รู้ทัน ไทรอยด์ สายด่วน : 090-469-9556

รู้ทัน ไทรอยด์ สายด่วน : 090-469-9556 การแพทย์และสุขภาพ

14/05/2019
กินเท่าไหร่ก็ไม่อ้วน ทำอย่างไรน้ำหนักที่เหมาะสมในแต่ละคนนั้นจะต้องคำนวณร่วมกับส่วนสูงด้วยการคำนวณดัชนีมวลกาย (น้ำหนักเป็...
18/05/2018

กินเท่าไหร่ก็ไม่อ้วน ทำอย่างไร

น้ำหนักที่เหมาะสมในแต่ละคนนั้นจะต้องคำนวณร่วมกับส่วนสูงด้วยการคำนวณดัชนีมวลกาย (น้ำหนักเป็นกิโลกรัมหารด้วยส่วนสูงเป็นเมตรยกกำลังสอง) หากต่ำกว่า 18.5 จะถือว่าน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน

การที่น้ำหนักไม่เพิ่ม เกิดได้จากหลายสาเหตุ นอกจากนี้ อาการป่วยบางอย่างอาจทำให้ผู้ป่วยมีน้ำหนักที่ลดลง จนอาจต่ำกว่าเกณฑ์ปกติที่ควรจะเป็น เช่น ภาวะไทรอยด์เป็นพิษ ต่อมไทรอยด์จะผลิตฮอร์โมนไทรอยด์ออกมามากจนเกินไป และส่งผลให้น้ำหนักลดมากกว่าปกติจนต่ำกว่าเกณฑ์ โรคเบาหวาน ความผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร (Gastrointestinal Illnesses) อย่าง โรคแพ้โปรตีนกลูเตน (Coeliac Disease) โรคโครห์น (Crohn's disease) และโรคลำไส้แปรปรวน (Irritable Bowel Syndrome: IBS) ทำให้ร่างกายไม่สามารถดูดซึมสารอาหาร ทำให้ร่างกายไม่ได้รับสารอาหารที่เพียงพอจนน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ โรคการกินผิดปกติ (Eating Disorder) ปัญหาทางจิตที่เกี่ยวข้องกับการรับประทานอาหารได้แก่ โรคอะนอร์เร็กเซีย เนอร์โวซา (Anorexia Nervosa) โรคบูลิเมีย เนอร์โวซา (Bulimia Nervosa) ซึ่งทำให้น้ำหนักลดลงต่ำกว่ามาตรฐานและเป็นอันตรายต่อสุขภาพ เป็นต้น

วิธีการเพิ่มน้ำหนักตัวโดยส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นไปที่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหารและการเพิ่มปริมาณอาหารที่รับประทาน โดยสามารถทำได้ดังนี้

รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ การได้รับสารอาหารครบทั้ง 5 หมู่อย่างเพียงพอ ก็จะช่วยให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ควรเน้นไปที่สารอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งมากจนเกินไป

รับประทานให้บ่อย ๆ คนที่มีภาวะน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์โดยส่วนใหญ่มักจะอิ่มเร็ว โดยในระหว่างมื้ออาหารใหญ่ ๆ อาจรับประทานเป็นของหวาน หรือเป็นอาหารจานหลักก็ได้ เพื่อให้ร่างกายรับอาหารมากขึ้นกว่าเดิม เลือกรับประทานอาหารที่ดีกับสุขภาพ แม้จะต้องรับประทานอาหารให้มากขึ้นเพื่อเพิ่มน้ำหนัก แต่ก็ควรเลือกรับประทานอาหารที่ดีสุขภาพด้วย

ออกกำลังกาย การออกกำลังกายจะช่วยให้เกิดความอยากอาหารมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของร่างกายและฟิตกระชับกล้ามเนื้อ ทำให้แม้จะน้ำหนักขึ้นก็ไม่ทำให้ดูอ้วนแต่อย่างใด แต่ก็ไม่ควรออกกำลังกายหนักจนเกินไปเพราะอาจทำให้น้ำหนักไม่ขึ้น

แนะนำว่าหากน้ำหนักยังไม่เพิ่มเป็นเวลานาน หรือยังลดลงเรื่อยๆ ควรต้องพบแพทย์เพื่อปรึกษา ตรวจร่างกาย และให้การวินิจฉัยที่ถูกต้องต่อไปค่ะ

Cr.pobpad
-----------------------------------------------------------------------

รู้ทัน ไทรอยด์ สายด่วน : 090-469-9556

มาทำความรู้จักกับนาฬิกาชีวิต เพื่อสุขภาพที่ดี กันนะคะ---------------------------------------------------------------รู้เ...
23/02/2018

มาทำความรู้จักกับนาฬิกาชีวิต เพื่อสุขภาพที่ดี กันนะคะ

---------------------------------------------------------------

รู้เร็ว รู้ไว ฟื้นฟูได้ สุขภาพแข็งแรง ยาวนาน นะคะ

สนใจรับข้อมูลเพิ่มเติม 0904699556 , 0904699565

คลิกเพิ่มเพื่อนเพื่อสอบถามเพิ่มเติมที่ลิงค์ด้านล่างได้เลยค่ะ

http://bit.ly/2AzbqTb

เช็คด่วน!!ผมร่วงมาก สัญญาณเตือนโรคไทรอยด์     ปัจจุบันคนปกติทั่วไปจะมีเส้นผมประมาณ 80,000-120,000 เส้น และจะร่วงเป็นประจ...
21/02/2018

เช็คด่วน!!ผมร่วงมาก สัญญาณเตือนโรคไทรอยด์

ปัจจุบันคนปกติทั่วไปจะมีเส้นผมประมาณ 80,000-120,000 เส้น และจะร่วงเป็นประจำทุกวัน วันละ 30-50 เส้น ส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นกับเพศชายมากกว่าเพศหญิง ที่มีอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป

หากบางรายมีผมร่วงมากเกินกว่าปกติ จะส่งผลให้เกิดปัญหาผมร่วง ผมบาง และศีรษะล้านจนเกิดความกังวลและขาดความมั่นใจในชีวิตประจำวันในที่สุด ดังนั้นการตรวจปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อตรวจวิเคราะห์เส้นผมเบื้องต้น ผ่านเครื่องมือ Hair Analysis ในการตรวจโครงสร้าง ขนาด ความหนาแน่นของหนังศีรษะ เพื่อหาสาเหตุของเกิดผมบาง ซึ่งส่วนใหญ่ผมบางเกิดจากกรรมพันธุ์ ฮอร์โมน การรับประทานยา รวมไปถึงภาวะโรคทางกาย เช่น โรคไทรอยด์ ภูมิแพ้ตัวเอง SLE เบาหวาน ภาวะความเครียดและการรับประทานอาหารที่ไม่เพียงพอไม่ถูกตามหลักโภชนาการ เป็นต้น

นพ.ถนอมกิต เพราะสุนทร แพทย์ผ่าตัดผิวหนังและเส้นผม โรงพยาบาลพระรามเก้า กล่าวว่า โรคไทรอยด์ นับว่าเป็นโรคที่เกิดจากภาวะกายอันดับ 1 ที่เป็นสาเหตุทำให้ผมหลุดร่วงมากที่สุด ซึ่งจะมีสภาวะที่ต่อมไทรอยด์สร้างฮอร์โมนผิดปกติ ส่วนใหญ่จะเกิดจากพันธุกรรม และมักพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชายของคนที่ป่วยด้วยโรคไทรอยด์ ส่วนอาการแรกที่เป็นสัญญาณเตือนภัย คือ เส้นผมจะร่วงมากผิดปกติ อันเนื่องมาจากคนที่เป็นโรคไทรอยด์นี้ ร่างกายจะขับไขมันออกมาทางผิวหนังมาก ทำให้หนังศีรษะมัน รากผมอ่อนแอ เป็นสาเหตุทำให้ผมร่วงได้ง่าย นอกจากนี้ โรคนี้ยังจะมีอาการอื่นแทรกซ้อนเข้ามาด้วย เช่น นอนไม่หลับ ตาโปน กล้ามเนื้ออ่อนแรง เหนื่อยง่าย และน้ำหนักลด เกิดความเครียดตลอดเวลา ซึ่งเป็นหนึ่งปัจจัยหลัก ๆ ที่ทำให้เกิดอาการผมร่วงได้ง่ายเช่นกัน

ส่วนวิธีการรักษาเส้นผมที่เกิดจากการหลุดร่วง คือ ควรตรวจวิเคราะห์ วินิจฉัยจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้วยภาวะโรคทางกายในการตรวจสุขภาพเบื้องต้นก่อน ด้วยวิธีการเจาะเลือด เพื่อหาสาเหตุของโรค หากพบว่าเป็นไทรอยด์แล้ว โรคนี้จะแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ แบบไฮโปไทรอยด์ (Hypothyroidism) ที่ผลิตฮอร์โมนไทรอยด์ออกมาไม่เพียงพอ โดยต่อมไทรอยด์ซึ่งอยู่ด้านหน้าส่วนล่างของคอ ทำหน้าที่ผลิตและส่งฮอร์โมนไทรอยด์เข้าไปในกระแสเลือด โดยลักษณะอาการผู้ป่วยจะมีน้ำหนักมาก เพราะร่างกายไม่สามารถเผาผลาญอาหารได้ และส่งผลให้ผมร่วง ซึ่งกลุ่มนี้จะต้องได้รับฮอร์โมนกลับเข้าไปด้วย

ส่วนแบบไฮเปอร์ไทรอยด์ ส่วนใหญ่จะเกิดจากต่อมไทรอยด์ทำงานผิดปกติ ลักษณะอาการของผู้ป่วยจะมีอาการที่ผอมมาก คอโต ตาโปน ตัวเหลืองและผมร่วงในที่สุด ซึ่งทั้งสองกลุ่มนี้จำเป็นต้องตรวจวินิจฉัยสุขภาพเบื้องต้น เพื่อรักษาโรคไปพร้อมกับการตรวจรักษาเส้นผม โดยขั้นตอนการรักษาเส้นผมแพทย์จะทำการตรวจวิเคราะห์สาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้เกิดผมร่วง และเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วย ทั้งนี้วิธีการรักษามีได้หลายวิธี อาทิ การรักษาด้วยการรับประทานยาและวิตามินเสริม การใช้เลเซอร์ยิงลงบนหนังศีรษะเพื่อกระตุ้นเซลล์รากผมที่เสื่อมสภาพ และการใช้แสงสีแดงที่มีลักษณะเป็นหลอด LED จำนวนมากฉายลงบริเวณเส้นผมและหนังศีรษะเพื่อช่วยเร่งการเจริญเติบโตของเซลล์รากผมและเร่งการหมุนเวียนของโลหิต เพื่อเพิ่มความมั่นใจกลับคืนสู่ผู้ป่วยอีกครั้ง

Cr.komchadluek
---------------------------------------------------------------------

รู้เร็ว รู้ไว ฟื้นฟูได้ สุขภาพแข็งแรง ยาวนาน นะคะ

สนใจรับข้อมูลเพิ่มเติม 0904699556 , 0904699565

คลิกเพิ่มเพื่อนเพื่อสอบถามเพิ่มเติมที่ลิงค์ด้านล่างได้เลยค่ะ

http://bit.ly/2AzbqTb

ไทรอยด์ต่อมไทรอยด์(Thyroid gland)  เป็นต่อมไร้ท่อชนิดหนึ่งที่อยู่บริเวณส่วนหน้าของลำคอ มีน้ำหนักประมาณ 20 กรัม ลักษณะคล้...
06/02/2018

ไทรอยด์

ต่อมไทรอยด์(Thyroid gland) เป็นต่อมไร้ท่อชนิดหนึ่งที่อยู่บริเวณส่วนหน้าของลำคอ มีน้ำหนักประมาณ 20 กรัม ลักษณะคล้ายปีกผีเสื้อ

ต่อมไทรอยด์ทำหน้าที่อย่างไร

ทำหน้าที่ผลิตและหลั่งไทรอยด์ฮอร์โมนเข้าสู่กระแสเลือด จากนั้นส่งไปออกฤทธิ์ที่อวัยวะต่างๆของร่างกาย ซึ่งจะอยู่ภายใต้การควบคุมของต่อมใต้สมอง(Pituitary gland)และต่อมไฮโปธาลามัส(Hypothalamus) โดยร่างกายจะมีระบบการควบคุมการทำงานของต่อมไทรอยด์อย่างดี เพื่อรักษาระดับไทรอยด์ฮอร์โมนให้อยู่ในเกณฑ์ปกติตลอดเวลา

ไทรอยด์ฮอร์โมนมีความสำคัญในการกระตุ้นให้อวัยวะต่างๆทั่วร่างกายทำงาน โดยเฉพาะหัวใจและสมอง นอกจากนี้ยังควบคุมระบบการเผาผลาญของเซลล์ต่างๆ ระดับไขมันในเลือด ระบบย่อยอาหาร การควบคุมอุณหภูมิร่างกาย การทำงานของกล้ามเนื้อ หรือแม้แต่มีผลต่อความแข็งแรงของผิวหนัง ผม เล็บ ด้วย ดังนั้นหากมีความผิดปกติของไทรอยด์ ก็จะส่งผลกระทบต่อระบบต่างๆของร่างกายทำให้เกิดความผิดปกติตามมา

โรคของต่อมไทรอยด์

1.กลุ่มโรคต่อมไทรอยด์โตแบบเป็นพิษ หรือทำงานมากเกินไป( Hyperthyroidism)

แบ่งเป็น 3 ประเภท คือ ชนิดโตทั่วไป(Graves’disease), ไทรอยด์เป็นพิษชนิดก้อนตะปุ่มตะป่ำ(Toxic multinodular), ไทรอยด์เป็นพิษชนิดก้อนเดี่ยว (Toxic nodule)

ปัจจุบันเชื่อว่า ร่างกายมีความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้มีการสร้างสารแอนติบอดีต่อตนเอง ซึ่งสารนี้ก็ไปกระตุ้นให้ต่อมไทรอยด์ทำงานมากขึ้น ก็จะสร้างไทรอยด์ฮอร์โมนมากขึ้น ผู้ป่วยจึงมีระดับไทรอยด์ฮอร์โมนในเลือดสูงกว่าปกติ ซึ่งจะไปกระตุ้นให้เซลล์ในร่างกายทำงานมากขึ้นและเร็วขึ้น กระบวนการเมตาบอลิสมสูงขึ้น

อาการ

ซึ่งผู้ป่วยทั้ง 3ชนิดนี้จะมีอาการเหมือนกันคือ เหนื่อย ใจสั่น ขี้ร้อน น้ำหนักลด เหงื่อออกเยอะ ประจำเดือนน้อยลง ผิวหนังเป็นปื้นหน้าขรุขระ บางรายตาโปน บางรายมีอาการแขนขาอ่อนแรง

การรักษา

การกินยาต้านไทรอยด์ ยามี 2 ประเภทคือ โพรพิลไทโอยูราซิล (PTU : propylthiouracil), เมทิมาโซล(MMI: methimazole) ซึ่งออกฤทธิ์กดการสร้างไทรอยด์ฮอร์โมน การรักษาด้วยยานี้ต้องระวังผลข้างเคียงของยาได้แก่ ไข้ เม็ดเลือดขาวต่ำ ผื่น ตับอักเสบได้ ดังนั้นควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด
การกลืนน้ำแร่ไอโอดีน แร่ไอโอดีนจะไปทำลายเซลล์ของต่อมไทรอยด์ ทำให้ต่อมมีขนาดเล็กลงและสร้างฮอร์โมนได้น้อยลง ปัจจุบันเป็นวิธีที่นิยมเพราะผลข้างเคียงน้อยและไม่ยุ่งยาก และได้ผลเร็ว
การผ่าตัดต่อมไทรอยด์ นิยมผ่าตัดในผู้ป่วยที่คอโตมากๆ หรือมีอาการกลืนลำบากหรือหายใจลำบากร่วมด้วย เป็นวิธีที่ได้ผลเร็วที่สุด ผลข้างเคียงที่อาจเกิดได้คือเสียงแหบ หรือระดับแคลเซียมต่ำจากการที่ต่อมพาราไทรอยด์ถูกตัดออกด้วย ซึ่งหากศัลยแพทย์มีความชำนาญ ภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้ก็จะไม่เกิดขึ้น

2.โรคต่อมไทรอยด์ทำงานน้อยเกินไป(Hypothyroidism)

คือภาวะที่ต่อมไทรอยด์สร้างไทรอยด์ฮอร์โมนน้อยกว่าปกติ ทำให้ระดับฮอร์โมนในเลือดมีค่าต่ำกว่าปกติ สาเหตุส่วนใหญ่มักเกิดหลังจากได้รับการรักษาด้วยการกลืนแร่ไอโอดีนหรือการผ่าตัดที่ต่อมไทรอยด์มาก่อน (Primary hypothyroidism)ส่วนสาเหตุส่วนน้อยเกิดจากความผิดปกติของต่อมใต้สมอง(Secondary hypothyroidism)

อาการ

เป็นอาการของการมีภาวะเมตาบอลิสมในร่างกายที่น้อยเกิน ได้แก่ ความคิดช้า เฉื่อยชา ง่วงนอน น้ำหนักขึ้น ขี้หนาว ผมร่วง ผิวแห้งหยาบ ตัวบวม หน้าบวม เป็นตะคริวบ่อย ท้องผูก อาการเหล่านี้มักค่อยเป็นค่อยไป ทำให้ได้รับการวินิจฉัยล่าช้า หากไม่ได้รับการรักษาอาจมีผลเสียต่อระบบหัวใจและระบบไขมันในเลือดได้

การรักษาโดยการรับประทานยาที่เป็นไทรอยด์ฮอร์โมน ซึ่งมักต้องรับประทานตลอดชีวิต

3.โรคต่อมไทรอยด์อักเสบ(Thyroiditis)

ที่พบบ่อยมี 2 ชนิดคือ อักเสบกึ่งเฉียบพลันและอักเสบเรื้อรัง

ต่อมไทรอยด์อักเสบกึ่งเฉียบพลัน ( Subacute thyroiditis) มีสาเหตุมาจากการติดเชื้อไวรัส เช่น หวัด ผู้ป่วยจะมีอาการไข้ ต่อมไทรอยด์โต คลำที่ต่อมไทรอยด์จะรู้สึกเจ็บ โรคนี้สามารถรักษาด้วยการรับประทานยาสเตียรอยด์ ต่อมไทรอยด์จะยุบลงภายในเวลา 1-2 สัปดาห์ สามารถหายขาดได้ภายใน3-6 เดือน โดยต้องติดตามการรักษาอย่างต่อเนื่อง

ต่อมไทรอยด์อักเสบเรื้อรัง ( Hashimoto thyroiditis) มีสาเหตุจากความบกพร่องของระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งผู้ป่วยอาจมาพบแพทย์ด้วยอาการคอโต กดไม่เจ็บ หรือมีประวัติคอโตแล้วยุบไปแล้วโดยไม่เคยรับการรักษามาก่อน การวินิจฉัยทำโดยการตรวจแอนติบอดีในเลือด การรักษาด้วยการรับประทานไทรอยด์ฮอร์โมนและติดตามการรักษาอย่างต่อเนื่อง

4.โรคต่อมไทรอยด์โตแบบไม่เป็นพิษ( Thyroid nodule)

คือการที่ต่อมไทรอยด์มีขนาดโตขึ้น แต่การสร้างฮอร์โมนยังปกติ มีทั้งชนิด ต่อมไทรอยด์โตก้อนเดียว(Single thyroid nodule) และ ต่อมไทรอยด์โตหลายก้อน(Multinodular goiter) โดยทั้งสองชนิดมีโอกาสเป็นมะเร็งได้ จึงมีความจำเป็นที่ต้องตรวจด้วยวิธีการดูดเซลล์จากก้อนเนื้อไปตรวจหาเซลล์มะเร็ง หลังจากนั้นจึงพิจารณาการรักษาที่เหมาะสมต่อไป

5.โรคมะเร็งต่อมไทรอยด์(thyroid cancer)

มีทั้งชนิดที่มีความรุนแรงน้อยซึ่งรักษาหายขาดได้และชนิดรุนแรงมากจนถึงแก่ชีวิตได้ภายในระยะเวลาสั้น นอกจากนี้ยังมีชนิดที่มีการถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ ซึ่งชนิดหลังนี้มักมีประวัติคนในครอบครัว และเกิดในคนอายุน้อย

ให้สงสัยก้อนที่คอนั้นอาจเป็นมะเร็งต่อมไทรอยด์ เมื่อ

อายุน้อยกว่า 20ปี หรือมากกว่า 60 ปี

ก้อนมีลักษณะแข็ง โตเร็ว มีต่อมน้ำเหลืองที่คอโตร่วมด้วย

มีอาการกลืนลำบาก หรือหายใจลำบาก หรือเสียงแหบ
มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งไทรอยด์
มีประวัติคนในครอบครัวเป็นเนื้องอกของต่อมหมวกไต
การวินิจฉัย โดยการดูดเซลล์ที่ก้อนนั้นมาตรวจ ส่วนการรักษานั้นขึ้นอยู่กับชนิดของมะเร็งโดยแพทย์จะพิจารณาตามความเหมาะสม

6.โรคของต่อมไทรอยด์ไม่ปรากฏอาการ

มี 2 ชนิด คือ ชนิดที่ทำงานน้อยเกินไป(Subclinical hypothyroidism) และชนิดที่ทำงานมากเกินไป(Subclinical hyperthyroidism) โดยที่ผู้ป่วยจะไม่มีอาการผิดปกติให้เห็น การวินิจฉัยด้วยวิธีการตรวจเลือดเท่านั้น ซึ่งมักพบเมื่อตรวจสุขภาพประจำปี

Cr. bangkokpattayahospital

---------------------------------------------------------------------

รู้เร็ว รู้ไว ฟื้นฟูได้ สุขภาพแข็งแรง ยาวนาน นะคะ

สนใจรับข้อมูลเพิ่มเติม 0904699556 , 0904699565

คลิกเพิ่มเพื่อนเพื่อสอบถามเพิ่มเติมที่ลิงค์ด้านล่างได้เลยค่ะ

http://bit.ly/2AzbqTb

คนอ้วนระวังไว้ แค่น้ำหนักเกินก็เสี่ยงตาย 8 โรคอันตรายจะถามหา !          เตือนคนอ้วนให้ระวัง ความเสี่ยงจากภาวะน้ำหนักเกิน...
11/01/2018

คนอ้วนระวังไว้ แค่น้ำหนักเกินก็เสี่ยงตาย 8 โรคอันตรายจะถามหา !

เตือนคนอ้วนให้ระวัง ความเสี่ยงจากภาวะน้ำหนักเกินเป็นได้หลายโรค และบางโรคก็อันตราย ความอ้วนอาจเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เสียชีวิตได้เลยทีเดียว

ภาวะน้ำหนักเกินมาตรฐานหรือที่เห็นได้ด้วยตาว่า “อ้วน” ไม่ใช่แค่บุคลิกที่ไม่น่ามองหรือเป็นปัญหาในด้านความสวย-หล่อเท่านั้นนะคะ แต่ความอ้วนอาจนำพาโรคอันตรายถึงแก่ชีวิตเราได้ ดังนั้นเราจึงอยากเตือนให้คนอ้วนรีบลดน้ำหนักกันให้ไว ก่อนจะเจออันตรายของโรคอ้วนที่อาจทำให้ถึงตายดังโรคต่อไปนี้ มาดูกันค่ะว่า โรคที่เกิดจากความอ้วน มีอะไรบ้าง

1. โรคหัวใจ

สาเหตุของการเกิดโรคหัวใจอาจเกิดได้จากหลายปัจจัย และแน่นอนค่ะว่าความอ้วน หรือการมีไขมันเลวในร่างกายสะสมเป็นจำนวนมากก็เป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดโรคหัวใจเช่นกัน โดยเฉพาะผู้ที่อ้วนลงพุง จะยิ่งเสี่ยงต่อโรคหัวใจมากยิ่งขึ้น เนื่องจากไขมันที่สะสมอยู่ในช่องท้อง ในร่างกาย ใต้ผิวหนัง อาจไปเกาะตามผนังหลอดเลือด หรือขัดขวางการทำงานของเส้นเลือด ก่อให้เกิดภาวะไขมันอุดตันในหลอดเลือด ส่งผลให้หัวใจต้องสูบฉีดแรงขึ้น ทำงานหนักขึ้น และหากปล่อยภาระให้กล้ามเนื้อหัวใจทำงานหนักเป็นเวลานานก็อาจส่งผลให้เกิดโรคหัวใจวายได้เลยค่ะ

2. โรคหลอดเลือดสมอง

โรคหลอดเลือดสมอง เช่น โรคเส้นเลือดในสมองตีบ โรคเส้นเลือดในสมองแตกเฉียบพลัน ก็มีสาเหตุมาจากความอ้วนเช่นกันค่ะ โดยสาเหตุก็มาจากไขมันที่อุดตันตามหลอดเลือดในอวัยวะต่าง ๆ ส่งผลให้การไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงสมองเกิดการหยุดชะงัก สมองเกิดภาวะขาดเลือดกะทันหัน เสียชีวิตในเวลาอันรวดเร็วได้หากเข้ารับการรักษาไม่ทัน หรืออาจเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตหากรอดมาได้

- โรคหลอดเลือดสมองตีบตัน-เส้นเลือดในสมองแตก รู้ทันก่อนก็รอด ปลอดจากอัมพาต

3. โรคความดันโลหิตสูง

เมื่อไขมันในร่างกายมีมากเกินไปจนส่งผลกระทบต่อการทำงานของหลอดเลือดต่าง ๆ ที่มีหน้าที่ลำเลียงเลือดไปเลี้ยงอวัยวะทุกส่วนของร่างกาย ผลกระทบจากไขมันส่วนเกินและความอ้วนนี้ อาจเป็นสาเหตุสำคัญของโรคความดันโลหิตสูงได้ด้วยนะคะ

- โรคความดันโลหิตสูง เพชฌฆาตเงียบที่ต้องระวัง

4. โรคเบาหวาน

ไขมันตัวร้ายที่สะสมอยู่ในร่างกายของคนอ้วน หรือแม้แต่คนที่ผอมทว่ามีพุงยื่นออกมา ไขมันสะสมในร่างกายเหล่านี้เป็นเหตุให้เกิดภาวะดื้ออินซูลิน กล่าวคืออินซูลินไม่สามารถนำน้ำตาลไปใช้เป็นพลังงานของร่างกายได้ ก่อให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูง อันเป็นสาเหตุสำคัญของโรคเบาหวาน ขณะที่ไขมันในช่องท้องยังจะไปขัดขวางการเผาผลาญน้ำตาลในเซลล์ ทำให้ตับต้องทำงานหนักมากขึ้นเพื่อผลิตอินซูลิน น้ำตาลในเลือดจึงเพิ่มสูง นำไปสู่โรคเบาหวานได้อีกเช่นกัน

- อาการโรคเบาหวาน 10 สัญญาณควรระวัง เช็กได้ง่ายนิดเดียว

5. ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

คนอ้วนส่วนใหญ่มักจะมีปัญหานอนกรน ซึ่งในทางการแพทย์จะเรียกการนอนกรนว่า ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ อันเกิดจากการที่ปอดขยายตัวได้ไม่เต็มที่ ส่งผลให้ระบบหายใจผิดปกติ และในบางรายอาจหยุดหายใจขณะหลับไปเลยก็ได้ ซึ่งการที่ปอดขยายตัวได้ไม่เต็มที่ ก็มักจะพบว่าเกิดจากการสะสมของไขมันในช่องท้อง และพบได้บ่อยในกลุ่มคนที่อ้วนลงพุง

6. โรคเข่าเสื่อม

การที่ร่างกายมีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน แน่นอนว่าระบบข้อต่าง ๆ ต้องแบกรับน้ำหนักตัวเราอย่างปฏิเสธไม่ได้ ส่งผลให้ข้อต่อต่าง ๆ เกิดอาการปวดเมื่อย โดยเฉพาะข้อเข่า เอว หลัง ข้อเท้า เป็นต้น และอาจทำให้เกิดโรคข้อเข่าเสื่อมในระยะยาวได้

7. นิ่วในถุงน้ำดี

โรคนิ่วในถุงน้ำดีมักพบได้บ่อยในคนที่มีน้ำหนักเกิน มีภาวะอ้วนลงพุง ซึ่งไขมันที่สะสมอยู่ในช่องท้องและการมีคอเลสเตอรอลในเลือดมากเกินไปจะทำให้น้ำดีมีสภาพข้นเหนียว กลายเป็นก้อนนิ่วในถุงน้ำดีได้ง่าย

- 5 พฤติกรรมเสี่ยงโรคนิ่วในถุงน้ำดี ปวดท้องข้างขวาแบบนี้ต้องเช็กอาการ

8. โรคมะเร็ง

สาว ๆ ที่มีหุ่นตุ้ยนุ้ยต้องรีบลดน้ำหนักเร่งด่วนแล้วล่ะค่ะ เพราะผลการสำรวจของกองทุนวิจัยมะเร็งโลก (World Cancer Research Fund : WCRF) พบว่า ผู้หญิงที่อ้วนขึ้นมีแนวโน้มเสี่ยงโรคมะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้นประมาณ 4% อีกทั้งยังเพิ่มความเสี่ยงโรคมะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งลำไส้ มะเร็งตับอ่อน และมะเร็งปากมดลูกเพิ่มขึ้น แม้จะไม่สูบบุหรี่หรือดื่มแอลกอฮอล์เลยก็ตาม

ทั้งนี้สาเหตุที่ผู้หญิงอ้วนเสี่ยงต่อโรคมะเร็งเต้านมและมะเร็งต่าง ๆ ทางกลุ่มนักวิจัยก็อธิบายว่า ภาวะอ้วนหรือภาวะที่ร่างกายมีไขมันชนิดไม่ดีเยอะเกินไป อาจส่งผลให้เซลล์ในร่างกายเสี่ยงต่อการอักเสบ กระทั่งเกิดเป็นเซลล์มะเร็งตามจุดต่าง ๆ โดยเฉพาะมะเร็งเต้านม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคนอ้วนทุกคนจะเสี่ยงโรคมะเร็งเต้านม 100% เพียงแต่โอกาสเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งเต้านมและมะเร็งภายในอวัยวะต่าง ๆ จะมากกว่าสาว ๆ หุ่นดีประมาณ 4%

อ้วนไหม ไม่ต้องถามใจ แต่เช็กได้ง่าย ๆ ด้วยวิธีเหล่านี้

1. วัดเส้นรอบพุงผ่านสะดือ ถ้าเกินส่วนสูงหาร 2 ก็แสดงว่าอ้วนลงพุง
2. คำนวณค่าดัชนีมวลกายหรือ BMI โดยนำน้ำหนักตัว (หน่วยเป็นกิโลกรัม) หารด้วย ส่วนสูงกำลังสอง (หน่วยเป็นเมตร) หรือใช้สูตร BMI= น้ำหนักตัว (kg) / ส่วนสูง (m2) หากผลลัพธ์มากกว่า 23 ขึ้นไป ถือว่าอยู่ในภาวะอ้วน หรือน้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน และยิ่งค่า BMI สูงกว่า 23 ไปอีก ก็แปลว่ายิ่งอ้วนมากขึ้น เสี่ยงโรคที่เกิดจากความอ้วนมากขึ้น
3. ใส่เสื้อผ้าตัวเดิมแล้วเริ่มอึดอัด คับ ต้องซื้อเสื้อผ้าไซส์ใหญ่ขึ้น

นอกจากนี้เรายังมี 7 ท่าเช็กความหุ่นดีของตัวเองมาฝาก และหากคุณทำทั้ง 7 ท่านี้ไม่ได้หรือทำได้แต่ก็ค่อนข้างจะทุลักทุเล แสดงว่าคุณเริ่มจะอ้วนแล้วล่ะค่ะ

- 7 ท่าเช็กความหุ่นดี ทำแบบนี้ได้ก็อย่าให้ใครมาเรียกว่าอ้วน !

อย่างไรก็ตาม การมีหุ่นที่ดีและไร้ความเสี่ยงโรคใด ๆ ย่อมสบายใจและมีความสุขสบายมากกว่าเนอะ ดังนั้นเรามาลดความอ้วนกันเถอะค่ะ !

Cr.Kapook
------------------------------------------------------------------

รู้เร็ว รู้ไว ฟื้นฟูได้ สุขภาพแข็งแรง ยาวนาน นะคะ

สนใจรับข้อมูลเพิ่มเติม 0904699556 , 0904699565

คลิกเพิ่มเพื่อนเพื่อสอบถามเพิ่มเติมที่ลิงค์ด้านล่างได้เลยค่ะ

http://bit.ly/2AzbqTb

6 โรคอันตราย ที่มาจาก “นอนไม่พอ”1. ระบบย่อยอาหาร ระบบขับถ่าย ทำงานผิดปกติเรื่องนี้ค่อนข้างกว้าง เราจึงไม่สามารถระบุได้โร...
26/12/2017

6 โรคอันตราย ที่มาจาก “นอนไม่พอ”

1. ระบบย่อยอาหาร ระบบขับถ่าย ทำงานผิดปกติ

เรื่องนี้ค่อนข้างกว้าง เราจึงไม่สามารถระบุได้โรคเดียว แต่ถ้าให้อธิบาย คือการนอนหลับไม่เพียงพอ ร่างกายฟื้นฟู ซ่อมแซม ปรับระบบการทำงานได้ไม่ดีพอ ทำให้ระบบย่อยอาหารในกระเพาะอาหารทำงานผิดปกติ ยิ่งใครอยู่ดึกแล้วทานอาหารตอนดึกๆ ด้วยแล้ว การทานอาหารไม่เป็นเวลาก็ทำร้านสุขภาพกระเพาะอาหาร และระบบย่อยอาหารอื่นๆ ได้เหมือนกัน

เมื่อระบบย่อยอาหารรวน ก็จะทำให้มีอาการ อาหารไม่ย่อย ท้องอืด ท้องเฟ้อ บางรายมีแก๊สในกระเพาะอาหารเยอะเกินไป อาจมีอาการปวดท้องแบบจุกเสียดได้เช่นกัน นอกจากนี้ผลร้ายยังส่งต่อมาที่ระบบขับถ่าย ที่จะทำให้ขับถ่ายไม่เป็นเวลา ท้องผูก หรือบางครั้งก็ท้องเสียได้

2. โรคอ้วน

นอกจากการทานอาหารตอนดึกๆ ที่หลายคนทานเพราะหิวในช่วงเวลาปั่นงาน อ่านหนังสือ หรือดูซีรี่ส์ตอนดึกๆ แล้ว การนอนหลับไม่เพียงพอยังส่งผลให้ระบบเผาผลาญพลังงานในร่างกายรวนไปด้วย เลยกลายเป็นว่าทานเท่าเดิม แต่เผาผลาญได้น้อยกว่าเดิม พลังงานสะสมจนทำให้น้ำหนักเกินมาตรฐาน กลายเป็นโรคอ้วนได้ เรียกง่ายๆ ว่าทานนิดเดียวก็อ้วนนั่นเอง ใครที่เคยสงสัยว่าทานเหมือนเพื่อน แต่ทำไมอ้วนอยู่คนเดียว ลองสังเกตตัวเองดูว่านอนหลับไม่เพียงพอหรือเปล่า

3. โรคเบาหวาน

การนอนพักผ่อนไม่เพียงพอ เสี่ยงต่อโรคเบาหวานได้เช่นกัน (โดยเฉพาะคนที่มีความเสี่ยง เช่น มีคนในครอบครัวเป็นโรคเบาหวาน ก็ยิ่งเสี่ยงหนัก) เพราะหากเรานอนไม่เพียงพอ ระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือด และอินซูลิน ก็จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ยังเสี่ยงต่อภาวะดื้ออินซูลินอีกด้วย ใครที่ยังไม่เป็นให้ระวัง ใครที่เป็นโรคเบาหวานอยู่แล้ว ยิ่งต้องระวัง เพราะส่งผลกระทบต่อการรักษาอย่างมาก

4. โรคนอนไม่หลับ

แน่นอนว่าเมื่อเราไม่ได้ทานข้าวให้เป็นเวลา เราก็เป็นโรคกระเพาะอาหาร หากเรานอนไม่เป็นเวลา เราก็เสี่ยงเป็นโรคนอนไม่หลับเช่นเดียวกัน แทนที่ถึงเวลานอน เราควรจะง่วง กลับไม่ง่วง และกว่าจะหลับได้ในแต่ละคืนช่างยากเย็น บางคนอาจลุกเข้าห้องน้ำบ่อยครั้ง ทำให้นอนหลับๆ ตื่นๆ นอกจากร่างกายจะเหนื่อยล้าสะสมจากการนอนไม่เพียงพอแล้ว ยังอาจเกิดความเครียดสะสม จนทำให้ยิ่งนอนไม่หลับเข้าไปกันใหญ่

5. โรคหลอดเลือดหัวใจ

โรคเริ่มอันตรายและร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ การที่เรานอนหลับไม่เพียงพอ อาจส่งผลให้มีสารโปรตีนเข้ามาเกาะสะสมที่หัวใจมากขึ้น จนทำให้เกิดอาการเส้นเลือดอุดตันได้ แถมยังมีโอกาสที่ความดันโลหิตจะพุ่งสูงขึ้น จนเสี่ยงโรคอื่นๆ ตามมาอีกเพียบ ทั้งเส้นเลือดในสมองตีบ หรือแตก ที่อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เสียชีวิตในเวลาอันรวดเร็ว

6. โรคมะเร็งลำไส้

สุดท้ายเป็นโรคที่ใครหลายคนไม่อยากเป็น นั่นคือมะเร็ง และโดยเฉพาะวัยรุ่น วัยหนุ่มสาว วัยทำงานที่ใช้ชีวิตคนเมือง ยิ่งมีความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งลำไส้มากขึ้นทุกวัน เพราะมักจะทานอาหารไม่ตรงเวลา ละเลยมื้อเช้า ทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์ หรือมีคุณค่าทางสารอาหารไม่เพียงพอ ขาดการออกกำลังกาย แถมยังนอนหลับไม่เพียงพออีกต่างหาก ส่งผลให้ระบบการทำงานจองลำไส้ผิดปกติ จนอาจกลายเป็นลำไส้อุดตัน และลุกลามจนกลายเป็นมะเร็งในที่สุด

ใครที่รู้ตัวว่านอนน้อย ควรบริหารเวลาให้ดี ส่วนใครที่มีปัญหานอนไม่หลับ ลองออกกำลังกายเป็นประจำ งดดื่มชา กาแฟ น้ำอัดลม หรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนก่อนนอน งดใช้คอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน หันมาหยิบหนังสืออ่านแทน และพยายามนอนให้ตรงเวลาทุกๆ วัน จะช่วยปรับเวลานอนของตัวเองให้เป็นปกติได้ค่ะ

Cr.sanook

รู้เร็ว รู้ไว ฟื้นฟูได้ สุขภาพแข็งแรง ยาวนาน นะคะ

สนใจรับข้อมูลเพิ่มเติม 0904699556 , 0904699565

คลิกเพิ่มเพื่อนเพื่อสอบถามเพิ่มเติมที่ลิงค์ด้านล่างได้เลยค่ะ

http://bit.ly/2AzbqTb

วิธี   ก้าวอย่างปลอดภัย เพื่อ 11 โรงพยาบาลทั่วประเทศ งดเซลฟี่ ไม่คล้องพวงมาลัย ไม่ดักหน้า-ประชิดตัว ระวังเหยียบเท้า ไม่ย...
22/12/2017

วิธี ก้าวอย่างปลอดภัย เพื่อ 11 โรงพยาบาลทั่วประเทศ งดเซลฟี่ ไม่คล้องพวงมาลัย ไม่ดักหน้า-ประชิดตัว ระวังเหยียบเท้า ไม่ยื่นของหนัก รักตูน ห่วงตูน วอนแฟนคลับปฏิบัติตาม

เชื่อแน่นอนว่า โครงการก้าวคนละก้าว ทำให้เราได้เห็นภาพสวยงามมากมายจากโครงการนี้ เราได้เห็นน้ำใจคนไทยที่ร่วมกันบริจาคให้โรงพยาบาล เพื่อนำเงินไปซื้ออุปกรณ์การแพทย์ที่ขาดแคลน ทำให้เห็นคุณค่าของเงินจำนวนน้อย ๆ ที่เมื่อมากองรวมกันก็มีค่ามหาศาล และกระตุ้นให้คนหันมาออกกำลังกายมากขึ้น
อีกทั้งยังได้เห็นพลังของผู้คนจำนวนมากมารอริมถนน เพื่อบริจาคเงินและถ่ายรูปกับพี่ตูน ซึ่งเราอาจจะเห็นว่าเป็นภาพที่น่ารัก แต่การที่พี่ตูนต้องหยุดวิ่งเพื่อถ่ายเซลฟี่บ่อย ๆ นั้น จะส่งผลให้เกิดอันตรายต่อร่างกายเป็นอย่างมาก เนื่องจากการวิ่งแล้วหยุดกะทันหันจะทำให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดได้ ถึงขั้นเป็นอันตรายแก่ชีวิต ซึ่งเส้นทางวิ่งของตูนและทีมงานนั้นยังคงอีกไกล ในวันนี้เราจึงขอนำเสนอวิธีการ อย่างปลอดภัย เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่จะทำให้พี่ตูนบาดเจ็บ ดังต่อไปนี้

#อยากใกล้ชิดพี่ตูน

- งดเซลฟี่ ควรเปิดโหมดวิดีโอที่กล้องหน้า แล้วรอให้พี่ตูนวิ่งมา โดยยืนรอเรียงเป็นแถวไม่กีดขวางจราจร จะทำให้ทุกคนได้ภาพที่ดี หรือไปรวมตัวกันถ่ายรูปที่จุด checkpoint ตามเส้นทางที่กำหนดการวิ่งในแต่ละวัน

- ไม่ตัดหน้า ไม่ดักหน้า ไม่เข้าประชิดตัว

- ไม่เหนี่ยวคอ ไม่กระชาก ไม่ดึงรั้งพี่ตูนให้หยุดเซลฟี่

- ระมัดระวังเล็บไปขูดพี่ตูน

- ระวังเหยียบเท้าพี่ตูน

- ไม่แทรกแถวนักวิ่ง เพื่อไปสัมผัสหรือมอบเงินให้กับมือพี่ตูน

- จอดรถรอข้างทาง ควรดับเครื่อง และไม่จอดกีดขวางทางจราจร

- ไม่ขับมอเตอร์ไซค์ตัดหน้าขบวนวิ่ง

- ปรบมือ ส่งเสียงเชียร์ แตะมือระหว่างวิ่ง ให้กำลังใจจากขอบซ้ายของถนน

- ไม่ เบียด หรือ รุม พี่ตูน จนทำให้ขาดอากาศหายใจ

- สามารถพบพี่ตูนได้ที่จุด checkpoint

#การให้ของพี่ตูน

- ไม่ส่งของหนักให้พี่ตูนถือขณะวิ่ง

- ไม่คล้องพวงมาลัยกับคอพี่ตูน แต่เปลี่ยนเป็นส่งให้กับมือแทน เพราะจะทำให้เสียจังหวะการวิ่ง และไม่ให้เกิดอาการเจ็บหลังจากการก้มเงย อีกทั้งลวดเย็บแบงก์ยังไปบาดคอพี่ตูนทำให้เกิดแผล เมื่อเหงื่อออกจะแสบแผลตามมาอีกด้วย

- งดการเซ็นทุกอย่างระหว่างทางวิ่ง ควรไปยืนรอที่จุด checkpoint ตามเส้นทางที่กำหนดไว้

- ยืนแถวเรียงเดี่ยวข้างทาง รอแปะมือส่งเงินบริจาคอย่างเป็นระเบียบ

- การมอบของบริจาคไม่ว่าอาหาร ผลไม้ น้ำดื่ม น้ำอัดลม น้ำเกลือแร่ สามารถให้กับทีมงานได้ ไม่จำเป็นต้องมอบกับมือพี่ตูนเอง การพุ่งเข้ามาอาจทำให้พี่ตูนล้มได้

- ไม่ยื่นเด็กทารกให้พี่ตูนอุ้มระหว่างวิ่ง

#บริจาคเงินแบบไหนดี

- สามารถส่งเงินให้กับทีมงานที่วิ่งด้านหน้า หรือวิ่งตามหลังพี่ตูน

- เลี่ยงการเย็บแบงก์ (เย็บลวด, ติดกาว/เทปกาว) เนื่องจากแบงก์ที่ผ่านการเย็บอาจเสียหายใช้การไม่ได้ และยังทำให้เจ้าหน้าที่ต้องใช้เวลานับเงินนานมากกว่าปกติ เพราะต้องดึงลวดเย็บกระดาษออกจากแบงก์ ซึ่งในแต่ละวันมีผู้บริจาคเงินเป็นจำนวนมากถึงหลักล้านบาท

- ควรใส่ซองให้แบงก์เป็นปึก

- โอนเงินเข้าบัญชีโครงการก้าว สำหรับช่องทางการบริจาคมีหลายช่องทาง อาทิ

1. ผ่านโทรศัพท์มือถือ ส่ง SMS พิมพ์ T แล้วกดส่งมาที่ 4545099 ทุกเครือข่าย ครั้งละ 10 บาท (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

2. บัญชีรับบริจาค ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขารัชโยธิน ชื่อบัญชี มูลนิธิโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าในพระราชูปถัมภ์ฯ (โครงการก้าวคนละก้าว) เลขที่บัญชี 111-393- 5263 ประเภทบัญชีกระแสรายวัน หรือ

3. โอนเงินผ่านพร้อมเพย์ ไปที่ เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของมูลนิธิโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า เลขที่ 0-9940-00005-26-1

ถึงเวลาแล้วที่คนไทยทั้งประเทศต้องช่วยกันปฏิบัติตามกฎระเบียบ หากอยากเห็น ตูน บอดี้สเเลม วิ่งจากเบตงถึงเเม่สายตามเป้าหมาย ควรระมัดระวังและ ให้ปลอดภัยขณะวิ่ง เพื่อระดมทุนเข้าโครงการก้าวคนละก้าว เพื่อ 11 โรงพยาบาลทั่วประเทศ

Cr. Kapook

ร่วมส่งกำลังใจให้พี่ตูน และทีมงาน .... สู้ๆนะคะ

ดื่มน้ำสักแก้วก่อนนอน ดียังไง !?!เป็นที่รู้กันดีว่า "น้ำ" เป็นส่วนประกอบที่สำคัญในร่างกาย และเป็นสิ่งที่ร่างกายต้องการอย...
17/12/2017

ดื่มน้ำสักแก้วก่อนนอน ดียังไง !?!

เป็นที่รู้กันดีว่า "น้ำ" เป็นส่วนประกอบที่สำคัญในร่างกาย และเป็นสิ่งที่ร่างกายต้องการอยู่ตลอดเวลา ขาดไม่ได้เด็ดขาด เพราะน้ำช่วยให้ร่างกายมีสุขภาพดี ลดความกระหายน้ำ และเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวหนัง ดังนั้นจึงจำเป็นมากที่เราทุกคนควรดื่มน้ำสักแก้วก่อนเข้านอน! แต่เพราะอะไรเราจึงควรดื่มน้ำก่อนนอนทุกครั้ง มาดูกันเลย!

@ ดื่มน้ำก่อนนอนช่วยให้ดับกระหาย

ในหนึ่งวัน ร่างกายสูญเสียน้ำไปกับกิจกรรมต่างๆ ดังนั้นการดื่มน้ำสักแก้วก่อนนอนช่วยเติมเต็มน้ำที่ร่างกายสูญเสียไป มากไปกว่านั้นน้ำยังให้ระบบในร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะส่วนประกอบในร่างกายคนเรามีน้ำเป็นส่วนประกอบมากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ตอนเราหลับ ร่างกายจะไม่ได้ทำงาน และไม่ต้องเสียน้ำเยอะ แต่การดื่มน้ำจะช่วยเติมเต็ม และอัดฉีดพลังงานให้ร่างกายขณะหลับ

@ ดื่มน้ำก่อนน้ำช่วยเผาผลาญแคลอรี่ด้วย

โดยปกติน้ำมีคุณสมบัติเผาผลาญแคลอรี่อยู่แล้ว อย่างที่เคยได้ยินเขาพูดกันว่า ดื่มน้ำเย็นก็สามารถเผาผลาญแคลอรี่ได้แล้ว แถมทำให้น้ำหนักลดอีกด้วย เพราะว่าเวลาดื่มน้ำเย็นเข้าไปนั้น ร่างกายจะใช้พลังงานในการทำให้ร่างกายอุ่นตัวลง ดังนั้นการดื่มน้ำจะเพิ่มการทำงานของระบบเผาผลาญให้ร่างกาย โดยเผาผลาญแคลอรี่ที่มีอยู่ แต่ถ้าดื่มน้ำสักแก้วก่อนนอน ร่างกายก็จะทำงานเพื่อปรับให้ร่างกายมีความอุ่น กระตุ้นการทำงานของระบบเผาผลาญ แต่ดีกว่านั้นตรงที่ก่อนนอนเราไม่ได้รับประทานอะไรลงไป จึงทำให้แคลอรี่ชุดเก่าที่อยู่ในร่างกายถูกเผาผลาญ

@ ดื่ม (น้ำ) สักแก้ว จะเพิ่มประสิทธิภาพการนอนหลับให้ดีขึ้น

การดื่มน้ำทำให้พวกวิตามิน และเกลือแร่ชนิดต่างๆอยู่ในสภาวะที่สมดุลยิ่งขึ้น และเติมเต็มส่วนที่ขาดหาย ถ้าหากดื่นน้ำก่อนเข้านอนเป็นประจำ พวกฮอร์โมน ระดับพลังงาน และข้อต่อในร่างกายจะถูกปรับให้อยู่ในสภาวะที่สมดุลมากยิ่งขึ้น อีกทั้งช่วยให้ผ่อนคลาย นอนหลับฝันดี และตื่นเช้ามาด้วยร่างกายที่กระปรี้กระเปร่า เพราะในตอนที่เราหลับ น้ำจะไหลไปทุกส่วนของร่างกาย และเติมเต็มหรือซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ จึงไม่น่าแปลกใจหากรู้สึกว่าทำไมนอนหลับลึกขึ้น และหลับสนิทดีตลอดทั้งคืน

@ ดื่มน้ำก่อนนอนช่วยชำระล้างสารพิษ แถมไม่ต้องกลัวผลข้างเคียง

ไม่ต้องพึงการดีท็อกซ์ หรือการสวนลำไส้เพื่อเอาสารพิษที่อยู่ในร่างกายออกมา แต่เพียงดื่มน้ำสักแก้วก่อนนอนเป็นประจำก็สามารถชำระล้างสารพิษที่ตกค้างให้ออกมาได้เช่นเดียวกัน สารพิษหรือสารเคมีต่างๆ ที่ปนเปื้อนอยู่ในทั้งอาหาร สิ่งแวดล้อม จึงทำให้เราไม่สามารถป้องกันตัวเองจากสารพิษเหล่านั้น แต่เราสามารถกำจัดสารพิษเหล่านั้นได้โดยการดื่มน้ำ โดยเฉพาะการดื่มน้ำก่อนนอนจะทำความสะอาดร่างกายขณะหลับ ไม่ว่าจะเป็นระบบการย่อยอาหาร กล้ามเนื้อ และผิวหนังที่จะได้รับการดูแล และทำความสะอาด ดังนั้นหากดื่มน้ำก่อนนอนเป็นประจำ คุณจะพบว่าเช้าวันใหม่ช่างสดใส แถมน้ำหนักอาจจะลดลง มีความสุขพร้อมรับเช้าวันใหม่อย่างสดใส

Cr. ryoiireview

รู้เร็ว รู้ไว ฟื้นฟูได้ สุขภาพแข็งแรง ยาวนาน นะคะ

สนใจรับข้อมูลเพิ่มเติม 0904699556 , 0904699565

คลิกเพิ่มเพื่อนเพื่อสอบถามเพิ่มเติมที่ลิงค์ด้านล่างได้เลยค่ะ

http://bit.ly/2AzbqTb

กินเท่าไรก็ไม่อ้วน ระวังให้ดี อาจมี 9 โรคนี้ซ่อนอยู่ !           บางคนอยากลดน้ำหนักใจจะขาด แต่น้ำหนักก็ไม่ลงให้ง่าย ๆ ต่...
14/12/2017

กินเท่าไรก็ไม่อ้วน ระวังให้ดี อาจมี 9 โรคนี้ซ่อนอยู่ !

บางคนอยากลดน้ำหนักใจจะขาด แต่น้ำหนักก็ไม่ลงให้ง่าย ๆ ต่างจากบางคนที่อยากเพิ่มน้ำหนักจะเป็นจะตาย แต่กินเท่าไรก็ไม่อ้วน !

อย่าเพิ่งอิจฉาคนที่กินเท่าไรก็ไม่อ้วน และสำหรับคนที่มีอาการแบบนี้ก็อย่าเพิ่งดีใจที่กินเท่าไรก็ไม่อ้วนด้วยเช่นกันค่ะ เพราะจริง ๆ แล้วสาเหตุที่ทำให้เรากินเยอะได้ขนาดนี้ แต่น้ำหนักยังอยู่กับที่หรือไม่เพิ่มขึ้นเลย ทั้ง ๆ ที่ก็ไม่ได้กำลังลดน้ำหนักหรือเป็นโรคกลัวอ้วน นั่นอาจมีเบื้องหลังเป็นปัญหาสุขภาพอยู่ก็ได้ โดยคนที่กินเท่าไรก็ไม่อ้วน อาจเป็นเพราะอย่างนี้

1. มีพยาธิเยอะเกินไป

หากในร่างกายมีพยาธิสะสมอยู่มาก พยาธิเหล่านี้จะแย่งอาหารที่เรากินเข้าไปจนทำให้เรากินเท่าไรก็ไม่อ้วนขึ้น โดยเบื้องต้นเราสามารถสังเกตอาการตัวเองได้ว่าหากมีอาการปวดท้องอยู่เป็นประจำ ท้องเสียบ่อย ๆ กินอาหารได้เยอะแต่น้ำหนักไม่ขึ้น อันดับแรกอาจต้องปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจอุจจาระดูพยาธิในลำไส้ ซึ่งแพทย์อาจให้ลองกินยาถ่ายพยาธิดูก่อน เพื่อเป็นการเช็กด้วยว่าหากถ่ายพยาธิเรียบร้อยแล้วจะมีอาการกินเท่าไรก็ไม่อ้วนอยู่อีกไหม และถ้ายังคงเป็นอยู่ก็ควรต้องเช็กสาเหตุอื่น ๆ ต่อไป

2. โหมออกกำลังกายมากเกินไป

เคสนี้อาจจะมีน้อยแต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีซะทีเดียวค่ะ เพราะบางคนมีอาการเสพติดการออกกำลังกายเป็นอย่างมาก เรียกได้ว่าว่างเมื่อไรต้องออกกำลังกายเรียกเหงื่ออยู่ตลอด ซึ่งนอกจากจะทำให้ร่างกายรู้สึกอ่อนเพลียแล้ว กับบางคนยังมีอาการกินเท่าไรก็ไม่อ้วนขึ้นด้วยค่ะ

3. ขาดสารอาหาร

ในกรณีที่คุณเป็นคนรักสุขภาพ (แบบผิด ๆ) เน้นกินแต่อาหารประเภทผักผลไม้เป็นส่วนใหญ่ พร้อมทั้งไม่เน้นกินแป้งหรือเนื้อสัตว์ตามสัดส่วนที่ร่างกายควรได้รับ ก็อาจทำให้ร่างกายขาดสารอาหารที่จำเป็นบางอย่างได้ โดยเฉพาะสารอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมันจากเนื้อสัตว์ ซึ่งนอกจากจะกินเท่าไรก็ไม่อ้วนแล้ว ยังอาจจะมีอาการอ่อนเพลียไร้เรี่ยวแรงร่วมด้วย

4. ไทรอยด์เป็นพิษ

ภาวะไทรอยด์เป็นพิษ หรือไฮเปอร์ไทรอยด์ มีสาเหตุมาจากระดับฮอร์โมนต่อมไร้ท่อในร่างกาย โดยอาจมีการกระตุ้นระบบเผาผลาญและฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับการใช้พลังงานของร่างกายให้ทำงานอย่างขยันขันแข็งมากเกินไป ซึ่งอาจเป็นสาเหตุของคนที่กินเท่าไรก็ไม่อ้วนขึ้นได้เช่นกัน ดังนั้นลองสังเกตอาการของตัวเองดูค่ะว่า นอกจากกินเยอะมากแต่ไม่อ้วนแล้ว ยังมีอาการนอนไม่หลับ ท้องเสียง่าย ตาโปน หรือหัวใจเต้นเร็วผิดปกติร่วมด้วยไหม ถ้าอาการตรงกับตัวเองอยู่หลายข้อ แนะนำให้รีบพบแพทย์เพื่อตรวจเช็กอีกทีจะดีกว่า

5. โรคชีแฮน ซินโดรม (Sheehan’s Syndrome)

ส่วนใหญ่จะเกิดกับคุณแม่หลังคลอด ที่มีอาการตกเลือดรุนแรงระหว่างคลอดบุตร ส่งผลให้เลือดไปเลี้ยงต่อมใต้สมองไม่เพียงพอ ซึ่งบางแห่งของต่อมใต้สมองก็คือชีแฮน ซินโดรม ทำให้เนื้อบริเวณต่อมใต้สมองตายถาวร จนกระทบต่อการหลั่งฮอร์โมนไปควบคุมส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย รวมถึงการทำงานของต่อมไทรอยด์ที่อาจผิดปกติไปด้วย โดยคุณแม่บางคนจะมีอาการชีแฮน ซินโดรมหลังคลอดไม่กี่วัน หรือบางคนอาจคลอดผ่านมาแล้วเป็นปี ๆ จึงทราบว่าตัวเองมีภาวะชีแฮน ซินโดรมก็ได้ค่ะ ฉะนั้นหากเพิ่งมีอาการกินเท่าไรก็ไม่อ้วนหลังที่คลอดบุตรมาสักระยะแล้ว ก็อยากให้นึกถึงโรคนี้กันด้วยนะ

6. โรคเบาหวาน

อาการโรคเบาหวานในระยะเริ่มต้น อาจสังเกตได้ว่าผู้ป่วยจะกินอาหารได้เยอะแต่น้ำหนักก็ไม่เพิ่มขึ้นเท่าไร ซึ่งอาจสังเกตอาการปัสสาวะบ่อยขึ้น น้ำหนักตัวลดลงอย่างรวดเร็วร่วมด้วยก็ได้ เนื่องจากร่า­­งกาย­­ของผู้ป่วยเบาหวานจะมีระดับอินซูลินในเลือดมาก เมื่อร่างกายได้รับน้ำตาลเข้าไปจึงเกิดกระบวนการขับถ่ายน้ำตาลไปทางปัสสาวะ ทำให้เข้าห้องน้ำบ่อยขึ้น และส่งผลให้ไตทำงานหนักขึ้น ร่างกายก็เกิดกระบวนการเผาผลาญแคลอรีมากขึ้นไปด้วยในตัว

นอกจากนี้เมื่อร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลไปใช้เป็นพลังงานได้ ร่างกายก็จะเหมือนอยู่ในสภาวะขาดอาหารและเริ่มดึงโปรตีนจากกล้­­­­ามเนื้อมาใช้เป็นพลังงานแทน ทำให้ดูผอมซูบลงอย่างเห็นได้ชัด

7. โรคเรื้อรัง

โรคเรื้อรังบางชนิดอย่างวัณโรค อาจเป็นสาเหตุให้ผู้ป่วยกินเท่าไรก็ไม่อ้วนได้ ดังนั้นหากมีอาการไอเรื้อรัง ไอมีเลือดปน และมักจะเป็นไข้เหงื่อออกตอนกลางคืนบ่อย ๆ แนะนำให้รีบปรึกษาแพทย์โดยด่วนค่ะ

8. โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง (IBD)

ถ้ากินเยอะมาก ๆ แล้วก็ยังไม่อ้วน แถมยังเป็นคนที่ถ่ายคล่องผิดปกติ เหมือนลำไส้ต่อตรง กินแล้วถ่าย ๆ อย่างนี้ อาจต้องสงสัยถึงภาวะของโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง (Irritable bowel disease) ซึ่งโดยส่วนมากแล้วจะพบว่าผู้ป่วยโรคนี้มีภาวะน้ำหนักลดหรืออ้วนยากร่วมด้วย

9. โรคมะเร็ง

ภาวะโรคมะเร็งบางชนิดอาจทำให้ร่างกายสะสมแคลเซียมไว้สูงผิดปกติ หรืออาจทำให้เกิดภาวะพาราไทรอยด์ทำงานหนักเกินไป ส่งผลให้ระบบเผาผลาญขยันจนกินอาหารเท่าไรก็เบิร์นได้ไวไปซะหมด ซึ่งก็จะทำให้ผู้ป่วยผอมซูบลงไปด้วยนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม อาการกินเท่าไรก็ไม่อ้วนอาจเป็นเพราะพันธุกรรม ซึ่งเคสนี้ก็จะมีพ่อ แม่ พี่ น้อง ปู่ ย่า ตา ยาย เป็นคนผอมเกือบทั้งหมด หรือบางคนอาจมีระบบเผาผลาญที่ทำงานได้เร็วและมีประสิทธิภาพมากเนื่องจากมียีนที่กระตุ้นการทำงานของเมแทบอลิซึม ซึ่งก็จะไม่อันตรายต่อสุขภาพแต่อย่างใด ทว่าเราก็ไม่ควรจะวินิจฉัยความผิดปกติในร่างกายด้วยตัวเองนะคะ ถ้าอยากให้ชัวร์ก็ควรปรึกษาแพทย์โดยตรงจะดีกว่า

Cr. หมอชาวบ้าน

รู้เร็ว รู้ไว ฟื้นฟูได้ สุขภาพแข็งแรง ยาวนาน นะคะ

สนใจรับข้อมูลเพิ่มเติม 0904699556 , 0904699565

คลิกเพิ่มเพื่อนเพื่อสอบถามเพิ่มเติมที่ลิงค์ด้านล่างได้เลยค่ะ

http://bit.ly/2AzbqTb

ที่อยู่

105 หมู่ 1 หมู่บ้านเอื้อพัฒนานิเวศน์ ถ. วัดหนามแดง ต. บางแก้ว อ. บางพลี
Bangkok
10540

เบอร์โทรศัพท์

0904699556

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ รู้ทัน ไทรอยด์ สายด่วน : 090-469-9556ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ การปฏิบัติ

ส่งข้อความของคุณถึง รู้ทัน ไทรอยด์ สายด่วน : 090-469-9556:

แชร์