ดี-คอนแทค ดูแลบำรุงดวงตา

ดี-คอนแทค  ดูแลบำรุงดวงตา ดี-คอนแทค วิตะมินบำรุงดวงตา มาตรฐาน อย. ดูแลดวงตา ต้อเนื้อ ต้อลม ต้อกระจก ตาแห้ง ตาพร่า ตามัว

ต้อเนื้อ (Pterygium)      หรือต้อลิ้นหมา เป็นโรคเกี่ยวกับดวงตาที่อาจเกิดขึ้นหลังจากเป็นต้อลม มักพบเป็นแผ่นเนื้อสีขาวเหลื...
04/08/2018

ต้อเนื้อ (Pterygium)
หรือต้อลิ้นหมา เป็นโรคเกี่ยวกับดวงตาที่อาจเกิดขึ้นหลังจากเป็นต้อลม มักพบเป็นแผ่นเนื้อสีขาวเหลืองหรือสีชมพู รูปทรงคล้ายสามเหลี่ยม เกิดขึ้นบริเวณเยื่อบุตายื่นเข้าไปในตาดำ แม้ต้อเนื้อไม่ค่อยก่อให้เกิดปัญหาใด ๆ และอาจไม่จำเป็นต้องรักษา แต่หากต้อเนื้อมีขนาดใหญ่หรือหนาขึ้นเข้าไปบังตาดำ อาจต้องผ่าตัดออก เพราะจะส่งผลต่อการมองเห็นของผู้ป่วยได้

อาการต้อเนื้อ

โรคต้อเนื้ออาจไม่แสดงอาการใด ๆ หรือมักเป็นอาการที่ไม่รุนแรง เช่น ระคายเคือง รู้สึกแสบหรือคันที่ดวงตา แต่หากต้อเนื้อมีขนาดใหญ่หรือหนาขึ้นจนคลุมบริเวณกระจกตา อาจส่งผลต่อการมองเห็น เพราะอาจกระทบต่อความโค้งของตาดำ ทำให้รู้สึกว่ามีสิ่งแปลกปลอมอยู่ในดวงตา และทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถสวมใส่คอนแทคเลนส์ ได้ตามปกติ ดังนั้น ควรปรึกษาแพทย์หากสงสัยเกี่ยวกับอาการที่เป็นอยู่ และรีบไปแพทย์โดยด่วน หากมีอาการระคายเคืองดวงตามากขึ้น น้ำตาไหลมากผิดปกติ หรือรู้สึกเจ็บตาอย่างรุนแรง

สาเหตุต้อเนื้อ

แม้ยังไม่ทราบแน่ชัดถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดต้อเนื้อ แต่มีหลายปัจจัยเสี่ยงที่อาจเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะผู้ที่เผชิญกับรังสีอัลตราไวโอเลตจากดวงอาทิตย์เป็นเวลานาน ผู้ที่มีอาการตาแห้ง รวมถึงผู้ที่ระคายเคืองตาจากลม ฝุ่น ควัน มลพิษ หรือทราย เช่น ผู้ที่ทำงานกลางแจ้ง ชาวนา ชาวประมง และผู้ที่อาศัยอยู่ใกล้แนวของเส้นศูนย์สูตร โดยโรคต้อเนื้อมักเกิดขึ้นในเพศชายที่อายุระหว่าง 20-40 ปี และผู้ที่มีผิวขาวหรือตาสีอ่อนก็อาจเสี่ยงต่อการเกิดต้อเนื้อได้เช่นกัน

ภาวะแทรกซ้อนของต้อเนื้อ

โรคต้อเนื้ออาจทำให้เกิดรอยแผลเป็นที่กระจกตา แม้พบได้ค่อนข้างยาก แต่หากปล่อยไว้และไม่ได้รับการรักษา อาจเป็นเหตุให้สูญเสียการมองเห็นได้ นอกจากนี้ ยังมีภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดจากการรักษาต้อเนื้อด้วยการผ่าตัด เช่น ผู้ป่วยเสี่ยงต่อการเกิดต้อเนื้อซ้ำอีกครั้งและอาจมีอาการที่รุนแรงกว่าเดิม หรืออาจส่งผลต่อการมองเห็น ทำให้มองเห็นไม่ชัดเจน เนื่องจากการผ่าตัดต้อเนื้ออาจทำให้ความโค้งของกระจกตาไม่เท่ากัน หรือที่เรียกว่าสายตาเอียง ทั้งนี้ ในขั้นตอนการผ่าตัด จักษุแพทย์อาจนำเนื้อเยื่อบาง ๆ มาแปะในบริเวณที่เพิ่งผ่าตัดต้อเนื้อออกไป เพื่อช่วยลดความเสี่ยงในการกลับมาเป็นซ้ำ

ที่มา :Pobpad

ต้อลม (Pinguecula)           เป็นโรคทางดวงตาที่เกิดการเปลี่ยนแปลงจากเนื้อเยื่อปกติกลายเป็นเนื้องอกชนิดไม่ร้ายแรงที่เยื่อ...
04/08/2018

ต้อลม (Pinguecula)

เป็นโรคทางดวงตาที่เกิดการเปลี่ยนแปลงจากเนื้อเยื่อปกติกลายเป็นเนื้องอกชนิดไม่ร้ายแรงที่เยื่อบุตาขาว ทำให้มีการระคายเคืองของดวงตาร่วมด้วย

ต้อลมสามารถสังเกตได้ด้วยตาเปล่า มีลักษณะเป็นตุ่มนูนหรือแผ่นบาง ๆ สีหลือง โดยส่วนมากมีรูปร่างเป็นรูปสามเหลี่ยม มักพบอยู่บริเวณตาขาวที่ใกล้กระจกตาตรงส่วนหัวตามากกว่าหางตา และยังสามารถเจริญเติบโตจนเข้าไปสู่กระจกตาได้ ในกรณีที่เกิดการลุกลามเข้าไปในกระจกตาจะถูกเรียกว่า โรคต้อเนื้อ


อาการของต้อลม

โรคต้อลมส่วนมากมักทำให้ดวงตาเกิดการระคายเคือง แต่ละคนอาจมีอาการที่แตกต่างกันออกไป บางรายอาจมีอาการเพียงเล็กน้อย แต่ในบางรายก็อาจเกิดอาการรุนแรง ซึ่งอาการที่สังเกตได้มีดังนี้

1. มีแผ่นหรือตุ่มนูนขนาดเล็กสีเหลืองเกิดขึ้นภายในตาขาว
2. อาการตาแห้ง เคืองตา แสบตา
3. มีความรู้สึกเหมือนมีบางสิ่งติดอยู่ในดวงตา เช่น เม็ดทราย
หรือเศษผง
4. อาการคันตา ทำให้ตาแดงและอักเสบในบางราย
5. ตาบวมและมีอาการเจ็บตา

โดยทั่วไปโรคต้อมักไม่ก่ออาการ ยกเว้นถ้ามีการอักเสบเกิดขึ้นหรือมีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย ผู้ป่วยควรไปพบแพทย์หรือจักษุแพทย์เมื่อพบอาการต่อไปนี้

- ขนาดของก้อนเนื้อที่เป็นต้อลมมีขนาด รูปร่าง หรือสีที่
เปลี่ยนแปลงไป
- มีของเหลวสีเหลืองไหลออกจากดวงตา อาจจะข้างเดียว
หรือทั้ง 2 ข้าง
- เปลือกหรือผิวบริเวณรอบดวงตาบวมแดง
- อาการแย่ลงเรื่อย ๆ แม้ได้รับการรักษา
- มีปัญหาในการมองเห็นเพิ่มมากขึ้น

สาเหตุของโรคต้อลม

ยังไม่ทราบสาเหตุการเกิดต้อลมที่แน่ชัด แต่พบว่ามีปัจจัยสำคัญในการพัฒนาโรคมาจากการโดนแสงแดดหรือรังสีอัลตราไวโอเลตจากดวงอาทิตย์เป็นเวลานาน บ่อย ๆ หรือเกิดการระคายเคืองดวงตา เช่น อาการตาแห้ง ดวงตาสัมผัสกับสภาพแวดล้อมภายนอกอย่าง ลม ฝุ่นละออง ทำให้เนื้อเยื่อปกติของดวงตามีการเปลี่ยนแปลงจนกลายเป็นแผ่นหรือตุ่มนูน ๆ บริเวณตาขาว เนื่องจากมีการสะสมของโปรตีน ไขมัน หรือแคลเซียม

โรคนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย แต่จะเกิดขึ้นบ่อยในวัยกลางคนและผู้สูงอายุ โดยเฉพาะในผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป อาชีพบางอาชีพที่มีความเสี่ยงสูงจากการอยู่ในสภาพแวดล้อมการทำงานที่ไม่เหมาะสม โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานกลางแจ้ง ช่างเชื่อมโลหะ

จอประสาทตาเสื่อม (Age-Related Macular Degeneration: AMD) คือ ภาวะที่นำไปสู่การสูญเสียการมองเห็น ซึ่งพบได้มากในผู้ป่วยอาย...
04/08/2018

จอประสาทตาเสื่อม (Age-Related Macular Degeneration: AMD)
คือ ภาวะที่นำไปสู่การสูญเสียการมองเห็น ซึ่งพบได้มากในผู้ป่วยอายุ 60 ปีขึ้นไป มีสาเหตุจากจุดรับภาพตรงกลางของจอประสาทตาเสื่อม ซึ่งโรคจอประสาทตาเสื่อมเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการและประเภท

จอประสาทตาเสื่อม

โรคจอประสาทตาเสื่อมแบ่งออกเป็น 2 ประเภท

จอประสาทตาเสื่อมชนิดแห้ง (Dry AMD) มีจุดสีเหลืองบริเวณจอรับภาพตรงกลางของประสาทตาซึ่งเรียกว่า ดรูเซ่น (Drusen) สะสมอยู่ใต้จอประสาทตา จุดสีเหลืองนี้ทำลายเซลล์รับแสง ซึ่งนำไปสู่การมองเห็นที่บิดเบี้ยว โรคมักแสดงอาการอย่างช้า ๆ และในบางกรณีอาจกลายเป็นจอประสาทตาเสื่อมชนิดเปียกได้

จอประสาทตาเสื่อมชนิดเปียก (Wet AMD) พบเพียง 10 เปอร์เซ็นต์จากจำนวนผู้ป่วยทั้งหมด เกิดจากเส้นเลือดฝอยด้านหลังจอประสาทตาผิดปกติ ซึ่งมีของเหลวในหลอดเลือดรั่วไหลไปโดนจุดรับภาพ ทำให้สูญเสียการมองเห็นอย่างมากทั้งแบบถาวรและเฉียบพลัน

อาการจอประสาทตาเสื่อม

อาการจอประสาทเสื่อมชนิดแห้ง อาการในช่วงแรก ผู้ป่วยอาจมองเห็นภาพเบลอและจุดดำหรือจุดบอดตรงกลางภาพ เมื่อเวลาผ่านไป จุดดำในภาพจะเริ่มขยายใหญ่ซึ่งส่งผลต่อการมองเห็น ทำให้อ่านหนังสือลำบากหรือมองเห็นรายละเอียดไม่ชัด

อาการจอประสาทเสื่อมชนิดเปียก ทำให้ผู้ป่วยมองเห็นภาพบิดเบี้ยว พร่ามัว เห็นจุดดำขนาดใหญ่ในภาพซึ่งเป็นผลมาจากการที่เลือดไหลไปอยู่ในจุดรับภาพ

อาการโดยทั่วไปที่เหมือนกันของโรคจอประสาทตาเสื่อมทั้ง 2 ประเภท มีดังนี้

# # # # # มองภาพบิดเบี้ยว
# # # # # มองในที่สว่างไม่ชัด หรือแพ้แสง
# # # # # ปรับสายตาจากการมองเห็นในที่มืดมาที่สว่างไม่ค่อย
ได้
# # # # # สูญเสียความสามารถในการมองเห็น ตามัว มีจุดดำ
หรือเงาบังอยู่ตรงกลางภาพ
# # # # # เห็นสีผิดเพี้ยน

ต้อหินต้อหิน (Glaucoma) เป็นโรคของดวงตาชนิดหนึ่งที่เกิดจากความเสื่อมของเส้นประสาทตา หรือเส้นประสาทตาถูกทำลาย โดยเป็นเส้น...
04/08/2018

ต้อหิน

ต้อหิน (Glaucoma) เป็นโรคของดวงตาชนิดหนึ่งที่เกิดจากความเสื่อมของเส้นประสาทตา หรือเส้นประสาทตาถูกทำลาย โดยเป็นเส้นประสาทที่เชื่อมระหว่างตากับสมอง ปัจจัยหลักมาจากความดันในลูกตาสูง ซึ่งเกิดจากการระบายน้ำออกของลูกตามีการอุดตันและเสื่อมสภาพ ทำให้ระบายน้ำออกจากลูกตาได้ไม่ดีพอ ส่งผลให้ความดันภายในลูกตาเพิ่มขึ้นอย่างช้า ๆ จนทำลายประสาทตาในที่สุด

ต้อหินสามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย และมีอุบัติการณ์เพิ่มขึ้นตามอายุ แต่จะเกิดขึ้นบ่อยในผู้สูงอายุ โดยเฉพาะในผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป ผู้ที่มีประวัติของคนในครอบครัวเป็นต้อหิน หรือผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน เป็นต้น นอกจากนั้น องค์กรอนามัยโลก (WHO) ยังระบุว่า ต้อหินเป็นสาเหตุสำคัญของการสูญเสียการมองเห็นของคนทั่วโลกเป็นอันดับ 2 รองจากต้อกระจก พบผู้ป่วยโรคต้อหินทั่วโลกถึง 70 ล้านคน โดยเกือบ 10% ของผู้ป่วยหรือประมาณ 6.7 ล้านคน ต้องตาบอด หรือสูญเสียการมองเห็นอย่างสิ้นเชิง ในประเทศไทย ข้อมูลจากสถิติสาธารณสุข ปี 2555 พบผู้ป่วยโรคต้อหินทั่วประเทศ จำนวน 17,687 ราย

ถึงแม้ว่าต้อหินจะเป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่ก็สามารถป้องกันและควบคุมการสูญเสียของการมองเห็นได้

อาการของต้อหิน

โดยทั่วไป ต้อหินจะไม่มีอาการ หรือสัญญาณปรากฏเด่นชัดในตอนแรก และจะเกิดอาการแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับชนิดของต้อหิน ดังนี้

ต้อหินมุมเปิด (Open-angle Glaucoma)

เป็นต้อหินชนิดที่พบได้บ่อยที่สุด เกิดจากการไหลเวียนของน้ำในลูกตาลดลง ไม่ทราบกลไกที่แน่นอน สันนิษฐานว่าเกิดจากความเสื่อมของช่องระบายน้ำออกจากลูกตา ส่งผลให้น้ำในลูกตาไม่สามารถไหลเวียนออกได้อย่างปกติ ทำให้เกิดความดันในลูกตาสูงจนส่งผลให้ประสาทตาถูกทำลาย
ส่วนมากจะไม่มีอาการแสดงในระยะแรก แต่ถ้าไม่ได้รับการรักษาในระยะเริ่มต้นจะส่งผลให้สูญเสียการมองเห็นอย่างช้า ๆ ตามัวลงเล็กน้อยคล้ายมีหมอกมาบังทางด้านข้าง ซึ่งนำไปสู่การตาบอดในที่สุด ผู้ป่วยมักไม่รู้ตัว ยกเว้นคนที่มีการสังเกตค่อนข้างดี
ต้อหินมุมปิด (Angle-closure Glaucoma)

เป็นต้อหินที่พบได้น้อยกว่าต้อหินมุมเปิด อาการจะเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว เพราะโครงสร้างในการระบายน้ำออกจากลูกตามีการอุดตันอย่างทันทีทันใด ซึ่งที่มุมตาจะมีเนื้อเยื่อลักษณะคล้ายตะแกรงที่เรียกว่า trabecular meshwork เป็นทางผ่านของน้ำในลูกตา เมื่อเกิดการอุดตันขึ้น จึงทำให้เกิดความดันในลูกตาสูงตามมาจนส่งผลให้ประสาทตาถูกทำลาย
อาการที่จะเกิดขึ้นได้ คือ ปวดศีรษะ ตาแดง ตามัว เห็นแสงรุ้งรอบดวงไฟ และคลื่นไส้ อาเจียน
ในกรณีที่เกิดขึ้นเฉียบพลันจะมีอาการปวดตา หรือปวดศีรษะข้างเดียวกับตา
ต้อหินตั้งแต่กำเนิด หรือกรรมพันธ์ุ (Congenital Glaucoma)

เกิดในทารก หรือเด็ก อาการมักรุนแรงและควบคุมโรคได้ยาก หากไม่ได้รับการรักษาตั้งแต่ระยะแรกอาจพัฒนาไปจนทำให้ตาบอดได้ การตรวจหาโรคอาจทำได้ยากแต่สามารถสังเกตพฤติกรรมของเด็กและสังเกตทางกายภาพได้ เช่น
มีดวงตาที่ใหญ่กว่าคนปกติ
ไม่ชอบแสงสว่างจ้า
ไม่สามารถควบคุมการกระพริบตาได้
มีตาแดง ตาแฉะ หรือตาขุ่นมัว
ขยี้ตาบ่อย ๆ
ต้อหินชนิดแทรกซ้อน (Secondary Glaucoma)

อาจเกิดมาจากภาวะแทรกซ้อนจากความผิดปกติทางตา หรือเกิดจากโรคตาอื่น ๆ เช่น ได้รับบาดเจ็บ หรือเกิดอุบัติเหตุที่ตา มีเนื้องอก หรือใช้สเตียรอยด์เป็นเวลานาน ทำให้พัฒนามาเป็นต้อหิน
สาเหตุของต้อหิน

ในตาของเรานั้นจะมีน้ำหล่อเลี้ยงที่เรียกว่า aqueous humor ซึ่งถูกผลิตขึ้นโดยเนื้อเยื้อที่เรียกว่า ciliary body โดยน้ำหล่อเลี้ยงที่ถูกสร้างขึ้นมาจะไหลเวียนสู่ช่องหน้าลูกตา (anterior chamber) ทำหน้าที่หล่อเลี้ยงเลนส์ กระจกตา และหลังจากนั้นจะถูกดูดซึมผ่านออกจากลูกตาไปทางมุมตา (angle) โดยมุมตาจะมีโครงสร้างลักษณะคล้ายตะแกรง ที่เรียกว่า trabecular meshwork ซึ่งจะอยู่บริเวณขอบของม่านตา เมื่อน้ำหล่อเลี้ยงตาที่ผลิตขึ้น และการระบายออกของน้ำในตามีความสมดุล ก็จะทำให้ความดันตาอยู่ในระดับปกติ

ต้อหินมีสาเหตุมาจากจอประสาทตามีความเสื่อมหรือถูกทำลาย โดยประสาทตาจะเสื่อมลงทีละน้อย และเกิดจุดบอดขึ้นที่ลานสายตา มักมีสาเหตุสำคัญมาจากความดันในตาสูงอันเนื่องมาจากการไหลเวียนเข้าและออกของน้ำหล่อเลี้ยงในลูกตาไม่สมดุล เกิดการอุดตันบริเวณทางออกของช่องระบายน้ำหล่อเลี้ยงลูกตา ซึ่งทำให้มีการสร้างน้ำหล่อเลี้ยงลูกตามากขึ้นแต่การไหลออกช้าลง ทำให้ความดันในตาสูงขึ้น อาจเกิดขึ้นอย่างช้า ๆ หรือเฉียบพลัน ขึ้นอยู่กับชนิดของโรคต้อหิน

ที่มา:Pobpad

ต้อกระจก (Cataracts) เป็นโรคที่เลนส์แก้วตามีความขุ่นมัวจนกระทบต่อการมองเห็น เมื่อจอประสาทตารับภาพได้ไม่ชัดเจน ผู้ป่วยจึง...
04/08/2018

ต้อกระจก (Cataracts) เป็นโรคที่เลนส์แก้วตามีความขุ่นมัวจนกระทบต่อการมองเห็น เมื่อจอประสาทตารับภาพได้ไม่ชัดเจน ผู้ป่วยจึงมองเห็นภาพต่าง ๆ อย่างพร่ามัว โรคต้อกระจกนี้ไม่ได้ทำให้มีอาการเจ็บหรือระคายเคืองใด ๆ ที่ตา โดยอาจเกิดกับตาข้างเดียวหรือทั้งสองข้าง และไม่อาจแพร่กระจายจากตาข้างหนึ่งไปยังอีกข้างหนึ่งได้

อาการของโรคต้อกระจก

โรคต้อกระจกนั้นยากที่จะสังเกตได้ตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม เนื่องจากต้องใช้เวลาหลายปีกว่าอาการของต้อกระจกจะเพิ่มมากขึ้นจนกระทบต่อการมองเห็น โดยผู้ป่วยมักมีอาการดังนี้

มองเห็นได้ไม่ชัดเจน ภาพเบลอ หรือพร่ามัว
ต้องใช้แสงสว่างมากขึ้นในการอ่านหนังสือหรือกิจกรรมที่ต้องใช้สายตา
ดวงตามองเห็นในที่ที่มีแสงสลัวได้ดีกว่าแสงจ้า แพ้แสงจ้า
มองเห็นเป็นภาพซ้อน
มองภาพเป็นสีเหลืองหรือสีซีดจางลง
มองเห็นเป็นวงแหวนรอบแสงไฟหรือหลอดไฟ
ผู้ป่วยอาจเข้าใจว่าความพร่ามัวเกิดจากระดับสายตาที่มีปัญหา เช่น สายตาสั้น และนำไปสู่การเปลี่ยนแว่นตาหรือคอนแท็คเลนส์บ่อย ๆ

สาเหตุของโรคต้อกระจก

เลนส์แก้วตาของคนเราประกอบด้วยน้ำและโปรตีนเป็นส่วนมาก ปกติโปรตีนเหล่านี้จะเรียงตัวเป็นระเบียบทำให้แสงผ่านเข้าสู่เลนส์ได้ และเลนส์มีลักษณะใส ต้อกระจกเกิดจากการที่โปรตีนในเลนส์แก้วตาสะสมเป็นกลุ่มปกคลุมพื้นที่ในบริเวณแก้วตาจนทำให้เลนส์ขุ่นมัวขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งโรคต้อกระจกอาจแบ่งได้ตามสาเหตุการเกิดต่อไปนี้

ต้อกระจกในวัยสูงอายุ (Age-related Cataract) อายุที่เพิ่มมากขึ้นเป็นสาเหตุของการเกิดโรคต้อกระจกที่พบได้บ่อยที่สุด เนื่องจากระบบโครงสร้างของกระจกตาที่มักเปลี่ยนแปลงไปตามเวลาและภาวะเสื่อมของเลนส์แก้วตาที่มีความยืดหยุ่นและโปร่งใสน้อยลง

ขอบคุณข้อมูลจาก :พบแพทย์ | ข้อมูลสุขภาพที่ครบถ้วนและเชื่อถือได้

โรคตาที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ           อวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายจะเกิดการเสื่อมเมื่ออายุมากขึ้น ไม่เว้นแม้แต่ดวงตา  โรคตาบางโ...
04/08/2018

โรคตาที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ

อวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายจะเกิดการเสื่อมเมื่ออายุมากขึ้น ไม่เว้นแม้แต่ดวงตา โรคตาบางโรคจะพบมากขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น ดังนั้นจึงควรตรวจตาสม่ำเสมออย่างน้อยปีละครั้งเพื่อหาความผิดปกติ เนื่องจากถ้าตรวจวินิจฉัยได้รวดเร็ว ผลการรักษามักได้ผลดี โรคตาที่พบบ่อยในผู้สูงอายุได้แก่

ต้อกระจก

พบได้ทุกคนเมื่อมีอายุมากขึ้น เกิดจากเลนส์แก้วตาภายในดวงตาขุ่นทำให้แสงผ่านเข้าไปในตาได้น้อยลง

ปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ อายุ การได้รับแสงอัลตราไวโอเลตบ่อย ๆ หรือแสงแดดจ้า โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ยาหยอดตากลุ่มสเตียรอยด์ เป็นต้น

อาการ ตามัวลง อาจเริ่มจากต้องเปลี่ยนแว่นบ่อย ๆ ต่อมามัวลงมากปรับแว่นอย่างไรก็ไม่ดีขึ้น อาจมองเห็นภาพเป็นสีเหลือง บางคนอาจมองเห็นแสงกระจายในที่สว่างจ้า

การรักษาและป้องกัน ต้อกระจกบางส่วนสามารถป้องกันหรือชะลอการเกิดได้ แต่เมื่อเป็นต้อกระจกแล้ว ไม่มียาหยอดตาหรือยารับประทานที่จะช่วยสลายต้อกระจกได้ การรักษาต้องทำการผ่าตัดเอาเลนส์ที่ขุ่นออก และใส่เลนส์แก้วตาเทียม ซึ่งในปัจจุบันใช้คลื่นเสียงความถี่สูง(อัลตราซาวนด์)สลายต้อกระจก ทำให้แผลผ่าตัดมีขนาดเล็ก ไม่จำเป็นต้องเย็บแผล ผู้ป่วยมักจะกลับมามองเห็นเป็นปกติถ้าไม่มีโรคอื่น ๆ ที่ทำให้ตามัว

ต้อหิน

เป็นสาเหตุตาบอดถาวรที่สำคัญ เมื่ออายุมากขึ้นมีโอกาสเกิดต้อหินเพิ่มขึ้นตามวัย ต้อหินเป็นโรคของเส้นประสาทตา ซึ่งเป็นตัวนำกระแสประสาทจากลูกตาไปยังสมอง ทำให้สามารถมองเห็นภาพต่าง ๆ ได้ โดยมี
ปัจจัยเสี่ยง โดยปัจจัยเสี่ยงหลัก คือ ความดันตาสูง กดทำลายเส้นประสาทตา ส่วนปัจจัยอื่น ๆ เช่น มีคนในครอบครัวเป็นต้อหิน อายุ 40 ปีขึ้นไป การใช้ยาสเตียรอยด์ ได้รับอุบัติเหตุหรือผ่าตัดตามาก่อน

อาการ โดยทั่วไปช่วงแรกของโรคมักไม่มีอาการ ต่อมาจะสูญเสียการมองเห็นจากด้านข้างเข้ามาตรงกลางเรื่อย ๆ และตาบอดในที่สุด อาจมีต้อหินบางประเภท เช่นต้อหินมุมปิดเฉียบพลันที่มีอาการปวดมาก เห็นแสงรุ้งรอบดวงไฟ มัวลงมาก และตาแดง ซึ่งเป็นอาการเร่งด่วนที่ต้องรีบมาพบแพทย์

การรักษา การรักษาต้อหินส่วนใหญ่เริ่มต้นด้วยยาลดความดันตา หรือการยิงเลเซอร์โดยผู้ป่วยจะต้องมาตรวจติดตามอย่างสม่ำเสมอ ถ้ารักษาด้วยยาไม่ได้ผล แพทย์จะใช้วิธีผ่าตัดต่อไป ปัจจุบันไม่มีการรักษาที่สามารถทำให้การมองเห็นกลับคืนมาเท่าคนปกติ แต่สามารถชะลอไม่ให้โรคแย่ลงได้

จุดภาพชัดที่จอตาเสื่อม

เกิดจากภาวะเสื่อมของบริเวณจุดภาพชัดที่อยู่บริเวณส่วนกลางของจอตา ซึ่งจุดนี้ใช้รับรู้รายละเอียดและสีของภาพ ทำให้การมองเห็นส่วนกลางของภาพมัวลง โดยที่ยังเห็นบริเวณรอบข้างของภาพได้เป็นปกติ สาเหตุเชื่อว่าเกิดจากการสะสมของอนุมูลอิสระ และของเสียจากการทำงานที่ไม่สมบูรณ์ของเซลล์รับแสง เซลล์เม็ดสีใต้จอตา และหลอดเลือดในบริเวณจุดรับภาพชัด ทำให้เกิดการทำลายเซลล์ที่จุดภาพชัด

ปัจจัยเสี่ยง ปัจจุบันพบว่าปัจจัยทางพันธุกรรมมีส่วนร่วมในการเกิดโรค ปัจจัยเสี่ยงที่สัมพันธ์กับการเกิดโรคคือ ภาวะสูงอายุ แสงอัลตราไวโอเลตหรือแสงอาทิตย์ การสูบบุหรี่ และความดันโลหิตสูง

อาการ ในระยะเริ่มต้นอาจไม่มีอาการ ต่อมาเมื่อเสื่อมมากขึ้นจะมีอาการตามัว เห็นภาพบิดเบี้ยว เห็นจุดดำอยู่กลางภาพ และสูญเสียการมองเห็นตรงกลางภาพโดยไม่มีอาการปวด

การรักษาและป้องกัน ผู้ป่วยต้องมีความรู้และเข้าใจในโรคนี้ รับประทานยาต้านอนุมูลอิสระตามข้อบ่งชี้เพื่อชะลอการดำเนินโรคและลดโอกาสเกิดหลอดเลือดผิดปกติ ในกรณีที่มีหลอดเลือดผิดปกติเกิดขึ้นแล้ว จะมีการรักษาหลายวิธี ได้แก่ ฉีดยาที่มีฤทธิ์ยับยั้งการเกิดหลอดเลือดเข้าในวุ้นตา การใช้แสงเลเซอร์พลังงานต่ำและสารไวแสง การใช้แสงเลเซอร์พลังงานสูง บางกรณีอาจพิจารณาใช้การผ่าตัดวุ้นตาและจอตาร่วมด้วย การรักษาและติดตามผลต้องกระทำอย่างต่อเนื่อง ในด้านการป้องกัน ผู้สูงอายุควรตรวจตาเป็นประจำทุกปี เมื่อมีการมองเห็นภาพที่เปลี่ยนแปลงไปดังกล่าวควรรีบมาพบจักษุแพทย์ ควรทดสอบการมองเห็นเป็นประจำด้วยตารางตรวจจุดภาพชัด หรือมองสิ่งที่เป็นเส้นตรง เช่น กรอบประตู หน้าต่าง ถ้าพบความผิดปกติควรรีบมาพบจักษุแพทย์ หยุดสูบบุหรี่ และสวมแว่นกันแดด

ภาวะเบาหวานขึ้นจอตา

เกิดจากการที่ระดับน้ำตาลในเลือดสูงผิดปกติ ส่งผลให้ผนังหลอดเลือดฝอยเสื่อมทั่วร่างกายรวมทั้งหลอดเลือดที่จอตา ทำให้เลือดและสารต่าง ๆ รั่วซึมออกจากหลอดเลือดที่ผิดปกติ

ปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ระยะเวลาที่เป็นเบาหวาน และโรคประจำตัวอื่น ๆ เช่น ความดันโลหิตสูง โรคไต ภาวะซีด

อาการ ในระยะแรกมักไม่มีอาการผิดปกติ แต่ตรวจตาอาจพบจุดเลือดออกที่จอตา หากมีอาการตามัวแสดงว่าเบาหวานขึ้นจอตาเป็นมากแล้ว ดังนั้นผู้ป่วยเบาหวานทุกคนควรได้รับการตรวจตาโดยจักษุแพทย์ หากพบว่ามีเบาหวานขึ้นจอตาแพทย์จะพิจารณาให้การรักษาต่อไป

การรักษาและป้องกัน โดยการรักษามุ่งหวังไม่ให้โรคลุกลามไปจากระยะที่เป็นอยู่ การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติรวมทั้งดูแลโรคประจำตัวอื่น ๆ เช่นโรคความดันโลหิตสูงและโรคไตอย่างเหมาะสม สามารถชะลอความรุนแรงของโรคได้ ในปัจจุบันการรักษาภาวะเบาหวานขึ้นจอตามี 3 วิธี คือ การรักษาด้วยเลเซอร์ การรักษาด้วยยา และการรักษาด้วยการผ่าตัด ซึ่งจะเลือกใช้วิธีใดขึ้นกับระยะและความรุนแรงของโรค

ภาวะนี้สามารถวินิจฉัยและรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วยเครื่องมือการตรวจและรักษาที่มีในปัจจุบัน ดังนั้นผู้ป่วยเบาหวานทุกคนควรได้รับการตรวจตาโดยจักษุแพทย์อย่างน้อยปีละครั้ง หากแพทย์ตรวจพบเบาหวานขึ้นจอตา แพทย์จะนัดตรวจติดตามต่อเนื่องหรือพิจารณาให้การรักษาที่เหมาะสมตามระยะโรคที่ตรวจพบ นอกจากนั้นผู้ป่วยเบาหวานที่ตั้งครรภ์ควรได้รับการตรวจตาในช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์เนื่องจากระดับฮอร์โมนเปลี่ยนแปลงในระหว่างตั้งครรภ์ ส่งผลให้ภาวะเบาหวานขึ้นตารุนแรงขึ้นได้

ที่มา:อ.นพ.พิทยา ภมรเวชวรรณ
ภาควิชาจักษุวิทยา
Faculty of Medicine Siriraj Hospital

คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

สาระน่ารู้อาหารต้านโรคทำไมต้องทานอาหารเสริม (ตอน 3)น้ำมันปลาอย่างเดียวก็เต็มแคปซูลขนาด 1,000 มก.หรือ 1 กรัม ซึ่งขนาดใหญ่...
04/08/2018

สาระน่ารู้อาหารต้านโรค
ทำไมต้องทานอาหารเสริม (ตอน 3)

น้ำมันปลาอย่างเดียวก็เต็มแคปซูลขนาด 1,000 มก.หรือ 1 กรัม ซึ่งขนาดใหญ่เต็มกลืนแล้ว และขนาดความต้องการปกติยังเป็น 1 – 3 กรัมหรือวันละ 1 – 3 แคปซูล

แมกนีเซียมขนาดที่ร่างกายต้องการต่อวัน คือ 6 มก./กก. น้ำหนักตัว หรือคือประมาณ 360 มก./วันโดยเฉลี่ย อันแมกนีเซียมนั้นต้องอยู่ในรูปสารประกอบต่างๆ เช่น MgO, MgCo3 หรือแมกนีเซียม ไพโดเลต ซึ่งมีมวลแมกนีเซียม เพียง 15 – 30% ของสารประกอบนั้น…แปลว่าแค่แมกนีเซียม 360 มก.ก็ต้องทาน MgO หรือ MgCo3 ประมาณ 1,000 มก.

ยังโชคดีที่แมกนีเซียม ไพโดเลต แม้จะต้องใช้มวลรวมมาก แต่ก็ละลายน้ำได้ดี จึงไม่มีปัญหา แต่ก็ต้องแยกเดี่ยว ออกมาละลายภายในน้ำ 1 – 2 ลิตรต่อซองต่อวัน

โคลีนกับบีรวมทั้งหลายขนาด RDI ก็เต็มแคปซูลอีก 1 แล้ว

ที่โชคดีคือ เราสามารถนำ โอพีซี, กลูต้าไทโอน, กรดไลโปอิค, โคคิวเทน และวิตามินซี ขนาด RDI มารวมในแคปซูลเดียวกันได้ ซึ่งก็คือรวมทีมสารต้านอนุมูลอิสระ

ส่วนแร่สังกะสี ทองแดง และซีลีเนียม ก็ยังต้องแยกเม็ดออกไปอยู่ดี

ยังมีคอลลาเจน สารอาหารให้ไฟโบรบลาสท์ ใช้ก่อสร้างส่วนของผิวก็ต้องการปริมาณมากเช่นกัน จึงต้องจัดแยกออกไปอีก

อีกยังมีเรื่องของเซลล์ซ่อมเซลล์จากหลักวิชาการพื้นฐานชีวโมเลกุล ที่พิสูจน์ทราบมานานกว่า 70 ปี แต่ใช้เฉพาะในวงสังคมชั้นสูง ด้วยมีค่าใช้จ่ายเป็นแสนเป็นล้าน เพิ่งมีพัฒนาการเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่คงประสิทธิภาพเทียบเทียมแบบฉีดเข้าร่างกาย หากรับประทานถูกวิธี อีกทั้งปรับราคาให้ซื้อหาได้ในหลักพันบาท จึงเป็นอีกความหวังของผู้ที่พอเข้าใจหลักสรีระ ชีววิทยาของแต่ละอวัยวะในการใช้ซ่อมตนเอง เช่น ใช้เซลล์ตับอ่อนไปซ่อมแซมตับอ่อนของคนที่เป็นเบาหวาน ใช้เซลล์สมอง ซ่อมสมองของผู้ป่วยโรคสมองเสื่อม อัลไซเมอร์ พาร์กินสัน ใช้เซลล์ของไต ไปซ่อมแซมไตของผู้ป่วยโรคไต

ข้อพึงระวัง

สารอาหารประเภทละลายในน้ำมัน เช่น วิตามินเอ หากได้มากไปอาจเกิดการสะสมจนเป็นพิษได้ ขนาด ที่มากเกินไป คือ 1000 เท่าของ RDI หรือกินทีเดียวทั้งขวด 1000 เม็ด

ส่วนวิตามินอี โคคิวเทน กรดไลโปอิค โอกาสเกิดพิษมีน้อยมาก ต้องเป็นแบบจงใจฆ่าตัวตายเท่านั้น ซึ่งผลคือ มักไม่ตาย ด้วยวิธีนี้

สารบางตัวจะผกผันหรือผลักดัน แย่ง หรือสกัดกั้นการดูดซึมของสารอื่น เช่น เหล็กลดการดูดซึมวิตามินอี แคดเมียม ผลักดันสังกะสี โปแตสเซียมผกผัน กับโซเดียมเป็นต้น

ผู้ที่ป่วยเป็นโรคไตนั้น แพทย์มักสั่งงดสารทุกชนิด ที่ไม่จำเป็น เพื่อมิให้ไตต้องทำงานหนัก ในการขับสารส่วนเกินออกไป…แต่ก็มีข้อยกเว้นคือ หลินจือ ซึ่งมีผลงานวิจัยพบว่า มีฤทธิ์สลายใยแผลเป็น (fibrous scar) ทำให้ไตฟื้นคืนตัวได้

อย่างไรก็ตามก็มีข้อพึงระวังในกลุ่มที่ลดการจับตัวของเกล็ดเลือด เช่น น้ำมันปลา วิตามินอี แปะก๊วย อีพีโอ หากได้เสริมกับยาละลายลิ่มเลือด เช่น แอสไพริน ยากลุ่มบรูเฟน วาร์ฟาริน เฮปปาริน อาจทำให้เลือดออกง่าย และหยุดไหลยาก เป็นสิ่งที่ต้องระวัง โดยเฉพาะกรณีก่อน – หลังผ่าตัด หรือผู้ป่วยโรคหลอดเลือดทั้งหลาย

ข้อความบังคับบนฉลากหรือกล่อง ขวดผลิตภัณฑ์ มักมีข้อความโหล ที่กำหนดไว้แบบเหมารวมเข่ง จะด้วยอคติ มิได้ใส่ใจให้ความสำคัญต่อผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เพียงมุ่งเน้นกีดกันมิจฉาชีพที่หลอกลวงให้บริโภค โดยปราศจากเหตุผล ชอบอ้างว่าคนนั้นหาย คนนี้ไม่ตาย แล้วก็ขายแพงเกินมูลค่า

แต่ข้อความกำหนดเบ็ดเสร็จที่ขัดต่อข้อเท็จจริงพื้นๆ ก็ทำให้ผู้รู้ ใฝ่ศึกษา ขาดศรัทธาในหน่วยงานคุ้มครอง เพราะมองได้ว่าเป็นการคุ้มครองปกป้องตัวเองซะมากกว่า แบบว่าอย่ามาถามเซ้าซี้กวนใจ เอะอะก็จะให้รับรองความปลอดภัย ส่วนผู้ขายก็จะใช้เป็นตราประทับรับประกันสรรพคุณ เอาไปลุ้นเป็นฉลากเบอร์ห้า หรือว่า มอก.

แท้จริงสารอาหารจะป้องกันรักษาโรคได้หรือไม่ เพียงไร ก็รู้อยู่แก่ใจ ส่วนสกัดแล้วจะได้สารแค่ไหน ก็แล้วแต่ความสามารถ ซึ่งก็อาจต้องใช้เทคนิคผสมผสาน จึงอยู่ที่การใช้วิจารณญาณ ไตร่ตรองด้วยหลักวิชาการ บวกลบคูณหารผลดี ข้อด้อย ประหยัดมากน้อยเป็นข้อหนึ่ง ที่สำคัญคือการพึ่งตนเอง มิใช่เชื่อคำบอกกล่าวเชิญชวนของผู้ขายอย่างไร้เหตุผล

และก้อมิใช่การปิด สกัดกั้น หนทางป้องกันโรค หวังให้บริโภคแต่ยา มุ่งปิดหู ปิดตา บิดเบือนข้อเท็จจริง บอกปัดสิ่งที่เป็นวิชาการบริสุทธิ์ไปอย่างน่าเสียดาย

อาจเคยได้ยินผลการทดลองที่คัดค้านการใช้อาหารเสริม เช่น พิษของสารเบต้าแคโรทีน นั่นคือ ความเข้าใจที่ผิดพลาดเชิงวิชาการ ที่เห็นคนกินแครอทต้านมะเร็งได้เป็นต้น แล้วนำแครอทมาสกัด ก็พบสารที่โดดเด่น คือเบต้าแคโรทีนในแครอท พาให้เข้าใจว่า เบต้าแคโรทีนเป็นตัวออกฤทธิ์สำคัญ แท้จริงเบต้าแคโรทีนเป็นเพียง marker บ่งบอกว่ามีสารพืชสำคัญที่หลากหลายอยู่ในนั้น ที่ใดมีเบต้าแคโรทีนก็มักมีสารพืชได้ทุกชนิด จึงแนะนำว่าให้กินพืชที่มีเบต้าแคโรทีนสูง เป็นดีที่สุด แต่มิใช่เป็นผลพลอยคัดค้านสารสำคัญอื่นที่วิจัยได้ผลชัดเจน

ทำไมกล่าวว่าสารอาหารทั้งหลาย ต้องทำงานเป็นทีม ?

ก็หลักโภชนาการ สารอาหารทำงานเกื้อหนุนกัน ทำให้ได้ประโยชน์สูงสุด

ยกตัวอย่าง วิตามินซี ช่วยฟื้นฟูสภาพ (regenerate) วิตามินอี และกลูต้าไทโอน ที่อยู่ในเซลล์ขึ้นมาใหม่ ทำให้สามารถใช้ได้ครั้งแล้วครั้งเล่า

แต่วิตามินซีตัวเดียวก็ไปได้ไม่ทั่วทุกส่วนของร่างกาย เช่น เข้าไปในส่วนที่เป็นไขมันมิได้ ด้วยเป็นวิตามินที่ละลายในน้ำ

ในขณะที่วิตามินอี ละลายในน้ำมัน ก็ไม่สามารถอยู่ในสภาวะที่เป็นน้ำ

สารอาหารหลายชนิดโมเลกุลใหญ่จนไม่สามารถผ่านแนวกั้นสมอง (blood brain barrier) เข้าสู่สมองได้ คงเหลือเพียง โอพีซี, กรดไลโปอิค และอีกไม่กี่อย่าง ดังนั้นหากขาดไปสมองย่อมเป็นอันตราย โอพีซีนั้นเป็นสุดยอดไบโอฟลาโวนอยด์ มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันโรคตับอักเสบเรื้อรังที่ดี แต่ต้องละลายในน้ำ ไม่สามารถไปได้ทั่วร่างกาย กลูต้าไทโอนนั้น มีประสิทธิภาพสูง แต่ก็อยู่เฉพาะภายในเซลล์ (ขณะที่วิตามินอี ละลายในไขมัน อยู่ที่ผนังเซลล์ วิตามินซีละลายน้ำ อยู่เฉพาะในเลือดและในผนังหลอดเลือด หรือนอกเซลล์ทั่วไป) สำหรับดวงตานั้นต้องการสารแคโรทีนอยด์ กลุ่มสีเหลืองคือลูทีน และซีแซนทีน ไปเกาะที่ขั้วประสาทตา (macula) เพื่อดูดซับแสงสีฟ้า ซึ่งเข้ามาทำลายประสาทตา

ในขณะที่น้ำมันปลา DHA เป็นปัจจัยการก่อสร้างเอนไซม์ หากขาดหายไป ประสาทตาก็เสื่อมสภาพ

ที่มา : หมอมวลชน

สาระน่ารู้ อาหารต้านโรคทำไมต้องทานอาหารเสริม (ตอน 2)แอนตี้ออกซิแดนท์ มือปราบอนุมูลอิสระ เมื่อความแก่เกิดจากเซลล์ถูกโจมตี...
04/08/2018

สาระน่ารู้ อาหารต้านโรค
ทำไมต้องทานอาหารเสริม (ตอน 2)

แอนตี้ออกซิแดนท์ มือปราบอนุมูลอิสระ

เมื่อความแก่เกิดจากเซลล์ถูกโจมตีโดยอนุมูลอิสระจนเสื่อมเร็วเกินไป การชะลอความแก่ให้ได้ผลจึงต้องกำจัดหรือจำกัดผลกระทบของอนุมูลอิสระตัวร้าย แอนตี้ออกซิแดนท์ (antioxidant) สามารถสยบอนุมูลอิสระด้วยการจับคู่อิเล็กตรอนให้ หรือไม่ก็แก้ไขและจำกัดความเสียหายของเซลล์ที่เกิดขึ้นโดยเร็ว แอนตี้ออกซิแดนท์ คือ วิตามิน แร่ธาตุ สารสกัดจากพืช และเอนไซม์ที่ร่างกายสร้างได้เอง และที่ได้มาจากอาหารที่กินเข้าไปเท่านั้น

แร่ธาตุสังกะสี สำคัญเกี่ยวกับการทำงานของเอนไซม์หลายชนิด การหายของบาดแผล การรับรู้รสและกลิ่น ปัจจัยของเส้นผม และการสร้างตัวอสุจิ ซึ่งก็เกี่ยวโยงได้กับสมรรถภาพทางเพศ การเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน เม็ดเลือดขาว ต่อมไทมัสเป็นหัวใจของระบบภูมิคุ้มกันโรคเพราะเป็นแหล่งผลิต T–cell สู้เชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอม แต่เมื่ออายุมากขึ้น ต่อมไทมัสจะเสื่อมและหดตัว ผลิต T–cell น้อยลง ทำให้คนแก่เป็นโรคติดเชื้อได้ง่าย การวิจัยพบว่าสังกะสีช่วยฟื้นสภาพของต่อมไทมัสได้ สังกะสีช่วยเสริมประสิทธิภาพระบบภูมิคุ้มกันโรค มีมากในอาหารจำพวกอาหารทะเล โดยเฉพาะหอยนางรม นอกจากนั้นยังมีในถั่ว ธัญพืชเต็มรูป เมล็ดและเนื้อไม่ติดมัน แต่อาหารมักให้ปริมาณสังกะสีไม่พอกับความต้องการ โดยเฉพาะผู้ที่ไม่กินเนื้อสัตว์อาจต้องกินสังกะสีเสริม อาจสังเกตอาการขาดได้จากเล็บที่ออกดอกหรืออ่อนนุ่มเกินไป เราสามารถพิจารณาว่าแต่ละวันได้เพียงพอขั้นต่ำที่ RDI ระบุหรือไม่ หากไม่พอก็สมควรเสริมจากผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร

แคลเซียม ป้องกันกระดูกพรุน ป้องกันมะเร็งและลดคอเลสเตอรอล คนสูงอายุต้องการแคลเซียมมากอย่างน้อยวันละ 1,000 – 1,500 มิลลิกรัมต่อวัน แคลเซียมมีมากในนมและผลิตภัณฑ์นม คะน้า เต้าหู้ บรอกโคลี ฯลฯ

แมกนีเซียม เป็นอีกแร่ธาตุสำคัญที่ตรวจการขาดด้วยการตรวจร่างกายหรือเจาะเลือดไม่ได้ เนื่องจาก ปรากฏในกระแสเลือดเพียงไม่ถึง 1% ของปริมาณทั้งหมด แมกนีเซียมเป็นโคแฟคเตอร์ เร่งปฏิกิริยาต่างๆ กว่า 300 ชนิด โดยเฉพาะการคลายตัวของกล้ามเนื้อ ผู้ที่ขาดรุนแรงอาจเกิดอาการชักได้ โดยเฉพาะผู้ดื่มสุรา หรือน้ำอัดลมเป็นประจำ

แมกนีเซียม ยังสำคัญในการสร้างสภาวะด่างจากอาหารประจำวันซึ่งส่วนมากเป็นกรด ได้แก่ โปรตีน ซึ่งเป็น amino acid, ไขมันก็เป็น fatty acid, น้ำตาล, คาร์โบไฮเดรต ส่วนใหญ่ก็เป็นสภาพกรด ซึ่งภาวะกรดเป็นสิ่งเชื้อเชิญมะเร็งให้เจริญงอกงาม ตรงข้ามกับสภาวะด่าง ซึ่งให้ออกซิเจนด้วย

อันที่จริงแมกนีเซียมมีมากในผักใบเขียว เพราะเป็นองค์ประกอบของคลอโรฟิลล์ ปัญหาคือ แหล่งวัตถุดิบ คือผักต้องสะอาดปราศจากสารพิษปนเปื้อน

แมกนีเซียมยังจำเป็นในผู้ที่ดื่มนมเป็นประจำ ด้วยนมเป็นแหล่งแคลเซียมสูง หากไม่นับสารไม่พึงประสงค์ รวมถึงฮอร์โมน ปฏิชีวนะ ตลอดจนสารก่อภูมิแพ้ต่างๆ การจะลดอัตราส่วนของแคลเซียมที่สูงเกินไป ในขณะที่อัตราที่พอเหมาะของ แมกนีเซียม:แคลเซียม คือ 1:1 หรือไม่เกิน 1:2 วิธีการลดสัดส่วนของแคลเซียม ก็คือ การเพิ่มแมกนีเซียม แมกนีเซียมนั้นมีระดับความปลอดภัยสูง คือได้รับมากไปก็ไม่เสียหายนัก

แต่แมกนีเซียมที่อัดเป็นเม็ดร่วมกับแคลเซียม มักละลาย + ดูดซึมในลำไส้ไม่ดีพอ ครั้นจะหาจากน้ำแร่ธรรมชาติก็ยังมีความไม่แน่นอนของส่วนประกอบ เช่น บางแหล่งมีฟลูออไรด์สูงเกินขีดอันตราย แล้วยังมีความแปรผันของแหล่งน้ำพุ น้ำแร่อีกมาก

อาจสงสัยว่าทำไมไม่นำทั้ง แคลเซียม, แมกนีเซียม, วิตามินเค และธาตุทั้งหลายมาทำเป็นซองละลายน้ำดื่ม เสมือนน้ำแร่ คำตอบก็คือละลายยาก ขุ่นขาว ตกตะกอน กลิ่น รส ไม่ชวนลิ้มลอง หากแต่งกลิ่น สี และรสชาติ ก็เป็นการเพิ่มสารเคมีไม่พึงประสงค์มากไป

การที่เสาะหาได้แมกนีเซียมในฟอร์มที่ละลายน้ำได้ดี จึงนับว่าเหมาะสมมากๆ แล้ว

กลูต้าไทโอน ก็เช่นเดียวกับโคคิวเทน ที่ร่างกายสร้างเองได้ขณะอายุยังน้อย แล้วก็ร่อยหรอไป แต่ความต้องการกลับมีมากขึ้น ทั้งในการต่อต้านสารพิษ ต้านมะเร็ง ความเสื่อมของเลนส์ตา ยับยั้งการสร้างสี ซ่อมแซมวิตามินซี อี และโคคิวเทน ที่ถูกใช้งานไปให้กลับมาใช้ซ้ำได้…ปัจจุบันเรามีกลูต้าไทโอนที่ดูดซึมดี ไม่ต้องเริ่มจาก NAC + B3 + Se ก็ยังได้

กรดไลโปอิค เป็นสารต้านอนุมูลอิสระประสิทธิภาพสูง ทั้งละลายได้ในน้ำและน้ำมัน ทำให้ซึมผ่านเข้าสู่สมองได้ ไปช่วยจับโลหะหนักสารพิษในสมอง อีกทั้งบทบาทช่วยเผาผลาญน้ำตาล เสริมสร้างอินซูลิน

โอพีซี สมญา Super antioxidant เป็นสุดยอด ฟลาโวนอยด์ เนื่องจากน้ำหนักโมเลกุลต่ำ ละลายน้ำ จึงแทรกซึมผ่านเนื้อเยื่อทั้งหลายได้เป็นอย่างดี ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระที่สูงและไว ทำให้มีบทบาทเด่น ไม่ว่าเรื่องของการปกป้องหลอดเลือดจากภาวะแข็งตีบตันของคอเลสเตอรอล LDL ปกป้องอักเสบ ริ้วรอย การทำลายเนื้อเยื่อคอลลาเจน การกระตุ้นเซลล์สร้างสี… แต่สารสกัดเมล็ดองุ่นทั้งหลายก็อาจไม่ใช่โอพีซี ซึ่งเป็นสารออกฤทธิ์สำคัญ หรือมีโอพีซีไม่เท่ากัน

วิตามินบี ทั้งหลาย เช่น โฟลิก, บี6 และบี12 จำเป็นในการลดโฮโมซิสทีน อันเป็นภาวะพิษต่อหลอดเลือดหัวใจ เป็นสาเหตุของหัวใจวายที่หลายคนมองว่าสำคัญกว่าคอเลสเตอรอล การวิจัยพบว่ากรดโฟลิกช่วยลดโฮโมซิสทีนในเลือด แต่ผู้สูงอายุมักมีกรดโฟลิกในร่างกายต่ำเกินไป นอกจากนั้นกรดโฟลิกยังช่วยต้านมะเร็งที่ปอด เต้านมและลำไส้ใหญ่ อีกทั้งช่วยลดความเครียด ช่วยความจำ ทำให้อารมณ์ดี ลดอาการเศร้าซึม อาการขาดรุนแรงอาจส่งผลต่อหัวใจล้มเหลว วิตามินบี2 ปกป้องโรคปากนกกระจอก แผลมุมปาก ลิ้นเลี่ยน ริมฝีปากบวม กระบวนการสร้างพลังงานกลูโคส ต้องอาศัยฟอสฟอรัส วิตามินบี และแมกนีเซียม

วิตามินบี6 มีบทบาทสำคัญในการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันโรค เมื่อแก่ตัวร่างกายดูดซึมวิตามินบี6 จากอาหารได้น้อยลง ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันโรคผลิตเม็ดเลือดขาวน้อย นอกจากนั้นวิตามินบี6 ยังช่วยความทรงจำและช่วยกรดโฟลิกควบคุมระดับโฮโมซิสเทอีนในเลือด ป้องกันหัวใจวาย

ลูทีน ที่มักมาร่วมกับซีแซนทิน ก็พบบทบาทความสำคัญที่เป็นนัยยะมากขึ้นเรื่อยๆ เช่น พบว่าการรับประทานลูทีน อย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 2 ปี ทำให้มองเห็นชัดขึ้น ในต้อกระจก ส่วนโรคจอประสาทตาเสื่อม(AMD=Age–Related Macular Degeneration) นั้นอาศัยวิตามินซี อี สังกะสี ทองแดง ช่วยลดอัตราเสื่อม

การรับประทานวิตามินรวมต่อเนื่องในต้อกระจก พบว่าสามารถชะลอการเกิดการขุ่นของเลนส์ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

โคลีน เป็นสารสำคัญในการสร้างอเซทีลโคลีน อันเป็นสารสร้างพลังในเชิงบวก คลายเครียด ลดความดัน สื่อประสาทให้สมองแจ่มใส จดจำสิ่งต่างๆ ได้ดี หนีไกลจากโรคสมองเสื่อมทั้งหลาย และยังใช้สร้างซีโรโทนิน เมลาโทนิน ช่วยให้หลับดี ส่วนหนึ่ง…นอกจากนั้นยังเป็นแหล่งของไตรเมทิลไกลซีน (TMG) ในกระบวนการเมทิลเลชั่น ลดสารพิษโฮโมซีสเทอีน ร่วมกับกรดโฟลิกวิตามินบีทั้งหลายด้วย

ฮอร์โมนพืช เป็นสารทดแทนเอสโตรเจนที่ขาดแคลนถดถอยในวัยทอง สูงอายุ ร่วมเสริมสร้างกระดูก ป้องกันมะเร็งเต้านม โดยต้องได้รับแต่เนิ่นๆ แหล่งของฮอร์โมนพืชที่สำคัญก็คือ ถั่วเหลือง

ซีลีเนียม ช่วยให้อารมณ์ดี คลายกังวล ป้องกันมะเร็ง โรคหลอดเลือดหัวใจ ฟื้นประสิทธิภาพการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันโรคและสู้กับไวรัส ร่างกายสามารถแปลงซีลีเนียมเป็นกลูต้าไทโอน เป็นสารร่วมต้านมะเร็งที่มีนัยสำคัญสูง โดยพบว่าภูมิประเทศที่มีซีลีเนียมในดินน้อย มีอุบัติการณ์มะเร็งสูง ซีลีเนียมยังเป็นทั้งแร่ธาตุเสริมสร้างและต้านอนุมูลอิสระอีกด้วย การนำมาร่วมกับแร่สังกะสี และทองแดงทำให้สะดวกไม่ต้องแยกทานเฉพาะอย่าง โดยทองแดงนั้น ช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจ บำรุงผิวพรรณและสีของเส้นผม เชื่อว่ามีหลายคนได้รับสารชนิดนี้ไม่เพียงพอ

ก็ที่ รมว.สธ. เคยแถลงข่าวไว้เมื่อเดือน ก.ค.50 ถึงผลสำรวจว่า มีคนไทยที่ได้รับอาหารครบถ้วนไม่เกิน 25% ของประชากรไทย

รัฐบาลสหรัฐ ก็เคยออกประกาศฉบับที่ 23476 ความว่า “ในดินไม่มีเกลือแร่พอเพียงที่จะช่วยบำรุงสุขภาพของร่างกายคนเรา”

อีกประการสำคัญ คือ สารอาหารวิตามิน แร่ธาตุและสารต้านอนุมูลอิสระ ต้องทำงานเป็นทีม ร่วมด้วยช่วยกันในกระบวนการเคมีต่อเนื่อง ไม่ใช่ตัวใดตัวเดียวโดดๆ

โครเมียม น้ำตาลในเลือดที่มากเกิน อินซูลินในเลือดที่มากไป ทำให้เป็นเบาหวาน โรคหลอดเลือดหัวใจ และปัญหาปลายประสาท การวิจัยพบว่า

โครเมียมทำให้อินซูลินมีประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วยปรับอินซูลินและน้ำตาลในเลือดให้สมดุล นอกจากนี้ยังช่วยลดคอเลสเตอรอลร้าย LDL และเพิ่มฮอร์โมน DHEA ชะลอความแก่

ซูเปอร์อาหารต้านความแก่ ในบรรดาอาหารที่เป็นภูมิปัญญาโบราณและวิชาการสมัยใหม่พบว่ามีแอนตี้ออกซิแดนท์หลายชนิดมีฤทธิ์ป้องกันโรคเสื่อมสภาพต่างๆ และเสริมภูมิคุ้มกันโรค คือ กระเทียม ถั่วเหลือง ปลา อาหารทะเลและชา สำหรับกระเทียมและถั่วเหลือง เป็นอาหารสุขภาพที่รู้จักกันดีอยู่แล้ว ปลาเป็นอาหารพื้นฐานอย่างหนึ่งของหลายๆ ประเทศ ประเทศใดสังคมใดที่ประชาชนกินปลามากๆ โดยเฉพาะปลาที่มีไขมันสูง ประชาชนของประเทศนั้นมักมีสุขภาพดีกว่าที่กินปลาน้อย ปลามีกรดไขมันโอเมก้า3 ซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกาย

ยังมีอีก 5 สุดยอดผลไม้ ได้แก่ ฝรั่ง ส้มโอ มะละกอ สับปะรด แอปเปิ้ล

หลินจือ นั้นจัดเป็นสมุนไพรระดับชั้นดีเลิศ กล่าวคือ มีสรรพคุณ โดยไร้พิษสะสม ทำให้ทานครั้งละมากๆ ติดต่อกันนานๆ ได้ ใช้กันมากว่า 2000 ปี โดยนับวันมีแต่ข้อมูลเชิงบวกเพิ่มขึ้น เป็นที่ยอมรับมากขึ้นในสากล

สรรพคุณของหลินจือ เกิดเนื่องจากสารพืชธรรมชาติที่สกัด รู้สูตรโครงสร้างทางเคมีแล้วกว่า 252 ชนิด แบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ๆ เช่น กลุ่มน้ำตาลเชิงซ้อน Polysaccharide หรือกลูแคน มีบทบาทส่งเสริมภูมิคุ้มกันของร่างกาย

กลุ่มไตรเตอร์พีนอยด์ หรือกรดกาโนเดอริค ยับยั้งขบวนการแบ่งตัวของเซลล์ที่ผิดเพี้ยน เช่น เซลล์มะเร็ง

ที่สำคัญคือ ออร์แกนิค เยอรมาเนียม แร่ธาตุ อินทรีย์ที่ให้อิเล็กตรอน ปรับศักย์ไฟฟ้า หรือ ORP ทำให้เซลล์มะเร็งช็อคตาย ส่วนในภาวะปกติก็เป็นตัวช่วยร่างกายเติมหรือประหยัดออกซิเจน สร้างสภาวะด่าง ทำลายล้างพิษสารพัด

แล้วยังมีอะดีโนซีน อันเป็นส่วนสำคัญของพลังงาน ATP เสริมกำลังในระดับเซลล์ ป้องกันโรคกล้ามเนื้อลีบ ช่วยให้รูปร่างปราดเปรียว

แล้วยังมีกลุ่ม SOD หรือ superoxide dismutase ที่ต้านอนุมูลอิสระชนิดรุนแรง คือ Hydroxyl group ได้ ซึ่งหลินจือก็มีมากกว่าพืชอื่นๆ

การตรวจเลือดระดับอัลบูมินเป็นตัวช่วยทางอ้อม โดยพบว่า ถ้าระดับอัลบูมินต่ำกว่า 30 g/L มักขาดวิตามินแร่ธาตุ

หากต่ำกว่า 22 g/L มักขาดวิตามินซี, เอ, อี, แคลเซียม, แมกนีเซียม, สังกะสี และทองแดง อย่างชัดเจน

ที่มา : หมอมวลชน

สาระความรู้อาหารต้านโรคทำไมต้องทานอาหารเสริมและอย่างไร ? (ตอน 1)อาหารเป็นปัจจัยสำคัญแห่งภูมิชีวิตหรือการมีสุขภาพนอกเหนือ...
04/08/2018

สาระความรู้อาหารต้านโรค
ทำไมต้องทานอาหารเสริมและอย่างไร ? (ตอน 1)

อาหารเป็นปัจจัยสำคัญแห่งภูมิชีวิตหรือการมีสุขภาพนอกเหนือจากการออกกำลังกายและจิตใจหรือพลังสมาธิ

นอกเหนือจากโปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน น้ำแล้ว วิตามินและแร่ธาตุ ตลอดจนสารต้านอนุมูลอิสระ เป็นปัจจัยสำคัญที่ร่างกายต้องการใช้ในการก่อเกิดปฏิกิริยาเคมีต่างๆ ไม่ว่าการเผาผลาญให้เกิดพลังงาน การเสริมสร้างภูมิต้านทาน การก่ออักเสบและสร้างสารต้านอักเสบ การก่อสร้างผนังเซลล์ และส่วนประกอบต่างๆ ของเนื้อเยื่อ

พบว่าสารอาหารบางอย่างร่างกายสร้างได้เอง เช่น โคคิวเทน กลูต้าไทโอน แต่เมื่ออายุมากขึ้น เช่น เกิน 21 ปี ก็เริ่มขาดแคลน สร้างได้น้อยลง ในขณะที่ร่างกายต้องการเท่าเดิม หรือมากขึ้น จึงต้องเสาะหาเพิ่มเติมเข้าไป ซึ่งก็คือจากอาหาร

เรามักคุ้นกับคำกล่าวที่ฉาบฉวยว่า “ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ในปริมาณที่พอเหมาะ”…แต่เท่าไรจึงเหมาะก็คงต้องใช้คำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์อายุรวัฒน์ ประมาณง่ายๆ ในเรื่องของโปรตีนว่า ราว 1 ฝ่ามือหรือไม่ควรเกิน 2 ฝ่ามือ แล้วเน้นผักใบเขียวจัดวันละ 5 กำมือ กับผลไม้หลากสีอีกวันละ 3 กำมือ

ปัญหา คือ หากรับอาหารได้ไม่เพียงพอกับปริมาณที่ควรได้ต่อวันจะทำอย่างไร

ยกตัวอย่างโคคิวเทน ซึ่งร่างกายต้องการใช้วันละ 20 – 30 มก. แต่ได้จากอาหารประจำวันเพียง 5 มก. โดยโคคิวเทน 30 มก.ที่จะได้จากผักโขมนั้น ต้องกินผักโขมมากถึง 5 ชามสลัด หรือปลาซาร์ดีนครึ่งกิโลกรัม เป็นต้น

ปัญหาทับซ้อนก็คือ ผักผลไม้ทั้งหลายนั้นส่วนใหญ่ ที่ปลูกในเชิงอุตสาหกรรมเกษตร ล้วนปนเปื้อนสารพิษ ยาฆ่าแมลง ปุ๋ยเคมี สารเคมีถนอมรักษาสภาพอาหารสารพัด จนแทบไม่เหลือพืชผลธรรมชาติที่ปลอดสารพิษ

แล้วยังมีแหล่งปลูกที่ซ้ำซาก จนอาจขาดสารอาหารแร่ธาตุสำคัญ

ส่วนผักปลอดสารพิษก็มีส่วนแบ่งการตลาดไม่ถึง 5% ทั้งหายาก ราคาสูง และยังต้องคำนึงถึงการปลอมปนแอบอ้างป้ายปลอดสารพิษ จึงยิ่งเพิ่มความยากลำบากในการซื้อหา หรือสิ้นเปลืองกว่าสารเสริมอาหาร

สารจำเป็นบางอย่าง เช่น วิตามินซี เป็นสิ่งที่ร่างกายมนุษย์สังเคราะห์ขึ้นเองไม่ได้ จึงต้องได้รับจากอาหารเท่านั้น ขนาดวันละ 60 มก.RDI ที่อย.กำหนดนั้น เป็นเพียงขนาดที่ใช้ป้องกันโรคลักปิดลักเปิด ส่วนการที่จะใช้เสริมสร้างคอลลาเจน ต้านไข้หวัด เสริมภูมิต้านทานอื่นๆ ต้องใช้มากกว่านั้น เช่น การใช้ป้องกันต่อต้านมะเร็ง ต้องใช้ถึงวันละมากกว่า 1,000 มก.

ยังดีที่พบหาวิตามินซีได้ในผักผลไม้หลากหลาย แต่ข้อขัดข้องก็คืออาจมีสารพิษปนเปื้อนผักผลไม้เหล่านั้น

น้ำมันปลา การกินปลาทูสัปดาห์ละตัว 2 ตัว แถมหักหัวทิ้งไป แล้วบอกว่าได้น้ำมันปลาเพียงพอก็ไม่งาม โอเมก้า3 เป็นตัวอย่างที่ดีที่ร่างกายต้องใช้กรดไขมันจำเป็นนี้ในการก่อสร้างผนังเซลล์และผนังไมโตคอนเดรีย สร้างเซลล์สื่อประสาทสมอง ต่อต้านการอักเสบจากผลของโอเมก้า6 อีกทั้งใช้ในกระบวนการต่อต้านมะเร็ง ร่วมปกป้องตาจากโรคจอประสาทตาเสื่อม เป็นต้น ปริมาณน้ำมันปลาปกติที่ อย.ระบุไว้ คือ 1 – 3 กรัมต่อวัน หรือมากกว่าแล้วแต่สภาวะร่างกายแต่ละคน

สำหรับขนาดที่บำรุงสมอง ปกป้องสมองเสื่อมนั้น ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้นับจากปริมาณ EPA บวก DHA ให้ได้ 1,500 มก.ต่อวัน อันนี้ต้องคำนวณเอาเองจากฉลากของแต่ละผลิตภัณฑ์ ซึ่งแตกต่างกัน

ภาวะที่เราได้ n6 มากเกินจำเป็นจากน้ำมันพืชปรุงอาหาร ทำให้ต้องการ n3 เข้าไปลดสัดส่วนให้อยู่ในเกณฑ์ n3:n6 ไม่เกิน 1:4 การได้ n3 จากอาหารปลาก็เป็นภาระระดับหนึ่งแล้ว แต่เหนือกว่านั้นก็คือ สารพิษที่ติดปลามา ไม่ว่าเคมีโลหะหนัก สารถนอมอาหาร ระหว่างการขนส่ง

แม้กระทั่งน้ำมันปลาเกรดอาหารเอง ก็ยังมีระดับสารปนเปื้อนอยู่พอสมควร จึงไม่เหมาะแก่การรับประทานปริมาณมากติดต่อกันเป็นเวลานาน

ที่มา .หมอมวลชย

ที่อยู่

มีนบุรี
Bangkok
10510

เบอร์โทรศัพท์

+66661622824

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ดี-คอนแทค ดูแลบำรุงดวงตาผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ การปฏิบัติ

ส่งข้อความของคุณถึง ดี-คอนแทค ดูแลบำรุงดวงตา:

แชร์