สถาบันฟื้นฟูร่างกายทั้งระบบ

สถาบันฟื้นฟูร่างกายทั้งระบบ บำรุงฟื้นฟูร่างกาย

น่ารักไหมคะ
30/06/2017

น่ารักไหมคะ

น้องเมย์

โรครูมาตอยด์เกิดจากอะไร...โรครูมาตอยด์ (Rheumatoid) คือกลุ่มอาการของโรคที่มีการอักเสบของทุกระบบในร่างกาย แต่ที่จะเห็นได้...
28/06/2017

โรครูมาตอยด์เกิดจากอะไร
...โรครูมาตอยด์ (Rheumatoid) คือกลุ่มอาการของโรคที่มีการอักเสบของทุกระบบในร่างกาย แต่ที่จะเห็นได้ชัดที่สุดก็คือ บริเวณเยื่อบุข้อ และเยื่อบุเส้นเอ็น โดยลักษณะเด่นของโรคนี้คือ มีการเจริญของเยื่อบุข้ออย่างมากจนทำให้เกิดการลุกลามและทำลายกระดูกในที่สุด นอกจากนี้ยังอาจมีอาการเกี่ยวข้องกับระบบอื่น ๆ ในร่างกายได้อีก เช่น ตา เส้นประสาท หรือกล้ามเนื้อ เป็นต้น ส่วนสาเหตุของการเกิดโรคนั้นยังไม่แน่ชัด แต่จากการศึกษาพบว่าโรคนี้เกี่ยวข้องกับการติดเชื้อบางชนิด หรือเกิดจากพันธุกรรมที่ผิดปกติ นอกจากนี้ยังพบว่าการสูบบุหรี่สามารถเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดโรคข้ออักเสบได้อีกด้วย....อาการโรครูมาตอยด์ จะสามารถสังเกตเห็นได้ชัดจากความผิดปกติเกี่ยวกับไขข้อ โดยส่วนใหญ่ในระยะแรกจะมีอาการอ่อนเพลีย ปวดตามข้อ ข้อต่าง ๆ ในร่างกายอาจมีอาการฝืดขัดเนื่องจากเนื้อเยื่อบุข้อหนาตัว ส่วนใหญ่มักจะเป็นในตอนเช้า แต่เมื่ออาการเริ่มชัดเจน บริเวณข้อต่าง ๆ จะมีอาการบวม ร้อน และปวด ซึ่งบางรายก็อาจจะมีอาการแบบเฉียบพลันรุนแรงได้เช่นกัน นอกจากนี้ยังอาจมีไข้ เบื่ออาหาร และน้ำหนักลดร่วมด้วย ในเคสที่รุนแรง อาการที่แสดงออกอาจเกิดขึ้นในระบบการทำงานอื่น ๆ ในร่างกาย เช่น ตา และปอด หรือมีตุ่มขึ้นตามตัวได้เช่นกัน วิธีการสังเกตว่าตนเองเป็นโรครูมาตอยด์หรือไม่ สามารถเช็กได้ดังนี้ค่ะ

- มีอาการอักเสบเรื้อรังของข้อต่อในร่างกายหลาย ๆ ข้อพร้อมกัน และมีอาการติดต่อกันเกิน 6 สัปดาห์

- บริเวณที่อักเสบส่วนใหญ่จะเป็นข้อมือ ข้อโคนนิ้วมือ ข้อเข่า ข้อเท้า มีอาการปวด บวม และเมื่อกดจะมีอาการเจ็บ

- มีอาการข้อฝืด ข้อแข็ง ไม่สามารถขยับตัวได้สะดวก ในเวลาเช้าหลังตื่นนอน และจะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1 ชั่วโมงจึงจะเริ่มขยับข้อต่าง ๆ ได้

- มีอาการแทรกซ้อนอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น เบื่ออาหาร กล้ามเนื้ออ่อนแรง ปวดเมื่อยทั้งตัว มีไข้ต่ำ ๆ น้ำหนักลด ต่อมน้ำเหลืองและหลอดเลือดอักเสบ และโลหิตจาง...โรครูมาตอยด์เป็นโรคที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย แต่จะพบมากในกลุ่มอายุ 30-50 ปี และพบผู้หญิงป่วยมากกว่าผู้ชายถึง 5 เท่า แต่ถ้าหากมีอาการในเด็ก อาการที่เกิดจะต่างออกไป และมีความรุนแรงมากกว่า
o หากท่านใดเสี่ยงเป็นโรครูมาตอยด์รีบปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด่วน
สอบถามปัญหาปรึกษาเราได้ที่ 095-220-6249 คุณส้ม
ติดตามเราได้ที่เพจ
ด้วยรักและห่วงใจจาก www.dboon-thai.com

ออกกำลังกายแบบไหน ช่วยให้เบาหวานดีขึ้น?การออกกำลังกายที่เน้นการสร้างกล้ามเนื้อ เป็นการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับผู้ป่วยเบา...
27/06/2017

ออกกำลังกายแบบไหน ช่วยให้เบาหวานดีขึ้น?
การออกกำลังกายที่เน้นการสร้างกล้ามเนื้อ เป็นการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับผู้ป่วยเบาหวานมากที่สุด ดังนั้นการยกเวท ยกดัมเบล และอุปกรณ์สร้างกล้ามเนื้อต่างๆ โดยเฉพาะกล้ามเนื้อมัดใหญ่ๆ อย่างหน้าท้อง แผ่นหลัง ต้นขา ต้นแขน โดยออกกำลังกายสร้งกล้ามเนื้อควบคู่ไปกับการการออกกำลังกายแบบบริหารกล้ามเนื้อหัวใจ หรือคาร์ดิโอ จะเลือกวิ่ง หรือแอโรบิกก่อนก็ได้ เสร็จแล้วค่อยต่อด้วยการสร้างกล้ามเนื้อ อย่างน้อยที่สุด 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ รับรองว่าหากทำได้ตามนี้ ปริมาณน้ำตาลในเลือดลดลงแน่นอน
เคล็ดไม่ลับในการออกกำลังกายของคนเป็นโรคเบาหวาน
1. เช็คระดับน้ำตาลในเลือดก่อนออกกำลังกาย
ถ้าใครยังไม่เคยออกกำลังกาย หรือ ไม่ได้ออกกำลังกายมานานแล้ว ให้หมอประจำตัวตรวจความพร้อมก่อน ให้หมอแนะนำว่าควรเริ่มจากอะไรดีแล้วควรออกกำลังกายเวลาใด
เมื่อหมอตรวจคุณและโอเคให้ออกกำลังกายแล้ว ขอแนะนำกลุ่มคนที่ไม่ออกกำลังกายเลย ให้เริ่มที่ 150 นาทีต่อสัปดาห์ หรือแค่ครึ่งชั่วโมงต่อวันเอง เริ่มจาก เดินเร็ว ว่ายน้ำ ขี่จักรยาน
ข้อควรระวัง หากใครอยากออกกำลังเกินครึ่งชั่วโมง ต้องคอยตรวจระดับน้ำตาลสักหน่อย ยิ่งพวกที่ทานยาหรือต้องฉีดอินซูลินอยู่ตลอด ควรเช็คระดับน้ำตาลทุกครึ่งชั่วโมงชั่วโมงก่อนออกกำลังกาย และเบรกเพื่อเช็คอีกทีทุกครึ่งชั่วโมง เพราะร่างกายเราพอได้เผาผลาญด้วยตัวเองดีๆ แล้วอาจทำให้ระดับน้ำตาลที่มียาช่วยด้วยต่ำลงไปอีก ต้องคอยดูว่าระดับน้ำตาลว่าสูงไป ต่ำไป อาจไม่ปลอดภัย ระดับน้ำตาลที่ปลอดภัยในการออกกำลังกายของคนเป็นโรคเบาหวานอยู่ที่ระหว่าง 100-250 มก./ดล. (100-250 มิลิกรัมต่อระดับไขมันในเส้นเลือด)
ไม่ควรออกกำลังกาย หาก...
• ถ้าระดับน้ำตาลต่ำกว่า 100 มก./ดล. อันนี้ต่ำไปควรทานอะไรให้ระดับน้ำตาลสูงอีกนิดไม่งั้นอาจหน้ามืดได้
• ถ้าระดับน้ำตาลในเลือดสูงตั้งแต่ 250 มก./ดล. ขึ้นไป หรือ มีภาวะเลือดเป็นกรดสูง (Ketoacidosis) เพราะอาจทำให้เกิดภาวะขาดน้ำ (Dyhydration) ได้
• มีภาวะติดเชื้อก็ไม่ควรออกกำลังกายอยู่แล้ว
ข้อสังเกตอีกอย่างขณะออกกำลังกาย ถ้ามีอาการแบบนี้ต้องหยุดทันที
• ขณะพักเบรกมาตรวจเลือดแล้วเหลือ 70 มก./ดล. หรือต่ำกว่านั้น
• รู้สึกสั่นๆ แบบตื่นเต้นๆ หรือ เปลี้ย หรือ มึนงง
ถ้ามีอาการแบบนี้ควรดื่มเครื่องดื่มที่ช่วยเพิ่มระดับน้ำตาลนิดนึง น้ำผลไม้ หรือ น้ำอัดลมแบบธรรมดาไม่ไดเอ็ด หรือน้ำตาลเทียมครึ่งแก้ว บางคนก็มีลูกอมติดกระเป๋าไว้เพื่อการนี้โดยเฉพาะ 5-6 เม็ด ถ้าใน 15 นาที เช็คแล้วยังไม่ดีขึ้น ดื่มน้ำหวานเหรือลูกอมเพิ่มอีกหน่อย พอระดับน้ำตาลกลับมาที่ 70 มก./ดล. หรือระดับที่ปลอดภัยของคุณแล้ว ถ้าอยากเล่นต่อให้จบก็จัดไปได้
2. เช็คระดับน้ำตาลหลังออกกำลังกาย
เมื่อเสร็จสิ้นการออกกำลังกายแต่ละครั้งแล้ว ควรตรวจระดับน้ำตาลในเลือดอีก 2-3 ครั้ง ในช่วง 1-2 ชั่วโมง เพราะการออกกำลังกายเป็นการเผาผลาญน้ำตาลที่อยู่ในกล้ามเนื้อและตับออกไป เบิร์นออกดีกว่าสะสมนะครับ ช่วงนี้ถ้าน้ำตาลต่ำเกินก็ทานผลไม้ น้ำผลไม้ หรือ แคร็กเกอร์ นิดๆ หน่อยๆ ได้ อย่าทานมากเกินไป ไม่งั้นที่ออกกำลังกายไปเปล่าประโยชน์แน่ๆ ทานแต่พอดีให้ระดับน้ำตาลปกติก็พอ
คนที่ไม่เป็นเบาหวานนับว่าเป็นโชคดีอยู่แล้ว ควรรักษาสุขภาพให้ดีต่อไปเรื่อยๆ การออกกำลังกายดีต่อคุณอยู่แล้วป้องกันโรคได้สารพัด และสำหรับผู้ที่เป็นเบาหวานยิ่งดีใหญ่
• ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดีขึ้น
• ช่วยปรับระดับไขมันในเลือดให้เหมาะสม
• ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบและอุดตัน
• ช่วยเพิ่มสมรรถภาพทางกาย ให้รู้สึกกระฉับกระเฉงขึ้น
• ช่วยป้องกันหรือลดความอ้วนได้ ถ้าออกกำลังกายตามเวลาที่กำหนด
• ช่วยในด้านอารมณ์ และจิตใจให้รู้สึกสดชื่น

เสียงดังในเข่าเกิดจากอะไรได้บ้างนะ ?เสียงดังในข้ออาจเกิดจากการสะสมของแก๊สรอบ ๆ ข้อแล้วก่อตัวเกิดเป็นฟองแก๊สในน้ำเลี้ยงข้...
23/06/2017

เสียงดังในเข่าเกิดจากอะไรได้บ้างนะ ?
เสียงดังในข้ออาจเกิดจากการสะสมของแก๊สรอบ ๆ ข้อแล้วก่อตัวเกิดเป็นฟองแก๊สในน้ำเลี้ยงข้อ เมื่อเวลาเรางอข้อเข่าทำให้ฟองแก๊สที่รวมตัวกันแตกออกจนเกิดเป็นเสียงดังในข้อเข่า และอาจทำให้เอ็นรอบข้อมีการเคลื่อนจนเกิดเสียงหรือสามารถรู้สึกได้ ซึ่งภาวะแก๊สในข้อสามารถเกิดได้เป็นปกติกับทุก ๆ คนครับ ส่วนสาเหตุอื่น ๆ ได้แก่ กระดูกอ่อนบาดเจ็บ ข้อเข่าเสื่อม และหมอนรองกระดูกฉีกขาด ผมจะอธิบายทีละโรคนะครับ
o กระดูกอ่อนบาดเจ็บ
ภาวะกระดูกอ่อนบาดเจ็บอาจเกิดได้จากเข่าได้รับอุบัติเหตุ โรคของกระดูกอ่อนเอง การออกกำลังกายโดยใช้ข้อเข่าที่ผิดวิธี โดยกระดูกอ่อนผิวข้อมีความสำคัญอย่างยิ่งเลยครับในการใช้งานของข้อเข่า หากมีปัญหาแล้วจะทำให้เราดำเนินชีวิตได้ลำบากขึ้นครับ เวลาใช้งานของเข่าก็จะเกิดเสียงดังในข้อเข่าได้ครับ
o ข้อเข่าเสื่อม
โรคข้อเข่าเสื่อมเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดเสียงดังในข้อ เนื่องจากผู้ป่วยโรคนี้จะมีปัญหาที่เกิดขึ้นกับกระดูกอ่อนโดยตรงเลยครับ ไม่ว่าจะเกิดขึ้นโดยอายุที่มากขึ้น หรือจากข้ออักเสบรูมาตอยด์ นอกจากจะมีเสียงดังในข้อแล้วโรคนี้จะทำให้เกิดอาการปวดในข้อด้วยครับ
o หมอนรองกระดูกฉีกขาด
ภาวะหมอนรองกระดูกฉีกขาด มักเกิดจากอุบัติเหตุต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเล่นกีฬา อุบัติเหตุจราจร ล้ม เข่าบิด ล้วนแล้วแต่จะทำให้หมอนรองกระดูกมีโอกาสฉีกขาดได้ครับ หากเกิดภาวะหมอนรองกระดูกเข่าฉีกขาดเวลาขยับข้อเข่าก็มีโอกาสจะเกิดเสียงดังในข้อเข่าได้ครับ อีกทั้งอาจทำให้เกิดเข่าล็อคขยับได้ยากหรือปวดได้ครับ
- แล้วเมื่อไรเราถึงต้องกังวลเกี่ยวกับเสียงในเข่ากันนะ ?
เมื่อเสียงดังที่เกิดขึ้นในเข่า แล้วมีอาการปวดหรือบวมของข้อเข่าร่วมด้วยครับ เพราะหากมีอาการปวดเกิดขึ้นแล้วมักจะบ่งบอกถึงว่ามีความผิดปกติในเข่า สาเหตุใดสาเหตุหนึ่งครับ

4 วิธีลดน้ำตาลในเลือด ลดเบาหวาน แบบปลอดภัยโรคเบาหวาน แม้เป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่หากผู้ป่วยรู้จักดูแลสุขภ...
22/06/2017

4 วิธีลดน้ำตาลในเลือด ลดเบาหวาน แบบปลอดภัย
โรคเบาหวาน แม้เป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่หากผู้ป่วยรู้จักดูแลสุขภาพตนเองอย่างถูกต้อง ใส่ใจพฤติกรรมการใช้ชีวิตให้เป็นไปในแนวทางเหมาะสม โดยเฉพาะการใช้ 5 วิธีลดน้ำตาลในเลือด ลดเบาหวาน แบบปลอดภัยดังต่อไปนี้ ย่อมช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดและส่งผลทำให้อาการของโรคเบาหวานลดลงได้ มีดังต่อไปนี้
1. การควบคุมอาหาร
หลักการกินอาหารในผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน จะว่าไปแล้วก็ไม่ได้มีความแตกต่างจากหลักการกินในคนทั่วไปนัก เพียงแต่ต้องเน้นอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างแท้จริง โดยกินอาหารให้ครบถ้วนทั้ง 5 หมู่ ปริมาณอาหารก็ต้องได้สัดส่วนที่เหมาะสม ไม่มากหรือน้อยจนเกินไป เพราะหากกินอาหารในปริมาณมากก็อาจมีผลทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่หากกินอาหารในปริมาณน้อย ไม่เพียงพอต่อความต้องการร่างกายก็จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำจนเกิดอันตรายตามมา
สำหรับอาหารที่เหมาะสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน หากในส่วนของอาหารที่ให้คาร์โบไฮเดรต แนะนำให้กินอาหารจำพวกข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ต โฮลเกรน หรือขนมปังโฮลวีท เพราะเป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน ไม่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูงขึ้น พร้อมกันนี้ควรเพิ่มปริมาณของผักและผลไม้ที่ให้ไฟเบอร์สูง แต่ปริมาณน้ำตาลน้อย ส่วนอาหารที่ควรหลีกเลี่ยงคือ อาหารที่ให้รสหวานมากจนเกินไป และควรควบคุมอาหารที่ให้รสหวาน มัน เค็มด้วยเช่นเดียวกัน เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากโรคอื่นๆ จนกระตุ้นให้เกิดอาการของโรคเบาหวาน
2. การออกกำลังกาย
ผู้ป่วยโรคเบาหวานสามารถออกกำลังกายได้ตามปกติ เพราะการออกกำลังกายจะช่วยส่งเสริมการมีสุขภาพที่แข็งแรง ช่วยลดอาการของโรคเบาหวานไม่ให้รุนแรง แต่ทั้งนี้จะต้องเลือกประเภทการออกกำลังกายที่มีความเหมาะสม โดยอาจพิจารณาได้จากอายุ ความถนัด และโรคประจำตัว
สำหรับรูปแบบการออกกำลังกายที่เหมาะสำหรับคนเป็นโรคเบาหวานก็คือ การออกกำลังกายแบบแอโรบิก เช่น เดิน ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ โยคะ กายบริหารและรำมวยจีน เนื่องจากเป็นการออกกำลังกายที่ให้ร่างกายทุกส่วนสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่ก่อให้เกิดแรงกระแทกรุนแรงตามมา โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาข้อเข่าหรือเท้า ยิ่งควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายที่ก่อให้เกิดแรงกระแทกอย่างมากที่สุด ซึ่งควรหมั่นออกกำลังกายในรูปแบบแอโรบิกเช่นนี้เป็นประจำสัปดาห์ละ 3-5 ครั้ง ครั้งละ 20-40 นาที
3. ทานอาหารลดน้ำตาลในเลือด
ขิง เป็นสมุนไพรไทยที่เลื่องชื่อยิ่งนักในการรักษาเบาหวาน เพราะในขิงมีสารที่มีคุณสมบัติกระตุ้นการทำงานของอินซูลินในร่างกาย ทำให้ระดับกลูโคสในเลือดลดลง และยังส่งผลต่อการเพิ่มขึ้นของปริมาณอินซูลินด้วย คนเราสามารถทานขิงได้เป็นประจำหลากหลายรูปแบบ ทั้งการนำไปเป็นส่วนผสมในอาหาร และการทำเป็นน้ำขิงเพื่อดื่ม
การกินเพื่อสุขภาพ
5 วิธีลดน้ำตาลในเลือด ลดเบาหวาน แบบปลอดภัย
การกินเพื่อสุขภาพ
5 วิธีลดน้ำตาลในเลือด ลดเบาหวาน แบบปลอดภัย
Istock 511314852 m
โรคเบาหวาน แม้เป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่หากผู้ป่วยรู้จักดูแลสุขภาพตนเองอย่างถูกต้อง ใส่ใจพฤติกรรมการใช้ชีวิตให้เป็นไปในแนวทางเหมาะสม โดยเฉพาะการใช้ 5 วิธีลดน้ำตาลในเลือด ลดเบาหวาน แบบปลอดภัยดังต่อไปนี้ ย่อมช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดและส่งผลทำให้อาการของโรคเบาหวานลดลงได้ มีดังต่อไปนี้
1. การควบคุมอาหาร
หลักการกินอาหารในผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน จะว่าไปแล้วก็ไม่ได้มีความแตกต่างจากหลักการกินในคนทั่วไปนัก เพียงแต่ต้องเน้นอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างแท้จริง โดยกินอาหารให้ครบถ้วนทั้ง 5 หมู่ ปริมาณอาหารก็ต้องได้สัดส่วนที่เหมาะสม ไม่มากหรือน้อยจนเกินไป เพราะหากกินอาหารในปริมาณมากก็อาจมีผลทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่หากกินอาหารในปริมาณน้อย ไม่เพียงพอต่อความต้องการร่างกายก็จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำจนเกิดอันตรายตามมา
สำหรับอาหารที่เหมาะสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน หากในส่วนของอาหารที่ให้คาร์โบไฮเดรต แนะนำให้กินอาหารจำพวกข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ต โฮลเกรน หรือขนมปังโฮลวีท เพราะเป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน ไม่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูงขึ้น พร้อมกันนี้ควรเพิ่มปริมาณของผักและผลไม้ที่ให้ไฟเบอร์สูง แต่ปริมาณน้ำตาลน้อย ส่วนอาหารที่ควรหลีกเลี่ยงคือ อาหารที่ให้รสหวานมากจนเกินไป และควรควบคุมอาหารที่ให้รสหวาน มัน เค็มด้วยเช่นเดียวกัน เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากโรคอื่นๆ จนกระตุ้นให้เกิดอาการของโรคเบาหวาน
2. การออกกำลังกาย
ผู้ป่วยโรคเบาหวานสามารถออกกำลังกายได้ตามปกติ เพราะการออกกำลังกายจะช่วยส่งเสริมการมีสุขภาพที่แข็งแรง ช่วยลดอาการของโรคเบาหวานไม่ให้รุนแรง แต่ทั้งนี้จะต้องเลือกประเภทการออกกำลังกายที่มีความเหมาะสม โดยอาจพิจารณาได้จากอายุ ความถนัด และโรคประจำตัว
สำหรับรูปแบบการออกกำลังกายที่เหมาะสำหรับคนเป็นโรคเบาหวานก็คือ การออกกำลังกายแบบแอโรบิก เช่น เดิน ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ โยคะ กายบริหารและรำมวยจีน เนื่องจากเป็นการออกกำลังกายที่ให้ร่างกายทุกส่วนสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่ก่อให้เกิดแรงกระแทกรุนแรงตามมา โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาข้อเข่าหรือเท้า ยิ่งควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายที่ก่อให้เกิดแรงกระแทกอย่างมากที่สุด ซึ่งควรหมั่นออกกำลังกายในรูปแบบแอโรบิกเช่นนี้เป็นประจำสัปดาห์ละ 3-5 ครั้ง ครั้งละ 20-40 นาที
3. ทานอาหารลดน้ำตาลในเลือด
- ขิง เป็นสมุนไพรไทยที่เลื่องชื่อยิ่งนักในการรักษาเบาหวาน เพราะในขิงมีสารที่มีคุณสมบัติกระตุ้นการทำงานของอินซูลินในร่างกาย ทำให้ระดับกลูโคสในเลือดลดลง และยังส่งผลต่อการเพิ่มขึ้นของปริมาณอินซูลินด้วย คนเราสามารถทานขิงได้เป็นประจำหลากหลายรูปแบบ ทั้งการนำไปเป็นส่วนผสมในอาหาร และการทำเป็นน้ำขิงเพื่อดื่ม
[caption id="" align="aligncenter" width="600"] ขิง[/caption]
- อบเชย สารสำคัญที่มีจากในสมุนไพรอบเชยจะมีส่วนช่วยเพิ่มการหลั่งของฮอร์โมนอินซูลิน ส่งผลทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง ช่วยควบคุมคอเลสเตอรอลในเลือดสำหรับผู้ที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้ นอกจากนี้ สรรพคุณจากอบเชย ยังช่วยลดปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ที่นำมาซึ่งการเกิดโรคเบาหวานอย่างได้ผล
- กระเทียม ในกระเทียมมีสารอัลซิลิน (allicin) ที่มีสรรพคุณช่วยลดไขมันในเลือด ลดความดันโลหิตและมีฤทธิ์ในการต่อต้านเบาหวานได้เป็นอย่างดี โดยผลจากการศึกษาพบว่า สารเอทานอลในกระเทียมมีส่วนช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ และยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการหลั่งอินซูลินได้ด้วยเช่นกัน
- แอปเปิ้ลเขียว การทานแอปเปิ้ลเขียวแบบสดๆ ทุกวัน จะช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดค่อยๆ เพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอ ไม่เร็วจนเกินไป เพราะว่าน้ำตาลในแอปเปิ้ล จะเปลี่ยนเป็นพลังงานให้กับร่างกายแบบช้าๆ รวมไปถึงเส้นใยในผลแอปเปิ้ล มีคุณสมบัติพองตัวได้ดี ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการขับถ่าย จึงทำให้รู้สึกอิ่มนานกว่าการทานขนมหวานทั่วไป
นอกจากสมุนไพรและผลไม้ดังกล่าวแล้ว ยังมีพืชอื่นๆ อีกหลายชนิดที่สามารถรับประทานเพื่อบรรเทาอาการของโรคเบาหวานได้ เช่น ขมิ้น บอระเพ็ด ตดหมูตดหมา กระเจี๊ยบเขียว มะเขือพวง ตำลึงและว่านหางจระเข้ เป็นต้น
4. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
โดยปกติแล้ว เพื่อการมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง ห่างไกลจากโรคต่างๆ การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอย่อมเป็นปัจจัยส่งเสริมให้สุขภาพดีได้ทั้งสิ้น โดยเฉพาะผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน ยิ่งควรนอนพักผ่อนให้เพียงพอ และไม่ควรนอนดึก เพราะในช่วงเวลากลางคืน ร่างกายจะทำหน้าที่ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ และฮอร์โมนต่างๆ ก็จะหลั่งออกมาทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ ทำให้ร่างกายสดชื่นกระปรี้กระเปร่า ไม่อ่อนเพลียง่าย ส่งผลให้อารมณ์สดใส ไม่เครียด และไม่ส่งผลต่อภาวะความหิว โดยเฉพาะอาการอยากกินของหวานที่มีแต่จะเพิ่มความเสี่ยงให้อาการของโรครุนแรงขึ้นได้
และนี่ก็คือ 5 วิธีลดน้ำตาลในเลือด ลดเบาหวานแบบปลอดภัย เหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานหรือผู้ที่ต้องการลดระดับน้ำตาลในเลือด หากทำตามนี้เป็นประจำก็จะทำให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง ลดอาการของโรคเบาหวานลงได้ และทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นตามมา

6 วิธีบริหารดวงตาง่ายๆ ที่คุณก็เริ่มทำได้ตั้งแต่ตอนนี้1. ประคบดวงตาด้วยฝ่ามือท่าแรกเริ่มกันง่าย ๆ ในขณะที่คุณนั่งทำงานอย...
20/06/2017

6 วิธีบริหารดวงตาง่ายๆ ที่คุณก็เริ่มทำได้ตั้งแต่ตอนนี้
1. ประคบดวงตาด้วยฝ่ามือ
ท่าแรกเริ่มกันง่าย ๆ ในขณะที่คุณนั่งทำงานอยู่ แล้วรู้สึกล้าสายตาขึ้นมาให้ถูฝ่ามือทั้งสองข้างพอให้เกิดความร้อนหน่อย ๆ จากนั้นหลับตา แล้วทำมือเป็นรูปทรงคล้ายถ้วย มาประคบดวงตาทั้งสองข้างทิ้งไว้สักครู่ ให้ไออุ่นจากฝ่ามือคลายกล้ามเนื้อบริเวณดวงตาที่เครียดเกร็งจากการเพ่งจอคอมพิวเตอร์นาน ๆ.
2. กะพริบตาทุก 4 วินาที
สาเหตุหลักอย่างหนึ่งที่ทำให้เราเกิดความรู้สึกเพลียสายตา และทำให้ตาแห้งแสบก็เป็นเพราะเราไม่ยอมกะพริบตานั่นเอง ยิ่งในขณะที่ใช้สมาธิทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์นาน ๆ ส่วนใหญ่ก็มักจะลืมกะพริบตาโดยไม่รู้ตัวกันเลยทีเดียว ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ตาแห้ง จนต้องเพ่งสายตาทำงานมากขึ้น ผู้เชี่ยวชาญก็แนะนำให้คุณกะพริบตาทุก ๆ 4 วินาที รู้อย่างนี้แล้วก็อย่าลืมกะพริบตากันด้วยนะจ๊ะ..
3. กลอกตาทุก ๆ ชั่วโมง
อีกท่าบริหารสายตาง่าย ๆ เพียงแค่หลับตา แล้วกลอกตาเป็นวงกลมประมาณ 1 นาทีเป็นอย่างต่ำ นอกจากจะเป็นการพักเบรกสายตาจากแสงและรังสีของคอมพิวเตอร์แล้ว ท่าบริหารท่านี้ยังเหมือนการนวดดวงตาให้คลายความเกร็งเครียดได้อีกด้วยนะ อ้อ ! แต่ถ้าอยากผ่อนคลายขึ้นอีกขั้น ลองเงยหน้าแล้วหมุนคอเป็นวงกลมด้วยก็จะรู้สึกสบายสุด ๆ ไปเลยจ้า..
4. กวาดสายตาระยะไกล
ในขณะที่นั่งทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ และกำลังมีสมาธิเพ่งเนื้อหางานที่ทำอยู่ บางทีเราก็ไม่รู้ตัวว่ายื่นหน้าเข้าไปใกล้จอมากแค่ไหน ซึ่งการที่เราใช้สายตาในระยะใกล้ ๆ แบบนี้ ก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุสำคัญที่พาให้สายตาล้าและเพลียมาก ๆ เช่นกันค่ะ
ผู้เชี่ยวชาญจึงแนะนำว่า ให้คุณช่วยบำรุงสายตาด้วยการถอยห่างออกจากจอคอมพิวเตอร์เท่าที่จะเป็นไปได้ และปรับระยะโฟกัสสายตาด้วยตัวเองบ่อย ๆ โดยวิธีก็แค่ถอยออกไปอยู่หน้าประตูห้อง หรือมุมไหนของห้องก็ได้ที่จะทำให้คุณมองเห็นภาพรวมของห้องกว้างที่สุด แล้วกวาดสายตามองสิ่งของต่าง ๆ ที่อยู่ในห้องเป็นแนววงกลม อาจจะไล่มองจากทีวี โซฟา โต๊ะทำงาน หน้าต่าง โมบาย หรืออื่น ๆ เป็นต้น แค่นี้ก็เหมือนได้ยืดเส้นยืดสายให้กล้ามเนื้อตาได้เยอะแล้วล่ะ...
5. ละสายตาไปมองอย่างอื่นทุกชั่วโมง
การใช้เวลาเพ่งสายตาอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งนานเกินหนึ่งชั่วโมง ก็ทำให้เกิดความเมื่อยล้าตาได้ง่าย ๆ เช่นกัน ฉะนั้นอย่างน้อยทุก ๆ 1 ชั่วโมง คุณควรละสายตาจากหน้าจอไปมองอย่างอื่นบ้าง หรือลุกออกไปเดินเล่นสักพัก ถือโอกาสขยับแข้งขาไล่ความปวดเมื่อยไปด้วยซะเลย..6. ซิทอัพดวงตา
ในคราวที่รู้สึกปวดตาจนร้อนกระบอกตาผ่าว ให้คุณหลับตาลงแล้วเหลือบตาขึ้น-ลงสักพัก จากนั้นลืมตาขึ้นแล้วกวาดสายตามองผ่าน ๆ ประมาณ 1 นาที เสร็จแล้วเริ่มยกใหม่อีกครั้ง แต่คราวนี้ให้หลับตาแล้วเหลือบตาไปด้านซ้าย-ขวา ประมาณ 1 นาที จากนั้นลืมตาขึ้น แล้วมองผ่าน ๆ อีกรอบ เว้นระยะห่างสัก 2-3 นาที แล้วเริ่มบริหารตาใหม่อีกครั้ง หรือจนกว่าจะรู้สึกดีขึ้น
ดวงตาเป็นอวัยวะสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งที่เราควรต้องทะนุถนอมดูแลให้ดี ซึ่งนอกจากท่าบริหารดวงตาเหล่านี้แล้ว พยายามหลีกเลี่ยงการใช้สายตาหนัก ๆ เช่น อ่านหนังสือ ดูทีวี หรือแม้แต่นอนเล่นโทรศัพท์ในที่มืดด้วยนะคะ เพราะพฤติกรรมทำร้ายสายตาอย่างที่ว่ามา ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เราเสี่ยงเกิดความผิดปกติต่อดวงตาได้ง่าย ๆ เชียวล่ะ

แ ส ง สี ฟั า คืออะไร อันตรายอย่างไร เป็นสิ่งที่พวกเราควรรู้อย่างยิ่ง เพราะในปัจจุบัน โทรศัพท์มือถือจอสัมผัส หรือ Smartp...
19/06/2017

แ ส ง สี ฟั า คืออะไร อันตรายอย่างไร
เป็นสิ่งที่พวกเราควรรู้อย่างยิ่ง เพราะในปัจจุบัน โทรศัพท์มือถือจอสัมผัส หรือ Smartphone
แม้กระทั่งคอมพิวเตอร์พกพา หรือ Tablet กลายเป็นปัจจัยที่ห้า สำหรับทุกคนไปแล้ว
แต่ละคน อย่างน้อยต้องมีอุปกรณ์พกพาเหล่านี้ ติดตัวคนละ 1 ชิ้นกันเป็นอย่างน้อย ไว้สำหรับพูดคุย ติดต่อสื่อสารกัน หรือไม่ก็เล่นเกมส์ อ่านข่าว
ติดตามความเคลื่อนไหวต่างๆ หรือไม่ว่าจะทำงาน หรือซื้อขายสินค้า ก็ทำได้บน Smartphone ได้อย่างง่ายดาย
ทั้งนี้ ประเทศไทย ยังติดอันดับ ผู้ใช้โทรศัพท์มือถือ หรืออุปกรณ์พกพา เยอะที่สุดในโลกอีกด้วย แซงหน้า สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่นไปแล้ว
สังเกตได้ว่า ไม่ว่าเราจะเดินไปไหน ขึ้นรถ ลงเรือ ก็จะเห็นแต่คนก้มหน้า เล่นมือถือกันทั้งนั้น แทบจะทุกที่ ทุกเวลากันเลยทีเดียว
แสงสีฟ้า คือ แสงที่ผสมอยู่ในช่วงแสงสีขาว ที่มนุษย์มองเห็น โดยแสงขาวแบ่งได้ 7 สี คือ ม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง แสด และ แดง
แสงสีฟ้า จะผสมอยู่ในช่วงน้ำเงินกับคราม แสงสีฟ้า คือ คลื่นแสงพลังงานสูง ที่มีความยาวคลื่น 400-500 นาโนเมตร
โดยแสงสีฟ้านั้น จะมีอยู่รอบตัวเรา พบได้ในแสงแดด หลอดไฟฟลูออเรสเซนส์ แต่ที่พบมากที่สุด คือ
หน้าจอคอมพิวเตอร์, มือถือสมาร์ทโฟน และ แท็บเล็ต ที่นิยมใช้กันตลอดเวลา
มากกว่า อุปกรณ์ชนิดอื่นๆ ทำให้เป็นอันตรายต่อดวงตาของเรา อย่างที่เราคาดไม่ถึง
จากงานวิจัยทางการแพทย์พบว่า แสงสีฟ้า (Blue Light) จะทำให้เซลล์ตายได้ เนื่องจาก แสงสีฟ้า มีพลังงานมากพอที่จะไปกระตุ้นให้เกิดสารอนุมูลอิสระ ภายในลูกตา
แล้วสารอนุมูลอิสระ จะทำให้เซลล์จอประสาทตาตายได้ อาจส่งผลทำให้เกิด โรคจอประสาทตาเสื่อม คือ จะมีอาการมองภาพตรงกลางไม่ชัด
เกิดการมองภาพบิดเบี้ยวไป เหมือนมีจุดดำบังตรงกลางภาพ และโรคนี้ ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้.

ประโยชน์การนอนหลับ           การนอนหลับสนิทและเต็มที่นั้น เสมือนการที่เราได้ชาร์ตแบตเตอรี่ให้กับตัวเอง ถ้าเราแบตน้อยลงหร...
17/06/2017

ประโยชน์การนอนหลับ

การนอนหลับสนิทและเต็มที่นั้น เสมือนการที่เราได้ชาร์ตแบตเตอรี่ให้กับตัวเอง ถ้าเราแบตน้อยลงหรือแบตหมดเราจะรู้สึกเหนื่อยล้า และส่วนต่าง ๆ ของร่างกายจะทำงานช้าลงโดยเฉพาะสมองของเราซึ่งเป็นอวัยวะส่วนสำคัญของร่างกาย ร่างกายของคนเราควรได้รับการนอนหลับพักผ่อนอย่างเต็มที่อย่างน้อย 7-8 ชั่วโมง ถ้าเป็นไปได้ควรที่จะพยายามเข้านอนก่อน 4 ทุ่มครึ่ง เพื่อที่ร่างกายสดชื่นขึ้นในวันรุ่งขึ้นและมีชีวิตที่ยืนยาวอีกด้วย ทำไมเราถึงต้องนอนหลับสำหรับคนที่ต้องการมีสุขภาพดี เฉลียวฉลาด หุ่นดี และความจำดี

1. การนอนหลับจะช่วยให้คุณมีสุขภาพดี ก่อนอื่นต้องบอกว่าอาการนอนไม่หลับอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน จะทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ ความดันต่ำ เบาหวาน ได้ เพราะร่างกายคุณพักผ่อนไม่เพียงพอทำให้ฮอร์โมนทำงานผิดปกติจึงทำให้ร่างกายอ่อนแอติดเชื้อได้ง่าย เพราะฉะนั้นถ้าอยากแข็งแรงต้องพยายามนอนให้หลับพอเพียงและพยายามออกกำลังกาย 3-5 วันต่อสัปดาห์ วันละ 30-40 นาที ก็จะทำให้คุณนอนหลับฝันดีแน่นอน
2. การนอนหลับอย่างเพียงพอจะช่วยทำให้คุณเฉลียวฉลาดขึ้น เมื่อคุณหลับสมองก็ยังเต็มไปด้วยข้อมูลมากมายที่คุณกักเก็บมาทั้งวัน และเพื่อให้คุณจำข้อมูลเหล่านั้นได้ดี การนอนหลับอย่างเต็มที่จะช่วยทำให้คุณไม่ลืมสิ่งต่างๆ ที่สำคัญยังทำให้คุณเข้าใจและเรียนรู้สิ่งใหม่ มีไหวพริบปฏิภาณเร็วขึ้นนั่นเอง
3. การนอนหลับเพียงพอจะช่วยทำให้คุณมีรูปร่างที่ดีได้ เพราะการนอนหลับเพียงพอจะช่วยทำให้ระบบการเผาผลาญทำงานได้ดี
4. การนอนหลับจะทำให้คุณมีความจำดี ถ้าสังเกตให้ดีเมื่อคุณได้นอนหลับอย่างเต็มที่ คุณจะจำสิ่งต่าง ๆ ที่ควรเรียนรู้ในวันนั้น ๆ ได้ดีและในวันต่อไปคุณจะทำได้เองโดยอัตโนมัติ เช่น การฝึกเต้นแอโรบิก คุณจะจำท่านั้น ๆ ได้ หรือการเรียนดนตรีจะทำให้คุณจำตัวโน้ตได้หรือการทำกิจกรรมต่างๆคุณก็จะจำได้อย่างแม่นยำ

เห็นไหมครับว่าการนอนหลับนั้นดีแค่ไหนและสำคัญต่อร่างกายของเรา แต่ระวังอย่านอนมากเกินไป เพราะจะทำให้กลายเป็นคนขี้เกียจหลังยาว

ไ ม่ น ะ!!..ก็คนมันอยากสูง อยากแข็งแรงผิด ตรงไหน !!จริงอยู่นะครับที่กระดูกจะแข็งแรงได้ จะต้องมีการดูดซึมแคลเซียมแต่..บาง...
16/06/2017

ไ ม่ น ะ!!..ก็คนมันอยากสูง อยากแข็งแรงผิด ตรงไหน !!
จริงอยู่นะครับที่กระดูกจะแข็งแรงได้ จะต้องมีการดูดซึมแคลเซียม
แต่..บางคนเนี่ยก็เล่นกินแคลเซียมซะเป็นเม็ดเลย 1-2 เม็ดไม่พอ บางคนกินมากกว่า 4 เม็ด ถ้าเม็ดนึง 250 มิลลิกรัม นี่คิดหนักเลย
ต้องบอกตามตรงครับ
ร่างกายคนเรามีการดูดแคลเซียมได้แค่ปริมาณนึงเท่านั้น
คำถามคือ..แล้วถ้าเรากินไปมากกว่าที่ร่างกายต้องการหละ?
ปัญหาที่ตามมาคือ..
-อาจเป็นนิ่วในไต (เนื่องจากการขับแคลเซียมส่วนเกินออกมา)
-อาจเป็นโรคหัวใจวาย
-อาจเป็นโรคหัวใจขาดเลือด
โหย.! นี่มันปัญหาใหญ่เลยนะครับ!
เพราะ เด็กวันนึงต้องการ 800 มิลลิกรัม ผู้ใหญ่ 800-1000 มิลลิกรัม สตรีมีครรถ์ที่ให้ันมบุตรควรได้รับ 1200 มิลลิกรัมต่อวัน
แล้วคนที่เป็นโรคพวกข้อเสื่อม ปวดเข่า ก็ใช่ว่าไปคิดเองว่าควรกินแคลเซียมเพิ่มไปในร่างกาย เพื่อให้ กระดูกเข่า ข้อ ดีขึ้นนะครับ
มันไม่ช่วยให้หายปวดนะครับ
มีแต่จะพ่วงโรคร้ายอื่นมาด้วย ถ้ารับปริมาณมากๆ ครับ
+++++++++++++
🔎ด้วยรักและห่วงใย www.dboon-thai.com
หรือคลิ๊ก เพื่อติดต่อทางไลน์
https://line.me/R/ti/p/%40dboonthai
📞โทร.095 2206249 คุณส้ม

😍 การเกิดอารมณ์ทางเพศ 😍1.อารมณ์ทางเพศและความเสี่ยงต่อการมีเพศสัมพันธ์1) การเกิดอารมณ์ทางเพศเรื่องเพศเป็นธรรมชาติของทุกคน...
12/06/2017

😍 การเกิดอารมณ์ทางเพศ 😍

1.อารมณ์ทางเพศและความเสี่ยงต่อการมีเพศสัมพันธ์

1) การเกิดอารมณ์ทางเพศ
เรื่องเพศเป็นธรรมชาติของทุกคน เป็นสิ่งที่แฝงอยู่ในกายและจิตใจ ความรู้สึกทางเพศหรืออารมณ์ทางเพศจึงเป็นเรื่องปกติอย่างหนึ่ง เช่นเดียวกับอารมณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับมนุษย์ แต่เนื่องจากอารมณ์ทางเพศเป็นสิ่งที่เกิดเมื่อเข้าสู่วัยรุ่น และเป็นสิ่งแปลกใหม่ของวัยรุ่น จึงเป็นสิ่งที่วัยรุ่นทุกคนสนใจ
1.1 ฮอร์โมนกับอารมณ์ทางเพศ
เมื่อเข้าสู่วัยรุ่นร่างกายจะมีการเปลี่ยนแปลง มีการสร้างและหลั่งฮอร์โมนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะฮอร์โมนเพศ ซึ่งทำให้เกิดความรู้สึกทางเพศหรืออารมณ์ทางเพศ
เพศชาย ฮอร์โมนเพศที่มีบทบาทสำคัญ คือ ฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน (Testosterone) ซึ่งจะทำให้เกิดลักษณะของความเป็นชายอย่างชัดเจน และทำให้เกิดอารมณ์ทางเพศด้วย
เพศหญิง ฮอร์โมนเพศที่มีบทบาทสำคัญ คือ ฮอร์โมนเอสโตรเจน(Estrogen) ซึ่งจะทำให้เกิดลักษณะของความเป็นหญิงอย่างชัดเจน และทำให้เกิดอารมณ์ทางเพศเช่นเดียวกับเพศชาย
เมื่อชายและหญิงเริ่มสนใจเพศตรงข้าม ฮอร์โมนเพศจะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดอารมณ์ทางเพศทำให้เกิดความอยากที่จะแสดงออกซึ่งความสนใจ หรืออยากได้รับความสนใจจากเพศตรงข้าม การแสดงออกอย่างเด่นชัดล้วนขึ้นอยู่กับตัวบุคคล ซึ่งในปัจจุบันนี้วัยรุ่นจะมีการแสดงออกมาอย่างชัดเจนกว่าในอดีต

📌 ช่วงเวลาของแสงแดดที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย 📌แสงแดดตอนเช้า ในช่วงเวลา  06.00 – 08.00 น. (ก่อน 9 โมงเช้า) และ แสงแดดช่วงเย...
10/06/2017

📌 ช่วงเวลาของแสงแดดที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย 📌

แสงแดดตอนเช้า ในช่วงเวลา 06.00 – 08.00 น. (ก่อน 9 โมงเช้า) และ แสงแดดช่วงเย็น หลัง 16.00 น. เป็นเวลา 10-20 นาที ในแสงแดดช่วงเวลานี้จะมี VitaminD ช่วยเรื่องการดูดซึมแคลเซี่ยม ป้องกันโรคกระดูกพรุน ทำให้ฟันแข็งแรง แถมยังช่วยเรื่องการย่อยอาหารได้อีกด้วยนะ แต่เพื่อนๆต้องระวัง อย่าตากแดดเป็นเวลานานๆ ในช่วงเวลา 10.00 -14.00 น. นะคะ เพราะนอกจากจะไม่ได้รับประโยชน์จากแสงแดดที่ควรได้รับแล้ว ยังเสี่ยงต่อมะเร็งผิวหนังด้วยนะ

✏ ประโยชน์ง่ายๆ ที่เราจะได้รับจากแสงแดดช่วงเช้า
-ตื่นมารับแสงแดดช่วงเช้า จะช่วยให้ร่างกายตื่นตัว ได้รับสารเอนโดรฟิน ทำให้อารมณ์ดี แจ่มใส ส่งผลถึงสุขภาพจิตที่ดี
-VitaminD ในแสงแดดตอนเช้า จะมีผลในการควบคุมระดับแคลเซียมในร่างกาย ซึ่งกระดูกและฟันของเราจำเป็นต้องได้รับแคลเซียมที่เหมาะสม เพื่อไปบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง ป้องกันโรคกระดูกพรุน ดังนั้นร่างกายจึงขาด VitaminD ไม่ได้เลยเป็นอันขาด
-VitaminD ช่วยป้องกัน ลดการเสี่ยงมะเร็งได้ ทั้งมะเร็งผิวหนัง มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ และมะเร็งอื่นๆได้อีกมากมาย
-เสริมสร้างภูมิต้านทาน เพราะเม็ดเลือดแดงจะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพได้มากขึ้น ทำให้การลำเลียงออกซิเจนทำงานดีขึ้น เมื่อได้รับออกซิเจนดีขึ้น เซลล์ต่างๆในร่างกายก็ทำงานดีขึ้น
-ลดน้ำหนักได้ เพียงแค่ตื่นเช้าๆ ก็ทำให้การกระตุ้นของระบบเผาผลาญดีขึ้น ถ่ายของเสียออกจากร่างกายได้ดีขึ้นด้วย
-ช่วยให้อายุยืนยาว งานวิจัยล่าสุดเผยว่าVitaminD สามารถช่วยลดการตายที่เกี่ยวเนื่องกับโรคมะเร็ง โรคภูมิต้านทานเนื้อเยื่อตัวเอง และโรคหลอดเลือดหัวใจตีบได้
-หลับสบาย ง่ายขึ้น เพราะแสงแดดที่เราได้รับ ช่วยในการสร้าฮอร์โมน Melatonin เป็นฮอร์ไมนที่ผลิตตอนเราหลับ ทำให้การหลับของคุณดีขึ้น

อาหารเพื่อสุขภาพ !!หมายถึงอาหารที่เมื่อรับเข้าไปแล้วน้ำหนักจะต้องอยู่ในเกฑ์ปรกติ ไม่เป็นโรคเรื้อรัง โดยการเพิ่มอาหารผักแ...
09/06/2017

อาหารเพื่อสุขภาพ !!

หมายถึงอาหารที่เมื่อรับเข้าไปแล้วน้ำหนักจะต้องอยู่ในเกฑ์ปรกติ ไม่เป็นโรคเรื้อรัง โดยการเพิ่มอาหารผักและผลไม้ ลดเกลือ ลดน้ำตาล ลดไขมัน

อาหารสุขภาพ
องค์การอนามัยโรคได้นิยามเรื่องอาหารสุขภาพว่า การรับประทานอาหารที่ไม่มีคุณภาพ ร่วมกับการไม่ออกกำลังกายจะเป็นบ่อเกิดโรคเรื้อรัง องค์การอนามัยโลกได้แนะนำอาหารสุขภาพดังนี้
-รับประทานอาหารที่สมดุลและมีน้ำหนักที่ปรกติ
-ให้ลดอาหารไขมัน และหลีกเลี่ยงไขมันอิ่มตัว Saturated fat,Transfatty acid
-ให้รับประทานอาหารพวกผัก ผลไม้ ธัญพืขเพิ่มมากขึ้น
-ลดอาหารที่มีน้ำตาล
-ลดอาหารเค็ม

สำหรับ National Health Service (NHS)ของประเทศอังกฤษได้นิยามอาหารสุขภาพไว้ว่า มีสองปัจจัยที่ต้องคำนึงถึงได้แก่
-รับประทานอาหารที่ให้พลังงานสมดุลกับพลังงานที่ใช้
-รับประทานอาหารที่มีความหลากหลาย

NHSจึงได้กำหนดแนวทางอาหารสุขภาพไว้ดังนี้
-ทุกท่านต้องรู้จักจานอาหารสุขภาพซึ่งมีอาหารทั้งหมด 5 หมู่
-ในจานอาหารสุขภาพจะบอกเราว่าควรจะรับประทานอาหารให้มีสัดส่วนอย่างไร

สำหรับสมาคมโรคหัวใจประเทศอเมริกาได้กำหนดอาหารสุขภาพไว้ดังนี้
1.บประทานผักและผลไม้เพิ่มโดยตั้งเป้าให้รับผักและผลไม้วันละ 4-5ส่วนทุกวัน
2.ให้รับประทานธัญพืชเพิ่มEat more whole-grain foods.เนื่องจากผักและผลไม้มีไขมันต่ำ ใยอาหารสูงได้แก่ Whole-grain foods include whole-wheat bread, rye bread, brown rice and whole-grain cereal.
3.ให้ใช้น้ำมัน olive, canola, corn or safflower oil สำหรับปรุงอาหารและจำกัดจำนวนที่ใช้
4.รับประทานไก่ ปลา ถั่วมากกว่าเนื้อแดง เนื่องจากไก่ที่ไม่มีหนัง ปลา ถั่วจะมีปริมาณไขมันน้อยกว่าเนื้อแดง.
5.อ่านฉลากก่อนซื้อหรือรับประทานทุกครั้งเพื่อเลือกอาหารที่มีคุณภาพ

หลักการง่ายๆที่จะทำให้เราได้รับอาหารเพื่อสุขภาพ

ที่อยู่

54/4-5 ถนน สุวินทวงศ์ แขวง มีนบุรี เขต มีนบุรี
Bangkok
10510

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ สถาบันฟื้นฟูร่างกายทั้งระบบผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์

Share on Facebook Share on Twitter Share on LinkedIn
Share on Pinterest Share on Reddit Share via Email
Share on WhatsApp Share on Instagram Share on Telegram