ร้านขายยา JB MedHouse

  • Home
  • ร้านขายยา JB MedHouse

ร้านขายยา JB MedHouse ร้านขายยาโดยเภสัชกรตลอดเวลาทำการ

ร้านขายยา เจบี เมดเฮ้าส์ ลาดพร้าว 71

มีบริการจัดส่งทั่วไทย..

อาการตกขาวที่สาวๆไม่ควรละเลย ปรึกษาเราได้นะคะ...
09/08/2023

อาการตกขาวที่สาวๆไม่ควรละเลย ปรึกษาเราได้นะคะ...

🥹☔️⛱🦠
04/07/2023

🥹☔️⛱🦠

แพทย์เตือนไข้เลือดออกหน้าฝน-สถานการณ์ยังติดเชื้อสูงตายเพิ่ม 23 คน
หมอมนูญเตือนไข้เลือดออก สายพันธุ์ 2 ที่หน้าฝนต้องระวัง กินยาพาราเซตามอล ไข้ไม่ลง ย้ำห้ามกินยาแอสไพริน-กลุ่มเอ็นเสด NSAIDs ด้านกรมควบคุมโรคเผยสถานการณ์ล่าสุดติดเชื้อรวม27,377 คน บวกเพิ่ม 3,287 คน เสียชีวิตอีก 3 คน
อ่านต่อที่ : http://pptv36.news/1bhE
#ครบทุกข่าวเข้าใจคอกีฬา #ไข้เลือดออก #สถานการณ์ไข้เลือดออก #ไข้เลือดออกสายพันธุ์ #หมอมนูญ #อาการไข้เลือดออก

👨‍👩‍👧อากาศเปลี่ยนทีไร คุณพ่อคุณแม่อดห่วงไม่ได้สักที กับโรคในเด็กที่พบได้บ่อย ในช่วงทารก 0-5 ปี จนถึงวัยเข้าโรงเรียน เพรา...
28/06/2023

👨‍👩‍👧อากาศเปลี่ยนทีไร คุณพ่อคุณแม่อดห่วงไม่ได้สักที กับโรคในเด็กที่พบได้บ่อย ในช่วงทารก 0-5 ปี จนถึงวัยเข้าโรงเรียน เพราะในช่วงนี้ภูมิคุ้มกันของน้องๆยังทำงานได้ไม่เต็มที่ และช่วงที่เริ่มเข้าโรงเรียนเป็นช่วงที่ลูกมีโอกาสคลุกคลีกับคนหมู่มาก และมีโอกาสติดจากเพื่อนๆที่เล่นด้วยกัน มาดูกันว่าโรคที่ควรเฝ้าระวังในช่วงเปิดเทอมมีอะไรกันบ้าง สาเหตุเกิดจากอะไร ป้องกันกันอย่างไร หากเป็นแล้วจะสังเกตุอาการอย่างไรได้บ้าง มาติดตามกันได้เลยค่ะ

1. โรค RSV

👉เป็นอีกหนึ่งโรคในเด็กช่วงเปิดเทอมที่ป่วยกันมาก โดย RSV พบระบาดได้เกือบทั้งปี แต่จะพบมากในช่วงที่มีอากาศชื้น ซึ่งการติดต่อของโรคสามารถติดต่อผ่านทางน้ำลาย น้ำมูก หรือการสัมผัสสิ่งของที่มีเชื้อไวรัส การติดเชื้ออาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนของโรค ที่พบมากคือ หูชั้นกลางอักเสบ ติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่าง เช่น หลอดลมอักเสบ หรือปอดบวม

👨‍⚕️อาการของโรค คือ มีไข้ ไอรุนแรง หายใจลำบาก หายใจเร็ว มีเสียงวี๊ด เสมหะมาก ซึม กินอาหารได้น้อยลง


👨‍👩‍👧การป้องกัน หมั่นล้างมือให้สะอาด หลีกเลี่ยงการสัมผัสหรือให้คนแปลกหน้าจูบหรือหอมแก้มเด็กเล็ก ทำความสะอาดสิ่งของเครื่องใช้ และดูแลอากาศในบ้านให้ปลอดโปร่ง
อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : RSV โรคอันตรายในเด็กเล็ก

2. โรค มือ เท้า ปาก
👉เกิดจากเชื้อไวรัสในกลุ่มเอ็นเทอโรไวรัส พบมากในเด็กเล็กอายุน้อยกว่า 10 ปี โดยเด็กเล็กอาการจะรุนแรงกว่าในเด็กโต


👨‍⚕️อาการของโรค มีตุ่มพอง ผื่นหรือแผลอักเสบบริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า และภายในปาก มีไข้สูง ไอ เจ็บคอ เบื่ออาหาร อ่อนเพลียในเด็กเล็กจะมีอาการงอแงไม่สบายตัว หากไม่มีภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายใด อาการป่วยจะทุเลาลง และหายไปในระยะเวลาประมาณ 10 วัน หากมีภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น ซึมลง ปวดศีรษะมาก ปวดต้นคอ เพ้อ ควรพบแพทย์ทันที


👨‍👩‍👧การป้องกัน หลีกเลี่ยงการคลุกคลีหรือใกล้ชิดกับผู้ป่วย ควรล้างทำความสะอาดมือก่อนหยิบจับอาหาร ไม่ใช้สิ่งของหรือภาชนะร่วมกับผู้อื่น
อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : มือ เท้า ปาก โรคที่พบได้บ่อยในโรงเรียน

3. ไข้หวัดใหญ่
👉โรคทางเดินหายใจที่เกิดจากเชื้อไวรัส

👨‍⚕️อาการเบื้องต้นคล้ายไข้หวัดธรรมดา คือ มีไข้ ตัวร้อน น้ำมูกไหล แต่มีความรุนแรงและมีโอกาสพัฒนาสู่ภาวะแทรกซ้อนได้ เป็นโรคที่พบได้ตลอดทั้งปี และระบาดในช่วงเปลี่ยนผ่านฤดู โดยเฉพาะฤดูฝนและหนาว การรักษา จะรักษาตามอาการไข้หวัด หรือในบางรายอาจได้รับยาต้านเชื้อไวรัสร่วมด้วย ควรพักฟื้นให้เพียงพอ เพราะร่างกายจะอ่อนเพลียและต้องการพักผ่อนมากกว่าปกติ ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดได้ คือ ภาวะขาดน้ำ การติดเชื้อแบคทีเรียในอวัยวะต่างๆ เช่น หู ไซนัส หลอดลม และปอด เป็นต้น


👨‍👩‍👧การป้องกัน ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ประจำทุกปี หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับผู้ป่วยและเสมหะของผู้ป่วย ล้างมือสม่ำเสมอ และสวมหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกัน
อ่านเพิ่มเติม : ไข้หวัดใหญ่ โรคที่ไม่ธรรมดาในเด็ก


4. ท้องร่วง ท้องเสีย
👉เป็นโรคติดเชื้อที่พบบ่อยที่สุดในเด็กเล็ก เนื่องจากได้รับเชื้อที่ปนเปื้อนมากับอาหารหรือเครื่องดื่ม หรือการหยิบสิ่งของเข้าปาก


👨‍⚕️อาการ คือ ถ่ายเหลว อาจมีไข้ร่วมด้วย คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง บางรายมีอาการรุนแรงร่างกายเสียน้ำมากจนมีอาการขาดน้ำ หากปล่อยทิ้งไว้อาจทำให้อาการวิกฤตได้ อาการท้องร่วงส่วนมากจะหายได้เอง แต่ต้องระวังภาวะขาดน้ำ การรักษาจึงต้องป้องกันภาวะขาดน้ำโดยการให้น้ำเกลือแร่ ORS แก่ผู้ป่วย


👨‍👩‍👧การป้องกัน ล้างมือให้สะอาด ดื่มน้ำสะอาด รับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ ล้างขวดนมให้สะอาด กำจัดขยะมูลฝอยและถ่ายอุจจาระให้ถูกสุขลักษณะ


5. ไข้เลือดออก
👉เกิดจากการติดเชื้อไวรัสเด็งกี ซึ่งเป็นไวรัสชนิดหนึ่งมียุงลายเป็นพาหะนำโรค


👨‍⚕️อาการ คือ ไข้สูง ปวดหัว คลื่นไส้ อาเจียน ปวดเมื่อยตามตัว การรักษาจะดูแลตามอาการ แต่อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนในกลุ่มที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น ในเด็ก หรือ ผู้ที่เคยติดเชื้อแล้วป่วยซ้ำได้


👨‍👩‍👧การป้องกัน คือ ป้องกันยุงลายกัด กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุง ดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง เพื่อเสริมภูมิคุ้มกันของร่างกาย
และนี่ก็เป็นตัวอย่างของ 5 โรคที่พบบ่อยในเด็กช่วงวัยอนุบาล เพราะเด็กเป็นวัยที่ร่างกายยังไม่เติบโตเต็มที่ และยังไม่มีภูมิคุ้มกันเพียงพอในการต่อสู้กับเชื้อโรคต่างๆ จึงควรดูแลและเฝ้าระวังสุขภาพลูกน้อยเป็นพิเศษ

Credit : AIAPLANNER

#ร้านยาใกล้คุณ #ร้านยาลาดพร้าว #เจบีเมดเฮ้าส์

👍👍👍👍👍
12/04/2023

👍👍👍👍👍

เราขยายเวลาการให้บริการนะคะ..07:30 น. - 21:00 น.ร้านเปิดทุกวัน..😁🥰สนใจสั่งซื้อ สอบถามเรื่องยา และเรื่องสุขภาพต่างๆ ได้ที...
05/03/2023

เราขยายเวลาการให้บริการนะคะ..
07:30 น. - 21:00 น.
ร้านเปิดทุกวัน..

😁🥰

สนใจสั่งซื้อ สอบถามเรื่องยา และเรื่องสุขภาพต่างๆ ได้ที่
Tel. 098-982-3563
Line id :

#เจบีเมดเฮ้าส์
#ร้านยาใกล้ฉัน #ร้านยาลาดพร้าว
#เภสัชกร

⭕️โรคภูมิแพ้(allergy)⭕️เป็นกลุ่มของโรคที่แสดงอาการได้กับหลายส่วนของร่างกาย อาการของโรคภูมิแพ้ขึ้นอยู่กับชนิดของโรคภูมิแพ...
19/12/2022

⭕️โรคภูมิแพ้(allergy)⭕️

เป็นกลุ่มของโรคที่แสดงอาการได้กับหลายส่วนของร่างกาย อาการของโรคภูมิแพ้ขึ้นอยู่กับชนิดของโรคภูมิแพ้ที่เป็นโดยการสัมผัสกับสิ่งที่แพ้ เช่น ฝุ่น, ควัน, สารพิษ, ขยะ, อาหารที่เสี่ยงต่อการแพ้, ยา การแสดงของโรคมีได้หลายรูปแบบ

✅เป็นที่ตา จะมีอาการคันและเคืองตา ตาแดง น้ำตาไหล หนังตาบวม แสบตา

✅เป็นที่จมูก เรียกว่า โรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ (allergic rhinitis) หรือโรคแพ้อากาศ มีอาการจาม คันจมูก น้ำมูกไหลออกมาทางจมูกหรือไหลลงคอ คัดจมูก คันเพดานปากหรือคอ

✅เป็นที่หลอดลม เรียกว่า โรคหลอดลมอักเสบภูมิแพ้ หรือโรคหืด (asthma) มีอาการ ไอ หอบเหนื่อย หายใจขัด แน่นหน้าอก หายใจมีเสียงวี้ด หายใจลำบากหรือหายใจเร็ว โดยเฉพาะเวลาตอนกลางคืน ตอนเช้ามืด หรือขณะออกกำลังกาย หรือขณะเป็นไข้หวัด

✅เป็นที่ผิวหนัง เรียกว่า โรคผิวหนังอักเสบภูมิแพ้ (atopic dermatitis) มีอาการ คัน มีผดผื่นตามตัว ผื่นมักแห้ง แดง มีสะเก็ดบางๆ หรือมีน้ำเหลืองแห้งกรังปกคลุมอยู่ ในรายที่เป็นเรื้อรัง ผิวหนังบริเวณที่เป็นจะหนาตัวขึ้นและมีสีคล้ำขึ้น ผิวหนังอาจมีการอักเสบเป็นตุ่มนูนคัน หรือใหญ่เป็นปื้นนูนแดง และคันมากที่เรียกว่า ลมพิษ (urticaria)

✅เป็นที่ระบบทางเดินอาหาร เรียกว่า โรคแพ้อาหาร (food allergy) มีอาการ อาเจียน คลื่นไส้ ท้องเสีย ปากบวม ปวดท้อง ท้องอืด อาจมีอาการของระบบทางเดินหายใจ (เช่น หอบหืด, แพ้อากาศ) และผิวหนัง (เช่น ผื่นคัน, ลมพิษ) ร่วมด้วย หลังรับประทานที่อาจเคยทานมาแล้วและมีอาการเช่นเดียวกัน

⭕️โดยอาการที่เกิดจากภูมิแพ้ แบ่งเป็น 2 ระดับตามเวลาในการเกิด คือ

✔️เกิดอาการแพ้เฉียบพลันทันทีที่ได้รับสารก่อภูมิแพ้เข้าสู่ร่างกาย ไม่เกินครึ่งชั่วโมง

✔️ค่อยๆเกิดอาการภายหลังได้รับสารก่อภูมิแพ้ประมาณ 4 ชั่วโมง หรือนานกว่านั้น อาจเป็นวัน

⭕️สำหรับการรักษาภูมิแพ้โดยใช้ยาก็จะรักษาตามอาการและบริเวณที่เป็น

✅ เป็นที่ตา

ใช้ยาหยอดหยอดตาเพื่อลดอาการแพ้ เช่น Hista-oph, Antazallerge, Naphcon-A, Pataday, Vividrin
หากอาการยังไม่ดีขึ้นควรทานยาแก้แพ้ร่วมซึ่งมีทั้งแบบง่วงและไม่ง่วง
ยาแก้แพ้แบบง่วง เช่น Nasolin, Sulidine, Nasotap, Codiphen, Atarax
ยาแก้แพ้แบบไม่ง่วง เช่น Zyrtec, Xyzal, Clarityne, Aerius, Telfast, Fenafex

✅ เป็นที่จมูกหรือเรียกว่า โรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ (allergic rhinitis) หรือโรคแพ้อากาศ

ทานยาแก้แพ้ (oral antihistamine) ตามที่ให้ดูก่อนหน้า
หากมีอาการคัดจมูกมากสามารถใช้ยาพ่นแก้คัดจมูกร่วม เช่น Iliadin, Otrivin ซึ่งยาพ่นพวกนี้ไม่ควรใช้นานเกิน 1 อาทิตย์นะ เดี๋ยวจะยิ่งคัดแน่นจมูกไปอีก
สำหรับใครที่เป็นเรื้อรังคุณหมออาจให้ใช้ยาพ่นสเตียรอยด์ (Corticosteroids) เช่น Avamys, Nasonex, Nasacort, Rhinocort พ่นยาวๆไปเลย
ถ้าใครอาการยังไม่ดีขึ้นเท่าที่ควรอาจใช้ยาทานที่มีตัวยาช่วยลดการอักเสบของหลอดลมเพิ่ม เช่น Singulair Montek

✅ โรคหลอดลมอักเสบภูมิแพ้ หรือโรคหืด (asthma) ควรพบแพทย์และรักษาตามความรุนแรงของอาการที่เป็นนะ เพราะยารักษามีหลายตัวและใช้ตามความรุนแรงของโรคที่เป็น

✅ โรคผิวหนังอักเสบภูมิแพ้ (atopic dermatitis)

ให้ทานยาแก้แพ้ (oral antihistamine) สามารถใช้ร่วมกับยาทาซึ่งมีหลายชนิด ได้แก่
ยาทาสเตียรอยด์ (Topical corticosteroids) เช่นยี่ห้อ Dermovate, Betnovate, Elomet, Aristocort
ยาทาแก้แพ้ (Topical antihistamine) เช่น Fenistil, Systral พวกนี้จะไม่มีสเตียรอยด์

✅โรคแพ้อาหาร (food allergy)

ทานยาแก้แพ้ (oral antihistamine)
หากมีอาการรุนแรงเช่น ปากบวม, ตาบวม, ผื่นขึ้นทั่วตัวหรือบริเวณกว้าง, หายใจไม่ออก ต้องรีบไปโรงพยาบาล

⭕️⭕️ ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมที่แนะนำสำหรับโรคภูมิแพ้

✔️ วิตามินซี (vitamin c) วิตามินซีสำคัญต่อการสร้างและซ่อมแซมเนื้อเยื่อ มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant) ช่วยกำจัดอนุมูลอิสระซึ่งเกิดจากสารก่อภูมิแพ้ (allergen) จากการศึกษาพบว่าเมื่อรับประทานวิตามินซีในขนาดที่สูง (มากกว่าหรือเท่ากับ 1,000 mg ต่อวัน) จะสามารถลดความรุนแรงหรือจำนวนครั้งในการเกิดภูมิแพ้ได้เป็นอย่างดี เพราะฉะนั้นคนที่เป็นภูมิแพ้ควรทานวิตามินซีไว้ด้วยนะ ทานวันละ 1,000 mg ขึ้น

✔️ สารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant) ช่วยกำจัดอนุมูลอิสระซึ่งเกิดสารก่อภูมิแพ้ (allergen) มีหลายชนิดด้วยกัน สามารถทานร่วมกับวิตามินซีเพื่อเสริมฤทธิ์ในการบรรเทาอาการของภูมิแพ้ได้ มีหลายชนิดเช่น grape seed, astaxantin, pycnogenol จากการยกตัวอย่างนี้เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของสารต้านอนุมูลอิสระที่มีขายตามท้องตลาด

✔️ เบต้ากลูแคน (betaglucan) เป็นสารอาหารประเภทแป้ง เป็นน้ำตาลเชิงซ้อนที่มาจากธรรมชาติ (Natural polysaccharide) ซึ่งมีคุณสมบัติที่สามารถกระตุ้นระบบภูมิต้านทานของร่างกาย เพิ่มประสิทธิภาพของเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด Macrophage โดยกระตุ้นให้ Macrophage สามารถทำลายสิ่งแปลกปลอมหรือสารก่อภูมิแพ้ได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเริ่มรับประทานวันละ 200 mg

✔️ นมผึ้ง (Royal Jelly) เป็นสารอาหารสำหรับเลี้ยงตัวอ่อนของผึ้งนางพญา มีคุณค่าทางโภชนาการ ประกอบด้วย วิตามิน A, C, D, E และวิตามินบีรวม และแร่ธาตุอื่นๆที่มีประโยชน์ต่อร่างกายอีกมากมาย ได้มีการศึกษาพบว่าสารสำคัญในนมผึ้งสามารถต้านเชื้อไวรัส, เชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา ซึ่งเป็นสาเหตุของการติดเชื้อในลำคอ, หลอดลมอักเสบ (Bronchitis) และผิวหนังอักเสบ ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน (immunomodulator) เป็นตัวช่วยกระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรงและต่อต้านการติดเชื้อต่างๆ

⭕️⭕️สนใจสั่งซื้อ หรือสอบถามเรื่องยา และเรื่องสุขภาพต่างๆ ได้ที่
Tel. 098-982-3563 (ช่วงเวลา 11.00 - 20.30 น.)
Line id :



#ร้านขายยา
#ร้านขายยาใกล้ฉัน #ภูมิแพ้ #ภูมิแพ้อากาศ #ภูมิแพ้จมูก #ภูมิแพ้ #แพ้อากาศ #แพ้อาหาร #แพ้เหงื่อ #แพ้อากาศ #แพ้สารสเตียรอยด์

ลดส่งท้ายปีแบบสับๆๆเพราะเชื้อโรคมีอยู่ทุกที่ เจบี เมดเฮ้าส์ ชวนคุณมาปกป้องตัวคุณ และคนที่รักจากด้วยผลิตภัณฑ์ราคาพิเศษจาก...
16/12/2022

ลดส่งท้ายปีแบบสับๆๆ

เพราะเชื้อโรคมีอยู่ทุกที่ เจบี เมดเฮ้าส์ ชวนคุณมาปกป้องตัวคุณ และคนที่รักจากด้วยผลิตภัณฑ์ราคาพิเศษจากเดทตอล

1. สเปรย์ฆ่าเชื้อ Dettol ขนาดใหญ่ 450 มล. ราคา 245 บาท ( แถมฟรี ขนาดเล็ก 225 มล. มูลค่า 125 บาท )

2. ผ้าเช็ดทำความสะอาดแบบเปียก 50 แผ่น
2 ชิ้น ในราคา 179 บาทเท่านั้น

3. ผ้าเช็ดทำความสะอาดแบบเปียก 45 แผ่น ห่อสีฟ้า ซื้อ 2 แถม 1

4. สเปรย์ฆ่าเชื้อแบบพกพา 50 มล. ราคาพิเศษ 35 บาท (ราคาปกติ 50 บาท)

โปรโมชั่นตั้งแต่วันนี้ จนถึง 31 ธันวาคม 2566 หรือจนกว่าสินค้าจะหมดค่า

#เดทตอล
#สเปรย์เดทตอล


#ร้านขายยาเจบีเมดเฮ้าส์
#โควิท

Mega Wecare Nutrivita นูทรีไวต้า เดลี่ เป็นวิตามินรวม สำหรับบำรุงร่างกาย อาการลองโควิดวิตามินและเกลือแร่รวม ชนิด ตามที่ร...
11/12/2022

Mega Wecare Nutrivita นูทรีไวต้า เดลี่
เป็นวิตามินรวม สำหรับบำรุงร่างกาย อาการลองโควิด

วิตามินและเกลือแร่รวม ชนิด ตามที่ร่างกายต้องการในแต่ละวัน เพื่อเตรียมร่างกายให้พร้อม

Nutrivita multivitamin &mineral C,D,Zinc,เกลือแร่ 🔴ง่าย จบครบในเม็ดเดียว Nutrivita ใหม่!!!!!
จาก Mega we care

ดูแลตัวเองแค่วันละ 1 เม็ด หลังอาหารเช้า ♥️♥️♥️♥️♥️♥️♥️♥️♥️♥️♥️♥️

✅ เน้น Vitamin D : สูงถึง 400 iu
✅ เน้น Zinc : สูงถึง 15 mg.
✅ เน้น Vitamin C : 100 mg.
✅ เน้น Vitamin B รวม สูง เพิ่มความสดชื่น

✨สูตรใหม่✨ เน้นเสริมภูมิฯ ต้านโควิด

เหมาะสำหรับ
💛วัยทำงาน
💛ทานอาหารไม่ครบ 5
💛ผู้ป่วยระยะพักฟื้น
💛ฟื้นฟูอาการหลังจากป่วยโควิด
💛พักผ่อนไม่เพียงพอ

วิตามินสูตรรวม C D ZINC และเกลือแร่ ครบในเม็ดเดียว

บำรุงร่างกายให้แข็งแรง เสริมภูมิคุ้มกัน ไม่ป่วยง่าย พร้อมทำงานได้เต็มที่ทุกวัน

มีจำหน่ายที่ร้านเจบี เมดเฮ้าส์แล้วค่า

#ลองโควิท
#เสริมภูมิคุ้มกัน
#โควิท
#อาหารเสริม
#วิตามินรวม

⭕️⭕️ช่วงปลายปีแบบนี้ใครมีโปรแกรมท่องเที่ยวหรือมีงานปาร์ตี้ต้องฉลองกัน ควรมีตัวช่วยป้องกันไว้ก่อน⭕️⭕️⭕️ป้องกันไวรัสขั้นสุ...
04/12/2022

⭕️⭕️ช่วงปลายปีแบบนี้ใครมีโปรแกรมท่องเที่ยวหรือมีงานปาร์ตี้ต้องฉลองกัน ควรมีตัวช่วยป้องกันไว้ก่อน⭕️⭕️

⭕️ป้องกันไวรัสขั้นสุดหยุดที่จมูก🛡️👃
เพราะเชื้อโควิด19 อยู่ในอากาศได้ การป้องกันทั่วไปจึงไม่เพียงพอ⭕️

👉🏻ตามที่ทราบกันดี ตอนนี้ไวรัสกลายพันธุ์สามารถแพร่เชื้อได้ทางอากาศ ซึ่งทำให้เกิดโอกาสการติดเชื้อได้ค่อนข้างง่าย แค่เพียงการหายใจปกติก็สามารถติดเชื้อได้ อันจะทำให้มีโอกาสเสี่ยงการติดเชื้อไวรัสอย่างมาก หรือต้อง Home Isolation ก็ไม่คุ้มค่ากับสุขภาพที่ถูกทำลายและยังอันตรายที่จะเกิดกับคนในครอบครัวอีกด้วย ดังนั้นควรมาป้องกันไวรัสเข้าสู่ร่างกายอย่างจริงจัง โดยเริ่มต้นจากด่านหน้า “จมูก” เพื่อป้องกันตั้งแต่ต้นทาง

มาป้องกันขั้นสุด แบบ Extra Protection ตั้งแต่ด่านหน้า ไม่ให้พาไวรัสลงปอด
🦠🛡️👃 Nasaleze Travel สเปรย์พ่นจมูกชนิดผง ช่วยตัดวงจรเชื้อร้ายที่ด่านหน้า “ป้องกันจมูกไม่ให้สูดไวรัส”
👉 เปลี่ยนผงเป็นเจลในโพรงจมูก
👉 ดักจับและป้องกันเชื้อโรค และไวรัสที่จมูกได้ทั้งวัน เพียงพ่นวันละ 2-3 ครั้ง
👉 ลดปริมาณไวรัส ลดเสี่ยงติดโรค
👉 อ่อนโยนปลอดภัย ใช้ได้ทั้งเด็ก 3 ขวบขึ้นไป คุณแม่ครรภ์และให้นมบุตร
👉 แบรนด์ออริจินัลจากประเทศอังกฤษ ทั่วโลกยอมรับ
👉 ออกฤทธิ์เร็วภายใน 2 นาที (ออกฤทธิ์นาน 6 ชั่วโมงต่อครั้ง) / ใช้ง่ายใน 4 ขั้นตอน
👉 ใส่หน้ากากอนามัย 2 ชั้น ล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์
👉 เว้นระยะห่าง ไม่ไปพื้นที่เสี่ยง ไม่ใช้ของร่วมกัน

พ่นจมูกง่ายๆ : แค่เปิด-เขย่า-พ่น-เช็ด โดยพ่นก่อนเดินทางหรือก่อนเข้าไปพื้นที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคสูง

ราคา 390 บาท

⭕️⭕️สนใจสั่งซื้อ หรือสอบถามได้ที่
Tel. 098-982-3563 (ช่วงเวลา 11.00 - 20.30 น.)
Line id :



#ร้านขายยา
#ร้านขายยาใกล้ฉัน #สุขภาพดี #สุขภาพดีสร้างได้ #สุขภาพดีจากภายใน #สุขภาพร่างกาย #ป้องกันไวรัส #ป้องกันไว้ก่อน #ท่องเที่ยวต่างประเทศ #ปรึกษาเรื่องยา #เที่ยวญี่ปุ่น #เที่ยวเกาหลี #เดินทางปลอดภัย #เที่ยวต่างประเทศ #เที่ยวในประเทศ #ห่างไกลโรค

❌❌ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับการใช้ยา🚫🚫⭕️ "ยา"  เป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ ที่ช่วยในการรักษา บรรเทา หรือป้องกันโรคและอาการป่วยต่าง...
24/11/2022

❌❌ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับการใช้ยา
🚫🚫

⭕️ "ยา" เป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ ที่ช่วยในการรักษา บรรเทา หรือป้องกันโรคและอาการป่วยต่างๆ ทำให้ร่างกายรู้สึกดีขึ้นตามฤทธิ์และสรรพคุณของยา เช่น ช่วยบรรเทาอาการปวด ลดความดันโลหิต รักษาการติดเชื้อ ฯลฯ หลักการใช้ยานั้น ควรใช้ยาอย่างถูกวิธี ตามขนาดและระยะเวลาของการรักษา ที่เภสัชกรหรือแพทย์แนะนำ

แต่หลายครั้งที่ความเข้าใจผิด ความไม่รู้ รวมถึงความเชื่อผิดๆ อาจส่งผลให้การใช้ยาก่อให้เกิดอันตรายได้ เช่น เกิดผลข้างเคียงเนื่องจากได้รับยาเกินขนาดหรือยาหลายตัวออกฤทธิ์ต้านกัน อาจเกิดอาการแพ้ยา ตั้งแต่อาการเล็กน้อยจนถึงรุนแรงถึงแก่ชีวิต หรืออวัยวะภายในได้รับบาดเจ็บจากยา โดยเฉพาะตับ ไต กระเพาะอาหาร และสมอง

⭕️เหล่านี้คือความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับการใช้ยา⭕️

1️⃣ กินยาดัก เพื่อป้องกันการเจ็บป่วย
ความเชื่อยอดนิยมที่ว่า หากรู้สึกเหมือนจะเป็นไข้ให้กินยาดักไว้ก่อน โดยคิดว่ายาจะสามารถป้องกันไข้หวัดได้ โดยเฉพาะการกินยาพาราเซตามอลหรือยาลดไข้ชนิดอื่นๆ ในความจริงนั้น ยาเหล่านี้มีฤทธิ์บรรเทาอาการปวด ลดไข้ แต่ไม่ได้มีสรรพคุณในการป้องกันอาการป่วย ดังนั้น การกินยาดักไข้ตอนที่ยังไม่มีอาการจึงไม่สามารถช่วยป้องกันการเป็นไข้ได้ อีกทั้งยาทุกชนิดมีผลข้างเคียง และอาจเกิดอันตรายหากกินติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน โดยเฉพาะยาพาราเซตามอล ขนาด 500 มิลลิกรัม หากกินเกินวันละ 8 เม็ด ติดต่อกันเกิน 5 วัน จะส่งผลให้ตับทำงานหนัก จนเซลล์ตับถูกทำลาย และมีโอกาสเกิดภาวะตับอักเสบได้ในที่สุด

2️⃣ กินรวบมื้อ
การลืมกินยามื้อหนึ่งแล้วรวบยอดไปมื้อถัดไป หรือการลืมกินยาก่อนอาหารแต่เอาไปกินพร้อมยาหลังอาหารแทน เหล่านี้เป็นเรื่องที่ไม่ควรทำ เนื่องจากการกินยาแบบรวบมื้อ อาจทำให้ได้รับยาเกินขนาดในมื้อถัดไป และยาที่จำเป็นต้องกินก่อนอาหารก็จะถูกลดประสิทธิภาพลงเมื่อนำไปกินหลังอาหาร วิธีการรับประทานยาที่ถูกต้อง มีดังนี้
✔️ ยาระหว่างอาหารหรือยาพร้อมอาหาร ควรกินยาพร้อมอาหารคำแรกหรือหลังจากกินอาหารไปแล้วครึ่งหนึ่ง
✔️ ยาก่อนอาหาร ควรกินก่อนอาหารประมาณ 20 – 30 นาที ถ้าลืม ให้ข้ามไปกินก่อนอาหารมื้อถัดไป หรือกินหลังอาหารมื้อนั้นอย่างน้อย 2 ชม. และไม่ต้องกินของมื้อถัดไปแล้ว
✔️ ยาหลังอาหาร ควรกินหลังอาหาร ประมาณ 15 นาที ถ้าลืมไม่เกิน 15 นาที สามารถกินได้ ถ้านานเกิน 15 นาที ให้ข้ามไปกินมื้อถัดไป แต่ถ้าเป็นยาสำคัญห้ามข้ามเด็ดขาด ให้กินของว่างมื้อเล็กๆ แล้วกินยาตามทันที
✔️ ยาก่อนนอน ควรกินก่อนเข้านอน ประมาณ 15 – 30 นาที ถ้าลืม ให้ข้ามไปกินก่อนนอนคืนถัดไป

3️⃣ กินยาเกินขนาด (overdose) จะได้หายเร็วๆ
การกินยาในปริมาณหรือขนาดที่มาก กว่าแพทย์กำหนด ไม่ว่าจะเกิดจากอุบัติเหตุ ความเข้าใจผิด หรือคิดว่าจะทำให้หายจากโรคเร็วขึ้น เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง เนื่องจากอาจส่งผลให้เสียชีวิตได้ ดังนั้น จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ควรศึกษาและทำความเข้าใจให้ถูกต้องในเรื่องของปริมาณและระยะเวลาของการกินยา ซึ่งยาที่พบบ่อยว่ากินเกินขนาด คือ ยาพาราเซตามอล โดยแนะนำว่าขนาดที่ถูกต้องในการกินยา 1 ครั้ง ใช้ยาขนาด 10-15 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม เช่น น้ำหนักตัว 60 กิโลกรัม ขนาดยาอยู่ที่ 600-900 มิลลิกรัม หรือขนาดยา 500 มิลลิกรัม 1.5 เม็ด ทุก 4-6 ชั่วโมง วันละไม่เกิน 5 ครั้ง อีกทั้งยาพาราเซตามอลนั้นเป็นยารักษาตามอาการ หากไม่มีอาการปวดหรือไม่มีไข้ ก็ไม่จำเป็นต้องกินยา ดังนั้น การกินยาพาราเซตามอลมากเกินไปหรือกินพร่ำเพรื่อติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจส่งผลให้ตับทำงานบกพร่อง เสี่ยงต่อภาวะตับอักเสบได้
ทั้งนี้ หากผู้ป่วยกินยาเกินขนาดแล้วพบอาการไม่พึงประสงค์ เช่น อุณหภูมิร่างกายลดลงอย่างรวดเร็ว ปวดท้อง คลื่นไส้ หายใจขัด ชีพจรอ่อนลง ความดันโลหิตสูงผิดปกติ ง่วงนอน สับสน หรือมีอาการหนักถึงขั้นช็อก ควรรีบนำส่งโรงพยาบาลเพื่อให้ความช่วยเหลือโดยด่วน เนื่องจากอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต นอกจากนี้ยาบางชนิดอาจไม่ส่งผลฉับพลันแต่สะสมจนทำลายอวัยวะสำคัญได้

4️⃣ ยาปฏิชีวนะกับยาแก้อักเสบคือยาชนิดเดียวกัน
✅ ยาปฏิชีวนะ (Antibiotic) เรียกกันทั่วไปว่ายาฆ่าเชื้อหรือยาต้านแบคทีเรีย เป็นยารักษาโรคที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียเท่านั้น เช่น ต่อมทอนซิลอักเสบเป็นหนอง แผลเป็นฝีหนองที่ผิวหนัง หรือปอดอักเสบจากแบคทีเรียทำให้มีเสมหะเหลือง/เขียว ข้อสำคัญ คือ ยาปฏิชีวนะนั้นมีหลายชนิดและการติดเชื้อในอวัยวะต่างๆ ของร่างกายก็เกิดจากเชื้อแบคทีเรียต่างชนิดกัน การรักษาจึงจำเป็นต้องใช้ยาตรงกับเชื้อที่เป็นสาเหตุเท่านั้น ไม่ใช่จะใช้ยาปฏิชีวนะชนิดใดก็ได้ จึงควรปรึกษาเภสัชกรหรือแพทย์ทุกครั้งก่อนเลือกยารับประทาน
✅ ส่วนยาต้านการอักเสบ (Anti-inflammatory drugs) เป็นยาที่มีฤทธิ์ลดอาการไข้ บรรเทาปวด บวม แดง โดยข้อเท็จจริงทางการแพทย์ระบุว่า การอักเสบส่วนใหญ่สามารถเกิดขึ้นได้โดยไม่มีการติดเชื้อ เช่น โรคเกาต์ โรคข้อเสื่อม โรคข้ออักเสบจากภูมิคุ้มกันอย่างโรคข้อรูมาตอยด์ การบวมแดงช้ำจากอุบัติเหตุหรือแมลงสัตว์กัดต่อย ซึ่งใช้ยาต้านอักเสบรักษาได้ โดยไม่ต้องใช้ยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อ)
หลายคนมักเข้าใจผิดว่ายาปฏิชีวนะกับยาแก้อักเสบคือยาชนิดเดียวกัน ดังนั้น หากซื้อยากินโดยไม่มีเภสัชกรแนะนำ ก็มีโอกาสที่จะได้ยาที่ไม่ตรงกับโรค และอาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ได้รับยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็น จนเกิดเชื้อดื้อยาในร่างกายในที่สุด

5️⃣ เป็นหวัดเจ็บคอต้องกินยาปฎิชีวนะ
ภาวะเจ็บคอส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากเชื้อไวรัสหรือที่เรียกกันว่าเชื้อหวัด ส่วนอาการเจ็บคอจากการติดเชื้อแบคทีเรียนั้นจะต้องมีอาการบ่งชี้อื่นๆ เช่น มีไข้สูง มีฝีหนองที่ต่อมทอนซิล น้ำมูก/เสมหะสีเหลือง/เขียว การติดเชื้อไวรัสหรือหวัดไม่มียาฆ่าเชื้อโดยตรง ใช้การรักษาตามอาการให้ร่างกายกำจัดเชื้อออกไปเอง ดังนั้น จึงมีความเข้าใจผิดว่าเมื่อมีอาการเจ็บคอควรซื้อยาฆ่าเชื้อหรือยาปฏิชีวนะมากินจึงไม่ช่วยรักษาอาการเจ็บคอจากหวัดได้

6️⃣ หยุดยา เพิ่มยา หรือลดยาเอง
การใช้ความรู้สึกในการหยุดยา เพิ่มยา หรือลดยาเอง เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่พบบ่อย ไม่ว่าจะเป็นเพราะอยากหายจากโรคไวๆ หรือรู้สึกว่าอาการดีขึ้นจริงๆ จึงหยุดยาเพราะคิดว่าหายแล้ว ข้อเท็จจริง คือ โรคบางโรคใช้ยารักษาเพียงระยะสั้นๆ ก็เพียงพอ เช่น การติดเชื้อแบคทีเรีย ถ้ากินยาครบตามที่กำหนดแล้วก็ไม่จำเป็นต้องกินต่อ หรือยารักษาตามอาการ เช่น ยาแก้อักเสบลดปวด ยาแก้ไอ ยาละลายเสมหะ ยาระบาย หากไม่มีอาการแล้วก็สามารถหยุดทานได้
แต่ในกรณีของโรคเรื้อรัง (Non Communicable Diseases: NCD) เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง ไตเสื่อม เกาต์ โรคหลอดเลือดหัวใจหรือหลอดเลือดสมอง โรคเหล่านี้เมื่อเป็นแล้วส่วนใหญ่จะเรื้อรัง ใช้เวลารักษานาน และต้องอาศัยการใช้ยาควบคู่กับการปรับพฤติกรรมและการตรวจร่างกาย/ตรวจเลือดอย่างต่อเนื่อง จึงจะสามารถป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงจากโรคในอีกห้าปีหรือสิบปีข้างหน้าได้ ดังนั้น ถ้าเคยได้รับการวินิจฉัยว่ามีโรคกลุ่มโรคเรื้อรัง ก็ควรเข้าพบแพทย์เพื่อดูแลรักษาต่อเนื่อง ไม่ควรปรับยาหรือหยุดยาเอง แม้จะรู้สึกว่าอาการดีขึ้นแล้วก็ตาม

7️⃣ โรคเดียวกัน แบ่งยากันกินได้
ในบางครั้งเมื่อหายจากโรคแล้วแต่ยังมียาเหลืออยู่ จึงแบ่งยาให้คนอื่นที่มีอาการเดียวกันนำไปรับประทานต่อ สิ่งนี้ถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง เนื่องจากผู้ป่วยแต่ละคนมีโรคประจำตัว พื้นฐานการทำงานของตับ ไต รวมถึงน้ำหนักตัวและปัจจัยอื่นๆ ที่ส่งผลต่อชนิดและขนาดของยาที่แตกต่างกัน ยาจึงเหมาะที่จะให้การรักษาเฉพาะแต่ละบุคคลเท่านั้น ที่สำคัญที่สุด ผู้ใหญ่ไม่ควรแบ่งยาของตนเองให้กับเด็กโดยใช้วิธีแบ่งครึ่งให้ทานโดยเด็ดขาด ด้วยเข้าใจว่ายาครึ่งเม็ดให้ฤทธิ์ยาเพียงครึ่งเดียว แต่เนื่องจากระบบอวัยวะภายในของเด็กนั้นไม่เหมือนผู้ใหญ่ การตอบสนองต่อยาจึงแตกต่างกัน การที่เด็กได้รับยาเกินขนาดเพียงเล็กน้อยอาจส่งผลให้เกิดอันตรายต่อเด็กได้มากอย่างคาดไม่ถึง ดังนั้น จึงไม่ควรกินยาของคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ก็ตาม

8️⃣ การกินยากับเครื่องดื่มที่ไม่ใช่น้ำเปล่า
การกินยาให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด ควรกินกับน้ำเปล่าที่สะอาด ไม่ควรกินคู่เครื่องดื่มอื่น เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพและการออกฤทธิ์ของยาได้ ดังนี้

👉🏻 กินยากับนม - แคลเซียม โปรตีน และเหล็กในนมอาจไปจับกับตัวยาบางชนิด เช่น ยาปฏิชีวนะ ยาลดกรด ส่งผลต่อการดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด ยาบางชนิดอาจออกฤทธิ์ได้ไม่เต็มที่
👉🏻 กาแฟ - กาแฟมีคาเฟอีนออกฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาท หากกินร่วมกับยาที่กระตุ้นระบบประสาท เช่น ยาแก้หวัด ยาขยายหลอดลม อาจทำให้เกิดอาการใจสั่น หัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือเกิดอาการวูบเป็นลมได้ เป็นต้น
👉🏻 น้ำผลไม้ - น้ำผลไม้รสเปรี้ยว เช่น น้ำส้ม น้ำมะนาว จะทำให้กรดในกระเพาะอาหารเพิ่มมากขึ้น อาจทำให้ปวดท้องถ้าทานคู่กับยาที่มีฤทธิ์เพิ่มกรดในกระเพาะอยู่แล้ว น้ำผลไม้ยังมีผลต่อการดูดซึมของยาบางชนิด เช่น ยารักษาความดันโลหิตสูง หัวใจล้มเหลว และโรคภูมิแพ้ต่างๆ
👉🏻 เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ - ทำให้หลอดเลือดขยายตัวและปัสสาวะมากขึ้น หากกินเวลาใกล้เคียงกับยาที่ออกฤทธิ์ขยายหลอดเลือดหรือยาขับปัสสาวะ จะทำให้หลอดเลือดขยายตัวมากเกินไป เสียน้ำออกจากร่างกายเกินความจำเป็น ส่งผลให้ความดันโลหิตต่ำ มึนงง และอาจเป็นลมหมดสติได้ นอกจากนี้การดื่มแอลกอฮอล์เรื้อรังยังเพิ่มความเสี่ยงโรคตับอักเสบหรือตับแข็ง การรับประทานยาหลายชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งยาที่ขับออกจากร่างกายผ่านทางตับ ก็ยิ่งทำให้เซลล์ตับได้รับความเสียหายมากขึ้น แม้จะกินยาในขนาดปกติก็ตาม
👉🏻 น้ำอัดลม - มีทั้งกรดและน้ำตาลสูง ซึ่งขัดขวางการออกฤทธิ์ของยาบางชนิด เช่น ยาลดกรด ยาขยายหลอดลม
การใช้ยาให้ได้ประโยชน์สูงสุดในการรักษาโรค มีเคล็ดลับง่ายๆ เพียงใช้ตามคำแนะนำของแพทย์และเภสัชกร อ่านฉลากกำกับยา รับประทานยาในปริมาณที่ถูกต้อง ตรงเวลา และไม่หยุดยาเอง หากมีข้อสงสัยหรือไม่เข้าใจ ควรปรึกษาเภสัชกรหรือพบแพทย์ผู้ทำการรักษา สิ่งสำคัญ คือ อย่าใช้ความรู้สึกส่วนตัวหรือหลงเชื่อสิ่งที่ส่งต่อกันในโลกโซเชียลโดยไม่ตรวจสอบข้อมูลที่ถูกต้องอย่างละเอียดหรือมีคำแนะนำจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

⭕️⭕️สนใจสั่งซื้อ หรือสอบถามเรื่องยา และเรื่องสุขภาพต่างๆ ได้ที่
Tel. 098-982-3563 (ช่วงเวลา 11.00 - 20.30 น.)
Line id :



#ร้านขายยา
#ร้านขายยาใกล้ฉัน #สุขภาพดี #สุขภาพดีสร้างได้ #สุขภาพดีจากภายใน #สุขภาพจิต #สุขภาพใจ #แข็งแรง #โรคเบาหวาน #เบาหวาน #เบาหวานความดัน #โรคความดัน #โรคความดันโลหิตสูง #โรคหัวใจ #ไขมันสูง #โรคหัวใจ #โรคมะเร็ง #อ้วน #โรคอ้วน #เหนื่อยง่าย #ป่วยบ่อย #ป่วยง่าย #ยา #ยารักษาโรค #ปรึกษาเรื่องยา #ความเชื่อ #ความเชื่อผิดๆ #เภสัชกร

⭕️“ไอ” อาการเล็กน้อย ที่อาจไม่เล็กน้อย⭕️ 🤧😷🤒 ‼️การไอ การไอเป็นกลไกอย่างหนึ่งของการป้องกันระบบหายใจไม่ให้ได้รับอันตราย ปก...
18/11/2022

⭕️“ไอ” อาการเล็กน้อย ที่อาจไม่เล็กน้อย⭕️ 🤧😷🤒

‼️การไอ การไอเป็นกลไกอย่างหนึ่งของการป้องกันระบบหายใจไม่ให้ได้รับอันตราย ปกติเราหายใจเอาอากาศเข้าออกผ่านปอดวันละมาก ๆ (ประมาณ 8,000 – 12,000 ลิตรต่อวันขึ้นกับปริมาณการทำงานและการออกกำลัง) ขณะที่ในอากาศมีของเสียที่เป็นอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจปะปนอยู่ ยิ่งอยู่ในเมืองยิ่งมีมากจากการสูบบุหรี่ มลภาวะเป็นพิษอาจเป็นในรูปฝุ่นละออง ก๊าซเคมี และเชื้อโรค เชื้อรา เชื้อไวรัสต่าง ๆ

ร่างกายจึงมีวิธีกำจัดสิ่งเหล่านั้นออกไปเพื่อลดอันตรายของทางเดินหายใจลง ผงฝุ่นละอองขนาดโตเมื่อหายใจเข้าไป (โตเกินกว่า 10 ไมครอน) ส่วนใหญ่จะติดอยู่ในส่วนโพรงจมูกและหลอดลมส่วนบน มีฝุ่นที่มีขนาดเล็กเท่านั้นที่จะผ่านลงไปในหลอดลมส่วนล่างได้ ดังนั้นผงฝุ่นละอองขนาดเล็กจะมีอันตรายกว่าผงฝุ่นละอองขนาดใหญ่ 😨😰😱

‼️สาเหตุการไอ ⁉️

สาเหตุการไอมีอยู่มากมาย เพราะโรคของระบบทางเดินหายใจและปอดแทบทุกโรคทำให้เกิดอาการไอได้ทั้งสิ้น นอกจากนั้นก็อาจเกิดจากโรคของระบบอื่น เช่น โรคจมูก โรคกระเพาะ โรคหัวใจ ยาหลายอย่างทำให้เกิดการไอได้ การไออย่างปัจจุบันที่พบบ่อยมักเป็นจากการอักเสบของระบบทางเดินหายใจส่วนบน เช่น หลอดลมอักเสบ และส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อ เช่น ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ ในเด็กมักเป็นจากการอักเสบในลำคอ หรือต่อมทอลซิลอักเสบ ในคนสูงอายุโดยเฉพาะมีโรคทางสมองอาจเป็นหลอดลมอักเสบ เนื่องจากการสำลักอาหารหรือน้ำลาย

‼️สาเหตุการไอเรื้อรัง⁉️

ถ้าไม่นับผู้ป่วยที่สูบบุหรี่ ซึ่งมักจะมีอาการไอเรื้อรัง เนื่องจากมีหลอดลมอักเสบเรื้อรังแล้ว ผู้ป่วยที่มีอาการไอที่พบบ่อยที่สุดคือ อาการไอเรื้อรังหลังเป็นไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่ ผู้ป่วยพวกนี้อาจมีอาการไอเรื้อรังได้ โดยเฉพาะถ้าผู้ป่วยไม่ได้รับพักผ่อนอย่างเพียงพอ และมีการใช้เสียงมากในระยะเริ่มแรกของโรค ทำให้มีอาการหลอดลมอักเสบตามมา นอกจากนั้นแล้วยังพบว่า หลังการติดเชื้อไวรัสอาจทำให้หลอดลมมีความไวต่อการถูกกระตุ้น (Bronchial Hyperresponsiveness หรือ BHR) แล้วจะมีการไอเกิดขึ้น ซึ่งอาจกินเวลายาวนานถึง 3 – 4 สัปดาห์ได้โดยเฉพาะถ้าพักผ่อนไม่พอหรือใช้เสียงมากอยู่

👉🏻👉🏻ระยะเวลาไอ การไออาจแบ่งตามระยะเวลาที่เป็น ได้แก่
✅ ไอไม่ถึง 1 สัปดาห์เรียกว่า การไออย่างปัจจุบัน
✅ ไอติดต่อกันนานเกิน 3 สัปดาห์เรียกว่า ไอเรื้อรัง
✅ ไอแห้ง ๆ คือ ไม่มีเสมหะ ไอมีเสมหะออกมา และไอเป็นเลือด ซึ่งต้องดูว่าเป็นเลือดอย่างเดียวไม่มีเสมหะปน หรือมีเสมหะปนอยู่ด้วย

💢โรคที่เป็นสาเหตุการไอ💢
โรคที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดอาการไอบ่อยอื่น ๆ ได้แก่ การอักเสบเรื้อรังในปอด เช่น วัณโรค หลอดลมอักเสบเป็นหนองเรื้อรัง (Bronchiectasis) ฝีในปอด และมะเร็งในปอด เป็นต้น แต่ผู้ป่วยกลุ่มนี้มักเอกซเรย์ปอดผิดปกติ�
สำหรับโรคที่ทำให้เกิดการไอเรื้อรังและมีเอกซเรย์ปอดปกติ ที่พบบ่อยได้แก่
✔️ โรคหอบหืด (Bronchial Asthma) ผู้ป่วยโรคหอบหืดโดยทั่วไปจะมีอาการไอ เหนื่อยง่าย และหายใจมีเสียงวี๊ด แต่ก็มีผู้ป่วยอีกจำนวนมากมีโรคหอบหืดชนิดที่ไม่รุนแรง บางรายไม่เคยมีอาการหืดจับหรือเหนื่อยง่ายเลย มีเพียงไอเรื้อรังเท่านั้น (พบว่าประมาณ 25% ของผู้ป่วยโรคหอบหืดไม่เคยมีอาการหืดจับ) แต่ถ้าตรวจสมรรถภาพปอดจะพบว่า หลอดลมมีความไวต่อสิ่งเร้า (Bronchial Hyperresponsiveness หรือ BHR) นอกจากนั้นผู้ป่วยพวกนี้ที่มีอาการหลอดลมอักเสบเรื้อรัง การตรวจเสมหะจะพบเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด Eosinophils แทนที่จะเป็นเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด Neutrophils อย่างที่เห็นในหลอดลมอักเสบทั่วไป Eosinophilic Bronchitis นี้ถือเป็น Cough – Variant Asthma คือ เป็นโรคหอบหืดที่มีหลอดลมตีบแบบไม่รุนแรงจึงไม่มีอาการหอบหืด
✔️ ผู้ป่วยซึ่งเป็นโรคแพ้อากาศและมีจมูกอักเสบเรื้อรัง (Allergic Rhinitis) ผู้ป่วยพวกนี้จะมีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล และมีน้ำมูกไหลลงในคอเวลานอน (Postnasal Drip) ทำให้มีอาการไอเรื้อรัง ผู้ป่วยอาจมีไซนัสอักเสบ (Paranasal Sinusitis) ร่วมด้วย โดยที่สาเหตุของโรคเป็นภูมิแพ้เช่นกัน ดังนั้นเราจึงพบโรคนี้ร่วมกับโรคหอบหืดในผู้ป่วยคนเดียวกันได้บ่อย
✔️ ผู้ป่วยที่มีกรดในกระเพาะและกรดไหลย้อนกลับเข้ามาในหลอดอาหาร (Gastro-Esophageal Reflux Disease หรือ GERD) ผู้ป่วยพวกนี้อาจมีไอเรื้อรังได้
✔️ ผู้ป่วยที่ทานยาบางชนิดที่ใช้รักษาโรคความดันสูงและโรคหัวใจ เช่น ยาพวก ACE Inhibitor อาจทำให้ผู้ป่วยที่ใช้ยานี้มีอาการไอเรื้อรังได้ พบได้ราว 2 – 14% ของผู้ใช้ อาการเกิดในราว 3 – 4 สัปดาห์หลังใช้ยา อาการไอมักเป็นแบบไอไม่มีเสมหะ เป็นมากในตอนกลางคืนและเวลานอนราบ อาการจะหายไปเมื่อหยุดยา ยาพวก Beta-Adrenergic Blocking Agent อาจทำให้เกิดการไอในผู้ป่วยที่มีหลอดลมอักเสบเรื้อรังและโรคหอบหืดโดยช่วยทำให้หลอดลมตีบลง
✔️ ผู้ป่วยที่ใช้เสียงมาก ๆ เช่น ตะโกนมากและพักน้อย เช่น พวกพ่อค้าแม่ค้า หากหยุดพักไม่ใช้เสียง 2 – 3 วัน อาการจะดีขึ้น
✔️ ผู้ที่ไอหรือกระแอมโดยที่ไม่มีโรค เรียก Psychogenic หรือ Habit Cough การวินิจฉัยมักไม่พบว่ามีสาเหตุของการไออื่น สันนิษฐานว่าน่าจะมีสาเหตุมาจากจิตใจ มีคนเป็นแบบนี้จำนวนมาก

‼️‼️ผลเสียของการไอ‼️‼️

การไอมีผลต่อสุขภาพมากมาย เช่น
ปอด
❌ อาจมีอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจ มีการอักเสบของหลอดลมมากขึ้น บวมมากขึ้น มีการฉีกขาดเกิดขึ้น
❌ ปอดแตกและมีลมรั่วเข้าไปในช่องเยื่อบุหุ้มปอด (Pneumothorax) อันเป็นผลจาก Barotrauma ที่เกิดกับปอดขณะไอ
สมอง
❌ มีอาการหมดสติ (Cough Syncope)
ทรวงอก
❌ เจ็บกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้อฉีกขาด กระดูกซี่โครงหัก

‼️การแทรกซ้อนอื่น ๆ‼️
✔️ ปัสสาวะราด (Urine Incontinence)
✔️ เสียงแหบ
✔️ ไส้เลื่อน
✔️ ปวดหลัง
✔️ พักผ่อนไม่เพียงพอในผู้ที่มีอาการไอมากช่วงกลางคืน

ดังนั้น หากมีอาการไอ ควรปรึกษาเรื่องการใช้ยากับเภสัชกร เพื่อนให้ได้รับยาเพื่อการรักษาที่ถูกต้องและตรงกับสาเหตุ

⭕️⭕️สนใจสั่งซื้อ หรือสอบถามเรื่องยา และเรื่องสุขภาพต่างๆ ได้ที่
Tel. 098-982-3563 (ช่วงเวลา 11.00 - 20.30 น.)
Line id :



#ร้านขายยา
#ร้านขายยาใกล้ฉัน #ไอ #อาการไอ #ไอเรื้อรัง #ไอมีเสมหะ #ไอแห้ง #เจ็บคอ #สุขภาพดี #สุขภาพดีจากภายใน #สุขภาพดีสร้างได้ #สุขภาพร่างกาย #สุขภาพ #ป่วยบ่อย #ป่วยง่าย #ป่วยเรื้อรัง #สาเหตุการไอ #เภสัชกร #ปรึกษาเรื่องยา #การใช้ยา

⭕️โรคจากพฤติกรรม⭕️‼️ภัยเงียบจาก NCDs โรคจากพฤติกรรมโรค NCDs (Non-Communicable Diseases) คือกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ไม่...
16/11/2022

⭕️โรคจากพฤติกรรม⭕️

‼️ภัยเงียบจาก NCDs โรคจากพฤติกรรม
โรค NCDs (Non-Communicable Diseases) คือกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรค และไม่สามารถติดต่อกันได้ โดยจะมีการดำเนินโรคอย่างช้าๆ มีอาการอย่างต่อเนื่อง และเรื้อรังในที่สุด หากไม่ได้รับการดูแลรักษาอย่างถูกต้องและทันเวลา ซึ่งส่งผลกระทบอย่างมากต่อการดำเนินชีวิตของผู้ป่วย และคนรอบข้าง

👉🏻👉🏻สาเหตุของโรค NCDs
ส่วนใหญ่เกิดจากการดำเนินชีวิตที่มีพฤติกรรมเสี่ยง ได้แก่

✔️ บริโภคอาหารรสหวานจัด ไขมันสูง หรือเค็มจัด
✔️ ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
✔️ สูบบุหรี่
✔️ ขาดการออกกำลังกาย
✔️ พักผ่อนไม่เพียงพอ
✔️ ความเครียด
✔️ ซื้อยามารับประทานเอง

‼️ความรุนแรงของโรค NCDs⁉️

โรค NCDs เป็นปัญหาใหญ่ที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ คนไทยป่วยด้วยโรค NCDs 14 ล้านคน เสียชีวิตมากกว่า 340,000 ราย/ปี หรือ 75% ของการเสียชีวิตในแต่ละปีของคนไทยทั้งหมด คิดเป็นเสียชีวิตเฉลี่ยชั่วโมงละ 37 คน และมีแนวโน้มการเสียชีวิตเพิ่มขึ้นในทุกๆ ปี ซึ่งส่วนใหญ่เสียชีวิตก่อนอายุ 60 ปี

💢ตัวอย่างโรค NCDs และอาการเตือนที่ควรระวัง ได้แก่
✔️ โรคเบาหวาน อาการเตือน ได้แก่ ปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน น้ำหนักลด อ่อนเพลีย เป็นแผลแล้วหายยาก
✔️ โรคความดันโลหิตสูง อาการเตือน ได้แก่ ปวดศีรษะบ่อย หลังตื่นนอนจะมึนงง ตาพร่ามัว เหนื่อยง่าย ใจสั่น
✔️ โรคหลอดเลือดสมอง อาการเตือน ได้แก่ แขนขาอ่อนแรง ชาที่ปลายมือปลายเท้า ปากเบี้ยว พูดลำบาก
✔️ โรคหัวใจขาดเลือด อาการเตือน ได้แก่ ปวดแน่นบริเวณหน้าอก จุกที่คอหอยหรือลิ้นปี่ หน้ามืด ใจสั่น
✔️ โรคถุงลมโป่งพอง อาการเตือน ได้แก่ ไอเรื้อรัง เป็นหวัดง่ายหายช้า เหนื่อยหอบ หายใจมีเสียงวี้ด
✔️ โรคมะเร็ง อาการเตือน ได้แก่ เป็นแผลเรื้อรังไม่หาย มีตุ่มก้อนที่โตเร็วผิดปกติ ระบบขับถ่ายมีปัญหา มีเลือดออกมาอย่างผิดปกติ
✔️ โรคอ้วนลงพุง อาการเตือน ได้แก่ ผู้ชายมีรอบเอวเกิน 90 ซม.และผู้หญิงรอบเอวเกิน 80 ซม. เหนื่อยง่าย ข้อเข่ารับน้ำหนักไม่ไหว

✅ การป้องกันและลดความเสี่ยงโรค NCDs โดยการปรับพฤติกรรมการดำเนินชีวิต ได้แก่

✔️ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ หลีกเลี่ยงอาหารรสหวานจัด เค็มจัด หรือไขมันสูง
✔️ งดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
✔️ งดสูบบุหรี่
✔️ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
✔️ พักผ่อนให้เพียงพอ
✔️ ผ่อนคลายความเครียด
✔️ หากมีอาการผิดปกติ ควรปรึกษาแพทย์ ไม่ซื้อยามารับประทานเอง
✔️ ตรวจสุขภาพประจำปีอย่างสม่ำเสมอ

‼️ปัญหาของโรค NCDs เหล่านี้ จัดว่าเป็นภัยเงียบ ที่ซ่อนอยู่ในตัวเราจริงๆ และมักจะไม่แสดงอาการให้เห็นตั้งแต่เริ่มต้น แต่เราสามารถเริ่มต้นดูแลสุขภาพตัวเอง เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเป็นโรคเหล่านี้ได้ตั้งแต่วันนี้

⭕️⭕️สนใจสั่งซื้อยา หรือสอบถามเรื่องยา และเรื่องสุขภาพต่างๆ ได้ที่
Tel. 098-982-3563 (ช่วงเวลา 11.00 - 20.30 น.)
Line id :



#ร้านขายยา
#ร้านขายยาใกล้ฉัน #สุขภาพดี #สุขภาพดีสร้างได้ #สุขภาพดีจากภายใน #สุขภาพจิต #สุขภาพใจ #แข็งแรง #โรคเบาหวาน #เบาหวาน #เบาหวานความดัน #โรคความดัน #โรคความดันโลหิตสูง #โรคหัวใจ #ไขมันสูง #โรคหัวใจ #โรคมะเร็ง #อ้วน #โรคอ้วน #เหนื่อยง่าย #ป่วยบ่อย #ป่วยง่าย

Address

1 ซอย นาคนิวาส 48 แยก 6 ถนนนาคนิวาส ลาดพร้าว กรุงเทพฯ

10230

Opening Hours

Monday 07:30 - 21:00
Tuesday 07:30 - 21:00
Wednesday 07:30 - 21:00
Thursday 07:30 - 21:00
Friday 07:30 - 21:00
Saturday 07:30 - 21:00
Sunday 07:30 - 21:00

Telephone

+66989823563

Website

Alerts

Be the first to know and let us send you an email when ร้านขายยา JB MedHouse posts news and promotions. Your email address will not be used for any other purpose, and you can unsubscribe at any time.

Contact The Practice

Send a message to ร้านขายยา JB MedHouse:

  • Want your practice to be the top-listed Clinic?

Share