05/11/2023
เวลาเราสอนภาษาอังกฤษเราจะเน้น phonetics กับการออกเสียงมากๆๆๆๆๆๆ ซึ่ง นร ส่วนใหญ่ หรือ คนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่า ถ้าแม่น phonetics เราจะอ่าน และ พูดออกเสียงได้แบบเจ้าของภาษาเลย
ตอนสมัยเรียนนี่ ผมก็คิดว่าตัวเองเก่งภาษาอังกฤษประมาณนึงเลยนะ เพราะสอบทีไรก็ได้คะแนนดีตลอด แถมเพื่อนก็ชอบอวยอีกว่าเราเก่ง
แต่พอโตขึ้นมาถึงได้รู้ว่า ที่เราคิดว่าเก่ง คือมันเก่งเฉพาะในตำรานี่หว่า อย่างพวกการทำข้อสอบ การจำศัพท์ หรือจะเป็นแกรมมาร์นี่คือพูดได้ว่าจัดจ้านในย่านบางปะกง
แต่ลึกๆ ก็รู้ตัวดีว่า เราไม่สามารถสื่อสารได้เลย ฟังฝรั่งพูดไม่ค่อยออก ส่วนเวลาพูดก็คืออึกๆ อักๆ เลิ่กลั่กแล้วหนึ่ง
ยิ่งเรื่องสำเนียงการพูดนี่ก็คือ Thai Accent แบบเป็นมาตรฐานเลย
แอม ฟาย แต๊งกิ้ว แอนด์ ยู้
แต่นั่นก็เป็นเรื่องธรรมดาอ่ะนะ เพราะผมเองไม่เคยต้องใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารทำงานอะไร ไม่เคยเรียนอินเตอร์ ไม่เคยไปเรียนต่างประเทศ ได้ประมาณนี้ก็คือพอใช้เอาตัวรอดได้ละ
ผมเพิ่งมารื้อฟื้นทักษะภาษาอังกฤษใหม่ตอนได้มีโอกาสมาสอนพิเศษนักเรียน ม.ปลาย แต่ก็นั่นแหละ มันก็เก่งขึ้นแต่เรื่องในตำรา ส่วนเรื่องการพูดและสำเนียงยังไทยจ๋าเหมือนเดิม
แต่ทุกอย่างมันต้องมีจุดเปลี่ยน ไม่งั้นชีวิตมันคงไม่ก้าวไปไหน
ตอนปี 59 ผมมีโอกาสไปที่นิวยอร์ก จะว่าไปเที่ยวก็ไม่เชิง เพราะคือไปอยู่ตั้ง 2 เดือน แต่ส่วนใหญ่ก็คือเที่ยว กับถ่ายรูปนั่นแหละ
ตอนนั้นไปอยู่บ้านเช่าจาก Air BNB ไปเจอเพื่อนร่วมแชร์ห้องซึ่งเป็นวัยรุ่นอเมริกันชื่อ Weston
Weston อายุแค่ 18 ปี เพิ่งจบม.ปลายมาจากรัฐยูทาห์ แล้วขอพ่อแม่มาลองใช้ชีวิตที่นิวยอร์กดู สมกับเป็นสถานที่สำหรับล่าฝันของอเมริกันชนจริงๆ
ซึ่งตอนนั้น ไอ้เราก็มั่นใจว่าเราพูดภาษาอังกฤษได้โอเคละนะ (แค่เวลาพูดยังติดสำเนียงไทย แต่ก็ปกติเหมือนคนทั่วไปป่ะวะ)
แต่ก็ยอมรับสารภาพว่ามันมีปัญหาที่หลายครั้งพอเราพูดแล้วคนอเมริกันฟังไม่เข้าใจ เขาต้องถามซ้ำว่าเราพูดว่าอะไร ซึ่งเราก็คิดในใจว่าจะให้ทำไงได้
ก็สำเนียงมันเป็นแบบนี้นี่หว่า สำเนียงส่อภาษาอ่ะ รู้จักป่ะ
และจุดเปลี่ยนของเรื่องนี้ มันเริ่มต้นจากคำว่า caricature
ที่จริงคำนี้ผมน่ะรู้ความหมายมานานแล้ว อ่านเจอมาจากในหนังสือ แต่ด้วยความที่มันไม่ใช่คำที่ต้องใช้ในชีวิตประจำวัน
และเอาจริงๆ นะ ผมเองก็ไม่คิดว่าผมจะมีโอกาสพูดคำนี้ในชีวิตจริงด้วยซ้ำ
จึงไม่เคยใส่ใจว่า คำนี้มันต้องออกเสียงว่ายังไง แค่เรารู้ว่ามันแปลว่า “ภาพการ์ตูนล้อเลียน” นี่ก็คือเก๋แล้วป่ะ
เหตุการณ์วันนั้นคือ ผมไปเที่ยวถ่ายรูปที่สะพานบรูคลิน พอกลับมาบ้านก็เล่าให้ Weston ฟังว่า เออ บนสะพานบูคลินมันมีคนมาขายภาพวาดการ์ตูนล้อเลียนด้วยนะ ผมก็ออกเสียง caricature ไปเต็มที่ว่า
คา-ริ-แคช-เชอร์
ก็เพราะมันเขียนแบบนั้นนี่นา
ปรากฎว่าเพื่อนวัย 18 แม่งทำหน้างงว่าผมพูดอะไร เค้าขายอะไรนะ ซึ่งไอ้ผมก็คิดว่าเค้าอาจจะฟังเราไม่ทัน ก็เลยพูดย้ำอีกทีว่า
ก็คาริแคชแชอร์ ไง งงไรเพื่อน
แต่มันก็ยังไม่เข้าใจอีก
ตอนนั้นผมยังแอบคิดในใจว่า อ๋อรึว่า Weston มันไม่รู้จักคำนี้วะ มันอาจจะยังเด็กก็ได้ เลยไม่รู้จัก คำมันยากนี่นา 55
ตอนนั้นจึงต้องแก้สถานการณ์ฉุกเฉิน ด้วยการอธิบายไปว่า ไอ้แคริแคชเชอร์เนี่ย มันคือ
A drawing picture that exaggerates a person in a humorous or sarcastic way.
ประมาณนี้ไง เอ็งเข้าใจบ่ ไอ้หนู
พอสิ้นเสียงปุ๊บ เพื่อนมันร้องเลยว่า
Oh, it’s a แค้-ริ-เคอะ-เช่อะร
โอเค…รู้เรื่อง กูนี่แหละออกเสียงผิดเอง “คา-ริ-แคช-เชอร์” ของกูเนี่ยแม่งไม่ได้ใกล้เคียงความถูกต้องเลยไง
และในคืนนั้นเลย ผมถึงมานั่งสงสัยว่า ทำยังไงเราถึงจะออกเสียงภาษาอังกฤษได้ชัดกว่านี้
แล้วที่สงสัยก็คือ อย่างคำนี้มันเขียนว่า caricature แท้ๆ แล้วไอ้ตรง cature มันไปอ่านว่า เคอะ-เช่อะร ยังไง กฏข้อไหนบอกให้ออกเสียงแบบนี้วะ แล้วใครจะไปตรัสรู้
คืนนั้น พอค้นไปค้นมาถึงได้รู้จักคำว่า schwa sound ครั้งแรกในชีวิต!
เท่านั้นแหละ เหมือนเปิดโลก เหมือนบรรลุโสดาบันทางภาษาอังกฤษ นี่แปลว่าที่ผ่านมา การที่เราพูดอังกฤษไม่ได้ พูดแล้วฝรั่งฟังไม่เข้าใจ พูดออกเสียงผิด พูดสำเนียงไม่ดี หรือพูดไม่เหมือนเค้าซักที เพราะแม่งไม่รู้จักหลักการออกเสียง schwa หรอกเหรอเนี่ย
แล้วทำไมเรื่องใหญ่ขนาดนี้แม่งไม่เคยมีใครบอกเลยวะ ทั้งที่เรื่องนี้มันควรจะเป็นเรื่องแรกๆ ที่ควรจะสอนมาตั้งแต่ประถม หรือมัธยมต้นแท้ๆ
นี่แหละ ผมจะอธิบายให้ทุกคนที่อยากพูดภาษาอังกฤษชัดขึ้นฟังเอง
โดยหลักแล้ว การที่เราเห็นรูปสระ a e i o u y ที่เขียนอยู่ในคำภาษาอังกฤษนั้น ส่วนใหญ่มันมักไม่ได้ออกเสียงตามรูปสระที่เห็น
a ไม่ได้อออกเสียง สระอะ สระอา หรือสระแอ เสมอไป
e ไม่ได้ออกเสียงสระ อี เหรอสระ เอ
i ไม่ได้ออกเสียง สระ ไอ หรือสระอิทั้งหมด
o ไม่ได้ออกเสียง สระโอ หรือสระออ
และ u ก็ไม่ได้ออกเสียงสระอู หรือเป็นไม้หันอากาศอย่างที่เรามักเข้าใจกัน
แต่สระพวกนี้ในแทบทุกคำมันคือเสียง schwa (เขียนแทนด้วยสัญลักษณ์ตัว e กลับหัว /ə/ แบบในรูปประกอบนั่นแหละ)
โดยไม่แคร์เลยว่ามันจะสะกดด้วย a e i o หรือ u
ซึ่งเสียง schwa นี้มันคือเสียงสระ เออะ
แล้วแม่งเป็นสระเออะแบบเบาๆ ด้วย สระเออะเหมือนคนสะเออะเวลาสะอึก
อย่างเช่น คำว่า salad แม่งไม่ได้ออกเสียงว่า ซา-หลัด อย่างที่ควรจะเป็น แต่มันต้องออกเสียงว่า ซ้า-เหลิด
โดยตัว a ที่สะกดในพยางค์หลังมันคือเสียง schwa ว่ะ
หรือคำว่า item แม่งไม่ได้ออกเสียงว่า ไอ-เท็ม แต่ตัว e ในพยางค์หลังนี่ก็เสียง schwa
มันต้องออกเสียงว่า ไอ๊-เทิ่ม
คำว่า pencil แม่งไม่ได้ออกเสียงว่า เพน-ซิล แบบที่เราเข้าใจมาทั้งชีวิต และแน่นอน ตัว i ในพยางค์หลังมันก็คือเสียง schwa
มันจึงต้องออกเสียงว่า เพ้น-เซิล หาได้เป็นเสียงสระอิอย่างที่คิดไม่
หรือคำว่า carrot แม่งก็ไม่ได้ออกเสียงว่า แคร์-รอต อย่างในเพลงที่ร้องว่า โอ๊ะเอาแคร์รอตมาฝาก แต่มันต้องออกเสียงว่า แค้-เหริต
และคำว่า circus แม่งไม่ได้ออกเสียงว่า เซอร์-คัส แต่ตัว u นี่ก็เสียง schwa อีกเหมือนกัน และมันต้องออกเสียงว่า เซ้อร์-เคิส
ทุกตัวคือเสียงสระเออะ It’s amazing (ที่ต้องออกเสียงว่า “อิตส เออะ-เมซ-ซิ่ง” เพราะตัว a นี่ก็ schwa)
เท่านั้นแหละ พอดวงตาเริ่มเห็นธรรม ผมก็ลองฝึกออกเสียงคำต่างๆ ด้วยเสียง schwa แบบถูกต้อง
โคตรมหัศจรรย์ ผมกลายเป็นคนพูดภาษาอังกฤษชัดเป๊ะแบบเจ้าของภาษาเฉยเลย! ตัวเองพูดเองยังอึ้ง
อะไรของมันวะ นี่แค่เรารู้เรื่องนี้ จากที่อึกๆ อักๆ มา 30 กว่าปีคือกลายเป็นคนพูดภาษาอังกฤษชัดในวันเดียวซะงั้น
ดังนั้นในเบื้องต้นจึงขอสรุปว่า ไม่ว่าในแต่ละคำมันจะสะกดด้วย a e i o หรือ u ก็ช่างแม่งมัน แต่เวลาพูด เราต้องออกเสียงเดียวกันหมดเลย นั่นคือเสียง schwa เสียงสระเออะแบบเบาๆ แบบไม่เต็มเสียง เป็นเสียงสระเออะแบบไม่ตั้งใจ
แต่เดียวก่อน แล้วเราจะแยกแยะได้ไงว่าพยางค์ไหนถึงควรออกเสียง schwa อย่างเช่นคำว่า salad มันมี a ตั้ง 2 ตัว แล้วทำไมมันถึงออกเสียง schwa แค่พยางค์หลังพยางค์เดียววะ
หรืออย่าง คำว่า pencil ทำไมพยางค์แรกเสียง e มันก็อ่านว่า เพน ปกติ แต่ตัว i ในพยางค์ที่สองมันต้องออกเสียง schwa -เซิ่ล ด้วยอ่ะ
ผมจึงเริ่มอยากรู้ต่อว่า มันมีกฏบัญญัติไว้ไหม ว่าพยางค์ไหนต้องใช้เสียง schwa หรือจะให้เราต้องมาคอยท่องจำทุกคำหรือเดาเอาเอง แบบนี้ก็ไม่ไหวนะ
ผมจึงพยายามค้นหามันเข้าไปอีก ถึงได้ความรู้เพิ่มมาอีกว่า
ในแต่ละคำ เราจำเป็นต้องรู้ก่อนว่าพยางค์ไหนที่ stressed (พยางค์ที่เน้นโดยใช้เสียงหนักและสูง)
ซึ่งในพยางค์ที่ stressed นั้น เราจะออกเสียงสระตามปกติ แต่พยางค์ที่ไม่เน้น ซึ่งโดยส่วนใหญ่มักจะเป็นพยางค์ที่วางอยู่ข้างหน้า หรือพยางค์ที่วางอยู่ข้างหลังของพยางค์ที่ stressed
ไม่ว่ามันจะสะกดด้วยอะไร มันก็มักจะต้องใช้เสียง schwa แทบทั้งสิ้น
โอเคกระจ่าง ถึงจะไม่ 100% แต่ก็คิดว่ารู้หลักการนี้ เราก็สามารถออกเสียงคำ 80-90% ให้ชัดเป๊ะเวอร์ได้
เพราะงั้นลองย้อนไปดูคำว่า caricature ที่เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องนี้ดู
เมื่อคำนี้ stressed ที่ Car- (พยางค์แรก) ดังนั้น พยางค์ถัดๆ ไป แม้มันจะเขียนว่า cature ก็ต้องอ่านว่า เคอะเช่อร์ ไม่ใช่ แคทเชอร์ ตามที่เห็น
แม่ง get ทันที
หลังจากนั้นผมก็พูดโดยใช่หลักการนี้มาตลอด ไม่เกินสัปดาห์ skill การพูดผมดีขึ้นหลายเท่าตัว ตอนนั้นแทบไม่มีคนรู้เลยว่าผมคือคนต่างชาติ
ทุกคนที่คุยกับผมฟันธงเลยว่า ดูจากสำเนียงและหน้าตาแล้วผมคือ American born Chinese แน่นอน
หลักการนี้แม้ว่ามันจะไม่ได้ตายตัว (แต่น่าจะราวๆ 80-90%) และต้องลองฝึกพูดไปเรื่อยๆ แต่มันก็ดีกว่าการที่เราแม่งออกเสียงไม่ถูกมาตลอดกว่า 20 ปี
ใครก็ได้ กรุณาเอาเรื่องนี้บัญญัติลงไปในการเรียนการสอนภาษาอังกฤษที ถ้ามีครูสอนเราแบบนี้ตั้งแต่ชั้นประถม เราคงจะออกเสียงคำง่ายๆ ถูกต้องตั้งแต่แรกแล้ว
banana ต้องอ่านว่า เบอะ-‘แน้-เน่อะ
elephant ต้องอ่านว่า ‘เอ๊ล-เลอะ-เฟิ่น
animal ต้องอ่านว่า ‘แอ๊น-เหนอะ-เมิล
lion ต้องออ่านว่า ‘ไล๊-เอิ่น
octopus ต้องอ่านว่า ‘อ๊อค-เทอะ-เพิส
(ใครอ๊อกโทปุ๊สมาตลอดต้องหยุดก่อน)
เสียง schwa เต็มไปหมด
และนี่เป็นแค่จุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมพูดภาษาอังกฤษชัดพอสมควรทั้งที่ไม่เคยเรียนเอกภาษาอังกฤษหรือเรียนอินเตอร์หรือเรียนต่างประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเลยก็ตาม
วันนี้เราจะพอกันแค่นี้ก่อน แต่ยังหรอกครับ มันยังไม่หมด เพราะหลังจากนั้นไม่นาน ผมก็ค้นพบความลับที่สองของหลักการออกเสียง ที่ทำให้คราวนี้ผมออกเสียงภาษาอังกฤษชัดแบบดัดจริตจริงๆ
ชัดแบบนึกว่าเกิดแถวชิคาโก เติบโตแถวบอสตัน แล้วทำงานแถวสีลม
วันนี้เอาการออกเสียง schwa ไปฝึกกันก่อนแล้วกัน วันหน้ามาอ่านกันใหม่
ซี ยู เออะ เกน เน็กซ ทาย มฺ