02/02/2026
👨🦼➡️ การสมานแผล (Wound Healing) เป็นกระบวนการทางชีววิทยาที่ซับซ้อนและมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา (Dynamic Process) โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อฟื้นฟูความสมบูรณ์ของเนื้อเยื่อ (Tissue Integrity) กระบวนการนี้ประกอบด้วยขั้นตอนที่ซ้อนทับกันอย่างเป็นระบบ หากขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งบกพร่อง อาจนำไปสู่ภาวะแผลเรื้อรัง (Chronic Wounds) ซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยอย่างรุนแรง
1. ระยะการห้ามเลือด (Haemostasis)
ทันทีที่เกิดการฉีกขาดของเนื้อเยื่อและหลอดเลือด ร่างกายจะตอบสนองเพื่อจำกัดการสูญเสียเลือด:
Vasoconstriction: หลอดเลือดบริเวณที่บาดเจ็บจะหดตัวชั่วคราวเพื่อลดปริมาณเลือด
Platelet Aggregation: เกล็ดเลือดจะเข้ามารวมตัวกันบริเวณผนังหลอดเลือดที่เสียหาย และหลั่งสารสัญญาณเพื่อสร้าง Fibrin Clot หรือก้อนเลือดอุดตันเบื้องต้น
Role of Cytokines: ในระยะนี้เกล็ดเลือดจะหลั่ง Growth Factors เช่น PDGF และ TGF-beta เพื่อเตรียมการสำหรับระยะถัดไป
2. ระยะการอักเสบ (Inflammation)
เริ่มต้นขึ้นเกือบจะพร้อมกันและดำเนินไปประมาณ 1-4 วัน หน้าที่หลักคือการทำความสะอาดพื้นที่ (Debridement) และกำจัดเชื้อโรค:
✅ Neutrophils: เป็นเซลล์กลุ่มแรกที่เข้าสู่บริเวณแผลเพื่อกำจัดแบคทีเรียผ่านกระบวนการ Phagocytosis
✅ Macrophages: จะเข้ามาแทนที่ในเวลาต่อมา ไม่เพียงแต่ทำหน้าที่กำจัดสิ่งแปลกปลอม แต่ยังเป็น "ตัวสั่งการหลัก" (Master Regulators) ที่หลั่ง Cytokines เพื่อกระตุ้นเซลล์ Fibroblasts และเซลล์บุผนังหลอดเลือดให้เริ่มกระบวนการสร้างเนื้อเยื่อ
✅ Clinical Signs: ในระยะนี้แผลจะมีลักษณะ บวม (Tumor), แดง (Rubor), ร้อน (Calor) และปวด (Dolor)
3. ระยะการสร้างเนื้อเยื่อ (Proliferation)
เกิดขึ้นในช่วงวันที่ 4 ถึง 21 โดยมุ่งเน้นการเติมเต็มช่องว่างของแผลและการสร้างเกราะป้องกันผิวหนังใหม่:
✅ Granulation Tissue Formation: การสร้างเนื้อเยื่อใหม่ที่มีสีชมพูแดง ประกอบด้วยคอลลาเจนและเส้นเลือดฝอยจำนวนมาก
✅ Angiogenesis: กระบวนการสร้างหลอดเลือดใหม่เพื่อนำออกซิเจนและสารอาหารมาเลี้ยงเนื้อเยื่อที่กำลังซ่อมแซม
✅ Fibroplasia: เซลล์ Fibroblasts จะผลิต Collagen Type III เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน (Extracellular Matrix)
✅ Epithelialization: เซลล์ Keratinocytes จะเคลื่อนที่จากขอบแผลมาปิดคลุมบริเวณผิวหน้าของแผล
4. ระยะการปรับรูปร่างเนื้อเยื่อ (Remodeling / Maturation)
เป็นระยะที่ยาวนานที่สุด อาจใช้เวลาตั้งแต่ 21 วันถึง 2 ปี:
✅ Collagen Conversion: มีการเปลี่ยนจาก Collagen Type III (ซึ่งมีความแข็งแรงต่ำ) เป็น Collagen Type I ที่มีความแข็งแรงและยืดหยุ่นสูงกว่า
✅ Scar Formation: เนื้อเยื่อจะค่อยๆ เปลี่ยนจากสีแดงเป็นสีซีดเนื่องจากปริมาณหลอดเลือดลดลง และมีความแข็งแรงของแรงดึง (Tensile Strength) เพิ่มขึ้น โดยทั่วไปจะกลับคืนมาได้สูงสุดประมาณ 80% ของผิวหนังปกติ
🚥 ปัจจัยทางสรีรวิทยาที่ส่งผลต่อการสมานแผล
เพื่อให้กระบวนการข้างต้นดำเนินไปได้อย่างสมบูรณ์ ต้องอาศัยปัจจัยเกื้อหนุนทั้งภายในและภายนอก:
สภาวะแวดล้อมเฉพาะที่ (Local Factors):
Moisture Balance: แผลที่อยู่ในสภาวะความชื้นที่เหมาะสม (Moist Environment) จะสมานตัวได้เร็วกว่าแผลที่แห้งตึง
Oxygenation: ออกซิเจนเป็นปัจจัยสำคัญในกระบวนการสร้างคอลลาเจนและการฆ่าเชื้อของเม็ดเลือดขาว
Infection: การติดเชื้อจะทำให้แผลติดค้างอยู่ในระยะอักเสบและขัดขวางการสร้างเนื้อเยื่อใหม่
สภาวะร่างกายโดยรวม (Systemic Factors):
Age: อายุที่มากขึ้นส่งผลให้การแบ่งตัวของเซลล์และการสร้างคอลลาเจนช้าลง
Nutrition: การขาดโปรตีน, วิตามิน C และสังกะสี (Zinc) ส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพของเนื้อเยื่อใหม่
Comorbidities: โรคประจำตัว เช่น เบาหวาน (Diabetes Mellitus) หรือโรคหลอดเลือดส่วนปลาย มักส่งผลให้การไหลเวียนเลือดบกพร่อง
การซ่อมแซมบาดแผลของร่างกายมนุษย์เปรียบเสมือนโครงการก่อสร้างที่ซับซ้อน ซึ่งต้องอาศัยการประสานงานของเซลล์หลายชนิดอย่างแม่นยำ อย่างไรก็ตาม ในบางกรณี เช่น แผลเรื้อรัง ระบบการซ่อมแซมนี้อาจหยุดชะงัก การนำเทคโนโลยีเชิงฟิสิกส์อย่าง Therapeutic Ultrasound เข้ามาประยุกต์ใช้ จึงเป็นกุญแจสำคัญในการ "ปลดล็อก" และเร่งการทำงานของทีมวิศวกรระดับเซลล์
⭐ ระยะเริ่มต้นและการปกป้องเนื้อเยื่อ (Haemostasis & Inflammation)
ในวินาทีที่เกิดบาดแผล ร่ายกายจะเปิดโหมด "จัดการเหตุการณ์ฉุกเฉิน" ทันที โดยเริ่มจาก ระยะห้ามเลือด (Haemostasis) เกล็ดเลือดจะรวมตัวกันเป็นเครือข่ายไฟบรินเพื่อปิดปากแผลเบื้องต้น
⭐ จากนั้นจะเข้าสู่ ระยะอักเสบ (Inflammation) ซึ่งเป็นช่วงที่ทีมกู้ภัยอย่างเม็ดเลือดขาว (Macrophages) เข้าสู่พื้นที่เพื่อกำจัดสิ่งแปลกปลอมและแบคทีเรีย ระยะนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งเพราะ Macrophages จะทำหน้าที่หลั่งสารสัญญาณ (Growth Factors) เพื่อเรียก "ทีมก่อสร้าง" ให้เริ่มทำงาน หากระยะนี้ยืดเยื้อเกินไป แผลจะกลายเป็นแผลเรื้อรังที่ปิดไม่ได้
⭐ การปลุกพลังงานกลด้วยอัลตราซาวด์ (The Bio-Physical Awakening)
เมื่อกระบวนการธรรมชาติต้องการแรงผลักดัน การใช้คลื่นอัลตราซาวด์ความถี่สูงจะส่งผ่านพลังงานกลลงสู่เนื้อเยื่อ โดยอาศัยปรากฏการณ์ Cavitation (การเกิดฟองก๊าซจิ๋ว) และ Acoustic Streaming (การไหลเวียนของของเหลวตามแรงเสียง) แรงสั่นสะเทือนเชิงกลเหล่านี้จะ "เคาะประตู" ผนังเซลล์เพื่อเพิ่มความสามารถในการซึมผ่าน ส่งผลให้เซลล์ตื่นตัวและเร่งกระบวนการแลกเปลี่ยนสารอาหารในระดับวิกฤต
⭐ การวางโครงสร้างและสายส่งเสบียง (Proliferation & Angiogenesis)
ในระยะสร้างเนื้อเยื่อ (Proliferation) ร่างกายจะเร่งสร้างเนื้อเยื่อใหม่ที่เรียกว่า Granulation Tissue คลื่นอัลตราซาวด์จะมุ่งเป้าไปที่เซลล์ Fibroblasts โดยตรงเพื่อเร่งการผลิตคอลลาเจน ในขณะเดียวกันยังช่วยส่งเสริมการสร้างหลอดเลือดใหม่ (Angiogenesis) เพื่อสถาปนา "เส้นทางลำเลียงเสบียง" นำออกซิเจนและสารอาหารเข้ามาหล่อเลี้ยงพื้นที่ก่อสร้างให้ทำงานได้อย่างต่อเนื่อง
⭐ การจัดระเบียบและความแข็งแกร่ง (The Art of Remodeling)
ในระยะสุดท้ายหรือระยะปรับรูปร่าง (Remodeling) ร่างกายต้องจัดระเบียบเส้นใยคอลลาเจนที่เพิ่งสร้างเสร็จ อัลตราซาวด์จะเข้ามาช่วยดูแล "คุณภาพ" ของเนื้อเยื่อ โดยการกระตุ้นให้เส้นใยเรียงตัวเป็นระเบียบตามแนวแรงที่ถูกต้อง ผลลัพธ์ที่ได้คือแผลที่มีความยืดหยุ่นสูง แข็งแรง และลดความเสี่ยงในการเกิดพังผืดดึงรั้ง (Scar Contracture)
การประยุกต์ใช้คลื่นอัลตราซาวด์ในการรักษาบาดแผล (Application of Ultrasound in Wound Healing) สามารถแบ่งออกเป็นขั้นตอนและเทคนิคทางคลินิกที่สำคัญ ดังนี้
1️⃣ รูปแบบการส่งพลังงาน (Mode of Application)
ในการรักษาแผล มักจะใช้รูปแบบ Pulsed Ultrasound (20% Duty Cycle) เป็นหลัก เพื่อเน้นผลทางชีวกลศาสตร์ (Non-thermal effects) และหลีกเลี่ยงการสะสมความร้อนซึ่งอาจทำลายเนื้อเยื่อที่กำลังสร้างใหม่
2️⃣ เทคนิคการรักษา (Application Techniques)
เนื่องจากแผลเป็นบริเวณที่บอบบางและเสี่ยงต่อการติดเชื้อ การส่งผ่านคลื่นเสียงจึงต้องทำอย่างระมัดระวังผ่าน 3 วิธีหลัก:
วิธีรอบขอบแผล (Periwound Technique):
ใช้วิธีนวดด้วยหัวโพรบไปรอบๆ ขอบแผลที่ยังดีอยู่
เหมาะสำหรับการกระตุ้นการไหลเวียนเลือดและส่งสัญญาณให้เซลล์ขอบแผลเคลื่อนที่เข้าหากัน (Epithelialization)
วิธีผ่านแผ่นเจลหรือวัสดุปิดแผล (Through a Wound Dressing):
สามารถใช้ผ่านวัสดุปิดแผลบางประเภท เช่น Hydrogel sheet หรือฟิล์มใส (Tegaderm)
วิธีนี้ช่วยรักษาความสะอาดของแผลและลดการรบกวนหน้าแผลโดยตรง
วิธีผ่านน้ำ (Under-water Technique):
ใช้ในกรณีที่แผลมีลักษณะขรุขระหรืออยู่ในบริเวณที่หัวโพรบสัมผัสยาก (เช่น ข้อเท้า หรือนิ้วเท้า)
โดยจุ่มอวัยวะและหัวโพรบลงในอ่างน้ำวนสะอาด คลื่นเสียงจะเดินทางผ่านน้ำเข้าสู่แผลโดยไม่ต้องสัมผัสผิวโดยตรง
3️⃣ การตั้งค่าพารามิเตอร์ (Parameter Settings)
เพื่อให้ได้ผลดีที่สุดในแต่ละระยะการสมานแผล ควรตั้งค่าดังนี้:
ความถี่ (Frequency): * 3 MHz สำหรับแผลระดับตื้น (ผิวหนังชั้นนอก)
1 MHz สำหรับแผลที่ลึกหรือมีเนื้อเยื่อหนา
ความเข้มเสียง (Intensity): * ใช้ระดับต่ำที่ 0.1 - 0.5 W/cm² เพื่อกระตุ้นระดับเซลล์โดยไม่ให้เกิดความร้อน
ระยะเวลา (Duration): * โดยทั่วไปจะใช้เวลาประมาณ 5-10 นาที ต่อครั้ง ขึ้นอยู่กับขนาดของบาดแผล
4️⃣ ข้อบ่งชี้ในการใช้งาน (Indications)
สามารถใช้ได้กับแผลหลายประเภท โดยเฉพาะแผลที่หายยาก:
แผลกดทับ (Pressure Ulcers)
แผลจากเส้นเลือดดำบกพร่อง (Venous Leg Ulcers)
แผลเบาหวาน (Diabetic Foot Ulcers)
แผลจากการผ่าตัดที่มีการสมานตัวช้า
5️⃣ ประโยชน์ที่ได้รับ (Key Benefits)
กระตุ้นการทำความสะอาดแผล: ช่วยให้กำจัดเนื้อตายขนาดเล็กผ่านกระบวนการ Cavitation
เร่งการสร้างคอลลาเจน: เพิ่มความแข็งแรงให้กับเนื้อเยื่อใหม่
เพิ่มการไหลเวียนเลือด: ช่วยส่งออกซิเจนไปยังแผลได้มากขึ้น
สรุป: การใช้ Ultrasound ในการรักษาแผลไม่ได้เป็นเพียงการใช้เครื่องมือจิ้มลงไปบนผิวหนัง แต่คือการเลือก เทคนิค (Technique) และ ค่าพลังงาน (Parameter) ให้สอดคล้องกับสภาพแผล เพื่อเปลี่ยนจากแผลที่หยุดนิ่ง (Stagnant) ให้กลับมาเข้าสู่กระบวนการซ่อมแซมตามธรรมชาติอีกครั้งครับ
ขอบคุณบทความต้นฉบับ
Physiopedia. (n.d.). Wound healing. Retrieved October 26, 2023
Physiopedia. (n.d.). Ultrasound in wound healing. Retrieved October 26, 2023