ศูนย์สุขภาพ By dboonnae

ศูนย์สุขภาพ By dboonnae หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท ข้อเข่าเสื่อม ปวดหลัง เอ็น กระดูกเปราะบาง รูมาตอยต์ นิ้วล็อค ก

ศูนย์ให้ความรู้เรื่องโรคต่างๆ รับปรึกษาสุขภาพฟรี สนใจติดต่อ โทร.094-562-9454

🌷สวัสดีวันแห่งความรัก🌷  ขอให้ทุกๆท่านมีความสุขกับความรักนะคะ #วรนันต์แสนล้าน
14/02/2020

🌷สวัสดีวันแห่งความรัก🌷
ขอให้ทุกๆท่านมีความสุขกับความรักนะคะ
#วรนันต์แสนล้าน

K.O คืออะไร?ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เค.โอ (K.O) อาหารเสริมดีท๊อกบำรุงเลือด❣️❣️เค.โอ - ดีท็อกซ์ระบบเลือด ด้วยสารสกัดจากธรรมชา...
03/08/2019

K.O คืออะไร?
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เค.โอ (K.O)
อาหารเสริมดีท๊อกบำรุงเลือด❣️❣️
เค.โอ - ดีท็อกซ์ระบบเลือด ด้วยสารสกัดจาก
ธรรมชาติ 100% สรรพคุณล้างสารพิษในเลือด บำรุงเลือดรักษาโรคไวรัสตับอักเสบบี เบาหวาน ความดัน ไขมัน หัวใจ ลดไขมันในเส้นเลือด คอเลสเตอรอลสูงสภาวะเลือดหนืด ทานนลหอบหืด ป้องกันโลหิตจาง ลดอาการปวด บวม แดง ป้องกันเส้นเลือดสมองแตก น้ำเหลืองเสียขาลาย แผลหายช้า ปวดหัวบ่อย นอนไม่หลับ เหนื่อยตลอดเวลา
🌻ปัญหาเหล่านี้ K.o เคโอช่วยได้ค่ะ🌻
❣สรรพคุณของสารสกัดใน เค.โอ.❣
- สุภาพสตรีปวดประจำเดือนน้อยลงมาจนไม่ปวดเลย
- ผิวขาวขึ้น ใสขึ้น ชะลอความแก่ สิวลด สิวอักเสบดีขึ้น ผิวเรียบเนียน
- หลับง่ายขึ้นหลับสบาย หลับลึก ตื่นมาไม่เพลีย
- ป้องกันไข้หวัดต่างๆได้ดี
- ป้องกันโรคต่างได้ดีมาก มะเร็ง เบาหวาน ความดัน
- ป้องกันอาการแพ้ ต่างๆได้ดีมาก
- ป้องกันอาการแทรกซ้อนของเชื้อโรคต่างๆได้ดี มะเร็ง เบาหวาน น้ำเหลืองไม่ดี
- ยับยั้งการกระจายของโรค
- ฟื้นฟูสมรรถภาพทางเพศของผู้ชาย
- ช่วยให้มีบุตรง่าย
- ลดและป้องกัน ฝ้า กระ จุดด่างดํา

เค. โอ. เหมาะสำหรับ
- ผู้ที่มีอาการปวดศรีษะบ่อย หงุดหงิด
- ผู้ที่มีอาการปวดเมือยตามตัว หลัง ไหล่ คอ
- ผู้ที่มีอาการอ่อนเพลีย หมดแรง ซึม
- ผู้ที่มีใบหน้าคล้ำดำ มีฝ้า เป็นสิวบ่อย
- ผู้ที่ประสาทตึงเครียด ป่วยบ่อย
- ผู้ที่มีอาการสมรรถภาพทางเพศเสื่อม
- ผู้ที่มีอาการโรคผิวหนังเรื้อรัง เป็นแผลหรือฝีบ่อย
- ผู้ที่มีอาการหอบหืด ภูมิแพ้ เป็นลมพิษตามตัว
- ผู้มีหลอดเลือดสมองตีบ หัวใจตีบ ร่างกายไม่แข็งแรง
💪❤สามารถทานได้ทุกเพศ ทุกวัย สารสกัดธรรมชาติ ปลอดภัย ไร้เคมี 🌿🌿
ขนาดบรรจุ : 1 กล่อง บรรจุ 3 แผง แผงละ 10 แคปซูล
รวม 30 แคปซูล
อย. : 10-1-15456-1-0017
วิธีรับประทาน : วันละ 1-2 แคปซูล ก่อนเข้านอน

ปรึกษา​สุขภาพ​

โทร 094-562-9454 คุณวรนันต์

🚫ริดสีดวงทวาร🚫➡️เป็นภาวะที่หลอดเลือดดำที่มีอยู่ตามธรรมชาติของคนทั่วไปในบริเวณทวารหนักเกิดการปูดพอง (ขอด) เป็นหัว หรือที่...
16/04/2019

🚫ริดสีดวงทวาร🚫
➡️เป็นภาวะที่หลอดเลือดดำที่มีอยู่ตามธรรมชาติของคนทั่วไปในบริเวณทวารหนักเกิดการปูดพอง (ขอด) เป็นหัว หรือที่เรียกว่า “หัวริดสีดวง” แล้วมีการปริแตกของผนังหลอดเลือดในขณะเบ่งถ่ายอุจจาระ จึงทำให้มีเลือดออกเป็นครั้งคราว

📛สาเหตุของโรคริดสีดวงทวาร📛

🔥1. การรับประทานอาหารที่มีกากใยน้อย

🔥2. ภาวะท้องผูกเรื้อรัง ทำให้ต้องเบ่งถ่ายอุจจาระเป็นประจำ

🔥3. อุปนิสัยในการเบ่งอุจจาระ เช่น ชอบเบ่งอุจจาระแรง

🔥4. การเบ่งถ่ายอุจจาระเป็นเวลานาน จากการเล่นโทรศัพท์มือถือหรืออ่านหนังสือในขณะขับถ่ายอุจจาระเป็นเวลานาน

🔥5. การชอบใช้ยาสวนอุจจาระหรือยาระบายอย่างพร่ำเพรื่อ

✔อึไม่ออก
✔ถ่ายลำบาก
✔ถ่ายกระปิดกระปอยไม่สุด
✔2วันถ่ายที
✔ถ่ายมีเลือดปน
✔อ่อนเพลียง่าย
✔พุงหนา

❤ต้องการฟื้นฟูระบบขับถ่ายที่แย่❤
จากการที่ถูกสะสมสารพิษในร่างกาย
🍏จัดการได้ด้วย "ดีโอโร่"🍏

สอบถามรายละเอียด : 094-562-9454

🍁โรคเก๊าท์ ( GOUT )🍁➡️ เกิดจาก ร่างกายมีกรดยูริกในเลือดสูงมากกว่าปกติ และมีการสะสมกรดยูริกเป็นระยะเวลานาน จึงทำให้กรดยูร...
27/02/2019

🍁โรคเก๊าท์ ( GOUT )🍁

➡️ เกิดจาก ร่างกายมีกรดยูริกในเลือดสูงมากกว่าปกติ และมีการสะสมกรดยูริกเป็นระยะเวลานาน จึงทำให้กรดยูริกตกตะกอน สะสมอยู่ตามส่วนต่างๆของร่างกาย ถ้าสะสมมากที่ข้อต่อ ก็จะเกิดการข้อต่ออักเสบ ปวด บวม แดง ร้อนบริเวณข้อต่อ ถ้ากรดยูริกสะสมตามผิวหนังมาก จะส่งผลให้เกิดปุ่มนูนขึ้นบริเวณผิวหนัง ถ้ากรดยูริกสะสมที่ไตมาก ก็จะเกิดเป็นโรคนิ่วในไต และ เกิดอาการไตเสื่อม เป็นต้น

➡️ กรดยูริก เป็นสารเคมีชนิดหนึ่งในเลือดที่ได้มาจากการย่อยสลายสารพิวรีน ในเนื้อเยื่อทั่วร่างกายและอาหารที่รับประทานเข้าไป โดยร่างกายจะมีการปรับสมดุลของกรดยูริก ด้วยการกรองจากไต ก่อนมีการขับออกทางปัสสาวะและอุจจาระ เมื่อมีปริมาณกรดยูริกมากขึ้นจากการสร้างของร่างกาย จากการรับประทานอาหารที่มีสารพิวรีนสูง หรือไตมีความผิดปกติในการกรองสารพิวรีน มักนำไปสู่ภาวะกรดยูริกในเลือดสูงได้ง่าย

ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม
โทร.094-562-9454 คุณวรนันต์

➰สมองเสื่อม➰     💥ภาวะสมองเสื่อม คือกลุ่มอาการที่เกิดจากระบบการทำงานของสมองที่ค่อย ๆ เสื่อมลงหรือมีความบกพร่อง ซึ่งผู้ป่...
27/02/2019

➰สมองเสื่อม➰

💥ภาวะสมองเสื่อม คือกลุ่มอาการที่เกิดจากระบบการทำงานของสมองที่ค่อย ๆ เสื่อมลงหรือมีความบกพร่อง ซึ่งผู้ป่วยไม่ได้มีเพียงแค่ความบกพร่องในด้านความทรงจำเท่านั้น แต่จะรวมถึงด้านอื่น ๆ ด้วย ได้แก่ การใช้ความคิด การตัดสินใจ ความเข้าใจสิ่งต่าง ๆ การเรียนรู้ การใช้ภาษา หรือการเปลี่ยนแปลงทางด้านอารมณ์

✔อัลไซเมอร์ ✔หลอดเลือดสมอง
✔สมองเสื่อม ✔สมาธิสั้น
✔ ประสาทหูเสื่อม ✔ปลายประสาทอักเสบ
✔ไมเกรน

🚩อเลอไทด์ ช่วยคุณได้🚩

💆เพราะสมองนั้นสำคัญที่คอยสั่งการระบบต่างๆในร่าง ไม่ควรละเลย⚠

📌สนใจติดต่อสอบถาม แจ้งชื่อ เบอร์โทร ใต้ภาพนี้ได้เลยค่ะ🤗🤗
(โทร) 094-562-9454 คุณวรนันต์

10 พฤติกรรมเสี่ยงหัวใจวายเฉียบพลัน ทราบแล้วเปลี่ยนให้ทันก่อนหมดลมหายใจ !หัวใจวายเฉียบพลันที่พบบ่อยที่สุดคือกล้ามเนื้อหัว...
22/06/2018

10 พฤติกรรมเสี่ยงหัวใจวายเฉียบพลัน ทราบแล้วเปลี่ยนให้ทันก่อนหมดลมหายใจ !

หัวใจวายเฉียบพลันที่พบบ่อยที่สุดคือกล้ามเนื้อหัวใจตาย ส่งผลให้หัวใจขาดเลือดไปเลี้ยงกระทั่งเสียชีวิตในที่สุดหากไม่ได้รับการปั๊มหัวใจ หรือการ CPR อย่างถูกต้อง แต่หากไม่อยากตกอยู่ในสภาพนั้นก็จำเป็นต้องเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันเหล่านี้

ภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน หรือโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน (Acute Myocardial Infarction) คือภาวะที่เซลล์กล้ามเนื้อหัวใจตายจากการขาดเลือด ส่งผลให้หัวใจไม่สามารถส่งเลือดไปเลี้ยงอวัยวะส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้ทันที โดยสาเหตุของภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันมักจะเกิดจากการอุดตันเฉียบพลันของหลอดเลือดแดงที่เลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ หรืออาจเกิดจากการภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตีบเฉียบพลัน ทำให้ขาดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้

ทั้งนี้สาเหตุที่ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจสูญเสียการทำงานหรือตายไป อาจเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัยด้วยกัน เช่น เกิดจากโรคหัวใจที่เป็นอยู่ ซึ่งผู้ป่วยอาจรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ได้ เพราะไม่เคยตรวจหัวใจมาก่อน แต่ที่น่ากลัวไปกว่านั้น คือภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันอาจเกิดขึ้นกับใคร ตอนไหนก็ได้ โดยไม่จำเป็นต้องเป็นโรคหัวใจหรือมีโรคประจำตัวใด ๆ สักโรค แต่อยู่ในสถานการณ์ หรือมีพฤติกรรมเสี่ยงต่อภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันดังนี้

พฤติกรรมเสี่ยงกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน ทราบแล้วเปลี่ยนให้ทันก่อนสาย !

1. ชอบรับประทานอาหารไขมันสูง

อาหารคอเลสเตอรอลสูง เช่น เค้ก เบเกอรี่ เนื้อสัตว์ติดมัน ชีส อาหารสำเร็จรูป ฟาสต์ฟู้ด และอาหารปิ้งย่าง ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดภาวะไขมันในเลือดสูง คอเลสเตอรอลสูงจนไปอุดตันในหลอดเลือดหัวใจ และเกิดอาการกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดได้

2. อ้วน

การปล่อยให้ตัวเองมีน้ำหนักเกินมาตรฐานหรือที่เรียกง่าย ๆ ว่า อ้วน ก็ทำให้เสี่ยงต่อโรคเรื้อรังและเป็นอันตรายต่อการทำงานของหัวใจเป็นอย่างมาก ตั้งแต่โรคความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โรคเบาหวาน และโรคหัวใจซึ่งมักจะเกิดจากการมีไขมันในหลอดเลือดมาก ส่งผลให้การไหลเวียนโลหิตติดขัด กระทั่งหัวใจขาดเลือดและเสียชีวิตอย่างกะทันหัน

3. ออกกำลังกายมากเกินไป

ปัจจัยนี้มักเกิดขึ้นกับคนที่เป็นโรคหัวใจอยู่แล้ว ทั้งแบบรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ได้ โดยการออกกำลังกายมากเกินไปจะเพิ่มภาระให้ระบบหัวใจและปอดต้องทำงานอย่างหนัก กระทั่งสูญเสียความสามารถในการทำงาน กล้ามเนื้อหัวใจตายลงไปในที่สุด

ฉะนั้นหากออกกำลังกายแล้วรู้สึกเหนื่อยเกินพอดี (เหนื่อยหอบจนไม่สามารถพูดคุยได้แม้แต่คำสั้น ๆ) แนะนำให้ชะลอการออกกำลังกาย (Cool Down) และนอนหยุดพักดีกว่าฝืนออกกำลังกายต่อไปนะคะ ที่สำคัญอย่าหยุดออกกำลังกายอย่างกะทันหันนะคะ เพราะเสี่ยงต่อการเสียชีวิตเช่นกัน(วิ่งแล้วหยุดกะทันหัน เตือนนักวิ่งอย่าทำ อันตรายถึงชีวิต !)

4. ขาดการออกกำลังกาย

พฤติกรรมขาดการออกกำลังกายมักจะนำภาวะอ้วนมาให้ ซึ่งเมื่ออ้วนขึ้นก็เสี่ยงต่อโรคไขมันในเลือดสูง โรคความดันโลหิต และโรคเรื้อรังอื่น ๆ อีกมากมาย ที่สำคัญหากไม่ออกกำลังกายบ้างเลย การทำงานของระบบไหลเวียนโลหิตอาจไม่คล่องตัว เกิดตะกรันไขมันมาเกาะตามผนังหลอดเลือด ส่งผลให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงอวัยวะส่วนต่าง ๆ ได้ไม่ดี หรืออาจเกิดภาวะไขมันอุดตันเส้นเลือด ทำให้หัวใจขาดเลือดได้

5. ดื่มคาเฟอีนมากเกินไป

เมื่อร่างกายได้รับคาเฟอีนในปริมาณที่มากเกินไป อาจส่งผลให้เกิดภาวะเสียสมดุลของสารเกลือแร่ในร่างกาย ก่อให้เกิดอาการชักเกร็ง หลังแอ่น ปอดแฟบ ความดันโลหิตพุ่งสูงอย่างเฉียบพลัน หัวใจบีบรัดมากเกินไป ส่งผลให้ภาวะการหายใจและระบบไหลเวียนโลหิตล้มเหลวจนถึงแก่ชีวิตได้ โดยปริมาณคาเฟอีนที่อันตรายต่อร่างกายถึงเพียงนี้ก็จะอยู่ที่ราว ๆ 100 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมของน้ำหนักตัว หรือประมาณ 5,000-10,000 มิลลิกรัมในผู้ใหญ่ แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถในการขับคาเฟอีนออกจากร่างกายของแต่ละคนด้วยนะคะ

6. เสียใจอย่างหนัก สะเทือนใจอย่างแรง

ความรู้สึกที่รุนแรงก็อาจส่งผลถึงชีวิตได้เช่นกันค่ะ โดยทางการแพทย์จะเรียกกันว่า ภาวะหัวใจสลาย หรือชื่ออย่างเป็นทางการว่า โรคกล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติทาโคสึโบะ (Takotsubo Cardiomyopathy) โดยผู้ป่วยโรคนี้จะมีระดับฮอร์โมนความเครียดหลั่งออกมาสูงมากอย่างเฉียบพลัน (Stress-induced catecholamine release) ส่งผลกระทบโดยตรงต่อหัวใจและหลอดเลือด โดยอาจเกี่ยวกับการที่หัวใจด้านซ้ายไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ

ทั้งนี้อาการที่เกิดขึ้นก็มีส่วนเกี่ยวเนื่องมาจากสมองมีการหลั่งสารแคทีโคลามีน (Catecholamine) หรือสารสื่อประสาท เช่น อีพินีฟริน นอร์อีพิเนฟริน และโดพามีน ในขณะที่เกิดความเครียดมาก ๆ หรือมีสิ่งสะเทือนใจอย่างรุนแรง เช่น สูญเสียคนรักอย่างกะทันหัน พ่อ แม่ ญาติสนิทเสียชีวิต เจอความผิดหวังเสียใจหนัก ๆ ทำให้หลอดเลือดหัวใจเกร็งและแข็งตัวทันที เลือดจึงไม่สามารถผ่านไปเลี้ยงหัวใจได้ และหากเป็นในเวลานาน หัวใจก็ไม่อาจสูบฉีดเลือดได้ตามปกติ นำมาซึ่งภาวะหัวใจล้มเหลว และอาจร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตในที่สุด

7. ช็อก

ภาวะช็อกมักจะเกิดจากการสูญเสียเลือดในปริมาณมาก เช่น คนที่ประสบอุบัติเหตุ เสียเลือดมาก ส่งผลให้หัวใจมีเลือดไปหล่อเลี้ยงไม่เพียงพอหรือเกิดภาวะหัวใจขาดเลือดได้

8. ใช้สารเสพติด

พฤติกรรมเสพยาเสพติด เช่น โคเคน แอมเฟตามิน อิฟีดรีน หรือการได้รับยาเกินขนาดอาจส่งผลให้หลอดเลือดมีการหดตัวอย่างรุนแรง ก่อให้เกิดภาวะหัวใจวายเฉียบพลันได้เช่นกัน

9. สูบบุหรี่

คนที่สูบบุหรี่จัด ๆ ขอเตือนให้ระวังสุขภาพโดยด่วนค่ะ เพราะบุหรี่จะทำให้หลอดเลือดหัวใจหดตัว มีการจับตัวของไขมันที่ผนังหลอดเลือด ส่งผลให้หลอดเลือดหัวใจตีบลง จนเกิดภาวะหัวใจขาดออกซิเจน เส้นเลือดหัวใจตีบ เมื่อเลือดไปเลี้ยงหัวใจไม่ได้ จะเกิดอาการจุกเสียด เจ็บหน้าอก โดยเฉพาะเวลาออกกำลังกาย มีโอกาสเกิดภาวะหัวใจวายเฉียบพลันจนเสียชีวิตได้โดยไม่รู้ตัว

10. เครียดง่าย

คนที่ทำงานหนักและมีความเครียดสูง ๆ คือกลุ่มเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจเต้นผิดปกติมากที่สุด เพราะความเครียดจะไปกระตุ้นให้หัวใจเต้นผิดจังหวะได้ รวมไปถึงอาจเป็นสาเหตุหนึ่งของโรคหลอดเลือดแดงแข็งตัว ซึ่งเป็นภาวะที่หลอดเลือดแดงมีไขมัน มีการอักเสบต่าง ๆ มาเกาะอยู่ตามผนังหลอดเลือด ก่อให้เกิดการอุดตันของหลอดเลือดแดง และเสี่ยงต่อภาวะหัวใจขาดเลือดได้ โดยเฉพาะคนที่มีความเครียดมาก ๆ และเครียดอยู่เป็นประจำ

โรคหัวใจวายเฉียบพลัน อาการเป็นอย่างไร

คำว่าเฉียบพลันก็บอกเป็นนัย ๆ ว่าอาจเกิดขึ้นตอนไหนก็ได้ ที่สำคัญคือมักจะเกิดแบบไม่มีสัญญาณเตือนถึงความผิดปกติของร่างกาย ดังนั้นอีกหนึ่งข้อมูลที่อยากให้ทราบกันไว้ก็คืออาการของโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน หรืออาการหัวใจวาย สังเกตได้ง่าย ๆ จากอะไรบ้าง ซึ่งอาการก็มีดังนี้ค่ะ

1. เจ็บแน่นหน้าอกเหมือนมีอะไรมากดทับอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะตรงกลางอก และเป็นนานเกินกว่าหนึ่งนาทีขึ้นไป

2. เจ็บแน่นหน้าอกร้าวไปยังบริเวณคอ กราม ไหล่และแขนทั้งสองข้าง

3. มีเหงื่อออกตามร่างกาย

4. เหนื่อยง่าย หายใจถี่กระชั้น

5. วิงเวียน หน้ามืด

6. ชีพจรเต้นเร็ว

หากพบเห็นใครก็ตามที่มีอาการข้างต้น ควรรีบปฐมพยาบาลเบื้องต้นโดยด่วน เพื่อกู้ชีพผู้ป่วยขึ้นมา โดยหลังจากโทร. เรียกรถพยาบาลแล้ว ก็ควรรีบทำ CPR อย่างถูกวิธีโดยเร็วที่สุด

อย่างไรก็ตาม โรคหัวใจวายเฉียบพลัน รู้ทัน ป้องกันได้นะคะ โดยการป้องกันโรคหัวใจวายเฉียบพลันก็เพียงแค่ใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ ทั้งในด้านการบริโภค โดยรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ เลี่ยงอาหารไขมันสูง อาหารปิ้ง ย่าง หรือของทอด รวมไปถึงควรงดการสูบบุหรี่ พฤติกรรมดื่มแอลกอฮอล์ และพยายามออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พร้อมทั้งพักผ่อนให้เพียงพอ และไม่เครียดบ่อย ๆ

"ไมเกรน" ดูแลได้ปรึกษาสุขภาพฟรีโทร. 094-562-9454หรือคลิ๊กเพิ่มเพื่อนได้เลยคะhttps://line.me/R/ti/p/%40dboonbynisthanat
06/06/2018

"ไมเกรน" ดูแลได้

ปรึกษาสุขภาพฟรี

โทร. 094-562-9454

หรือคลิ๊กเพิ่มเพื่อนได้เลยคะ

https://line.me/R/ti/p/%40dboonbynisthanat

ไมเกรน ( Migraines) เ ป็นโรคที่ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะรุนแรงชนิดหนึ่ง จะรู้สึกปวดตุบ ๆ รุนแรง โดยมักปวดบริเวณศีรษ.....

นี่คือคำเตือน! การลุกจากที่นอนอย่างกระทันหัน เสี่ยงหัวใจหยุดเต้น การลุกจากที่นอนอย่างกระทันหันทำให้ขาดเลือดไปเลี้ยงสมอง ...
30/05/2018

นี่คือคำเตือน! การลุกจากที่นอนอย่างกระทันหัน เสี่ยงหัวใจหยุดเต้น

การลุกจากที่นอนอย่างกระทันหันทำให้ขาดเลือดไปเลี้ยงสมอง ความดันโลหิตลดต่ำ จนวิงเวียนล้มลงไป บางคนถึงกับกระดูกกะโหลกศีรษะแตก

ส่วนบางคน หัวใจมีปัญหา กลางวันเต้นเป็นปกติ แต่กลางคืนกลับขาดเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ ทำให้หัวใจหดตัวเนื่องจากลุกจากที่นอนอย่าง กระทันหัน ความ ดันโลหิตลดต่ำลงขาดเลือด ไปเลี้ยงสมอง หัวใจก็หยุดเต้นได้ ถึงแม้จะไม่เสียชีวิตก็กลายเป็นโรคอัมพฤกษ์ไปก็มี

นักวิทยาศาสตร์ มักจะย้ำประโยคหนึ่งอยู่เสมอ ๆ ว่า...

“ครึ่งนาที 3 อย่าง และครึ่งชั่วโมง 3 อย่าง“

วลีนี้เป็นวลีสำคัญ ที่ไม่ต้องเสียเงินหามา แต่ช่วยลดจำนวนผู้เสียชีวิตได้ เป็นจำนวนมาก

ครึ่งนาที 3 อย่าง หมายถึง...

1.เมื่อตื่นนอนขึ้นมาแล้ว อย่าลุกจากที่นอนในทันที ให้นอนไว้ก่อนครึ่งนาที

2.เมื่อนั่งขึ้นมาก็ให้นั่งอีกครึ่งนาที

3.แล้วเอาขาทอดไว้ที่พื้นอีกครึ่งนาที

ส่วนครึ่งชั่วโมง 3 อย่าง หมายถึง1. ตื่นขึ้นมาตอนเช้า ควรออกกำลังกายครึ่งชั่วโมง (หนักเบา แล้วแต่ละบุคคล)

2. ตอนเที่ยง ควรนอนกลางวัน ประมาณ ครึ่งชั่วโมง ตอนบ่ายจะมีพละกำลังเต็มที่ (เพราะผู้สูงอายุมักจะตื่นนอนแต่เช้า กลางวันจึง ควรพักผ่อนให้มาก)

3. ตอนเย็น ผู้สูงอายุควรเดินช้าๆ สักครึ่งชั่วโมง จะทำให้ตอนกลางคืนหลับสบาย สามารถลดอัตราการเป็นโรคที่เกิดจากกล้ามเนื้อหัวใจตีบและความดันโลหิตสูงได้

เพราะว่าความรู้นี้ สอนคนได้ ช่วยคนก็ได้

4 วิธีง่ายๆในการปฐมพยาบาลดังข้างล่างนี้

1.สำลักอาหาร

วิธีจัดการ----แค่ยกมือขึ้นไป

2. ตกหมอน คุณเคยตื่นขึ้นมาตอนเช้าแล้วพบว่าตัวเองตกหมอนนั้นก็คือปวดคอ ถ้าหากตกหมอน คุณควรทำอย่างไร ถ้าหากตกหมอน แค่ยกขาขึ้นมา จับนิ้วโป้งของเท้าค่อยๆนวดและหมุนตามเข็มนาฬิกาหรือทวนเข็มนาฬิกา

3. ขาเป็นตะคริว เวลาขาซ้ายเป็นตะคริว ให้ยกมือขวาขึ้นสูงๆ เวลาขาขวาเป็นตะคริว ให้ยกมือซ้ายขึ้นสูงๆ จะรู้สึกสบายผ่อนคลายทันที

4. ขาชา ถ้าขาซ้ายชาสบัดมือขวาจาก.ช้าไปหาเร็ว ถ้าขาขวาชาก็สบัดมือซ้ายจากช้าไปเร็ว

"ประโยชน์การทานผลไม้"
30/05/2018

"ประโยชน์การทานผลไม้"

29/05/2018
7 ท่า ยืดเส้น แก้ปวดหลังหนึ่งในปัญหาสุขภาพคนทำงาน ที่ต้องนั่งตลอดทั้งวัน คือ อาการปวดหลัง มีคนไทยปวดหลังจากการนั่งนานๆเป...
22/05/2018

7 ท่า ยืดเส้น แก้ปวดหลังหนึ่งในปัญหาสุขภาพคนทำงาน ที่ต้องนั่งตลอดทั้งวัน คือ อาการปวดหลัง มีคนไทยปวดหลังจากการนั่งนานๆเป็นจำนวนมาก การปวดหลังลักษณะนี้เกิดจากกล้ามเนื้อเกร็งตัว ดังนั้นการยืดเส้น(กล้ามเนื้่อ)เพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้ออย่างถูกวิธีจะช่วยแก้ปัญหาอาการปวดหลังได้ นี่คือวิธีลดอาการปวดหลังจากการนั่งทำงานนานๆ โดยใช้วิธีการยืดเส้น มี 7 ท่า ท่าละ 1 นาทีใช้เวลาทำเพียง 7 นาทีเท่านั้น เรามาดูกันเลยดีกว่า

1. ยืดเอ็นร้อยหวาย
นอนราบกับพื้น ชันเข่าทั้งสองข้าง จากนั้นยกขาข้างหนึ่งขึ้น แล้วเหยียดให้ตรงที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วใช้มือสองข้างรั้งใต้ข้อพับเพื่อดึงขาเข้าหาตัว ดึงขาค้างไว้ 30 วินาที แล้วสลับไปทำอีกข้าง

2. กดเข่าแนบลำตัวใช้มือสองข้าง รั้งใต้หัวเข่าเพื่อกดเข้าให้แนบกับลำตัว ทำค้างไว้นาน 20 วินาที แล้วสลับไปทำอีกข้าง

3. บิดตัวเป็นเกลียวนอนราบ วางมือข้างหนึ่งทำมุมฉากกับลำตัว แล้วบิดลำตัวไปอีกข้างโดยใช้เข่าช่วย ตามภาพ ทำค้างไว้ 20 วินาที สลับไปทำอีกข้าง ท่านี้จะรู้สึกได้ชัดเจนว่าผ่อนคลายกล้ามเนื้อหลังได้มาก

4. นอนไขว่ห้างท่านี้ทำเหมือนนั่งไขว่ห้าง แต่เป็นท่านอน แล้วใช้เข่าดันขาเข้าหาลำตัว ค้างไว้ 20 วินาที แล้วทำสลับข้าง

5. ยืดกล้างเนื้อสะโพก

ทำค้างไว้ 30 วินาที แล้วสลับข้าง

6. ยืดกล้างเนื้อหน้าขาท่านี้นอนตะแคง ใช้แขนหนุนศรีษะ แล้วใช้มืออีกข้างจับท่อนขาแล้วดึงรั้งไปด้านหลัง ทำค้างไว้ 30 วินาที แล้วสลับข้าง

7. ยืดกล้ามหนื้อหลังท่านี้ยืนจับขอบโต๊ะในระยะห่างตามภาพ แล้วก้มศรีษะลงไปจนรู้สึกหลังตึง ทำค้างไว้ 30 วินาที แล้วสลับไปทำท่านี้….

การดูแลโรคข้อเข่าเสื่อโรคข้อเข่าเสื่อมเป็นโรคที่พบได้บ่อยมากในผู้สูงอายุ ทำให้เกิดอาการปวดเข่า บวมแดง เข่าฝืดยึด มีเสียง...
17/05/2018

การดูแลโรคข้อเข่าเสื่อ

โรคข้อเข่าเสื่อมเป็นโรคที่พบได้บ่อยมากในผู้สูงอายุ ทำให้เกิดอาการปวดเข่า บวมแดง เข่าฝืดยึด มีเสียงดังในเข่า ไม่สามารถประกอบกิจวัตรประจำวันได้ดังปกติ ซึ่งมีความรุนแรงมากน้อยต่างกันไป สาเหตุมีได้หลายประการ เช่น ผลสะสมจากความเสื่อมและการใช้ข้อเข่าที่ไม่ถูกต้องตั้งแต่วัยหนุ่มสาว การที่มีน้ำหนักตัวมาก ๆ ทำให้เข่าต้องรับน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวในทุกขณะที่ก้าวเดิน หรือเคยได้รับอุบัติเหตุบริเวณข้อเข่ามาก่อน บางรายเคยมีการอักเสบติดเชื้อ หรือเป็นโรคไขข้อ บางชนิด เช่น โรครูมาตอยด์ เป็นต้น

อาการของโรค
1. เริ่มจากปวดเป็น ๆ หาย ๆ เมื่อได้พักการใช้เข่า อาการปวดก็จะทุเลา และจะปวดมากขึ้นเมื่อมีการใช้งานข้อนั้นมาก ในรายที่เป็นมากอาการปวดจะเป็นตลอดเวลา
2. ข้อฝืด ใช้งานไม่ถนัด บางรายมีข้อติด
3. ข้อผิดรูป เข่าบวมโต บางรายมีขาโก่งออก
4. มีปัญหาในการใช้งานข้อเข่า เช่น ลุกนั่งม้าเตี้ย , ขึ้นลงบันได รวมทั้งการเดิน

แนวทางการดูแลรักษา
มุ่งลดอาการปวดด้วยวิธีต่าง ๆ รวมทั้งให้คำแนะนำผู้ป่วยให้ทราบถึงการใช้เข่าที่ถูกต้อง
1. ลดอาการปวดและเกร็งของกล้ามเนื้อรอบเข่า โดยใช้ความร้อนประคบ
2. บริหารกล้ามเนื้อรอบเข่าให้แข็งแรงอย่างสม่ำเสมอ เพื่อช่วยลดแรงกระทำต่อข้อเข่า
3. ใช้สนับเข่าในรายที่เข่าเสียความมั่นคง สนับเข่าจะช่วยให้ข้อเข่ากระชับ ลดอาการปวด แต่ถ้าใช้เป็นเวลานานจะพบว่ากล้ามเนื้อรอบเข่าลีบจากการไม่ได้ใช้งาน จึงควรมีการบริหารข้อเข่าร่วมด้วยเสมอ
4. อริยาบทต่างๆ ที่ไม่เหมาะสม จะเป็นตัวเร่งส่งเสริมให้เกิดความเสื่อมในข้อเข่าเร็วขึ้น ได้แก่ การนั่ง พับเพียบ คุกเข่า ขัดสมาธิ นั่งยอง ๆ ควรหลีกเลี่ยงหรือปรับให้เหมาะสมกับการดำเนินชีวิตประจำวันของผู้นั้น
5. ไม้เท้าจะช่วยแบ่งเบาแรงที่กระทำต่อข้อเข่าได้บ้าง และช่วยเพิ่มความมั่นคงในการยืนเดิน บางรายอาจใช้ร่มแทน ให้ใช้จุกยางอุดปลายร่มเพื่อกันลื่น
6. ลดน้ำหนัก เนื่องจากเวลายืนเดิน เข่าต้องรับน้ำหนัก 3-4 เท่าของน้ำหนักตัว ในผู้ที่มีน้ำหนักตัวมาก เข่าจะยิ่งต้องรับน้ำหนักมากกว่าปกติ ดังนั้นการลดน้ำหนักจะช่วยลดแรงกระทำต่อข้อเข่าได้มาก

การบริหารกล้ามเนื้อรอบเข่า
1. นั่งชิดเก้าอี้ เหยียดเข่าตรง เกร็งค้างนับ 1-10 หรือเท่าที่ทำได้ แล้วเอาลงนับเป็น 1 ครั้ง ทำสลับข้าง ( รูป 1)
2. ถ้าทำได้เก่งขึ้น ให้นั่งไขว้ขา โดยขาบนกดลง และขาล่างเหยียดขึ้น เกร็งนับ 1-10 ทำสลับข้างเช่นกัน ท่านี้ช่วยให้กล้ามเนื้อหน้าขา และท้องขาแข็งแรงขึ้น ( รูป 2)
3. นอนหงาย เอาหมอนเล็ก ๆ วางใต้เข่า เกร็งสะบ้า เหยียดเข่าตึง นับ 1-10 เช่นกัน ( รูป 3)

การบริหารทุกท่า ให้เริ่มทำจากน้อยไปมาก โดยทำประมาณ 10-20 ครั้ง / ชุด วันละ 2-3 ชุดเป็นอย่างน้อย ค่อย ๆ เพิ่มตามความสามารถของกล้ามเนื้อรอบเข่า จะช่วยเพิ่มทั้งความแข็งแรงและความทนทานของกล้ามเนื้อ

การใช้ข้ออย่างถูกวิธี
อริยาบทบางอย่างนั้นไม่เหมาะสมกับผู้ป่วยโรคข้อเข่า ควรมีการปรับให้เหมาะสมในแต่ละคน ตัวอย่างเช่น
• การซักผ้า ซักทีละไม่มากชิ้น นั่งซักบนม้าเตี้ย ๆ และเหยียดเข่าสองข้าง ถ้าสามารถใช้เครื่องซักผ้าได้ก็จะเป็นการดี
• การรีดผ้า เลี่ยงการนั่งพื้นรีดผ้า ควรใช้การนั่งเก้าอี้หรือยืนรีด และควรหาม้าเตี้ย ๆ มารองพักขาข้างหนึ่งไว้เพื่อช่วยพักกล้ามเนื้อขาและหลัง
• เลี่ยงการก้มถูพื้นบ้าน หรือการทำความสะอาดห้องน้ำ ให้ใช้ไม้ม๊อบถูพื้นแทน
• การนั่งพับเพียบไปวัดฟังเทศน์ อาจเลี่ยงโดยนั่งขอบบันได หรือนั่งเก้าอี้แทน
• การนั่งขัดสมาธิทำสมาธิ อาจเลี่ยงโดยนั่งสมาธิบนเก้าอี้ แทนการนั่งขัดสมาธิที่พื้น
• เลี่ยงการนั่งพื้นทำกิจกรรมต่างๆ เนื่องจากการนั่งพื้นต้องงอเข่ามาก โดยเฉพาะเวลาลุกขึ้นลง
• ส้วมมีความสำคัญมากเช่นกัน ในรายที่ใช้ส้วมนั่งยองๆ จะเพิ่มอาการปวดเข่า อาจปรับโดยหาม้าสามขาคล่อมบนส้วมซึม และนั่งบนม้าสามขาแทน ปัจจุบันมีส้วมนั่งแบบชักโครกแต่ใช้การราดน้ำ สามารถนำไปเปลี่ยนแทนส้วมซึมได้ ราคาถูกและสะดวกกว่า

การออกกำลังกายเพื่อสุขภาพในผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อม
การออกกำลังกายในน้ำเป็นการออกกำลังกายที่ดีที่สุดสำหรับผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อม แต่บางท่านไม่สะดวก การเดินก็เป็นการออกกำลังที่ดีเช่นกัน นอกจากนี้อาจใช้การขี่จักรยาน โดยปรับอานนั่งให้สูงกว่าปกติเล็กน้อย เพื่อลดการงอเข่าที่มากเกินไป การออกกำลังที่ควรเลี่ยง คือ การวิ่ง เนื่องจากมีแรงกระทำต่อข้อเข่าสูงมากๆ หรือการเต้นแอโรบิคบางท่าที่มีการกระโดด หรือบิดงอหัวเข่ามาก ดังนั้นควรพิจารณาตามความเหมาะสมของสภาพร่างกายผู้นั้น จึงจะได้ประโยชน์และไม่เกิดผลเสียจากการออกกำลังกาย

เมื่อท่านดูแลข้อเข่าได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม จะช่วยชะลอความเสื่อม และยืดอายุการใช้งานของข้อเข่า ซึ่งจะช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตในการใช้ข้อเข่าให้แก่ท่าน

ปรึกษาสุขภาพฟรี
คุณณัฐธิวัลย์​ โทร. 094-562-9454
หรือคลิ๊กเพิ่มเพื่อนได้เลยคะ
https://line.me/R/ti/p/%40dboonbynisthanat
ดูรายละเอียดเพิ่มเติม
Website : http://natthiwann.com/D-BOONE/

ที่อยู่

Bangkok
10510

เบอร์โทรศัพท์

0945629454

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ศูนย์สุขภาพ By dboonnaeผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์