ปวดเข่า กระดูกทับเส้น D-Boon-ne บำรุงกระดูก

ปวดเข่า กระดูกทับเส้น D-Boon-ne บำรุงกระดูก ดีบูน ผลิตภัณฑ์ บำรุงกระดูก ช่วยให้?

🟢“ดีบูนชนิดผง..เข้มข้น”🟢📌 วิธีการทาน 📌1 ซอง ชงในน้ำดื่มอุณภูมิปกติหรือน้ำเย็น ครึ่งแก้ว ทานหลังอาหารเช้า วันละ1ครั้ง***ค...
26/10/2021

🟢“ดีบูนชนิดผง..เข้มข้น”🟢
📌 วิธีการทาน 📌
1 ซอง ชงในน้ำดื่มอุณภูมิปกติหรือน้ำเย็น ครึ่งแก้ว ทานหลังอาหารเช้า วันละ1ครั้ง
***ควรทานต่อเนื่องทุกวัน ใกล้หมดจะโทรมาสอบถามอาการนะครับ
แบบผง 1 กล่อง มี 5 ซอง
1 กล่อง 1,085
2 กล่อง 2,170
3 กล่อง 3,200
6 กล่อง 6,200
ปรึกษาอาการ/สั่งซื้อ
☎️โทร 064-7837932
☎️โทร 084-0125514

🙏🏻ขอบคุณครับ🙏🏻

สุขภาพของเราจะดีหรือแย่ ขึ้นอยู่กับการดูแลตัวเอง โดยเฉพาะในเรื่องอาหารการกิน เพราะอย่างที่เห็นกันค่ะว่าโรคภัยไข้เจ็บมาเย...
21/10/2021

สุขภาพของเราจะดีหรือแย่ ขึ้นอยู่กับการดูแลตัวเอง โดยเฉพาะในเรื่องอาหารการกิน เพราะอย่างที่เห็นกันค่ะว่าโรคภัยไข้เจ็บมาเยือนก็เพราะเราขาดความใส่ใจด้านสุขภาพ กินอาหารที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นหากอยากเลี่ยงโรคภัย พร้อมทั้งบำรุงดูแลสุขภาพไปด้วยในตัว สิ่งที่เราควรทำมากที่สุดก็คือการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์กับสุขภาพเป็นอันดับแรก

1. รังนก
อาหารเพื่อสุขภาพที่สำคัญอย่างหนึ่งที่เราไม่ควรพลาดก็คือรังนกแท้ค่ะ เพราะรังนกแท้เปรียบเสมือนอาหารบำรุงร่างกายตามตำรับชาวจีน ซึ่งช่วยบำรุงร่างกายให้แข็งแรง ลดอาการอ่อนเพลีย ลดอุณหภูมิความร้อนในร่างกายให้กลับเป็นปกติ จัดเป็นอาหารช่วยบำรุงธาตุอย่างหนึ่ง

2. จมูกข้าวญี่ปุ่น
เพราะสมองคืออวัยวะสำคัญ ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานทุกอย่างของร่างกาย ดังนั้นเราต้องบำรุงสมองด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อสมองและเสริมสร้างความจำ อย่าง “จมูกข้าวญี่ปุ่น” เพราะจมูกข้าวญี่ปุ่นอุดมไปด้วย 4 สุดยอดสารอาหารสำคัญที่มีส่วนช่วยในการทำงานของระบบประสาทและสมอง อันได้แก่ กาบา, กรดไขมันโอเมก้า 3, วิตามินบี 12 และฟอสโฟไลปิด ซึ่งต่างก็มีคุณสมบัติที่ดีต่อสมอง ทั้งช่วยกระตุ้น บำรุง ดูแล และซ่อมแซมระบบประสาทและสมองของเราได้อย่างรอบด้าน อีกทั้งยังช่วยเพิ่มสมาธิและเสริมสร้างความจำได้เป็นอย่างดีเลยล่ะ

3. แพร์
แพร์ หรือยูโรเปียนแพร์ เป็นผลไม้ที่มีเส้นใยสูง และอุดมไปด้วยสารอาหารสำคัญที่ดีต่อหัวใจถึง 2 ชนิดด้วยกัน คือ “ไฟเบอร์เพคติน” ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยดักจับคอเลสเตอรอลก่อนถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย และยังช่วยขัดขวางการดูดซึมของไขมันไม่ให้เข้าสู่กระแสเลือด อีกสารอาหารสำคัญก็คือ “วิตามินซี” ที่ช่วยป้องกันและมีส่วนช่วยยับยั้งการทำงานของคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี จึงช่วยป้องกันเส้นเลือดอุดตัน ทั้งยังช่วยเพิ่มความต้านทานต่อโรคหัวใจ รวมทั้งช่วยต้านอนุมูลอิสระ ดังนั้นประโยชน์ของยูโรเปียนแพร์จึงช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจและโรคความดันโลหิตได้อย่างไม่ต้องสงสัย

4. มานูก้าฮันนี่ หรือน้ำผึ้งมานูก้า
คือน้ำผึ้งแท้ 100% จากนิวซีแลนด์ที่ถูกขนานนามว่าเป็นน้ำผึ้งที่ดีที่สุดในโลก ! โดยจากการวิจัยทางวิทยาศาสตร์พบว่า น้ำผึ้งมานูก้ามีคุณสมบัติที่เหนือกว่าน้ำผึ้งทั่วไปในการบำรุงผิว ช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ที่สำคัญยังช่วยต่อต้านแบคทีเรียและเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ นอกจากนี้ในน้ำผึ้งมานูก้ายังประกอบไปด้วยกรดอะมิโน 16 ชนิด รวมไปถึงแร่ธาตุต่าง ๆ มากมาย จึงมีส่วนช่วยในการเสริมภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ช่วยปรับสมดุลในระบบย่อยอาหาร แก้ท้องผูก บำรุงเลือด แก้นอนไม่หลับ บรรเทาอาการไอ และยังช่วยลดความรุนแรงของโรคกรดไหลย้อนได้ด้วย

5. โสมเกาหลี
โสมเกาหลีเป็นที่ยอมรับในวงกว้างว่าเป็นโสมที่ดีที่สุด เพราะอัดแน่นไปด้วยคุณประโยชน์ต่อร่างกาย เนื่องด้วยมีสารสำคัญอย่างจินเซนโนซายด์ ซึ่งเป็นสารที่ช่วยบำรุงสุขภาพภายใน ทั้งช่วยปรับสมดุลร่างกายตามธรรมชาติ ช่วยส่งเสริมการทำงานของไต มีส่วนช่วยในการกำจัดสารพิษในตับ ช่วยบำรุงสมอง และระบบประสาท ช่วยเสริมสร้างความจำ บรรเทาความเครียด ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด แถมยังมีส่วนช่วยให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่า และยังเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้ผิวพรรณดูอ่อนกว่าวัยด้วยนะคะ

 #เข่าดังก๊อบแก๊บ เสี่ยงข้อเข่าเสื่อมเสียงก๊อกแก๊ก สัญญาณเตือน “ข้อเข่าเสื่อม”เวลาเดินขึ้น-ลง บันได เคยมีเสียง “ก๊อกแก๊ก...
23/09/2021

#เข่าดังก๊อบแก๊บ เสี่ยงข้อเข่าเสื่อม
เสียงก๊อกแก๊ก สัญญาณเตือน “ข้อเข่าเสื่อม”
เวลาเดินขึ้น-ลง บันได เคยมีเสียง “ก๊อกแก๊ก” ดังที่หัวเข่าทั้งสองข้างไหม? นั่นใช่สัญญาณเตือนของโรคข้อเข่าเสื่อมใช่หรือไม่ …ก่อนอื่นเราควรแยกเสียงออกเป็น 2 แบบก่อน คือ เวลาเดินขึ้นลงบันได มีเสียงดัง เข่าดังก๊อกแก๊กอย่างเดียว ไม่มีอาการปวดร่วมด้วย กับอีกแบบคือได้ยินทั้งเสียงและมีอาการปวดร่วมด้วย


ถ้า “เข่า” มีเสียงดังก๊อกแก๊กเฉยๆ โดยเฉพาะเวลางอเข่ามากๆ เช่น นั่งยองๆ หรือลุกจากเก้าอี้ที่นั่งต่ำๆ เสียงดังแบบนี้เกิดจากการ “ขบกัน” ของผิวกระดูกอ่อนหรือเนื้อเยื่อกับเส้นเอ็นในข้อเข่า ไม่ใช่ความผิดปกติที่เกิดจากข้อเข่าเสื่อม


แต่ในตรงกันข้าม ถ้าเสียงดังก๊อกแก๊กนั้นมีอาการปวด เข่าสั่น ร่วมด้วย เช่น ปวดเข่าเวลาวิ่ง กระโดด ขึ้น-ลง บันได ปวดเข่าเมื่อนั่งพับเพียบหรือนั่งยองๆ ไม่ค่อยมีแรง ทรงตัวไม่ค่อยได้ ให้สันนิษฐานเบื้องต้นได้เลยว่า “ข้อเข่าเราน่าจะมีปัญหา!! เพราะอาการปวดร่วมกับเสียงก๊อกแก๊กที่ดังนั้น อาจมาจากน้ำหล่อเลี้ยงในข้อเข่าน้อย หรือ กระดูกข้อเข่าสึกกร่อน

#การรักษาเสียงดังที่เข่าจาก “ข้อเข่าเสื่อม”
ขึ้นอยู่กับสาเหตุ เสียงดังที่เกิดจากข้อเข่าเสื่อมนั้น “ระยะแรก” คนที่อาการไม่เป็นมาก สามารถใช้วิธีการบริหารหัวเข่า จากการบริหารกล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้าและกล้ามเนื้อสะโพก หลีกเลี่ยงท่านั่งที่ต้อง “งอเข่า” มากๆ

#ที่สำคัญการรักษาข้อเข่าเสื่อม คือเรื่อง “น้ำหนักตัว” มีส่วนสำคัญและจำเป็นต้อง “ลดน้ำหนัก” ให้คนที่มีน้ำหนักตัวมากเกินไป ทำร่วมกับการรักษา ทั้งการรับประทานยาหรือฉีดยา เนื่องน้ำหนักตัวมีผลโดยตรงต่อแรงกระแทกบริเวณข้อเข่า หากมีน้ำหนักตัวที่พอดีจะช่วยลดแรงกระแทกภายในข้อเข่าลงไปได้

นอกจากนี้คนที่มีปัญหาข้อเข่าเสื่อม ในช่วงที่เริ่มทำการรักษานั้นควรหลีกเลี่ยงการยืน และการเดินนานๆ เพื่อ “เข่า” จะได้ไม่ต้องรับน้ำหนักตัวตลอดเวลา และเป็นการลดอาการบาดเจ็บให้น้อยลงได้ด้วย

#รีบเช็คอาการข้อเข่าตัวเอง ก่อนสาย
ข้อเข่ามีความสำคัญในการเคลื่อนไหวร่างกายอย่างมาก อย่าใช้ผิดท่า หรือถ้ามีความผิดปกติ แม้รู้สึกปวดเพียงเล็กน้อยต้องรีบ “เช็ก” สัญญาณข้อเข่าเสื่อม แล้วรักษาอาการโดยเร็วอย่าปล่อยทิ้งไว้เนินนานไม่เป็นผลดีต่อตัวเอง

วัยหมดประจำเดือนหรือ “วัยทอง” ในผู้หญิง ส่งผลกระทบหลายประการต่อสุขภาพและร่างกายของผู้หญิง แต่ผู้ชายก็สามารถพบอาการและการ...
06/09/2021

วัยหมดประจำเดือนหรือ “วัยทอง” ในผู้หญิง ส่งผลกระทบหลายประการต่อสุขภาพและร่างกายของผู้หญิง แต่ผู้ชายก็สามารถพบอาการและการเปลี่ยนแปลงได้หลายอย่างในขณะที่อายุมากขึ้น ซึ่งบางคนเปรียบเทียบอาการนี้ว่าเป็น วัยทองในผู้ชาย แต่ก็ยังเป็นข้อถกเถียงกันอยู่ว่า ผู้ชายมีภาวะ “วัยทอง” เหมือนผู้หญิงจริงหรือเปล่า

อาการ “วัยทอง” ในผู้ชาย
ในช่วงวัยหมดประจำเดือน ผู้หญิงมักจะเกิดอาการหลายอย่าง เนื่องมาจากการลดลงของฮอร์โมนเพศ ซึ่งก็เป็นอาการที่สามารถพบได้ในผู้ชายที่มีอายุมากขึ้นด้วยเช่นกัน อย่างเช่น

อาการร้อนวูบวาบ

อารมณ์เสีย หงุดหงิดง่าย

ไขมันสะสมรอบเอวและหน้าอก

สูญเสียมวลกล้ามเนื้อ

ผิวแห้งและบางลง

เหงื่อออกมากขึ้น
การศึกษาในวารสาร New England Journal of Medicine ยังระบุด้วยว่า นอกเหนือจากอาการเหล่านั้นแล้ว อาการที่พบได้บ่อยในผู้ชายสูงวัย ที่เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนเพศก็คือ อารมณ์เพศที่ลดลง การแข็งตัวในตอนเช้าที่บ่อยน้อยลง และการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ รวมทั้งยังมีอาการอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น พลังวังชาที่ลดลง ไม่สามารถเดินได้ไกล และไม่สามารถทำกิจกรรมที่ต้องใช้ความแข็งแรงของร่างกายได้ เช่น การวิ่ง การยกของหนัก รวมถึงการคุกเข่า ก้มตัว หรือนั่งยองๆ ก็จะยากมากขึ้น



สาเหตุของอาการ "วัยทอง" ในผู้ชาย
นักวิจัยบางคนชี้ว่า อาการเหล่านี้เกิดมาจากการลดลงของฮอร์โมนแอนโดรเจนในผู้ชายสูงวัย (Androgen Decline In The Aging Male-ADAM)หรือภาวะฮอร์โมนเพศชายต่ำที่เกิดขึ้นในภายหลัง ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เมื่ออวัยวะเพศที่สร้างเซลล์ทางเพศเริ่มมีแก่ตัวลง และทำงานได้ไม่ดีพอ ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว หลังจากที่ผู้ชายถึงวัยสามสิบ ระดับเทสทอสเทอโรนก็จะค่อยๆ ลดลงช้าๆ ราวหนึ่งเปอร์เซ็นต์ต่อปี แต่ถึงแม้อาการเหล่านี้จะเกิดจากปัญหาของฮอร์โมนเพศเหมือนกับผู้หญิง แต่การนำไปเปรียบเทียบกับการหมดประจำเดือนของผู้หญิง ก็ไม่ถูกต้องเสียเลยทีเดียวนัก



วัยทองในผู้ชาย คล้ายแต่ไม่เหมือน
วัยหมดประจำเดือนของผู้หญิงนั้น เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับพัฒนาการทางเพศของผู้หญิงตามธรรมชาติ เรียกได้ว่าผู้หญิงทุกคนจะต้องเจอกับอาการนี้ และนี่ก็คือความแตกต่างอย่างแรก นั่นก็คือภาวะฮอร์โมนเพศลดต่ำลงในผู้ชายเช่นนี้ ส่งผลกระทบกับผู้ชายราว 2.1 เปอร์เซ็นต์ ความชุกของอาการนี้อาจเพิ่มขึ้นตามวัย แต่ก็ยังไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นกับพัฒนาการทางเพศตามธรรมชาติของผู้ชาย หรือไม่ได้เกิดกับผู้ชายทุกคน นอกจากนี้ การลดลงของฮอร์โมนในวัยหมดประจำเดือนของผู้หญิงนั้น เป็นการลดลงอย่างรุนแรงและรวดเร็ว ของเอสโตรเจนและโพรเจสเตอโรน ที่เป็นฮอร์โมนเกี่ยวกับการเจริญพันธุ์ของผู้หญิง ขณะที่การลดลงของเทสทอสเทอโรนที่เป็นฮอร์โมนเพศชายนั้นไม่ชัดเจน และรุนแรงน้อยกว่าการหมดประจำเดือนในผู้หญิงในช่วงวัยหมดประจำเดือน การลดลงของเทสทอสเทอโรนในผู้ชายมักเป็นไปอย่างช้าๆ อัณฑะยังไม่ได้หยุดการสร้างเทสทอสเทอโรน เหมือนกับที่รังไข่หยุดสร้างฮอร์โมน ผู้ชายที่สุขภาพดีอาจสามารถสร้างอสุจิได้ดีจนกระทั่งถึงวัย 80 หรือมากกว่านั้น แต่หากผู้ชายมีโรคบางชนิด การเปลี่ยนแปลงของอัณฑะอาจเกิดขึ้นเร็วกว่านั้น ในวัย 45-50 และลดลงอย่างมากในวัย 70 สำหรับผู้ชายบางคน



ไม่ใช่แค่ฮอร์โมนเพศที่เป็นต้นเหตุ
นอกจากนี้ บรรดาผู้เชี่ยวชาญยังไม่เชื่อว่า การลดลงของเทสทอสเทอโรนที่เกี่ยวกับอายุตามปกตินี้ เป็นหัวใจสำคัญอย่างเดียวของอาการ “วัยทอง” ในผู้ชาย เพราะถ้าเกี่ยวกัน ผู้ชายจะต้องพบกับอาการนี้ทุกคน--ซึ่งไม่ใช่ อาการนี้ซับซ้อน และแตกต่างกันไปในแต่ละคน รวมทั้งผู้ชายสูงอายุที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีเทสทอสเทอโรนต่ำ ยังมักมีปัจจัยอื่นร่วมด้วย เช่น เป็นผู้ที่โรคประจำตัว อย่างโรคหัวใจ โรคอ้วน ความดันโลหิตสูง และเบาหวานชนิดที่สอง รวมถึงมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ อย่างเช่นไม่ออกกำลังกาย สูบบุหรี่ ดื่มเหล้า เครียด วิตกกังวล และนอนไม่พอ ผู้ชายบางคนยังมีปัญหาทางจิตใจที่เรียกกันว่า “วิกฤตวัยกลางคน (mid-life crisis)” ซึ่งเป็นอาการวิตกกังวลกับเรื่องอาชีพการงานและเรื่องส่วนตัว จนทำให้เกิดอาการซึมเศร้า และก็สามารถทำให้ฮอร์โมนเพศชายลดต่ำลงได้ด้วย ผู้เชี่ยวชาญจึงมักชี้ว่า การเปลี่ยนแปลงระดับฮอร์โมนอย่างเดียว ไม่ใช่สาเหตุหลักของอาการ “วัยทอง” ในผู้ชาย



การรักษาวัยทองในผู้ชาย
เนื่องจากอาการนี้ไม่มีนิยามที่ชัดเจน และไม่มีหลักฐานพอที่จะบ่งชี้ว่า “วัยทองในผู้ชาย" เป็นอาการที่ต้องรับการรักษา เหมือนกับวัยทองในผู้หญิง ผู้ชายที่พบกับการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายที่คล้ายกับวัยทองเหล่านี้ จึงมักได้รับการรักษาตามอาการที่มี เช่น คนที่เป็นโรคอ้วน ก็จะได้รับการสนับสนุนให้ลดน้ำหนัก คนที่เป็นเบาหวานหรือโรคหลอดเลือดหัวใจ ก็จะได้รับการจัดการกับอาการเหล่านี้อย่างเหมาะสม เช่น การควบคุมน้ำตาในเลือด การใช้ยา ซึ่งเมื่อควบคุมอาการต่างๆ ได้ อาการวัยทองก็อาจจะดีขึ้น หรือหากไม่ดีขึ้น ก็อาจมีการพิจารณาใช้ฮอร์โมนบำบัดเพื่อทดแทนเทสทอสเทอโรนที่ลดลง อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่วิธีปฏิบัติที่จำเป็นเหมือนการรักษาด้วยฮอร์โมนทดแทนในผู้หญิง การใช้ฮอร์โมนบำบัดในผู้ชาย มักจะใช้เมื่อมีการตรวจยืนยันแล้วว่า ผู้ชายมีภาวะพร่องฮอร์โมนเพศชายในระดับที่ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพจริงๆ ซึ่งการปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ จะช่วยให้คำตอบที่ดีที่สุดแก่คุณได้

โรคข้อเข่าเสื่อม หมายถึง โรคที่เกิดจากความเสื่อมของกระดูกอ่อนผิวข้อ ทั้งทางด้านรูปร่าง โครงสร้าง การทำงานของกระดูกข้อต่อ...
20/08/2021

โรคข้อเข่าเสื่อม หมายถึง โรคที่เกิดจากความเสื่อมของกระดูกอ่อนผิวข้อ ทั้งทางด้านรูปร่าง โครงสร้าง การทำงานของกระดูกข้อต่อและกระดูกบริเวณใกล้ข้อ การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นไม่สามารถกลับสู่สภาพเดิมและอาจมีความเสื่อมรุนแรงขึ้นตามลำดับ

สาเหตุความเสื่อมของข้อเข่า

ความเสื่อมแบบปฐมภูมิหรือไม่ทราบสาเหตุ เป็นภาวะที่เกิดจากการเสื่อมสภาพของผิวกระดูกอ่อนตามวัย

ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อความเสื่อมของข้อเข่า ได้แก่
อายุ พบว่า อายุ 40 ปี เริ่มมีข้อเสื่อม อายุ 60 ปี เป็นข้อเข่าเสื่อมได้ถึงร้อยละ 40
เพศ ผู้หญิงพบมากกว่าผู้ชาย 2 – 3 เท่า ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการทำงานของระบบต่อมไร้ท่อของร่างกาย
น้ำหนักตัวที่เกิน น้ำหนักตัวมีความสัมพันธ์อย่างมากกับเข่าเสื่อม พบว่าน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น 0.5 กิโลกรัม จะเพิ่มแรงที่กระทำต่อข้อเข่า 1 – 1.5 กิโลกรัม ขณะเดียวกันเซลล์ไขมันที่มากเกินไปจะมีผลต่อเซลล์กระดูกอ่อนและเซลล์กระดูกส่งผลให้ข้อเสื่อมเร็วขึ้น
การใช้งาน ท่าทาง กิจกรรมที่มีแรงกดต่อข้อเข่ามาก เช่น การนั่งคุกเข่า พับเพียบ ขัดสมาธิ ขึ้นลงบันไดบ่อย ๆ เป็นต้น
ความบกพร่องของส่วนประกอบของข้อ เช่น ข้อเข่าหลวม กล้ามเนื้อต้นขาอ่อนแรง
กรรมพันธุ์ โรคข้อเข่าเสื่อมมีหลักฐานการถ่ายทอดทางพันธุกรรมน้อยกว่าที่ข้อนิ้วมือเสื่อม

โรคกระดูกสันหลังเสื่อม...ส่วนใหญ่มักแสดงอาการชัดเจนเมื่อชราภาพ ร่างกายที่เสื่อมไปตามกาลเวลา นอกจากนี้สำรวจพฤติกรรมในชีวิ...
12/08/2021

โรคกระดูกสันหลังเสื่อม...ส่วนใหญ่มักแสดงอาการชัดเจนเมื่อชราภาพ ร่างกายที่เสื่อมไปตามกาลเวลา นอกจากนี้สำรวจพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน มีส่วนสำคัญในการร่นระยะเวลาการเกิดอาการเจ็บป่วยของร่างกายก่อนวัยอันควร
เหตุของอาการ...เพราะพฤติกรรมอาจทำคุณเสี่ยงมากขึ้น !

พฤติกรรมซ้ำๆ ทำเป็นประจำ เช่น พนักงานออฟฟิศ ใช้คอมพิวเตอร์นานๆ หรือแบกของหนักๆทุกวัน เพราะจะทำให้กล้ามเนื้อทำงานเพียงกลุ่มเดียว ก่อให้เกิดการล้าและอักเสบ นำไปสู่อาการปวดเรื้อรัง หรือที่เรียกว่าอาการออฟฟิศซินโดรม
นั่งนานๆ ทำให้ร่างกายใช้กล้ามเนื้อและมีแรงไปลงที่กระดูกสันหลังสูงกว่าท่ายืน
ที่นอนและหมอนหากใช้ไม่เหมาะสม ทำให้กระดูกสันหลังไม่อยู่ในระนาบเดียวกันกับพื้นผิวการนอน เป็นอีกหนึ่งสาเหตุของอาการปวดคอ ปวดหลังได้
แฟชั่น การแต่งกาย ทั้งการสะพายกระเป๋าหนักๆเพียงข้างเดียว กล้ามเนื้อมัดที่เกี่ยวข้อง ถูกใช้งานอยู่ตลอดเวลา ทำให้เกิดอาการปวดไหล่ หรือสวมรองเท้าส้นสูง กล้ามเนื้อหลังและสะโพกก็ต้องทำงานหนักขึ้น
น้ำหนักตัวมากขึ้น หรือรูปร่างอ้วน ส่งผลทั้งการนั่งและยืน กล้ามเนื้อต้องทำงานหนักมากขึ้น ยิ่งไม่ออกกำลังกายจะทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแอ รวมทั้งกระดูกสันหลังต้องแบกรับน้ำหนัก นำไปสู่อาการเสื่อมของกระดูกสันหลังได้ในที่สุด
อาการปวดต่างๆ...ที่เป็นการปวดเรื้อรังหรือมีอาการรุนแรงมาก อาจเกิดจากหมอนรองกระดูกเคลื่อน หรือเกิดกระดูกทับเส้นประสาทได้ ควรสังเกตอาการ ดังนี้
ปวดตึงที่ คอ บ่า ไหล่ ปวดจนยกแขนไม่ขึ้น, ปวดขาและตึงที่ขา, ปวดหลัง จนกระทั่งปวดร้าวลงไปที่ขา มีอาการชาขา

นำไปสู่ปัญหาที่มากขึ้น หากมีอายุมากขึ้น อาจมี โรคกระดูกเสื่อม ร่วมด้วย อันตรายถึงขั้น “อัมพาต”

ตั้งแต่ลืมตาดูโลก การเปลี่ยนแปลงในร่างกายของคนเราเกิดขึ้นตลอดเวลา จากทารกตัวน้อยจนกลายเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว และเมื่อเวลาผ่า...
02/08/2021

ตั้งแต่ลืมตาดูโลก การเปลี่ยนแปลงในร่างกายของคนเราเกิดขึ้นตลอดเวลา จากทารกตัวน้อยจนกลายเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว และเมื่อเวลาผ่านไปเรื่อย ๆ ถึงวัยผู้สูงอายุ ร่างกายเริ่มเสื่อมถอยตามกาลเวลา ดังนั้น วัยสูงอายุจึงเป็นวัยที่ต้องใส่ใจสุขภาพของร่างกายและจิตใจสูงกว่าวัยอื่น ๆ เพราะมีการเปลี่ยนแปลงด้านร่างกาย จิตใจ และสังคมอย่างเห็นได้ชัด

การเปลี่ยนแปลงในผู้สูงอายุ

การเปลี่ยนแปลงด้านร่างกาย ระบบต่าง ๆทำงานได้ลดลง ส่งผลให้ร่างกายเสื่อมถอยลงดังนี้ ร่างกายภายนอก ผิวหนังเหี่ยวย่น มีกระ ผมบางเปลี่ยนเป็นสีเทาหรือสี ขาว หลังโกง เคลื่อนไหวร่างกายได้ช้าลง กำลังน้อยลง อวัยวะรับความรู้สึกจะเป็นอวัยวะอันดับแรก ๆ ที่เสื่อม เช่น ผนังเส้นเลือดแดง ในหูแข็งตัว ทำให้ได้ยินเสียงไม่ชัดเจน หรือการเปล่งเสียงของผู้สูงอายุจะไม่มีพลัง เนื่องจากกระดูกอ่อนบริเวณกล่องเสียงแข็งตัวและขาดความยืดหยุ่น ขณะที่การบด เคี้ยวลำบากขึ้นเพราะเหงือกร่น รากฟันโผล่พ้นขอบเหงือก ทำให้ฟันผุและเสียวฟันได้ง่าย รวมไปถึงกระดูกที่ผุกร่อนและกล้ามเนื้อที่ลีบเล็กลง

การเปลี่ยนแปลงด้านจิตใจ ที่พบบ่อยในวัยสูงอายุ เช่น การรับรู้ ซึ่งผู้สูงอายุมักยึดติดกับความคิดและเหตุผลของตนเอง จำเหตุการณ์ปัจจุบันไม่ค่อยได้ หลง ๆ ลืม ๆ และชอบย้ำคำถามบ่อย ๆ เรียนรู้สิ่งใหม่ได้ยากเพราะไม่มีความมั่นใจในการปรับตัว การแสดงออกทางอารมณ์ อาจจะมีอาการซึมเศร้า หงุดหงิด ขี้ระแวง วิตกกังวล โกรธง่าย เอาแต่ใจตนเอง มักจะคิดซ้ำซาก ลังเล หวาดระแวง หมกมุ่นเรื่องของตนเอง ทั้งเรื่องในอดีตและอนาคต กลัวลูกหลานทอดทิ้ง รวมถึงสนใจสิ่งแวดล้อมน้อยลง ผู้สูงอายุมักสนใจเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับตนเองมากกว่าเรื่องของผู้อื่น

การเปลี่ยนแปลงด้านสังคม ได้แก่ ภาระหน้าที่และบทบาททางสังคมลดน้อยลง ทำให้ผู้สูงอายุห่างจากสังคม อีกทั้งคนส่วนใหญ่มักมองว่าผู้สูงอายุมีสมรรถภาพและความสามารถลดน้อยลง จึงไม่ให้ความสำคัญหรือใส่ใจมากนัก นอกจากนี้ยังเปลี่ยนแปลงบทบาทจากการเป็นผู้นำครอบครัว กลายเป็นเพียงผู้อาศัยหรือเป็นสมาชิกของครอบครัวเท่านั้น และเมื่อสมรรถภาพร่างกายลดลง ทำให้ความสามารถในการช่วยเหลือตัวเองหรือกิจวัตรประจำวันเป็นไปได้ยากลำบาก จะส่งผลกระทบต่อจิตใจ เกิดความไม่มั่นใจในตนเอง หดหู่กับสภาพตัวเอง อีกทั้งยัง ทำให้ผู้สูงอายุไม่กล้ามีสังคมหรือมีกิจกรรมร่วมกับผู้อื่น

 #ภาวะกระดูกสันหลังเสื่อมกดทับเส้นประสาทปัจจุบันความเจ็บป่วยที่เกี่ยวข้องกับกระดูกสันหลังเป็นโรคที่พบได้บ่อยขึ้นและเป็นป...
18/07/2021

#ภาวะกระดูกสันหลังเสื่อมกดทับเส้นประสาท

ปัจจุบันความเจ็บป่วยที่เกี่ยวข้องกับกระดูกสันหลังเป็นโรคที่พบได้บ่อยขึ้นและเป็นปัญหาสำคัญที่ก่อให้เกิดอุปสรรคในการดำเนินชีวิตประจำวันของคนในวัยทำงาน และคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ เพราะนอกจากจะก่อให้เกิดความเจ็บปวดแล้ว แต่ยังทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถทำงาน หรือใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างเต็มที่และมีความสุข

ภาวะความไม่มั่นคงของกระดูกสันหลัง(Unstable of spine) หรือปวดหลังจากกระดูกสันหลังไม่มั่นคง เมื่อกระดูกสันหลังเกิดความไม่มั่นคงก็จะทำให้เกิดปัญหาตามมา เพราะหน้าที่หลักของมันมี 2 อย่าง คือ 1) ช่วยปกป้องเส้นประสาทที่ออกมาจากสมอง และ 2) ช่วยรับน้ำหนัก ทำให้เราบิดตัวได้ ก้มได้ ยืนได้โดยไม่เจ็บปวด

กระดูกสันหลังไม่มั่นคงจะทำให้เกิดอาการอย่างไร
ไม่ว่าจะเป็นโรคอะไรที่เกี่ยวข้องกับกระดูกสันหลังจะทำให้เกิดอาการ 2 อย่าง คือ

1) ปวดหลัง หรือ

2) ปวดหลังร่วมกับอาการปวดร้าวลงสะโพกหรือลงขา หรือร่วมกับมีอาการชาหรืออ่อนแรงหรือว่าขาลีบ กระดูกสันหลังก็เหมือนกับบ้าน ถ้าเสาแข็งแรง ลมพัดไปพัดมาก็ยังมั่นคง แต่ถ้าเสาไม่แข็งแรง คนในบ้านก็จะรู้สึกไม่มั่นคงภาวะกระดูกสันหลังไม่มั่นคงก็เช่นเดียวกัน

สาเหตุที่ทำให้เกิดความไม่มั่นคงของกระดูกสันหลังคืออะไร
สาเหตุมีทั้งที่เกิดจากอุบัติเหตุและไม่ได้เกิดจากอุบัติเหตุ สาเหตุจากอุบัติเหตุก็เช่น รถชน หกล้ม ตกตึกทำให้กระดูกสันหลังเคลื่อนหรือหัก คนไข้จะนั่งไม่ได้ ส่วนสาเหตุที่ไม่ได้มาจากอุบัติเหตุจะแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ เกิดจากการเสื่อมสภาพตามธรรมชาติกับกลุ่มที่เกิดจากการติดเชื้อหรือเนื้องอก เราพบว่าในปัจจุบันโรคกระดูกสันหลังที่เกิดจากความเสื่อมสภาพนั้นมีคนไข้อยู่สองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งก็คือกลุ่มวัยทำงานอายุประมาณ 20-50 ปี อีกกลุ่มคือกลุ่มที่มีอายุมากเกิน 50-70 ปีไปแล้ว ในกลุ่มวัยทำงาน การเสื่อมสภาพที่จะเกิดได้บ่อยก็คือที่ตำแหน่งหมอนรองกระดูก นั่นคือภาวะที่เรียกว่า หมอนรองกระดูกเคลื่อน ซึ่งเป็นโรคที่พบบ่อยที่สุด

หมอนรองกระดูกในภาวะปกติจะทำหน้าที่เหมือนยางรถยนต์ที่รองรับระหว่างกระดูกสองชิ้น ทุกครั้งที่เราก้ม เงย หรือเคลื่อนไหวหมอนรองกระดูกจะเป็นตัวที่รับน้ำหนัก รับแรงกระแทกระหว่างกระดูก วันดีคืนดีที่หมอนรองกระดูกแตกหรือเคลื่อนก็จะทำให้เกิดความไม่มั่นคงในส่วนนี้ขึ้น เพราะฉะนั้นเวลาคนไข้เคลื่อนไหว เช่น ก้ม เงย หรือบิดตัวก็จะปวด คนไข้จะบอกว่านั่งนานไม่ได้ นั่งซักพักก็ปวดต้องนอน ยืนนานไม่ได้ เดินไกล ๆ ไม่ได้

ภาวะหมอนรองกระดูกเคลื่อนหรือเสื่อมเกิดขึ้นได้อย่างไร

สำหรับคนในวัยทำงานส่วนใหญ่จะเป็นการเสื่อมสภาพเอง ไม่ได้เกิดจากอุบัติเหตุ เพราะหมอนรองกระดุกจะเริ่มเสื่อมตั้งแต่อายุ 25 ปีขึ้นไป ซึ่งเราไม่ทราบสาเหตุ แต่ช่วงอายุของวัยทำงานที่พบบ่อยที่สุดคือ 30-40 ปี คนไข้มักจะมีปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เป็น คือ หนึ่งน้ำหนักตัวเยอะ ทำให้ต้องรับน้ำหนักมากตลอดเวลา สอง คือกลุ่มที่สูบบุหรี่จัด ซึ่งพบว่ากลุ่มคนที่สูบบุหรี่จะปวดหลังมากกว่ากลุ่มคนที่ไม่สูบบุหรี่อย่างมีนัยสำคัญ ข้อสาม ได้แก่คนที่ต้องนั่งทำงานนาน ๆ หรือต้องก้ม ๆ เงย ๆ ยกของหนักก็เป็นปัจจัยเสี่ยงที่พิสูจน์ได้ว่ามีผล

เพราะฉะนั้นเวลาที่หมอนรองกระดูกมันเคลื่อนหรือแตก สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาคืออาการรับน้ำหนักของกระดูกจะเสียไป การเคลื่อนไหวทุกจุดจะเกิดปัญหาหมด ปัญหาอีกอย่างที่ตามมาคือกระดูกที่เคลื่อนจะไปกดทับเส้นประสาท ซึ่งทำให้เกิดอาการอ่อนแรง ขาชา ขาไม่มีแรง แต่ในคนไข้บางคนอาจไม่มีอาการปวดหลังเลยก็ได้ เพราะไปโดนจุดที่หมอนรองกระดูกทั้งหมดยังทำงานได้ อาจแค่ปวดขาอย่างเดียว

อีกกลุ่มหนึ่งที่พบได้มากก็คือกลุ่มอายุหลัง 65 ปี ไปแล้ว กลุ่มนี้จะเป็นกระดูกเสื่อมเลย พอผ่านพ้นวัยไปกระดูกจะเริ่มเสื่อม เพราะผ่านการใช้งานมานาน ซึ่งเราจะเห็นลักษณะของกระดูกที่เริ่มมีการงอกมีการย้อยของกระดูก วันดีคืนดีกระดูกที่ย้อยเพราะแคลเซียมมาเกาะก็จะไปรบกวนเส้นประสาทในบ้าน อีกสิ่งหนึ่งที่มีผลต่ออาการคนไข้ก็คือกิจกรรมที่ทำ เพราะฉะนั้นหลักในการรักษาคนไข้คือต้องรู้ก่อนว่าเขาเป็นอะไร การเป็นโรคกระดูกสันหลังเสื่อมหรือไม่มั่นคงไม่ได้หมายความว่าต้องผ่าเสมอไป และไม่ใช่ว่าทุกคนจะมีอาการ คนไข้ที่กระดูกเสื่อมจนถึงจุดหนึ่งแล้วยังต้องทำงาน คนไข้กลุ่มนี้ที่จะเกิดปัญหา แต่ถ้าคนไข้สามารถ Balance ระหว่างกิจกรรมที่ทำกับอาการคนไข้ก็จะอยู่ได้ เช่นในคนที่น้ำหนักตัวมากก็ต้องพยายามลดน้ำหนักลงก็จะยืนได้นานขึ้น ก้มเงยมาก ๆ แล้วปวดก็ต้องก้มเงยให้น้อยลง หรือในคนอายุ 60-70 ปี มีโรคประจำตัว เช่น หัวใจและเบาหวาน โรคเรื้อรังประจำตัวจะทำให้คนไข้ไม่ active พอไม่ active อาการก็จะน้อย

โรคทางกระดูกสันหลังอื่น ๆ ที่พบบ่อย
โรคที่เจออีกโรคคือ โพรงกระดูกสันหลังตีบแคบ หรือที่เรียกว่า spinal canal stenosis โรคนี้มักพบในคนที่มีอายุ 65 ปีไปแล้วช่องทางเดินประสาทแคบลงจากการที่มีกระดูกงอกเข้ามา อาการสำคัญของคนไข้คือจะเดินไกลไม่ได้ เดิน ๆ ไปชัก 10-20 เมตรก็ก้าวขาไม่ออก หมดแรง ต้องพักซักระยะ โรคนี้อาการปวดหลังไม่ใช่อาการนำ แต่จะเป็นอาการหมดแรงก่อน เพราะฉะนั้นในคนไข้ที่มีสุขภาพดี การที่เดินไม่ไหวจะทำให้เขาอยากผ่าตัด แต่ในกลุ่มคนที่สุขภาพไม่ดีอยู่แล้ว มีโรคเรื้อรังประจำตัว เช่น หัวใจ หอบ จะเป็นข้อจำกัด ในการทำกิจกรรมของเขา อาการที่เกิดจากกระดูกก็จะไม่มาก ซึ่งจะปีหนึ่ง ๆ เราผ่าตัดกระดูกสันหลังประมาณ 800 กว่าราย ในจำนวนนี้ผมว่าครึ่งหนึ่งอายุเกิน 70 ปี

สาเหตุอื่น ๆ ของโรคทางกระดูกสันหลัง
สาเหตุอื่น ๆ ที่ไม่ได้เกิดจากความเสื่อมสภาพมีอีก 2 อย่างคือการติดเชื้อและเนื้องอก การติดเชื้อเป็นเรื่องที่เจอได้ค่อนข้างบ่อยในบ้านเราโดยเฉพาะในชนบทที่มีปัญหาเรื่องของสาธารณสุข เชื้อที่เป็นสาเหตุบ่อยคือเชื้อวัณโรค คนไข้รับเชื้อมาโดยไม่รู้ตัวและไม่มีอาการทางปอด วันดีคืนดีก็มาด้วยอาการปวดหลังและมีอัมพาตบางส่วนเดือนหนึ่ง ๆ ที่โรงพยาบาลจุฬาจะพบประมาณ 3-5 รายตลอดปี เป็นการติดเชื้อที่เจอได้บ่อย คนรับก็ไม่รู้ตัว เวลาไปเจอเชื้อถ้าร่างกายแข็งแรงก็กำจัดเชื้อได้ ถ้าร่างกายอ่อนแอ เชื้อก็จะไปตามเลือดและแฝงตัวตามจุดต่าง ๆ อาจทำให้เกิดกระดูกอักเสบและกระดูกทรุดตัวลง คนไข้ก็มาด้วยอาการกระดูกสันหลังทรุด อันนี้คือความไม่มั่นคงที่เกิดจากโรค

เนื้องอกก็เป็นอีกสาเหตุ ที่พบได้บ่อยคือเนื้องอกที่กระจายมาจากที่อื่น อีกกรณีหนึ่งคือกระดูกทรุดหรือหักจากมะเร็งที่กระจายมาโดยที่คนไข้ไม่รู้ตัวมาก่อน เมื่อไหร่ก็ตามที่สาเหตุไม่สมเหตุสมผล แต่โรคของคนไข้รุนแรง แสดงว่ากระดูกบริเวณนั้นมีความผิดปกติ เช่น แค่อุบัติเหตุเล็กน้อยแล้วเกิดกระดูกหัก ในคนเป็นมะเร็งที่เราทำคือเจาะเอาชิ้นเนื้อไปตรวจ แล้วเราก็หาต้นเหตุแล้วรักษา แต่ในการรักษากระดูกสันหลังไม่มั่นคง แนวโน้มจะเป็นการผ่าตัดทั้งสิ้น

โรคทางกระดูกสันหลังส่วนใหญ่ที่คนไข้เข้ารับการผ่าตัด
ส่วนใหญ่ที่ผ่าตัดคือโรคหมอนรองกระดูกเสื่อม ส่วนภาวะกระดูกสันหลังไม่มั่นคงเป็นอีกสาเหตุหนึ่ง โรคอีกโรคที่พบได้บ่อยในคนอายุน้อยประมาณ 20-50 ปี คือโรคกระดูกสันหลังเคลื่อนหรือที่เรียกว่า spondylolisthesis กระดูกสันหลังเคลื่อนก็อาจจะเป็นผลมาจากภาวะไม่มั่นคงของกระดูกสันหลังทำให้เกิดอาการปวดหลังได้ เมื่อมีสาเหตุใดก็ตามที่ทำให้กระดูกสันหลังอยู่ไม่ได้มันก็เคลื่อนตกลงมาทุกครั้งที่คนไข้เดิน บิดตัว ขยับตัวก็เกิดการเสียดสี เวลาก้มกระดูกจะตกไปข้างหน้า แอ่นก็เลื่อนกลับ และกระดูกที่เลื่อนก็จะรั้งเส้นประสาทไปด้วย ทำให้คนไข้ปวด เราแก้ไขด้วยการผ่าตัดใส่เหล็กดามดึงกระดูกกลับเข้าที่ พอก้มเงยกระดูกไม่ชนกัน คนไข้ก็หายปวด

กระดูกสันหลังเคลื่อนเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดความไม่มั่นคงของกระดูกสันหลังบริเวณเอวที่พบได้บ่อยที่สุด และทำให้เกิดการผ่าตัดได้บ่อยที่สุด พบคนไข้ได้ 2 ช่วงอายุ ช่วงอายุแรกที่พบบ่อยคือ 45 ปีขึ้นไป แต่ถ้าคนไข้ผ่านช่วงนี้ไปได้ก็จะไปผ่าตัดอีกทีหลัง 70 ปี การที่กระดูกเคลื่อนมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับงานที่เขาทำ ถ้าโรคของคนไข้รุนแรงมาก แต่ทำงานน้อยอาการก็จะเบา สิ่งที่เราเห็นในเอกซเรย์ไม่ได้แปลว่าจะทำให้คนไข้มีอาการเยอะเสมอไป แต่ถ้าคนไข้กระดูกเคลื่อนน้อยแต่ทำงานหนักอาการก็จะมาก เพราะฉะนั้นเวลาที่เราตัดสินใจรักษาก็จะดูอาการของคนไข้เป็นหลัก

ข้อบ่งชี้ที่ใช้ในการพิจารณาการทำผ่าตัดให้คนไข้
ข้อบ่งชี้ที่เราใช้ในการผ่าตัดมีอยู่ 4 ข้อ ไม่ว่าจะเป็นโรคอะไรที่เกี่ยวข้องกับกระดูกสันหลัง ได้แก่ 1) ความเจ็บปวด 2) คนไข้มีอาการแสดงของการทำลายเส้นประสาให้เห็นหรือไม่ เช่น กล้ามเนื้อ ขาลีบ ชาหรืออ่อนแรง หรือมีลักษณะที่ให้เห็นมากขึ้นเรื่อย ๆ 3) การควบคุมการขับถ่ายสูญเสียไป ถ้าคนไข้เป็นมาก ๆ เส้นประสาทที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหูรูดเสียไป ก็ถือว่าต้องทำการผ่าตัด 4) เมื่อคนไข้ผ่านการรักษาวิธีต่าง ๆ แล้วยังไม่หาย

อย่างข้อแรก เรื่องของความเจ็บปวดเป็นเรื่องของความอดทนของคนไข้ สมมติว่าปวดมากจนทนไม่ไหว นอนไม่ได้ นั่งทำงานไม่ได้ และเป็นโรคที่พิสูจน์แล้วว่าผ่าตัดหายก็จะผ่าตัด แต่คนไข้แบบนี้มีไม่มาก เพราะคนส่วนใหญ่จะกินยา ฉีดยา นอนพักแล้วดีขึ้นหายปวดก็ไม่ต้องผาตัด แต่คนไข้ที่เจอบ่อยที่สุดต้องทำการผ่าตัดคือ ปวดไม่มากแต่ก็ปวดไม่น้อยและทำหน้าที่ไม่สมบูรณ์ เช่น คนไข้อยู่ในวัยทำงานต้องเดินทางไปทำงานทุกวัน ต้องนั่งทำงานวันละ 6-8 ชั่วโมง คนไข้กลุ่มนี้จะผ่านปัญหาจุดแรกที่โหดมากมาแล้ว แต่มันไม่ดีขึ้นพอที่จะหาย นั่งทำงานได้ไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงก็ไม่ไหวแล้ว พอหยุดงานเสาร์อาทิตย์อาการดีขึ้น ไปหาหมอ กินยาก็หาย พอหยุดยาก็เป็นอีก พอทำกายภาพก็ดีขึ้น ไม่ทำก็เป็นอีก คนไข้กลุ่มนี้จะเข้าออกโรงพยาบาลตลอดปี เพราะโรคมันไม่หาย คนไข้กลุ่มนี้จะมีทางเลือกอยู่ 2 ทาง คือ ทำงานให้น้อยลงถ้าทำไม่ได้ก็ต้องมาผ่าตัด ในกรณีกลุ่มนี้ความเจ็บปวดเป็นเรื่องที่คนไข้ตัดสินใจเอง หมอมีหน้าที่เพียงบอกว่าคนไข้เป็นโรคนี้ และมีการกดทับ วันใดก็ตามที่คนไข้ทนไม่ไหว ไม่อยากมีชีวิตอย่างนี้ และอยู่ในวัยที่ต้องทำงานก็จะผ่าตัด เพราะฉะนั้นเรื่องความเจ็บปวดจะเป็นเรื่องของคนไข้ตัดสินใจเอง หมอจะไม่มาบอกว่า คุณผ่าเถอะ คำว่าแล้วแต่หมอ ไม่ควรมีแล้วใน พ.ศ.นี้ หมอมีหน้าที่ให้ข้อมูลคนไข้ว่าคุณเป็นโรคที่ผ่าตัดแล้วหาย แต่ตอนนี้จะผ่าหรือไม่อยู่ที่คุณ ถ้าคุณทนไม่ได้เมื่อไหร่ก็บอกหมอแล้วกัน อย่างนี้เป็นต้น

ส่วนข้อที่สองและสามเป็นสิ่งที่หมอต้องตัดสินใจให้คนไข้ เช่น คนไข้บางคนบอกยังทนได้ไม่อยากผ่าตัด แต่เห็นคนมีกล้ามเนื้อขาเล็กลงเรื่อย ๆ หรือเดิน ๆ มาแล้วเท้าตก ถ้าเรารอต่อไปเส้นประสาทของคนไข้ก็จะเสียไปเรื่อย ๆ พอถึงเวลานั้นคนไข้ตัดสินใจมาผ่าตัด มันก็จะไม่ฟื้นแล้ว

การผ่าตัดเพื่อให้ได้ผลการรักษาที่ดีขึ้นอยู่กับอะไร
การผ่าตัดจะได้ผลดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับ ประการแรก คนไข้ต้องเป็นโรคที่ผ่าแล้วหายด้วย เห็นกระดูกเคลื่อนหรือเห็นกระดูกกดทับเส้นประสาทชัดเจน ไม่ว่าจะด้วยการเอกซเรย์หรือทำ CT scan หรือ MRI ประการที่สอง คนไข้ต้องได้รับการผ่าตัดด้วยวิธีที่ถูกต้อง ประการที่สาม คือต้องถูกเวลาด้วย โอกาสหายก็จะมาก ถ้าช้าเกินไปก็ไม่หายหรือเร็วเกินไปก็เป็นการผ่าตัดโดยไม่จำเป็น และประการที่สี่คือต้องรักษาโดยแพทย์ผู้มีประสบการณ์ โดยสรุป 4 ข้อคือ ถูกโรค ถูกเวลา ถูกวิธี และถูกหมอ ซึ่งถ้ามีครบทั้งสี่อย่างนี้ผลการรักษาก็จะออกมาดีเยี่ยม

การผ่าตัดมีบทบาทสำคัญต่อการรักษาโรคทางกระดูกสันหลังอย่างไร

การผ่าตัดมีจุดมุ่งหมายคือเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงและแก้ไขการกดทับเส้นประสาท ซึ่งการกดทับเส้นประสาทนั้นอาจจะมาจากกระดูกส่วนที่ดึงงอกหรือหักเข้าไปกดทับเส้นก็ได้ หรือในการติดเชื้อวัณโรคจะทำให้กระดูกเป็นหนอง เหลวตัวลงกลายเป็นของเหลว ไปเบียดเส้นประสาท กินยาก็หายได้ แต่คนไข้ส่วนใหญ่ไม่รู้ตัว เพราะฉะนั้นเราจะผ่าเมื่อมีภาวะของการกดทับเส้นประสาท และผ่าเพื่อให้คนไข้กลับไปลุก เดิน และทำงานได้ เช่น ในคนไข้ที่กระดูกติดเชื้อมีหนอง เขาจะนั่งไม่ได้ นั่งแล้วปวด และมีโอกาสกระดูกทรุดมากขึ้น

วิธีการผ่าตัดในปัจจุบัน
แนวโน้มหลัง ๆ จะเป็น MIS (Minimally Invasive Surgery) มากขึ้น ซึ่งการผ่าตัดกระดูกสันหลังในปัจจุบันจะแบ่งออกเป็นผ่าด้านหน้ากับผ่าด้านหลัง ถ้ากระดูกสันหลังไม่ผิดรูป เราสามารถไปเจาะไปกรอออกได้โดยที่ไม่เสียความแข็งแรง หมอนรองกระดูกที่ทรุดก็เปลี่ยนออก ถ้าคนไข้โรคเป็นน้อย เราทำ MIS ได้ โดยเจาะรูเล็ก ๆ แล้วไปกรอกกระดูกตรงนั้นออก MIS จะเหมาะสำหรับคนไข้ที่เป็นน้อยและตัดสินใจผ่าตัดเร็ว การผ่าตัดกระดูกสันหลังจะขึ้นอยู่กับอาการคนไข้ ถ้าเป็นน้อยเราทำน้อยได้ เป็นมากเราทำมากได้ ไม่ต้องรอจนถึงที่สุดแล้วจึงค่อยทำ ซึ่งแตกต่างกับการผ่าตัดข้อเข่าหรือข้อสะโพกที่เรามักจะทำในระยะท้ายของโรค และการผ่าก็มีวิธีเดียวคือเปลี่ยนข้อการรักษาข้อเข่าสะโพกกับกระดูกสันหลังจะแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงวิธีคิดไม่เหมือนกัน

แนวโน้มของคนไข้ที่เป็นโรคทางกระดูกสันหลัง
ใน 2-3 ปีผ่านมา พบว่าเรื่องนี้ดังมากขึ้น อาจเนื่องจากคนไข้แสดงตัวมากขึ้น กลัวการผาตัดน้อยลง และมาหาหมอมากขึ้นมีการขอ Second หรือ third opinion มากขึ้น เพราะฉะนั้นคนไข้ควรหาหมอเพื่อหา second opinion ซึ่งพบว่าเป็นการดี เพราะทำให้คนไข้มีมุมมองที่กว้างขึ้น คนไข้ยอมรับความจริงได้ว่าการผ่าตัดไม่ได้ 100% การผ่าตัดมีอัตราเสี่ยง ทำให้คนไข้เข้าใจโรคมากขึ้น

ปัจจุบันคนไข้ที่ผ่ามี 2 ช่วงอายุ คือ 40-50 ปีกับช่วงอายุหลัง 70 ปีไปแล้ว ช่วง 70 ปีไปแล้วคือกลุ่มที่กระดูกเสื่อม มีปัญหาแล้วอยู่ไม่ได้การผ่าตัดคนไข้ไม่ได้ดูที่อายุอย่างเดียว เราดูความพร้อมและปัจจัยเสี่ยงเช่นโรคประจำตัวด้วย อย่างคนไข้อายุ 60 แล้วมีเส้นเลือดหัวใจตีบ ก็จะเสี่ยงมากกว่าคนไข้อายุ 90 แต่ไม่เป็นโรคหัวใจ ซึ่งเราจะเลือกวิธีการผ่าตัดที่เหมาะกับคนไข้แต่ละราย

“ผู้สูงอายุ” โดยทั่วไปนอกจากมีปัญหาสุขภาพร่ายกายแล้วยังมีปัญหาด้านจิตใจสมทบด้วยภายในเวลาเดียวกัน เนื่องสภาพร่างกายที่เสื...
12/07/2021

“ผู้สูงอายุ” โดยทั่วไปนอกจากมีปัญหาสุขภาพร่ายกายแล้วยังมีปัญหาด้านจิตใจสมทบด้วยภายในเวลาเดียวกัน เนื่องสภาพร่างกายที่เสื่อมสมรรถภาพตามอายุ จึงจำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด ใครมีผู้สูงอายุที่ต้องดูแล ช่วยเหลือตัวเองได้น้อย ยิ่งต้องให้ความสำคัญ ทั้งในด้านปัญหาสุขภาพและสภาพแวดล้อมรอบตัวผู้สูงอายุ เพื่อให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดี ซึ่งสิ่งนี้ผู้ที่มีบทบาทสำคัญคือ บุคคลในครอบครัว ที่ต้องเข้าใจปัญหาต่างๆ ของผู้สูงอายุ เพื่อที่จะได้ดูแลได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม โดยเรามี 10 วิธีหลักการจำง่ายๆ ต้องรู้เมื่อต้องดูแลผู้สูงอายุ

1. เลือกอาหารให้เหมาะสม และพอดี
ผู้สูงอายุเป็นวัยที่ร่างกายมีความต้องการต่อการใช้พลังงานลดน้อยลง เนื่องจากมีกิจกรรมที่ทำได้ไม่มากส่งผลให้แต่ละวันใช้พลังงานลดน้อยลง ดังนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องควรลดการบริโภคในกลุ่มของแป้ง น้ำตาล และไขมันลง รวมถึงอาหารประเภทของผัด ของทอดที่ใช้น้ำมัน เพื่อลดการสะสมเนื่องจากไม่ถูกดึงนำไปใช้ ให้เน้นอาหารจำพวกโปรตีนจากเนื้อปลามากขึ้น และเปลี่ยนมาใช้อาหารประเภทต้ม นึ่ง ย่าง อบ เป็นหลัก

นอกจากนี้ในกลุ่มผู้สูงอายุยังมีแนวโน้มขาดสารอาหารโดยเฉพาะแคลเซียม สังกะสี และเหล็ก ซึ่งมีอยู่มากในอาหารประเภทนม ถั่วเหลือง รวมถึงในกลุ่มของผัก ผลไม้ ธัญพืชต่างๆ ดังนั้นจึงแนะนำให้ผู้ดูแลปรับเปลี่ยนโดยการนำอาหารเหล่านี้มาทำเป็นอาหารมื้อหลักของผู้สูงอายุ และควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสหวานจัด หรือเค็มจัด เพราะเสี่ยงต่อการเกิดโรคแทรกซ้อน และควรพยายามให้ผู้สูงอายุดื่มน้ำอย่างน้อย 6-8 แก้วต่อวัน เพื่อลดภาวะท้องผูก และช่วยให้ระบบทางเดินอาหารและลำไส้ทำงานได้ดีขึ้น

2. พยายามควบคุมน้ำหนักตัวผู้สูงอายุไม่ให้อ้วน
เป็นที่ทราบกันดีว่าความอ้วน ส่งผลเสียต่อสุขภาพร่างกายในทุกเพศทุกวัย และยิ่งผู้สูงอายุด้วยแล้ว ยิ่งต้องใส่ใจเป็นพิเศษในการควบคุมอาหารและออกกำลังกายอย่างพอเหมาะ เพื่อช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถเคลื่อนไหวได้คล่องตัว ลดปัญหาการพลัดตกหกล้ม อีกทั้งยังสามารถช่วยลดความเสี่ยงต่อผลกระทบต่อกระดูกและข้อที่ต้องแบบรับน้ำหนักตัวที่มากจนเกินไป นอกจากยังลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนของโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดหัวใจ เบาหวาน ความดัน ได้อีกด้วย

3. พาผู้สูงออกกำลังกายอย่างพอเหมาะ
ผู้สูงอายุจำเป็นต้องออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ แต่ในกรณีที่ผู้สูงอายุไม่เคยออกกำลังกาย ผู้ดูแลจำเป็นต้องศึกษาหลักการ ให้ถูกต้องและค่อยๆ ทำ และไม่ควรให้ผู้สูงอายุออกกำลังกายแบบหักโหมจนเกินไป และถ้าหากมีโรคประจำตัว ต้องปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ แต่ในกรณีที่ผู้สูงอายุที่ไม่ได้มีโรคประจำตัว แนะนำให้เริ่มต้นออกกำลังกายแบบแอโรบิคสัก 30 นาทีต่อครั้ง โดยสัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง

การออกกำลังกายแบบแอโรบิคมีประโยชน์อย่างมากในการลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ แนะนำก่อนเริ่มออกกำลังกายควรให้ผู้สูงอายุยืดกล้ามเนื้อ แล้วค่อยๆ เพิ่มความหนักความแรงในการออกกำลังกาย และควรจะทำอย่างต่อเนื่อง แบบค่อยๆไป ช้าๆ หากเหนื่อย หรือรู้สึกไม่ดีอย่าให้ฝืนออกกำลังกายเด็ดขาด และควรสังเกตอาการผิดปกติ หากพบความผิดปกติแนะนำให้ปรึกษาแพทย์

4. มีสภาพแวดล้อมที่ดีและสัมผัสอากาศที่บริสุทธิ์บ้าง
ผู้สูงอายุควรอยู่ในสภาพที่เอื้ออำนวยต่อการอยู่อาศัย อากาศต้องถ่ายเท มีอากาศที่สดชื่นเพื่อช่วยปัญหาสุขภาพจิตใจ เนื่องจากผู้สูงอายุโดยส่วนใหญ่ไม่ได้ออกไปไหน เวลาส่วนใหญ่จึงอายุที่บ้าน เพราะฉะนั้นบ้านที่พักอาศัยจึงไม่ควรกลิ่นเหม็นๆ อับหรือสิ่งของล่วงหล่นตามพื้นบ้าน ควรมีการปลูกต้นไม้ ปรับภูมิทัศน์ภายในบ้านให้ปลอดโปร่ง สะอาด

นอกจากนี้ลูกหลานควรพาผู้สูงอายุออกไปสัมผัสอากาศที่บริสุทธ์บ้าง เช่นพาไปเที่ยวพักผ่อนต่างจังหวัด ที่มีธรรมชาติงดงาม เพื่อดูแลสุขภาพระบบทางเดินหายใจ จะช่วยลดโอกาสการเกิดโรค หรือหากไม่สะดวกไปต่างหวัด อาจเลือกเป็นสวนสาธารณะใกล้ๆ เพื่อให้ผู้สูงอายุเปิดหูเปิดตา และสัมผัสกับอากาศที่บริสุทธิ์

5. หากิจกรรมสร้างสรรค์ให้ผู้สูงอายุทำ
ผู้สูงอายุควรมีกิจกรรมทำ หรือช่วยให้ผู้สูงอายุได้มีโอกาสพบปะเพื่อน หรือพูดคุยกับญาติสนิท เพื่อนวัยเดียวกัน โดยอาจจัดกิจกรรมนัดพบ เชิญเพื่อนฝูงญาติมิตร มาสังสรรค์ที่บ้าน หรือพาผู้สูงอายุออกไปเยี่ยมเยียนเพื่อนบ้าง พาไปวัด หรือเข้าชมรมทำกิจกรรมต่างๆ การที่ผู้สูงอายุมีกิจกรรมหรืองานอดิเรกทำจะช่วยชะลอความเสื่อมถอยของระบบประสาทและสมอง อีกทั้งยังลดโอกาสเสี่ยงต่อโรคซึมเศร้าในผู้สูงอายุได้อีกด้วย

6. ดูแลผู้สูงอายุ อย่าให้เกิดอุบัติเหตุ
อุบัติเหตุ การพลัด ตก หกล้ม ในผู้สูงอายุดูเหมือนจะมาคู่กัน เนื่องจากการเคลื่อนไหวที่ไม่สะดวก ประกอบกับสายตาที่มองได้ไม่ชัดเหมือนเช่นแต่ก่อน ดังนั้นการเลือกกิจกรรม หรือการเตรียมที่อยู่อาศัย ควรมีความเหมาะสม ไม่เสี่ยงต่อการสะดุด หรือลื่นล้ม หมั่นตรวจดูความเรียบร้อยบริเวณบันได จัดบ้านให้เป็นระเบียบ เนื่องจากการเกิดอุบัติเหตุในผู้สูงอายุ ถือเป็นเรื่องใหญ่ อาจเกิดการบาดเจ็บ กระดูกหัก ซึ่งแน่นอนผลที่ตามมาจากอุบัติเหตุไม่ใช่เรื่องดี

7. หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่ไม่เหมาะสม
ผู้ดูแลควบคุมการรับประทานยาของผู้สูงอายุ เนื่องจากผู้สูงอายุบางท่านอาจมีความรู้ความเข้าใจที่ผิด บางรายอาจซื้อยารับประทานเอง รวมถึงรับประทานยาเกินขนาด จากภาวะหลงลืม การรับประทานยาเก่าที่ขาดประสิทธิภาพ หรืออาจก่อผลข้างเคียงรุนแรง รวมถึงอันตรายถึงชีวิตได้ ในกรณีที่ผู้สูงอายุมียารับประทานประจำ อย่าละเลยหรือขาดยา

8. หมั่นสังเกตอาการผิดปกติต่างๆ ของร่างกาย
ผู้สูงอายุเป็นวัยที่สามารถเกิดภาวะเจ็บป่วยได้ง่าย เนื่องจากสภาพร่างกายที่เสื่อมถอยจากการใช้งานมานาน ดังนั้นอวัยวะต่างๆในร่างกาย จึงทำงานได้ไม่ดีดังเดิมจึงสามารถเกิดสารพัดโรคได้ ดังนั้นควรหมั่นเช็คความผิดปกติในร่างกายเพื่อป้องกันตั้งแต่เนินๆ เช่น คลำได้ก้อน มีแผลแล้วหายยากเรื้อรัง กลืนอาหารลำบาก ท้องอืดเรื้อรัง ท้องผูกบ่อยๆ เบื่ออาหาร น้ำหนักลด เหนื่อยง่าย แน่นหน้าอก ฯ หากมีอาการดังที่กล่าวมาควรพามาพบแพทย์ดีที่สุด

9. ควรให้ผู้สูงอายุมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ
เมื่ออายุมากขึ้น และไม่ได้รับผิดชอบในหน้าที่มากเท่าในอดีต คุณค่าและบทบาทของผู้สูงอายุจะถูกลดทอนลง จนบางครั้งกลายเป็นถูกละเลยความสำคัญ สร้างความทุกข์ใจให้กับผู้สูงอายุ บางรายอาจเกิดความน้อยใจ ซึมเศร้าลง และมีความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้าสูง ดังนั้นการให้ผู้สูงอายุเข้ามามีบทบาทต่อการตัดสินใจ ในบางเรื่องก็จะช่วยให้ผู้สูงอายุเห็นคุณค่าของตนเองมากขึ้น

10. ตรวจสุขภาพประจำปี
การตรวจสุขภาพประจำปีเป็นสิ่งที่ไม่ควรละเลย สำหรับการดูแลผู้สูงอายุ แนะนำให้ตรวจสม่ำเสมอเป็นประจำทุกปี หรืออย่างน้อยทุก 2 ปี เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรค และค้นหาโรคเพื่อวางแผนการรักษาในระยะแรกเริ่ม เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง รวมถึงโรคมะเร็ง

เพื่อความสุขของผู้สูงอายุ ที่ถือเป็นบุคคลอันเป็นที่รักของคนในครอบครัว นอกจากการดูแลสุขภาพร่างกายแล้ว เรื่องของสุขภาพจิตใจก็สำคัญไม่แพ้กัน หากผู้สูงอายุมีความเครียด หรือกังวลกับเรื่องต่างๆ ย่อมส่งผลต่อร่างกาย และอาจเกิดภาวะเจ็บป่วยได้ในที่สุด

ที่อยู่

ตึกวาฬทอง 242 ถ. สุวินทวงศ์ แขวง แสนแสบ เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร
Bangkok
10510

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ปวดเข่า กระดูกทับเส้น D-Boon-ne บำรุงกระดูกผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์