สมุนไพรสำหรับวัยทอง

สมุนไพรสำหรับวัยทอง ให้คำปรึกษาอาการวัยทอง การดูแลสุขภาพสำหรับวัยทอง

วัยทองในผู้หญิง โดยอาการที่เกิดขึ้นคนส่วนใหญมักเรียกว่า “ เลือดจะไปลมจะมา” ซึ่งเกิดจากภาวะการถดถอยของการสร้างฮอร์โมนเอสโตรเจนที่มาจากรังไข่ ส่วนมากจะเกิดในช่วงอายุ 40 - 55 ปี ซึ่งภาวะการถดถอยของฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ลดลงอย่างรวดเร็วนี้ ร่างกายจึงต้องมีการปรับสภาพของฮอร์โมนที่เปลี่ยนไป เพราะฉะนั้น การปรับสภาพกับฮอร์โมนที่เปลี่ยนไป จึงส่งผลกระทบต่างๆ ตามมา ตัวอย่าง เช่น อาการร้อนหนาววูบวาบ อารมณ์หงุดหง

ิดง่าย นอนหลับยากขึ้น ซึ่งอาการดังกล่าวจะกินเวลา 1 - 4 ปี ซึ่งอาการดังกล่าวจะแตกต่างกันไปแล้วแต่บุคคล และเมื่อใดก็ตามที่ประจำเดือนขาดหายเกิน 12 เดือนติดต่อกันขึ้นไป หรืออาจเรียกได้ว่าวัยหมดประจำเดือน โดยเฉลี่ยอยู่ที่อายุ 50 ปี ฮอร์โมนเอสโตรเจนที่สร้างจากรังไข่นั้น จะหยุดสร้างหรือสร้างน้อยมาก ซึ่งสภาวะหลังจากการหยุดสร้างนี้ร่างกายจะปรับสภาพกับฮอร์โมนที่เปลี่ยนไปได้แล้ว จะส่งผลให้อาการวัยทองเหมือนจะดีขึ้น แต่อาการซ่อนเร้นบางอย่างที่เป็นภัยเงียบ เช่น ภาวะโรคกระดูกพรุน ผิวหนังแห้งกร้าน อาการหลงๆ ลืมๆ ก็ยังคงดำเนินต่อไปและเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆตามอายุที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาการต่างๆเหล่านี้ที่ผู้คนทั่วไปคิดว่าเกิดจากความชราภาพตามธรรมชาตินั่นเอง

16 อาการวัยทองที่ควรรู้
1.อาการร้อนหนาววูบวาบ อาการร้อนหนาววูบวาบในผู้หญิงที่มีอาการวัยทองจะมีลักษณะอาการร้อนบริเวณลำตัวส่วนบนและใบหน้าขึ้นมาทันทีทันใด สามารถเกิดขึ้นได้ 2-3 ครั้งต่อวัน ระยะเวลาโดยเฉลี่ยประมาณ 1-5 นาที หรือบางรายพบได้ถึง 50 ครั้งต่อวัน

2.เหงื่อออกมากผิดปกติ เหงื่อออกมากผิดปกติเป็นภาวะหนึ่งที่เกิดหลังจากมีอาการร้อนหนาววูบวาบบริเวณร่างกายส่วนบนและใบหน้าในผู้หญิงที่มีอาการวัยทอง โดยจะมีเหงื่อออกมากผิดปกติ และในบางรายพบว่ามีอาการหนาวสั่นตามมาได้อีกด้วย ซึ่งอาการหนาวสั่นมักจะเกิดขึ้นในช่วงเวลากลางคืน และส่งผลต่อการนอนหลับได้อีกด้วย แต่หากเกิดอาการนี้ในระหว่างวัน การที่เหงื่อออกมากผิดปกติ จะส่งผลกระทบต่อกลิ่นตัวเพิ่มขึ้นด้วย

3.ภาวะนอนไม่หลับ ภาวะนอนไม่หลับในผู้หญิงที่มีอาการวัยทอง สามารถมีอาการได้ตั้งแต่อายุยังน้อย โดยในบางรายอายุเพิ่งก้าวเข้าสู่ 30 ก็สามารถมีอาการนอนไม่หลับได้ รูปแบบอาการนอนไม่หลับจะแตกต่างกันไปแล้วแต่กรณี เช่น บางรายอาจรู้สึกนอนไม่หลับเลยจนสว่าง หรือบางรายอาจนอนหลับๆ ตื่นๆ หลายรอบในแต่ละคืน ซึ่งอาการทั้งหมดจะให้ทำสมองไม่ได้รับการพักผ่อนอย่างเพียงพอ จึงส่งผลต่อสุขภาพโดยรวมอย่างมากและส่งผลให้เกิดโรคอื่นๆ ตามมาได้

4.อารมณ์แปรปรวน อารมณ์แปรปรวนในผู้หญิงที่มีอาการวัยทองนั้น เป็นภาวะที่เกิดจากฮอร์โมนเอสโตรเจนที่มีผลต่อการผลิตสารสื่อประสาทในระบบประสาทส่วนกลางที่ชื่อว่า เซโรโทนิน (serotonin) ซึ่งเซโรโทรนินที่ผลิตขึ้นนั้นจะไปทำหน้าที่ควบคุมเกี่ยวกับทางด้านอารมณ์ ความก้าวร้าว ความซึมเศร้า การนอนหลับ เมื่อฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลงจะส่งผลให้ระดับเซโรโทนินลดลงตาม จึงทำให้เกิดอารมณ์ ความก้าวร้าวมีเพิ่มมากขึ้น หรือมีอารมณ์แปรปรวนนั้นเอง คนทั่วไปมักเข้าใจและชอบเปรียบเทียบคนที่มีอารมณ์แปรปรวนนี้ว่า คนวัยทอง

5.อาการเวียนศรีษะ อาการเวียนศรีษะเป็นอาการหนึ่งที่มีผลมาจากภาวะการนอนไม่หลับในผู้หญิงที่มีอาการวัยทอง ส่งผลให้ร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอ ทำให้เกิดอาการเวียนศรีษะระหว่างวันได้

6.ผิวหนังแห้งกร้านเป็นขุย เมื่อฮอร์โมนเอสโตรเจนผลิตได้ลดลง คอลลาเจนใต้ผิวก็จะผลิตลดลงด้วย ส่งผลให้ผิวบาง สูญเสียความชุ่มชื้นที่ผิวได้ง่าย ทำให้ผิวแห้งกร้าน โดยบางรายผิวจะมีลักษณะเป็นขุยๆแตกแห้ง หรือบางรายมีอาการคันตามผิวหนัง บางครั้งอาจมีอาการคันได้ และนานๆ ไป ก็จะมีโอกาสเป็นฝ้า กระและรอยเหี่ยวย่นตามมานั้นเอง

7.เล็บเปราะบาง เนื่องจากสุขภาพของเล็บถือว่ามีความสัมพันธ์กับสุขภาพของผิวโดยตรง เมื่อผิวแห้งกร้านไม่ชุ่มชื่น จึงส่งผลการะทบให้เล็บแห้งและเปราะบางได้ในที่สุด

8.ผมร่วงง่าย ผมร่วงง่ายในผู้หญิงที่มีอาการวัยทอง มีสาเหตุมาจากการที่รากผมหรือขน จะฝังตัวอยู่ในชั้นหนังแท้ ที่มีคอลลาเจนเป็นโครงสร้างในการยึดเกาะ การที่สร้างคอลลาเจนที่ผิวหนังในชั้นหนังแท้ มีการสร้างลดลง ทำให้โครงสร้างการยึดเกาะหรือคอลลาเจนลดลง จึงส่งผลให้เส้นผมอ่อนแอและหลุดล่วงได้ง่ายตามมา

9.ช่องคลอดแห้งและความต้องการทางเพศที่ลดลง เนื่องจากฮอร์โมนเอสโตรเจนที่มีอิทธิพลต่อความชุ่มชื้น ความอวบอิ่ม ความหยืดหยุ่นของช่องคลอด และนอกจากนั้นก็ยังมีอิทธิพลต่อการทำงานของต่อมบาร์โธลิน (Bartholin gland) ซึ่งต่อมนี้มีหน้าที่หลักในการสร้างสารคัดหลั่งในช่องคลอด ดังนั้นเมื่อเริ่มเข้าสู่วัยทองการผลิตสารคัดหลั่งดังกล่าวก็จะลดลง ส่งผลให้เกิดอาการระคายเคืองในขณะมีเพศสัมพันธ์ แต่ทั้งนี้ก็ยังมีปัจจัยแวดล้อมหลายๆอย่าง เช่น วัยที่เพิ่มมากขึ้น อารมณ์ สุขภาพโดยรวม ก็มีผลต่อความต้องการทางเพศที่ลดลงตามมาด้วย

10.ประจำเดือนมาผิดปกติ อาการประจำเดือนมาผิดปกติหรือมาไม่สม่ำเสมอในหญิงที่มีอาการวัยทอง เป็นอาการหนึ่งที่พบห็นได้ชัดเจน โดยช่วงแรกจะเกิดอายุประมาณ 40-45 ปี เป็นช่วงที่ประจำเดือนมาเร็วขึ้นกว่าปกติ อาจเลื่อนจากรอบ 1 เดือนต่อครั้ง มาเป็น 3 สัปดาห์ต่อครั้ง และในช่วงถัดมาที่อายุ 45 ปีขึ้นไป รอบประจำเดือนจะเริ่มมาห่างขึ้น คือ 2-3 เดือน ต่อครั้ง และท้ายที่สุดในช่วงอายุ 50 ปีขึ้นไป จะเป็นช่วงหมดประจำเดือน ประจำเดือนจะไม่มาติดต่อกันตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป

11.อาการหลงลืมง่าย อาการหลงๆ ลืมๆ จะพบมากขึ้นเมื่อเข้าสู่วัยทอง ความจำระยะสั้นจะเริ่มเสื่อมถอยลง เนื่องจากฮอร์โมนเอสโตรเจนไปมีผลต่อสมองของเรา ทำให้การหลั่งสารสื่อประสาทที่เกี่ยวกับความจำลดลง จึงส่งผลต่อความจำระยะสั้น สำหรับความจำระยะยาวเซลล์สมองจะค่อยๆถูกทำลายลง ไปเรื่อยๆ จนสุดท้าย จะส่งผลต่อความจำระยะยาว หรือที่เรียกว่าโรคอัลไซเมอร์นั้นเอง

12.โรคกระดูกพรุน เมื่อเข้าสู่วัยทอง ฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลงทำให้ไปมีผลต่อการสลายมากกว่าการสร้างแคลเซียมในกระดูก จึงเป็นที่มาของภาวะกระดูกเปราะบาง แตกหักง่าย สำหรับผู้หญิงที่เข้าสู่วัยทองจะสังเกตุเห็นได้ชัดเจนว่า จะมีการโก่งงอของหลังเพิ่มมากขึ้นตามวัยที่มากขึ้น

13.ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและปวดตามข้อและกระดูก สำหรับผู้ก้าวเข้าสู่วัยทองบางรายอาจจะมีอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ หรือ ปวดตามข้อและกระดูกได้ง่าย แต่สาเหตุยังไม่ทราบเป็นที่แน่ชัด แต่คาดว่าอาจจะมีความสัมพันธ์โดยตรงกับภาวะการสลายตัวของกระดูกที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันในวัยช่วงวัยใกล้หมดประจำเดือน

14.อาการเหมือนมีไฟฟ้าช๊อตตามร่างกาย เกิดจากการที่ฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลงอย่างรวดเร็ว ไปมีผลต่อระบบประสาทในส่วนของไฮโปทาลามัสทำงานแปรปรวน จึงส่งผลให้เกิดอาการดังกล่าวขึ้นได้ ส่วนมากจะเกิดขึ้นก่อนช่วงอาการร้อนวูบวาบ

15.กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ภาวะกลั้นปัจสาวะไม่อยู่ในผู้หญิงที่มีอาการวัยทองเกิดจากเยื่อบุในท่อปัสสาวะขาดความยืดหยุ่น มีสาเหตุเนื่องมาจากฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ลดลงไป มีผลต่อการสร้างความชุ่มชื้นและความยืดหยุ่นของผิวและเยื้อบุในท่อปัสสาวะของคนเรา

16.คลอเลสเตอรอลสูง คลอเลสเตอรอลสูงเป็นปัญหาอย่างมากแก่ผู้หญิงที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไปโดยทั่วไปแล้วคลอเลสเตอรอลสูงมีหลายๆปัจจัยแต่การลดลงของฮอร์โมนเอสโตรเจนก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้คลอเลสเตอรอลสูงขึ้นได้เช่นกัน ทั้งนี้เหตุผลก็คือ คลอเลสเตอรอลคือสารตั้งต้นในการผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจน เมื่อฮอร์โมนเอสโตเจนผลิตลดลง สารตั้งต้นคลอเลสเตอรอลก็ถูกเผาผลาญลดลงเช่นเดียวกัน

ที่มา : มูลนิธิหมอชาวบ้านโรคตาแดงระบาด ติดเชื้อง่ายระบาดเร็ว เยื่อตาขาวอักเสบจากไวรัส เกิดจากการติดเชื้อไวรัสซึ่งมีอยู่ห...
29/01/2020

ที่มา : มูลนิธิหมอชาวบ้าน

โรคตาแดงระบาด ติดเชื้อง่ายระบาดเร็ว

เยื่อตาขาวอักเสบจากไวรัส เกิดจากการติดเชื้อไวรัสซึ่งมีอยู่หลายชนิด บางชนิดสามารถติดเชื้อได้ง่ายและระบาดรวดเร็ว เรียกว่า “โรคตาแดงระบาด” โรคนี้ส่วนใหญ่จะเป็นไม่รุนแรง และหายได้เองภายใน ๑-๓ สัปดาห์ ส่วนน้อยที่อาจเป็นรุนแรง หรือมีภาวะแทรกซ้อน หรือจำเป็นต้องแยกจากสาเหตุอื่น

ชื่อภาษาไทย เยื่อตาขาวอักเสบจากไวรัส โรคตาแดงระบาด ชื่อภาษาอังกฤษ Viral conjunctivitis, Epidemic Keratoconjunctivitis/EKC สาเหตุเกิดจากการติดเชื้อไวรัส ที่สำคัญได้แก่ กลุ่มไวรัสอะดิโน (adenovirus) และกลุ่มไวรัสพิคอร์นา (picornavirus) ซึ่งแต่ละกลุ่มประกอบด้วยไวรัสชนิดย่อยๆ อีกหลายชนิด

โรคนี้ติดต่อโดยการสัมผัสโดยตรง หรือสัมผัสถูกมือหรือสิ่งของเครื่องใช้ (เช่น แว่นตา แก้วน้ำ จาน ชาม ผ้าเช็ดตัว ผ้าเช็ดหน้า หมอน สบู่ ขันน้ำ ลูกบิดประตู ประตูตู้เย็น โทรศัพท์ เป็นต้น) ที่แปดเปื้อนเชื้อ (โดยที่ผู้ป่วยใช้มือขยี้ตาข้างที่อักเสบ แล้วไปสัมผัสสิ่งของเครื่องใช้เหล่านั้น) หรืออาจติดต่อจากการเล่นน้ำในสระที่มีเชื้อปนเปื้อนจากผู้ป่วยที่ลงเล่นน้ำ ในรายที่มีอาการเจ็บคอร่วมด้วย ก็อาจติดต่อโดยการที่ผู้ป่วยไอหรือจามรดหน้า หรือสัมผัสถูกน้ำลายหรือเสมหะในช่องปากของผู้ป่วย ระยะฟักตัวของโรคขึ้นอยู่กับชนิดของไวรัส ส่วนใหญ่ ๕-๑๒ วัน ไวรัสที่มีชื่อว่า แอนเทอโรชนิด ๗๐ (enterovirus type 70) และ ไวรัสค็อกแซกกีเอ ชนิด ๒๔ (coxsackie virus A type 24) ที่ทำให้เยื่อตาขาวอักเสบร่วมกับเลือดออกใต้ตาขาว มีระยะฟักตัว ๑-๒ วัน

อาการ

มีอาการตาแดง เคืองตาคล้ายผงเข้าตา กลัวแสง น้ำตาไหล มีขี้ตาเล็กน้อยลักษณะสีขาว อาจมีอาการหนังตาบวม ลืมตาไม่ค่อยขึ้น
บางรายอาจมีอาการตาแดงเป็นปื้น (จากการที่มีเลือดออกที่ใต้ตาขาว)
บางรายอาจมีไข้ เจ็บคอ ปวดเมื่อยร่วมด้วยคล้ายไข้หวัด
อาการตาแดง ตาอักเสบจะเริ่มเป็นที่ตาข้างใดข้างหนึ่งก่อน แล้วจึงลามมาอีกข้างหนึ่งภายใน ๒-๓ วัน
ส่วนมากอาการจะทุเลาในไม่กี่วัน และจะหายได้เองภายใน ๑-๓ สัปดาห์

การแยกโรค
๑.อาการตาแดง เคืองตา น้ำตาไหล อาจเกิดจากสาเหตุอื่น เช่น
• สิ่งแปลกปลอมเข้าตา ทำให้มีอาการเคืองตา ตาแดงขึ้นทันที ภายหลังมีสิ่งแปลกปลอมเข้าตา เช่น ผงฝุ่น เศษเหล็ก แมลง สารระคายเคือง เมื่อล้างหรือเขี่ยออกอาการก็จะ ทุเลาได้ภายใน ๑-๒ วัน
• เยื่อตาขาวอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย ผู้ป่วยจะมีอาการตาแดง หนังตาบวม มีขี้ตาแฉะ ลักษณะสีเหลืองหรือเขียว มักเป็นที่ตาทั้ง ๒ ข้าง โดยเป็นข้างหนึ่งก่อนแล้วค่อยลามมาอีกข้างหนึ่ง
• เยื่อตาขาวอักเสบจากการแพ้ ผู้ป่วยจะมีอาการคันตามาก มักจะคันตรงหัวตา ต้องขยี้ ยิ่งขยี้ก็ยิ่งคัน ถ้าขยี้มากๆ หนังตาจะบวมและช้ำ ผู้ป่วยมักมีน้ำตาไหล ตาขาวมีสีแดงเรื่อๆ มักมีประวัติเป็นคนที่แพ้อะไรง่าย หรืออาจมีโรคภูมิแพ้ (เช่น ลมพิษ หวัด ภูมิแพ้) ร่วมด้วย
• เยื่อตาขาวอักเสบจากไวรัสเริมหรืองูสวัด ผู้ป่วยจะมีอาการเคืองตา ตาแดง น้ำตาไหลแบบเดียวกับเยื่อตาขาวอักเสบจากไวรัส แต่มักมีประวัติว่ามีผื่นเริมหรืองูสวัดขึ้นที่บริเวณใบหน้าหรือบริเวณใกล้ตาก่อนจะมีอาการตาอักเสบ
• แผลกระจกตา มักมีประวัติถูกใบหญ้าหรือพืชผักบาดตา หรือมีสิ่งแปลกปลอมเข้าตา หรือมีการใช้เลนส์สัมผัส (ไม่ถูกวิธี) ผู้ป่วยจะมีอาการปวดตา เคืองตา ตาแดง น้ำตาไหลต้อหินเฉียบพลัน ผู้ป่วยจะมีอาการปวดตาข้างหนึ่งอย่างรุนแรง ตาพร่ามัว ซึ่งเกิดขึ้นเฉียบพลัน จะพบว่า ตาขาวข้างนั้น มีลักษณะแดงเรื่อๆ กระจกตาบวมและขุ่น
๒. อาการตาขาวแดงเป็นปื้น (แบบรอยห้อเลือด) อาจเกิดจากการได้รับบาดเจ็บ (เช่น ถูกแรงกระแทก ถูกต่อย) หรือจากการไอแรงๆ ทำให้หลอดเลือดฝอยที่ใต้ตาขาวแตกเป็นรอยห้อเลือด ซึ่งจะค่อยๆ จางหายไปภายใน ๑-๒ สัปดาห์

การวินิจฉัย
แพทย์มักจะวินิจฉัยจากอาการเคืองตา ตาแดง น้ำตาไหล (โดยไม่มีอาการคันตา ปวดตามาก ตาพร่ามัว หรือมีขี้ตาลักษณะสีเหลืองหรือเขียว) และมักจะเป็นที่ตาข้างหนึ่งก่อน แล้วค่อยลามมาอีกข้างหนึ่ง และบางครั้งพบว่ามีการระบาด
หากไม่แน่ใจ อาจต้องทำการตรวจเพิ่มเติม เช่น นำสิ่งคัดหลั่งในตาไปตรวจหาเชื้อ

การดูแลตนเอง
เมื่อมีอาการตาแดง เคืองตา น้ำตาไหล ควรปฏิบัติดังนี้
• ควรพักผ่อนให้เพียงพอ ห้ามตรากตรำงานหนัก
• ใช้ยาหยอดตาลดอาการอักเสบ มีชื่อการค้า เช่น ฮิสตาออฟ (Histaoph) สเปอร์ซาลเลิร์ก (spersallerge) หยอดตาทุก ๒-๔ ชั่วโมง
• ถ้ามีไข้ให้กินยาพาราเซตามอล
• ถ้าสงสัยหรือแพทย์ตรวจพบว่าเป็นเยื่อตาขาวอักเสบจากไวรัส ผู้ป่วยควรหยุดเรียนหรือหยุดงานนาน ๒ สัปดาห์ ควรล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำกับสบู่ หรือใช้เจลแอลกอฮอล์ชโลมมือ หลีกเลี่ยงการเล่นน้ำในสระ และห้ามใช้ของใช้ร่วมกับผู้อื่น เพื่อป้องกันไม่ให้แพร่กระจายให้ผู้อื่น
ผู้ป่วยควรรีบไปพบแพทย์ ถ้ามีอาการปวดตามาก ตาพร่ามัว ขี้ตาแฉะ ขี้ตามีลักษณะเหลืองหรือเขียว มีผื่นเริมหรืองูสวัดที่บริเวณใกล้ตา สงสัยมีสิ่งแปลกปลอมเข้าตา มีอาการแขนขาอ่อนแรงตามมา หรืออาการตาอักเสบ ไม่ทุเลาภายใน ๔-๗ วัน

การรักษา
เมื่อวินิจฉัยว่าเป็นเยื่อตาขาวอักเสบจากไวรัส แพทย์จะให้การรักษาตามอาการ เช่น ให้ยาแก้ไข้ (ถ้ามีไข้) และให้ยาหยอดตา ซึ่งอาจให้ยาหยอดตาชนิดที่เข้ายาปฏิชีวนะหยอดทุก ๒-๔ ชั่วโมง เพื่อป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน
ถ้าตรวจพบว่า มีการอักเสบของเยื่อตาขาวอย่างรุนแรง หรือมีการอักเสบของกระจกตาจนทำให้สายตามัวลงอย่างมาก แพทย์จะพิจารณาให้ยาหยอดตาสตีรอยด์ ซึ่งต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง

ภาวะแทรกซ้อน
พบได้น้อย ที่อาจพบได้ เช่น มีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน หรือสายตาพร่ามัว เนื่องจากกระจกตาอักเสบ (ซึ่งอาจนานเป็นสัปดาห์ๆ ถึงเป็นแรมปี)
บางรายอาจมีรอยแผลเป็นที่เยื่อตาขาว หรือมีการติดกันของเยื่อตาขาวกับลูกตา
ในรายที่เกิดจากเชื้อไวรัสแอนเทอโรชนิด ๗๐ อาจทำให้เกิดไขสันหลังอักเสบเฉียบพลันแทรกซ้อน มีอาการแขนขาอ่อนแรงได้ ซึ่งพบได้น้อยมาก มักพบในคนอายุมากกว่า ๒๐ ปี หลังตาอักเสบ ๕ วัน ถึง ๖ สัปดาห์

การดำเนินโรค
ส่วนใหญ่มักหายได้เองภายใน ๑-๓ สัปดาห์ ส่วนน้อยที่อาจเป็นเรื้อรังหรือมีภาวะแทรกซ้อนดังกล่าว

การป้องกัน
ระหว่างที่มีการระบาด ควรหาทางป้องกัน โดยแนะนำให้คนทั่วไประวังการสัมผัสกับผู้ป่วย ควรล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่ ห้ามใช้มือขยี้ตา อย่าคลุกคลีหรือนอนร่วมกับคนที่เป็นโรคนี้ ห้ามใช้ของใช้ (เช่น แว่นตา ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว หมอน แก้วน้ำ จาน ชาม สบู่ ขันน้ำ โทรศัพท์ เป็นต้น) ร่วมกับผู้ป่วย และควรหลีกเลี่ยงการเล่นน้ำในสระ

ความชุก
โรคนี้พบได้บ่อยในคนทุกวัย พบในเด็กมากกว่าผู้ใหญ่ พบได้ประปรายตลอดทั้งปี อาจพบระบาดในบ้าน ตามหมู่บ้าน โรงเรียน โรงงาน ที่ทำงาน ค่ายทหาร ในช่วงเดือนมิถุนายนถึงธันวาคม

🔥 ตาเป็นต้อเนื้อ..รีวิวผลลัพธ์...การทานดีคอนแทค🏆เงินก็ไร้ค่า ถ้าสูญเสียการมองเห็น จะมีไปเพื่อใคร !!    อาการแบบนี้อย่าปล...
24/01/2020

🔥 ตาเป็นต้อเนื้อ..รีวิวผลลัพธ์...การทานดีคอนแทค
🏆เงินก็ไร้ค่า ถ้าสูญเสียการมองเห็น จะมีไปเพื่อใคร !!
อาการแบบนี้อย่าปล่อยไว้ ไม่ดีแน่!!
✔ตามัว ✔มองไม่ชัด ✔ต้อลม ✔ต้อเนื้อ ✔ต้อกระจก ✔ต้อหิน ✔เคืองตา ✔คันตา ✔ปวดตา ✔น้้ำตาไหล ✔เห็นเหมือนหยากไย่ ✔หรือจุดดำลอยไปลอยมา ✔เบาหวานขึ้นตา ✔ภูมิแพ้ขึ้นตา ✔สายตาสั้น-ยาว เอียง
🚩ทุกปัญหาสายตา โทรหาเราด่วนค่ะ🚩
🔥ดีคอนแทคฟื้นฟูได้
📣ติดต่อสอบถามใต้โพสต์ได้เลยค่ะหรือทิ้งชื่อเบอร์โทรไว้ได้นะคะ
☎️ 0817555329 คุณอ้อ

สั่งซื้อคลิกลิ้งค์นี้นะคะ
https://line.me/R/ti/p/%40eqi7388m

มาบริหารสมองกัน....จ้า
23/01/2020

มาบริหารสมองกัน....จ้า

กรมสุขภาพจิตแนะนำฝึกสมองด้วย 5 กิจกรรมง่ายๆ ที่สามารถฝึกกันได้ทุกที่ ทุกวัน ช่วยส่งผลดีต่อสุขภาพจิต พัฒน.....

สวัสดีค่ะ วันนี้ 😊 มีข้อมูลดีๆมาแบ่งปันนะคะสำหรับท่านที่มีปัญหาความดันโลหิตสูง ซึ่งเป็นโรคที่รักษาไม่หาย แต่ควรดูแลตนเอง...
14/01/2020

สวัสดีค่ะ วันนี้ 😊 มีข้อมูลดีๆมาแบ่งปันนะคะ

สำหรับท่านที่มีปัญหาความดันโลหิตสูง ซึ่งเป็นโรคที่รักษาไม่หาย แต่ควรดูแลตนเองอย่างถูกวิธี ทานยาสม่ำเสมอ ลดความเสี่ยงต่อโรคแทรกซ้อนเช่นโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคตาและ โรคไต ได้ ด้วยค่ะ

ความดันในหลอดเลือดแดง ที่ประกอบด้วยความดัน
ตัวบนเกิดจากความดันขณะหัวใจบีบตัว .ความดันตัวล่างคือความดันขณะหัวใจคลายตัว คนปกติค่าความดัน 120/80 หากวัดได้ ตั้งแต่ 140/90 ขึ้นไป
ถือว่ามีความดันสูงซึ่งหาก วัดค่าความดันโลหิตได้สูง 1 ครั้ง
ควรวัดซ้ำสัปดาห์ละ 1 ครั้ง เป็นเวลา 2-3 สัปดาห์ เพื่อวินิจฉัยให้แน่นอนว่าเป็น โรคความดันสูงหรือไม่ สำหรับคนที่ไม่ได้เป็นความดันสูง อาจวัดค่าความดันสูงเป็นครั้งคราว

หากมีความเครียดกังวล ตื่นเต้น รวมถึง คนที่เพิ่งออก กำลังกาย มาใหม่ๆ เพิ่งสูบบุหรี่ ดื่มกาแฟหรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เพิ่งดื่มสุราอาจวัดค่าความดันโลหิตได้สูง เช่นกัน แต่เมื่อได้พักให้หายเหนื่อย หายเครียด หรือหมดฤทธิ์ของบุหรี่กาแฟ เครื่องดื่มคาเฟอีน หรือแอลกอฮอล์แล้ว ค่าความดันก็จะลดลงเป็นปกติ หาไม่ได้เป็นโรคความดันโลหิตสูง

🌝การเตรียมตัวก่อนวัดความดัน ก่อนวัดความดันประมาณ
30 นาที ⏳⏰⏰⌛

📶1.ไม่ควรดื่มกาแฟเครื่องดื่มบำรุงกำลังที่มีคาเฟอีนหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไม่ออกกำลังกาย ไม่เครียดไม่โกรธ

📶2.นั่งพักก่อนวัดความดันประมาณ 5 -15 นาที

📶3.ไม่ควรพูดขณะวัดความดัน

📶4. หากปวดปัสสาวะควรปัสสาวะก่อนวัดความดัน

⏰การปฏิบัติตัวสำหรับผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง☑

1.ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน

2.หลีกเลี่ยงเกลืออาหารหมักดองและอาหารตากแห้ง เช่นเต้าเจี้ยวเต้าหู้ยี้ ผักกาดดอง หอยดอง ปลาร้า ปลาเค็ม กุ้งแห้งปลาหมึกแห้งไส้กรอกเบคอนแฮม อาหารทานเล่นที่มีเกลือเยอะ เช่นมันฝรั่งทอด ถั่วทอดใส่เกลือ ไม่เติมเกลือ น้ำปลา ซอสปรุงรสที่มีรสเค็ม ในอาหาร ผู้ที่มีความดันสูงไม่ควรรับประทานเกลือเกินวันละ 6 กรัมหรือประมาณ 1 ช้อนชา หรือเท่ากับ น้ำปลาประมาณ 4 ช้อนชา หรือซีอิ๊ว 5 ช้อนชา

3.ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
เช่นเดินเร็วๆ วิ่งเหยาะๆ ว่ายน้ำ เต้นแอโรบิค หรือเล่นกีฬาที่ชอบ ครั้งละ 30 นาที 3-5 ครั้งต่อสัปดาห์หรือ อาจเปลี่ยนกิจกรรมที่ทำอยู่เป็นการออกกำลังกายเช่นทำงานบ้านเดินไปตลาดซักผ้า ลดการใช้เครื่องทุ่นแรงเช่นเดินขึ้นบันไดแทนการใช้ลิฟท์เป็นต้น

4.ไม่สูบบุหรี่หรือยาเส้น

5.ไม่ดื่มสุราหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อื่นหรือดื่มในปริมาณน้อยแต่ไม่ควรเกิน 1-2 แก้วต่อวันสัปดาห์ละไม่เกิน 5 วัน

6.ทานยาตามแพทย์แนะนำอย่างสม่ำเสมอ

ควรพบแพทย์ตามนัดเพื่อตรวจติดตามความดันโลหิตเป็นระยะระยะไม่ควรหยุดยาเองโดยไม่ปรึกษาหรือไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์เนื่องจากโรคความดันโลหิตสูงเป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาหายขาดได้ แต่สามารถควบคุมได้หากรับประทานยาอย่างต่อเนื่อง และไม่ควรเปลี่ยนสถานที่รักษาบ่อยๆ

7.รู้จักยาที่รับประทานอยู่ยาที่ใช้สำหรับรักษาโรคความดันมีหลายชนิด ฉันควรทราบชื่อและขนาดยาที่รับประทานอยู่หรือมีรายชื่อยาพร้อมขนาดยาและวิธีรับประทานยาเก็บไว้เพื่อประโยชน์ของท่านเอง อย่าจำเพียงลักษณะหรือสี ของยาเพราะยาต่างชนิดอาจมีลักษณะคล้ายๆกันได้ แต่การพักผ่อนผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงไม่ควร เครียดหรือหงุดหงิด ควรมองโลกในแง่ดีการฝึกสมาธิหรือ สวดมนต์ช่วยให้จิตใจสงบ ผ่อนคลาย
ซึ่งจะช่วยควบคุมความดัน ง่ายขึ้นด้วยค่ะ🌝

ถ้าบทความนี้มีประโยชน์ส่งต่อให้เพื่อนได้รับประยชน์ร่วมกัน
ได้นะคะ☺🌈☀

ปรึกษาเพิ่มเติม
☎0817555329 คุณอ้อ

14/01/2020

ปวดตาแสบตาฟังทางนี้
รศ.นพ.อนุชิต จากรพ.รามาฯให้ความรู้เกี่ยวกับการใช้งานของดวงตา ใครที่ใช้สายตาอยู่หน้าจอคอมฯหรือชอบดูซีรีย์นานๆ ควรฟัง... น่าสนใจนะ

5 อาหารสำหรับคนวัยทองทำไมต้องมี อาหารสำหรับคนวัยทอง ? ผู้หญิงเรา เมื่ออายุเข้าสู่วัยทองก็มีหลายอาการที่ต้องรับมือ ทั้งหง...
06/01/2020

5 อาหารสำหรับคนวัยทอง
ทำไมต้องมี อาหารสำหรับคนวัยทอง ? ผู้หญิงเรา เมื่ออายุเข้าสู่วัยทองก็มีหลายอาการที่ต้องรับมือ ทั้งหงุดหงิดง่าย นอนไม่หลับ ใจสั่น เหนื่อยง่าย ผิวหนังแห้ง กระดูกพรุน และอีกสารพัดอาการ กินฮอร์โมนที่แพทย์ให้ก็ทุเลาอาการได้บ้าง แต่กินต่อเนื่องก็ไม่ดีต่อสุขภาพนัก ดังนั้นอย่าช้าเลยค่ะ มาทำความรู้จักกับ 5 อาหารแก้อาการหลักๆ ของวัยทองกันดีกว่า

กลุ่มอาหารแก้อาการประจำเดือนมามากผิดปกติ หรือมาไม่สม่ำเสมอ

ร่างกายช่วงเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน ร่างขายมักขาดสารอาหารที่จำเป็นต่อการผลิตเม็ดเลือดแดง จึงจำเป็นต้องกินอาหารที่มีสารสำคัญเหล่านี้

วิตามินเอ มีมากในผักใบเขียว ผลไม้สีเหลือง และปลา (โดยเลือกปลาที่ไขมันต่ำ)

วิตามินบีคอมเพล็กซ์ มีมากในข้าวซ้อมมือ ผัก ผลไม้ และถั่วเหลือง

วิตามินซี มีมากในฝรั่ง ส้ม และผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว

ไบโอฟลาโวนอยด์ มีมากในทั้งผักใบเขียวและผลไม้รสเปรี้ยว

เหล็ก ได้จากการกินธัญพืช ถั่ว ผักสีเข้ม และปลา

2.กลุ่มอาหารแก้ภาวะกระดูกพรุน

ปัญหากระดูกพรุน เป็นปัญหาใหญ่ที่ผู้หญิงเข้าสู่วัยทองหลายคนต้องเผชิญ โดยเรามีคำแนะนำเกี่ยวกับสารสำคัญที่ควรได้รับ และแหล่งที่มาของสารอาหารเหล่านั้นค่ะ

วิตามินดี มีมากในอาหารประเภทปลา น้ำมันตับปลา อีกทั้งยังได้จากการรับแดดเช้า

แคลเซียม มีมากในหมู่ธัญพืชอย่างงา ถั่วเหลืองและผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง อย่างเต้าหู้ ฟองเต้าหู้ ปลา และผักใบเขียว อีกทั้งมีมากในโยเกิร์ตต่างๆ

สังกะสี อยู่ในอาหารประเภทปลาทะเล เมล็ดฟักทอง เมล็ดแตงโม ถั่วลิสง และงา

แมกนีเซียม มีมากในผักใบเขียว ธัญพืช ถั่ว ข้าวซ้อมมือ

กลุ่มอาหารแก้อาการร้อนวูบวาบ
อาการนี้กวนใจคุณผู้หญิงที่เข้าสู่วัยทองส่วนใหญ๋มาก เนื่องจากมักเกิดขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้ ทำให้ไม่สบายตัว หงุดหงิดง่าย แต่วันนี้มีคำแนะนำเรื่องสารอาหารที่ควรกินมาฝากค่ะ

วิตามินอี มีมากในน้ำมันตับปลา น้ำมันจากพืชและผลไม้ที่ผ่านกระบวนการสกัดเย็น อย่างน้ำมันเมล็ดชา น้ำมันมะกอก น้ำมันอโวคาโด้ เป็นต้น

ไบโอฟลาโวนอยด์ อย่างที่บอกไปแล้วข้างต้นว่า มีมากในทั้งผักใบเขียวและผลไม้รสเปรี้ยว

กลุ่มอาหารแก้อาการช่องคลอดแห้ง

อาการช่องคลอดแห้งเกิดจากการระดับฮอร์โมเอสโตรเจนที่ลดลงอย่างรวดเร็ว ความชุ่มชื่นและความยืดหยุ่นในช่องคลอดจึงลดลงด้วย อาจเกิดอาการแสบและระคายเคือง รวมถึงมีเลือดออกในช่องคลอดได้จากหลายกรณี ดังนั้นจำเป็นต้องสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายและช่วยเพิ่มควรยืดหยุ่นแก่ช่องคลอด ดังนี้

กรดไลโนเลอิก ซึ่งเป็นกรดไขมันจำเป็นในร่างกาย มีมากในเมล็ดทานตะวัน เมล็ดลินิน งา ถั่วเหลือง ปลา ผักใบเขียว

วิตามินอี อย่างที่กล่าวไปแล้วว่า มีมากในน้ำมันตับปลา น้ำมันจากพืชและผลไม้ที่ผ่านกระบวนการสกัดเย็น

กลุ่มอาหารแก้นอนไม่หลับ อารมณ์แปรปรวน
อาการอารมณ์แปรปรวน และนอนไม่หลับ ส่วนหนึ่งเกิดจากการทำงานของระบบประสาทสมองไม่ราบรื่นนัก ควรเติมสารบำรุงสมองเข้าไปอย่างวิตามินบีคอมเพล็กซ์ และแมกนีเซียม ดังนี้

วิตามินบีคอมเพล็กซ์ ได้แก่ ข้าวซ้อมมือ ผัก ผลไม้ และถั่วเหลือง

แมกนีเซียม มีมากในผักใบเขียว ธัญพืช ถั่ว และข้าวซ้อมมือเช่นกัน

…อย่าลืมเลือกซื้อหามากินเพื่อบรรเทาอาการต่างๆ กันนะคะ

ข้อมูลเรื่อง “5 อาหาร แก้อาการวัยทอง” จากนิตยสารชีวจิต

ฟังให้ดี! หัวใจเต้นเร็ว อาจไม่ใช่สัญญาณเตือนของโรคหัวใจเสมอไปหลายคนคงเคยได้อ่านเรื่องราวเกี่ยวกับโรคหัวใจกันมาบ้าง ว่าสั...
06/01/2020

ฟังให้ดี! หัวใจเต้นเร็ว อาจไม่ใช่สัญญาณเตือนของโรคหัวใจเสมอไป

หลายคนคงเคยได้อ่านเรื่องราวเกี่ยวกับโรคหัวใจกันมาบ้าง ว่าสัญญาณเตือนที่เข่าข่ายเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจนั้นเป็นอย่างไร แล้วอาการ หัวใจเต้นเร็ว ล่ะ จัดอยู่ในสัญญาณเตือนเหล่านั้นด้วยไหม ลองมาหาคำตอบไปพร้อมๆ กันค่ะ

หัวใจเต้นเร็ว คือ อัตราการเต้นของหัวใจที่สูงกว่าอัตราเฉลี่ยของคนทั่วไป ทำให้รู้สึกเหนื่อยหอบ หายใจไม่สะดวก ใจเต้นแรง และอื่นๆ เป็นสัญญาณหนึ่งของโรคหัวใจ แต่ถึงอย่างนั้นภาวะหัวใจเต้นเร็ว อาจไม่ใช่สัญญาณของโรคหัวใจเสมอไป แต่อาจหมายถึงโรคอื่นๆ ได้ด้วย โดยที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้ ทำให้ เมื่อ มีอาการหัวใจเต้นเร็วจึงเข้าใจว่าตนเองป่วยเป็นโรคหัวใจเท่านั้น

อัตราการเต้นของหัวใจ
อัตราการเต้นของหัวใจที่ปกติ ขณะพักจะอยู่ที่ 60-100 ครั้งต่อนาที กรณีที่หัวใจเต้นเร็วคือ สูงกว่า 100 ครั้งต่อนาทีขึ้นไป

ปัจจัยที่ทำให้หัวใจเต้นเร็ว
1. การเคลื่อนไหวร่างกาย ออกกำลังกาย/เล่นกีฬา

2. ภาวะซีดหรือภาวะโรคเลือดอื่นๆ

3. โรคไทรอยด์

4. โรคหัวใจ

5. ความเครียด วิตกกังวล

6. เครื่องดื่มชูกำลัง กาแฟ ชา

7. ยาบางชนิด เช่น ยาลดอาการคัดจมูก

กลุ่มเสี่ยงของคนที่มีโอกาสเกิดโรคหัวใจ
– ผู้สูงอายุ

– ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคหัวใจ

– ผู้ที่สูบบุหรี่

– ผู้ป่วยเบาหวาน

– ผู้ที่มีความดันสูง

– ผู้ที่มีไขมันในเลือดสูง

หัวใจเต้นเร็วที่ไม่ใช่โรคหัวใจ

ในคนที่อายุยังน้อย และไม่มีปัจจัยเสี่ยงใดๆ เช่น ไม่มีประวัติคนในครอบครัวป่วยด้วยโรคหัวใจ ไม่สูบบุหรี่ ไม่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน ไม่มีภาวะความดันสูง ไขมันสูง เป็นไปได้ว่าภาวะหัวใจเต้นเร็วที่เกิดขึ้นอาจไม่เกี่ยวข้องกับโรคหัวใจ หรือมีโอกาสเกิดโรคหัวใจได้น้อยมาก แต่อาจเกี่ยวข้องกับภาวะอื่น เช่น ภาวะซีดหรือมีภาวะโรคเลือดอื่นๆ หรือโรคไทรอยด์เป็นพิษ ซึ่งหากรักษาจนกลับมาอยู่ในภาวะปกติ อาการหัวใจเต้นเร็วก็จะดีขึ้นตามลำดับ

หากมีภาวะซีดที่ไม่รุนแรง และไม่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ แต่พบว่ามีอาการหัวใจเต้นเร็ว ก็ยังสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ อาจออกกำลังกายสม่ำเสมอร่วมด้วย เพื่อช่วยให้ปอดและหัวใจทำงานได้ดีขึ้น และอาจช่วยให้หัวใจเต้นช้าลง

การออกกาลังกายที่เหมาะสม

– คนที่มีร่างกายแข็งแรงสามารถออกกาลังกายได้ตามปกติ ความถี่ที่เหมาะสม คือครั้งละ 30-40 นาที สัปดาห์ละ 3-4 วัน

– ในคนที่สุขภาพดี ควรสังเกตตนเองเวลาออกกำลังกายเสมอ หากเหนื่อยหอบ หัวใจเต้นเร็ว เจ็บหน้าอก ทั้งที่เพิ่งออกกำลังกายไปได้ไม่นาน หรือออกกำลังกายไม่หนักมาก ควรได้รับการตรวจว่าตนเองมีความผิดปกติหรือไม่ เพราะอาจเป็นโรคหัวใจโดยที่ตนเองไม่รู้ตัวมาก่อนได้

– ที่ผ่านมาเคยมีผู้เสียชีวิตขณะเล่นกีฬาหรือออกกำลังกาย ซึ่งเมื่อได้รับการตรวจวินิจฉัยโดยละเอียดมักพบว่ามีโรคหัวใจซ่อนเร้นโดยที่ตนเองไม่รู้ตัว

– ในผู้ป่วยโรคหัวใจ โรคไต เบาหวาน ต้องได้รับความคิดเห็นจากแพทย์ประจำตัวก่อน เพื่อประเมินว่าสามารถออกกาลังกายได้ ในระดับไหน ที่ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย

– คนที่ต้องระมัดระวังเรื่องการออกกาลังกาย ได้แก่ ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงเป็นโรคหัวใจ ผู้ป่วยเบาหวาน ผู้ป่วยโรคไต ผู้ป่วยโรคหัวใจ

ความดันต่ำออกกำลังกายได้หรือไม่?
ภาวะความดันต่ำเป็นเรื่องที่พบได้ทั่วไป โดยจะพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ระดับความดันต่ำที่อยู่ในเกณฑ์ ปกติไม่เป็นอันตรายคือ ต้องเกิน 90 ขึ้นไปจนถึง 100 มม.ปรอทเป็นระดับที่เพียงพอต่อการไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงสมองและอวัยวะต่างๆ หากต่ำกว่า 90 มักมีอาการหน้ามืด เป็นลม หกล้มบาดเจ็บ และถ้าหากพบว่าตนเองมีความดันต่ำ ควรดื่มน้ำให้เพียงพอก่อนออกกาลังกายและพกน้ำดื่ม รวมถึงเครื่องดื่มเกลือแร่ติดตัวไปให้พร้อม

ที่มา : รศ.นพ.ทศพล ลิ้มพิจารณ์กิจ สาขาวิชาโรคหัวใจ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

# # ยินดีให้คำแนะนำ ปรึกษา ฟรี..!! โทรเลย!!
💢สนใจติดต่อคุณภพ
📲โทร 089-9258995
💢คลิกลิ้งค์ Line@ เพิ่มเพื่อน เพื่อติดตามข่าวสาร https://line.me/R/ti/p/%40richdboon

https://business.facebook.com/richdboon

คลิกเข้าชมเว็บไซต์....
http://dboonethailand.lnwshop.com
www.dboone7.blogspot.com

ที่อยู่

บริษัท ดี เน็ทเวิร์ค เวิลด์ไวด์ จำกัด 242 ถนนสุวินทวงศ์ แขวงแสนแสบ เขตมีนบุรี
Bangkok
10510

เบอร์โทรศัพท์

+66899258995

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ สมุนไพรสำหรับวัยทองผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ การปฏิบัติ

ส่งข้อความของคุณถึง สมุนไพรสำหรับวัยทอง:

แชร์

ประเภท

วัยทองที่ต้องเจอ...

วัยทองในผู้หญิง โดยอาการที่เกิดขึ้นคนส่วนใหญมักเรียกว่า “ เลือดจะไปลมจะมา” ซึ่งเกิดจากภาวะการถดถอยของการสร้างฮอร์โมนเอสโตรเจนที่มาจากรังไข่ ส่วนมากจะเกิดในช่วงอายุ 40 - 55 ปี ซึ่งภาวะการถดถอยของฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ลดลงอย่างรวดเร็วนี้ ร่างกายจึงต้องมีการปรับสภาพของฮอร์โมนที่เปลี่ยนไป เพราะฉะนั้น การปรับสภาพกับฮอร์โมนที่เปลี่ยนไป จึงส่งผลกระทบต่างๆ ตามมา ตัวอย่าง เช่น อาการร้อนหนาววูบวาบ อารมณ์หงุดหงิดง่าย นอนหลับยากขึ้น ซึ่งอาการดังกล่าวจะกินเวลา 1 - 4 ปี ซึ่งอาการดังกล่าวจะแตกต่างกันไปแล้วแต่บุคคล และเมื่อใดก็ตามที่ประจำเดือนขาดหายเกิน 12 เดือนติดต่อกันขึ้นไป หรืออาจเรียกได้ว่าวัยหมดประจำเดือน โดยเฉลี่ยอยู่ที่อายุ 50 ปี ฮอร์โมนเอสโตรเจนที่สร้างจากรังไข่นั้น จะหยุดสร้างหรือสร้างน้อยมาก ซึ่งสภาวะหลังจากการหยุดสร้างนี้ร่างกายจะปรับสภาพกับฮอร์โมนที่เปลี่ยนไปได้แล้ว จะส่งผลให้อาการวัยทองเหมือนจะดีขึ้น แต่อาการซ่อนเร้นบางอย่างที่เป็นภัยเงียบ เช่น ภาวะโรคกระดูกพรุน ผิวหนังแห้งกร้าน อาการหลงๆ ลืมๆ ก็ยังคงดำเนินต่อไปและเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆตามอายุที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาการต่างๆเหล่านี้ที่ผู้คนทั่วไปคิดว่าเกิดจากความชราภาพตามธรรมชาตินั่นเอง 16 อาการวัยทองที่ควรรู้ 1.อาการร้อนหนาววูบวาบ อาการร้อนหนาววูบวาบในผู้หญิงที่มีอาการวัยทองจะมีลักษณะอาการร้อนบริเวณลำตัวส่วนบนและใบหน้าขึ้นมาทันทีทันใด สามารถเกิดขึ้นได้ 2-3 ครั้งต่อวัน ระยะเวลาโดยเฉลี่ยประมาณ 1-5 นาที หรือบางรายพบได้ถึง 50 ครั้งต่อวัน 2.เหงื่อออกมากผิดปกติ เหงื่อออกมากผิดปกติเป็นภาวะหนึ่งที่เกิดหลังจากมีอาการร้อนหนาววูบวาบบริเวณร่างกายส่วนบนและใบหน้าในผู้หญิงที่มีอาการวัยทอง โดยจะมีเหงื่อออกมากผิดปกติ และในบางรายพบว่ามีอาการหนาวสั่นตามมาได้อีกด้วย ซึ่งอาการหนาวสั่นมักจะเกิดขึ้นในช่วงเวลากลางคืน และส่งผลต่อการนอนหลับได้อีกด้วย แต่หากเกิดอาการนี้ในระหว่างวัน การที่เหงื่อออกมากผิดปกติ จะส่งผลกระทบต่อกลิ่นตัวเพิ่มขึ้นด้วย 3.ภาวะนอนไม่หลับ ภาวะนอนไม่หลับในผู้หญิงที่มีอาการวัยทอง สามารถมีอาการได้ตั้งแต่อายุยังน้อย โดยในบางรายอายุเพิ่งก้าวเข้าสู่ 30 ก็สามารถมีอาการนอนไม่หลับได้ รูปแบบอาการนอนไม่หลับจะแตกต่างกันไปแล้วแต่กรณี เช่น บางรายอาจรู้สึกนอนไม่หลับเลยจนสว่าง หรือบางรายอาจนอนหลับๆ ตื่นๆ หลายรอบในแต่ละคืน ซึ่งอาการทั้งหมดจะให้ทำสมองไม่ได้รับการพักผ่อนอย่างเพียงพอ จึงส่งผลต่อสุขภาพโดยรวมอย่างมากและส่งผลให้เกิดโรคอื่นๆ ตามมาได้ 4.อารมณ์แปรปรวน อารมณ์แปรปรวนในผู้หญิงที่มีอาการวัยทองนั้น เป็นภาวะที่เกิดจากฮอร์โมนเอสโตรเจนที่มีผลต่อการผลิตสารสื่อประสาทในระบบประสาทส่วนกลางที่ชื่อว่า เซโรโทนิน (serotonin) ซึ่งเซโรโทรนินที่ผลิตขึ้นนั้นจะไปทำหน้าที่ควบคุมเกี่ยวกับทางด้านอารมณ์ ความก้าวร้าว ความซึมเศร้า การนอนหลับ เมื่อฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลงจะส่งผลให้ระดับเซโรโทนินลดลงตาม จึงทำให้เกิดอารมณ์ ความก้าวร้าวมีเพิ่มมากขึ้น หรือมีอารมณ์แปรปรวนนั้นเอง คนทั่วไปมักเข้าใจและชอบเปรียบเทียบคนที่มีอารมณ์แปรปรวนนี้ว่า คนวัยทอง 5.อาการเวียนศรีษะ อาการเวียนศรีษะเป็นอาการหนึ่งที่มีผลมาจากภาวะการนอนไม่หลับในผู้หญิงที่มีอาการวัยทอง ส่งผลให้ร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอ ทำให้เกิดอาการเวียนศรีษะระหว่างวันได้ 6.ผิวหนังแห้งกร้านเป็นขุย เมื่อฮอร์โมนเอสโตรเจนผลิตได้ลดลง คอลลาเจนใต้ผิวก็จะผลิตลดลงด้วย ส่งผลให้ผิวบาง สูญเสียความชุ่มชื้นที่ผิวได้ง่าย ทำให้ผิวแห้งกร้าน โดยบางรายผิวจะมีลักษณะเป็นขุยๆแตกแห้ง หรือบางรายมีอาการคันตามผิวหนัง บางครั้งอาจมีอาการคันได้ และนานๆ ไป ก็จะมีโอกาสเป็นฝ้า กระและรอยเหี่ยวย่นตามมานั้นเอง 7.เล็บเปราะบาง เนื่องจากสุขภาพของเล็บถือว่ามีความสัมพันธ์กับสุขภาพของผิวโดยตรง เมื่อผิวแห้งกร้านไม่ชุ่มชื่น จึงส่งผลการะทบให้เล็บแห้งและเปราะบางได้ในที่สุด 8.ผมร่วงง่าย ผมร่วงง่ายในผู้หญิงที่มีอาการวัยทอง มีสาเหตุมาจากการที่รากผมหรือขน จะฝังตัวอยู่ในชั้นหนังแท้ ที่มีคอลลาเจนเป็นโครงสร้างในการยึดเกาะ การที่สร้างคอลลาเจนที่ผิวหนังในชั้นหนังแท้ มีการสร้างลดลง ทำให้โครงสร้างการยึดเกาะหรือคอลลาเจนลดลง จึงส่งผลให้เส้นผมอ่อนแอและหลุดล่วงได้ง่ายตามมา 9.ช่องคลอดแห้งและความต้องการทางเพศที่ลดลง เนื่องจากฮอร์โมนเอสโตรเจนที่มีอิทธิพลต่อความชุ่มชื้น ความอวบอิ่ม ความหยืดหยุ่นของช่องคลอด และนอกจากนั้นก็ยังมีอิทธิพลต่อการทำงานของต่อมบาร์โธลิน (Bartholin gland) ซึ่งต่อมนี้มีหน้าที่หลักในการสร้างสารคัดหลั่งในช่องคลอด ดังนั้นเมื่อเริ่มเข้าสู่วัยทองการผลิตสารคัดหลั่งดังกล่าวก็จะลดลง ส่งผลให้เกิดอาการระคายเคืองในขณะมีเพศสัมพันธ์ แต่ทั้งนี้ก็ยังมีปัจจัยแวดล้อมหลายๆอย่าง เช่น วัยที่เพิ่มมากขึ้น อารมณ์ สุขภาพโดยรวม ก็มีผลต่อความต้องการทางเพศที่ลดลงตามมาด้วย 10.ประจำเดือนมาผิดปกติ อาการประจำเดือนมาผิดปกติหรือมาไม่สม่ำเสมอในหญิงที่มีอาการวัยทอง เป็นอาการหนึ่งที่พบห็นได้ชัดเจน โดยช่วงแรกจะเกิดอายุประมาณ 40-45 ปี เป็นช่วงที่ประจำเดือนมาเร็วขึ้นกว่าปกติ อาจเลื่อนจากรอบ 1 เดือนต่อครั้ง มาเป็น 3 สัปดาห์ต่อครั้ง และในช่วงถัดมาที่อายุ 45 ปีขึ้นไป รอบประจำเดือนจะเริ่มมาห่างขึ้น คือ 2-3 เดือน ต่อครั้ง และท้ายที่สุดในช่วงอายุ 50 ปีขึ้นไป จะเป็นช่วงหมดประจำเดือน ประจำเดือนจะไม่มาติดต่อกันตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป 11.อาการหลงลืมง่าย อาการหลงๆ ลืมๆ จะพบมากขึ้นเมื่อเข้าสู่วัยทอง ความจำระยะสั้นจะเริ่มเสื่อมถอยลง เนื่องจากฮอร์โมนเอสโตรเจนไปมีผลต่อสมองของเรา ทำให้การหลั่งสารสื่อประสาทที่เกี่ยวกับความจำลดลง จึงส่งผลต่อความจำระยะสั้น สำหรับความจำระยะยาวเซลล์สมองจะค่อยๆถูกทำลายลง ไปเรื่อยๆ จนสุดท้าย จะส่งผลต่อความจำระยะยาว หรือที่เรียกว่าโรคอัลไซเมอร์นั้นเอง 12.โรคกระดูกพรุน เมื่อเข้าสู่วัยทอง ฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลงทำให้ไปมีผลต่อการสลายมากกว่าการสร้างแคลเซียมในกระดูก จึงเป็นที่มาของภาวะกระดูกเปราะบาง แตกหักง่าย สำหรับผู้หญิงที่เข้าสู่วัยทองจะสังเกตุเห็นได้ชัดเจนว่า จะมีการโก่งงอของหลังเพิ่มมากขึ้นตามวัยที่มากขึ้น 13.ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและปวดตามข้อและกระดูก สำหรับผู้ก้าวเข้าสู่วัยทองบางรายอาจจะมีอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ หรือ ปวดตามข้อและกระดูกได้ง่าย แต่สาเหตุยังไม่ทราบเป็นที่แน่ชัด แต่คาดว่าอาจจะมีความสัมพันธ์โดยตรงกับภาวะการสลายตัวของกระดูกที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันในวัยช่วงวัยใกล้หมดประจำเดือน 14.อาการเหมือนมีไฟฟ้าช๊อตตามร่างกาย เกิดจากการที่ฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลงอย่างรวดเร็ว ไปมีผลต่อระบบประสาทในส่วนของไฮโปทาลามัสทำงานแปรปรวน จึงส่งผลให้เกิดอาการดังกล่าวขึ้นได้ ส่วนมากจะเกิดขึ้นก่อนช่วงอาการร้อนวูบวาบ 15.กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ภาวะกลั้นปัจสาวะไม่อยู่ในผู้หญิงที่มีอาการวัยทองเกิดจากเยื่อบุในท่อปัสสาวะขาดความยืดหยุ่น มีสาเหตุเนื่องมาจากฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ลดลงไป มีผลต่อการสร้างความชุ่มชื้นและความยืดหยุ่นของผิวและเยื้อบุในท่อปัสสาวะของคนเรา 16.คลอเลสเตอรอลสูง คลอเลสเตอรอลสูงเป็นปัญหาอย่างมากแก่ผู้หญิงที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไปโดยทั่วไปแล้วคลอเลสเตอรอลสูงมีหลายๆปัจจัยแต่การลดลงของฮอร์โมนเอสโตรเจนก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้คลอเลสเตอรอลสูงขึ้นได้เช่นกัน ทั้งนี้เหตุผลก็คือ คลอเลสเตอรอลคือสารตั้งต้นในการผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจน เมื่อฮอร์โมนเอสโตเจนผลิตลดลง สารตั้งต้นคลอเลสเตอรอลก็ถูกเผาผลาญลดลงเช่นเดียวกัน