Viewo&Dcontact วิตมินฟื้นฟูดวงตา

Viewo&Dcontact วิตมินฟื้นฟูดวงตา viewoเหมาะสำหรับท่านที่มีอาการ แสบตา เคืองตา ต้อลม ต้อเนื้อ ต้อกระจก สายตาสั้น สายตายาว สายตา

�ขจัด � ทุกปัญหาเรื่องดวงตาที่ได้ผลจริง

✔วุ้นในตาเสื่อม ✔ต้อเนื้อ ✔ต้อกระจก ✔ต้อลม

✔ต้อหิน ✔จอประสาทตาเสื่อม✔สายตาฝ้าฟาง

✔ตามัว✔เคืองคันแสบ✔กลางคืนมองไม่ชัด

✔ตาแห้ง✔เยื่อบุตาอักเสบ✔มองไม่ชัด

19/08/2018
ผลิตภัณฑ์ " วีโว " (VIEWO) เหมาะสำหรับ➡ผู้ที่มีสภาพตาสั้นเทียม, สายตาสั้น ,สายตายาว, สายตาเอียง➡ผู้มีอาการตาแห้ง ต้องหยด...
10/07/2018

ผลิตภัณฑ์ " วีโว " (VIEWO) เหมาะสำหรับ

➡ผู้ที่มีสภาพตาสั้นเทียม, สายตาสั้น ,สายตายาว, สายตาเอียง

➡ผู้มีอาการตาแห้ง ต้องหยดน้ำตาเทียม เป็นประจำ

➡ผู้ที่ใช้ คอนแทคเลนส์ มาเป็นระยะเวลานาน

➡ผู้ที่ มีอาการเบาหวานขึ้นตา

➡ผู้ที่ใช้ คอมพิวเตอร์ เป็นเวลานาน

➡ผู้ที่ขับรถยนต์ หรือ ผู้ปฏิบัติงานผลัดกลางคืน

➡ผู้สูงอายุ ที่มีสายตาฝ้าฟาง มีปัญหาเมื่อมีแสงจ้า

➡ผู้ที่เป็น วุ้นในตาเสื่อม มีจุดดำ ล่องลอย ขณะมอง

➡ผู้เป็นเยื่อบุดวงตาอักเสบ

➡ผู้ที่เป็นต้อกระจก, ต้อหิน, ต้อเนื้อ, ต้อลม

➡ผู้ที่มีปัญหาความดันลูกตา

➡ผู้มีสายตา พร่ามัว มีอุปสรรค ต่อการอ่านหนังสือ

➡ผู้ที่เป็น โรคหัวใจ เบาหวาน ความดัน ไทรอยด์ ภูมิแพ้ สามารถทานได้ ไม่มีผลข้างเคียงใดๆทั้งสิ้น

🚩สนใจสอบถาม/ราคา/สั่งซื้อ ✔✔
📲 063-9597378,086-0981610

หมายเหตุ:ราคา,วิธีการทาน ขึ้นอยู่กับอาการลูกค้าของแต่ละท่านจ้า

🚩คุณประโยชน์ผลิตภัณฑ์ วีโว ( viewo)1.ป้องกันรังสีที่จะทำอันตรายต่อดวงตาและอนุมูลอิสระ2.กรองแสงสีน้ำเงินที่เป็นอันตรายต่อ...
10/07/2018

🚩คุณประโยชน์ผลิตภัณฑ์ วีโว ( viewo)

1.ป้องกันรังสีที่จะทำอันตรายต่อดวงตาและอนุมูลอิสระ
2.กรองแสงสีน้ำเงินที่เป็นอันตรายต่อตา
3.ลดความดันลูกตา
4.ช่วยการมองเห็นในที่มืด ลดอาการตาบอดกลางคืน
5.ให้ความชุ่มชื้นต่อดวงตา
6.ป้องกันการเกิดต้อกระจก
7.ลดความเสื่อมของเซลล์ ลูกตา
8.ช่วยในการสร้างเนื้อเยื่อคอลลาเจนของตา
9.ช่วยลดอาการตาไม่สู้แสง
10.ลดอาการเมื่อยล้าของดวงตา
11.ลดอาการเยื่อบุตาแห้ง
12.ป้องกันและลดอาการ " ต้อลม ต้อเนื้อ ต้อกระจก ต้อหิน "
13.ลดโอกาสในการเกิด " จอประสาทตาเสื่อม "
14.บำรุงสายตาให้มองเห็นภาพชัดเจน

เลขทะเบียน อย. เลขที่ 10-1-06045-1-0073
ได้รับมาตรฐาน GMP

🚩ขจัด ❗ ทุกปัญหาเรื่องดวงตาที่ได้ผลจริง✔วุ้นในตาเสื่อม ✔ต้อเนื้อ ✔ต้อกระจก ✔ต้อลม✔ต้อหิน ✔จอประสาทตาเสื่อม✔สายตาฝ้าฟาง✔ต...
10/07/2018

🚩ขจัด ❗ ทุกปัญหาเรื่องดวงตาที่ได้ผลจริง

✔วุ้นในตาเสื่อม ✔ต้อเนื้อ ✔ต้อกระจก ✔ต้อลม

✔ต้อหิน ✔จอประสาทตาเสื่อม✔สายตาฝ้าฟาง

✔ตามัว✔เคืองคันแสบ✔กลางคืนมองไม่ชัด

✔ตาแห้ง✔เยื่อบุตาอักเสบ✔มองไม่ชัด

================================
📣 ผลิตภัณฑ์ใหม่ ที่กำลังมาแรง ! สุดๆ " วีโว " (VIEWO)

✔ส่วนประกอบหลักผลิตภัณฑ์
1.สารสกัด ดอกดาวเรือง 50 mg.
2.สารสกัดโกจิเบอร์รี่ 30 mg.
3.สารสกัด แบล็คเคอร์แรนท์ 30 mg.
4.สารสกัด บิลเบอร์รี่ 30 mg.
5.สารสกัด ซีบัคธอร์น 30 mg.
6.สารสกัด เมล็ดองุ่น 50 mg.
7.เลซิตินจากถั่วเหลือง 50 mg.
8.เบต้าแคโรทีน. 48 mg.
9.วิตามินบี2 1.70 mg.

================================

03/07/2018
ข้อคิดดีๆ เช้านี้...สู้ๆ เพื่อรับวันใหม่กันค่ะ ✌️
26/04/2018

ข้อคิดดีๆ เช้านี้...สู้ๆ เพื่อรับวันใหม่กันค่ะ ✌️

การนอนหลับพักผ่อนของวัยทำงาน การพักผ่อนนอนหลับถือเป็นกิจวัตรประจำวันที่มีความสำคัญมาก ยิ่งในช่วงวัยการทำงานที่เรียกได้ว่...
26/04/2018

การนอนหลับพักผ่อนของวัยทำงาน

การพักผ่อนนอนหลับถือเป็นกิจวัตรประจำวันที่มีความสำคัญมาก ยิ่งในช่วงวัยการทำงานที่เรียกได้ว่าต้องใช้ทั้งสมองและแรงกาย มีทั้งงานหนักและเบาก็ว่ากันไป แต่การนอนหลับไม่เพียงพออาจจะส่งผลเสียให้กับการทำงานได้ ซึ่งวันนี้เราจะมาพูดถึงการพักผ่อนนอนหลับของคนวัยนี้กัน

โดยทั่วไปแล้วคนเราควรที่จะหลับอย่างน้อยวันละ 7-8 ชั่วโมง แต่บางคนอาจจะมีเวลานอนเพียงวันละ 4-5 ชั่วโมงเท่านั้น ซึ่งหากหลับไม่เพี่ยงพอ ผลของมันอาจจะเกิดขึ้นได้ เช่น อ่อนเพลีย สัปหงกระหว่างวัน ง่วงซึม หงุดหงิดง่าย ไม่สดชื่นแจ่มใส งุดหงิดง่ายขณะทำงาน ทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง

ผู้ที่ทำงานเป็นกะหรือทำงานไม่ตรงเวลา เช่น ผู้ที่เริ่มทำงานกะบ่ายแล้วเลิกเที่ยงคืน หรือผู้ที่เริ่มงานกะค่ำ จากเย็นไปจนถึงเช้าของอีกวัน ทำให้เวลานอนของคนเหล่านั้นเปลี่ยนแปลงไปจากเวลานอนปกติ คือ โดยปกติคนเราจะนอนในช่วงเวลาก่อนเที่ยงคืนถึงเช้าและจะรู้สึกง่วงอีกครั้งในช่วงบ่าย แต่คนเหล่านี้จะนอนเช้าแล้วไปตื่นช่วงบ่ายหรือเย็น เพื่อนจะได้ไปทำงานในช่วงค่ำ ซึ่งการนอนในช่วงเวลาที่ไม่ปกตินี้จะมีผลทำให้เวลาชีวิตแปรปรวนไปด้วย ระบบการทำงานต่างๆของร่างกายก็เช่นกัน

ข้อแนะนำในการช่วยให้นอนหลับพักผ่อนได้ง่ายและเพียงพอคือ

– จัดห้องนอนให้ปรอดโปร่ง อากาศถ่ายเทได้สะดวก ไม่มีกลิ่นอับ ไม่มีฝุ่น เหมาะแก่การนอน
– จัดเตียงให้เหมาะสมไม่คับแคบจนเกินไป หมอนหนุนไม่แข็งหรือนุ่มจนเกินไป
– ปรับแสงสว่างให้เหมาะแก่การนอน อุณหภูมิก็เช่นกัน ไม่ควรร้อนหรือหนาวจนเกินไป
– ตัดความกังวลในเรื่องต่างๆไม่ว่าจะเรื่องงานหรือเรื่องส่วนตัวทิ้งไปซะ และคิดเสมอว่า “นี่คือเวลานอน นี่คือการพักผ่อน”
– เข้านอนให้เป็นเวลา เพื่อสร้างความเคยชินให้กับร่างกาย และ เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของระบบต่างๆในร่างกาย
– ก่อนเข้านอนควรดื่มน้ำสะอาดๆอย่างน้อย 1 แก้ว เพื่อให้น้ำไหลเวียน ชะล้างสิ่งตกค้างในลำไส้และกระเพาะอาหาร ทำให้นอนหลับสบายยิ่งขึ้น

5 มะเร็งร้ายกับวัยที่เปลี่ยนแปลง  พอเริ่มอายุมากขึ้นปัญหาสุขภาพต่างๆก็ตามมาถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา ใครใช้ร่างกายอย่างทะนุ...
19/04/2018

5 มะเร็งร้ายกับวัยที่เปลี่ยนแปลง

พอเริ่มอายุมากขึ้นปัญหาสุขภาพต่างๆก็ตามมาถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา ใครใช้ร่างกายอย่างทะนุถนอม หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่างๆได้ดีก็ถือว่ามีชัยไปกว่าครึ่ง แต่หากใครละเลยแถมยังมีปัจจัยเสี่ยงเป็นของแถมคงต้องหาทางแก้ไขตั้งแต่วันนี้ เพราะบางทีอาจจะยังไม่สายจนเกินไป เราๆ ท่านๆคงทราบดีแล้วว่า ปัญหา “มะเร็ง” นั้น มีมากขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่านวัตกรรมการรักษาจะดีพียงใดแต่หากเราไม่ดูแลร่างกาย ไม่ป้องกันก่อนที่จะเกิดโรค ก็ไม่มีใครสามารถมาการันตีว่าถึงเวลานั้นคุณจะหายขาดได้หรือไม่ เพราะฉะนั้น ก่อนที่จะแย่ป้องกันดีกว่า

ที่ผ่านมา มะเร็งยังคงเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่ง จากสถิติของกระทรวงสาธารณสุขระบุว่าภายในปี 2542-2554 นั้นมีคนเสียชีวิตจากโรคนี้ไปแล้ว 61,082 คน โดยพบว่าคนไทยนั้นเป็นโรคมะเร็งประมาณ 150 คน ต่อประชากร 1 แสนคน

ขณะที่องค์การอนามัยโลกคาดการณ์ว่าในปี 2563 หรือประมาณ 7 ปีข้างหน้า เราจะมีผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่เกือบ 1.5 แสนราย และปี 2573 หรืออีก 17 ปีข้างหน้า เราจะมีผู้ป่วยรายใหม่กว่า 1.7 แสนราย

นี่เป็นเพียงการคาดการณ์ แต่ของจริงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตเชื่อว่าต้องมีมากกว่านี้แน่ๆ (?)

ลองไปดูว่า มะเร็งที่ต้องระมักระวังกันเป็นพิเศษในช่วงที่เราอายุมากขึ้นนั้นมีอะไรกันบ้าง

1) มะเร็งตับ ปัจจุบันพบว่า มะเร็งชนิดนี้ พบมากอันดับ 1 ในเพศชาย และอันดับ 2 ในเพศหญิง ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ คือไวรัสตับอักเสบ ร้อยละ 75-80 โดยเฉพาะไวรัสตับอักเสบบีและซี มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งตับสูงกว่าคนที่ไม่มีพาหะ 100-400 เท่า รู้แบบนี้ ต้องเลี่ยงสารก่อมะเร็งที่มีพิษต่อตับนั้นคือ สารอะฟลาท็อกซิน ซึ่งเกิดจากเชื้อราบางชนิด พบในอาหารประเภทถั่ว ข้าวโพด พริกแห้ง เป็นต้น รวมทั้งตรวจพบว่าเรามีไวรัสตับอักเสบหรือไม่เพื่อจะได้รู้และป้องกันได้อย่างถูกต้อง นอกจากนี้ หากเบื่ออาหาร แน่นท้อง ท้องผูก รู้สึกอ่อนเพลีย น้ำหนักลดลง มีอาการปวดชายโครงด้านขวาต้องไปพบแพทย์

2) มะเร็งปอด พบในเพศชายและเพศหญิงเกือบเท่ากันแต่เพศชายจะพบมากกว่า ต้องขอเตือนไว้ว่า มะเร็งชนิดนี้ตรวจพบในระยะแรกได้ยาก ปัจจัยเสี่ยงสำคัญ คือ สิงห์อมควัน สารพิษจากแอสเบสตอส (แร่ใยหิน) ซึ่งยังใช้อยู่ในอุตสาหกรรมหลายชนิด ซึ่งสารชนิดนี้ไม่ได้ทำให้เราเป็นมะเร็งในระยะเวลาชั่วข้ามคืนแต่จะค่อยๆสะสมจนกลายเป็นมะเร็งในที่สุด จากสถิติที่สำคัญคนสูบบุหรี่และทำงานกับฝุ่นแร่ใยหิน (เช่น ฝ้าเพดาน กระเบื้องมุงหลังคาที่ยังมีแร่ใยหิน ผ้าเบรก คลัตซ์ เหมืองแร่ ฯลฯ) จะเสี่ยงต่อมะเร็งปอดมากกว่าคนปกติ 90 เท่า หากไอ เสหะมีเลือด น้ำหนักลด เบื่ออาหาร อย่านิ่งนอนใจ

3) มะเร็งปากมดลูก เป็นโรคที่พบมากที่สุดในหญิงไทยปัจจุบัน โดยเฉพาะคนที่มีเพศสัมพันธ์กับชายหลายคน มีกิ๊ก มีคู่นอนหลายคน รวมทั้งการมีเพศสัมพันธ์ในตอนที่อายุน้อย ปัจจัยเหล่านี้จะทำให้เสี่ยงต่อเชื้อ HPV ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็งปากมดลูก เชื้อ HPV นี้ ยังสามารถกับคนที่มีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักได้เช่นกัน แนวทางสำคัญจึงอยู่ที่การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกอย่างสม่ำเสมอ อย่าอาย เพราะเมื่อไม่ไปตรวจถ้าเป็นอาจสายเกินแก้ 4) มะเร็งเต้านม แม้จะเป็นโรคที่สามารถรักษาให้หายขาดได้ 80-90% หากตรวจพบและทำการรักษาในระยะเริ่มแรก แต่เราก็ยังเห็นผู้หญิงเสียชีวิตจากมะเร็งเต้านมมากขึ้น เหตุนี้ จึงขอเน้นย้ำให้ผู้หญิงอายุ 40 ปีขึ้นไป ไปตรวจเต้านม ด้วยการทำแมมโมแกรมปีละ 1 ครั้ง ป้องกันด้วยการเลี่ยงทานอาหารที่มีไขมันสูง การตรวจเต้านมด้วยตนเองเดือนละ 1 ครั้งเป็นประจำหลังหมดประจำเดือนที่สำคัญ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าการออกกำลังกายสม่ำเสมอจะทำให้ร่างกายมีภูมิป้องกันมะเร็งทุกชนิด รวมทั้งลดความเสี่ยงการเป็นมะเร็งได้ถึง 37%

5) มะเร็งลำไส้และทวารหนัก จากอาหารที่ห่างไกลธรรมชาติ วิถีการกินในรูปแบบที่เปลี่ยนไปของคนในปัจจุบันโดยเฉพาะไขมันสูง ทำให้อัตราการเกิดมะเร็งลำไส้และทวารหนักมีมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง การตรวจคัดกรองโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่จึงมีความจำเป็นโดยควรเริ่มตั้งแต่อายุ 50-75 ปี นอกจากนี้ ผู้ที่บิดา-มารดาหรือพี่น้องท้องเดียวกันมีประวัติโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่โดยเฉพาะขณะที่มีอายุยังน้อย ผู้ที่มีประวัติมีติ่งเนื้อมรลำไส้ใหญ่ที่ถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์อาจต้องเริ่มตรวจคัดกรองโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ก่อนอายุ 50 ปี วิธีการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่เชื่อถือได้และวงการแพทย์แนะนำ คือ การตรวจหาเลือดในอุจจาระ (f***l occult blood testing) และการส่องกล้องทางทวารหนักและลำไส้ใหญ่ (sigmoidoscopy หรือ colonoscopy)

การหมั่นสังเกตตัวเอง การตรวจคัดกรองก่อนการเกิดโรค รวมทั้งการรักษาอย่างทันท่วงทีจะทำให้เราหายขาดและไม่เสียชีวิตจากโรคนี้ ป้องกัน ดีกว่ารักษาแน่ๆ

ดูข้อมูลเพิ่มเติมที่ http://www.tor9126.com/

http://torhealthy.com/th/product/koreginsd

http://torhealthy.com/th/product/dglucan

ติดตามแฟนเพจที่ https://www.facebook.com/Clubkoregins9126/



ขอขอบคุณข้อมูลดีๆๆจาก สสส และ เว็บไซต์สถาบันโรคมะเร็งแห่งชาติ5 มะเร็งร้ายกับวัยที่เปลี่ยนแปลง

พอเริ่มอายุมากขึ้นปัญหาสุขภาพต่างๆก็ตามมาถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา ใครใช้ร่างกายอย่างทะนุถนอม หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่างๆได้ดีก็ถือว่ามีชัยไปกว่าครึ่ง แต่หากใครละเลยแถมยังมีปัจจัยเสี่ยงเป็นของแถมคงต้องหาทางแก้ไขตั้งแต่วันนี้ เพราะบางทีอาจจะยังไม่สายจนเกินไป เราๆ ท่านๆคงทราบดีแล้วว่า ปัญหา “มะเร็ง” นั้น มีมากขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่านวัตกรรมการรักษาจะดีพียงใดแต่หากเราไม่ดูแลร่างกาย ไม่ป้องกันก่อนที่จะเกิดโรค ก็ไม่มีใครสามารถมาการันตีว่าถึงเวลานั้นคุณจะหายขาดได้หรือไม่ เพราะฉะนั้น ก่อนที่จะแย่ป้องกันดีกว่า

ที่ผ่านมา มะเร็งยังคงเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่ง จากสถิติของกระทรวงสาธารณสุขระบุว่าภายในปี 2542-2554 นั้นมีคนเสียชีวิตจากโรคนี้ไปแล้ว 61,082 คน โดยพบว่าคนไทยนั้นเป็นโรคมะเร็งประมาณ 150 คน ต่อประชากร 1 แสนคน

ขณะที่องค์การอนามัยโลกคาดการณ์ว่าในปี 2563 หรือประมาณ 7 ปีข้างหน้า เราจะมีผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่เกือบ 1.5 แสนราย และปี 2573 หรืออีก 17 ปีข้างหน้า เราจะมีผู้ป่วยรายใหม่กว่า 1.7 แสนราย

นี่เป็นเพียงการคาดการณ์ แต่ของจริงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตเชื่อว่าต้องมีมากกว่านี้แน่ๆ (?)

ลองไปดูว่า มะเร็งที่ต้องระมักระวังกันเป็นพิเศษในช่วงที่เราอายุมากขึ้นนั้นมีอะไรกันบ้าง

1) มะเร็งตับ ปัจจุบันพบว่า มะเร็งชนิดนี้ พบมากอันดับ 1 ในเพศชาย และอันดับ 2 ในเพศหญิง ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ คือไวรัสตับอักเสบ ร้อยละ 75-80 โดยเฉพาะไวรัสตับอักเสบบีและซี มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งตับสูงกว่าคนที่ไม่มีพาหะ 100-400 เท่า รู้แบบนี้ ต้องเลี่ยงสารก่อมะเร็งที่มีพิษต่อตับนั้นคือ สารอะฟลาท็อกซิน ซึ่งเกิดจากเชื้อราบางชนิด พบในอาหารประเภทถั่ว ข้าวโพด พริกแห้ง เป็นต้น รวมทั้งตรวจพบว่าเรามีไวรัสตับอักเสบหรือไม่เพื่อจะได้รู้และป้องกันได้อย่างถูกต้อง นอกจากนี้ หากเบื่ออาหาร แน่นท้อง ท้องผูก รู้สึกอ่อนเพลีย น้ำหนักลดลง มีอาการปวดชายโครงด้านขวาต้องไปพบแพทย์

2) มะเร็งปอด พบในเพศชายและเพศหญิงเกือบเท่ากันแต่เพศชายจะพบมากกว่า ต้องขอเตือนไว้ว่า มะเร็งชนิดนี้ตรวจพบในระยะแรกได้ยาก ปัจจัยเสี่ยงสำคัญ คือ สิงห์อมควัน สารพิษจากแอสเบสตอส (แร่ใยหิน) ซึ่งยังใช้อยู่ในอุตสาหกรรมหลายชนิด ซึ่งสารชนิดนี้ไม่ได้ทำให้เราเป็นมะเร็งในระยะเวลาชั่วข้ามคืนแต่จะค่อยๆสะสมจนกลายเป็นมะเร็งในที่สุด จากสถิติที่สำคัญคนสูบบุหรี่และทำงานกับฝุ่นแร่ใยหิน (เช่น ฝ้าเพดาน กระเบื้องมุงหลังคาที่ยังมีแร่ใยหิน ผ้าเบรก คลัตซ์ เหมืองแร่ ฯลฯ) จะเสี่ยงต่อมะเร็งปอดมากกว่าคนปกติ 90 เท่า หากไอ เสหะมีเลือด น้ำหนักลด เบื่ออาหาร อย่านิ่งนอนใจ

3) มะเร็งปากมดลูก เป็นโรคที่พบมากที่สุดในหญิงไทยปัจจุบัน โดยเฉพาะคนที่มีเพศสัมพันธ์กับชายหลายคน มีกิ๊ก มีคู่นอนหลายคน รวมทั้งการมีเพศสัมพันธ์ในตอนที่อายุน้อย ปัจจัยเหล่านี้จะทำให้เสี่ยงต่อเชื้อ HPV ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็งปากมดลูก เชื้อ HPV นี้ ยังสามารถกับคนที่มีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักได้เช่นกัน แนวทางสำคัญจึงอยู่ที่การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกอย่างสม่ำเสมอ อย่าอาย เพราะเมื่อไม่ไปตรวจถ้าเป็นอาจสายเกินแก้ 4) มะเร็งเต้านม แม้จะเป็นโรคที่สามารถรักษาให้หายขาดได้ 80-90% หากตรวจพบและทำการรักษาในระยะเริ่มแรก แต่เราก็ยังเห็นผู้หญิงเสียชีวิตจากมะเร็งเต้านมมากขึ้น เหตุนี้ จึงขอเน้นย้ำให้ผู้หญิงอายุ 40 ปีขึ้นไป ไปตรวจเต้านม ด้วยการทำแมมโมแกรมปีละ 1 ครั้ง ป้องกันด้วยการเลี่ยงทานอาหารที่มีไขมันสูง การตรวจเต้านมด้วยตนเองเดือนละ 1 ครั้งเป็นประจำหลังหมดประจำเดือนที่สำคัญ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าการออกกำลังกายสม่ำเสมอจะทำให้ร่างกายมีภูมิป้องกันมะเร็งทุกชนิด รวมทั้งลดความเสี่ยงการเป็นมะเร็งได้ถึง 37%

5) มะเร็งลำไส้และทวารหนัก จากอาหารที่ห่างไกลธรรมชาติ วิถีการกินในรูปแบบที่เปลี่ยนไปของคนในปัจจุบันโดยเฉพาะไขมันสูง ทำให้อัตราการเกิดมะเร็งลำไส้และทวารหนักมีมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง การตรวจคัดกรองโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่จึงมีความจำเป็นโดยควรเริ่มตั้งแต่อายุ 50-75 ปี นอกจากนี้ ผู้ที่บิดา-มารดาหรือพี่น้องท้องเดียวกันมีประวัติโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่โดยเฉพาะขณะที่มีอายุยังน้อย ผู้ที่มีประวัติมีติ่งเนื้อมรลำไส้ใหญ่ที่ถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์อาจต้องเริ่มตรวจคัดกรองโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ก่อนอายุ 50 ปี วิธีการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่เชื่อถือได้และวงการแพทย์แนะนำ คือ การตรวจหาเลือดในอุจจาระ (f***l occult blood testing) และการส่องกล้องทางทวารหนักและลำไส้ใหญ่ (sigmoidoscopy หรือ colonoscopy)

การหมั่นสังเกตตัวเอง การตรวจคัดกรองก่อนการเกิดโรค รวมทั้งการรักษาอย่างทันท่วงทีจะทำให้เราหายขาดและไม่เสียชีวิตจากโรคนี้ ป้องกัน ดีกว่ารักษาแน่ๆ

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆๆจาก สสส และ เว็บไซต์สถาบันโรคมะเร็งแห่งชาติ
ติดต่อสอบถาม เพิ่มเติม โทร 0860981610

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารโกเรจินส์-ดี (Koregins-D)คืออาหารเสริมนวัตกรรมเพื่อการดูแลสุขภาพ ด้วยสารสกัดอันทรงประสิทธิภาพ ที่ช่วย...
19/04/2018

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารโกเรจินส์-ดี (Koregins-D)

คืออาหารเสริมนวัตกรรมเพื่อการดูแลสุขภาพ ด้วยสารสกัดอันทรงประสิทธิภาพ ที่ช่วยบำรุงสุขภาพร่างกาย ผิวพรรณ ปรับสมดุลให้กับร่างกาย ด้วย 9 พลังมหัศจรรย์ของสารสกัดอันทรงคุณค่าอย่างเช่น สารสกัดมาตรฐานจากโสม , สมุนไพรถั่งเช่า , เห็ดหลินจือ , นมผึ้ง , เมล็ดองุ่น , เปลือกสน , เบต้ากูลแคน , แอล-ซีสเตอิน , แคลเซียม แอสคอร์เบต ที่มาจากธรรมชาติล้วนๆปลอดภัย ไม่มีผลข้างเคียงต่อผู้บริโภค เพื่อให้คุณสุขภาพดี หน้าสวย ห่างไกลโรคร้าย เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ต้านอนุมูลอิสระ หน้าใสไร้สิว ผิวขาวสวยสว่างใสดูดีตามธรรมชาติ ลดฝ้า กระ จุดด่างดำ ลดริ้วรอย ลดรอยย่น ชะลอความแก่ เห็นผลภายใน 30 วัน รวดเร็ว แน่นอน คุณจะเห็นความเปลี่ยนแปลง ทุกปัญหาจะหมดไปด้วย โกเรจินส์-ดี (Koregins-D) ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมที่ได้รับความนิยมสูงสุดในประเทศ เพื่อคุณทุกคน โดยเฉพาะท่านที่มีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพและผิวพรรณ

"หนึ่งเม็ดตกถึงท้อง รับรองเห็นผล"
ผสานสารสกัดทรงคุณค่าจากตะวันออกและตะวันตก ให้คุณดูแลสุขภาพและผิวพรรณอย่างคุ้มค่า

สรรพคุณ โกเรจินส์-ดี (Koregins-D)
ช่วยทำให้สุขภาพดี หน้าสวย ใส ไร้ฝ้ากระ ลดฝ้า กระ
ช่วยเสริมสร้างคอลลาเจน
ช่วยเสริม ภูมิต้านทาน เพิ่มเม็ดเลือดขาว
ช่วยขับล้างสารพิษ
ช่วยปรับความดันให้เป็นปกติ
ช่วยระบบทางเดินหายใจ
ช่วยบรรเทาอาการตับและไต
ช่วยโรคภูมิแพ้ โรคผิวหนัง
ช่วยเพิ่มความยึดหยุ่นของผนังหลอดเลือด
ช่วยลดคลอเรสเตอรอล และไตรกลีเซอไรด์ ช่วยในการเผาผลาญ
ช่วยลดปัญหาการเกิดโรคเสื่อมต่างๆ
ช่วยเสริมการทำงานของกลูต้าไธโอน ช่วยให้ผิวขาว กระจ่างสดใส
ช่วยลดอนุมูลอิสระ ช่วยป้องกันเส้นเลือด ฝอยในสมองแตก
ช่วยขยายหลอดเลือด ชะลอความแก่ ป้องกันโรคหัวใจ
ช่วยลดความเครียด ช่วยให้หลับสนิท
ช่วยเสริมการเต้นของหัวใจให้ สม่ำเสมอ
ช่วยทำให้เพิ่มประสิทธิภาพของสมอง
ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด
ช่วยลดอาการอ่อนเพลีย ปวดศีรษะ ไมเกรน
โกเรจินส์-ดี (Koregins-D) เหมาะสำหรับท่านที่ต้องการบำรุงสถขภาพ
สุภาพสตรีสทานแล้วประจำเดือนมาจะปวดท้องน้อยลง จนไม่ปวดเลย
ผิวขาวขึ้น ใสขึ้น ชะลอความแก่ สิวน้อยลง สิวอักเสบดีขึ้น ผิวเรียบเนียน
หลับง่ายขึ้นหลับสบาย หลับลึก ตื่นมาไม่เพลีย
ป้องกันไข้หวัดต่างๆได้ดี
ป้องกันโรคต่างได้ดีมาก มะเร็ง เบาหวาน ความดัน
ป้องกันอาการแพ้ ต่างๆได้ดีมาก
ป้องกันอาการแทรกซ้อนของเชื้อโรคต่างๆได้ดี
ยับยั้งการกระจายของโรค
ฟื้นฟูสมรรถภาพทางเพศของผู้ชาย
ช่วยให้มีบุตรง่าย
ลดและป้องกัน ฝ้า กระ จุดด่างดํวย

ผลิตภัณฑ์ "โกเรจินส์-ดี (Koregins-D)"ได้รับ อย. อย่างถูกต้องจากองค์กรอาหารและยา
เลขทะเบียน อย. เลขที่ 10-3-11552-1-0001
ได้รับมาตรฐาน GMP,HACCP และเครื่องหมายฮาลาลรับรอง
ราคา : 1,664
ส่วนผสมที่สำคัญของ โกเรจินส์ดี

โสม
โสม ทำให้หลับได้นาน บรรเทาปวดเมื่อย คลายกล้ามเนื้อ รู้สึกสดชื่น ช่วยให้ผ่อนคลาย เพิ่มสมรรถภาพทางเพศ บำรุงตับ

เห็ดหลินจือ
เห็ดหลินจือ เป็นเทพเจ้าแห่งชีวิตที่มีพลังมหัศจรรย์ มีสารต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่า 250 ชนิด ! เป็นยาบำรุงร่างกายและใช้เป็นยาอายุวัฒนะในการยืดอายุ นอกจากนี้ยังช่วยทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง

นมผึ้ง
นมผึ้งอุดมด้วยวิตามินหลายชนิด และเชื่อกันว่าเป็นวิตามินต่อต้านความเครียด สามารถป้องกันโรคโลหิตจางได้ ช่วยขจัดไขมันตกค้างในตับ ลดคลอเรสเตอรอลในเส้นเลือด และช่วยบำรุงรักษาเส้นผม

ถังเช่า
ถั่งเช่า เป็นสมุนไพรจีน ซึ่งมีความหมายว่า “ หญ้าหนอน” หรือ “ฤดูหนาวเป็นหนอน ฤดูร้อนเป็นหญ้า”

เบต้ากลูแคน
เบต้า-กลูแคน (BETA GLUCAN) มีคุณสมบัติมหัศจรรย์ที่สามารถกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน ของร่างกายใช้ป้องกันโรคติดเชื้อจากจุลชีพต่างๆ

แอลซิสเทอีน
แอล-ซีสเตอีน (L-Cysteine) ช่วยชลอปฏิกริยาแห่งวัยของร่างกาย ชลอการแก่ชรา เพิ่มภูมิคุ้มกัน ช่วยป้องกันและรักษาโรค ล้างสารพิษ

แคลเซียม แอสคอร์เบต
แคลเซียม แอสคอร์เบท (Calcium Ascorbate) มีคุณบัติคล้ายวิตามินซี จำเป็นต่อการเจริญเติบโต สุขภาพของฟัน เหงือก กระดูก ผิวหนังและหลอดเลือด ช่วยในการดูดซึมเหล็ก

เมล็ดองุ่น
เมล็ดองุ่น มีประโยชน์กับผิวพรรณเราเป็นอย่างมาก มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูงกว่าวิตามินซีและมากกว่าวิตามินอี บางทีเรียกกันว่า ซูเปอร์แอนติออกซิแดนท์

สารสกัดจากเปลือกสน
สารสกัดจากเปลือกสน สามารถปกป้องหลอดเลือด ป้องกันเส้นเลือดขอด ปกป้องหัวใจและปรับปรุงการไหลเวียนเลือด ต้านอนุมูล
อิสระ และถูกขนานนามว่าเป็นวิตามินสำหรับผิว
ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม โทร 0860981610

เด็กแอลดี (LD : Learning Disability)หรือ เด็กที่อยู่ในภาวะความบกพร่องในการเรียนรู้ เด็กๆ เหล่านี้จะมีสติปัญญาอยู่ในเกณฑ์...
19/04/2018

เด็กแอลดี (LD : Learning Disability)
หรือ เด็กที่อยู่ในภาวะความบกพร่องในการเรียนรู้ เด็กๆ เหล่านี้จะมีสติปัญญาอยู่ในเกณฑ์ปกติหรือฉลาดกว่า แต่การเรียนรู้ในด้านใดด้านหนึ่งหรือหลายๆ ด้านจะช้ากว่าเด็กวัยเดียวกัน

โรคแอลดีเกิดจากความผิดปกติของสารเคมีในสมอง ยังไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นสมองส่วนใดหรือมีความผิดปกติอย่างไร พบว่ามักจะอยู่ในกลุ่มที่แม่มีปัญหาในระหว่างตั้งครรภ์ มีปัญหาระหว่างคลอดหรือหลังคลอด หรือสมองของเด็กมีการทำงานผิดปกติ โดยอาจเกิดจากการติดเชื้อ อุบัติเหตุ ได้รับสารพิษ เป็นต้น

เด็กแอลดีไม่ได้เป็นปัญญาอ่อน มีสติปัญญาปกติหรือมากกว่าปกติ และไม่ได้พิการใดๆ ทั้งสิ้น สาเหตุจะต้องมาจากความผิดปกติของสมองเพียงอย่างเดียว ไม่ใช่การอยู่ในวัฒนธรรมหรือสิ่งแวดล้อมที่มีลักษณะด้อยโอกาสในการดูแล หรือ เด็กที่มีความบกพร่องด้านการเรียน อาจเกิดจากระบบการสอนที่ไม่เหมาะสมกับพัฒนาการของเด็กตามวัย อาจเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดความบกพร่องด้านการเรียนได้ เช่น การเร่งให้เด็กเขียนหนังสือในขณะที่พัฒนาการกล้ามเนื้อของเด็กยังไม่พร้อม เป็นต้น จึงไม่จัดอยู่ในกลุ่มของเด็กแอลดี

โรคแอลดีเป็นโรคที่ติดตัวเด็กไปจนโต การรักษาในวัยเด็กระยะแรกจะสามารถช่วยได้ เพราะเด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้อาจประสบความสำเร็จในด้านการเรียนและด้านอื่นๆ ได้ แต่กความบกพร่องทางการเรียนรู้เป็นเสมือนโรคที่ซ่อนเร้น บางครั้งพบว่าเด็กไม่แสดงอาการชัดแจ้ง แต่ควรสังเกตและตรวจสอบตั้งแต่เด็กยังเล็กอยู่ว่าเข้าข่ายเหล่านี้หรือไม่

*พ่อแม่ คนในครอบครัว หรือญาติผู้ใหญ่ มีประวัติเป็นแอลดี
*แม่มีอายุน้อยมาก
*เด็กมีน้ำหนักแรกเกิดเท่าไร น้ำหนักตัวน้อยกว่าเกณฑ์มากไหม
*เด็กมีภาวะความบาดเจ็บทางสมองจากการคลอดก่อนหรือหลังกำหนด
*เด็กเคยเป็นโรคที่เกิดจากการอักเสบของอวัยวะ เช่น หู ซึ่งสามารถสร้างความกระทบกระเทือนไปถึงสมองบางส่วนหรือไม่
*เด็กอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีมลพิษ เช่น มลพิษจากสารตะกั่ว เป็นต้น

นอกจากนี้ยังสังเกตได้จากพัฒนาการของเด็กว่า เป็นไปตามปกติหรือไม่ โดยเฉพาะด้านสติปัญญาที่จะส่งผลสัมพันธ์กับพัฒนาการด้านอื่นๆ เช่น

วัยอนุบาล
*เด็กสามารถพูดคุยออกเสียงได้ชัดเจน สื่อสารได้ เข้าใจนิทานหรือเรื่องอิงจินตนาการที่พ่อแม่เล่าให้ฟัง
*ความเข้าใจเรื่องมิติสัมพันธ์ รู้จักด้านซ้าย ด้านขวา ไม่ใส่รองเท้าสลับข้าง เขียนอักษรได้ถูกต้อง ไม่สลับทิศทาง เป็นต้น
*การทำงานประสานกันระหว่างตาและมือ และการใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
*สามารถนับเลขจำนวนง่ายๆ ได้ เช่น นับ 1-10 ได้ เป็นต้น

วัยประถม
*เด็กมีความสนใจหรือใส่ใจมากน้อยแค่ไหน พ่อแม่ผู้ปกครองควรดูที่โจทย์การบ้านว่ามีความยากง่ายอย่างไร แล้วเปรียบเทียบว่าเด็กใช้เวลาทำการบ้านนานเกินไปหรือไม่
*เด็กมีความเข้าใจในบทเรียนต่างๆ มากน้อยแค่ไหน เมื่อถูกซักถาม สามารถอธิบายได้หรือไม่
*เด็กวัยประถมควรอ่านสะกดคำได้ อ่านแล้วสามารถเรียงลำดับเหตุการณ์ความเป็นมาก่อนหรือหลังได้อย่างเข้าใจ
*มีความเข้าใจเรื่องการคิดคำนวณ บวก ลบ คูณ หารเลขลักหน่วย หลักสิบ เป็นต้น

ข้อสังเกตและอาการบ่งชี้ของภาวะความบพร่องในการเรียนรู้ (LD : Learning Disability)

เด็กแอลดีอาจแสดงออกมาเป็นความบกพร่องทางการฟัง การพูด การเขียน การคำนวณ เป็นต้น ซึ่งจะส่งผลต่อการเรียนทำให้เรียนไม่ได้ตามศักยภาพที่มีอยู่ เด็กพวกนี้ถึงแม้จะเรียนพร้อมกับเด็กคนอื่น แต่ก็เรียนรู้ไม่ได้ แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้

1. ด้านการอ่าน (Dislexia)
*อาจจะอ่านไม่ออกหรืออ่านได้บ้าง สะกดคำไม่ถูก ผสมคำไม่ได้ สลับตัวพยัญชนะ สับสนกับการผันสระ อ่านตกหล่น ข้ามคำ อ่านไม่ได้ใจความจนถึงขั้นอ่านไม่ออกเลย
*อ่านช้า ลำบากในการอ่าน จะต้องสะกดคำก่อนจึงจะอ่านได้
*อ่านออกเสียงไม่ชัดเจน
*อ่านเดาจากอักษรตัวแรก เช่น บาท เป็นบทที่, เมื่อนั้น เป็น บัดนั้น
*อ่านข้าม อ่านเพิ่ม อ่านสลับคำ เช่น กรน อ่านเป็น นรก, กลม เป็น กมล เพราะความสามารถในการรับตัวหนังสือเข้าไปแล้วแปลเป็นตัวอักษรเสียไป
*ผันเสียงวรรณยุกต์ไม่ได้
*อ่านแล้วจับใจความสำคัญหรือเรียงลำดับเหตุการณ์ของเรื่องที่อ่านไม่ได้
*สำหรับเด็กที่มีความสามารถในการคำนวณ แต่มีปัญหาในการอ่าน ก็ไม่สามารถทำคะแนนได้ดีเวลาสอบ เนื่องจากโจทย์ที่ให้ต้องอ่านเพื่อตีความหมาย

2. ด้านการเขียนและการสะกดคำ (Disgraphia)
*รู้ว่าจะเขียนอะไร แต่เขียนไม่ได้ เขียนตก เขียนพยัญชนะสลับกัน บางคนเขียนแบบสลับซ้ายเป็นขวาเหมือน ส่องกระจก เกิดจากมือและสายตาทำงานไม่ประสานกัน เขียนกลับหลัง เขียนพยัญชนะ สระวรรณยุกต์ สลับตำแหน่งกัน (เด็กกลุ่มนี้มักจะเริ่มสังเกตเห็นปัญหาได้ชัดเจนตอนเริ่มเข้าเรียน) เช่น ก ไก่ เขียนหันหัวไปทางขวาแทนที่จะเป็นทางซ้าย
*ลากเส้นวนๆ ซ้ำๆ ไม่แน่ใจว่าจะเขียนหัวเข้าหรือหัวออก เขียนพยัญชนะหรือตัวเลขสลับกัน เช่น น เป็น ม, ภ เป็น ถ, ด เป็น ค, b เป็น d, 6 เป็น 9 เป็นต้น
*เรียงลำดับอักษรผิด เช่น สถิติ เป็น สติถิ
*เขียนเรียงลำดับ ก-ฮ ไม่ได้ แต่บอกให้เขียนทีละตัวได้
*เขียนไม่ตรงบรรทัด ขนาดตัวหนังสือเล็กใหญ่ไม่เท่ากัน ไม่มีช่องไฟ
*จับดินสอแน่นมาก ลบบ่อยๆ เขียนทับคำเดิมหลายๆ ครั้ง
*สะกดคำผิด เช่น บดบาด (บทบาท) แพด (แพทย์)

3. ด้านการคำนวณ (Discalculia)
*อาจจะคำนวณไม่ได้เลย หรือทำได้แต่สับสนกับตัวเลข ไม่เข้าใจสัญลักษณ์ ไม่เข้าใจค่าของตัวเลข ไม่สามารถจับหลักการ บวก ลบ คูณ หารได้
*เขียนตัวเลขผิด ไม่เข้าใจเครื่องหมาย สัญลักษณ์ ค่าของตัวเลขหลักต่างๆ หรือไม่เข้าใจวิธีการคำนวณตัวเลข
*นับเลขไปข้างหน้าหรือนับย้อนหลังไม่ได้
*จำสูตรคูณไม่ได้
*จะคำนวณเลขจากซ้ายไปขวา แทนที่จะเป็นจากขวาไปซ้าย
*ไม่เข้าใจเรื่องเวลา
*เขียนเลขสลับตำแหน่งกัน เช่น จาก 12 เป็น 21
*เอาตัวเลขน้อยลบออกจากตัวเลขมาก เช่น 35-8 =27 เด็กจะเอา 5 ลบออก 8 เพราะมองว่า 5 เป็นเลขจำนวนน้อย แทนที่จะมองว่า 5 เป็นตัวแทนของ 15

ความรู้สึกของเด็ก LD ที่มีต่อตนเอง

ข้อมูลจากโรงพยาบาลมนารมย์ กล่าวถึง ความรู้สึกของเด็ก LD ที่มีต่อตนเองไว้ว่า เด็กมักรู้สึกว่าตนเองเรียนไม่เก่ง มีปมด้อย มีอารมณ์เศร้า บางครั้งเมื่อถูกบังคับให้ทำงานซ้ำ ๆ หรือเรียนพิเศษ เด็กก็จะต่อต้านการเรียน ไม่อยากไปโรงเรียน เด็กมักพูดจาฉลาดโต้ตอบได้ดี แต่พอให้อ่าน เขียน คำนวณ กลับทำได้ไม่ดี ซึ่งอาจทำให้คุณพ่อคุณแม่ไม่เข้าใจ ดุว่าเป็นเด็กขี้เกียจ ดื้อ เกเร เด็กบางคนก็อายที่ทำสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ แต่ไม่อยากให้ใครรู้ ก็เลยปฏิเสธการทำสิ่งต่าง ๆ ที่ทำไม่ได้ เด็กมักรู้สึกหงุดหงิดและรู้สึกด้อยที่ตนเองทำไม่ได้ทัดเทียมเพื่อน ๆ และอาจจะแสดงพฤติกรรม ดังนี้

1. หลีกเลี่ยงการอ่านการเขียน
2. ไม่มีสมาธิในการเรียน ทำงานช้า ทำงานไม่เสร็จทำงานสะเพร่า
3. ความจำไม่ดี เรียนได้หน้าลืมหลัง
4. รู้สึกเบื่อหน่าย ท้อแท้
5. ไม่มั่นใจในตนเอง มักตอบว่า “ทำไม่ได้” “ไม่รู้”
6. อารมณ์ ขึ้น ๆ ลง ๆ หงุดหงิดง่าย ไม่อดทน
7. ก้าวร้าวกับเพื่อน พี่น้อง ครู หรือพ่อแม่
8. ขาดความภาคภูมิใจในตนเอง

แนวทางการช่วยเหลือทางการแพทย์

1. พาลูกไปพบคุณหมอ คุณหมอจะทำการซักประวัติอย่างละเอียดจากคุณพ่อคุณแม่ มีแบบสอบถามให้คุณครูของเด็กตอบ มีการวัดระดับเชาวน์ปัญญา วัดความสามารถทางการเรียนด้านต่างๆ
2. ตรวจร่างกายและทดสอบทางจิตวิทยา และผลสัมฤทธิ์ในการเรียน
3. ให้ความรู้ความเข้าใจ ช่วยเหลือเด็กและครอบครัวทางด้านจิตใจ
4. ถ้าเด็กมีภาวะอื่นร่วมด้วย เช่น สมาธิสั้น ซึมเศร้า คงต้องให้ยาเพื่อรักษาโรคเฉพาะ
5. การบำบัดทางเลือกอื่น ๆ เช่น ศิลปะบำบัด การกระตุ้นระบบประสาทและความรู้สึก

แนวทางการช่วยเหลือทางด้านการศึกษา

1. โรงเรียนควรจัดทำแผนการเรียนรายบุคคลให้สอดคล้องกับระดับความบกพร่องของเด็ก แต่ละด้านโดยทำความเข้าใจกับครูถึงปัญหาและความบกพร่องของเด็ก
2. เน้นการสอนเสริมในทักษะที่บกพร่อง เช่น การสะกดคำ อ่าน เขียนสอนเป็นกลุ่มย่อยหรือตัวต่อครั้งละ 30-45 นาที สัปดาห์ละ 4-5 วัน
3. การช่วยอ่านบทเรียนให้ฟัง เพื่อให้เด็กได้เนื้อหา ความรู้ ได้เร็วขึ้น
4. การให้เวลาในการทำสอบเพิ่มขึ้น เพื่อให้เด็กมีเวลาเพียงพอในการ อ่านโจทย์ และเขียนตอบ จะช่วยให้เด็กเรียนได้ดีขึ้น
5. ส่งเสริมทักษะด้านอื่นๆ ที่เด็กสนใจ เช่น ดนตรี กีฬา ศิลปะ เพื่อให้เด็กเกิดความภาคภูมิใจในตนเอง

แนวทางการช่วยเหลือของครอบครัว

1. อธิบายให้เด็กและครอบครัวทราบถึงปัญหาและความบกพร่องเฉพาะด้านของเด็ก รวมทั้งความรู้สึกของเด็กที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ
2. เปลี่ยนพฤติกรรมจากการตำหนิ ลงโทษ เป็นความเข้าใจ และสนับสนุนในการส่งเสริมทักษะการเรียนรู้ของเด็ก
3. ชื่นชมเมื่อเด็กทำสำเร็จแม้ในเรื่องเล็กน้อยเพื่อให้เกิดความภาคภูมิใจในตนเอง

หากเด็กได้รับการรักษาแต่เนิ่น ๆ และรักษาตามแนวทางที่ถูกวิธี ลูกของคุณพ่อคุณแม่จะมีพัฒนาการที่ดีขึ้นและสามารถหายได้นะคะ เพียงแต่ต้องอาศัยความรักและความเข้าใจ รวมถึงการให้กำลังใจลูกในทุก ๆ ทางเด็กแอลดี (LD : Learning Disability)
หรือ เด็กที่อยู่ในภาวะความบกพร่องในการเรียนรู้ เด็กๆ เหล่านี้จะมีสติปัญญาอยู่ในเกณฑ์ปกติหรือฉลาดกว่า แต่การเรียนรู้ในด้านใดด้านหนึ่งหรือหลายๆ ด้านจะช้ากว่าเด็กวัยเดียวกัน

โรคแอลดีเกิดจากความผิดปกติของสารเคมีในสมอง ยังไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นสมองส่วนใดหรือมีความผิดปกติอย่างไร พบว่ามักจะอยู่ในกลุ่มที่แม่มีปัญหาในระหว่างตั้งครรภ์ มีปัญหาระหว่างคลอดหรือหลังคลอด หรือสมองของเด็กมีการทำงานผิดปกติ โดยอาจเกิดจากการติดเชื้อ อุบัติเหตุ ได้รับสารพิษ เป็นต้น

เด็กแอลดีไม่ได้เป็นปัญญาอ่อน มีสติปัญญาปกติหรือมากกว่าปกติ และไม่ได้พิการใดๆ ทั้งสิ้น สาเหตุจะต้องมาจากความผิดปกติของสมองเพียงอย่างเดียว ไม่ใช่การอยู่ในวัฒนธรรมหรือสิ่งแวดล้อมที่มีลักษณะด้อยโอกาสในการดูแล หรือ เด็กที่มีความบกพร่องด้านการเรียน อาจเกิดจากระบบการสอนที่ไม่เหมาะสมกับพัฒนาการของเด็กตามวัย อาจเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดความบกพร่องด้านการเรียนได้ เช่น การเร่งให้เด็กเขียนหนังสือในขณะที่พัฒนาการกล้ามเนื้อของเด็กยังไม่พร้อม เป็นต้น จึงไม่จัดอยู่ในกลุ่มของเด็กแอลดี

โรคแอลดีเป็นโรคที่ติดตัวเด็กไปจนโต การรักษาในวัยเด็กระยะแรกจะสามารถช่วยได้ เพราะเด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้อาจประสบความสำเร็จในด้านการเรียนและด้านอื่นๆ ได้ แต่กความบกพร่องทางการเรียนรู้เป็นเสมือนโรคที่ซ่อนเร้น บางครั้งพบว่าเด็กไม่แสดงอาการชัดแจ้ง แต่ควรสังเกตและตรวจสอบตั้งแต่เด็กยังเล็กอยู่ว่าเข้าข่ายเหล่านี้หรือไม่

*พ่อแม่ คนในครอบครัว หรือญาติผู้ใหญ่ มีประวัติเป็นแอลดี
*แม่มีอายุน้อยมาก
*เด็กมีน้ำหนักแรกเกิดเท่าไร น้ำหนักตัวน้อยกว่าเกณฑ์มากไหม
*เด็กมีภาวะความบาดเจ็บทางสมองจากการคลอดก่อนหรือหลังกำหนด
*เด็กเคยเป็นโรคที่เกิดจากการอักเสบของอวัยวะ เช่น หู ซึ่งสามารถสร้างความกระทบกระเทือนไปถึงสมองบางส่วนหรือไม่
*เด็กอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีมลพิษ เช่น มลพิษจากสารตะกั่ว เป็นต้น

นอกจากนี้ยังสังเกตได้จากพัฒนาการของเด็กว่า เป็นไปตามปกติหรือไม่ โดยเฉพาะด้านสติปัญญาที่จะส่งผลสัมพันธ์กับพัฒนาการด้านอื่นๆ เช่น

วัยอนุบาล
*เด็กสามารถพูดคุยออกเสียงได้ชัดเจน สื่อสารได้ เข้าใจนิทานหรือเรื่องอิงจินตนาการที่พ่อแม่เล่าให้ฟัง
*ความเข้าใจเรื่องมิติสัมพันธ์ รู้จักด้านซ้าย ด้านขวา ไม่ใส่รองเท้าสลับข้าง เขียนอักษรได้ถูกต้อง ไม่สลับทิศทาง เป็นต้น
*การทำงานประสานกันระหว่างตาและมือ และการใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
*สามารถนับเลขจำนวนง่ายๆ ได้ เช่น นับ 1-10 ได้ เป็นต้น

วัยประถม
*เด็กมีความสนใจหรือใส่ใจมากน้อยแค่ไหน พ่อแม่ผู้ปกครองควรดูที่โจทย์การบ้านว่ามีความยากง่ายอย่างไร แล้วเปรียบเทียบว่าเด็กใช้เวลาทำการบ้านนานเกินไปหรือไม่
*เด็กมีความเข้าใจในบทเรียนต่างๆ มากน้อยแค่ไหน เมื่อถูกซักถาม สามารถอธิบายได้หรือไม่
*เด็กวัยประถมควรอ่านสะกดคำได้ อ่านแล้วสามารถเรียงลำดับเหตุการณ์ความเป็นมาก่อนหรือหลังได้อย่างเข้าใจ
*มีความเข้าใจเรื่องการคิดคำนวณ บวก ลบ คูณ หารเลขลักหน่วย หลักสิบ เป็นต้น

ข้อสังเกตและอาการบ่งชี้ของภาวะความบพร่องในการเรียนรู้ (LD : Learning Disability)

เด็กแอลดีอาจแสดงออกมาเป็นความบกพร่องทางการฟัง การพูด การเขียน การคำนวณ เป็นต้น ซึ่งจะส่งผลต่อการเรียนทำให้เรียนไม่ได้ตามศักยภาพที่มีอยู่ เด็กพวกนี้ถึงแม้จะเรียนพร้อมกับเด็กคนอื่น แต่ก็เรียนรู้ไม่ได้ แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้

1. ด้านการอ่าน (Dislexia)
*อาจจะอ่านไม่ออกหรืออ่านได้บ้าง สะกดคำไม่ถูก ผสมคำไม่ได้ สลับตัวพยัญชนะ สับสนกับการผันสระ อ่านตกหล่น ข้ามคำ อ่านไม่ได้ใจความจนถึงขั้นอ่านไม่ออกเลย
*อ่านช้า ลำบากในการอ่าน จะต้องสะกดคำก่อนจึงจะอ่านได้
*อ่านออกเสียงไม่ชัดเจน
*อ่านเดาจากอักษรตัวแรก เช่น บาท เป็นบทที่, เมื่อนั้น เป็น บัดนั้น
*อ่านข้าม อ่านเพิ่ม อ่านสลับคำ เช่น กรน อ่านเป็น นรก, กลม เป็น กมล เพราะความสามารถในการรับตัวหนังสือเข้าไปแล้วแปลเป็นตัวอักษรเสียไป
*ผันเสียงวรรณยุกต์ไม่ได้
*อ่านแล้วจับใจความสำคัญหรือเรียงลำดับเหตุการณ์ของเรื่องที่อ่านไม่ได้
*สำหรับเด็กที่มีความสามารถในการคำนวณ แต่มีปัญหาในการอ่าน ก็ไม่สามารถทำคะแนนได้ดีเวลาสอบ เนื่องจากโจทย์ที่ให้ต้องอ่านเพื่อตีความหมาย

2. ด้านการเขียนและการสะกดคำ (Disgraphia)
*รู้ว่าจะเขียนอะไร แต่เขียนไม่ได้ เขียนตก เขียนพยัญชนะสลับกัน บางคนเขียนแบบสลับซ้ายเป็นขวาเหมือน ส่องกระจก เกิดจากมือและสายตาทำงานไม่ประสานกัน เขียนกลับหลัง เขียนพยัญชนะ สระวรรณยุกต์ สลับตำแหน่งกัน (เด็กกลุ่มนี้มักจะเริ่มสังเกตเห็นปัญหาได้ชัดเจนตอนเริ่มเข้าเรียน) เช่น ก ไก่ เขียนหันหัวไปทางขวาแทนที่จะเป็นทางซ้าย
*ลากเส้นวนๆ ซ้ำๆ ไม่แน่ใจว่าจะเขียนหัวเข้าหรือหัวออก เขียนพยัญชนะหรือตัวเลขสลับกัน เช่น น เป็น ม, ภ เป็น ถ, ด เป็น ค, b เป็น d, 6 เป็น 9 เป็นต้น
*เรียงลำดับอักษรผิด เช่น สถิติ เป็น สติถิ
*เขียนเรียงลำดับ ก-ฮ ไม่ได้ แต่บอกให้เขียนทีละตัวได้
*เขียนไม่ตรงบรรทัด ขนาดตัวหนังสือเล็กใหญ่ไม่เท่ากัน ไม่มีช่องไฟ
*จับดินสอแน่นมาก ลบบ่อยๆ เขียนทับคำเดิมหลายๆ ครั้ง
*สะกดคำผิด เช่น บดบาด (บทบาท) แพด (แพทย์)

3. ด้านการคำนวณ (Discalculia)
*อาจจะคำนวณไม่ได้เลย หรือทำได้แต่สับสนกับตัวเลข ไม่เข้าใจสัญลักษณ์ ไม่เข้าใจค่าของตัวเลข ไม่สามารถจับหลักการ บวก ลบ คูณ หารได้
*เขียนตัวเลขผิด ไม่เข้าใจเครื่องหมาย สัญลักษณ์ ค่าของตัวเลขหลักต่างๆ หรือไม่เข้าใจวิธีการคำนวณตัวเลข
*นับเลขไปข้างหน้าหรือนับย้อนหลังไม่ได้
*จำสูตรคูณไม่ได้
*จะคำนวณเลขจากซ้ายไปขวา แทนที่จะเป็นจากขวาไปซ้าย
*ไม่เข้าใจเรื่องเวลา
*เขียนเลขสลับตำแหน่งกัน เช่น จาก 12 เป็น 21
*เอาตัวเลขน้อยลบออกจากตัวเลขมาก เช่น 35-8 =27 เด็กจะเอา 5 ลบออก 8 เพราะมองว่า 5 เป็นเลขจำนวนน้อย แทนที่จะมองว่า 5 เป็นตัวแทนของ 15

ความรู้สึกของเด็ก LD ที่มีต่อตนเอง

ข้อมูลจากโรงพยาบาลมนารมย์ กล่าวถึง ความรู้สึกของเด็ก LD ที่มีต่อตนเองไว้ว่า เด็กมักรู้สึกว่าตนเองเรียนไม่เก่ง มีปมด้อย มีอารมณ์เศร้า บางครั้งเมื่อถูกบังคับให้ทำงานซ้ำ ๆ หรือเรียนพิเศษ เด็กก็จะต่อต้านการเรียน ไม่อยากไปโรงเรียน เด็กมักพูดจาฉลาดโต้ตอบได้ดี แต่พอให้อ่าน เขียน คำนวณ กลับทำได้ไม่ดี ซึ่งอาจทำให้คุณพ่อคุณแม่ไม่เข้าใจ ดุว่าเป็นเด็กขี้เกียจ ดื้อ เกเร เด็กบางคนก็อายที่ทำสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ แต่ไม่อยากให้ใครรู้ ก็เลยปฏิเสธการทำสิ่งต่าง ๆ ที่ทำไม่ได้ เด็กมักรู้สึกหงุดหงิดและรู้สึกด้อยที่ตนเองทำไม่ได้ทัดเทียมเพื่อน ๆ และอาจจะแสดงพฤติกรรม ดังนี้

1. หลีกเลี่ยงการอ่านการเขียน
2. ไม่มีสมาธิในการเรียน ทำงานช้า ทำงานไม่เสร็จทำงานสะเพร่า
3. ความจำไม่ดี เรียนได้หน้าลืมหลัง
4. รู้สึกเบื่อหน่าย ท้อแท้
5. ไม่มั่นใจในตนเอง มักตอบว่า “ทำไม่ได้” “ไม่รู้”
6. อารมณ์ ขึ้น ๆ ลง ๆ หงุดหงิดง่าย ไม่อดทน
7. ก้าวร้าวกับเพื่อน พี่น้อง ครู หรือพ่อแม่
8. ขาดความภาคภูมิใจในตนเอง

แนวทางการช่วยเหลือทางการแพทย์

1. พาลูกไปพบคุณหมอ คุณหมอจะทำการซักประวัติอย่างละเอียดจากคุณพ่อคุณแม่ มีแบบสอบถามให้คุณครูของเด็กตอบ มีการวัดระดับเชาวน์ปัญญา วัดความสามารถทางการเรียนด้านต่างๆ
2. ตรวจร่างกายและทดสอบทางจิตวิทยา และผลสัมฤทธิ์ในการเรียน
3. ให้ความรู้ความเข้าใจ ช่วยเหลือเด็กและครอบครัวทางด้านจิตใจ
4. ถ้าเด็กมีภาวะอื่นร่วมด้วย เช่น สมาธิสั้น ซึมเศร้า คงต้องให้ยาเพื่อรักษาโรคเฉพาะ
5. การบำบัดทางเลือกอื่น ๆ เช่น ศิลปะบำบัด การกระตุ้นระบบประสาทและความรู้สึก

แนวทางการช่วยเหลือทางด้านการศึกษา

1. โรงเรียนควรจัดทำแผนการเรียนรายบุคคลให้สอดคล้องกับระดับความบกพร่องของเด็ก แต่ละด้านโดยทำความเข้าใจกับครูถึงปัญหาและความบกพร่องของเด็ก
2. เน้นการสอนเสริมในทักษะที่บกพร่อง เช่น การสะกดคำ อ่าน เขียนสอนเป็นกลุ่มย่อยหรือตัวต่อครั้งละ 30-45 นาที สัปดาห์ละ 4-5 วัน
3. การช่วยอ่านบทเรียนให้ฟัง เพื่อให้เด็กได้เนื้อหา ความรู้ ได้เร็วขึ้น
4. การให้เวลาในการทำสอบเพิ่มขึ้น เพื่อให้เด็กมีเวลาเพียงพอในการ อ่านโจทย์ และเขียนตอบ จะช่วยให้เด็กเรียนได้ดีขึ้น
5. ส่งเสริมทักษะด้านอื่นๆ ที่เด็กสนใจ เช่น ดนตรี กีฬา ศิลปะ เพื่อให้เด็กเกิดความภาคภูมิใจในตนเอง

แนวทางการช่วยเหลือของครอบครัว

1. อธิบายให้เด็กและครอบครัวทราบถึงปัญหาและความบกพร่องเฉพาะด้านของเด็ก รวมทั้งความรู้สึกของเด็กที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ
2. เปลี่ยนพฤติกรรมจากการตำหนิ ลงโทษ เป็นความเข้าใจ และสนับสนุนในการส่งเสริมทักษะการเรียนรู้ของเด็ก
3. ชื่นชมเมื่อเด็กทำสำเร็จแม้ในเรื่องเล็กน้อยเพื่อให้เกิดความภาคภูมิใจในตนเอง

หากเด็กได้รับการรักษาแต่เนิ่น ๆ และรักษาตามแนวทางที่ถูกวิธี ลูกของคุณพ่อคุณแม่จะมีพัฒนาการที่ดีขึ้นและสามารถหายได้นะคะ เพียงแต่ต้องอาศัยความรักและความเข้าใจ รวมถึงการให้กำลังใจลูกในทุก ๆ ทาง

ที่อยู่

242 ถนนสุวิทวงค์ แวงมีนบุรี
Bangkok
10510

เบอร์โทรศัพท์

0860981610

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Viewo&Dcontact วิตมินฟื้นฟูดวงตาผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ การปฏิบัติ

ส่งข้อความของคุณถึง Viewo&Dcontact วิตมินฟื้นฟูดวงตา:

แชร์

ทุกปัญหาเรื่องดวงตาที่ได้ผลจริง

📷👉... ViEWO (วีโว่)📷👈 ผลิตภัณฑ์ บำรุง ดูแลดวงตา ที่ถูกพัฒนาและต่อยอดความสำเร็จมาจาก ดีคอนแทค โดย.บ.ดีเน็ทเวิร์คเวิลด์ไวด์ ด้วยส่วนผสมที่ เข้มขึ้นมากขึ้น เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนมากขึ้น ประหยัดมากขึ้น เหมาะสำหรับ ปัญหา 📷✔ต้อเนื้อ 📷✔ต้อกระจก 📷✔ต้อหิน 📷✔ตาแห้ง 📷✔แสบเคืองคันตา 📷✔จอประสาทตาเสื่อม 📷✔วุ้นในลูกตาเสื่อม 📷✔เบาหวานขึ้นตา 📷✔ปกป้องดวงตาจากแสงสีฟ้า 📷✔ลดความดันลูกตา 📷✔ลดอาการตาบอดกลางคืน 📷✔ลดอาการตาเมื่อยล้า 📷✔บำรุงสายตาให้มองเห็นชัดเจนขึ้น ... 📷💖 สายตาดีด้วย ผลิตภัณฑ์ดูแลดวงตา วีโว่ 📷💖 ... มาบำรุงสายตากันเถอะเพราะ 90% ของคนยุคปัจจุบันใช้สายตา อยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์ และ โทรศัพท์ ทำให้มีปัญหาต่าง ๆ

📷💯 ผลิตภัณฑ์ วีโว 📷🌿 ประกอบด้วย 📷💯

1.สารสกัดที่สกัดจากดอกดาวเรืองแมคซิโก 50mg. 2.เจซิตินจากถั่วเหลือง 50mg 3.สารสกัดจากเมล็ดองุ่น 50mg 4.เบต้า แคโรทีน 10% 48mg 5.สารสกัดจากเก๋ากี้ 30mg 6.สารสกัดจากบิลเบอร์รี่ 30mg 7.สารสกัดจากซีบัคธอร์น 30mg 8.สารสกัดจากแบล็คเคอร์แรนท์ 30mg 10.วิตมินบี2 1.7 mg