจากนี้ยังช่วยในการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอพร้อมสร้างเซลล์ใหม่ให้กับร่างกายอีกด้วย
ช่วยบำรุงสายตา ป้องกันโรคจอประสาทตาเสื่อม
นอกจากผลไม้ชนิดเบอร์รีสีสันสดใสชนิดอื่นแล้ว ใน “กีวี” ก็มีสารที่ช่วยเรื่องโรคตาได้เหมือนกัน โดยสารลูทีนและซีแซนทีนในกีวี เป็นสารแอนตี้ออกซิเดนท์ที่ช่วยปกป้องสายตา ลดความเสี่ยงการเป็นโรคจอประสาทตาเสื่อม ถ้าคุณเป็นหนึ่งคนที่มักจะทำงานหรือใช้กิจกรรมทางสายตาค่อนข้างเยอะ เช่นอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์นาน ๆ ต้องหมั่นทานกีวีเป็นประจำนะคะ
ลดความเสี่ยงโรคมะเร็ง
สารไฟโตเคมิคอลในกีวี เป็นตัวช่วยชั้นดีในการต่อสู้กับสารอนุมูลอิสระที่ทำลายส่วนต่าง ๆ ในร่างกาย ซึ่งเป็นจุดกำเนิดในการเกิดมะเร็งในร่างกาย การทานกีวีโดยเฉพาะผลกีวีที่ค่อนข้างใหญ่ ก็จะช่วยในการรักษาภูมิคุ้มกันต่าง ๆ ในร่างกายให้แข็งแรงยิ่งขึ้น โรคร้ายอย่างมะเร็งก็มีโอกาสถามหาได้ยาก
เห็นไหมละคะ ว่ากีวีนั้นดีมากมายจนรู้สึกว่าถ้าไม่เลือกทานก็คงต้องพลาดอะไรดี ๆ ต่อสุขภาพอย่างแน่นอน อย่าลืมหมั่นทานกีวีเป็นประจำทุกอาทิตย์จะช่วยให้สุขภาพดีขึ้นจริง ๆ ค่ะ

ประโยชน์และสรรพคุณน้ำมะพร้าว ดื่มเป็นประจำจะเห็นถึงผลลัพธ์ที่ไม่น่าเชื่อ!สรรพคุณน้ำมะพร้าวอ่อน- ชะลอโรคอัลไซเมอร์การดื่ม...
28/05/2021

ประโยชน์และสรรพคุณน้ำมะพร้าว ดื่มเป็นประจำจะเห็นถึงผลลัพธ์ที่ไม่น่าเชื่อ!
สรรพคุณน้ำมะพร้าวอ่อน
- ชะลอโรคอัลไซเมอร์
การดื่มน้ำมะพร้าวทุกวันจะช่วยชะลอการเกิดโรคอัลไซเมอร์ เพราะในน้ำมะพร้าวมีเอสโตรเจน มะพร้าว หรือคนไทยเรียกกันว่า ฮอร์โมนเพศหญิง ซึ่งมีผลช่วยชะลอการเกิดโรคความจำเสื่อมในสตรีวัยทอง
- ช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจ
การดื่มน้ำมะพร้าวจะช่วยลดคอเลสเตอรอลที่ไม่ดีและช่วยเพิ่มคอเลสเตอรอลที่ดีจึงทำให้ดีต่อหัวใจและหลอดเลือดอีกทั้งยังช่วยป้องกันการก่อตัวของลิ่มเลือด จึงช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจวายและโรคหลอดเลือดสมองได้
- แก้อาการเมาค้าง
น้ำมะพร้าว อุดมไปด้วยสารอีเล็กทรอไลท์ (Electrolytes) ซึ่งเป็นสารที่มีอยู่ในเครื่องดื่มเกลือแร่แต่น้ำมะพร้าวกลับมีสารนี้มากกว่า จึงช่วยทำให้ทดแทนการสูญเสียน้ำภายในร่างกายได้ดีกว่า และยังเป็นการเพิ่มปริมาณน้ำและเกลือแร่ในร่างกายหลังจากการดื่มหนักอีกด้วย
- ลดความดันโลหิต
น้ำมะพร้าวมีวิตามินซี แมกนีเซียมสูงรวมถึงโพแทสเซียม ที่จะช่วยลดระดับความดันในร่างกายได้อีกด้วย มีผลการศึกษาว่าน้ำมะพร้าวช่วยลดความดันโลหิตสูงได้ถึง 71%
- ช่วยสมานแผล
น้ำมะพร้าวยังช่วยสมานแผลให้หายเร็วขึ้นจึงเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยที่มีการสมานแผลช้ากว่าปกติ เช่น ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ผู้ป่วยที่ต้องทำผ่าตัดเพื่อความงามของใบหน้าก็สามารถดื่มน้ำมะพร้าวเพื่อป้องกันการเกิดรอยแผลเป็นได้
- บำรุงผิวพรรณ
หากดื่มน้ำมะพร้าวอ่อนเป็นประจำจะทำให้ผิวขาวใส เปล่งปลั่ง เพราะในน้ำมะพร้าวมีเอสโตรเจนซึ่งมีส่วนสำคัญต่อคอลลาเจนและอีลาสตินที่จะช่วยทำให้ผิวเกิดความยืดหยุ่น กระชับ อีกทั้งยังช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยก่อนวัย
- ป้องกันโรคทางเดินปัสสาวะอักเสบ
น้ำมะพร้าวมีคุณสมบัติเป็นธาตุเย็น จึงช่วยลดอุณหภูมิความร้อนในร่างกาย ขับสารพิษ ชำระล้างร่างกาย และยังมีฤทธิ์ในการขับปัสสาวะและสารพิษออกจากร่างกาย จึงช่วยป้องกันการเกิดโรคทางเดินปัสสาวะอักเสบได้อีกด้วย
- ช่วยบำรุงกระดูก
น้ำมะพร้าวมีไขมันอิ่มตัวที่มีคุณสมบัติละลายน้ำจึงช่วยเพิ่มการดูดซึมแคลเซียมของเซลล์ในระบบทางเดินอาหารได้ดีขึ้นทำให้บำรุงกระดูกได้อย่างเต็มที่ อีกทั้งหากดื่มน้ำมะพร้าวอ่อนเป็นประจำยังช่วยป้องกันภาวะกระดูกพรุนได้อีกด้วย
ที่มา: Health Mthai Team

คะน้าเม็กซิโก ใช้แทนผงชูรส“คะน้าเม็กซิโก” หรือมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า “ผักไชยา” หรือ “ผักชายา” หลายคนคงเคยรับประทานพืชนิด...
27/05/2021

คะน้าเม็กซิโก ใช้แทนผงชูรส

“คะน้าเม็กซิโก” หรือมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า “ผักไชยา” หรือ “ผักชายา” หลายคนคงเคยรับประทานพืชนิดนี้มาแล้ว เพราะนอกจาก ใบกรุบกรอบ ไม่มีรสขม ไม่มีกลิ่นเหม็นเขียว ยังมีรสอร่อยใช้แทนผงชูรส และคุณค่าทางอาหารสูง มีประโยชน์มหาศาลอย่างไร เรามาติดตามเรื่องราวผักบ้านๆ อย่าง “คะน้าเม็กซิโก…ต้นไม้แสนอร่อย”

- คุณค่าทางโภชนาการผักไชยาสูงกว่าผักใบเขียวอื่นๆ 2-3 เท่า และมีโปรตีนสูง ธาตุเหล็กสูง รวมถึงปริมาณแคลเซียมสูงกว่าผักโขมหลายเท่า โดยใบคะน้าเม็กซิโก 100 กรัม จะได้คุณค่าทางโภชนาการ ดังนี้ น้ำ 85.3%, คาร์โบไฮเดรตรวม 4.2%, โปรตีน 5.7%, ไขมัน 0.4%, ใยอาหาร 1.9% และยังมีแร่ธาตุต่างๆ เช่น แคลเซียม 199.4 มก., โพแทสเซียม 217.2 มก., ฟอสฟอรัส 39.0 มก., เหล็ก 11.4 มก. วิตามินซี 164.7 มก. (กินสดๆ) และวิตามินเอ 0.085 มก.

ผักไชยา ช่วยป้องกัน 4 โรคฮิต คนรักสุขภาพใช้แทนผงชูรส :

จากการศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาพบว่าคะน้าเม็กซิโกมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ช่วยปกป้องหลอดเลือดและหัวใจ ต้านอนุมูลอิสระ ลดน้ำตาลในเลือด และลดไขมันในเลือด และอีกสรรพคุณโดดเด่นของคะน้าเม็กซิโกที่โดนใจคนรักสุขภาพ และผู้ป่วยโรคไตที่ต้องลดปริมาณโซเดียม ใช้ผักไชยาแทนการใช้ผงชูรส คนไทยจึงเรียกกันอีกชื่อว่า “ต้นผงชูรส” เพราะในต้นและใบไชยา มีลักษณะรสหวานธรรมชาติคล้ายดั่งการปรุงอาหารที่ใส่ผงชูรสเพื่อให้อาหารมีรสกลมกล่อม

ใช้ผิดวิธี เสี่ยงได้โทษ :

ส่วนที่นิยมนำมารับประทานคือ “ใบ” และ “ยอดอ่อน” ซึ่งมีรสชาติคล้ายกับคะน้า ไม่มีรสขม ไม่เหม็นเขียว สามารถนำมาประกอบอาหารได้หลายเมนูเช่นเดียวกับผักคะน้าหรือผักทั่วๆ ไป เช่น ใส่ในน้ำซุปต่างๆ แกงส้ม ผัดน้ำมันหอย ลวกจิ้มกับน้ำพริกต่างๆ ต้มจืดหมูผักไชยา ผัดกับไข่ หรือเนื้อสัตว์ต่างๆ

มีข้อระวังในการนำมารับประทาน คือ ห้ามรับประทานแบบสดๆ เพราะใบและยอดมีสารพิษกลุ่มไฮโดรไซยานิก ไกลโคไซด์ (hydrocyanic glycosides) ทำให้ระบบทางเดินอาหารระคายเคืองได้ ดังนั้นการจะนำผักไชยามารับประทานต้องปรุงผ่านความร้อน 15-20 นาที เพื่อสารพิษดังกล่าวถูกทำลายสลายหายไป และผู้ที่ผิวแพ้ง่ายต้องระวังยางของต้นสัมผัสผิวอาจก่อให้เกิดการระคายเคืองได้ด้วยเช่นกัน

ที่มา: .thairath.co.th/scoop

ที่อยู่

242 ถนนสุวินทวงศ์ แขวงแสนแสบ เขตมีนบุรี
Bangkok
10510

เบอร์โทรศัพท์

+66833117558

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ดีบูน Dboone สำหรับข้อและกระดูก คุณศิราผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ การปฏิบัติ

ส่งข้อความของคุณถึง ดีบูน Dboone สำหรับข้อและกระดูก คุณศิรา:

แชร์