ศูนย์รวมความรู้เกี่ยวกับสุขภาพและกระดูก

ศูนย์รวมความรู้เกี่ยวกับสุขภาพและกระดูก ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก ศูนย์รวมความรู้เกี่ยวกับสุขภาพและกระดูก, การแพทย์และสุขภาพ, Bangkok.

กล้ามเนื้อ, ภูมิแพ้อาหาร, ปอด, อวัยวะ, ทางเดินอาหาร, กระเพาะอาหาร, เซลล์ประสาท, ระบบประสาท, หลอดเลือดแดง, การย่อยอาหาร, ลำไส้ใหญ่, ลำไส้เล็ก, สารอาหาร, ตา, ตับอ่อน, ผิวพรรณ, คลับสุขภาพ, ความดัน, หลอดเลือด, การดูแลสุขภาพ, ตับ, สมอง, ไต, หัวใจ, ระบบไหลเวียน หรือ เส้นประสาท

14/11/2017

โ ร ค ก ระ ดู ก ทั บ เ ส้ น

หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท สร้างความทุกข์ทรมานให้กับผู้ป่วยด้วยอาการปวดหลัง ปวดขาและเดินได้ในระยะสั้นลงเรื่อยๆ อาการกระดูกทับเส้น หรือ หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท ที่เพิ่มมากขึ้นหากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง โรคนี้มักเกิดกับผู้สูงอายุ เนื่องจากการเสื่อมสภาพของข้อกระดูกสันหลังจนทรุดตัวทำให้ร่างกาย ตอบสนองด้วยการสร้างกระดูกงอก หรือหินปูนขึ้นเพื่อ ต้านการทรุดตัวและไปกดทับเส้นประสาท หรือบางครั้ง อาจเกิดจากการที่หมอนรองกระดูกเคลื่อนไปกดทับเส้นประสาท

อาการกระดูกทับเส้น

กระดูกทับเส้นเกิดขึ้นได้ทุกส่วน ตามแนวกระดูกสันหลังซึ่งเริ่มตั้งแต่คอไปจนถึงหลังส่วนล่าง ซึ่งกระดูกสันหลังส่วนล่างเป็นบริเวณที่เกิดกระดูกทับเส้นได้บ่อย ทั้งนี้กระดูกสันหลังประกอบด้วยเส้นประสาทและ เส้นเลือดที่มีโครงสร้างซับซ้อน เมื่อหมอนรองกระดูกเคลื่อน จึงทำให้เกิดการกดทับเส้นประสาทและกล้ามเนื้อที่อยู่ล้อมรอบแนวกระดูกสันหลังได้ ผู้ป่วยกระดูกทับเส้นมักมีอาการ ดังนี้

เจ็บปวดบริเวณที่ถูกกดทับ อาการเจ็บปวดนี้มักกำเริบเมื่อเกิดการกดทับบริเวณเส้นประสาท โดยจะมีอาการเมื่อไอ จาม หากหมอนรองกระดูกทับเส้นที่คอ ผู้ป่วยจะรู้สึกเจ็บมากบริเวณไหล่และแขน หากกระดูกทับเส้นเกิดขึ้นบริเวณเส้นประสาทไซอาติก ซึ่งเป็นเส้นประสาทที่ยาวที่สุด ในร่างกายเริ่มตั้งแต่ด้านหลังบริเวณเชิงกราน ก้น ร้าวลงไปถึงขาและเท้าทั้งสองข้าง ผู้ป่วยจะรู้สึกเจ็บตั้งแต่ก้นลามไปถึงต้นขาหลัง สะโพก น่อง และเท้า โดยมีอาการเจ็บเล็กน้อยจนรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ
นอกจากนี้ ผู้ป่วยอาจมีอาการปวดร้าวลงขาเมื่อต้องเดินในระยะทางสั้น ๆ และอาการแย่ลงเมื่อยืนขึ้น นั่งลง เคลื่อนไหวบางท่า หรือตอนกลางคืน

รู้สึกชาหรือเสียวปลาบ กระดูกทับเส้นอาจทำให้ผู้ป่วยรู้สึกชาหรือเสียวปลาบที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย เนื่องจากเส้นประสาทของร่างกายส่วนนั้นถูกกดทับ รวมทั้งเสียวปลาบ ปวด หรือรู้สึกแสบร้อนบริเวณที่เส้นประสาทถูกกดทับ
กล้ามเนื้ออ่อนแรง กล้ามเนื้อบริเวณที่เส้นประสาทถูกกดทับนั้นมีแนวโน้มอ่อนแรง หากกล้ามเนื้ออ่อนแรง ผู้ป่วยมักสะดุดหรือล้มบ่อย หยิบหรือถือของไม่ถนัด

สาเหตุของกระดูกทับเส้น

น้ำหนักตัวมากเกินไป ผู้ที่มีน้ำหนักตัวมากเกินไปจะทำให้กระดูกสันหลังบริเวณหลังส่วนล่าง ต้องแบกรับน้ำหนักอยู่ตลอดเวลาแบกของหนัก ผู้ใช้แรงงานที่ต้องแบกหามสิ่งของหนักมีโอกาสเสี่ยงที่จะเกิดกระดูกทับเส้นได้ เนื่องจากการแบกของขนาดใหญ่หรือมีน้ำหนักมาก ต้องใช้กล้ามเนื้อหลังแทนกล้ามเนื้อขาและต้นขา ทำให้กระดูกบิดและเคลื่อนได้
พันธุกรรม ผู้ป่วยกระดูกทับเส้นบางรายป่วยเป็นโรคนี้จากการถ่ายทอดทางพันธุกรรม

ประสบอุบัติเหตุ การได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุอย่างตกจากที่สูง หรือได้รับการกระทบกระเทือน จากการถูกทำร้ายร่างกายบริเวณหลัง สามารถป่วยเป็นกระดูกทับเส้น แต่พบไม่บ่อยนัก
สูบบุหรี่ การสูบบุหรี่เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับกระดูกทับเส้น เนื่องจากส่งผลให้หมอนรองกระดูกสูญเสียความยืดหยุ่น

การรักษากระดูกทับเส้น

ส่วนใหญ่แล้ว อาการกระดูกทับเส้นจะค่อย ๆ ดีขึ้นหากผู้ป่วยได้พักผ่อน ออกกำลังกาย และรับประทานยาบรรเทาอาการของโรค ซึ่งจะใช้เวลาฟื้นตัวประมาณ 1-3 เดือน อย่างไรก็ตาม วิธีรักษากระดูกทับเส้นมีหลายวิธีขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของอาการและตำแหน่งที่หมอนรองกระดูกเคลื่อน ซึ่งแบ่งประเภทได้ ดังนี้

การรักษาด้วยยา ยาที่ช่วยรักษาอาการกระดูกทับเส้นประกอบด้วย

ยาแก้ปวด ผู้ป่วยกระดูกทับเส้นที่มีอาการปวดหลังเพียงเล็กน้อยถึงปานกลางสามารถซื้อยาแก้ปวดที่หาซื้อรับประทานได้เอง เช่น ยาไอบูโพรเฟน หรือยานาพรอกเซน

ยาระงับอาการปวดที่เส้นประสาท หากผู้ป่วยมีอาการปวดร้าวลงขา คือรู้สึกปวดที่ขา สะโพก หรือก้น ซึ่งเป็นอวัยวะที่อยู่ตามแนวเส้นประสาทไซอาติก แพทย์จะสั่งจ่ายยาแก้ปวดที่มีฤทธิ์แรงขึ้น ได้แก่ ยาบางตัวในกลุ่มยารักษาอาการซึมเศร้า และยากันชัก โดยยาในกลุ่มรักษาอาการซึมเศร้าจะช่วยบรรเทาอาการปวดเส้นประสาทให้ทุเลาลงได้ ส่วนยากันชักช่วยรักษาอาการปวดเส้นประสาทที่เกี่ยวกับกระดูกทับเส้น อย่างไรก็ตาม ยาทั้งสองตัวนี้ไม่สามารถใช้รักษาผู้ป่วยกระดูกทับเส้นได้ทุกราย โดยเฉพาะในกรณีที่ใช้รักษาระยะยาว ผู้ป่วยควรปรึกษาแพทย์เพื่อขอคำแนะนำในการรักษาด้วยวิธีอื่น แต่ยาบางตัวอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงกับผู้ป่วยบางราย

ยาคลายกล้ามเนื้อ แพทย์จะสั่งจ่ายยาคลายกล้ามเนื้อให้ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการกล้ามเนื้อหดเกร็ง โดยรับประทานยานี้ประมาณ 2-3 วันเพื่อรักษาอาการดังกล่าว
สเตียรอยด์รักษาอาการปวดจากเส้นประสาท ผู้ป่วยที่ปวดเส้นประสาทไซอาติก จะได้รับการฉีดสเตียรอยด์ โดยแพทย์จะฉีดสารคอร์ติโคสเตียรอยด์เข้าไปบริเวณหลังส่วนล่างหรือบริเวณเส้นประสาทไขสันหลัง

กายภาพบำบัด จะช่วยให้ผู้ป่วยเคลื่อนไหวร่างกายได้ดีขึ้น รวมทั้งป้องกันการได้รับบาดเจ็บด้วย ผู้ป่วยกระดูกทับเส้นที่อาการไม่ดีขึ้น แพทย์มักแนะนำให้ทำกายภาพบำบัด โดยนักกายภาพบำบัดจะใช้เทคนิคที่ช่วยฟื้นฟูการทำงานและการเคลื่อนไหวร่างกายอย่างการนวดหรือดัดข้อต่อ

วิธีดูแลรักษาอาการกระดูกทับเส้น

รับประทานยาระงับปวด รับประทานยาแก้ปวดที่หาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป เช่น ยาไอบูโพรเฟน หรือยาพรอกนาเซน ยาเหล่านี้จะช่วยบรรเทาอาการปวดอันเนื่องมาจากกระดูกทับเส้นให้ทุเลาลงได้

วิธีป้องกันกระดูกทับเส้น กระดูกทับเส้นป้องกันได้โดยปฏิบัติดังนี้

ออกกำลังกาย
ควบคุมน้ำหนัก
งดการสูบบุหรี่

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก POBPAD

ลองอ่านกันดูนะคะ มีบางอย่างแฝงอยู่ น่ารักมากค่ะ Cr คุณสมัยจิตร     "ความสุขบนรอยบิ่น"   ครอบครัวเรามีพี่น้องสี่คน เราเป็...
11/11/2017

ลองอ่านกันดูนะคะ มีบางอย่างแฝงอยู่ น่ารักมากค่ะ

Cr คุณสมัยจิตร

"ความสุขบนรอยบิ่น"

ครอบครัวเรามีพี่น้องสี่คน เราเป็นคนที่สาม พวกเราพี่น้องรักกันมาก เพราะพ่อแม่ปลูกฝัง ให้รู้รักสามัคคีกันตั้งแต่เล็ก เราไม่ใช่ครอบครัวที่ร่ำรวย แต่คุณพ่อก็พยายามทำงานหนักเพื่อครอบครัว คุณแม่ดูแลทุกอย่างในบ้าน ให้มีระเบียบน่าอยู่ ฝีมือทำอาหารนี่เกินคำบรรยาย แม้พวกเราไม่เคยมีโอกาสไปชิมอาหารตามภัตตาคารหรู แต่เชื่อมั่นว่าฝีมือคุณแม่ไม่มีแพ้พวกเขา บ้านเราไม่ได้มีข้าวของเครื่องใช้ที่แพงนักหนา จะดีหน่อยก็จะเป็นจานชามชุดใหญ่ ที่เราใช้กันทุกมื้อ นั่นเพราะคุณแม่ต้องการให้พวกเราฝึกและคุ้นเคยกับมารยาทบนโต๊ะอาหาร จานชามชุดนี้แหละที่น่าจะหรูสุดในบ้านแล้ว
วันหนึ่งตอนที่คุณแม่กำลังเสริฟมันฝรั่งต้มใส่จาน เรายกจานเร็วไปหน่อยจนจานไปกระทบจานของพี่สาว ทำให้จานเราบิ่นไปเล็กน้อย เราใจเสียขึ้นมาทันที เพราะจานชามชุดนี้เราต้องใช้ร่วมกันหกคนทุกครั้ง แต่คุณแม่ก็ไม่ได้ดุว่าตำหนิเรา เพียงบอกว่าบิ่นนิดนึงยังใช้การได้ แต่เตือนเราว่าวันหลังให้ระวัง
หลังจากนั้น พอทุกครั้งที่ใครได้รับจานใบนี้ ก็จะบ่นเป็นเชิงหยอกล้อว่าวันนี้โชคร้ายจัง เราไม่สบายใจ มันเหมือนตอกย้ำความสะเพร่าของเราครั้งแล้วครั้งเล่า วันนี้น้องเราก็ได้จานใบนี้ แกเบ้ปากทำท่าจะเริ่มบ่น อยู่ๆคุณพ่อก็ประกาศว่า จากนี้ไปถ้าใครได้รับจานบิ่นใบนี้ ทุกคนต้องไปหอมแก้มเขา ว่าแล้วคุณพ่อก็เข้าไปหอมแก้มน้องเป็นคนแรก แล้วทุกคนก็ทำตาม น้องยิ้มอย่างมีความสุข ที่ได้รับความรักมากมายขนาดนี้
หลังจากวันนั้น ใครได้จานใบนั้นกลายเป็นสิ่งที่มีความสุข และถ้าวันไหนใครแบกความทุกข์เข้าบ้าน พวกเราก็จะจงใจวางจานใบนั้นข้างหน้าเขา แล้วทุกคนก็จะไปรุมหอมเขา พร้อมรอยยิ้ม ความทุกข์ความเศร้าหมองทั้งหลายก็แทบจะมลายหายไปในชั่วพริบตา
จานชามชุดนั้นสุดท้ายก็ต้องโละทิ้งตามสภาพและกาลเวลา ฐานะบ้านเราค่อยๆดีขึ้น เดี๋ยวนี้บ้านเรามีจานชามมากกว่าหนึ่งชุดแล้ว แต่เรามักจะระลึกถึงบรรยากาศของการโอบกอดหอมแก้มกันอยู่เสมอ
หลายปีผ่านไป วันหนึ่งเราไปทานข้าวที่ภัตตาคารพร้อมกัน ตอนบริกรเอาจานมาเสริฟ พวกเราสังเกตุเห็นว่า จานตรงข้างหน้าคุณพ่อมีรอยบิ่นเล็กๆ แทนที่เราจะเรียกให้บริกรเปลี่ยนจาน แต่เปล่า พวกเราทุกคนลุกขึ้นแล้วเดินไปหอมแก้มและโอบกอดคุณพ่ออย่างมีความสุข
รอยบิ่นแท้จริงแล้วคือจุดบกพร่อง แต่มันกลับกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความสุขของเรา ทุกวันนี้แม้เราจะเจอสิ่งเลวร้ายขนาดไหน เราก็สามารถเอาอีกมุมมองหนึ่งมาสยบความรู้สึกที่ไม่ดีออกไป
ขอบคุณคุณพ่อมากๆ ที่สอนให้เรารู้จักวิธีการมองต่างมุม เพื่อค้นหาความหมายใหม่ๆที่มีคุณค่ามากยิ่งๆขึ้น
ทุกสิ่งล้วนมีสองมุมมอง จะมองในแง่บวกหรือแง่ลบก็อยู่ที่ใจเรา หากมัวแต่มองด้านลบ เราคงสลัดปัญหา และความเศร้าหมองไม่พ้น แต่ถ้าฉลาดพอที่จะมองในแง่บวก ปัญหาต่างๆน่าจะกลายเป็นเรื่องง่ายที่จะแก้ไข
เป็นเพราะคุณพ่อสอนให้เรารู้จักความหมายที่มีคุณค่า จากเหตุการณ์จานใบนั้น ทำให้ครอบครัวเราเต็มเปี่ยมไปด้วยความรักและความสุขทุกคืนวัน

โรคพาร์คินสัน มันน่ากลัว ต้องดูแลสุขภาพนะคะ
10/11/2017

โรคพาร์คินสัน มันน่ากลัว ต้องดูแลสุขภาพนะคะ

แชมป์โลก ยอมยกธงขาว ยอมแพ้!!!!

โรคพาร์กินสัน

โรคความเสื่อมอย่างช้า ๆ ของสมองซึ่งพบได้บ่อยในผู้สูงอายุ ปัจจุบันยังไม่มีวิธีการรักษาให้หายขาด แต่การวินิจฉัยโรคและรับการดูแลแต่เนิ่น ๆ จากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะสามารถช่วยชะลออาการของโรคและทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

สาเหตุ

เซลล์สมองในส่วนที่เรียกว่าsubstantia nigra จะสร้างสารเคมีที่เรียกว่าdopamine สารนี้จะทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมไปยังสมองส่วนที่เรียกว่า corpus striatum ทำให้การทำงานของกล้ามเนื้อมีกำลังและประสานกันได้อย่างดี หากเซลล์สมองส่วนนี้ไม่สามารถสร้างสารดังกล่าวได้อย่างเพียงพอการทำงานของกล้ามเนื้อจะไม่ประสานงานกัน มือจะกระตุก ไม่สามารถทำงานที่ต้องประสานงานของกล้ามเนื้อหลายๆมัด สำสาเหตุที่ทำให้เซลล์เหล่านี้ตายก่อนวัยอันควรยังไม่ทราบ แต่เท่าที่สันนิฐานได้คือ

- พันธุ์กรรม ผู้ที่มีญาติสายตรงคนหนึ่งเป็นจะมีความเสี่ยงเพิ่ม 3 เท่า

- หกมีสองคนความเสี่ยงเพิ่มเป็น 10 เท่า

- อนุมูลอิสระFree radicle จะทำลายเซลล์ประสาทส่วนนี้

- มีสารพิษหรือToxin ซึ่งอาจจะได้รับจากอาหารหรือสิ่งแวดล้อมเช่น ยาฆ่าแมลง ทำลายเซลล์ประสาทส่วนนี้ carbon monoxide, alcohol, and mercury

- พันธุกรรมโดยพบว่าผู้ป่วยร้อยละ15-20 มีประวัติครอบครัวเป็นโรคพาร์กินสัน นอกจากนี้ยังพบว่าหากมีการกลายพันธ์(mutation )ของโครโมโซมคู่ที่ 4 และ6ก็ทำให้เกิดโรคพาร์กินสัน

- เซลล์แก่ไวเกินไปโดยที่ไม่ทราบสาเหตุ เนื่องจากโรคนี้จะค่อยเป็นค่อยไป ดังนั้นผู้ป่วยอาจจะไม่ทราบ บางคนอาจจะมีอาการปวดตามตัว เพลีย สั่นหรือลุกยาก ส่วนใหญ่มักจะวินิจฉัยได้จากการสังเกตของคนใกล้ชิดว่ามีอาการผิดปกติเช่น ใบหน้าไม่ยิ้ม มือสั่น เคลื่อนไหวของมือหรือแขนน้อย

อาการ

เมื่อโรคเป็นมากขึ้นผู้ป่วยก็จะเกิดอาการชัดเจนขึ้น อาการของแต่ละคนจะไม่เหมือนกันอาการที่สำคัญได้แก่

- อาการสั่นTremor อาการสั่นของผู้ป่วยพาร์กินสันจะมีลักษณะเฉพาะ คือ จะมีการสั่นไปมาไของนิ้วหัวแม่มือและนิ้วอื่นประมาณ 3 ครั้งต่อวินาที คนที่ช่างสังเกตบอกอาการสั่นเหมือนกับคนกำลังปั้นเม็ดยาpill rolling โดยมากอาการสันมักจะเกิดที่มือ แต่ก็มีผู้ป่วยส่วนหนึ่งเกิดที่เท้า หรือกราม อาการสั่นจะเป็นขณะพัก จะเป็นมากเมื่อเกิดอาการเครียด อาการสั่นจะหายไปเมื่อเวลานอนหลับ หรือเมื่อเรากำลังใช้งาน อาการสั่นจะเป็นข้างหนึ่งก่อน เมื่อโรคเป็นมากจึงจะเป็นทั้งตัว

- อาการเกร็งRigidity คนปกติเมื่อเวลาเคลื่อนไหวจะมีกล้ามเนื้อที่หดเกร็ง และกล้ามเนื้อด้านตรงข้ามจะมีการคลายตัว โรคพาร์กินสันกล้ามเนื้อไม่มีการคลายตัวจึงทำให้การเคลื่อนไหวเป็นไปด้วยความลำบาก หากเราจับมือผู้ป่วยเคลื่อนไหวจะมีแรงต้านเป็นระยะเหมือนกับมีดสปริงcogwheel rigidity

- อาการเคลื่อนไหวช้าBradykinesia ผู้ป่วยจะเคลื่อนไหวช้าและลำบาก งานประจำที่สามารถทำเองได้แต่ต้องใช้เวลามาก

- สูญเสียการทรงตัวPostural instability ผู้ป่วยจะเดินหน้าถอยหลัง เวลาเดินจะเดินก้าวเล็กซอยถี่ๆ ทำให้หกล้มได้ง่าย

การรักษา

1. การใช้ยา โดยทั่วไปการรักษาจะใช้ยาเป็นหลัก ได้แก่ กลุ่มที่มีฤทธิ์คล้ายสารโดปามีนในสมอง กลุ่มที่เปลี่ยนเป็นสารโดปามีนในสมอง กลุ่มที่ช่วยลดการทำลายสารโดปามีนในสมอง ยาช่วยให้มีการเคลื่อนไหวกลับมาใกล้เคียงปกติ ทั้งนี้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะเป็นผู้เลือกใช้และปรับขนาดยาให้เหมาะสมกับอาการและความรุนแรงของโรคทแม้ว่ายาจะไม่สามารถทำให้ผู้ป่วยหายขาดจากโรคได้ แต่ช่วยให้มีอาการดีขึ้นอย่างมากในช่วงระยะแรกของโรค อย่างไรก็ตาม หากรับประทานยาติดต่อกันนานเกิน 5 - 10 ปี ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะเกิดปัญหาการตอบสนองต่อยาไม่ได้ดี แม้จะกินยาเพิ่มและบ่อยขึ้นก็ตาม

2.การผ่าตัด ขณะนี้ทั่วโลกใช้วิธี Deep Brain Stimulation พบว่าอาการสั่นลดลงถึงร้อยละ 75 การเกร็งตัวของกล้ามเนื้อลดลงร้อยละ 71 การเคลื่อนไหวช้าลงร้อยละ 49 ในช่วงติดตามผลระยะ 5 ปี โดยแพทย์จะฉีดยาชาและเจาะรูเล็กที่กะโหลกศีรษะของผู้ป่วยทั้งสองข้าง แล้วสอดสายขั้วไฟฟ้าเข้าไปในสมองส่วนลึกที่เรียกว่าซับทาลามิคนิวเคลียส (Subthalamic nucleus) จากนั้นแพทย์จะดมยาให้ผู้ป่วยสลบก่อนฝังแบตเตอรี่ใต้ผิวหนังบริเวณทรวงอก และนำไปเชื่อมต่อเป็นวงจรเข้ากับขั้วไฟฟ้าที่ฝังอยู่ในสมอง กระแสไฟฟ้าจากแบตเตอรี่จะช่วยแก้ไขการทำงานของสมองที่ผิดปกติไป มีผลให้อาการสั่น แข็งเกร็ง เคลื่อนไหวเชื่องช้า และการทรงตัวไม่ดี ลดลงอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ ยังช่วยลดปริมาณยาที่ใช้ในการรักษาให้น้อยลงหลังจากผ่าตัด ตลอดจนอาการแขนขาแกว่งที่เป็นผลแทรกซ้อนจากยาก็ลดน้อยลงไปด้วย ผู้ที่เหมาะสำหรับการผ่าตัดรักษา ได้แก่ ผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน ซึ่งเดิมเคยตอบสนองดีต่อยาแต่เริ่มมีปัญหาเรื่องการออกฤทธิ์ของยา หรือมีปัญหาการเคลื่อนไหวมากผิดปกติขณะที่ยาออกฤทธิ์ หรือมีอาการสั่นรุนแรงที่ไม่ตอบสนองต่อยา ทั้งนี้ผู้ป่วยต้องไม่มีโรคทางสมองชนิดอื่น เช่น โรคหลอดเลือดสมอง โรคสมองเสื่อม หรือมีโรคทางจิตเวช เช่น โรคซึมเศร้า โดยผู้ป่วยจะต้องได้รับการตรวจประเมินอย่างละเอียดจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านระบบประสาท นักจิตวิทยา และได้รับการตรวจภาพของสมองด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) ก่อนการผ่าตัดทุกราย หลังการผ่าตัด 2-4 สัปดาห์ แพทย์จะเริ่มเปิดเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าที่สมอง และทำการปรับเครื่องกระตุ้นจนกว่าได้ขนาดการกระตุ้นที่เหมาะสมที่จะทำให้อาการของผู้ป่วยดีขึ้นได้มากที่สุด จากผลสำเร็จในการผ่าตัดสมองรักษาผู้ป่วยโรคพาร์กินสันมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ได้เดินหน้าเปิดศูนย์ฝึกอบรมการผ่าตัดรักษาพาร์กินสัน แก่ประสาทศัลยแพทย์ทั้งในประเทศไทยและแถบอาเซียน ทั้งนี้เพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้ป่วยนั่นเอง โดยความร่วมมือกับ Medtronic ซึ่งให้การสนับสนุนการอบรมและทุนวิจัย

3.การรักษาทางกายภาพบำบัด เพื่อช่วยเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ลดอาการเกร็ง ตลอดจน ช่วยในการประสานการทำงานของกล้ามเนื้อต่างๆ
cr.รพ.บำรรุงราษฎร์

หากต้องการปรึกษาโทร 0973375892

กระดูกทับเส้น ทรมานกว่าที่คิด คนที่เป็นเท่านั้นท่านรู้ดี
08/11/2017

กระดูกทับเส้น ทรมานกว่าที่คิด คนที่เป็นเท่านั้นท่านรู้ดี

โ ร ค ก ระ ดู ก ทั บ เ ส้ น

หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท สร้างความทุกข์ทรมานให้กับผู้ป่วยด้วยอาการปวดหลัง ปวดขาและเดินได้ในระยะสั้นลงเรื่อยๆ อาการกระดูกทับเส้น หรือ หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท ที่เพิ่มมากขึ้นหากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง โรคนี้มักเกิดกับผู้สูงอายุ เนื่องจากการเสื่อมสภาพของข้อกระดูกสันหลังจนทรุดตัวทำให้ร่างกาย ตอบสนองด้วยการสร้างกระดูกงอก หรือหินปูนขึ้นเพื่อ ต้านการทรุดตัวและไปกดทับเส้นประสาท หรือบางครั้ง อาจเกิดจากการที่หมอนรองกระดูกเคลื่อนไปกดทับเส้นประสาท

อาการกระดูกทับเส้น

กระดูกทับเส้นเกิดขึ้นได้ทุกส่วน ตามแนวกระดูกสันหลังซึ่งเริ่มตั้งแต่คอไปจนถึงหลังส่วนล่าง ซึ่งกระดูกสันหลังส่วนล่างเป็นบริเวณที่เกิดกระดูกทับเส้นได้บ่อย ทั้งนี้กระดูกสันหลังประกอบด้วยเส้นประสาทและ เส้นเลือดที่มีโครงสร้างซับซ้อน เมื่อหมอนรองกระดูกเคลื่อน จึงทำให้เกิดการกดทับเส้นประสาทและกล้ามเนื้อที่อยู่ล้อมรอบแนวกระดูกสันหลังได้ ผู้ป่วยกระดูกทับเส้นมักมีอาการ ดังนี้

เจ็บปวดบริเวณที่ถูกกดทับ อาการเจ็บปวดนี้มักกำเริบเมื่อเกิดการกดทับบริเวณเส้นประสาท โดยจะมีอาการเมื่อไอ จาม หากหมอนรองกระดูกทับเส้นที่คอ ผู้ป่วยจะรู้สึกเจ็บมากบริเวณไหล่และแขน หากกระดูกทับเส้นเกิดขึ้นบริเวณเส้นประสาทไซอาติก ซึ่งเป็นเส้นประสาทที่ยาวที่สุด ในร่างกายเริ่มตั้งแต่ด้านหลังบริเวณเชิงกราน ก้น ร้าวลงไปถึงขาและเท้าทั้งสองข้าง ผู้ป่วยจะรู้สึกเจ็บตั้งแต่ก้นลามไปถึงต้นขาหลัง สะโพก น่อง และเท้า โดยมีอาการเจ็บเล็กน้อยจนรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ
นอกจากนี้ ผู้ป่วยอาจมีอาการปวดร้าวลงขาเมื่อต้องเดินในระยะทางสั้น ๆ และอาการแย่ลงเมื่อยืนขึ้น นั่งลง เคลื่อนไหวบางท่า หรือตอนกลางคืน

รู้สึกชาหรือเสียวปลาบ กระดูกทับเส้นอาจทำให้ผู้ป่วยรู้สึกชาหรือเสียวปลาบที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย เนื่องจากเส้นประสาทของร่างกายส่วนนั้นถูกกดทับ รวมทั้งเสียวปลาบ ปวด หรือรู้สึกแสบร้อนบริเวณที่เส้นประสาทถูกกดทับ
กล้ามเนื้ออ่อนแรง กล้ามเนื้อบริเวณที่เส้นประสาทถูกกดทับนั้นมีแนวโน้มอ่อนแรง หากกล้ามเนื้ออ่อนแรง ผู้ป่วยมักสะดุดหรือล้มบ่อย หยิบหรือถือของไม่ถนัด

สาเหตุของกระดูกทับเส้น

น้ำหนักตัวมากเกินไป ผู้ที่มีน้ำหนักตัวมากเกินไปจะทำให้กระดูกสันหลังบริเวณหลังส่วนล่าง ต้องแบกรับน้ำหนักอยู่ตลอดเวลาแบกของหนัก ผู้ใช้แรงงานที่ต้องแบกหามสิ่งของหนักมีโอกาสเสี่ยงที่จะเกิดกระดูกทับเส้นได้ เนื่องจากการแบกของขนาดใหญ่หรือมีน้ำหนักมาก ต้องใช้กล้ามเนื้อหลังแทนกล้ามเนื้อขาและต้นขา ทำให้กระดูกบิดและเคลื่อนได้
พันธุกรรม ผู้ป่วยกระดูกทับเส้นบางรายป่วยเป็นโรคนี้จากการถ่ายทอดทางพันธุกรรม

ประสบอุบัติเหตุ การได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุอย่างตกจากที่สูง หรือได้รับการกระทบกระเทือน จากการถูกทำร้ายร่างกายบริเวณหลัง สามารถป่วยเป็นกระดูกทับเส้น แต่พบไม่บ่อยนัก
สูบบุหรี่ การสูบบุหรี่เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับกระดูกทับเส้น เนื่องจากส่งผลให้หมอนรองกระดูกสูญเสียความยืดหยุ่น

การรักษากระดูกทับเส้น

ส่วนใหญ่แล้ว อาการกระดูกทับเส้นจะค่อย ๆ ดีขึ้นหากผู้ป่วยได้พักผ่อน ออกกำลังกาย และรับประทานยาบรรเทาอาการของโรค ซึ่งจะใช้เวลาฟื้นตัวประมาณ 1-3 เดือน อย่างไรก็ตาม วิธีรักษากระดูกทับเส้นมีหลายวิธีขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของอาการและตำแหน่งที่หมอนรองกระดูกเคลื่อน ซึ่งแบ่งประเภทได้ ดังนี้

การรักษาด้วยยา ยาที่ช่วยรักษาอาการกระดูกทับเส้นประกอบด้วย

ยาแก้ปวด ผู้ป่วยกระดูกทับเส้นที่มีอาการปวดหลังเพียงเล็กน้อยถึงปานกลางสามารถซื้อยาแก้ปวดที่หาซื้อรับประทานได้เอง เช่น ยาไอบูโพรเฟน หรือยานาพรอกเซน

ยาระงับอาการปวดที่เส้นประสาท หากผู้ป่วยมีอาการปวดร้าวลงขา คือรู้สึกปวดที่ขา สะโพก หรือก้น ซึ่งเป็นอวัยวะที่อยู่ตามแนวเส้นประสาทไซอาติก แพทย์จะสั่งจ่ายยาแก้ปวดที่มีฤทธิ์แรงขึ้น ได้แก่ ยาบางตัวในกลุ่มยารักษาอาการซึมเศร้า และยากันชัก โดยยาในกลุ่มรักษาอาการซึมเศร้าจะช่วยบรรเทาอาการปวดเส้นประสาทให้ทุเลาลงได้ ส่วนยากันชักช่วยรักษาอาการปวดเส้นประสาทที่เกี่ยวกับกระดูกทับเส้น อย่างไรก็ตาม ยาทั้งสองตัวนี้ไม่สามารถใช้รักษาผู้ป่วยกระดูกทับเส้นได้ทุกราย โดยเฉพาะในกรณีที่ใช้รักษาระยะยาว ผู้ป่วยควรปรึกษาแพทย์เพื่อขอคำแนะนำในการรักษาด้วยวิธีอื่น แต่ยาบางตัวอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงกับผู้ป่วยบางราย

ยาคลายกล้ามเนื้อ แพทย์จะสั่งจ่ายยาคลายกล้ามเนื้อให้ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการกล้ามเนื้อหดเกร็ง โดยรับประทานยานี้ประมาณ 2-3 วันเพื่อรักษาอาการดังกล่าว
สเตียรอยด์รักษาอาการปวดจากเส้นประสาท ผู้ป่วยที่ปวดเส้นประสาทไซอาติก จะได้รับการฉีดสเตียรอยด์ โดยแพทย์จะฉีดสารคอร์ติโคสเตียรอยด์เข้าไปบริเวณหลังส่วนล่างหรือบริเวณเส้นประสาทไขสันหลัง

กายภาพบำบัด จะช่วยให้ผู้ป่วยเคลื่อนไหวร่างกายได้ดีขึ้น รวมทั้งป้องกันการได้รับบาดเจ็บด้วย ผู้ป่วยกระดูกทับเส้นที่อาการไม่ดีขึ้น แพทย์มักแนะนำให้ทำกายภาพบำบัด โดยนักกายภาพบำบัดจะใช้เทคนิคที่ช่วยฟื้นฟูการทำงานและการเคลื่อนไหวร่างกายอย่างการนวดหรือดัดข้อต่อ

วิธีดูแลรักษาอาการกระดูกทับเส้น

รับประทานยาระงับปวด รับประทานยาแก้ปวดที่หาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป เช่น ยาไอบูโพรเฟน หรือยาพรอกนาเซน ยาเหล่านี้จะช่วยบรรเทาอาการปวดอันเนื่องมาจากกระดูกทับเส้นให้ทุเลาลงได้

วิธีป้องกันกระดูกทับเส้น กระดูกทับเส้นป้องกันได้โดยปฏิบัติดังนี้

ออกกำลังกาย
ควบคุมน้ำหนัก
งดการสูบบุหรี่

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก POBPAD

ลูกฉันเป็นโรคสมาธิสั้นหรอ??  ไม่จริ้งงงง
07/11/2017

ลูกฉันเป็นโรคสมาธิสั้นหรอ?? ไม่จริ้งงงง

โธ่เอ้ยยย ทำไมดื้อจังเนี่ย ????

พูดอะไรไม่เคยฟังเล้ยยย แม่เหนื่อยแล้วนะ
คุณแม่หลายๆท่านคงเคยเจอเหตุการแบบนี้ ลองกลับมาสังเกตุพฤติกรรม
ของลูกว่ามีอาการของโรคสมาธิสั้นหรือไม่

ส ม า ธิ สั้ น

กลุ่มอาการที่เกิดขึ้นตั้งแต่วัยเด็ก (ก่อนอายุ 7 ขวบ) ซึ่งจะมีผลกระทบต่อพฤติกรรม อารมณ์ การเรียน และการเข้าสังคมกับผู้อื่นของเด็ก กลุ่มอาการนี้ได้แก่ ขาดสมาธิ (attention deficit), การขาดความสามารถในการควบคุมตัวเอง (impulsivity), อาการซน (hyperactivity)

เด็กบางคนอาจจะมีอาการซนและการขาดความสามารถในการควบคุมตัวเองเป็นอาการหลัก ซึ่งพบได้บ่อยในเด็กผู้ชาย หรือบางคนอาจจะมีอาการขาดสมาธิเป็นปัญหาหลัก พบได้บ่อยพอ ๆ กันในเด็กผู้หญิงและเด็กผู้ชาย โรคสมาธิสั้นนี้พบได้บ่อยในทุกประเทศทั่วโลก ในต่างประเทศพบว่าประมาณ 3-5 เปอร์เซ็นต์ของเด็กในวัยเรียน เป็นโรคสมาธิสั้น

จะสังเกตได้อย่างไรว่าเด็กเป็นโรคสมาธิสั้นหรือไม่

1. การขาดสมาธิ (attention deficit) โดยสังเกตพบว่าเด็กจะมีลักษณะดังนี้

ไม่สามารถทำงานที่ครู หรือพ่อแม่สั่งจนสำเร็จ
ไม่มีสมาธิในขณะทำงานหรือเล่น
ดูเหมือนไม่ค่อยฟังเวลาพูดด้วย
ไม่สามารถตั้งใจฟัง และเก็บรายละเอียดได้ ทำให้ทำงานผิดพลาดบ่อย
ไม่ค่อยเป็นระเบียบ
วอกแวกง่าย
ขี้ลืมบ่อย ๆ
มีปัญหาหรือพยายามหลีกเลี่ยงงานที่ต้องใช้ความคิดหรือสมาธิ
ทำของใช้ส่วนตัวหรือของใช้ที่จำเป็นสำหรับงานหรือการเรียนหายอยู่บ่อย ๆ

2. การซน (hyperactivity) และการขาดความสามารถในการควบคุมตนเอง (impulsivity) เด็กจะมีลักษณะดังนี้

ยุกยิก อยู่ไม่สุข
นั่งไม่ติดที่ ลุกเดินบ่อย ๆ ขณะอยู่ที่บ้านหรือในห้องเรียน
ชอบวิ่ง หรือปีนป่ายสิ่งต่าง ๆ
พูดมาก พูดไม่หยุด
เล่นเสียงดัง
ตื่นตัวตลอดเวลา หรือดูตื่นเต้นง่าย
ชอบโพล่งคำตอบเวลาครูหรือพ่อแม่ถาม โดยที่ยังฟังคำถามไม่จบ
รอคอยไม่เป็น
ชอบขัดจังหวะหรือสอดแทรกเวลาผู้อื่นกำลังพูดอยู่

หากเด็กมีลักษณะในข้อ 1 หรือ 2 รวมกันมากกว่า 6 ข้อ อาการเด็กของท่านมีความเป็นไปได้สูงที่จะเป็นโรคสมาธิสั้น

การรักษาโรคสมาธิสั้นให้มีประสิทธิภาพสูงสุดคือการผสมผสานการรักษาหลายด้านดังนี้

1. การรักษาทางยา ยาที่ใช้รักษาโรคสมาธิสั้นเป็นยาที่ปลอดภัย มีผลข้างเคียงน้อยและมีประสิทธิภาพในการรักษาสูง ยาจะช่วยให้เด็กมีสมาธิดีขึ้น ซนน้อยลง ดูสงบขึ้น มีความสามารถในการควบคุมตัวดีขึ้น และอาจช่วยให้ผลการเรียนดีขึ้น ผลที่ตามมาเมื่อเด็กได้รับการรักษาอย่างถูกวิธีคือ เด็กจะมีความรู้สึกมีคุณค่าในตัวเอง (seft-esteem) ดีขึ้น และมีความสัมพันธ์กับเพื่อนหรือคนรอบข้างดีขึ้น

2. การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการช่วยเหลือทางด้านจิตใจสำหรับเด็กและครอบครัว ผู้ปกครองและครูของเด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้นจำเป็นต้องเรียนรู้เทคนิคที่ถูกต้องเพื่อช่วยในการจัดการกับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมบางอย่างของเด็ก การตีหรือการลงโทษทางร่างกาย เป็นวิธีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ไม่ได้ผล และจะมีส่วนทำให้เด็กมีอารมณ์โกรธหรือแสดงพฤติกรรมต่อต้านและก้าวร้าวมากขึ้น วิธีการที่ได้ผลดีกว่าคือ การให้คำชมหรือรางวัล (positive reinforcement) เมื่อเด็กแสดงพฤติกรรมที่ถูกต้องและเหมาะสม หรือควบคุมพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม โดยการงดกิจกรรมที่เด็กชอบหรือตัดสิทธิอื่น ๆ (negative reinforcement)

3. การช่วยเหลือทางด้านการเรียน เด็กสมาธิสั้นส่วนใหญ่จะมีปัญหาการเรียนหรือเรียนได้ไม่เต็มศักยภาพร่วมด้วย ดังนั้นครูจึงมีบทบาทสำคัญเป็นอย่างยิ่งที่จะช่วยเหลือเด็กสมาธิสั้นให้เรียนได้ดีขึ้น

เมื่อเด็กโตขึ้น เด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้นมีโอกาสหายได้หรือไม่

เมื่อผ่านวัยรุ่นประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ ของเด็กสมาธิสั้นมีโอกาสหายจากโรคนี้ และสามารถเรียนหนังสือหรือทำงานได้ตามปกติ โดยไม่ต้องรับประทานยา ส่วนใหญ่ของเด็กสมาธิสั้นจะยังคงมีความบกพร่องของสมาธิอยู่ในระดับหนึ่ง ถึงแม้ว่าเด็กดูเหมือนจะซนน้อยลง และมีความสามารถในการควบคุมดีขึ้นเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว บางคนสามารถปรับตัวและเลือกงานที่ไม่จำเป็นต้องใช้สมาธิมากนัก ก็จะมีโอกาสประสบความสำเร็จและดำเนินชีวิตได้ตามปกติ บางคนอาจจะยังคงมีอาการของโรคสมาธิสั้นอยู่มาก ซึ่งจะมีผลเสียต่อการศึกษา การงาน และการเข้าสังคมกับผู้อื่น ผู้ป่วยในกลุ่มนี้จำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่องปรึกษา

โทร. 097 3375892

ติดตามข้อมูลที่ https://line.me/R/ti/p/%40omm8307d

ใครปวดหลังอยู่เชิญชมวิดิโอนี้นะคะ
06/11/2017

ใครปวดหลังอยู่เชิญชมวิดิโอนี้นะคะ

แชมป์โลก ยอมยกธงขาว  ยอมแพ้!!!!โรคพาร์กินสัน       โรคความเสื่อมอย่างช้า ๆ  ของสมองซึ่งพบได้บ่อยในผู้สูงอายุ ปัจจุบันยัง...
06/11/2017

แชมป์โลก ยอมยกธงขาว ยอมแพ้!!!!

โรคพาร์กินสัน

โรคความเสื่อมอย่างช้า ๆ ของสมองซึ่งพบได้บ่อยในผู้สูงอายุ ปัจจุบันยังไม่มีวิธีการรักษาให้หายขาด แต่การวินิจฉัยโรคและรับการดูแลแต่เนิ่น ๆ จากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะสามารถช่วยชะลออาการของโรคและทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

สาเหตุ

เซลล์สมองในส่วนที่เรียกว่าsubstantia nigra จะสร้างสารเคมีที่เรียกว่าdopamine สารนี้จะทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมไปยังสมองส่วนที่เรียกว่า corpus striatum ทำให้การทำงานของกล้ามเนื้อมีกำลังและประสานกันได้อย่างดี หากเซลล์สมองส่วนนี้ไม่สามารถสร้างสารดังกล่าวได้อย่างเพียงพอการทำงานของกล้ามเนื้อจะไม่ประสานงานกัน มือจะกระตุก ไม่สามารถทำงานที่ต้องประสานงานของกล้ามเนื้อหลายๆมัด สำสาเหตุที่ทำให้เซลล์เหล่านี้ตายก่อนวัยอันควรยังไม่ทราบ แต่เท่าที่สันนิฐานได้คือ

- พันธุ์กรรม ผู้ที่มีญาติสายตรงคนหนึ่งเป็นจะมีความเสี่ยงเพิ่ม 3 เท่า

- หกมีสองคนความเสี่ยงเพิ่มเป็น 10 เท่า

- อนุมูลอิสระFree radicle จะทำลายเซลล์ประสาทส่วนนี้

- มีสารพิษหรือToxin ซึ่งอาจจะได้รับจากอาหารหรือสิ่งแวดล้อมเช่น ยาฆ่าแมลง ทำลายเซลล์ประสาทส่วนนี้ carbon monoxide, alcohol, and mercury

- พันธุกรรมโดยพบว่าผู้ป่วยร้อยละ15-20 มีประวัติครอบครัวเป็นโรคพาร์กินสัน นอกจากนี้ยังพบว่าหากมีการกลายพันธ์(mutation )ของโครโมโซมคู่ที่ 4 และ6ก็ทำให้เกิดโรคพาร์กินสัน

- เซลล์แก่ไวเกินไปโดยที่ไม่ทราบสาเหตุ เนื่องจากโรคนี้จะค่อยเป็นค่อยไป ดังนั้นผู้ป่วยอาจจะไม่ทราบ บางคนอาจจะมีอาการปวดตามตัว เพลีย สั่นหรือลุกยาก ส่วนใหญ่มักจะวินิจฉัยได้จากการสังเกตของคนใกล้ชิดว่ามีอาการผิดปกติเช่น ใบหน้าไม่ยิ้ม มือสั่น เคลื่อนไหวของมือหรือแขนน้อย

อาการ

เมื่อโรคเป็นมากขึ้นผู้ป่วยก็จะเกิดอาการชัดเจนขึ้น อาการของแต่ละคนจะไม่เหมือนกันอาการที่สำคัญได้แก่

- อาการสั่นTremor อาการสั่นของผู้ป่วยพาร์กินสันจะมีลักษณะเฉพาะ คือ จะมีการสั่นไปมาไของนิ้วหัวแม่มือและนิ้วอื่นประมาณ 3 ครั้งต่อวินาที คนที่ช่างสังเกตบอกอาการสั่นเหมือนกับคนกำลังปั้นเม็ดยาpill rolling โดยมากอาการสันมักจะเกิดที่มือ แต่ก็มีผู้ป่วยส่วนหนึ่งเกิดที่เท้า หรือกราม อาการสั่นจะเป็นขณะพัก จะเป็นมากเมื่อเกิดอาการเครียด อาการสั่นจะหายไปเมื่อเวลานอนหลับ หรือเมื่อเรากำลังใช้งาน อาการสั่นจะเป็นข้างหนึ่งก่อน เมื่อโรคเป็นมากจึงจะเป็นทั้งตัว

- อาการเกร็งRigidity คนปกติเมื่อเวลาเคลื่อนไหวจะมีกล้ามเนื้อที่หดเกร็ง และกล้ามเนื้อด้านตรงข้ามจะมีการคลายตัว โรคพาร์กินสันกล้ามเนื้อไม่มีการคลายตัวจึงทำให้การเคลื่อนไหวเป็นไปด้วยความลำบาก หากเราจับมือผู้ป่วยเคลื่อนไหวจะมีแรงต้านเป็นระยะเหมือนกับมีดสปริงcogwheel rigidity

- อาการเคลื่อนไหวช้าBradykinesia ผู้ป่วยจะเคลื่อนไหวช้าและลำบาก งานประจำที่สามารถทำเองได้แต่ต้องใช้เวลามาก

- สูญเสียการทรงตัวPostural instability ผู้ป่วยจะเดินหน้าถอยหลัง เวลาเดินจะเดินก้าวเล็กซอยถี่ๆ ทำให้หกล้มได้ง่าย

การรักษา

1. การใช้ยา โดยทั่วไปการรักษาจะใช้ยาเป็นหลัก ได้แก่ กลุ่มที่มีฤทธิ์คล้ายสารโดปามีนในสมอง กลุ่มที่เปลี่ยนเป็นสารโดปามีนในสมอง กลุ่มที่ช่วยลดการทำลายสารโดปามีนในสมอง ยาช่วยให้มีการเคลื่อนไหวกลับมาใกล้เคียงปกติ ทั้งนี้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะเป็นผู้เลือกใช้และปรับขนาดยาให้เหมาะสมกับอาการและความรุนแรงของโรคทแม้ว่ายาจะไม่สามารถทำให้ผู้ป่วยหายขาดจากโรคได้ แต่ช่วยให้มีอาการดีขึ้นอย่างมากในช่วงระยะแรกของโรค อย่างไรก็ตาม หากรับประทานยาติดต่อกันนานเกิน 5 - 10 ปี ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะเกิดปัญหาการตอบสนองต่อยาไม่ได้ดี แม้จะกินยาเพิ่มและบ่อยขึ้นก็ตาม

2.การผ่าตัด ขณะนี้ทั่วโลกใช้วิธี Deep Brain Stimulation พบว่าอาการสั่นลดลงถึงร้อยละ 75 การเกร็งตัวของกล้ามเนื้อลดลงร้อยละ 71 การเคลื่อนไหวช้าลงร้อยละ 49 ในช่วงติดตามผลระยะ 5 ปี โดยแพทย์จะฉีดยาชาและเจาะรูเล็กที่กะโหลกศีรษะของผู้ป่วยทั้งสองข้าง แล้วสอดสายขั้วไฟฟ้าเข้าไปในสมองส่วนลึกที่เรียกว่าซับทาลามิคนิวเคลียส (Subthalamic nucleus) จากนั้นแพทย์จะดมยาให้ผู้ป่วยสลบก่อนฝังแบตเตอรี่ใต้ผิวหนังบริเวณทรวงอก และนำไปเชื่อมต่อเป็นวงจรเข้ากับขั้วไฟฟ้าที่ฝังอยู่ในสมอง กระแสไฟฟ้าจากแบตเตอรี่จะช่วยแก้ไขการทำงานของสมองที่ผิดปกติไป มีผลให้อาการสั่น แข็งเกร็ง เคลื่อนไหวเชื่องช้า และการทรงตัวไม่ดี ลดลงอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ ยังช่วยลดปริมาณยาที่ใช้ในการรักษาให้น้อยลงหลังจากผ่าตัด ตลอดจนอาการแขนขาแกว่งที่เป็นผลแทรกซ้อนจากยาก็ลดน้อยลงไปด้วย ผู้ที่เหมาะสำหรับการผ่าตัดรักษา ได้แก่ ผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน ซึ่งเดิมเคยตอบสนองดีต่อยาแต่เริ่มมีปัญหาเรื่องการออกฤทธิ์ของยา หรือมีปัญหาการเคลื่อนไหวมากผิดปกติขณะที่ยาออกฤทธิ์ หรือมีอาการสั่นรุนแรงที่ไม่ตอบสนองต่อยา ทั้งนี้ผู้ป่วยต้องไม่มีโรคทางสมองชนิดอื่น เช่น โรคหลอดเลือดสมอง โรคสมองเสื่อม หรือมีโรคทางจิตเวช เช่น โรคซึมเศร้า โดยผู้ป่วยจะต้องได้รับการตรวจประเมินอย่างละเอียดจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านระบบประสาท นักจิตวิทยา และได้รับการตรวจภาพของสมองด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) ก่อนการผ่าตัดทุกราย หลังการผ่าตัด 2-4 สัปดาห์ แพทย์จะเริ่มเปิดเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าที่สมอง และทำการปรับเครื่องกระตุ้นจนกว่าได้ขนาดการกระตุ้นที่เหมาะสมที่จะทำให้อาการของผู้ป่วยดีขึ้นได้มากที่สุด จากผลสำเร็จในการผ่าตัดสมองรักษาผู้ป่วยโรคพาร์กินสันมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ได้เดินหน้าเปิดศูนย์ฝึกอบรมการผ่าตัดรักษาพาร์กินสัน แก่ประสาทศัลยแพทย์ทั้งในประเทศไทยและแถบอาเซียน ทั้งนี้เพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้ป่วยนั่นเอง โดยความร่วมมือกับ Medtronic ซึ่งให้การสนับสนุนการอบรมและทุนวิจัย

3.การรักษาทางกายภาพบำบัด เพื่อช่วยเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ลดอาการเกร็ง ตลอดจน ช่วยในการประสานการทำงานของกล้ามเนื้อต่างๆ
cr.รพ.บำรรุงราษฎร์

หากต้องการปรึกษาโทร 0973375892

วิธีทําให้หน้าอกใหญ่หน้าอกเล็ก มี 2 แบบ1. หน้าอกเล็กแบบเชอรี่ คือ หน้าอกเล็กอย่างเดียว ไม่เกี่ยวกับอกหย่อนคล้อย หรือ หน้...
05/11/2017

วิธีทําให้หน้าอกใหญ่

หน้าอกเล็ก มี 2 แบบ

1. หน้าอกเล็กแบบเชอรี่ คือ หน้าอกเล็กอย่างเดียว ไม่เกี่ยวกับอกหย่อนคล้อย หรือ หน้าอกห่าง แต่อย่างใด
กรณีนี้ต้องเพิ่มขนาดหน้าอกสถานเดียวค่ะ เพราะหน้าอกเล็กๆ มักแต่งตัวยาก ใส่อะไรก็ไม่สวย ขาดความมั่นใจไปได้ง่ายๆ การเพิ่มขนาดหน้าอกมีหลายแบบ แต่ทิชชี่อยากแนะนำ วิธีธรรมชาติๆ เท่านั้นค่ะ

- บำรุงหน้าอกด้วยอาหารที่มีประโยชน์ ได้แก่ อาหารประเภทโปรตีน เช่น ไข่ น้ำนมถั่วเหลือง และไขมันดีๆ อาทิ น้ำมันจากปลา น้ำมันมะกอกเป็นต้น สาเหตุที่ทำให้หน้าอกเล็ก อาจเกิดจากกรรมพันธุ์ หรือ การรีบร้อนคุมน้ำหนักในช่วงวัยรุ่น ทำให้หน้าอกเจริญเติบโตไม่เต็มที่ หรือน้อยกว่าที่ควรจะเป็น อย่าลืมนะคะว่าโครงสร้างของหน้าอกเรามีไขมันเป็นส่วนประกอบหลัก

- ตรวจสอบบรา และวิธีการใส่ยกทรงว่าถูกต้องหรือเปล่า บราที่กดรัดหน้าอกเกินไป เป็นอุปสรรคต่อการขยายตัวของหน้าอก และการใส่ยกทรงไม่ถูกต้องเป็นเวลานาน ทำให้เนื้อหน้าอกที่ควรอยู่ด้านหน้า กลับไปกองอยู่ด้านข้าง (บริเวณใต้รักแร้) แทนที่จะได้เนินอกสวย กลับได้หน้าอกแบนราบ แต่มีก้อนเนื้อล้นบริเวณใต้รักแร้แทน (ลองสังเกตดูนะค่ะ)

- หมั่นนวดหน้าอก เพื่อกระตุ้น ให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น ช่วยให้ต่อมนมทำงานเต็มที่ และช่วยให้หน้าอกขยายขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ

- ใช้ครีมเพิ่มขนาดหน้าอก (Bust enhance cream) นวดเพื่อบำรุงต่อมนมให้กลับมาทำงานเต็มที่อีกครั้ง ทำให้หน้าอกค่อยๆ ขยายขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ

- หลีกเลี่ยงการอาบน้ำอุ่นจัด เซาวน่า steam และกิจกรรมทั้งหลายที่ทำให้หน้าอกได้รับความร้อน เพราะไขมันในหน้าอกนั้นสามารถละลายออกไปได้เมื่อเจอความร้อนค่ะ เปลี่ยนเป็นนวดหน้าอกด้วยน้ำเย็นจากฝักบัวดีกว่า จะทำให้หน้าอกชูชัน สวย และเต่งตึงมากขึ้น

หรือปรึกษาโทร 0973375892

ไขมันพอกตับ     ภาวะไขมันพอกตับ หมายถึงภาวะที่มีการสะสมของไขมัน ซึ่งส่วนใหญ่ อยู่ในเซลล์ตับ  โดยที่คนๆนั้นไม่ได้ดื่มสุรา...
05/11/2017

ไขมันพอกตับ

ภาวะไขมันพอกตับ หมายถึงภาวะที่มีการสะสมของไขมัน ซึ่งส่วนใหญ่ อยู่ในเซลล์ตับ โดยที่คนๆนั้นไม่ได้ดื่มสุรา (ปกติคนที่ดื่มสุรามานานจะมีการ พอกของเซลล์ไขมันในตับ) ซึ่งทางการแพทย์เรียกภาวะนี้ว่า Disease (NAFLD) เซลล์ไขมันนี้จะไม่ก่อให้เกิดการเสียหายหรืออักเสบกับตับในระยะแรก แต่ก็มีผู้ป่วยบางส่วนที่ไขมันทำให้เกิดการอักเสบของตับ ในที่สุดก็จะเป็นตับแข็ง แต่นักวิทยาศาสตร์ยังอธิบายไม่ได้ว่าทำไมถึงเกิดการอักเสบของตับ พบว่าร้อยละ5-8ของผู้ป่วยไขมันพอกตับจะกลายเป็นตับอักเสบและตับแข็ง

สาเหตุ

1. ผู้ที่มีไขมันพอกตับโดยที่ไม่มีสาเหตุ ซึ่งความรู้จากการศึกษาในปัจจุบันพบว่าภาวะที่ร่างกายดื้อต่ออินซูลินเป็นปัจจัย ที่สำคัญของการเกิดภาวะไขมันคั่งสะสมในตับ หลังจากนั้นอาจจะมีปัจจัยหรือกลไกอื่นอีกที่มากระตุ้นให้เกิดการอักเสบและ การตายของเซลล์ตับ ซึ่งกลุ่มอาการที่สัมพันธ์ต่อการดื้อต่ออินซูลิน ซึ่งผู้ป่วยมักจะมีอาการต่อไปนี้ร่วมด้วย คือ
- อ้วน ซึ่งมักจะอ้วนที่ลำตัวมากกว่าแขนขา
- เบาหวาน
- ไขมันในเลือดสูง
- ความดันโลหิตสูง
2. ส่วนพวกที่มีสาเหตุที่พบได้บ่อยคือ
- จากการดื่มสุรา
- จากไวรัสตับอักเสบ บี
- ไวรัสตับอักเสบซี
- จากโรคแพ้ภูมิ
- จากยาบางชนิด เช่น prednisolone, amiodarone (Cordarone), tamoxifen (Nolvadex), methotrexate (Rheumatrex, Trexall), และ nonsteroidal anti-inflammatory drugs (NSAIDS).
- การขาดอาหาร

อาการ

ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะไม่มีอาการ มักจะตรวจพบโดยบังเอิญจากการมาเจาะเลือดเช็คสุขภาพ ในบางรายอาจมีอาการปวดแน่นบริเวณใต้ชายโครงขวา ในบางรายอาจจะมีอาการอ่อนเพลียง่าย เมื่อโรคตับเป็นมากแล้ว ตรวจร่างกายผู้ป่วยมักจะพบว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ ยกเว้นอาจจะพบว่าผู้ป่วยอาจจะ อ้วน ซึ่งมักจะเป็นอ้วนแบบลงพุง และในกรณีผู้ป่วยที่มีตับแข็งแล้วก็อาจตรวจเจอลักษณะของโรคตับเรื้อรังหรือ ตับแข็งร่วมด้วย การเจาะเลือดดูการทำงานของตับอาจจะพบค่า AST กับค่า ALT สูงกว่าปกติประมาณ 1.5 เท่า ถึง 4 เท่า อาจจะมีค่าALP สูงขึ้นเล็กน้อยส่วนค่าอื่นๆ มักจะอยู่ในเกณฑ์ปกติ

การรักษา

1. การลดน้ำหนัก เป็นสิ่งที่สำคัญและได้ประโยชน์มากที่สุด ซึ่งควรลดน้ำหนักโดยการควบคุมปริมาณและคุณภาพอาหารกล่าวคือ หลีกเลี่ยงการทานอาหารที่มีไขมันสูง เช่น นม เนย กะทิ อาหารทะเลไข่แดง และเนื่องจาก Triglyceride เป็นตัวสำคัญที่สะสมคั่งในตับก็ต้องพยายามหลีก เลี่ยงไม่รับประทานอาหารที่มีแป้งและน้ำตาลมากเกินไป ควรลดปริมาณอาหารลงด้วยโดยเฉพาะอย่างยิ่งในมื้อเย็น ทั้งนี้พึงระวังว่าไม่ควรลดน้ำหนักด้วยวิธีการงดอาหาร และไม่ควรลดน้ำหนักเร็วเกินไป โดยทั่วไป แนะนำให้ลดน้ำหนักลงประมาณ 1-2 กิโลกรัม / เดือน เพราะการลดน้ำหนักลงอย่างรวดเร็วโดยการงดอาหารอาจก่อให้เกิดตับอักเสบอย่าง รุนแรงได้ การลดน้ำหนักนั้นควรลดลงมาอย่างน้อยร้อยละ 15 จากน้ำหนักเริ่มต้นหรือจนน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน
2. การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
3. การรักษาระดับน้ำตาลและไขมันในเลือดให้ใกล้เคียงปกติมากที่สุด
4. หลีกเลี่ยงการดื่มสุรา

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก ศูนย์การแพทย์ศรีพัฒน์

หรือโทรปรึกษา 0973375892

ที่อยู่

Bangkok
10510

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ศูนย์รวมความรู้เกี่ยวกับสุขภาพและกระดูกผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์