D-boone อาหารเสริมสำหรับคนรักษ์กระดูกและข้อ

D-boone อาหารเสริมสำหรับคนรักษ์กระดูกและข้อ ทางเลือก บำบัด ฟื้นฟูโรคกระดูกและข? Salmon Collagen Peptide (คอลลเจนจากปลาทะเล) 250 มก. Shark Cartilage (กระดูกอ่อนปลาฉลาม) 100 มก. Inactive Ingredient

ดีบูน เสริมบำรุงกระดูกและข้อ ..
ดูแลกระดูกและข้ออย่างมีประสิทธิภาพ
นวัตกรรมล้ำสมัย งานวิจัยระดับโลก ด้วย
สารสกัดที่เปี่ยมไปด้วยคุณภาพเป็นเกรดยา
ของประเทศสหรัฐอเมริกา (USP GRADE)
เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเพิ่มความสูง
ผู้ที่มีปัญหาโรคข้อเสื่อม ข้ออักเสบ กระดูกพรุน
หมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อน นิ้วล็อค ผู้ที่
ขาดแคลเซียม สุภาพสตรีวัยหมดประจำเดือน
นักกีฬา อาชีพที่ต้องยืนเป็นเวลานาน
บรรเทาอาการปวดตามข้


บำรุงไขข้อ กระดูก บรรเทาอาการจากโรคเก๊าท์
รูมาตอยด์ หมอนรองกระดูกทับเส้น ข้อเสื่อม
กระดูกพรุน ข้ออักเสบ เสริมแคลเซียม
สารสกัดที่เป็นส่วนประกอบของดีบูน
Active Ingredient ส่วนประกอบสำคัญ Pine Bark Extract Powder (สารสกัดจากเปลือกสน) 60 มก. Ascorbic Acid (แอสคอร์บิค เอซิด) 60 มก. Turmeric Extract Powder (สารสกัดจากขมิ้น) 30 มก. Vitamin D3 100 SD/S (วิตามิน ดี3) 2 มก. Maltodextrin (USP) Capsule No. 096
- Gelatin 94.08 มก. (USP)
- Titanium Dioxide 1.92 มก. (USP)
สรรพคุณของสารสกัดที่เป็นส่วนประกอบของดีบูน
บำรุงกระดูกและข้อ

�สนใจสอบถามเพิ่มเติม
0894453278 ศศิณัฐ

6 อาการ ข้อเข่าเสื่อม ที่ต้องเข้ารับการรักษา
19/08/2017

6 อาการ ข้อเข่าเสื่อม ที่ต้องเข้ารับการรักษา

06/07/2017

ทำไม
🌍หมอนรองกระดูกสันหลัง🌍
-ถึงมีการเคลื่อน
-ปลิ้นเกิดขึ้นได้?
พยาธิสภาพของหมอนรองกระดูกสันหลังแตกเคลื่อน
กดทับเส้นประสาทนี้ พบว่ามีการปลิ้นของ ไส้ใน ของหมอน
รองกระดูกสันหลังที่มี ลักษณะคล้ายเจลลี่ มาทางด้านหลัง
เข้าไปในโพรงของไขสันหลัง(Spinal canal) ไปเบียดทับเส้น
ประสาทที่มาเลี้ยงความรู้สึกและการทำงานของกล้ามเนื้อแขนขา
ทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดแขนหรือขา
ดังที่ได้กล่าวมาแล้วได้
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม 089-4453278 คุณศศิณัฐ

16/06/2017

10 โรคร้ายที่จะลดความเสี่ยงลงได้ แค่ดื่มน้ำให้มากขึ้น !

ประโยชน์ของการดื่มน้ำ มีมากมายจนนับแทบไม่ไหว และนี่คืออีก 10 ความเสี่ยงโรคที่จะลดลงแค่เพียงเราดื่มน้ำให้มากขึ้น
น้ำเปล่า เป็นเครื่องดื่มที่เรียกได้ว่าดีที่สุดในโลกหากดื่มเข้าไปอย่างเพียงพอก็จะช่วยให้เรามีสุขภาพที่ดีได้ นอกจากนี้ยังช่วยลดความเสี่ยงโรคภัยไข้เจ็บได้อีกมากมาย อย่างเช่นที่เรานำมาบอกเล่ากันให้ทราบกันในวันนี้ว่า แค่เพียงเราดื่มน้ำเปล่าเป็นประจำและเพียงพอ คือวันละ 6-8 แก้ว ก็สามารถบอกลาโรคเหล่านี้ได้

โรคหัวใจ
จากการศึกษาของ Johns Hopkins Bloomberg School of Public Health ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ American Journal of Epidemiology ในปี 2002 พบว่า ผู้ที่ดื่มน้ำวันละ 5 แก้วขึ้นไป จะมีความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจต่ำกว่าผู้ที่ดื่มน้ำน้อยกว่าวันละ 2 แก้ว อีกทั้งยังทำให้ความเสี่ยงโรคหัวใจวาย และการเสียชีวิตจากโรคหัวใจลดลงได้ถึง 50% ซึ่งเมื่อเทียบกับวิธีสร้างเสริมสุขภาพเพื่อลดความเสี่ยงโรคหัวใจวิธีอื่น ๆ อาทิ การออกกำลังกาย หรือการลดน้ำหนักแล้ว การดื่มน้ำมาก ๆ ถือเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพมาก แต่ก็อย่าลืมว่าน้ำที่ดื่มก็ต้องเป็นน้ำเปล่าธรรมดาเท่านั้น เพราะถ้าเป็นน้ำชนิดอื่นก็ไม่ช่วยอะไรเหมือนกัน เผลอ ๆ จะได้ความเสี่ยงสุขภาพอื่น ๆ ตามมาอีกเพียบแบบไม่รู้ตัว

โรคมะเร็ง
คงจะพอได้ยินกันมาแล้วว่า การดื่มน้ำสามารถต้านโรคมะเร็งบางชนิดได้ โดยการศึกษาซึ่งตีพิมพ์ใน Journal of Clinical Oncology พบว่าการดื่มน้ำมาก ๆ สามารถช่วยลดความเสี่ยงในการก่อตัวของเซลล์มะเร็งได้ โดยเฉพาะมะเร็งในกระเพาะปัสสาวะที่ความเสี่ยงจะลดลงได้ 49% นอกจากนี้การดื่มน้ำก็ยังช่วยลดความเสี่ยงโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ในคนวัยกลางคนได้อีกด้วย ซึ่งในการวิจัยเผยให้เห็นว่าหากดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 5 แก้วขึ้นไปจะช่วยชะล้างสารก่อมะเร็งในร่างกายได้เป็นอย่างดี

โรคไมเกรน
อาการปวดหัวเรื้อรังอย่างโรคไมเกรนนี้ก็สามารถบรรเทาลงได้ด้วยการดื่มน้ำเช่นกันค่ะ โดยจากการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ Neurology พบว่าเมื่อนำผู้ป่วยด้วยโรคไมเกรนมาแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกให้รับประทานยาหลอก ส่วนอีกกลุ่มให้ดื่มน้ำวันละ 1.5 ลิตร ทุกวันตลอด 2 สัปดาห์ ผลที่ได้คือ กลุ่มที่ดื่มน้ำมีระยะเวลาในการปวดลดลง 21 ชั่วโมง และปวดลดน้อยลงกว่ากลุ่มแรกอีกด้วย นอกจากนี้การดื่มน้ำอย่างเพียงพอยังสามารถบรรเทาอาการปวดหัวธรรมดาได้ด้วย

โรคอ้วน
การดื่มน้ำบ่อย ๆ ช่วยลดความอยากอาหารและทำให้อิ่มเร็ว ส่งผลให้เรากินได้น้อยลง และลดน้ำหนักได้ผลมากขึ้น อีกทั้งการดื่มน้ำก็ยังช่วยให้ร่างกายเกิดการเผาผลาญพลังงานอยู่ตลอดเวลา ไขมันสะสมที่อยู่ในร่างกายก็จะค่อย ๆ ลดลง ห่างไกลจากความเสี่ยงโรคอ้วนและบรรดาโรคอื่น ๆ อีกมากมายที่มีโรคอ้วนเป็นต้นเหตุค่ะ

โรคความดันโลหิตสูง
เลือดของเราประกอบด้วยน้ำกว่า 92% การดื่มน้ำน้อยจะทำให้เลือดข้นขึ้น ส่งผลให้ระบบไหลเวียนเลือดทำงานผิดปกติ ทำให้เกิดความดันในหลอดเลือดมากขึ้น และเสี่ยงต่อการเป็นโรคความดันโลหิตสูง ถ้าไม่อยากจะเจอกับโรคเหล่านี้ละก็ ต้องดื่มน้ำให้เพียงพอค่ะ เมื่อร่างกายได้รับน้ำอย่างเพียงพอ เลือดก็จะอยู่ในสภาวะปกติ สามารถไหลเวียนในระบบได้ดี ลดความเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูงไปได้เยอะเลย

โรคผิวหนัง
การดื่มน้ำไม่ได้เพียงแค่ทำให้ระบบภายในของเราทำงานดีขึ้นแต่ยังส่งผลต่อผิวหนังของเราอีกด้วย การที่เราดื่มน้ำอย่างเพียงพอจะทำให้ผิวพรรณของเราไม่แห้ง และความเสี่ยงโรคผิวหนังอักเสบ รวมทั้งโรคสะเก็ดเงินลดลงอีกด้วย แถมยังส่งผลให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งดูอ่อนกว่าวัยได้แบบไม่ต้องพึ่งครีมบำรุงให้เสียเงิน

โรคไต
การดื่มน้ำน้อยส่งผลโดยตรงต่อไตของเรา เพราะไตของเราทำหน้าที่กรองของเสียและสารพิษต่าง ๆ ออกจากร่างกาย การดื่มน้ำมาก ๆ จะทำให้ร่างกายขจัดสารพิษออกจากร่างกายได้ดีขึ้น ไม่มีสารพิษใด ๆ ตกค้างอยู่ในไต ลดความเสี่ยงโรคไตวาย และนิ่วในไต แถมยังกระตุ้นการทำงานของไตให้ดีขึ้นด้วยล่ะ

โรคเบาหวาน
หลายคนคงเคยได้ยินมาแล้วว่าการดื่มน้ำช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้ เป็นวิธีลดเบาหวานที่ดีสุด ๆ แต่ใช่ว่าจะส่งผลดีแต่กับผู้ป่วยโรคเบาหวานเท่านั้นนะคะ คนที่ยังไม่เป็นโรคเบาหวาน การดื่มน้ำเยอะ ๆ ก็ช่วยลดความเสี่ยงได้เช่นกัน ยิ่งถ้าหากคุณเป็นคนที่ชอบรับประทานของหวาน การดื่มน้ำจะทำให้น้ำตาลในเลือดลดลงได้เหมือนกัน แถมยังช่วยลดความเสี่ยงสุขภาพอื่น ๆ ที่อาจเป็นสาเหตุให้เกิดโรคเบาหวานได้อีก อาทิ โรคอ้วน เป็นต้น

โรคภูมิแพ้
เมื่อเกิดอาการภูมิแพ้ขึ้น สารฮีสตามีนจะหลั่งออกมาเพื่อตอบสนองต่ออาการแพ้และจะเข้าไปสั่งการให้ร่างกายจำกัดการทำงานของระบบทางเดินหายใจ ซึ่งเป็นวิธีที่ร่างกายใช้เพื่อรักษาระดับของเหลวภายใน และถ้าหากผู้ป่วยเป็นคนดื่มน้ำน้อย หรือเป็นโรคหอบหืดด้วยละก็ อาการก็จะยิ่งรุนแรง เพราะร่างกายต้องหลั่งสารฮีตามีนออกมามากกว่าปกติ ซึ่งการดื่มน้ำมาก ๆ ติดต่อกันเป็นประจำทุกวันทำให้สารฮีตามีนหลั่งออกมาน้อยลงได้ ทำให้ระบบทางเดินหายใจทำงานได้เป็นปกติแม้จะเกิดอาการภูมิแพ้ อีกทั้งยังช่วยลดอาการแพ้หรือความรุนแรงของอาการหอบหืดได้อีกด้วย

โรคปวดข้อ
น้ำมีความจำเป็นต่อเนื้อเยื่อในร่างกายของคนเราอย่างมาก เพราะเนื้อเยื่อเป็นส่วนที่ต้องการความชุ่มชื้นตลอดเวลา ซึ่งถ้าหากเราดื่มน้ำในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ก็จะทำให้เนื้อเยื่อส่วนต่าง ๆ ไม่เกิดการอักเสบ โดยเฉพาะที่บริเวณข้อต่อต่าง ๆ ทำให้ความเสี่ยงที่จะเกิดการอักเสบที่ข้อต่อ หรือโรคปวดข้อลดลง
ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม การดื่มน้ำก็ถือเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่เราควรจะทำ เพราะร่างกายของเราต้องการน้ำ มาเริ่มสร้างสุขภาพดีกันตั้งแต่ตอนนี้ด้วยการดื่มน้ำให้มากขึ้น แล้วคุณจะพบว่าสุขภาพของคุณดีขึ้นแบบผิดหูผิดตาแน่นอนเลย

เคล็ดลับ 12 ข้อ จากแพทย์จีน1. หวีผมบ่อยๆ: หวีผมเบาๆ บ่อยหน่อยช่วยให้ตาสว่าง และรากผมแข็งแรง (ใช้หวีซี่ห่างหน่อย แปรงเบาห...
08/06/2017

เคล็ดลับ 12 ข้อ จากแพทย์จีน

1. หวีผมบ่อยๆ: หวีผมเบาๆ บ่อยหน่อยช่วยให้ตาสว่าง และรากผมแข็งแรง (ใช้หวีซี่ห่างหน่อย แปรงเบาหน่อย เพื่อกันผมหลุด)

2. ถูใบหน้าบ่อยๆ: ล้างมือด้วยสบู่ หรือเจลแอลกอฮอล์ให้สะอาดก่อน หลังจากนั้นใช้ฝ่ามือ 2 ข้างถู หน้าเบาๆ บ่อยหน่อยเพื่อกระตุ้นให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น ใบหน้าเปล่งปลั่ง

3. เคลื่อนไหวดวงตาบ่อยๆ: ให้มองไกล-มองใกล้ มองข้างนอก-ข้างใน มองบน-มองล่าง หลีกเลี่ยงการมอง หรือจ้อง อะไรนานๆ โดยเฉพาะคนที่ทำงานคอมพิวเตอร์ควรพักสายตาด้วยการมองไกลอย่างน้อยทุกชั่วโมง

4. กระตุ้นใบหูบ่อยๆ: การดึงหู ดีดหู บีบหู ถูใบหูเบาๆ บ่อยหน่อย ช่วยบำรุงตานเถียน(จุดฝังเข็ม) ซึ่งเป็นตำแหน่งที่เก็บพลังงานของร่างกาย (ใต้สะดือ) สัมพันธ์กับไต ซึ่งเปิดทวารที่หู ทำให้แรงดี ป้องกันเสียงดังในหู หูตึง และอาการเวียนหัว

5. ขบฟันบ่อยๆ: ขบฟันเบาๆ บ่อยหน่อย(ไม่ใช่ขบแรงดังกรอดๆ) ช่วยให้ฟันแข็งแรง และกระตุ้นการหลั่งน้ำย่อย

6. ใช้ลิ้นดุนเพดานปากบ่อยๆ: การใช้ปลายลิ้น กระตุ้นเพดานบนด้านหน้าเป็นการกระตุ้นจุดฝังเข็ม เพื่อเชื่อมพลัง ลมปราณตู๋และเยิ่น ซึ่งเป็นเส้นควบคุมแนวกลางลำตัวส่วนหลัง และส่วนหน้าร่างกาย ทำให้เกิดการกระตุ้นการหลั่งสารน้ำ และน้ำลาย

7. กลืนน้ำลายบ่อยๆ: การกลืนน้ำลายบ่อยๆ ช่วยกระตุ้นพลังบริเวณคอหอย และกระตุ้นการย่อยอาหาร

8. หมั่นขับของเสีย: หมั่นขับของเสีย โดยเฉพาะดื่มน้ำให้พอ กินอาหารที่มีเส้นใย ออกกำลัง เพื่อ ป้องกันท้องผูก เมื่อปวดปัสสาวะหรืออุจจาระให้ถ่ายทันที อย่ารอโดยไม่จำเป็น การทิ้งของเสียไว้ในร่างกายนานเกินทำให้เกิดสารพิษ และการดูดซึมสารพิษ ( กลับเข้าสู่ร่างกาย) มากขึ้น ทำให้ป่วยง่าย

9. ถูหรือนวดท้องบ่อยๆ: ให้นวดท้องตามเข็มนาฬิกาเบาๆ เพื่อช่วยให้การขับถ่ายของเสียดีขึ้น

10. ขมิบก้นบ่อยๆ: การขมิบก้นบ่อยๆ ช่วยป้องกันริดสีดวงทวาร และท้องผูก

11. เคลื่อนไหวทุกข้อ: การอยู่นิ่งๆ หรืออยู่ในท่าใดท่าหนึ่งนานเกินไป ทำให้เกิดโรคได้ง่าย ควรเคลื่อน ไหวข้อต่างๆ ให้ครบทุกข้อทุกวัน ฝึกฝนการใช้กล้ามเนื้อและข้อให้สมดุล เช่น การฝึกชี่กง ไท ้เก้ก โยคะ ฯลฯ

12. ถูผิวหนังบ่อยๆ: ใช้ฝ่ามือถูตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย คล้ายกับการถูตัวเวลาอาบน้ำ มีส่วนช่วยให้ เลือดและพลังไหลเวียนดี
เรียนเชิญท่านผู้อ่านลองนำไปปฏิบัติดู เพื่อสุขภาพ พลัง และลมปราณที่ดีไป นานๆ ครับ...

ท่านอาจารย์นายแพทย์ภาสกิจ(วิทวัส) วัณนาวิบูล อาจารย์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญแพทย์ แผนจีนแนะนำเคล็ดลับการดูแลสุขภาพ ตามศาสตร์แพทย์แผนจีนว่า อาหาร 10 อย่างที่ไม่ควรกินมากเกิน นำแนวคิดศาสตร์แพทย์แผนจีนมาวิเคราะห์โดย ใช้หลักแพทย์แผนปัจจุบันประกอบ...

อาหารที่ไม่ควรกินมากเกิน หรือบ่อยเกินได้แก่...
1. ไข่เยี่ยวม้า: ไข่เยี่ยวม้ามีตะกั่วค่อนข้างสูง ตะกั่วทำให้การดูดซึมแคลเซียมน้อยลงกินบ่อยๆ จะเสี่ยงโรคกระดูกโปร่งบาง และอาจได้รับพิษตะกั่วเช่น สมองเสื่อม เป็นหมัน ฯลฯ

2. ปาท่องโก๋: กระบวนการทำปาท่องโก๋มีการใช้สารส้ม ซึ่งมีตะกั่วปน เปื้อน ตะกั่วทำให้ไตทำงานหนักในการขับสารนี้ออกไป นอกจากนั้นยังทำให้คอแห้ง เจ็บคอง่าย โดยเฉพาะคนที่เป็นโรคร้อนในได้ง่าย

3. เนื้อย่าง: กระบวนการรมไฟ ย่างไฟทำให้เกิดสารเบนโซไพรีน ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง

4. ผักดอง: ผักดอง และของหมักเกลือทำให้ร่างกายได้รับเกลือโซเดียมสูง ถ้ากินบ่อยเกิน หรือมากเกินจะทำให้หัวใจทำงานหนัก เกิดความดันเลือดสูงและโรคหัวใจได้ง่าย นอกจากนั้นกระบวนการหมักดองยังทำให้เกิดสารแอมโมเนียมไนไตรด์ ซึ่งเป็นสาร ก่อมะเร็ง

5. ตับหมู: ตับหมูมีโคเลสเตอรอลสูง การกินตับหมูบ่อยเกิน หรือมากเกินทำให้เสี่ยงต่อโรคหัวใจ เส้นเลือดสมอง (อัมพฤกษ์-อัมพาต) และโรคมะเร็งเพิ่มขึ้น

6. ผักขม ปวยเล้ง: ผักขมและปวยเล้งมีสารอาหารสูง ทว่า... มีกรดออกซาเลตมาก ทำให้เกิดการขับสังกะสีและแคลเซียมออกจากร่างกายมาก การกินบ่อยเกิน หรือมากเกินอาจทำให้เกิดภาวะขาดแคลเซียม หรือสังกะสีได้

7. บะหมี่สำเร็จรูป: บะหมี่สำเร็จรูปมีสารกัดบูด สารแต่งรสค่อนข้างสูง และมีคุณค่าทางอาหารต่ำ การกินบะหมี่สำเร็จรูปมากเกิน หรือบ่อยเกินอาจทำให้เสี่ยงต่อโรคขาดอาหารและการสะสมสารพิษได้

เตือนคนชอบนั่งทำงานนานน
04/06/2017

เตือนคนชอบนั่งทำงานนานน

มีประโยชน์มากๆ 5 เหตุผล ที่ทำไมถึงต้องกินโยเกิร์ต คุณผู้หญิงควรกินให้ได้ทุกวันโยเกิร์ต เป็นหนึ่งในเครื่องดื่มที่ดีต่อสุข...
02/06/2017

มีประโยชน์มากๆ 5 เหตุผล ที่ทำไมถึงต้องกินโยเกิร์ต คุณผู้หญิงควรกินให้ได้ทุกวัน

โยเกิร์ต เป็นหนึ่งในเครื่องดื่มที่ดีต่อสุขภาพอย่างหนึ่งของมนุษย์เรา โดยสามารถที่จะรับประทานได้มากเท่าไหร่ก็ได้ หรืออาจจะรวมไปอยู่ในอาหารทุกมื้อของคุณก็ได้ ซึ่งนอกจากมันมีรสชาติที่น่าทึ่งแล้ว มันยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างมากมายอีกด้วย

1.โยเกิร์ตสร้างภูมิคุ้มกัน
โยเกิร์ตเพิ่มความสามารถของภูมิคุ้มกันร่างกายของเรา และยังไปช่วยป้องกันหรือบรรเทาอาการไข้หวัด โรคระบบทางเดินหายใจ โรคโลหิตจาง โรคไต โรคตับ โรคหัวใจ และแผลในกระเพาะอาหารได้เป็นอย่างดี

2.โยเกิร์ตช่วยลดน้ำหนักได้
การรับประทานโยเกิร์ตเป็นประจำ จะสามารถช่วยลดน้ำหนักส่วนเกินและอาการปวดท้องของเราได้อีกด้วย

3.โยเกิร์ตมีประโยชน์ต่อสุภาพสตรีมาก
จากงานวิจัยได้แสดงให้เห็นว่า สุภาพสตรีที่รับประทานโยเกิร์ตเป็นจำนวน 4 แก้วต่อสัปดาห์ จะช่วยทำให้ร่างกายต้านทานต่อเชื้อราและการติดเชื้อในช่องคลอด พร้อมกับรักษาสภาพความเป็นกรดในช่องคลอดให้อีกด้วย

4.โยเกิร์ตช่วยกำจัดกลิ่นปากได้
โยเกิร์ตสามารถช่วยลดปัญหากลิ่นปากของคุณได้ ด้วยการรับประทานโยเกิร์ตเพียง 2 ถ้วยต่อวัน

5.โยเกิร์ตช่วยบรรเทาโรคกระดูกพรุน
โยเกิร์ตนั้นอุดมไปด้วยแคลเซียมมากมาย ซึ่งนับว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมากต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการของกระดูก และยังสามารถรับประทานเพื่อป้องกันโรคกระดูกพรุนได้อีกด้วย

สาระน่ารู้ อาการปวดคอ ไหล่ติด สะบักจม สัญญาณเตือน โรคกล้ามเนื้อหดเกร็งโรคกล้ามเนื้อหดเกร็ง ปล่อยนานอันตราย!โดยปกติแล้วกล...
25/05/2017

สาระน่ารู้ อาการปวดคอ ไหล่ติด สะบักจม สัญญาณเตือน โรคกล้ามเนื้อหดเกร็ง

โรคกล้ามเนื้อหดเกร็ง ปล่อยนานอันตราย!

โดยปกติแล้วกล้ามเนื้อร่างกายคนเราจะหด และคลายตัวสลับกันเป็นจังหวะ ทำให้หลอดเลือดที่ทอดผ่านในมัดกล้ามเนื้อ สามารถส่งเลือดให้ไหลเวียนไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ได้อย่างราบรื่น แต่ถ้าเรามีพฤติกรรมที่ทำให้กล้ามเนื้อเกิดการหดเกร็งนานเกินไปบ่อยๆ หลอดเลือดถูกบีบรัดนานๆ เป็นประจำ กล้ามเนื้อจะเกิดอาการปิด คลายตัวไม่ออก พอเวลาจะมีการคลายตัว ตัวกล้ามเนื้อก็ไม่ยอมคลายตัว
พอกล้ามเนื้อขยับไม่ได้ นิ่งไปนาน ๆ ก็ทำให้เกิดพังผืด
พังผืดเหมือนหินปูนที่เกาะฟัน พอพังผืดเกาะก็จะเป็นปัญหาเรื้อรัง คือ ตรงที่มีพังผืดเกาะ ของเสียของตัวกล้ามเนื้อออกไม่ได้ เพราะเลือดไหลเวียนไม่ดี ทำให้กล้ามเนื้ออักเสบ เมื่อเกิดการอักเสบ ปลายประสาทและกล้ามเนื้อจะแสดงอาการปวด และนั่นคือที่มาของอาการปวดกล้ามเนื้อ และหากไม่ได้รักษาอย่างถูกต้อง กล้ามเนื้อก็จะเคยชินกับการหดเกร็งอยู่ตลอด ไม่มีการคลายตัว กลายเป็นอาการปวดอย่างเรื้อรัง แพทย์แผนปัจจุบันเรียกว่า Chronic Myofascial Pain Syndrome (MFPS) หรือ “โรคกล้ามเนื้อหดเกร็ง”

สาเหตุของอาการปวดคอ ไหล่ติด สะบักจม

มักจะเกิดจากพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น

นอนหมอนที่ไม่รองรับต่อสรีระบริเวณคอและบ่า เช่น หมอนสูง หรือต่ำ เกินไป

สะบัดดคอแรงๆ บ่อยๆ โดยเฉพาะเวลาเมื่อยมากๆ ยิ่งเมื่อย ยิ่งสะบัดแรง

การใช้คอและไหล่หนีบโทรศัพท์เป็นนิสัย หรือการก้มหน้าเล่นโทรศัพท์เป็นเวลานานๆ

การทำงานที่จำเป็นต้องเกร็งศีรษะ ค่า บ่า ไหล่ ตลอดเวลา เช่น นั่งพิมพ์งาน ยกของหนัก ขับรถ สะพายกระเป๋าที่มีน้ำหนักมากเกินไป โดยไม่มีการยืดเหยียดกล้ามเนื้อ หรือการพักระหว่างทำงาน

การนั่งหลับ สัปหงก ทำให้เกิดการกระตุก เกร็งกล้ามเนื้อคอบ่อยๆ

พฤติกรรมต้นเหตุที่สำคัญอีกประการหนึ่ง ซึ่งเรามักทำเป็นนิสัยโดยไม่รู้ตัว คือ “ความเครียด” สาเหตุสำคัญของการขมวดคิ้ว ย่นหน้าผาก เกร็งใบหน้า ทั้งวัน ไม่ยอมผ่อนคลาย จนเกิดริ้วรอยก่อนวัยและโรคเครียด

หากต้องนั่งทำงานเป็นเวลานานๆ
📍ควรจัดท่าทางการนั่งให้ เหมาะสม เช่น นั่งทำงานในท่าคอและหลังตั้งตรง
และควรให้ความสำคัญกับการเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์และอุปกรณ์สำนัก-งานที่ออกแบบมาให้เหมาะกับสรีระของมนุษย์ รวมไปถึงการจัดวางอุปกรณ์ที่เอื้อต่อการทำงาน

📍ความเครียดนั่นก็เป็นปัญหาไม่แพ้กัน และสุดท้ายคือ เราควรรู้เท่าทันอาการปวดเมื่อยและป้องกันไว้ #ด้วยการลุกขึ้นมาบริหารต้นคอ

#วิตามินกับอาการปวดเมื่อย
ระดับวิตามินดีที่ช่วยในการดูดซึมแคลเซียมในร่างกาย มีส่วนเกี่ยวข้องกับโรคปวดกล้ามเนื้อเรื้อรัง
จากผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ใน Journal of Clinical Rheumatology ปี 2010 มีผู้ป่วยปวดกล้ามเนื้อเรื้อรังซึ่งเป็น มังสวิรัติเข้ารับการรักษาด้วยการรับ วิตามินดีเสริม #พบว่าผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นในเวลาต่อมา

Credit by Internet

รู้หรือไม่...กรดไหลย้อนรักษาได้ด้วย 'ผักชีลาว'เพราะผักชีลาวนั้นสามารถเข้าไปช่วยกระตุ้นการทำงานในลำไส้ ทำให้อาหารที่รับปร...
22/05/2017

รู้หรือไม่...กรดไหลย้อนรักษาได้ด้วย 'ผักชีลาว'
เพราะผักชีลาวนั้นสามารถเข้าไปช่วยกระตุ้นการทำงานในลำไส้ ทำให้อาหารที่รับประทานเข้าไปย่อยได้ดีขึ้น และไม่พบกับปัญหาน้ำย่อยหลั่งออกมามากเกินไปจนทำให้ไหลย้อนขึ้นไปให้แสบร้อนที่กลางอกแล้วล่ะค่ะ
ประโยชน์ผักชีลาว หนึ่งในสมุนไพรไทย มากคุณค่าที่อยู่ใกล้ตัว ได้เวลาพิสูจน์ของดีที่ซุกซ่อนในใบเล็ก ๆ ของผักชีลาว
ผักชีลาว ผักอีกชนิดหนึ่งที่มีกลิ่นเป็นเอกลักษณ์ เราอาจจะเห็นได้บ่อยว่าเจ้าผักชนิดนี้ถูก นำไปใส่ในอาหารพื้นเมืองของภาคอีสาน ทั้งที่เราไม่เคยรู้กันเลยว่าจริง ๆ แล้วเจ้าผักชีลาวที่มีใบเล็กเป็นฝอย ๆ นี้จะมีประโยชน์นอกเหนือจากกลิ่นหรือไม่ ไม่ต้องมัวแต่ข้องใจกันแล้ว เราลองเช็กประโยชน์กันเดี๋ยวนี้เลยดีกว่า คราวหน้าถ้าเห็นอยู่ในอาหารจะได้ไม่เผลอเขี่ยประโยชน์ดี ๆ ทิ้งไปไงล่ะ
ผักชีลาว ภาษาอังกฤษเรียกว่า Dill W**d ชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Anethum graveolens เป็นพืชที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ โดยถูกนำมาใช้ทำเป็นยาในอียิปต์และโรม เป็นพืชที่ใบมีลักษณะคล้ายปีกนกเล็ก ๆ เรียงซ้อนทับกันไปมา และมีรสชาติคล้ายกับใบพาสลีย์ เมล็ดมีน้ำมันหอมระเหยที่นิยมนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร นอกจากนี้ใบยังนิยมมารับประทานสดเป็นผักเคียงหรือนำไปปรุงอาหารอีกด้วย โดยผักชีลาว 100 กรัม มีคุณค่าทางอาหารดังนี้
ประโยชน์ของผักชีลาว ของดีที่ควรรู้ไว้ลิ้มลอง
เห็นรูปร่างของใบที่เล็กจิ๋วแล้วก็อย่าเพิ่งสบประมาทกับประโยชน์ของเจ้าพืชชนิดนี้นะ เพราะผักชีลาวยังมีสรรพคุณเด็ด ๆ ที่รักษาโรคใกล้ตัวได้โดยไม่ต้องไปพึ่งยาหรือสารเคมีใด ๆ ให้กระทบผลต่อสุขภาพเลยล่ะค่ะ
1. หยุดยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อโรค
สรรพคุณเด็ดอย่างแรกของผักชีลาวก็คือหยุดยั้งการเติบโตของเชื้อโรคต่าง ๆ ในร่างกาย ไม่ได้พูดเล่นนะ เพราะผลการศึกษาในปี 2006 ซึ่งถูกตีพิมพ์ใน Journal of Food Science ได้แสดงให้เห็นว่า น้ำมันหอมระเหยในผักชีลาวมีประสิทธิภาพต่อต้านเชื้อแบคทีเรียต่าง ๆ เช่น ยับยั้งการเติบโตของเชื้อรา และเชื้อแบคทีเรียอันตรายต่าง ๆ อาทิ เชื้อสแตฟิโลค็อกคัส ออเรียส (Staphylococcus aureus) อันเป็นสาเหตุของโรคอาหารเป็นพิษอีกด้วย
ไม่เพียงเท่านั้น การศึกษาจากมหาวิทยาลัยในกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ก็ยังได้พบอีกว่า สารสกัดจากเมล็ดผักชีลาวสามารถเก็บไว้ได้นานถึง 35 ปี และสามารถฆ่าเชื้อราชนิดต่าง ๆ เช่น แอสเปอร์กิลลัส ไนเจอร์ (Aspergillus niger), เชื้อแคนดิดา อัลบิแคนส์ (Candida albicans) หรือแม้แต่เชื้อยีสต์ที่ใช้ในอุตสาหกรรมอาหารได้
2. ลดคอเลสเตอรอล
การศึกษาในสถาบันวิจัยเคมีชีวภาพและชีวกายภาพของอิหร่าน ได้ทำการทดลองกับหนูโดยให้สารสกัดจากใบผักชีลาวกับหนู ติดต่อกันเป็นเวลา 15 วัน พบว่าสารกัดดังกล่าวช่วยลดระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือดของหนูได้ถึง 50 % และลดคอเลสเตอรอลโดยรวมได้อีก 20 % จึงสรุปได้ว่าการรับประทานผักชีลาว สามารถช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลและไขมันชนิดที่ไม่ดีต่อร่างกายได้ อันเป็นผลดีต่อสุขภาพหัวใจค่ะ
3. ลดกรดไหลย้อน
โรคกรดไหลย้อน เป็นโรคที่ทรมานใครหลายคน บางคนก็อาการกำเริบจนทำอะไรแทบไม่ได้เลยก็มี แต่ขอบอกว่าเจ้าผักชีลาวนี้ช่วยได้ค่ะ เพราะผักชีลาวนั้นสามารถเข้าไปช่วยกระตุ้นการทำงานในลำไส้ ทำให้อาหารที่รับประทานเข้าไปย่อยได้ดีขึ้น และไม่พบกับปัญหาน้ำย่อยหลั่งออกมามากเกินไปจนทำให้ไหลย้อนขึ้นไปให้แสบร้อนที่กลางอกแล้วล่ะค่ะ
4. ลดอาการนอนไม่หลับ
ผักชีลาวเป็นสมุนไพรอีกชนิดหนึ่งที่สามารถบรรเทาอาการนอนไม่หลับได้ เพราะสารฟลาโวนอยด์และวิตามินบีในผักชีลาวจะช่วยกระตุ้นการทำงานของเอนไซม์และฮอร์โมนบางชนิดส่งผลให้เกิดภาวะสงบและนอนหลับได้ในที่สุดค่ะ
5. บำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง
แคลเซียมในผักชีลาว อย่าคิดว่าน้อยนะ ผักชนิดนี้มีแคลเซียมสูงเลยเชียว ซึ่งสามารถช่วยบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง หากใครไม่สามารถดื่มนมได้ ผักชีลาวก็ถือเป็นอีกตัวเลือกหนึ่งเพื่อบำรุงกระดูกที่น่าสนใจนะคะ
6. รักษาไข้หวัด
ไข้หวัด ใครเป็นก็คงจะรู้สึกเซ็งไม่น้อย แต่ขอบอกเลยว่าไม่ต้องห่วง เพราะผักชีลาวสามารถช่วยลดอาการไข้หวัดได้ เช่น คัดจมูก และไอ แถมเจ้าสารสกัดจากผักชีลาวนี้ก็ยังมีในส่วนผสมของอาหารเสริมที่ช่วยบรรเทาอาการหวัดอีกด้วย รู้แบบนี้อยากรีบไปหามากินเลยใช่ไหมล่ะ
7. ช่วยให้ลมหายใจสดชื่น
สารประกอบในผักชีลาวนั้นมีการพบว่าสามารถลดกลิ่นปากอันไม่พึงประสงค์ได้อย่างรวดเร็ว แถมเมล็ดผักชีลาวยังสามารถเคี้ยวได้สบาย ๆ ใช้เป็นประจำก็สามารถทำให้กลิ่นปากหอมสดชื่นโดยไม่ต้องกลัวว่าจะส่งผลเสียต่อสุขภาพฟันค่ะ
8. ป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง
เราอาจจะเคยได้ยินกันมามากว่าสมุนไพรหลากหลายชนิดสามารถป้องกันการเกิดโรคมะเร็งในอวัยวะต่าง ๆ ได้ ผักชีลาวก็เช่นกันค่ะ เพราะผักชีลาวนั้นมีสารโมโนเทอร์ปีน (monoterpenes) อันมีคุณสมบัติในการต่อสู้กับการโจมตีของเซลล์มะเร็งและช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งได้ แต่ทั้งนี้ก็ต้องอยู่ในดุลยพินิจของแพทย์ในการใช้สมุนไพรชนิดนี้ด้วยค่ะ
9. บำรุงสุขภาพผู้หญิง
การศึกษาในปี 2006 ของนักวิจัยชาวอิหร่านพบว่า สารสกัดจากผักชีลาวนั้นหากรับประทานเข้าไปสามารถทำให้ระยะตกไข่ยาวนานขึ้น และช่วยให้ฮอร์โมนโปรเจสเทอโรนทำงานในร่างกายเพิ่มขึ้นอีกด้วย นอกจากนี้ก็ยังมีการศึกษาพบอีกว่าผักชีลาวสามารถเพิ่มปริมาณน้ำนมให้ผู้หญิงที่อยู่ในช่วงให้นมบุตร ลดปัญหาน้ำนมไม่เพียงพอได้
10. กระตุ้นการทำงานของระบบขับถ่าย
ไฟเบอร์มีส่วนช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดีขึ้น ซึ่งมีอยู่ในผักหลาย ๆ ชนิด แม้แต่ผักชีลาวก็ยังมี แถมยังมีอยู่ในปริมาณมากอีกด้วย ดังนั้นขอบอกเลยค่ะว่าการรับประทานผักชีลาวนั้นสามารถช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบขับถ่าย นอกจากนี้ใครที่ท้องเสียก็ควรรับประทานผักชีลาว เพราะผักชีลาวมีแร่ธาตุที่สำคัญอย่างแมกนีเซียมช่วยให้อาการท้องเสียดีขึ้นได้
11. รักษาระดับน้ำตาลในเลือด
มีการศึกษาหนึ่งพบว่าการรับประทานผักชีลาวช่วยรักษาระดับอินซูลินในเลือดได้ โดยการศึกษานั้นได้ทดลองกับหนูแสดงให้เห็นว่าเมื่อให้หนูกินสารสกัดจากใบผักชีลาวติดต่อกัน 15 วัน ระดับน้ำตาลในเลือดจะลดลงและระดับอินซูลินในร่างกายก็จะคงที่เป็นปกติ จึงเหมาะสำหรับผู้ป่วยเบาหวานที่จะรับประทานเสริมเพื่อควบคุมระดับน้ำตาล
12. ปกป้องร่างกายจากอนุมูลอิสระ
อนุมูลอิสระคือตัวร้ายที่บางครั้งเราก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ และเมื่อสารอนุมูลอิสระเข้าไปแล้วก็จะไปทำลายเซลล์ในร่างกาย ส่งผลกระทบต่อผิวพรรณให้แก่ก่อนวัย และอาจจะทำให้เกิดโรคมะเร็งได้อีกด้วย แต่สารอนุมูลอิสระเหล่านี้จะถูกทำลายหากรับประทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระอย่างเช่น ผักชีลาว แถมสารต้านอนุมูลอิสระในผักชีลาวยังมีส่วนช่วยในการลดโอกาสการออกซิเดชั่นในระดับเซลล์ได้อีกด้วยค่ะ
ข้อควรระวังในการรับประทานผักชีลาว
ผักชีลาวมีประโยชน์มากมายอย่างที่เราได้ทราบกันไป แต่ปริมาณการรับประทานก็ควรอยู่ในปริมาณที่จำกัดค่ะ เพราะผักชีลาวเองก็ส่งผลข้างเคียงต่อสุขภาพได้เช่นกัน เนื่องจากการรับประทานผักชีลาวมากเกินไปอาจทำให้ผิวหนังไวต่อแสงและอาจทำให้เป็นผื่นแดงได้ ดังนั้นหากจะรับประทานผักชีลาวแบบปลอดภัยไร้ผลข้างเคียง ควรให้แพทย์กำหนดปริมาณการใช้ที่ปลอดภัยให้ นอกจากนี้ผู้ที่ป่วยเป็นโรคลมชัก ห้ามใช้น้ำมันหอมระเหยผักชีลาวเด็ดขาด เพราะอาจทำให้อาการแย่ลง

โ ร ค ก ร ะ ดู ก พ รุ น (Osteoporosis) และ โ ร ค ก ร ะ ดู ก บ า ง (Osteopenia)คือ โรคเกิดจากมีมวลกระดูกลดต่ำลงจนเป็นปัจจ...
20/05/2017

โ ร ค ก ร ะ ดู ก พ รุ น (Osteoporosis) และ
โ ร ค ก ร ะ ดู ก บ า ง (Osteopenia)
คือ โรคเกิดจากมีมวลกระดูกลดต่ำลงจนเป็นปัจจัยเสี่ยงหรือเป็นสาเหตุของกระดูกหักได้สูง เป็นโรคพบได้บ่อยมากโรคหนึ่ง เป็นโรคของผู้ใหญ่โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ ผู้หญิงพบเกิดได้บ่อยกว่าผู้ชาย ปัจจุบันจัดเป็นอีกโรคที่เป็นปัญหาสาธารณสุขรวมทั้งในประเทศไทยด้วย
กลไกการเกิดกระดูกพรุนที่แน่นอนยังไม่ทราบ แต่ในเบื้องต้นพบว่าเกิดจากการเสียสมดุลระหว่างเซลล์สร้างกระดูก (Osteoblast) และเซลล์ดูดซึมทำลายกระดูก (Osteoclast) ซึ่งการมีกระดูกที่แข็งแรงต้องมีสมดุลระหว่างเซลล์ทั้งสองชนิดนี้เสมอ ซึ่งการเสียสมดุลเกิดได้จากหลายสาเหตุคือ
1. อายุ : อายุที่มากขึ้น เซลล์ต่างๆจึงเสื่อมลงรวมทั้งเซลล์สร้างกระดูก การสร้างกระดูกจึงลดลง แต่เซลล์ทำลายกระดูกยังทำงานได้ตามปกติหรืออาจทำงานมากขึ้น
2. ภาวะขาดฮอร์โมนเพศ : ซึ่งเป็นฮอร์โมนช่วยการทำงานของเซลล์สร้างกระดูก ดังนั้น โรคกระดูกพรุนจึงพบได้บ่อยในผู้หญิงและโดยเฉพาะในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนถาวร
3. ภาวะขาดอาหารสำหรับการสร้างกระดูก : อาหารสำคัญของการสร้างกระดูกคือ โปรตีน แคลเซียม และวิตามิน ดี ซึ่งผู้สูงอายุมักขาดอาหารทั้งสามชนิดนี้ การขาดอาหารจะลดการสร้างมวลกระดูกและกระตุ้นให้เซลล์ทำลายกระดูกทำงานสูงขึ้น
4. ขาดการออกำลังกาย : การเคลื่อนไหวออกกำลังกายจะกระตุ้นการทำงานของเซลล์สร้างกระดูกและลดการทำงานของเซลล์ทำลายกระดูก ตรงกันข้าม เมื่อขาดการออกกำลังกาย เซลล์ทำลายกระดูกจะทำงานเพิ่มขึ้น

》》ปรึกษาโทร 089-4453278 ศศิณัฐ
Line:sasi_kokkai

พรุ่งนี้เหรอออ..
17/05/2017

พรุ่งนี้เหรอออ..

เมื่อวันที่ 17 พ.ค. กรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศเตือนฝนตกหนั …

ที่อยู่

Bangkok
10510

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ D-boone อาหารเสริมสำหรับคนรักษ์กระดูกและข้อผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์